WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 28, 2010

อำนาจศาลปกครองที่มีต่อคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.

ที่มา ประชาไท

"กฎหมาย ป.ป.ช.ระบุไว้ว่ากระบวนการอุทธรณ์ทำได้เฉพาะเรื่องการลงโทษของผู้บังคับบัญชา แต่ไม่สามารถที่จะไปอุทธรณ์มติที่ ป.ป.ช. ผมทราบดีว่าทาง ก.ตร.หรือผู้เกี่ยวข้อง อาจจะมีความไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ ป.ป.ช.ชี้ แต่ข้อเท็จจริงคือว่าระบบที่จะไปคานอำนาจกับ ป.ป.ช.นั้น บุคคลเหล่านี้ไปฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งในอดีตนั้นก็มีหลายครั้งที่ศาลปกครองนั้นกลับมติของ ป.ป.ช. "
จากคำกล่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ข้างต้นที่กล่าวย้ำในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์"เมื่อ 17 มกราคมที่ผ่านมาทำให้ผมเห็นว่าคุณอภิสิทธิ์และอีกหลายๆคนน่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อนในอำนาจศาลปกครองที่มีต่อคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. รวมถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาเองก็ยังมีความเห็นเช่นเดียวกันว่าถ้าผู้ถูกลงโทษนั้นเห็นว่าการดำเนินการนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายก็มีสิทธิที่จะนำคดีไปสู่ศาลปกครองได้ (บันทึกเรื่องเสร็จ ที่ 642-644/2552 ลว. 9 ต.ค.52)
จากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ของศาลปกครองและ ป.ป.ช.ไว้ ดังนี้
มาตรา 223 วรรคสอง “อำนาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น”
มาตรา 250 “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
...(3) ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไปร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม รวมทั้งดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการในระดับที่ต่ำกว่าที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวหรือกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือกระทำความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นสมควรดำเนินการด้วย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต....”
เมื่อเราพิจารณาจากบทบัญญัติข้างต้นดังกล่าวแล้วย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าการใดที่ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญไต่สวนและวินิจฉัยโดยใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญแล้วศาลปกครองย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งก็ได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติเช่นเดียวกับกรณีของการวินิจฉัยให้ใบแดงใบเหลืองของ ก.ก.ต.ว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นกัน
แต่เมื่อไม่นานมานี้ศาลปกครองชั้นต้นได้เปลี่ยนแนวมารับพิจารณาคดีที่มีผู้มายื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองในกรณีที่หน่วยงานต้นสังกัดพิจารณาออกคำสั่งลงโทษทางวินัยร้ายแรงตามคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.โดยได้ตัด ป.ป.ช.ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีออกไปยังคงเหลือแต่เพียงหน่วยงานต้นสังกัดของข้าราชการผู้นั้นและได้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยนั้น ดังกรณีของ”โอ๋ สืบ 6” พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา อดีต ผบก.สส.บก.น.6 ที่ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่กรณีถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรงที่ปล่อยอันธพาลทำร้ายม็อบพันธมิตรหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์เมื่อปี 2549เป็นผลให้ ก.ตร.ได้มีคำสั่งปลดออกและศาลปกครองเชียงใหม่ได้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของ ก.ตร.นั้นเสีย ซึ่งต่อมา ป.ป.ช.ได้มีคำขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่อีกครั้งหนึ่ง
จากที่กล่าวมานี้ก็หมายความการที่ศาลปกครองชั้นต้นรับพิจารณานั้นเป็นพิจารณาเฉพาะคำสั่งของหน่วยงานต้นสังกัดมิใช่การพิจารณาคดีต่อ ป.ป.ช.ซึ่งใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญถึงแม้ว่าในคำพิพากษาจะกล่าวถึงการสอบสวนที่มิชอบก็ตาม กอปรกับคดีนี้ได้มีการพิจารณาคดีขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งตามมาตรา 75 ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ซึ่งยังไม่มีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเป็นบรรทัดฐานว่าศาลปกครองชั้นต้นจะสามารถพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ไว้ได้หรือไม่
อย่างไรก็ตามแม้ว่าคดีนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นใหม่และมีโอกาสที่จะขึ้นไปสู่ศาลปกครองสูงสุดก็ตาม ป.ป.ช.เองย่อมสามารถที่จะนำข้อขัดแย้งระหว่างอำนาจหน้าที่กับศาลปกครองขึ้นสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 211ของรัฐธรรมนูญได้อีกเช่นกัน ดังเคยมีกรณีตัวอย่างที่ ก.ก.ต.เคยนำคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ศาลปกครองรับไว้พิจารณาให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นอำนาจเด็ดขาดของ ก.ก.ต.โดยศาลปกครองไม่อำนาจพิจารณาพิพากษา จนเป็นเหตุให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 50 อย่างชัดเจนในมาตรา 223 วรรคสอง ทีได้ยกมาข้างต้นนั่นเอง
จริงอยู่โดยส่วนตัวผมเองไม่เห็นด้วยที่ให้อำนาจเด็ดขาดแก่องค์กรอิสระโดยไม่ถูกตรวจสอบ แต่เมื่อเป็นบทบัญญัติที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วตราบใดที่ไม่มีการแก้ไข เราก็ย่อมที่จะต้องปฏิบัติตาม หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ก็ย่อมที่จะร้องต่อองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดซึ่งในที่นี้ก็คือศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง มิใช่เลี่ยงไปว่าการดำเนินการของ ป.ป.ช.เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542)มิใช่การใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่าการดำเนินการของ ป.ป.ช.ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฯ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ตัวรัฐธรรมนูญเองจะลงลึกไปในรายละเอียดได้ทั้งหมด
ส่วนผู้เสียหายจากคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.หากเห็นว่าเป็นการไต่สวนที่มิชอบหรือเกิดจากการกลั่นแกล้ง กระทำโดยสองมาตรฐานก็ชอบที่จะดำเนินคดีอาญาต่อ ป.ป.ช.เฉกเช่นกับที่ ก.ก.ต.ชุดพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เคยถูกดำเนินคดีจนต้องติดคุกติดตารางคดียังคาโรงคาศาลมาจวบจนบัดนี้
ส่วน ป.ป.ช.เองก็ต้องแก้ข้อกล่าวหาของการเลือกปฏิบัติให้ได้ว่าเหตุคดีเสื้อสีหนึ่งเร็วเป็นพิเศษ คดีของอีกเสื้อสีหนึ่งยังอืดเป็นเรือเกลือไปไม่ถึงไหนสักที ซึ่งก็ยังไม่รวมถึงที่มาที่ไปของ ป.ป.ช.เองว่ามีความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯว่าด้วยการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่แล้วหรือยัง เพราะแม้แต่พลเอกสนธิ บุณยรัตนกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหารซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง ป.ป.ช.ชุดนี้ยังต้องรับการโปรดเกล้าฯทั้งที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้ต้องปฏิบัติ แต่ ป.ป.ช.แห่งกลับไม่ปฏิบัติทั้งๆที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องปฏิบัติโดยไปอ้างเหตุผลว่าได้รับการแต่งตั้งจากหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นรัฎฐาธิปัตย์ แต่ตัวรัฎฐาธิปัตย์เองกลับยังต้องรับการโปรดเกล้าฯ
อย่าลืมว่าการที่ตนเองจะวินิจฉัยลงโทษผู้อื่น ตนเองก็ต้องไม่มีแผลให้ถูกขุดคุ้ย การเมืองมาแล้วก็ไปโอกาสที่การเมืองจะพลิกผันเปลี่ยนขั้วมีได้ตลอดเวลา หากมัวแต่ให้ทุกข์แก่ท่าน ก็ระวังให้ดีว่าทุกข์นั้นจะถึงตัวเข้าสักวันเช่นกัน
*หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 27 มกราคม 2552

เหตุ...ล่มปากอ่าว25 ม.ค.......

ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา

เหตุ...ล่มปากอ่าว 25 ม.ค !!!!!!!!!!!!!!

