ที่มา thaifreenews
คนจนเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
แล้วทำไม ต้องแก้ปัญหาด้วยการแบ่งชั้น ลดเกียรติ ลดสิทธิ์ของคนจน
โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เป็นอีกหนึ่งนโยบายของท่านนายกทักษิณ
ที่เป็นการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นปัญหาระดับประเทศได้ผล
"ผลวิจัยทีดีอาร์ไอชี้ ค่าใช้จ่ายสุขภาพแม้เพียง 30 บาทก็สำคัญสำหรับคนจน"
ของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
อ่านรายละเอียด >> http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27515
Thu, 2010-01-28 21:15
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, January 29, 2010
รู้กันหรือยังคะ ว่าทำไม "คนจน" และ "คนคิดเป็น" จึงรักทักษิณ
สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(29ม.ค.):บุกถ้ำเสือ
ที่มา Thai E-News
***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553 สถานการณ์ข้นคลั้กเช่นเคย นอกจากเรื่องเครียดๆเข้มๆ สังคมข่าวกิจกรรม ภาพข่าวต่างๆ อย่าลืมดู"สาวสวยเสื้อแดง"ปิดท้ายคอลัมน์ ขอบอกว่าหากมีรูปอื่นน่ารักๆ ไม่ว่าจะหนุ่มหล่อเสื้อแดง หนูน้อยเสื้อแดง คุณป้าคุณย่าคุณยายเสื้อแดง ก็จะนำมาลงเช่นกัน เดี๋ยวหาว่าเจ้าของคอลัมน์"นักข่าวชาวรากหญ้า"ออกแนว"ขี้หลี"555 ส่งข่าวคราวกิจกรรม หรือรูปภาพกิจกรรมมาได้ที่ thaienews99@googlegroups.com***
***แกนนำเสื้อแดง นปช.แถลงเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดงร่วมชุมนุมใหญ่หน้ากองบัญชาการกองทัพบกถนนราชดำเนิน วันศุกร์ที่29มกราคมนี้ ตั้งแต่เที่ยงไปถึง5โมงเย็น เพื่อถามพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาว่าจะทำรัฐประหารจริงหรือไม่ จากนั้น2กุมภาพันธ์จะไปที่กองทัพอากาศถามผบ.ทอ.เรื่องเดียวกัน ขอเชิญพี่น้องทุกท่านร่วมแสดงพลังให้พวกอำมาตย์รู้โดยทั่วกัน โดยเฉพาะพี่น้องเสื้อแดงกรุงเทพฯและปริมณฑล...ไปกันมากๆให้มันกลัวกันหน่อย ไม่งั้นมันกลัวแต่"แม่"มันคนเดียว สั่งซ้ายย้ายขวาสั่งปฏิวัติยังไงได้หมด ยังกับว่าประเทศเป็นของเล่นพวกมัน***
***ฮัดเช้ย!นักรบหรือนั่น ออกมาฮึ่มฮั่มๆบอกเสธ.แดงหมิ่นสถาบันทหาร ยอมไม่ได้ ต้องตบเท้าแสดงพลัง..แล้วตอนสนธิลิ้มทั้งถ่มทั้งถุยใส่อนุพงษ์มาสารพัด พวกเอ็งไปนั่งสวมกระโปรงซุกอยู่รูไหนวะ?...อย่ากระนั้นเลยปล่อยให้พวกนายพันนายพลนักกอล์ฟเล่นลิเกกันไป ฝ่ายประชาธิปไตยอย่าไปให้ราคานัก และขอเรียนเชิญไปให้เกียรติแก่เสธ.แดงที่จะเดินทางไปปราศัยกับพี่น้องเสื้อแดง ในวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2553 เวลา 13.00 -18.00 น. ณ โรงแรม ซิตี้บีช อยู่ติด สภ.อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ สนใจติดต่อ คุณโต..089-1594953 และ คุณชมเมือง 089-4097577 เขตประชนไม่ห้ามใครเข้า ***
***หนังสือพิมพ์วิวาทะ Thai red newsยันยังวางแผงปกติ ฉบับล่าสุดคือฉบับที่ 35 ออกวางแผงในว้นศุกร์ 29 มกราคมตามเคย ในฉบับนี้มีบทความยอดเยี่ยมเรื่อง"รัฐบาลพลัดถิ่น"ของจักรภพ เพ็ญแขอยู่ด้วย ทั้งนี้ทนาย"อุดม โปร่งฟ้า" ที่ปรึกษากฎหมาย "หนังสือพิมพ์วิวาทะ ฉบับไทยเรดนิวส์" ชี้แจง กรณี ถูกรัฐบาลอำมาตย์แจ้งจับว่าเป็นเรื่องหาเรื่องกันแค่นั้น หนังสือพิมพ์ยังออกตามปกติเช่นเคย ใครกลั่นแกล้งจะโดนเล่นงานทางกฎหมายกลับให้เข็ดหลาบ คลิ้กชมคำชี้แจงที่นี่ ***
***5555 ฮาๆ แกนนำพันธมิตรเชียงใหม่ และมีฐานะเป็นแกนนำพรรคการเมืองใหม่ของสนธิลิ้ม ส่งอีเมล์ถึงพรรคพวกความว่า"เรียน ทุกท่าน
ตามที่ได้แจ้งกำหนดการจัดประชุมสาขาพรรคการเมืองใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 30 มกราคม 2553 ที่ อ.แม่แตงนั้น
สืบเนื่องจากการประเมินสถานการณ์ปัจจุบันในจังหวัดเชียงใหม่ ทางคณะทำงาน จึงขอแจ้งเลื่อนการประชุมออกไปโดยไม่มีกำหนด จนกว่าสถานการณ์จะเป็นปกติ
จึงเรียนมาเพื่อทราบ และขออภัยมา ณ ที่นี้
คณะทำงานพันธมิตรเชียงใหม่
คนเชียงใหม่เขาตั้งข้อสังเกตว่าเหตุที่เลื่อนไปไม่มีกำหนดแบบเดียวกับคอนเสิร์ตที่เชียงใหม่เลื่อนไปไม่มีกำหนด ก็เพราะมันไม่มีคนมาเป็นสมาชิกพรรคซักตัวหนะสิ...จะเอาฮาไปถึงไหนเนี่ย***
***อันนี้ของแท้ไม่เคยเลื่อน มีแต่เพิ่มรอบ ล่าสุดพบกันครั้งที่ 4 แล้ว สำหรับเวทีประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ณ ลานประชาธิปไตย ข่วงท่าแพ วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม 2553 17.00 - 23.00 น. ขอเรียนเชิญชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย และเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ผ่านทางมาทุกท่าน มาพบปะพูดคุยกัน ตามประสาคนเสื้อแดง พบกับวิทยากรจากส่วนกลาง หมุนเวียนเปลี่ยนกันมา และวิทยากรจากเชียงใหม่อีกหลายท่านพิเศษพบ VDO Link จากคุณ จักรภพ เพ็ญแข เวลา 3 ทุ่ม ถ่ายทอดสดทางhttp://thaipeoplevoice.net ส่งเสริมประชาธิปไตย ขับไล่อำมาตย์ ทวงคืนอำนาจของประชาชน รวมใจชาวเชียงใหม่ทุกผู้คน ณ ข่วงท่าแพ ทุกเย็นวันเสาร์ จัดโดยศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ คุณ พีรพล 086-9110208 คุณ สุพล 081-9527723***
***ท่านใดที่สนใจเรื่อง"สื่อใหม่"ที่จะมาแทนสื่อเก่า สื่อน้ำเน่ารับใช้เผด็จการ เชิญฟังการบรรยายทางวิชาการในวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม ช่วงเช้า 9.00 น.-12.00 ห้องบรรยายชั้น 5 อาคารหอสมุดเดิม วิทยาลัยนวัตกรรม ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่รับจำนวนจำกัด บรรยายโดยนักวิชาการสายประชาธิปไตย อาจารย์วิภา ดาวมณี หนนี้ว่าด้วย ศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง คือทฤษฎีการบริหารสื่อ และอุตสาหกรรมการผลิตสื่อสมัยใหม่- และการบริหารความเปลี่ยนแปลงแนวคิด IMC (Strategy and Corporate Culture in High-Tech Firms)สำรองที่นั่งสอบถามที่อีเมล์ octnet72@yahoo.com ***
เสร็จแล้วไปต่อกันที่งานจรรยาบรรณเ(สื่อ)ม-งานเสวนาวงเล็ก Mirror Talk 3.5 วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม บ่ายโมง ที่ลานเสรีภาพ อิมพิเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 5 พบกับวิทยากร จอม เพชรประดับ สมยศ พฤกษาเกษมสุข รศ. สุดสงวน สุธีสร โทร. 084-0910707 (ไม่มีค่าเก็บบัตรผ่านเข้างาน)
***ที่อังกฤษ ศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553 ขอเชิญเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและโต้แย้ง กับนักวิชาการไทยเสื้อเหลือง
กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร (www.konthaiuk.com ) โดย คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ ร่วมกับ กลุ่ม REDSIAM โดย อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์
เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ มีปัญหามากมาย ในเรื่อง คอรัปชั่น การใช้สองมาตรฐาน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนชาวไทย และ ต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ จึงต้องส่งคน ไปเดินสายไปสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในครั้งนี้ พวกเราคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยในประเทศอังกฤษ และ ภาคพื้นยุโรป ก็จะได้ต้อนรับ นักวิชาการไทยเสื้อเหลืองนำโดย คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ คุณสุจิตร บุญบงการ
ดังนั้นจึง ขอเชิญชวน พี่น้องชาวสีแดงผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ที่อยู่ใน ประเทศอังกฤษ และภาคพื้นยุโรป เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและโต้แย้ง และร่วมกันตั้งคำถามต่าง ๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ ได้ทำร้าย และทำลายประเทศไทย
ในวัน ศุกร์ ที่ 29 มกราคม 2553 เวลา 17.30 -21.00 น.ที่ Brunei Gallery Lecture Theatre, 10 Thornhaugh Street Russell Square London ประเทศอังกฤษ ในงานนี้ จะได้พบกับ ดีเจ www.konthaiuk.com อาทิ เช่น DJ Shanamy , DJ Noi-Nah, DJ Cheeky , DJ Konpa และ สมาชิกคนไทยยูเค ที่อยู่ในประเทศอังกฤษ ท่านที่สนใจจะเข้าร่วมกับเรา สามารถติดต่อได้ที่ คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ (ป้าอุ๊, thaitiger) โทร +44-07780801763 พวกเราชาวสีแดงผู้รักประชาธิปไตยจะไม่ปล่อยให้นักวิชาการของอำมาตย์เสนอข่าวเท็จด้านเดียว ***
***กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย ขอเชิญร่วมกิจกรรม “พูดคุยสบาย สบาย สไตล์กรรมกรแดง”ในประเด็น : ประชาธิปไตยในประเทศไทยมีจริงหรือไม่ ? วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 เวลา 18.00-22.00 น. พบกับแกนนำกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย และ อธิการบดีสนามหลวง สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ณ บ้านปลดแอกตำนานเพื่อชีวิต (ใต้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ถ.ปู่เจ้าสมิงพราย)ติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ 087-7063092, 084-3840561***
***แดงออสเตรเลียขอเชิญพี่น้องผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยร่วมงาน"สังสรรค์ประสานใจThai RED AUSTRALIA กิน ฟ้อน ร้อง รำ"ในงานพบกับโฟนอินจากนายกฯทักษิณ 7 กุมภาพันธ์นี้ที่Petersham tawnhall(ใกล้สถานีรถไฟPetersham)17.00-22.30น. ติดต่อซื้อบัตรโทร0403 979 889 บัตรราคา$15(ไม่รวมเครื่องดื่ม)******คิวกิจกรรมของทีมนปช.แดงทั้งแผ่นดิน วันนี้-สิ้นเดือนมกราคม 2553
ศุกร์ 29 มกราคม 12.00-17.00 น. ชุมนุมใหญ่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน เพื่อถามพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาว่าจะทำรัฐประหารจริงหรือไม่
18.00-24.00 น. ปราศรัยที่อำเภออินทร์บุรี สิงห์บุรี นำทีมโดย ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,แรมโบ้,เจ๋ง,วันชนะ,ไวพจน์,อุดมรัตน์,พายัพ
เสาร์ 30 มกราคม 18.00-24.00 น. อำเภอเมือง กาญจนบุรี นำทีมปราศรัยโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร
อาทิตย์ 31 มกราคม 18.00-24.00 อำเภอเมือง ขอนแก่น ปราศรัยใหญ่ถ่ายทอดสดพีเพิลแชนัล นำทีมโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร,นิสิต,แรมโบ้,เจ๋ง ดอกจิก
***กำหนดการสัมมนา เรื่อง “ การก้าวเดินของพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย” วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ 2553 เวลา 10.00 น. – 16.30. น.ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์
สืบเนื่องจากคณะบุคลกลุ่มหนึ่งที่พยายามฟื้นฟูการจัดตั้งพรรคสังคมนิยมเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับ ประชาชนในยามวิกฤตและสับสนต่อความเป็นประชาธิปไตย ความพยายามของกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการเลือกตั้งที่จะให้ใช้ชื่อ พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยจึงได้มีความพยายามปรับเปลี่ยนให้ตรงกับระเบียบของคณะกรรมการเลือกตั้งเพื่อความสมบูรณ์ของการเป็นพรรคการเมืองไทยโดยใช้ชื่อ “แนวร่วมสังคมประชาธิปไตย” โดยมีนาย ประชา อุดมธรรมมานุภาพ เป็นหัวหน้าพรรค และกำหนดจัดสัมมนาขึ้น มีกำหนดการดังนี้
10.00 น. – 10.30 น. ลงทะเบียน
10.30 น. - 10.45 น. หัวหน้าพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย กล่าวเปิดตัว พรรค และแสดงวิสัยทัศน์
10.45 น. – 11.00 น. ปาฐกถา “สังคมนิยมไทยไม่มีวันตาย” โดย พ.อ สมคิด ศรีสังคม
11.00 น. – 12.00 น. กระบวนการต่อสู้ของประชาชน โดย สุรชัย ด่านวัฒนานุสรน์
12.00 น. – 13.00 น. แสดงความยินดีในการฟื้นฟู อุดมการณ์สังคมนิยมกับพรรคการเมือง โดย คำสิงห์ ศรีนอก
13.30 น. – 15.30 น. สัมมนา เรื่อง รัฐสวัสดิการ และแนวคิดสังคมนิยมในยุโรป ดำเนินรายการโดย อ.วิภา ดาวมณี
15.30 น. – 16.30 น. ความเป็นมาของสังคมนิยมไทยในอดีต โดย ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
17.00 น. ปิดการสัมมนา
ติดต่อสอบถาม โทรศัพท์ 080 0369301 , 081 8601129***
***จดหมายจากคนไทยUK สำนวนสวยๆเลยไม่ขอแปลเป็นพากษ์ไทย เดี๋ยวจะเสียอรรถรส
We are not alone and that Farangs want to be Red too.
It is true that many Farangs are only interested in themselves but the same could be said about many Thai people too? Many Farangs believe that because the airports are open all is well in Thailand!
But there are many, like those in the pictures care what is happening in Thailand, they do believe in and understand the Reds cause.
These people are the start, they have been asked to pass on what they know of Thailand and the Reds struggle for freedom.
The Farang support of the Reds is growing larger.
To all you REDs out there don’t forget to pass on the message, don’t forget to explain why things are not OK in Thailand, the more people that know the louder we become, the louder we become, the more people will join the cause and the fight for freedom.
