WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 29, 2010

วันศุกร์ที่ 29 มกราตม พ.ศ.2553

ทักษิณดักคอ วีซีดีล้านแผ่น โจมตีไม่จงรักภักดี

"จาตุรนต์"ชี้ถ้ายึดทรัพย์หมด ประเทศไทยจะขัดแย้งไม่จบ

7 หมื่นล้าน ‘ทักษิณ’ ผิดข้อหาอะไร?

จีที200 : ชาวเน็ต-นักวิทย์ เชื่อลวงโลก

ระยะสุดท้าย

นายกฯตัวจริง

ทางออกทางเดียว

งานเข้า ‘3ป.’

ภาพสองภาพ

ปชป.เคลียร์ไม่ได้ ควรยุบสภา สุวัจน์ลั่นไม่กลัว

เบื้องหลังข้ออ้างหรูๆ

รอยเตอร์: กองทัพไทยกำลังแตกใช่ไหม?

ที่มา Thai E-News



บุกถ้ำเสือ-เสื้อแดงจัดชุมนุมหน้ากองทัพบก ถนนราชดำเนิน 12.00-17.00น.วันนี้ ขอเชิญเข้าร่วมชุมนุม และติดตามรับชมการถ่ายทอดสดคลิ้กที่นี่ /รับฟังการถ่ายทอดสดผ่านวิทยุอินเตอร์อินเตอร์เน็ต คลิ้กที่นี่

โดย มาร์ติน เบตตี้ สำนักข่าวรอยเตอร์
แปล เวบลิเบอรัลไทย

กรุงเทพฯ – การยิงลูกระเบิดใส่ที่ทำงานของผู้บัญชาการกองทัพบกของประเทศไทยในเดือนนี้ เป็นการโหมกระพือความกลัวเพิ่มให้กับวิกฤติทางการเมืองที่กำลังรุนแรงถึงขีดสุด – เป็นไปได้ที่ว่า มีการแตกแถวในหมู่กองทัพซึ่งทำให้ประเทศเกิดการแบ่งแยก

นักวิเคราะห์ นักการทูต และแหล่งข่าวจากกองทัพกล่าวว่า เป็นเรื่องเร็วเกินไปที่จะพูดถึงการแตกแยกของกองทัพที่มีอำนาจ และเกี่ยวข้องกับการเมืองของประเทศไทย ความแตกต่างในอุดมการณ์ซึ่งกำลังเสื่อมถอยและขยายตัวอย่างหนักนี้ เป็นหนึ่งในข้อโจมตีอย่างร้ายแรงที่สุดในรอบหลายๆทศวรรษ

การแบ่งแยกในสถาบันอันเป็นศูนย์รวมอำนาจในโครงสร้างของประเทศไทย ย่อมส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างหนักหน่วงสำหรับภาพในอนาคตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ต้องขี้นอยู่กับการส่งออกมูลค่า ๙,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเพิ่มทัศนคติให้กับบริษัทต่างชาติว่าประเทศนี้ขาดเสถียรภาพ จากครั้งหนึ่งซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นประตูสู่ภูมิภาคนี้

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ทหารยศต่ำจำนวนมาก และเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสบางคนกำลังมีความเห็นใจกับการเคลื่อนไหวประท้วงของเสื้อแดงชาวชนบท รากหญ้าที่ประท้วงรัฐบาล

ในทางกลับกัน ทหารระดับสูงในกองทัพหลายคนกำลังอยู่กับการเมืองอีกขั้ว โดยร่วมกับฝ่ายคลั่งเจ้า นักธุรกิจศักดินา และชนชั้นกลางในเมืองหลวง ซึ่งใส่เสื้อเหลืองในการประท้วง และส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาลชุดนี้

การแบ่งแยกระหว่างแดง-เหลืองนั้น ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ยากที่จะปรองดองกันได้

ตลาดหุ้นไทยยังตกอยู่ในสภาพอ่อนไหวเพื่อการปรับตัว หลังจากที่ได้รับผลของการเคลื่อนไหวของคลื่นเงินจากต่างชาติ ที่เข้ามาในตลาดหุ้นเอเชียที่กำลังรุ่งและฟื้นตัวเป็นภูมิภาคแรกจากวิกฤติเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นยังตกอยู่ในเดือนมกราคม แต่ดีดตัวขึ้นมาประมาณร้อยละ ๖๕ จากที่เลยต่ำสุดในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงประจำกรุงเทพฯ ซึ่งขอสงวนนามเนื่องจากการถกเถียงเกี่ยวกับกองทัพเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กล่าวว่า “เมื่อเกิดความวุ่นวาย และประเทศชาติเกิดความแตกแยก ประชาชนมองไปที่กองทัพในการควบคุมสถานการณ์”

“แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกในยุคนี้ที่เราเห็นกองทัพกำลังแตกแยกกันได้ขนาดนี้ แน่นอนว่าเป็นการแตกแยกทางอุดมการณ์ แม้จะยังไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆก็ตามที แต่ขี้นอยู่กับว่าวิกฤติเช่นนี้จะดำเนินไปทางใด”

การโจมตีที่ทำงานของอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคมนี้ – แต่เวลานั้นอนุพงษ์ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ – และเห็นได้ชัดว่าพยายามที่จะปกปิดในเรื่องนี้ ผลจากการสำรวจพบว่า สร้างความไม่มั่นใจต่อกองทัพให้กับสาธารณะชน แม้ว่าจะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่การโจมตีอย่างซึ่งๆหน้าแบบนี้ถูกมองว่า เป็นการหยามอำนาจของอนุพงษ์