...เพราะอำมาตย์ ใช้งานหนุ่มๆหนักไป ดูดจนแห้ง...อ้าวเกี่ยวกันป่าวหว่า อ้อ ไม่ใช่

เรื่องของเรื่อง มีอยู่ว่า....อนุพงษ์สั่งเคลื่อนพลแล้วเมื่อ23 ม.ค มีทหารเคลื่อนพลบางส่วนเท่านั้น

คือทหารในสายของอนุพงษ์เอง ส่วนสายอื่นไม่ขยับด้วยเหตุผลหลายอย่างเช่น

อนุพงษ์จะเกษียณ คุ้มครองเขาไม่ได้ หรือเป็นแผนถูกหลอกออกมา แล้วตลบหลัง

จับข้อหากบฏ เพื่อกำจัดอนุพงษ์ หรือสับสนใครมีบารมีมีอำนาจที่แท้จริง

เล่ห์เหลี่ยมนี้เคยใช้มาแล้ว ซึ่งผิดกับปี 2549 อำมาตย์ออกหน้าเอง

.......อำมาตย์จึงตัดอนุพงษ์ออกจากสาระบบ ลูกป๋า ข้อหาไร้ประสิทธิภาพ

และให้ประยุทธ์ เป็นแทน ประยุทธจึงสั่งเคลื่อนกำลังอีกครั้ง แต่กำลังสายอนุพงษ์

ที่เคลื่อนพลออกมาก่อนบางส่วน ยังคงอยู่ ทำให้ประยุทธ์ไม่กล้าเสี่ยง จึงหยุด

ไม่แน่ใจกำลังของตัวเอง

.....ทหารของสายอนุพงษ์ เห็นว่าอนุพงษ์ ทำให้ถึงขนาดนี้แล้ว

พอไม่ได้ดังใจก็ถูกปลด มันสะท้อนถึงตัวเอง ถ้าช่วยทำอนาคตคงตกที่นั่งเดียวกัน

ประกอบกับ ไม่ได้รับความร่วมมือกับทหารผู้ปฏิบัติระดับล่างๆ

( จากการพูดคุยกับไอ้เณร...ผมเป็นทหารเกณท์ฝึกได้6เดือน ต้องจับอาวุธมายิงคนไทย

ที่เรียกร้องประชาธิปไตย ได้รางวัลกองร้อยละไม่กี่พันบาท และทำเพื่ออำมาตย์

ผมยอมถูกซ่อมถูกขังอย่างมากก็15วัน 2ปีก็ปลดแล้ว ไม่เสียความรู้สึกดีกว่า

นี่คือความรู้สึกของพลทหารเกณท์บางคน )

.....กำลังที่คารูของสายอนุพงษ์ จึงเป็นหนามแทงใจประยุทธ์อยู่ จึงต้องถอยไปใช้งาน

วันสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหาร บังหน้าซาวเสียงใหม่ว่าใครเอาด้วยแล้วได้รางวัลอะไร

.....จากการแปรพักตร์ของอนุพงษ์ครั้งนี้จะ ด้วยความแค้นใจหรือไม่

จึงกลายเป็นผู้เบรคเกมต่อต้านการยึดอำนาจจากอำมาตย์เสียเองและกำลังฝ่ายอนุพงษ์

ที่ยังไม่เคลื่อนพล ใครที่ไม่กลัวอะไร ก็แสดงออกโดยการใช้

เรื่องของเสธแดง บังหน้า อ้างเหตุสารพัดว่าเคารพผู้บังคับบัญชา นั่นเอง

ซึ่งเสธแดงนั้นเป็นเป้าหลอก ที่มีรสชาดเท่านั้น

.....จึงเป็นที่มาของการล่มปากอ่าว เป็นที่ 2

สรุปว่าฝ่ายอนุพงษ์ มีกำลังมากกว่า เป็นฝ่ายถูกกฏหมาย ที่ต่อต้านการยึดอำนาจ และไม่ต้องใช้เงินทุนอะไร

จึงมีภาษีดีกว่าฝ่ายอำมาตย์ ที่ต้องใช้เงินทุนและยศถาบรรดาศักดิ์ ล่อใจ

...แต่เดี๋ยวก่อน ยังมีอีกกองทัพหนึ่ง ที่คนเสื้อแดงนึกไม่ถึง พร้อมสุดๆแล้ว

จะทำการโค่นอำมาตย์กับบริวาร ซะเมื่อไรก็ได้ อภิสิทธิ์ นี่ขี้ตีน COMING SOON

อำมาตย์ก็รู้ เกรงว่า ถ้ากำลังของอนุพงษ์พร้อมอาวุธบวกกับตีนตบอันทรงอนุภาพของคนเสื้อแดง

(ทรงอนุภาพจริงๆนะขนาดนายก, รมต.เห็นตีนตบยังวิ่งหนีเลย 555555)และกองกำลังไม่ทราบฝ่าย

ฝ่ายอำมาตย์จะทำหรือไม่ก็โดน .......วาสนาหมดแล้วละมันจะไม่มีแผ่นดินกลบหน้าเอานา...

...ลาออกไปซะอย่าฝืนเลย....... เปรมจ๋ารักนะตัวเอง

...........ผิดตกยกเว้นเพราะกุมารทองบอก

..........พอแค่นี้นะ จะไปมองนั่งเทียนต่อ กี๊บ กี๊บ

ข่าวต่างชาติแฉ..แผนปฏิวััติตัวเองร่วมกับทหาร??

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

ข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยยังออกมาอย่างต่อเนื่องในต่างประเทศ ผลพวงกับข่าวลือว่าทหารจะลากอาวุธออกมาปฏิวัติอีกครั้งหนึ่ง ภาพรถถังที่ไปจอดรอที่วัดเสมียนนารีหลายสิบคัน และภาพการขนรถถังมาจากภาคใต้ของไทยโดยเครื่องบิน อีกทั้งทหารเตรียมตบเท้ารอคำสั่งผู้บังคับกองร้อย ผู้บังคับกองพันของตนข่าวได้เขียนบอกว่าส่วนใหญ่มาจากปราจีนบุรี และลพบุรี เป็นทหารเสือของ....ที่จงรักภักดิ์ดี เป้าหมายการปฏิวัติครั้งนี้เพื่อที่จะครอบครองอำนาจทั้งหมด จะไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญ50

จะไม่มีการเลือกตั้ง หลังจากทำการปฏิวัติแล้ว อำนาจอยู่ในมือทหารแล้ว ก็จะแต่งตั้งให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงค์ตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีไทยเหมือนเดิม และพรรคการเมืองประชาธิปัตย์บางส่วนไม่เอาทหารขึ้นมาเป็นนายก จากนั้นก็จะกวาดล้างแกนนำเสื้อแดงและเครือข่ายให้หมดไปจากประเทศไทย ใช้กฏอัยการศึกบังคับไม่ให้มีการชุมนุมกัน ใครขัดขืนถูกจับมาดำเนินคดี อ่านข่าวแล้วให้สังเวชใจต่อพฤติการณ์อันเลวทรามนี้ ประชาชนชาวไทยจะต้องเป็นขี้ฝุ่นใต้เท้าของคนพวกนี้ต่อ

ไปอีกเหรอ? เราจะยอมตกอยู่ในสภาพถูกมัดมือมัดเท้าจำยอมเหมือนในขณะนี้อีกเหรอ? นักข่าวต่างประเทศได้วิเคราะห์ถึงเสถียรภาพรัฐบาลหลังจากทำการปฏิวัติสำเร็จว่า จะถูกประชาชนโกรธแค้นเพิ่มขึ้นและไม่ยอมรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เป็นที่รักของประชาชนคนไทย นายอภิสิทธิ์ประชาชนต่างเกลียดชังในบุคลิค และมีนิสัยที่ชอบกระแหนะกระแหนคนอื่นไม่เหมาะสมที่จะเป็นนายกของประเทศไทย อีกทั้งในด้านทางต่างประเทศก็ไม่มีใครยอมรับกับรัฐบาลปล้นประชาชนมา

ยิ่งร้ายกว่าครั้งที่ขโมยเขามาอีก แถมมีนายกคนเดิม รับรองว่าถูกโห่จากประชาโคมโลกแน่ๆการคาดหมายที่ประชุมลับภายในกองทัพ และรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ที่วางแผนร่วมกันจะปฏิวัติรัฐบาลตัวเอง มันมีเลสนัยบางอย่าง ตามที่นักข่าวได้ตีแผ่ ประการสำคัญกลัวทักษิณจะมามีอำนาจในประเทศไทยอีก หากทักษิณกลับมามีอำนาจเหมือนเดิม ประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ผุด

ได้เกิด เนื่องจากการทำงานของประชาธิปัตย์ล้มเหลวขาดความเชื่อถือจากประชาชน ขาดความเชื่อถือในด้านทางต่างประเทศ จะเห็นได้ 1 ปีเต็มๆที่ผ่านมา ฉะนั้นการปฏิวัติรัฐบาลตัวเอง เอาทหารมาช่วยหนุนเสริม เนื่องจากรัฐบาลของตนหง่อนแง่นเต็มที ดังนั้นจึงลงมติให้ทหารปฏิวัติ เพื่อเรื่องทุกอย่างจะสงบลง เสื้อแดงถูกกวาดล้างห้ามเสื้อแดงออกมาชุมนุม ออกกฏอัยการศึกโดยเผด็จการทหาร เรามาคอยดูว่าการวิเคราะห์ของนักข่าวต่างชาติจะเป็นจริงหรือเปล่า? หากมีข่าวเพิ่มเต็มจะรายงานมาให้ทราบคะ..