Don’t forget
PASS IT ON
ฅน RED UK
R – Righteousness
E – Equality
D - Democracy
***![]()
***ปิดท้ายวันนี้กับภาพ สาวสวยเสื้อแดง เธอเป็นใคร เธอมาจากไหน ผมก็ไม่รู้ หนุ่มๆคนไหนไปร่วมกิจกรรมชุมนุมที่กองทัพบกวันนี้ เจอเธอก็ถามไถ่ให้ด้วย***
ชีพนี้พลีเพื่อ " ใคร "
โดย คุณอ่างขาง
ที่มา เวบไซต์ redthais
29 มกราคม 2553
สุดเส้นทางเดินของมนุษย์มันก็สุดแค่เถ้าธุลี การอ่านสดุดีในวันที่มีญาติๆ เอาร่างกายที่ปราศจากวิญญาณขึ้นสู่เชิงตะกอน เรื่องราวที่ดีๆ ครั้งสุดท้ายของคนที่สิ้นไปแล้ว เปรียบเสมือนสายลมที่พัดผ่านหู ไม่มีใครจดจำเอามารำลึกถึง หรือถ้าได้เขียนหนังสือประวัติแจกในงานศพ จะมีถึงหนึ่งในสิบหรือไม่ ที่คนรับไปจะอ่าน แล้วชื่นชม
พูดกันมานาน พูดกันมามาก พูดกันจนเป็นท่องจำกันไปแล้ว “สละชีพเพื่อชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์”
พวกที่ท่องจำกันมากกว่าใคร คือ พวกที่เกิดมาไม่เคยทำอะไรเลยนอกจากเช้าแต่งเครื่องแบบไปที่ทำงาน กลางวันตีกอล์ฟ สิ้นปีวิ่งหาตำแหน่ง เมียวิ่งเข้าหลังบ้าน ประจบหาของกำนัลไปให้คุณนายท่านๆ ทั้งหลาย ถ้าสิ้นปีได้ตำแหน่งก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้ก็อดทนเลียแข้งเลียขาไปอีกปี ตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ก็ยังวิ่งไม่เลิก หน้าหนาหน้าทนไปกราบกรานนักการเมืองอายุแค่รุ่นลูก พ่อค้าเจ๊กจีนที่มีสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ เพียงว่าเขามีบารมีพอที่จะช่วยเหลือได้ กราบไหว้ได้ทุกแห่งหน ไม่ว่า ศาลา หรือ ต้นไม้ ขอให้มีช่องทาง กราบได้ทั้งนั้น เหตุเพราะถ้าได้ตำแหน่งที่ตนเองต้องการแล้ว จะรวย จะใหญ่คับประเทศ ทำอะไรในประเทศนี้ก็ไม่ผิด ถ้ามันจะผิดก็อ้างเหตุได้เพราะไม่ได้ตั้งใจ
พวกนี้ไม่เคยเห็นมีใครตายบนสนามรบซักครั้ง ตายครั้งไร ก็ตายในเตียงนอนโรงพยาบาลทุกที ตายแล้วมีเบื้องหลังโผล่ออกมาแทบจะถ้วนทุกตัวคน ลูกเมียที่ไม่รู้ว่าไปสมสู่ที่ไหนกัน มาโผล่กันเต็มงานศพ เงินทองงอกเงยออกมา กองท่วมหัว เกินกว่าฐานะของตนที่จะมีได้ คล้ายกับว่า มันเป็นโบนัสจากสรรค์ ใช้กันอีก10 ชาติก็ไม่หมด ลูกเมียแบ่งกันไปสนุกสนาน ใครได้มากได้น้อย เมื่อตกลงกันไม่ได้ก็ฟ้องร้องกันไป แบ่งเงินไปให้ทนายใช้กันบ้าง
พวกท่องจำพวกนี้ สละชีพกันแบบไหน นั่งทำงานอยู่ในห้องห้องแอร์ เงินเดือนเหยียบแสน บ้านไม่ต้องเช่า น้ำมันไม่ต้องซื้อ ไฟฟ้า ประปา หลวงจ่ายให้ เครียดกับการจะต้องจัดหารถถังให้ได้ 100คัน เครื่องบินหนึ่งฝูง เรือดำน้ำ 1ลำ ถ้าไม่ได้ จะต้องหาทางบีบรัฐบาล วางแผนจนปวดสมอง ทำอย่างไรดีจึงจะสัมฤทธิ์ผล ทำอย่างไรจึงจะงัดเอางบประมาณจากรัฐบาลที่เป็นภาษีจากเหล่าไพร่อย่างพวกเรา ออกมาใช้ให้ได้ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล
ทั้งหมดนี่แหละ เมื่อวันที่ต้องเข้าไปนอนโรงพยาบาล แล้วก็เสียชีวิตลง คนเหล่านี้ได้สละชีพเพื่อชาติไปแล้วทั้งนั้น เกียรติยศเต็มบ่า สายสะพายเต็มหน้าอก มีโกศสีทองเหลืองอร่ามตั้งไว้ เปรียบได้กับศพเทวดา ไม่ใช่ศพคน
วันดีคืนดี มนุษย์พันธุ์พิเศษพวกนี้บางคนที่ยังไม่ทันได้ตาย ก็ขนรถถังที่พวกเขาจัดหาซื้อกันเอาไว้ ออกมาวิ่งบนท้องถนน บังคับให้ประชาชนที่ดูทีวีเสรี เปิดแต่เพลงโบรานที่พวกเขาเคยชอบฟังกันมาสมัยยังหนุ่ม เปิดให้ฟังกันทุกช่อง และ ประกาศ “โปรดฟังอีกครั้ง” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับคนในประเทศไม่สนใจ หุ้นจะตกกราวรูด สินค้าส่งออกถูกระงับ สถานทูตบางแห่งปิด เศรษฐกิจภายในทรุดตัว คนยากจนลงทันตาเห็น อาชญากรรมขยายตัวราวกับดอกเห็ด ยาเสพติดมีดาษดื่น การพนันทุกชนิดเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่รับรู้ทั้งสิ้น เพียงแต่พวกเขาป่าวประกาศว่า ที่ทำครั้งนี้ก็ “เพื่อชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์” เท่านั้นพอแล้ว
ลูกชาวบ้านที่ไปเกณฑ์เขามาฝึก อายุยังน้อยนิด จับปืนก็แทบจะเป็นลม พ่อแม่น้ำหูน้ำตาไหล เมื่อลูกต้องจับใบแดง ฝึกเสร็จ มิทันได้รู้ตัว ก็ส่งพวกเขาลงไปภาคใต้ สละชีพเพื่ออะไร ยังท่องจำได้ไม่หมด รู้แต่ว่า ต้องออกไปล่อเป้าให้คนไทยอีกกลุ่มหนึ่งคอยซุ่มยิง ซุ่มกดระเบิด เท่านั้น ถ้าโดนก็ถือว่าแจ็กพ็อต ได้รับใช้ชาติไปแล้ว พ่อแม่ทางบ้านได้ฟังข่าว หัวใจแทบแตกสลาย ล้มทั้งยืนเมื่อทราบข่าว “ลูกรับใช้ชาติไปแล้ว”
เมื่อภาพและเสียงออกทีวี คำเดียวที่พูดออกมาได้ “ภูมิใจจริงๆ ที่ได้รับใช้ชาติ” ทั้งที่ในใจคิดว่า ถ้าวันนั้น กูมีเงินจ่ายให้สัสดีสามหมื่นบาท ลูกกูก็ไม่ต้องมาตายแล้วได้รับพวงหรีดจากเจ้านายเต็มศาลาวัด เงินอันน้อยนิดใส่ซองมาให้ ส่วนเงินก้อนใหญ่ ผู้อยู่ในห้องแอร์กำลังตั้งงบประมาณเบิกจ่าย ยังไม่รู้เลยว่า เมื่อหักแล้วจะเหลือถึงมือพ่อและแม่เท่าไร และ เมื่อไรจะได้อีก
พวกหนึ่ง ไม่ได้ไปรบที่ภาคใต้ แต่ได้รับหน้าที่ เป็นเกียรติกับวงศ์ตระกูลอย่างสูงส่ง คอยรับใช้คุณนายอยู่ที่บ้านพัก ขัดรองเท้าให้บรรดาลูกๆ ที่จะต้องตื่นเช้าไปโรงเรียน ว่างไม่ได้ ถูกเจ้านายทั้งบ้านตะโกนเรียกใช้ ชุดชั้นในกี่ตัวต่อกี่ตัว สารพัดกลิ่น ต้องนำมาซัก ขยี้แล้วขยี้อีก มีคราบหลงเหลือแม้แต่น้อยก็โดนด่า จะกลับไปเยี่ยมบ้านแต่ละครั้ง ก็ต้องนั่งลุ้นว่า จะได้ไปหรือไม่ เหมือนถูกหวยก็ไม่ปาน ถ้าใครบังเอิญต้องเสียชีวิตลง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตายเพราะอะไร ลื่นล้มในห้องน้ำแน่นอน ทั้งที่หมอก็พิสูจน์แล้วว่า เป็นโรคภูมิแพ้ พันท้ายปืนเอ็ม16
แต่การตายในครั้งนี้ ไม่มีพวงหรีดมาให้จากเจ้านาย ได้แค่เงินประมาณหนึ่งหมื่นเศษ แล้วให้รีบเผาไปเสีย กลุ่มนี้ยังนึกไม่ออกว่า เขาสละชีพเพื่อชาติหรือยัง
อีกกลุ่มที่ทุกลมหายใจเข้าออกก็ “เพื่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์” เป็นอาชีพ หางเครื่องของพวกเขา ก็ออกมาเสริม ช่วยแต่งเติมสร้างจินตนาการ สร้างนิยายกันขึ้นมา ใครไม่เห็นด้วย ก็ด่าทอพวกตรงข้าม
ไอ้แก่ตัณหากลับ ที่เป็นหัวหน้า ได้รวมกับพวก สส.สอบตกบ้าง พวกนักวิชาการที่ใช้ปากแทนก้นบ้าง ออกมาปลุกระดม ออกมาขยายความกันถ้วนทั่ว ใส่ความผู้นำประเทศที่ประชาชนเลือกมาว่า ไม่รักชาติทำลายศาสนา ล้มล้างสถาบันฯ
การต่อสู้ของคนกลุ่มนี้ ถ่อยแบบสุดๆ เอาชื่อสถาบันฯออกมาใช้อย่างโต้งๆ ขนอาวุธกันมาเพียบ อาชญากรรมทุกอย่าง ถูกนำเอามาใช้ ยาเสพติด ถุงยางอนามัย เป็นสิ่งจำเป็นของพวกเขา สู้ไปมั่วโลกีย์กันไป แต่เวลามันออกมาพูด ดำเป็นขาวอย่างหน้าด้าน “สันติวิธี อารยะขัดขืน”
สื่อที่ออกข่าวเป็นกลาง ถูกไอ้แก่ตัณหากลับสาดโคลนใส่เข้าไป ไม่ให้กระดิก หยาบช้าจนถึงขนาดด่าพวกวิชาชีพเดียวกันแต่คนละเพศ กล่าวหาว่า พวกเขาเป็นพวกคอยจ้องที่จะร้องเรียกหาผัว โชว์หน้าอก ออกทีวี และด่ามันทุกคน ทุกช่องไม่เว้น
ดาราแก่ๆ บางคน อย่างเช่น นางสิ้นใจ หอนตาย มีลูกเป็นโขยงแล้ว สามีเกิดวิปริตผิดเพศขึ้นมา แต่ตนเองความต้องการยังไม่สิ้น เพื่อสนองในตัณหาที่ตนเองยังคงอยู่ ยอมทุกอย่างที่จะสนองชายที่ตนเองมั่วด้วย อุตส่าห์เอาใจ ลงทุนออกมาเป็นพวกคลั่งชาติ ปกป้องสถาบันฯกับเขาบ้าง โพสท์ข้อความด่าผู้นำรัฐบาลในอดีต ด้วยข้อความที่ดูเหมือนเท่ ดูเหมือนทันสมัย โดยไม่ได้มองตนเองบ้าง แค่ความต่ำทรามในชีวิตของตนเอง ก็ถูกคนเอามาวิพากษ์รับไม่ไหวแล้ว ยังอุตส่าห์ไปแกว่งปากหาส้นเท้ามาให้กับครอบครัวอีก
ทั้งฝูงนี้ ก็เป็นอีกพวกหนึ่งที่สละชีพเพื่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ แล้วรวย จนหัวหน้าขบวนอู้ฟู่
“นวมทอง ไพรวัลย์” นามนี้ เป็นที่คุ้นหูของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ที่พลีชีพของตนเอง ไม่ใช่เพื่อชาติ ไม่ใช่เพื่ออย่างที่ท่องจำกันมา จดหมายเขียนไว้ก่อนตาย ท่านนั้นพลีชีพเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้นในสิ่งแวดล้อมที่เขียน จม.ฝากเอาไว้ เหตุเพราะได้รับการเย้ยหยันจากพวกท่องจำว่า “ไม่มีใครในโลก จะยอมตายเพื่ออุดมการณ์” เลยแสดงให้ดูซะเลย ใจวัดใจ อาชีพแค่คนขับรถแท็กซี่ หาเช้ากินค่ำเลี้ยงครอบครัว ไม่เคยแอบอ้างว่า ตนเองจะสละชีวิตเพื่อสิ่งไดได้ ไม่เคยท่องจนขึ้นใจว่า จะสละชีพเพื่อชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ เหมือนคนที่กล่าวเหยียดหยามตัวท่านเอง แต่ท่านก็ได้กระทำให้เห็นกับตา
ส่วนคนที่เหยียดหยามท่าน มียศมีตำแหน่งใหญ่โตในกองทัพ แม้ศักดิ์ศรีตัวเองยังรักษาไว้ไม่ได้ อย่าว่าแต่สละชีพเลย แค่กราบศพขอขมาที่กล่าวล่วงเกินไป ยังไม่กล้าที่จะกระทำ จากท่านนวมทอง ไพรวัลย์
ณ วันนั้น จนถึงปัจจุบัน มีอะไรหลายอย่างที่เกิดขึ้น ประชาธิปไตยที่ท่านถวิลหา มันยังไม่ได้มา มันกำลังถูกแปรูปไปแล้ว เพื่อนๆ ของท่านหลายคน เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อที่จะให้ประชาธิปไตยกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง มีหลายท่านพิการ มีหลายท่านยังหาศพไม่พบ มีหลายท่านต้องคดี มีหลายท่านต้องโทษจำคุก ไม่พอแค่นั้น ทุกคนต่างถูกตราหน้าจากคนที่เข้ามายึดครองประเทศ ว่าเป็นคนเลว คนไม่จงรักภักดี หัวใจทุกดวงที่เดินตามท่านนวมทอง ตามที่ท่านได้แผ่วถากถางทางเอาไว้ล่วงหน้ามาสามปีกว่า รู้สึกคล้ายกันทั้งหมด
ทนไม่ไหวแล้ว มันอึดอัด มันอยากจะระเบิด มันอยากจะเอาประชาธิปไตยกลับคืนมาซักที มันนานมากเกินไป
ยิ่งนานวันเข้า มันก็รังแกเราเพิ่มขึ้นทุกวัน มันก็เอาเปรียบเรามากขึ้นทุกวัน สิ่งที่พวกมันทำผิดชัดๆ มันแกล้งไม่เห็น แต่สิ่งเดียวกัน เรากระทำบ้าง มันฉวยโอกาสจัดการกับพวกเราทันที
แค่ที่ดินที่เป็นป่าสงวน พวกมันแอบเอาเข้าพกเข้าห่อไปเป็นของส่วนตัว พวกเราทวงถาม มันยังหน้าด้านไม่คืน เมื่อเราจะพึ่งกระบวนการยุติธรรม มันก็สั่งระงับเอาไว้ ทำเป็นหน้ามึนอยู่อย่างนั้น ทั้งที่พวกเราทำเพื่อส่วนรวมแท้ๆ ไม่ได้ทำเพื่อคนใดคนหนึ่งเลย
ความอายมันไม่ปรากฏให้เห็น แต่ความอาฆาตแค้นของพวกมัน เริ่มแสดงให้ประจักษ์ หรืออาจเพราะมันกลัวจะเสียสิ่งที่พวกมันปล้นเอามาแล้วต้องคืน ปฏิกิริยาเริ่มแสดงออก
อีกแล้วเสียงคล้ายรถถังกำลังติดเครื่อง มาอีกแล้ว หนึ่งล้านคน ที่หมายมั่นปั้นมือจะปิดบัญชีซักทีหลังตรุษจีนที่จะมาถึง จะทันการหรือไม่ยังไม่รู้ กับระบบมั่วซั่วในการปกครองแบบนี้
กระดาษที่ว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ก็ใช้ไม่ได้
ศาลที่ให้ความเที่ยงธรรม ก็รู้ผลล่วงหน้ากันก่อนทั้งหมด
องค์กรอิสระก็แค่เครื่องมือของการฟอกพวกเขาให้สะอาด เติมปฏิกูลให้ประชาชนต้องสกปรก สร้างหลักฐานเท็จกันเข้าไป
เหล่าพวกที่ยกหางตัวเองว่า คุณธรรมสูงส่งนักหนา ก็หลับตาตัดสินกันออกมา ไอ้ที่ผิดมันบอกว่าถูก ไอ้ที่ถูกมันดันไปเชื่อหลักฐานเท็จตัดสินให้ผิดเฉย
พวกเราเลยต้องออกมาล้างกันใหม่ให้หมดทุกกระบวนการ ไม่หมด ไม่เลิก ไม่ยุติ โดยใช้คนไม่ต่ำกว่าล้านคน เอาคืนมาให้ได้กับประชาธิปไตยประเทศนี้
อหิงสา คำนี้ฟังกันมานานแล้ว สู้กันแบบนี้มาสามปีกว่าแล้ว อดทน เข้มแข็ง ไม่ท้อ จนสะบักสะบอมกันถ้วนหน้า โดนทั้งสร้างฉากมาใส่ร้าย โดนทั้งอำนาจในที่มืด อำนาจในที่สว่างและอำนาจที่แฝงมากับทาสรับใช้ของพวกมัน ที่เราเรียกกันว่า รัฐบาล เจ็บตายไปแล้วยังไม่พอ ตามมารังควานอย่างต่อเนื่อง ตั้งข้อหากันเข้าไป อาทิตย์เดียว สั่งฟ้องกันได้แล้ว จนพวกคนที่ยืนอยู่ตรงกลาง ทำมาหากินอย่างเดียว เห็นแล้ว สงสาร เวทนา เศร้าใจ เห็นใจ ทนไม่ได้ ออกมาร่วมหอลงโลง ร่วมด้วยช่วยกันกับเรามากมาย แม้ต่างชาติยังไม่เว้น นักรบกล้าในเครื่องแบบ ประกาศชัดหลายคน “ครั้งนี้กูไม่ยอมแน่ ถ้ามึงฆ่าประชาชนอีก”
นักรบดำในอดีต ออกมาช่วยนานแล้ว แต่เขาไม่มีหัว ครั้งนี้มีทั้งหัวมีทั้งตัว ประกาศชัด “ตายเป็นตาย”
ทันการหรือไม่ ก็ไม่น่ามีปัญหา หลายท่านประกาศออกมาแล้ว ยอมตายถวายชีวิต ถ้าแม้ได้ยินประกาศว่า มันปฏิวัติกันอีกแล้ว จะออกมาสู้ แม้รู้ว่าสู้ไม่ได้ ไม่หลบไม่หนี จะเอาหน้าอกแลกกับลูกปืน มันยิงได้ยิงไป ไม่ยี่หระ
เสียงถามไถ่ไล่ตามออกมา “ตายแล้วได้อะไร”
หลายคนตอบคำถามนี้ “ตายแล้วได้อะไรกูไม่รู้ และไม่สนใจด้วย แต่มันทนไม่ไหวอีกแล้วกับการที่กูไม่ใช่คน พวกมันเป็นคนอยู่ฝ่ายเดียว พวกกูทำอะไรก็ผิด ส่วนพวกมันทำอะไรก็ถูก อยู่อย่างนี้ อย่าอยู่เป็นคนมันเสียเลยดีกว่า”
เรื่องราวแบบนี้ แกนนำได้รับการบอกเล่ามาตลอด มีอาสาสมัครเข้ามาขอตายไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งมีกระแสการปฏิวัติทวีความเข้มมากขึ้น ก็ยิ่งมีอาสาสมัครมากตามไปด้วย อะไรกันนักกันหนา สังเกตดูการส่งข้อความมาที่ “สถานีประชาชน” มากกว่าครึ่งหนึ่งของข้อความ ล้วนต้องการไปร่วมรบกับ เสธ.แดงทั้งสิ้น
นั่นหมายความว่า “สุดทนกันแล้ว ครั้งนี้ขอสู้ดีกว่า ไหนๆ พวกมันก็ไม่เอาเราไว้แล้ว แลกกันเลย”
เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ ผมมั่นใจว่า พวกที่ครอบครองประเทศนี้อยู่ จะใช้ทุกกระบวนท่า มาจัดการกับพวกเราให้สิ้นซากจนสลายสิ้นให้ได้ แม้ว่าจะแลกด้วยอะไร พวกมันก็ยอมทำ สุดท้ายจะไม่เหลือศักดิ์ศรีก็ไม่เป็นไร เพื่อสืบทอดอำนาจของพวกมันไว้ให้ยาวนานที่สุด
ซึ่งเหมือนกับพวกเราที่ก็จะไม่ยอมถอยแน่ แม้คนสุดท้ายก็จะยอมตายด้วยการต่อสู้ที่มีอาวุธแค่มือเปล่า เพื่อแลกกับอิสรภาพและการเสมอภาคเท่านั้น
ก่อนวันนั้นจะมาถึง ผมถามทุกท่านก่อนว่า “ชีพนี้พลีเพื่อใคร?”