ปีที่แล้ว เสธ.แดงเหมือนคนบ้าโผงผางไม่มีอะไร แต่ปีนี้เป็นคนบ้ามุทะลุที่มีปืน และม

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย


คือการประเมิน เสธ.แดง ต้องทำเป็นพลวัตรครับ อย่าใช้อดีตมาประเมินมากนัก เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไป ปีก่อนโน้น ผมเคยไปสัมภาษณ์ เสธ.แดงที่บ้าน ผมประเมินในวันนั้นว่า เสธ.แดงเหมือนคนแก่อยากดัง ไม่มีงานทำ เลยหาเรื่องต่างๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองว่าง แต่วันนั้น เสธ.แดงไม่มีกำลัง มีลูกน้องอยู่ก็คงไม่กี่คน

ตอนไปฝึกนักรบพระเจ้าตาก ผมก็ไม่ได้ให้น้ำหนักอะไรมากนัก ก็เหมือนเอาคนแก่ฮาร์ดคอร์ มาฝึกซ้ายหันขวาหันเล่น ๆ ใช้การใช้งานอะไรจริงๆ จังๆ คงไม่ได้ เสธ.แดงทำไปเพราะความอยากดังเท่านั้นเอง หรืออย่างมากก็ขู่ เขียนเสือให้วัวกลัว

แต่ปีนี้ สถานการณ์มันพาไป ทหารพรานที่ถูกยุบไปตั้งแต่ปี 2541 มีเป็นพันๆ คน พวกนี้เป็นชาวบ้าน ภาคอีสาน ซึ่งก็คงเป็นคนเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ต่างๆ เมื่อยังไม่มีการ “รวมพล” คงออกมาร่วมประท้วง กับกลุ่มเสื้อแดงไปเรื่อยๆ ปีนี้เกิดสถานการณ์ เวลาและจังหวะมันถูก เสธ.แดง กับ ทหารพรานไหลไปบรรจบกัน จากปัจเจกบุคคล ต่างคนต่างซ่า ก็บรรจบกัน กลายเป็นการจัดตั้งขึ้นมา

ผมไม่ได้คาดการณ์เอานะครับ ผมได้ยินกับหูด้วยความบังเอิญ เพราะตอนไปเขาสอยดาว ผมผูกเปลนอนห่างเวที เช้ามาดันมีทหารพรานไปผูกเปลนอน ข้างๆ เต็มไปหมด จากการพูดคุยที่ผมได้ยิน ทำให้ผมทราบว่า นายพลบ้าๆ ที่ไม่มีกำลัง กับทหารแตกทัพที่ไม่มีนายพล ได้ไหลไปรวมกันและจัดกำลังเสร็จแล้ว ดังนั้น วันนี้ เสธ.แดงกับอนุพงษ์ เทียบกันไม่ได้แล้ว อนุพงษ์เกษียณไปก็หมาหัวเน่า จะหวังพึ่งทหารปกติก็คงยาก วันนี้พวกคุณกำลังรบกับ “นายพลบ้าดีเดือด” หมาบ้าที่ไม่กล้วใคร และมีหน่วยกำลังที่อันตรายสุดๆ อยู่ในมือ ป๊อกอย่าคิดว่าคุณกำลังเล่น กับคนที่ไม่มีงานทำนะครับ การยกทหารมาตบเท้าไม่มีความหมายหรอกครับ ไม่มีใครกลัวหรอกครับ วันตีกับเขา พวกคุณจะมีคนที่ใช้ได้กี่คนที่พร้อมจะฟัดกับเขา

"จาตุรนต์"วิเคราะห์สัญญานรัฐประหาร-แก้รธน.

ที่มา thaifreenews



"จาตุรนต์ ฉายแสง"อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ร่วมวิเคราะห์สัญญาณรัฐประหาร และการแก้รัฐธรรมนูญ

ทางลัดคือทางตัน เราต้องสู้เพื่ออุดมการณ์ด้วยวิธีอุดมการณ์

ที่มา thaifreenews


เนื้อเรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ อ.ใจ อึ้งภากรณ์เขียน..."Ice angel มองว่ามีประเด็นหลายอย่างที่ควรอ่านและวิเคราะห์ตาม ทั้งนี้จุดประสงค์ของการนำมาให้อ่านมิได้ว่าจะกล่าวหาหรือใส่ร้ายใคร แต่เรื่องนี้มีข้อคิดตามเนื้อหาอย่างนั้นจริงๆๆ"


คนเสื้อแดงไม่ควรเลือกเส้นทางการต่อสู้ ของทหารหรือนักการเมืองอันธพาล
เสธ. แดง พัลลภ ปิ่นมณี หรือ เฉลิม อยู่บำรุง ไม่ใช่คำตอบ
ใจ อึ๊งภากรณ

ขบวนการคนเสื้อแดงเป็นขบวนการ มวลชนเพื่อประชาธิปไตยแท้ สิ่งนี้พวกเราไม่ควรลืม ขบวนการมวลชนเสื้อแดงประกอบไปด้วยชาวบ้านชาวเมืองทุกวัย ส่วนใหญ่เป็นคนจนมากกว่าที่จะเป็นคนชั้นกลางหรือคนรวย เราต่อสู้เพื่อล้มอำมาตย์ เพราะอำมาตย์เป็นพวกอภิสิทธิ์ชนที่ใช้ความรุนแรงในการปล้นประชาธิปไตยและ ความเป็นธรรมทางสังคมจากพลเมืองไทย อำมาตย์มีความสุขกับความเหลื่อมล้ำและการใช้เส้นใช้สายกอบโกยผลประโยชน์ พวกเราออกมาเคลื่อนไหวเพราะเราเริ่มเข้าใจว่าถ้าเราไม่ออกมาสู้หรือถ้าเรา ปล่อยให้คนไม่กี่คนสู้ เราจะไม่ชนะและเราจะเป็นทาส

ฝ่ายอำมาตย์และกองเชียร์ของอำมาตย์ในหมู่ชนชั้นกลาง ซึ่งอ้างว่าตัวเองฉลาดมีการศึกษา ย่อมดูถูกประชาชนเป็นธรรมดาว่า โง่ เข้าไม่ถึงข้อมูล ไม่เข้าใจประชาธิปไตย ทำอะไรเองไม่ได้หรือมีการป้ายร้ายว่า ถูกทักษิณซื้อ คนเสื้อแดงจำนวนมากรัก ทักษิณ แต่รักด้วยเหตุผลเพราะ ทักษิณ เป็นนายกคนแรกที่เอาใจใส่ชีวิตคนจน ความรักนี้มีเหตุผลมากกว่าการรัก อำมาตย์ หลายเท่า เพราะ อำมาตย์ ไม่เคยทำอะไรให้พลเมืองส่วนใหญ่ มีแต่การเข้าข้างทหารเผด็จการและการสอนให้คนจนอยู่อย่างสงบท่ามกลางความยาก จนในขณะที่ตัวเองและครอบครัวร่ำรวยมหาศาล

สรุปแล้ว ขบวนการคนเสื้อแดงเป็นขบวนการของ คนดีคนธรรมดาของสังคมเราเชื่อมั่นว่ามวลชนปลดแอกตนเองได้ เพราะเราไม่ใช่วัวหรือควาย เราไม่ต้องรอให้คนอื่นมาปลดแอกเรา

พลเมืองไทย เจ็บปวดมานาน ตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา และการเบ่งอำนาจของอำมาตย์ อำมาตย์และพันธมารฯ ใช้ทุกวิธีทางเลวทรามที่จะทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเรา และแน่นอนปัญหาใหญ่ที่เผชิญหน้าเราทุกวันคือ เราจะล้มอำมาตย์อย่างไร

ในการต่อสู้ ทุกยุคทุกสมัยมีการถกเถียงเรื่องแนวทาง มีการเดินหน้าและถอยหลัง บ่อยครั้งท่ามกลางการถกเถียงเราอาจได้ยินคนเสนอว่า วิธีการไม่สำคัญ ขอให้ได้ผลก็แล้วกันหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “the end justifies the means” แต่ ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่ผิดพลาดมหาศาล เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง วิธีที่เราใช้ในการต่อสู้มีสายใยผูกพันกับผลเสมอ ไม่แตกต่างจากการขึ้นรถไฟ ถ้าขึ้นรถไฟไปหาดใหญ่ เราไม่มีวันไปถึงเชียงใหม่ได้ มันคนละทาง ถ้าเราชาวเสื้อแดงต้องการประชาธิปไตยแท้ที่ไม่มีอำมาตย์ ไม่มีผู้ใหญ่ที่ใช้เส้นสาย ถ้าเราต้องการสังคมที่เคารพพลเมืองทุกคน และมองว่าพลเมืองจำนวนมากที่ยากจนต้องมีส่วนร่วม เพื่อกำจัดความเหลื่อมล้ำ และเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เราไม่สามารถใช้วิธีการเดียวกับอำมาตย์ในการต่อสู้ได้ เราต้องใช้วิธีประชาธิปไตย

วิธี ประชาธิปไตย ไม่ได้แตกต่างจากวิธีของอำมาตย์ในเรื่องความรุนแรง ความดุเดือด ความเข้มข้น หรือความกล้าหาญแต่อย่างใด แต่จะแตกต่างในแง่ของวิธีการใช้สิ่งเหล่านั้น วิธีอำมาตย์งอกมาจากผลประโยชน์ของคนชั้นสูงซึ่งเป็นคนส่วนน้อย เขาเลยใช้ความรุนแรงของกองกำลังคนส่วนน้อยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา (ทหารนั้นเอง) นอกจากนี้เขาใช้อำนาจเงินและอำนาจการเมืองเพื่อควบคุมสื่อและกระบวนการ ยุติธรรม ซึ่งทั้งหมดกระทำไปโดยไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีสิทธิเสรีภาพ และไม่มีส่วนร่วม เวลาเขาใช้ม็อบก็เป็นม็อบคนชั้นกลางหรือม็อบรับจ้าง แนวคิดของอำมาตย์ย่อมเป็นแนวที่กำหนดจากเบื้องบนและสั่งลงมา และมักเป็นเรื่องหลอกลวงเพราะอำมาตย์เป็นคนส่วนน้อยที่อยากจะหลอกคนส่วนใหญ่ เนื่องจากผลประโยชน์เขาขัดกับคนส่วนใหญ่เสมอ นั้นคือวิธีการของอำมาตย์ ผลคือการครองอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของคนส่วนน้อยที่กดขี่ขูดรีดคนส่วน ใหญ่

วิธีการ ประชาธิปไตย เน้นเสรีภาพ ความโปร่งใส การถกเถียงแลกเปลี่ยนด้วยปัญญา และที่สำคัญที่สุดคือมีการรวมตัวกันของมวลชนจำนวนมาก เป็นแสนเป็นล้าน ด้วยความสมัครใจ ในไทยมีการต่อสู้แบบประชาธิปไตยประชาชนในช่วง ๒๔๗๕, ๑๔ ตุลา และพฤษภา๓๕ ตรงนี้ชัดเจน เพราะมวลชนพลเมืองธรรมดาออกมาสู้อย่างที่เห็นได้ชัด และเป้าหมายก็ชัดคือ ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การต่อสู้ในช่วงพฤษภา ๓๕ ยังทำให้นักการเมืองไทยรักไทยเข้าใจอีกว่าเขาต้องมองคนจนในมิติใหม่ คือการเป็นผู้ร่วมพัฒนาประเทศ แม้แต่การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็เป็นวิธีการแบบประชาธิปไตยในหลายแง่มุม เพราะมีการให้ความสำคัญกับมวลชน และมีเป้าหมายเพื่อโค่นอำมาตย์และลดความเหลื่อมล้ำ

เวลาอำมาตย์ ใช้กองกำลังและอาวุธ มันเป็นการกระทำของคนส่วนน้อย มันดูเหมือนมีระเบียบวินัย เพราะเป็นการกระทำของกองทัพภายใต้คำสั่งของผู้ใหญ่ รถถังออกมา ทหารออกมา และกราดยิงประชาชน สื่อก็ร่วมด่าประชาชน ฯลฯ แต่เวลาประชาชนใช้กองกำลังและอาวุธในวิธีประชาธิปไตย มันวุ่นวาย มันมีชีวิต มันมีความหลากหลายและเสรีภาพ ลองนึกภาพคนเสื้อแดงยึดรถถังเมื่อปีที่แล้ว ลองนึกภาพการบุกเข้าไปในการประชุมที่พัทยา ลองนึกภาพการไปด่าประท้วงอภิสิทธิ์หรือคนอื่นในจังหวัดต่างๆ เราจะเห็นความต่าง การปฏิวัติของประชาชนจะเป็นแบบนี้ แต่มันมีพลังมหาศาลเพราะมวลชนเรามากกว่าและเราครองใจคนส่วนใหญ่ได้ ในสถานการณ์แบบนี้พี่น้องทหารและตำรวจระดับล่างจะมีความมั่นใจและจะเปลี่ยน ข้างมาอยู่ฝ่ายเรา แต่ที่สำคัญคือประชาชนจะนำทหารไม่ใช่ทหารนำประชาชน และจะมีการต่อสู้ภายใต้อุดมการณ์

วิธีการ ต่อสู้แบบประชาธิปไตย เป็นวิธีการที่กระทำภายใต้อุดมการณ์แห่งเสรีภาพและความเป็นธรรม มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในสังคม ไม่ใช่เปลี่ยนจากอำมาตย์ ไปสู่อำมาตย์และเพื่อรับประกันว่าจะเกิดประชาธิปไตยจริง มวลชนจำนวนมากต้องมีส่วนในการนำ ในการเคลื่อนไหว และในการเป็น เจ้าของ การต่อสู้ ไม่ใช่ปล่อยให้คนหยิบมือเดียวทำให้แทน นี่คือสาเหตุที่วิธี ก่อการร้ายเช่นการวางระเบิด การลอบยิง ฯลฯ เป็นวิธีการที่สวนทางกับวิธีประชาธิปไตย ยิ่งกว่านั้นการก่อการร้ายนำไปสู่การปราบปรามอย่างเหี้ยมโหดโดยอำมาตย์ จุดจบคือขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถูกทำลาย มันมีบทเรียนจากหลายๆ ประเทศเช่น ญี่ปุ่น อิตาลี่ ปาเลสไตน์ ฯลฯ

วิธีการ ก่อการร้าย เป็นหนึ่งในแนวทางของคนที่จะหาทางลัดท่ามกลางการต่อสู้ที่ยากลำบาก แต่ทางลัดนี้เปรียบเสมือนทางเข้าซอยเล็กๆ ในกรุงเทพฯ ที่จบลงด้วยทางตัน ในขณะนี้คนเสื้อแดงบางส่วนกำลังหาทางลัดแบบนี้ เพราะไม่มั่นใจในการนำของแกนนำเสื้อแดง และมองไม่ออกว่าจะชนะอย่างไร ผมเองและคนเสื้อแดงหลายกลุ่มหลายคน มองว่าเราต้องสู้เพื่อระบบประชาธิปไตยที่ไม่เหลือซากอำมาตย์ เราต้องตัดอำนาจกองทัพ และเราต้องใช้มวลชนในการกดดันต่อสู้และยึดอำนาจ แกนนำสามเกลออาจมองต่างมุมบ้าง แต่สามเกลอก็มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย เขามีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้มีการสร้างมวลชนเสื้อแดงแต่แรก และเวลาเขาเคลื่อนไหวเขาจะเน้นมวลชน

แต่ปัญหาคือในขบวนการเสื้อแดงมีคนที่หาทางลัดที่เป็นทางตัน เขาเชิดชูทหารอันธพาล อย่างเสธ.แดง หรือ พัลลภ ปิ่นมณี ซึ่งเป็นคนที่ไม่เคยแสดงอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่เคยเสนอว่าเราต้องมีสวัสดิการเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ไม่เคยพูดถึงการปฏิรูปสังคมอย่างจริงจัง ไม่เคยต่อต้านระบบอำมาตย์ และแถมมีประวัติในการเป็นอันธพาลหรือในการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยการฆ่า ประชาชน(ในกรณีพัลลภ ปิ่นมณี) คนเหล่านี้ โดยเฉพาะ เสธ.แดง ใช้วิธีการของกองกำลังลับๆ ที่มีส่วนคล้ายการก่อการร้าย พวกเราฟังเขาพูดแล้วอาจ มันฟังเสียงระเบิดแล้วอาจ สะใจ แต่หลังจากที่ควันระเบิดจางหายไป เราจะพบว่าเป้าหมายประชาธิปไตยแท้ไม่ได้มาถึงแต่อย่างใด เพียงแต่มีคนบาดเจ็บตาย ร้ายสุดก็กลายเป็นข้ออ้างในการปราบคนเสื้อแดง และดีที่สุดก็แค่มีการเปลี่ยนบุคลากรข้างบน โดยที่โครงสร้างสังคมไม่ได้เปลี่ยนเลย ที่เอ่ยถึงชื่อ เสธ. แดงในครั้งนี้ ไม่ได้แปลว่าผมเห็นด้วยกับการที่อำมาตย์จะกลั่นแกล้งเขาด้วยกฎหมายสอง มาตรฐานแต่อย่างใด แต่เพื่อเสนอว่าเราไม่ควรเดินตามแนวของเขาต่างหาก เพราะมันเป็นทางตันที่จะจบด้วยโศกนาฏกรรม

คนเสื้อแดง บางส่วนเลือกทางลัดที่เป็นทางตันในรูปแบบนักการเมืองอันธพาลด้วย นักการเมืองพวกนี้ถูกเลือกมาเพราะบางคนคิดว่าหัวแข็ง ปากจัด ไม่กลัวใคร แต่นั้นเป็นคุณสมบัติเพียงพอจริงหรือ? การเลือกคุณสมัครมาเป็นหัวหน้าพรรค ทั้งๆ ที่คุณสมัครเคยรับใช้เผด็จการและมีส่วนในเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา มีปัญหา แย่กว่านั้นการทำงานร่วมกับนักการเมืองอันธพาลแบบ เฉลิม อยู่บำรุง ก็มีปัญหามาก มันไม่ช่วยให้ประชาธิปไตยเกิดเร็วขึ้นแต่อย่างใด