ส่วนของผมขอตอบ ว่า แม้ผมไม่ได้เป็นลูกหลานทหาร เติบโตมาในค่ายฯ ผมไม่ได้เคยท่องจำ แต่คำนี้ มันฝังอยู่ในหัวมานานแล้ว ยอมสละชีพเพื่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์อย่างแน่วแน่
ผมไม่ยอมอีกแล้ว ที่จะให้กลุ่มอำนาจจากขันที ทำให้ชาติที่ผมเกิด ต้องย่อยยับไปอีกครั้ง ไม่ยอมอีกแล้ว ที่จะให้กษัตริย์ของผมจะต้องถูกแอบอ้างจากขันที เอาไปใช้ในเรื่องส่วนตัวหาผลประโยชน์
สิ่งไหนที่มันก้ำกึ่งระหว่างถูกกับผิด พวกขันทีมันจะนิ่งเงียบ จะทำคลุมเครือ ให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าพระองค์ท่านประสงค์เช่นนั้น ส่วนสิ่งไหนที่ทำแล้วประชาชนยกย่อง พวกขันทีจะแสดงท่าว่า เป็นการกระทำของตนเอง
ผมคงไม่ยอมต่อไปอีกแน่นอน เหมือนเช่นในประวัติศาสตร์ของการเสียกรุงฯครั้งที่สอง พระมหากษัตริย์ถูกตำหนิมากที่สุดในทุกข้อกล่าวหา แม้คำสั่งต่างๆ ที่ออกมา ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่ ก็ยังเอามาเล่าขานกันไม่เลิก กล่าวหาว่าพระองค์ท่านเป็นผู้ลุ่มหลงสุรานารี แม้ข้าศึกมาประชิดเมือง ก็ยังคงไม่ใส่ใจ ห้ามยิงปืนใหญ่เพราะกลัวนางสนมแตกตื่น ใส่ร้ายกระทั่งพระองค์ท่านเป็นโรคเรื้อนแท้จริง มันมีอะไรลึกๆ กว่านั้นหรือไม่ เหล่าเสนาบดีเองที่เป็นอำมาตย์แอบหวังครองอำนาจเองหรือเปล่า อ้างโองการจากกษัตริย์แล้วประกาศเองว่า ไม่ให้ยิงปืนใหญ่ เมื่อแพ้สงคราม บ้านเมืองโดนเผา หรืออาจจะร่วมมือกับศัตรูเผาเองเลยก็ได้ ร่วมกันผสมโรงเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่พระมหากษัตริย์ เพราะถ้าใช้ตรรกะแบบง่ายๆ คิดดูเอง มันสุดวิสัยของกษัตริย์หรือไม่ แม้แต่ราชบัลลังของตนเองยังไม่คิดปกป้อง สุรานารีมีให้สนองตอบมากมาย เวลาไหนก็ได้ เพราะในขณะนั้น กษัตริย์คือกฎหมาย กษัตริย์คือจ้าวชีวิตของทุกคน มีด้วยหรือ เมื่อข้าศึกมาบุกพระนคร ยังไม่ใส่ใจ แถมยังห้ามไม่ให้เอาปืนใหญ่ออกมายิงต่อสู้ด้วย มันมีส่วนจริงมากน้อยเพียงไหน
วันนี้เช่นเดียวกัน ข่าวที่เราได้ฟังกันมาทั้ง เอเอสทีวี เรื่องราวที่เล่าต่อๆ กันมาจากคนเสื้อเหลือง แท้จริงมันใช่หรือไม่ มีเรื่องจริงมากน้อยเพียงไหน เป็นเรื่องที่เหล่าอำมาตย์ปล่อยข่าวสร้างข่าวมาหรือเปล่า คนไทยรักภักดีในหลวงและราชวงศ์เท่านั้น คนอื่นที่ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เราไม่หลงประเด็น
ต้องขอบพระคุณแกนนำคนเสื้อแดงทุกท่าน ที่นำเอาความจริงนั้นมาเปิดเผย
วันนี้เราสู้กับขันที สู้กับอำมาตย์ สู้กับทาสผู้ซื่อสัตย์ที่เป็นทั้งนักการเมือง นักวิชาการและทหาร เราไม่ได้ต่อสู้กับองค์เหนือหัว ตรงกันข้ามเรากลับปกป้ององค์เหนือหัวของพวกเราด้วยในการต่อสู้ในครั้งนี้
จงภูมิใจในตัวเองครับ ที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของนักรบเสื้อแดง สู้เพื่อพระเกียรติยศของพระองค์ท่านให้กลับมาละบือไกลไปทั่วโลกอีกครั้ง เฉกเช่น อดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เคยได้กระทำเอาไว้
เมื่อวันนั้นมาถึง อะไรจะเกิดขึ้นก็ช่างมัน การกล่าวสดุดีในงานศพจะมีหรือไม่ คงไม่อยากรู้ เพราะมันก็แค่ลมพัดผ่านหู แต่ถ้าพวกเราชนะ สามารถเอาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขกลับคืนมาได้ การตายก็ไม่สูญเปล่า การสดุดีไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีหรือไม่
อีก 100 ปีข้างหน้า แม้โลกเปลี่ยนแปลงไปไกลแล้ว แต่ประวัติศาสตร์ของประเทศไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ การต่อสู้ของพวกเรา จะถูกบันทึกเอาไว้ ด้วยภาพ ด้วยข้อเขียนและความทรงจำที่เล่าต่อๆ กันมา นามสกุลของท่าน จะถูกจารึกไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์นั้นด้วย หลาน เหลนโหลนของท่าน จะภูมิใจมากซักเพียงใด ที่ครั้งหนึ่งต้นตระกูลของพวกเขา เป็นผู้กอบกู้แผ่นดินนี้ขึ้นมา และต้องแลกมาด้วยชีวิตของเขาเอง
ตั้งปณิธานเอาไว้อย่างมั่นคง ขอให้หัวใจอันแน่วแน่อย่าแกว่ง ความคิดดี จะทำให้ผมและพวกพี่น้องร่วมอุดมการณ์ ประสพผลสำเร็จได้รับชัยชนะต่อขันทีชั่วผู้นี้ครับ
Thaksin talk around the world:I Built My Life

โดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร
แปลเป็นภาคภาษาอังกฤษโดย จักรภพ เพ็ญแข
27 มกราคม 2553หมายเหตุไทยอีนิวส์:ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้จัดรายการ"ทอล์ก อะราวด์ เดอะ เวิลด์" ครั้งที่ 22 เมื่อวันอังคารที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งท่านสามารถติดตามรับฟังได้ตามลิ้งค์http://www.thaksinlive.com/2010/01/talk-around-the-world/632 คุณจักรภพ เพ็ญแข ได้แปลเป็นภาคภาษาอังกฤษเพื่อเผยแพร่แก่ผู้สนใจทั่วโลก ตามความละเอียดต่อไปนี้
“I Built My Life”
by Dr. Thaksin Shinawatra (Prime Minister of Thailand, 2001-2006)
Chapter 1 (Tuesday, January 26, 2010)
A lot of my self-appointed enemies are now working so hard in branding me a figure of corruption.
Thai media in the likes of The Nation, The Manager Group, Naewna, Thaipost. All of them are busily doing “negative campaign” hoping to influence the court soon to judge me and my family of the seized 76,000 million Baht, which is the fruit of my life’s work. Influencing the court is indeed a violation of the court’s jurisdiction. But they still do. That is precisely why I must ask you to allow me to use a portion of this show to tell you of my life struggle, as some people, especially those of the new generations, do not know what is true and what is pure fiction. They must know that I and my family have been wealthy long before our entrance to politics, and politics have never been a tool or a source of our wealth.
Such seizure, deemed “robbery” by some, is against all principles of ethics and morality. These people are in total lack of life principle. I may dislike someone intensely, but I have never gone after the person beyond these principles. Look what happens in the US. The government is financing in great amount the struggling financial and insurance corporations. One must look at the bright and gloomy sides to understand the overall. Have I been bad from day one, when I assumed Thailand’s premiership, to the very last? My premiership has absolutely nothing to claim credits for, hasn’t it? Our loan to Myanmar, to cite just one such accusation, is portrayed as my financing them so they could buy products sold to them by my family companies. How about those concessions they granted to PTT (Thailand’s Petroleum) along the years? Don’t they count as a merit to obtain such loan?
This is my way of explaining to all of you, the fair-minded international citizens, of the truth betrayed nowadays in Thailand. If you like it, I will consider expanding the show into 2 hours. It is not my self-advertising. Rather my life anecdotes. I will tell all. My colorful fights in my working life. Hope it help you in your own tough times right now.
I was born in the country, San Kampang, Chiangmai, away from what you would call an urban life. The nearest town was 13 kilometres away, with big trees on the 2 long road sides. My father had a motorcycle and struggled to make ends meet. At the age of 3-4, I started my memories of his and my mother’s hard works. He opened a small, country-style coffee corner. My mom woke up first, along with me, and boiled the water for dad. He would come down and start selling. By that time, my mom went to the open market for her business of selling clothes. Before she arrived, I would get there with a helper of hers. I was a little one so I sat in the frontal part of a wooden cart we used for clothes. I would just sit there, watching out for our products, till my mom showed up. I went back home and helped cleaning coffee glasses. Sometimes I did it on the stretch of my toes, as I was so small. This became my routine before going out to school.
There was no such thing as kindergarten at the time. However, there was a volunteer at the Rongtham Temple by the name of “Kru Kwai” (Teacher Buffalo) from Uttaradit. She was not highly-educated, but she was one superb teacher. Parents paid her 80 Baht per month to teach their children. I was a student of hers. She would give us an individual session. Interested students got a longer session. From basic Thai language to Mathematics. Kru Kwai was an excellent Math teacher. I learned plus, minus, times, divided. Pretty advanced for a child that age. I believe Kru Kwai was responsible for my progressive and interactive thinking process, which benefits me in later years.
My family helped here, too. Senior family members always challenged me, teasingly, to do Math. They would keep asking my all those Math puzzles until I was cornered. Math helps you think.
When I was in Grade 3, my dad changed from a coffee shop business to farming. My granny gave him a piece of land and he turned it into a fruit field. I learned a lot here. Dad was not highly-educated, but he was fond of new technologies. He went to Thammasat, which was then an open university much like Ramkanheang today. I remember that our little coffee shop had a refrigerator. It was oil-generated. The only one in that area. The fridge attracted a lot of people. We sold soda water and my mom’s frozen foodstuffs. I helped them selling “Wanyen” or an ice stick with a bit of sweet syrup, one “Slung” (one cent) a piece. Same as lottery results. One Slung a sheet also. My dad grew oranges and bananas. I sold banana leaves (people used them as today’s plastic bags) and flowers attached on banana’s trunk. Money from that was used to buy food back home. I grew up all my life like this, making a living with hard works.
At the time I enrolled at Montford, which was and is a famous school. I was forced to repeat Grade 3 because the first 2 Shinawatra boys’ academic performance was so poor they thought the third one must be as bad.