การหาทางลัด กับอันธพาลจะสร้างอุปสรรค์กับประชาธิปไตย และที่สำคัญมันเสี่ยงกับการทำให้ขบวนการเสื้อแดงมีลักษณะคล้ายๆ พันธมารฯ เราเคยวิจารณ์การ์ดพันธมารฯว่ามันเป็นโจร แล้วภาพของนักรบพระเจ้าตากจะเป็นอย่างไร? เรามีการเปิดโปงความชั่วของนักการเมืองฝ่ายอำมาตย์ แล้วนักการเมืองฝ่ายเราดีงามทุกคนหรือไม่? เราไม่ควรใช้วิธีการและสองมาตรฐานเหมือนอำมาตย์ใช้ ผมไม่ใช่พวก สองไม่เอา ที่หาความบริสุทธิ์โดยไม่เลือกข้างแล้วตั้งตัวขึ้นมาเป็นผู้พิพากษา ผมเลือกเป็นคนเสื้อแดง เพราะขบวนการคนเสื้อแดงไม่เหมือนพันธมารฯ และอำมาตย์

ทางลัดคือทางตัน เราต้องสู้เพื่ออุดมการณ์ด้วยวิธีอุดมการณ์


จักรภพ:เงื่อนไขและเวลาตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

ที่มา Thai E-News



โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ผมเป็นข้าราษฎร นสพ.วิวาทะ ไทยเรดนิวส์ ฉบับที่ 35
28 มกราคม 2553

แล้ววลี “กงล้อแห่งประวัติศาสตร์” ก็มีน้ำหนักขึ้นในทันทีที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ประกาศคำว่า “รัฐบาลพลัดถิ่น” ออกมาอย่างเต็มภาคภูมิ ระหว่างการปราศรัยผ่านดาวเทียมกับมวลมหาประชาชนที่กำลังชุมนุมทวงแผ่นดินคืนจากอำมาตย์ ณ เขาสอยดาว จันทบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๓

ผมทราบว่าหลายท่านน้ำตาไหล และหลายท่านหายใจอย่างโล่งอกว่า นี่แหละเกียรติภูมิที่ควรเป็นของขบวนการประชาธิปไตย

ตัวผมนั่งอยู่อีกมุมโลกหนึ่ง รู้สึกประหนึ่งว่าเราชนะแล้วด้วยซ้ำไป

รัฐบาลพลัดถิ่นคืออะไร ทำไมสำคัญถึงขนาดนี้ เราจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้จริงหรือ ทั่วโลกเขาจะเอากับเราหรือ?

ผมได้ยินคำถามดังออกมาจากหัวใจของพวกเราที่ร่วมต่อสู้และปรารถนาจะเห็นชัยชนะอย่างไม่มีเงื่อนไขของฝ่ายประชาชน วันนี้ต้องตอบคำถามเหล่านั้นให้ชัดเจนหรืออย่างน้อยต้องลดความสงสัยลงบ้าง

รัฐบาลพลัดถิ่น หรือ government-in-exile เป็นวิถีทางต่อสู้อย่างหนึ่งของขบวนการการเมืองในแต่ละประเทศ เมื่อการต่อสู้ในประเทศตนไม่อาจเป็นไปได้แล้ว โลกหรือประชาคมระหว่างประเทศ โดยองค์การสหประชาชาติคือผู้ประกันสิทธิตามธรรมชาติในข้อนี้ของขบวนการการเมืองใดๆ ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างบริสุทธิ์ใจจากมวลชนจำนวนมากในประเทศนั้นๆ จึงเรียกได้ว่าเป็นกลไกการต่อสู้ที่โลกยอมรับ และถือเป็นการรณรงค์ทางการเมืองโดยสันติวิธีอย่างหนึ่ง

รัฐบาลพลัดถิ่นจึงไม่ใช่รัฐบาลเถื่อน

มิหนำซ้ำ หากรัฐบาลนั้นๆ ตั้งขึ้นบนความยอมรับนับถือของประชาคมระหว่างประเทศและได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอในประเทศของตนแล้ว ยังเกิดผลอีกอย่างหนึ่งคือทำให้รัฐบาลที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นรัฐบาลฝ่ายตรงข้ามในขณะนั้น หมดสิ้นความชอบธรรมลงไปทันที มหาประชาชนจะฉุดกระชากลากลงมาจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเสียเมื่อไหร่ก็ได้

ครับ ถ้า ดร.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นมาได้สำเร็จ รัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลปีย์ รัฐบาลเปรม และรัฐบาลเขายายเที่ยงบวกกับตาเที่ยง หรือรัฐบาลเวรกรรมใดๆ ที่มาจากการปล้นอำนาจรัฐจากประชาชนด้วยกำลังกองทัพ ตุลาการวิบัติ หรือองค์กรอิสระ (แต่เป็นทาสอำมาตย์) จะกลายสภาพเป็นรัฐบาลเถื่อนในทันที

การจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นจึงเป็นคำประกาศว่าใครคือรัฐบาลตัวจริง

รัฐบาลตัวจริงหมายถึงรัฐบาลที่มีความชอบธรรมอย่างแท้จริง และรัฐบาลมีฐานประชาชนหนุนอย่างเพียงพอ ไม่ใช่รัฐบาลที่มีคนเรียกฝ่ายตุลาการออกมาวางแผนปล้นให้ ไม่ใช่รัฐบาลที่คอยแก้ไขปัญหาปากคอกอย่างเพลี้ยสีน้ำตาล หรือทะเลกัดเซาะชายฝั่งที่ปักษ์ใต้ โดยไม่ได้แก้ไขปัญหาจากเหตุปัจจัยหลัก เพราะทำเพียงเพื่อจะหาทางผันงบประมาณออกมาใช้กันให้อ้วนท้วนไปตามๆ กันเท่านั้น

ที่มาของรัฐบาลก็ต้องชอบธรรม การทำงานในขณะเป็นรัฐบาลหรือขณะที่ถืออำนาจรัฐอยู่ก็ต้องชอบธรรม เรียกว่าชอบธรรมตั้งแต่หัวจรดเท้าและยาวนานตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง

รัฐบาลเฮียดึงหรือเจ๊ดันอย่างรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ และนายอภิสิทธิ์จึงขาดชอบธรรมอย่างเด็ดขาด จะดูที่มาของรัฐบาลหรือวิธีการใช้อำนาจรัฐ ก็ขาดด้วนหมด

ไม่ต่างอะไรจากคนเป็นสมีปาราชิก แต่ไปหลอกสาธุชนว่าเป็นพระ ให้ศีลให้พรคนจนยุ่งไปหมด เผลอๆ ยังหน้าด้านไปทำหน้าที่อุปัชฌาย์หรือเป็นพระพี่เลี้ยงนวกะสร้างพระใหม่อีกต่างหาก

แล้วจะตั้งได้หรือ รัฐบาลพลัดถิ่นที่ว่านี้?

เจ้าของประเทศไทยคือประชาชนส่วนมากอาจจะยังไม่ทราบว่า วันที่เราถูกปล้นอำนาจรัฐในวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เราเกือบจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นกันแล้ว ในวันนั้นนายกรัฐมนตรีของเราก็อยู่ที่องค์การสหประชาชาติ พร้อมกับผู้นำทั่วโลกอีกมากมาย ต่างฝ่ายต่างมาร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติประจำปีกันในโอกาสนั้นทั้งสิ้น

เลขาธิการสหประชาชาติในเวลานั้นคือนายโคฟี่ อันนัน ก็ย้ำคำเชิญให้นายกรัฐมนตรีทักษิณขึ้นกล่าวปราศรัยตามกำหนดการเดิม โดยไม่คำนึงถึงการรัฐประหาร เป็นการประกาศด้วยเสียงดังฟังชัดว่า องค์การสหประชาชาติยอมรับรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ไม่รับรัฐบาลที่ซากเดนศักดินาร่วมกันตั้งขึ้นในเมืองไทย

เราสามารถตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้อย่างง่ายดายราวดีดนิ้ว

เหตุที่ไม่ได้ตั้ง เพราะเจตนาในขณะนั้นคือความสมานฉันท์ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ในขณะที่ “สติ” ยังตามไม่ทัน “จิต” ไม่รู้ว่าเขาพูดคำว่าสมานฉันท์แบบย้ำๆ ยานๆ เพื่อให้มีเวลาบรรจุกระสุนปืน หรือไม่ก็มีเวลาผสมยาพิษให้เต็มแก้ว

เรียนปริญญาตรีก็ใช้เวลาในราว ๔ ปี ปีแรกอาจไร้เดียงสา ทำตัวเหมือนอยู่ชั้นมัธยม ปีสองและปีสามแก่กล้าขึ้นบ้าง ทั้งในทางปัญญาและอารมณ์ จนถึงปีสี่ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก่อนจบ ถึงขั้นจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ก็ถือว่าประเสริฐ ไม่มีอะไรสูญเปล่า

สามปีที่ผ่านมาคือช่วงเวลาบ่มเพาะ ทั้งความพร้อมเพรียง และความมั่นใจในตัวเองของขบวนการประชาธิปไตย เรารักกัน เราทะเลาะกัน เราเห็นด้วย เราเห็นแย้ง เราขาดความเชื่อมั่น เราเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ในที่สุดเราก็เดินมาถึงยุทธศาสตร์เดียวกัน

ถึงวันนี้ใครที่ถือยุทธศาสตร์คนละเล่มก็ถือว่าอยู่กันคนละสนามแล้ว ถ้าสามปียังคิดไม่ได้ ก็คงไม่ต้องคิด เป็นสิทธิ์ของทุกคนที่จะเป็นไพร่และเป็นทาสต่อไปเหมือนนกติดยาในกรงเหล็กที่เขาขังไว้ขายคนชอบปล่อยนก

แต่เราจะไม่ยอมให้คนเหล่านั้นเข้ามาทำลายยุทธศาสตร์หลักของเราเป็นอันขาด

รัฐบาลพลัดถิ่นเป็นสิ่งที่ทำได้ และต้องทำเมื่อเกิดเงื่อนไขที่เหมาะสมในทางการเมือง

การยึดอำนาจรัฐประหารเป็นเพียงเหตุผลหนึ่งเท่านั้น

ตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งแปลว่าสังคมขาดความยุติธรรมอย่างร้ายแรง มนุษย์ทุกคนมิได้เสมอภาคกันตามกฎหมายอย่างที่เขาโฆษณาชวนเชื่อ ก็เป็นเหตุได้

การใช้ความรุนแรงกับมวลมหาประชาชนที่ใช้สิทธิ์ในการประท้วงอย่างสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ ก็เป็นเหตุได้

การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง อย่างคำกล่าวของผู้บริหารองค์การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หรือ Human Rights Watch ที่ว่า “...ถึงบางครั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะกล่าวถึงสิ่งที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน แต่การกระทำของนายอภิสิทธิ์กลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม รัฐบาลชุดนี้ได้บั่นทอนการเคารพสิทธิมนุษยชนและนิติธรรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง...” หรือ “...ประชาธิปไตยในประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวได้ปกคลุมสังคมอินเตอร์เน็ต เนื่องจากการที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์เพิ่มระดับการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น...”

สภาพความพิการล่าสุดของเมืองไทยภายใต้อำมาตย์อย่างนี้ ก็เป็นเหตุได้

รัฐบาลพลัดถิ่นจึงเป็นสมบัติสาธารณะ และเป็นกลไกของเราในฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ต้องไปฟังความเห็นของเหล่าขี้ข้าอำมาตย์ในรัฐบาลหรอกครับ เพราะเราไม่ได้ต้องพึ่งอะไรเขาในการจัดตั้ง

ถึงเวลาอันเหมาะสม เราตั้งได้แน่ครับ.

*************

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

ทำไม”กรรมกร” ต้อง”แดง” และต้องไม่ “เหลือง”

ที่มา Thai E-News




โดย เปลวเทียน ส่องทาง
28 มกราคม 2553


“คนเสื้อแดง” จำนวนมากชื่นชอบอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ อาจจะมาจากหลายสาเหตุ เช่น นโยบายที่แก้ปัญหาคนจนได้เป็นรูปธรรมโดยที่ไม่เคยมีรัฐบาลใดทำมาก่อน อาจจะเพราะทักษิณติดดิน ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย อาจจะเพราะทักษิณพูดเก่งปากหวาน ก็ว่ากันไป

คนเสื้อแดง จำนวนไม่น้อยไม่ได้นิยมรักใคร่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่พวกเขารักประชาธิปไตยยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย เชื่อว่าประชาธิไตยเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ อำนาจอธิปไตยต้องมาจากปวงชน ทุกคนเท่ากันหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียง ที่มีวาระการเลือกตั้งผู้บริหารผู้ปกครองประเทศแน่นอน ผู้บริหารผู้ปกครองประเทศเปลี่ยนได้ตามวาระ ถ้าประชาชนเขาไม่เอา ผ่านการเลือกตั้ง มิใช่การรัฐประหารไม่ว่าโดยทหารหรือโดยศาลก็ตาม

แต่พวกเขายอมรับการลงคะแนนของเสียงส่วนใหญ่ ที่เลือกทักษิณ

คนเสื้อแดง ส่วนใหญ่เป็นรากหญ้าในชนบท เป็นคนชั้นกลางในเมืองบางส่วนที่มองเห็นความสำคัญของประชาธิปไตย เห็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวมากว่าอารมณ์ความรู้สึก

แดง จึงเป็นสัญญลักษณ์ของฝ่ายประชาธิไตย เหลืองเป็นสัญลักษ์ของฝ่ายอำมาตยาธิไตย

แล้ว “กรรมกร” ผู้ไร้ปัจจัยการผลิต มีแรงงานเป็นสินค้า เขารักประชาธิปไตยหรือนิยมอำมาตยาธิปไตย ?

“กรรมกร” ที่ถูกครอบงำโดย”ขุนนางกรรมกร” สายพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย สมศักดิ์ โกสัยสุข สาวิตย์ แก้วหวาน เสน่ห์ หงษ์ทองกรรมการพรรคการมืองใหม่นั้น ย่อมถูกพาสู่ทางอำมาตยาธิปไตย หรือ “เหลือง”

แต่จุดยืนที่ถูกต้องของ”กรรมกร” ต้องเป็น “แดง” ต้องไม่ “เหลือง” เหมือนพ่อแม่เขาในชนบทที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นแดง…..และพ่อของแม่ แม่ของพ่อล้วนเป็นอดีตไพร่ในสังคมศักดินาหาใช่ขุนนางอำมาตย์ไม่

แม้ว่าความขัดแย้งหลักในสังคมทุนนิยม จะเป็นความขัดแย้งระหว่างทุนกับกรรมกรก็ตาม

แต่เงื่อนไขประวัติศาตร์ที่เป็นจริงดำรงอยู่ในฃ่วงเปลี่ยนผ่านสังคมไทย อิทธิพลความคิดอุดมการศักดินาครอบงำสังคมไทยภายใต้ทุนนิยมล้าหลัง และมีความขัดแย้งระหว่างทุนเสรีนิยมกับทุนสามานย์อำมาตย์ ที่เติบโตสะสมทุนผ่านกลไกอำมาย์แบบอภิสิทธิ์ชนมากกว่าการแข่งขันอย่างเสรีและโปร่งใส

ณ ปัจจุบัน ความขัดแย้งรองระหว่างทุนเสรีนิยมกับทุนสามานย์อำมาตย์ เป็นสิ่งที่กรรมกรต้องเลือกว่าจะเป็นแนวร่วมหรือสนับสนุนฝ่ายใด

ความขัดแย้งระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นสิ่งที่กรรมกรต้องเลือกว่าจะเป็นแนวร่วมหรือสนับสนุนฝ่ายใด

ไม่มีความเป็นกลาง สองไม่ หรือสองเอา ?

ประสบการ์ของ”กรรมกร” ในชีวิตประจำวันนั้น มีกรรมกรจำนวนไม่น้อยได้ตระหนักในสิทธิและได้มีการต่อสู้อย่างต่อเนื่องไม่ได้ยอมจำนนแต่อย่างใด ในรูปแบบการรวมกลุ่มในรูปแบบสหภาพแรงงาน เหมือนเฉกเช่นชนชั้นนายทุน พวกอำมาตย์ ที่รวมตัวในนาม สมาคมนายจ้าง สมาคมธนาคาร สมาคมหอการค้า ฯลฯ

การจัดตั้งสหภาพแรงงานของกรรมกร เป็นโรงเรียนประชาธิปไตยในการจัดการชีวิตของกรรมกรที่ไม่ให้นายจ้างเอารัดเอาเปรียบ

“กรรมกร” ได้เรียนรู้ว่าผู้นำของพวกเขาในการต่อสู้เพื่อไม่ให้นายทุนกดขี่ต้องมาจากการเลือกตั้งของพวกเขาเอง มิใช่นนายทุนแต่งตั้งให้ กรรมการสหภาพแรงงานต้องมีวาระตำแหน่งในการบริหารสหภาพแรงงานที่แน่นอนว่ากี่ปี ต้องประกาศเจตนารม มีนโยบาย มีเป้าหมายให้พวกเขาชัดเจนว่าจะนำพาสหภาพแรงงานไปทางไหน เมื่อใดก็ตามที่สหภาพเดินผิดทิศผิดทางเมื่อนั้น พวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนผู้นำไม่เลือกคนประเภทนี้อีกได้