My very first visit to Bangkok was when I was in Grade 4. A cousin bet me to obtain 80% or over on my academic report. The reward was to take me to Bangkok. I got 84%. I traveled to Bangkok with my granny and we stayed for 4 days. On the way, we stopped at Kao Samroyyod (the Mountain of 300 Peaks), where my now well-publicized photograph among pineapples was taken. It was owned by my dad’s friend, who sold him tractors for our farm. With 400 Baht given by my granny, so much at the time, I bought some toys back home. One of them was roller-skate shoes, the wheel kind. We the kids played them at night when the road was empty. I played with these toys. I got into sports of every kind. We played all seasons, even when it rained.
Dad changed his work again. He was now a compradore of the Nakorn Luang Thai Bank. A compradore at the time screened loans giving out to the applicants. Eventually, he took over some troubled businesses from his clients. I remembered one called “Charoenchai”, a Honda motorcycle agent. I went everywhere to collect monthly payments from our clients, 100 Baht per month a piece. My life had always been close to people’s real life. I understand them well. My study was also prospering. I didn’t spend so much time reading my textbooks. But I did my homework, and that helped me understand it even better. Dad got involved in several businesses this way. Then he was cheated by business partners. The family fortune started sinking. It was the beginning of our rough time. One of my dad’s helpers asked me to stop school and came to work full-time to revive the business. I told him no. “Money and properties can be earned back. But without knowledge, we will be lost”. Those were my words to him.
I attended the national military cadet school at the time, which took 2 years. Before getting accepted, I wasted the first year because of a health result. They declared I had a spot in my lung. It was later proven a shadow of a rip or bone. By that time, the family’s financial situation got worsened. After graduation, I received a salary of 1,300 Baht or so. I rented a small room around a Bangkok’s area of Kiak Kai at 300 Baht per month. There were a bed and a small closet and that was it. Toilet was pool with other renters. I had to place my Buddha image on top of the closet, which was the highest location in the room. I lived like that until I obtained a government scholarship for a Master’s Degree. My family could no longer support me financially.
I was in love when I was between Year 1 to 2. Pojaman, who eventually became my beloved wife, and I started our relationship since then. A few years before my graduation, she went abroad for language study. I was tempted to come with her. At the time I was first in my police-cadet class and student leader. I chose police because no Shinawatra was in the police force before. We were present in the Army and the Air Force. Navy was never a choice for a boy from the mountainous north, since he was hardly a good swimmer. Now, this police-cadet scholar wanted to further his study in the US.
It was my desire to go to the Massachusetts Institute of Technology (MIT). I got accepted. But the government salary of a scholar at $160 a month couldn’t allow it. I went instead to another institution. My mom gave another $1,000 of the family’s hard-earned money. As a young man, I had needs and wanted more money. Wanting a sporting car, Free Bird, I took an extra job at KFC, selling fried chicken. My senior Thai friends, Chidchai (Wannasathit, later a Ph.D., Drugs Suppression Chief, Deputy Police Commander, and Deputy Prime Minister) and Wichienchote (Sukchotirat, later a Ph.D., Deputy Permanent Secretary of the Justice Ministry and Government Spokesman) all worked. Chidchai was at UPS, doing the hard labor of loading boxes and all. Wichienchote waited tables at a hotel and he asked me to join him. I did. Eventually, I was also working in the hotel’s breakfast kitchen since I loved cooking. With little extra money, Pojaman soon joined me. We went out sometimes. My Master’s Degree took 1 year and 4 months to complete. It was longer than I should because I decided not to take summer courses but rather took a long drive around the US. Anyway, I was a straight A student. A in all courses.
I returned to Thailand alone because my love was still pursuing her degree. My rank was adjusted based on the new degree into Police Captain, with 1,800 Baht per month. Soon Pojaman came back and we were married. We had no home of our own. Not enough money for that. We then stayed with my wife’s parents until we decided that I should pursue my Ph.D. in the US. We returned to the US. I went to school. She didn’t. As fate would have it, I was away from Thailand at the times of our two major political riots: October 14 of 1973 and October 6, 1976. I only got news from here and there about what had happened. Even the May Incident of 1992, I was again out of the country.
The life of Bangkok Bank’s founder, the billionaire Chin Sophonpanich, inspired me to enrich myself in business. “If a person with only Grade 4 of educational background can do it,” I said to myself and my wife. “I as a Ph.D. pursuer must be able to earn some 100 million Baht in life”. We went to the US this time with that determination. Remember that my family, all 9 brothers and sisters, were all poor. My youngest sister Yinglak, currently AIS President, was only 9 years old. My father-in-law, who was then Commander of Bangkok Police’s Southern Area, contributed $100 a month for us. I combined it with $90, my police salary at home, and went off. My wife found a babysitting job for small children and a sales clerk at a department store. I studied hard, and also worked. My job was to fold newspaper and deliver them to home. Sometimes I missed out and had to recollect them. Some vicious dogs chased me with vengeance. Finally, a doctorate degree was obtained after 2 years and 8 months. My oldest son Oak was born in the US. When we carried him back with us, he was barely 5 months old.
We had 2 cars in the US: my left-steering wheel Mercedes Benz and my wife’s Volvo. The Volvo was sold as we wanted to keep the Mercedes. The problem was we couldn’t afford the tax. Our entire saving at the time was 200,000 Baht, but the tax was posted at 400,000 Baht. A loan was sought. We returned again to the home of my wife’s parents, who has 4 children. My wife and I was given a room. The others had to share. Every morning I went through every page of Bangkok Post’s Classified. I was so preoccupied with an extra income or more. I almost took a job as English instructor, somewhere in Nanglerng, and a job as Night Manager of a hotel. What choice did I have? No investment money. No network of friends in business. My wife’s family background was also governmental. No connection to business world, whatsoever. I built myself up one step at a time.
My family has had a silk business. We obtained some commodities without having to pay first. But we needed to open a shop. I joined a business group whose 5 members invested 10,000 Baht each. We took turn taking the whole sum of 50,000 Baht for business use. This was how I got started. I paid the rent to General Witoon Yasawat, who owned a hotel called Trocadero, where my rental shop was. My wife with our little boy baby went to the store everyday. Business was not good. We ended having boiled eggs for dinner everyday. Without the burden of payment for silk products, we were still in the red. I told my wife to mind the store and went out looking for other ways to survive.
Came another month, I found myself at a leading Thai film production company: Five Stars Promotion. My friend, Kiat Iampungporn, suggested that I purchased the right of his film to show at the cinema of the northern territory. The movie in question was one of the most popular ones: Ban Saithong (“The Saithong House”). The main female character was Pojaman, who bore my wife’s name. I thought of it as a good sign. Director Ruj Ronapop was also in support. So was Pracha Maleenont, Channel 3’s owner, whose friendship with me started there. We agreed. But the right fee was 1 million Baht, which I didn’t have. The Mercedes was put as a collateral so we had enough money to pay. Looking back, it was so risky.
The risk paid off. Within 1 month, we earned back one million Baht. The Mercedes returned to be ours. Another month was another 1.3 million, which was pure profit for me. It was the first time we touched upon that kind of sum. I went on to another film “Yod Talok” (“Super Funny”), played by Den Dokpradoo. This time, 300,000 Baht in profit. We went on to buy a house of our own. My wife asked to have a house in Chokechai 4, Ladprao, which belonged to my father-in-law. She got her wish. We then spent some money preparing the house and moved in for 6 years. This was where several businesses were conceived. My second baby girl was born here. With more success, we moved to a new house in Bangplad. Heard that a man came digging at the Ladprao house which was shut down. He claimed to get some dirt of a successful house to put among his own at a factory, so he too could be rich. Later, the movie business was in decline. Some were in red. My wife advised me to start a business which would rely on my own knowledge, instead of taking risks.
I was again in financial troubles. Bounced cheques started to appear. I became used to issuing pre-dated cheques. The middle man sold it at 5% interest rate. I was responsible for that. There were times I couldn’t even manage to pay the interest. They sued me. I went to court. Paying back and going to court in switching. I was sometimes close to put in jail. It was like drowning in a vast sea, but we managed to survive, barely so.
In Bangkok’s area of Rachawat, there was a movie house called “Dusit Theatre”. It was put out for sales. I wanted to own a piece of property. I went to “Maha Nakorn Trust” and asked for 18 million Baht (Actually, it was 18.5 million, but 500,000 Baht was spent on accommodation of the deal). I met the top person of the trust on Monday. He looked at me for a long time and granted it, at the interest rate of 21%. I asked him why he granted it. He said he mastered in the Chinese art of reading faces, and he found me never to go bankrupt on him. It was an old-fashioned way of doing business. I went along with it, too, but also with knowledge and information.
With the money, I owned several units of building there. Our plan was to sell 90 units for a big profit. Interest rate was so high and on my back all the time. I paid 325,000 Baht every month. Fridays were days of high pressure. Any Friday I talked the rate down to 300,000 Baht, it was a course for celebration. I packed up my family and we were off to Pataya. I needed a break to reduce my great tension. You must give yourself a break whenever you become too intense and stressful. You must sleep well. Closing eyes to rest and opening eyes to fight on. But the building construction hit a major roadblock. Interior Minister General Siddhi Jiraroj issued a ministerial order that all buildings near the royal palace must not exceed 21 metres in height. My 15 floors were reduced to 7 floors. A big chunk of profit went out the door. Even worse, the sales of buildings were eaten up by advertising cost. We decided to stop selling and bought back the sold units. My wife and I determined to go for a new direction, so our lives could stay afloat.
She sought out 10 million Baht and handed it to me to embark on a new business: computer sales. It was Pojaman who asked me to march ahead with the business, and she would deal with the debts and financial problems it had caused.
That is the story for next time.