เฉกเช่นเดียว กับการเมืองระดับชาติ ที่กรรมกรต้องส่งเสริมประชาธิปไตย ต้องแดง เพื่อสิทธิของกรรมกรที่ต้องต่อสู้กับทุนและรัฐในระดับนโยบาย เช่น การแก้ไขกฎหมายแรงงานที่ล้าหลัง การมีกฎหมายความปลอดภัยในที่ทำงาน การมีสวัสดิการของคนงาน การนโยบายมีค่าจ้างที่เป็นธรรม ฯลฯ และที่สำคัญต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ทั้งฉบับ และให้กรรมกรมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนทุกระดับในพื้นที่ที่พกวเขาทำงานหรือในสถานที่ประกอบการ เพื่อให้กรรมกรมีสิทธิเลือกผู้แทนทุกระดับ และต่อรองเสนอนโยบายกับผู้แทนของตนเองได้ มิใช่ต้องกลับบ้านไปเลือกตั้งต่างจังหวัดทั้งๆที่ชีวิตทั้งชีวิตพวกเขาไม่ได้อยู่บ้านภูมิลำเนาเดิมแล้ว

บทเรียนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็ได้บอกให้”กรรมกร”รู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่สังคมไทยเป็นประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง กรรมกรมีเสรีภาพในการเคลื่อนไหวได้อย่างเสรี

การเคลื่อนไหวเพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อความเป็นธรรมในสังคม เงื่อนไขที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีสูง เช่น หลัง 14 ตุลาคม 2516 มีกฎหมายแรงงานรองรับสิทธิกรรมกร หรือกฎหมายประกันสังคม ก็คลอดในยุคนายกรัฐมนตรีชาติชาย ชุณหะวัณที่มาจากการเลือกตั้ง

เมื่อใดก็ตามที่อำนาจเผด็จการอำมาตย์ทหารครอบงำสังคมไทย เมื่อนั้น “กรรมกร”ต้องถูกกำจัดสิทธิเสรีภาพที่พึงมี เช่น ภายหลังคณะรัฐประหารรสช.ยึดอำนาจ รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุณ ได้ออกกฎหมายยกเลิกพรบ.รัฐวิสาหกิจเพื่อกีดกันมิให้บทบาทสหภาพรัฐวิสาหกิจในการหนุนช่วยแรงงานพื้นฐาน

ปัจจุบัน ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รัฐบาลอำมาตย์อภิสิทธิ์ ก็ได้ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เครื่องขยายเสียงทำลายโสตประสาทการชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ตลอดทั้งล่าสุดได้มีนโยบายจัดระเบียบสหภาพแรงงานหรือลิดรอนสิทธิของกรรมกรอีกแบบหนึ่งนั้นเอง

การต่อสู้เรื่องประชาธิปไตย จึงมิใช่เรื่องไกลตัวจากเรื่องชีวิต”กรรมกร”แต่อย่างใด เป็นภาระกิจทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของ”กรรมกร”เหมือนเช่น คนรากหญ้าในชนบท ผู้รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน

และมีแต่สังคมที่มีประชาธิปไตยและเสรีภาพเท่านั้น เป็นเงื่อนไขสำคัญให้การเติบโตของพลังชนชั้นกรรมกรได้อย่างกว้างใหญ่ไพศาลและเข้มแข็งได้

“กรรมกร” จึงต้อง ”แดง” มิใช่ “เหลือง”

“กรรมกร” จึงต้องรัก “ประชาธิปไตย” มิใช่ สยบยอมเป็นทาสต่อ “อำมาตยาธิปไตย”

Wednesday, January 27, 2010

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(27ม.ค.):เสรีไทยเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


จรรยาบรรณเ(สื่อ)ม-งานเสวนาวงเล็ก Mirror Talk 3.5 วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม บ่ายโมง ที่ลานเสรีภาพ อิมพิเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 5 พบกับวิทยากร จอม เพชรประดับ สมยศ พฤกษาเกษมสุข รศ. สุดสงวน สุธีสร โทร. 084-0910707 (ไม่มีค่าเก็บบัตรผ่านเข้างาน)


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันพุธที่ 27 มกราคม 2553 สถานการณ์ข้นคลั้กเช่นเคย นอกจากเรื่องเครียดๆเข้มๆ สังคมข่าวกิจกรรม ภาพข่าวต่างๆ อย่าลืมดู"สาวสวยเสื้อแดง"ปิดท้ายคอลัมน์ ขอบอกว่าหากมีรูปอื่นน่ารักๆ ไม่ว่าจะหนุ่มหล่อเสื้อแดง หนูน้อยเสื้อแดง คุณป้าคุณย่าคุณยายเสื้อแดง ก็จะนำมาลงเช่นกัน เดี๋ยวหาว่าเจ้าของคอลัมน์"นักข่าวชาวรากหญ้า"ออกแนว"ขี้หลี"555 ส่งข่าวคราวกิจกรรม หรือรูปภาพกิจกรรมมาได้ที่ thaienews99@googlegroups.com***

***แกนนำเสื้อแดง นปช.แถลงเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดงร่วมชุมนุมใหญ่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน วันศุกร์ที่29มกราคมนี้ ตั้งแต่เที่ยงไปถึง5โมงเย็น เพื่อถามพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาว่าจะทำรัฐประหารจริงหรือไม่ จากนั้น2กุมภาพันธ์จะไปที่กองทัพอากาศถามผบ.ทบ.เรื่องเดียวกัน ขอเชิญพี่น้องทุกท่านร่วมแสดงพลังให้พวกอำมาตย์รู้โดยทั่วกัน***

***หลังมีรถถังโผล่กลางกรุง คุณakausaรายงานข่าวล่าสุดจากแอลเอ สหรัฐอเมริกาว่า แกนนำเสื้อแดงUSAเรียกประชุมแล้ว…เตรียมต่อต้านสุดๆ..ถ้าหากมีรัฐประหาร โดยเสื้อแดงแอลเอจะรวมพลังกับเสื้อแดงในอเมริกาทุกรัฐและเสื้อแดงทั่วโลก นัดปฎิบัติการพร้อมๆกัน
แผนการหลักๆในการเตรียมการต่อต้านครั้งนี้…คือ…


1. ปิดล้อมสถานทูตไทย
2. ส่งจดหมายต่อต้านเปิดผนึก ไปยัง UN หนังสือพิมพ์และสำนักข่าวต่างๆ
3. จะร่วมมือร่วมใจกับพี่น้องประชาชนไทย ต่อสู้กับพวกที่ทำรัฐประหารทุกรูปแบบ


ทั้งนี้ จะนำรายละเอียดของการวางแผนต่อต้านมาแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง คุณakausaบอกว่า พิมพ์มาถึงตรงนี้ ก็อดนึกถึงคณะเสรีไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองไม่ได้ ซึ่งผมภูมิใจในการกระทำของพวกเขามาก ผมจะเป็นเสรีไทยรุ่นใหม่….ครับ…ผมจะเป็นเสรีไทยรุ่นใหม่…แต่ครั้งนี้จะต่อสู้ ต่อต้านอำมาตย์ไทย ที่มันกดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบประชาชนระดับรากหญ้าทุกเมื่อเชื่อวัน ขอเป็นหนึ่งในหลายๆล้านคน ที่จะต่อสู้เอาประชาธิปไตยกลับคืนสู่พี่น้องปวงชนชาวไทยให้ได้***

***ภาพงานโต๊ะจีน(พะเยาอาร์มี่) อ.ปง จ.พะเยา



เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2553ที่ผ่านมา คนเสื้อแดงพะเยา ในนาม "พะเยาอาร์มี่" ได้จัดงานโต๊ะจีนเวทีเสื้อแดงขื้นที่ ตลาดคลองถม อ.ปง จ.พะเยา พี่น้องที่นี่เป็นสมาชิก "พะเยาอาร์มี่" ทั้งนั้น ถึงจะเป็นแค่อำเภอเล็กๆแต่มวลชนคนเสื้อแดงเหนียวแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ที่สำคัญวันนี้ จ.พะเยา ได้จัดเวทีคนเสื้อแดงพร้อมกันถึง2ที่ คือ อ.เชียงคำ และ อ.ปง แต่มวลชนยังมากขนาดนี้ ยอมรับจริงๆ
ต้องขอขอบคุณท่าน สส.ลดาวัลลิ์ วงค์ศรีวงค์ และแกนนำพะเยาอาร์มี่ ทุกท่านที่อำนวยความสะดวกให้ทีมงานCHIANGRAI POWER
และ ที่น่าจะเหน็ดเหนื่อยที่สุด คงจะเป็นท่านแกนนำ นปช.ส่วนกลาง ณัฐวุฒิ,วิภูแถลง,สมชาย,เสธแดง,หมอเหวง และอีกหลายท่านที่ต้องวิ่งไปมา2เวที แต่งานก็ประสบความสำเร็จไปได้ดีมาก ต้องขอบอกว่า กลุ่มคนเสื้อแดงพะเยาเยี่ยมจริงๆ****