Thursday, January 28, 2010
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ.2553
เกียรติยศของกองทัพ
รัฐประหารซ้อนรัฐประหาร / ตะเกียงเจ้าพายุ
จับตารัฐบาลนับถอยหลัง
ผู้พิพากษาหญิงยิว ถูก ปารองเท้าใส่หน้าจนตกบัลลังก์
กาฝากตำรวจเข่นฆ่าประชาชน (26 ม.ค. 53)
เสื้อแดงยื่นกมธ.สภา สอบ'บิ๊กเสือ'รุกที่สาธารณะ
ธงที่ตั้งไว้! ของการ ‘ปฏิวัติ’
วังวน
ฆ่าตัวตาย!
“ลงจากเก้าอี้”
สังคมหวาดระแวง
กินรอบวง
วัดใจใครจะลุยไฟ?
สภาถกเดือด!'เฉลิม'จี้มาร์ครับผิดกล่าวหา'ชัย'รุกที่
เมืองไทยไปไกล ส.ส.ขู่ยิงกัน ในที่ประชุมสภาฯ
'เด็จพี่'เสี้ยมพรรคร่วมเลิกคบปชป. ถ้ามาซบจะร่วมแก้ รธน.
เป็นกลาง ยุติธรรม กล้าหาญ
จดหมายเปิดผนึก จาก"สมศักดิ์" ถึงนายกฯอภิสิทธิ์
แดงเชียงใหม่ยกพลไล่"สมคิด" กร้าวหยุดปฏิบัติหน้าที่ ยกเลิกคำสั่งตั้งตร.ไม่เป็นผลไม่หยุด
จาตุรนต์ ฉายแสง: “ตัวตนที่แท้จริงของนายกรัฐมนตรีและพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับการสร้างความสมานฉันท์"
จาตุรนต์ ฉายแสง การที่พรรคประชาธิปัตย์มีมติไม่แก้รัฐธรรมนูญแม้แต่มาตราเดียวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นธาตุแท้ของพรรคการเมืองนี้ว่า ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใดทั้งสิ้น นอกจากนั้นยังแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรและพรรคการเมืองใหม่ มีจุดยืนทางการเมืองอย่างเดียวกัน คือแน่วแน่ที่จะปกป้องรักษารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไว้โดยไม่ยอมให้ใครมาเปลี่ยน ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีปัญหามากมายแค่ไหนก็ตาม นอกจากนั้นก็รู้ไต๋พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายว่า ย่อมเสียดายกระทรวงใหญ่ที่พวกเขาได้มาโดยเงื่อนไขพิเศษ หากมีการเลือกตั้งใหม่ ย่อมไม่ง่ายที่จะได้กระทรวงสำคัญๆเช่นนี้อีก พรรคประชาธิปัตย์จึงเลือกที่จะดำรงความได้เปรียบในการเลือกตั้งเหนือพรรคเล็กต่อไป ด้วยการไม่แก้รัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของพรรคร่วมรัฐบาล โดยไม่กลัวว่าพรรคร่วมจะตีรวนจนถึงขั้นต้องยุบสภา
พรรคประชาธิปัตย์ทำเหมือนกับคนทั้งประเทศหลงลืมไปหมดแล้วว่า ก่อนที่จะมีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้เคยแสดงความเห็นไว้ว่าให้รับไปก่อนแล้วจะแก้ภายหลัง และหลังเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว รัฐสภาได้มีการประชุมหารือร่วมกันเพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง สมาชิกรัฐสภาจำนวนมากได้เสนอให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือให้แก้รัฐธรรมนูญให้เกิดความเป็นธรรม
ในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีได้พูดต่อที่ประชุมรัฐสภาอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าหากรัฐสภาเห็นอย่างไรก็ให้เสนอมา ตนพร้อมจะเอาด้วย
รัฐสภาตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมา ได้มีข้อเสนอระยะสั้นให้แก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น เพื่อให้ได้กติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ยุติธรรมมากขึ้น แล้วยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ได้รัฐบาลที่เป็นที่ยอมรับ พร้อมทั้งมีข้อเสนอระยะยาวให้แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับต่อไปด้วย
ข้อเสนอเหล่านี้เป็นความพยายามที่จะหาทางแก้ปัญหาวิกฤตความขัดแย้งและสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ในช่วงที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจกับการหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมอยู่นั้น นายกรัฐมนตรีและพรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะแสดงท่าทีขึงขังเอาจริงเอาจังกับการสร้างความสมานฉันท์ถึงขนาดประกาศเป็นนโยบายของรัฐบาลมาแล้ว แต่มาถึงวันนี้กลับไม่สนใจใยดีกับความพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย
พรรคประชาธิปัตย์คงประเมินแล้วว่า ถือแต้มต่อพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ซึ่งคงไม่อยากให้ยุบสภาเร็วนัก เพราะยังต้องการอยู่ในอำนาจต่อไป และหากมีการเลือกตั้งใหม่ในเร็วๆนี้ ก็ย่อมต้องใช้กติกาแบ่งเขตแบบเดิม ซึ่งพรรคการเมืองเล็กๆเห็นว่าตนเองเสียเปรียบพรรคใหญ่
แต่นั่นไม่น่าสนใจเท่ากับคำถามว่านายกรัฐมนตรีและพรรคประชาธิปัตย์คิดอย่างไรกับการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย คิดอย่างไรกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม
ในขณะที่นายกรัฐมนตรีประกาศว่าการสร้างความสมานฉันท์เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล รวมทั้งพยายามแสดงออกด้วยการพูดในที่ต่างๆว่า ตนเองต้องการสร้างความสมานฉันท์เป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ใช้การพูดที่ถนัดที่สุดอีกนั่นเองในการชิงความได้เปรียบทางการเมืองเหนือฝ่ายอื่นๆ ทั้งยังปล่อยให้คนสนิทและลิ่วล้อที่ใกล้ชิดออกมาเกะกะระรานใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้าม หรือผู้ที่มีความเห็นแตกต่างกับรัฐบาลอยู่ทุกวี่ทุกวัน
รัฐบาลนี้ยังได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงด้วยการปฏิบัติสองมาตรฐาน และใช้กำลังความรุนแรงปราบปรามประชาชน ดังที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนก็ได้ออกมาวิพากษ์ตำหนิรัฐบาลนี้อย่างไม่ไว้หน้าไปเมื่อไม่กี่วันนี้
นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ใช้สื่อของรัฐบาลปลุกระดมยั่วยุอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง กดดันศาลและใส่ร้ายประชาชนผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สร้างความเกลียดชังเหมือนกับเป็นการเตรียมการปราบประชาชนที่อาจจะมีขึ้นอีกในเร็วๆนี้
นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้อาจเห็นว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนกำลังเป็นไปอย่างได้ผล เพราะมีความได้เปรียบในด้านเครื่องมือกลไกต่างๆ จึงไม่แยแสต่อการสร้างความสมานฉันท์อีกต่อไป หากแต่กำลังรอคอยให้กลไกตามกฎหมายดำเนินการอย่างสองมาตรฐาน เพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้ามก่อนที่จะลงมือ ดำเนินการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดต่อไปเมื่อเวลามาถึง
การเลือกหนทางนี้ของนายกรัฐมนตรีและพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่ไม่มีเหตุผลรองรับ แต่แท้จริงแล้วแนวทางนี้ย่อมได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากพันธมิตร ผู้นำกองทัพ และบรรดาผู้มีอำนาจทั้งหลาย ที่คงจะได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมให้สังคมไทยพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ส่วนเรื่องความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมนั้น นอกจากพวกเขาไม่สนใจแล้ว ยังพร้อมที่จะซ้ำเติมให้เกิดความไม่ยุติธรรมหนักยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการใช้มาตรการที่เป็นสองมาตรฐานอย่างจริงจังต่อไปด้วย
นายกรัฐมนตรีและพรรคประชาธิปัตย์ได้จงใจปิดทางออกจากวิกฤตของสังคมไทยเสียสนิทแล้ว ภาระทั้งหลายจึงตกอยู่กับผู้รักประชาธิปไตยและผู้ห่วงใยสังคมทั้งหลายที่จะต้องช่วยกันคิดอ่านต่อไป
แต่ที่สำคัญคือ จะปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องไปเรื่อยๆไม่ได้อีกแล้ว!
ทหารปราจีนบุรี-สระแก้วตบเท้าแสดงพลังให้กำลังใจบิ๊กป๊อก
ร.2 รอ. ปราจีนบุรี – ร.12 รอ. สระแก้ว จัดกิจกรรมรวมพลังตบเท้าให้กำลังใจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ "ปกป้องสถาบันทหาร" เผยไม่สบายใจมีคนไม่ประสงค์ดีทำลายสถาบันทหาร ด้านผู้การ ร.11 รอ. ลั่นทน "พี่แดง" ไม่ได้ นัดนายทหาร 11 กองพันตบเท้าแถลงข่าววันนี้ ร.2 รอ. ปราจีนบุรีมาตามนัด ตบเท้าให้กำลังใจป๊อก ตลอดวานนี้ (27 ม.ค.) มีรายงานทหารตบเท้าแสดงพลัง “ปกป้องสถาบันทหาร” และ “ผบ.ทบ.” ในหลายพื้นที่ โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ [1] [2] รายงานว่า เมื่อเวลา 08.30 น.ที่หน้ากองบังคับการกรมทหาราบที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายจักรพงษ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จัดกิจกรรมรวมพลังมวลชนข้าราชการของหน่วยและหน่วยขึ้นตรงจำนวน 1,000 คน ออกแถลงการณ์ “ต่อต้านการกระทำของบุคคลบางกลุ่มใช้ข้าราชการทหารมาจาบจ้วงสถาบันทหาร ทำการดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาชั้นสูง” โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก เนื่องจากระบบทหารถือเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงเสื่อมเสียสถาบันทหาร จากนั้นได้ร่วมกล่าวปฏิญาณตนเป็นทหารของชาติมอบหนังสือให้กำลังใจผู้บังคับบัญชา พร้อมร่วมกันร้องเพลง “ไทยสามัคคี” เพื่อเป็นการปลุกใจและแสดงออกถึงความสามัคคีของชนในชาติ พ.อ.กู้เกียรติ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงพลังปกป้องสถาบันทหารจากสถานการณ์ของชาติใน ห้วงที่ผ่านมาได้มีบุคคลบางกลุ่มบางฝ่ายได้ใช้ข้าราชการทหารเข้ามาจาบจ้วงสถาบันทหาร ดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ซึ่งในระบบของทหารนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดวินัยอย่างร้ายแรง และจะนำหนังสือที่ได้รับนี้ยื่นให้ผู้บังคับบัญชาต่อไป ด้าน พล.ต.วริศ โรจนภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์เผยว่า “พิธีปฏิญาณตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีวินัยนี้ เนื่องจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์เป็นหน่วยรบ เป็นทหารอาชีพ มีขนบธรรมเนียมระเบียบวินัยของทหาร เคร่งครัด เราเป็นทหารรักษาพระองค์ที่มีเกียรติ ทุกคนต้องยึดมั่นในสถาบันทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นที่ตั้งสูงสุด ทหารทุกคนย่อมยึดมั่นผู้บังคับบัญชา การกระทำในครั้งนี้ ไม่ได้บ่งบอกกล่าวโจมตีใคร ให้ยึดมั่นสิ่งที่ถูกที่ดี มีวินัย และไม่เกี่ยวกับการปฏิวัติแต่อย่างใด เป็นการชี้แจงให้กำลังพลรับทราบเราเป็นทหารต้องยึดมั่นสถาบัน ชาติ ศาสนา และองค์พระมหากษัตริย์ ร.12 รอ. จ.สระแก้วตบเท้าด้วย ไม่สบายใจมีคนไม่ประสงค์ดีทำลายสถาบันทหาร วันเดียวกัน ที่หน้าตึกสำนักงาน กองบัญชาการกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ค่ายไพรีระย่อเดช อ.เมือง จ.สระแก้ว พ.อ.ธรรมนูญ วิถี รองผู้บังคับการ กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ได้นำกำลังพลจาก 3 กองพัน ได้แก่ กองพันทหารราบที่ 1-2-3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ กองกำลังบูรพา กำลังพลใน 3 พันของกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ กองกำลังบูรพาออกมาแสดงจุดยืนและแสดงความไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นกับผู้บังคับบัญชาและกองทัพบก ออกแถลงการณ์ต่อต้านกระทำของบุคคลบางกลุ่มใช้ข้าราชการทหารจาบจ้วง สถานบันทหาร ทำการดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาชั้นสูง โดยวัตถุประสงค์ของการแสดงจุดยืนครั้งนี้ได้แก่ การแสดงความเป็นทหารอาชีพ รักษาระเบียบวินัย และเชื่อฟังต่อผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด รวมทั้งร่วมกันปฏิญาณตนต่อการแสดงจุดยืนทั้ง 2 ประการดังกล่าว นอกจากนั้นยังออกมาแสดงความไม่สบายใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อผู้บังคับบัญชาทหารบก ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดที่ทหารทุกคน ที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชายึดถือระเบียบวินัยเชื่อฟังและเคารพอย่างสูงสุดและที่สำคัญทหารทุกนายออกมาแสดงความไม่สบายใจมากที่สุดคือการที่สถาบันกองทัพบกซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ของทหารทุกนายถูกกลุ่มบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีลักลอบทำลายสถาบันทหาร เช่น การซุ่มยิงเอ็ม 79 ทำลายซึ่งเป็นการย่ำยีเกียรติของทหารอย่างชนิดที่ให้อภัยไม่ได้และไม่เคยมีมาก่อนและในเรื่องนี้ก็ได้มีทหารที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์มียศตั้งแต่ชั้นประทวนถึงชั้นสัญญาบัตรก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ แสดงความไม่สบายใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ทหารทุกนายต้องมีระเบียบวินัย เชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ถ้ากระทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างกับโจรในเครื่องแบบ ผู้บังคับบัญชาทหารบก ท่านมีความรักความเมตตากับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกนาย เปรียบเสมือนเช่นพ่อกับลูก ถ้าถูกกระทำเช่นนี้ ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกนายรับไม่ได้ จึงได้ออกมาแสดงจุดยืนในวันนี้ ด้าน พล.ต.วริศ โรจนภักดี ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา กล่าวถึง พิธีปฏิญาณตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีวินัยนี้ เนื่องจากกองพันทหารราบ กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์เป็นหน่วยรบ เป็นทหารอาชีพ มีขนบธรรมเนียมระเบียบวินัยของทหาร เคร่งครัด เราเป็นทหารรักษาพระองค์ที่มีเกียรติ ทุกคนต้องยึดมั่นในสถาบันทั้งชาติศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นที่ตั้งสูงสุด ทหารทุกคนย่อมยึดมั่นผู้บังคับบัญชา การกระทำในครั้งนี้ ไม่ได้บ่งบอกกล่าวโจมตีใคร ให้ยึดมั่นสิ่งที่ถูกที่ดี มีวินัย และไม่เกี่ยวกับการปฏิวัติแต่อย่างใด เป็นการชี้แจงให้กำลังพลรับทราบเราเป็นทหารต้องยึดมั่นสถาบันชาติ ศาสนา และองค์พระมหากษัตริย์ ผู้การ ร.11 รอ. ลั่นทน “พี่แดง” ไม่ได้ นัดนายทหาร 11 กองพันตบเท้าแถลงข่าววันนี้ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ยังรายงานด้วยว่า พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ในฐานะแกนนำ จปร.31 กล่าวว่า ในวันที่ 28 ม.ค. เวลา 14.00 น. ที่สโมสรนายทหาร ภายในกรมทหารราบที่ 11 รอ. ตนพร้อมด้วยเพื่อน จปร.31 ที่มีตำแหน่งผู้บังคับการกรม ซึ่งเป็นหน่วยกุมกำลังหลักของกองทัพบก อาทิ พ.อ.นัฐวัฒน์ อัครนิบุตร ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.1 รอ.) พ.อ.กฤษณ์ดนัย อิทธิมณฑล ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.ป.1 รอ.) พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.2 รอ.) และนายทหารระดับผู้บังคับกองพันในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนกว่า 11 กองพันจะมารวมตัวกันเพื่อแถลงข่าวในฐานะที่เป็นศิษย์เก่านักเรียนนายร้อย จปร. โดยมีวัตถุประสงค์ที่จำเป็นต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีภาพลักษณ์ของกองทัพบก ภายหลังที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรี โดยเฉพาะกรณีของ “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ออกมากระทำการกล่าวจาบจ้วงดูหมิ่น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในฐานะผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบก “การเป็นทหารอาชีพควรจะมีสำนึก ไม่สมควรออกมาด่าผู้บังคับบัญชา ความเป็นประชาธิปไตยในหมู่ทหาร สามารถกระทำได้ แต่ไม่สมควรดูหมิ่นดูแคลนผู้บังคับบัญชา ผมอยากขอเรียกร้องให้พี่แดง ลาออกจากราชการทหารไปเล่นการเมือง ไปใส่สูทผูกไทลงเล่นการเมืองเต็มตัว อย่ามาหากินกับเครื่องแบบทหารอย่างนี้เลย เพราะพวกเราถือว่าเป็นเรื่องของเกียรติและศักดิ์ศรีในอาชีพทหาร อย่ามาทำให้กองทัพต้องเปรอะเปื้อนเลย ถ้ายังรักความเป็นทหารอยู่ก็อย่านำกองทัพไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง พวกเราทนไม่ได้และจะไม่ทนอีกต่อไป ถ้าพี่แดงยังมีพฤติกรรมเช่นนี้” พ.อ.อภิรัชต์ กล่าว พ.อ.อภิรัชต์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตนจะชี้แจงถึงมาตรการป้องกันความปลอดภัยบริเวณบ้านพักของ พล.ต.ขัตติยะ ภายในกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน.4 รอ.) ซึ่งมีความจำเป็นต้องตั้งจุดตรวจบริเวณดังกล่าว เนื่องจากเราเกรงว่าอาจจะมีการสร้างสถานการณ์ หากว่ามีมือที่ 3 หรือใครก็ตามที่ไม่หวังดีต้องการสร้างสถานการณ์ในช่วงนี้ เพราะอาจจะเกี่ยวเนื่องกับ พล.ต.ขัตติยะ ซึ่งที่ผ่านมารถของ พล.ต.ขัตติยะ เคยถูกระเบิดมาครั้งหนึ่ง เมื่อครั้งที่เคยมีเรื่องมีราวกับ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร. ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทจึงจำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ม.พัน.4 รอ. ขณะเดียวกัน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงประกาศว่า ในวันที่ 29 ม.ค.ตั้งแต่เวลา 12.00-17.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดงจะเดินทางไปตั้งเวที “ผูกมิตรทหารกล้า ต่อต้านขี้ข้าอำมาตย์” ที่หน้าประตูทางเข้ากองบัญชาการกองทัพบก หลังจากที่มีข้อมูลถึงความเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติเกี่ยวกับกระแสข่าวรัฐประหาร หากเกิดขึ้นจริงครั้งนี้ไม่ได้เป็นการยึดอำนาจมาจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะนายกรัฐมนตรี ไม่มีอำนาจแท้จริงมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่เป็นการยึดอำนาจอธิปไตยจากประชาชนและเพื่อสลายความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเป็นการกระชับอำนาจให้ฝ่ายอำมาตย์