***ขอเชิญร่วมฟัง การเสวนา "ยุติธรรม2มาตรฐาน"ในวันพุธที่ 27 มกราคม 2553 เวลา 09.00-12.00 น.
ณ สำนักงานมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย โดย

1.นักวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรม โดย รศ.สุดสงวน (อ.ตุ้ม) สุธีสร
2. นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี โดย รศ.ดร. วรพล พรหมิกบุตร
3. อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
4 นายประสบ บุษราคัม
***

***เห็นดิ้นกันพล่าน สีข้างเข้าถูว่า"รัฐบาลถูกองค์กรสิทธิฯต่างประเทศใส่ร้าย" ทางมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตยนำโดย : อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานมูลนิธิฯ ขอเรียนเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการประชุม แสดงความคิดเห็นต่อรายงานของ Human Rights Watch เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประเทศไทย ปี 2552 ในวันที่ 28 ม.ค. 53 เวลา 13.30 - 16.30 น. ณ.ห้องสีดา 3 โรงแรมรัตนโกสินทร์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08-2332-5368,08-9500-7232***

***ขอเชิญเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและโต้แย้ง กับนักวิชาการไทยเสื้อเหลือง

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร ( www.konthaiuk.com ) โดย คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ ร่วมกับ กลุ่ม REDSIAM โดย อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์

เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ มีปัญหามากมาย ในเรื่อง คอรัปชั่น การใช้สองมาตรฐาน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนชาวไทย และ ต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ จึงต้องส่งคน ไปเดินสายไปสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในครั้งนี้ พวกเราคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยในประเทศอังกฤษ และ ภาคพื้นยุโรป ก็จะได้ต้อนรับ นักวิชาการไทยเสื้อเหลืองนำโดย คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ คุณสุจิตร บุญบงการ

ดังนั้นจึง ขอเชิญชวน พี่น้องชาวสีแดงผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ที่อยู่ใน ประเทศอังกฤษ และภาคพื้นยุโรป เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและโต้แย้ง และร่วมกันตั้งคำถามต่าง ๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ ได้ทำร้าย และทำลายประเทศไทย

ในวัน ศุกร์ ที่ 29 มกราคม 2553

เวลา 17.30 -21.00 น.

ที่ at Brunei Gallery Lecture Theatre,

10 Thornhaugh Street Russell Square

London ประเทศอังกฤษ

จัดเป็นภาคภาษาอังกฤษ

ในงานนี้ จะได้พบกับ ดีเจ www.konthaiuk.com อาทิ เช่น DJ Shanamy , DJ Noi-Nah, DJ Cheeky , DJ Konpa และ สมาชิกคนไทยยูเค ที่อยู่ในประเทศอังกฤษ


ท่านที่สนใจจะเข้าร่วมกับเรา สามารถติดต่อได้ที่ คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ (ป้าอุ๊, thaitiger) โทร +44-07780801763

พวกเราชาวสีแดงผู้รักประชาธิปไตยจะไม่ปล่อยให้นักวิชาการของอำมาตย์เสนอข่าวเท็จด้านเดียว ***



***กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย ขอเชิญร่วมกิจกรรม “พูดคุยสบาย สบาย สไตล์กรรมกรแดง”ในประเด็น : ประชาธิปไตยในประเทศไทยมีจริงหรือไม่ ? วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 เวลา 18.00-22.00 น. พบกับแกนนำกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย และ อธิการบดีสนามหลวง สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ณ บ้านปลดแอกตำนานเพื่อชีวิต (ใต้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ถ.ปู่เจ้าสมิงพราย)ติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ 087-7063092, 084-3840561***

***แดงออสเตรเลียขอเชิญพี่น้องผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยร่วมงาน"สังสรรค์ประสานใจThai RED AUSTRALIA กิน ฟ้อน ร้อง รำ"ในงานพบกับโฟนอินจากนายกฯทักษิณ 7 กุมภาพันธ์นี้ที่Petersham tawnhall(ใกล้สถานีรถไฟPetersham)17.00-22.30น. ติดต่อซื้อบัตรโทร0403 979 889 บัตรราคา$15(ไม่รวมเครื่องดื่ม)***

***คิวกิจกรรมของทีมนปช.แดงทั้งแผ่นดิน วันนี้-สิ้นเดือนมกราคม 2553

ศุกร์ 29 มกราคม 18.00-24.00 น. ปราศรัยที่อำเภออินทร์บุรี สิงห์บุรี นำทีมโดย ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,แรมโบ้,เจ๋ง,วันชนะ,ไวพจน์,อุดมรัตน์,พายัพ

เสาร์ 30 มกราคม 18.00-24.00 น. อำเภอเมือง กาญจนบุรี นำทีมปราศรัยโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร

อาทิตย์ 31 มกราคม 18.00-24.00 อำเภอเมือง ขอนแก่น ปราศรัยใหญ่ถ่ายทอดสดพีเพิลแชนัล นำทีมโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร,นิสิต,แรมโบ้,เจ๋ง ดอกจิก


***กำหนดการสัมมนา เรื่อง “ การก้าวเดินของพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย” วันที่ 31 มกราคม พ.ศ 2553 เวลา 10.00 น. – 16.30. น.ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์


สืบเนื่องจากคณะบุคลกลุ่มหนึ่งที่พยายามฟื้นฟูการจัดตั้งพรรคสังคมนิยมเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับ ประชาชนในยามวิกฤตและสับสนต่อความเป็นประชาธิปไตย ความพยายามของกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการเลือกตั้งที่จะให้ใช้ชื่อ พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย จึงได้มีความพยายามปรับเปลี่ยนให้ตรงกับระเบียบของคณะกรรมการเลือกตั้งเพื่อความสมบูรณ์ของการเป็นพรรคการเมืองไทยโดยใช้ชื่อ “แนวร่วมสังคมประชาธิปไตย” โดยมีนาย ประชา อุดมธรรมมานุภาพ เป็นหัวหน้าพรรค และกำหนดจัดสัมมนาขึ้น มีกำหนดการดังนี้

10.00 น. – 10.30 น. ลงทะเบียน
10.30 น. - 10.45 น. หัวหน้าพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย กล่าวเปิดตัว พรรค และแสดงวิสัยทัศน์
10.45 น. – 11.00 น. ปาฐกถา “สังคมนิยมไทยไม่มีวันตาย” โดย พ.อ สมคิด ศรีสังคม
11.00 น. – 12.00 น. กระบวนการต่อสู้ของประชาชน โดย สุรชัย ด่านวัฒนานุสรน์
12.00 น. – 13.00 น. แสดงความยินดีในการฟื้นฟู อุดมการณ์สังคมนิยมกับพรรคการเมือง โดย คำสิงห์ ศรีนอก
13.30 น. – 15.30 น. สัมมนา เรื่อง รัฐสวัสดิการ และแนวคิดสังคมนิยมในยุโรป ดำเนินรายการโดย อ.วิภา ดาวมณี
15.30 น. – 16.30 น. ความเป็นมาของสังคมนิยมไทยในอดีต โดย ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
17.00 น. ปิดการสัมมนา


ติดต่อสอบถาม โทรศัพท์ 080 0369301 , 081 8601129

***ปิดท้ายวันนี้กับภาพ สาวสวยเสื้อแดง เธอเป็นใคร เธอมาจากไหน ผมก็ไม่รู้ หนุ่มๆคนไหนไปร่วมกิจกรรมชุมนุม เจอเธอก็ถามไถ่กันเองเน้อ***

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ.2553

ฮิวแมนไรท์ฉีกหน้า อายเขาทั้งโลก!

‘บีบีซี’ ตีข่าว ‘จีที200’ ลวงโลก กระทบใครใน ทบ.?

แผ่นดินรํ่าไห้

รื้อรังแตน

11ผบ.พันกรุง เปิดราบ11 ตะเพิดเสธ.แดง

ไม่ไขก๊อกผจก.รัฐ เทือกพลิ้ว อ้างยึดประโยชน์ชาติ

เขี้ยวตัดโอกาสตัวเอง

อาเพศเมืองไทย 10 ประการ

คนไททิ้งแผ่นดิน

จาก..เขายายเที่ยง ถึง...ทุกภูเขาทั่วไทย

แตกหัก

เบื้องหลังมติปชป.-ไม่แก้รธน.

ปฏิวัติโชย

"ป้าเช็ง" เข้ามอบตัวแล้วปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อ้างทำ"น้ำหมักขยะ"ต่อไม่ใช่น้ำมหาบำบัด ยันไม่ปิดเคเบิ้ล

ศาลแพ่งสั่งห้าม "หญิงอ้อ" โอน-ขายที่ดินรัชดาฉาว จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

แกนนำแดงท้า"ยุบกองทัพ"หาเรื่องเอากำลังออกมาปกป้อง"อนุพงษ์"