นายทหารกร้าว

การลังเลของเจ้าหน้าที่ที่จะจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ ซึ่งเป็นทหารยศพลตรีที่กระด้างกระเดื่องและเปิดเผยตัวว่า เป็นมิตรกับฝ่ายเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล เกิดมีคำถามขึ้นมาว่า กองทัพมองว่าเขามีอิทธิพลต่อฝ่ายทหารประจำการขนาดไหน

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลผู้มีชื่อเสียง – นายทหารมาเวอริค ผู้เรียกตัวเองว่านักรบ เป็นที่รู้จักกันดีในนาม “เสธ.แดง” – ถูกนักวิเคราะห์ตัดออกไปว่าเป็นแค่เพียงพวกปากเสียที่เรียกร้องความสนใจเท่านั้น แต่เสธ.แดงปลาบปลื้มกับบรรดานายทหารบางคนที่ติดตามเขาอย่างคลั่งไคล้ และเขาได้ขู่อนุพงศ์ต่อหน้าสาธารณะอย่างไม่เกรงกลัว โดยเตือนอนุพงษ์ถึงเรื่อง “การจ้องจองกฐิน”

ขัตติยะมีความสัมพันธ์กับมหาเศรษฐีที่ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึงสองครั้ง อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรซึ่งถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ และกำลังอยู่ระหว่างการลี้ภัย เสมือนผู้นำของพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นฝ่ายค้าน และเสมือนผู้นำการเคลื่อนไหวของ “เสื้อแดง” – ซึ่งทั้งสองฝ่ายนี้หาทางที่จะล้มรัฐบาลซึ่งมีทหารหนุนหลังของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเสริมต่อว่า “รัฐบาลนี้อยู่รอดมาได้เพราะกองทัพ” “ขาดกองทัพแล้ว รัฐบาลล่มแน่”

กองทัพแสดงบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางจัดตั้งรัฐบาลผสมเพื่อกำจัดทักษิณให้พ้นทาง แต่พรรคผสมถึงหกพรรคซึ่งดูเปราะบาง กำลังเผชิญกับการแตกแยกภายใน และขาดเสียงสนับสนุนจากประชาชนที่จะได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง

เกิดคำถามขึ้นมาว่า กองทัพ และผู้หนุนหลังทั้งหลายจะทำอย่างไร ถ้ารัฐบาลนี้ล้ม และถ้าพรรคพวกของทักษิณ ซึ่งกำลังต่อสู้ข้างเวทีอย่างหนัก ยึดอำนาจกลับคืนมาด้วยชัยชนะจากการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยของทักษิณ

ทักษิณ ผู้ถูกตัดสินว่าฉ้อราษฎร์และกำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัย ออกมาโลดเล่นบนเวที กระชับความร่วมมือกับนายกรัฐมนตรีฮุน เซน แห่งประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชา และระดมกำลังสนับสนุนจากเพียงแค่ชายแดน

ฝ่ายตรงข้ามทักษิณกล่าวว่า ทักษิณขาดความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดชพระชนมายุ ๘๒ พรรษอันเป็นที่เคารพสูงสุด ทักษิณกล่าวว่า การตัดสินคดีของเขานั้นมีสาเหตุจากการเมือง และยืนยันว่าเขาสนับสนุนราชวงศ์

คำถามที่เหมือนเติมเชื้อไฟลงไปในการเมืองที่ร้อนระอุ คือเรื่องเกี่ยวกับการสืบสันตติวงศ์ต่อจากกษัตริย์ผู้ซึ่งกำลังประทับในโรงพยาบาลนับตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน และแม้ท้ายสุดแล้วการเปลี่ยนแปลงผู้ครองบัลลังก์จะนำไปสู่การเปลี่ยนถ่ายความสมดุลของอำนาจในกองทัพ ซึ่งมีธรรมเนียมปฏิบัติเอียงใกล้ชิดกับพระราชวังจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม

โรเบอร์โต้ เฮอเรร่า-ลิม นักวิเคราะห์ด้านความเสี่ยงจากกลุ่มยูเรเชียกล่าวว่า “ความไม่แน่นอนประการแรกเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในกองทัพ” “โดยเฉพาะในเรื่องความสามัคคี ทหารมองการเมืองไทยในทุกวันนี้ว่าเป็นอย่างไร และทหารซึ่งเชื่อว่าบทบาทของกองทัพซึ่งเป็นทั้งสถาบัน และในสถานการณ์ปัจจุบันนี้คืออะไร

“รัฐประหารหรือ รัฐประหารอะไรกัน”

หลังจาก ๗๗ ปีที่เกิดการทำรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จ และที่พยายามจะทำถึง ๑๘ ครั้ง กองทัพดูเหมือนไม่มีความสามารถที่จะเลิกแส่กับการเมืองไทย และการทำรัฐประหารอีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องเกินวิสัย ถ้าบุคคลในชุดเขียวต้องเสี่ยงกับการสูญเสียอิทธิพลหลังฉากในทางการเมือง

รัฐบาลทหารแทบจะไม่ใช่เรื่องดีในการกำหนดนโยบายใดๆ เห็นได้จากหลายเดือนต่อมาจากการทำรัฐประหารของไทยในปี ๒๕๔๙ เมื่อนักลงทุนพบว่า รัฐบาลซึ่งแต่งตั้งมาจากกองทัพนั้นมือไม่ถึงเพียงใด

ในขณะที่ยังไม่เห็นตลาดหุ้นดิ่งหนักในทันทีหลังจากการทำรัฐประหาร ๙๐ วันต่อมาธนาคารชาติตัดสินใจนำมาตรการการควบคุมเงินทุนมาใช้ สร้างความแตกตื่นให้กับนักลงทุน และนำไปสู่การดิ่งตัวของตลาดหุ้นเกือบร้อยละ ๑๕

บางทีเรื่องที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้นคือ โอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากประชาชนแต่ละคน ซึ่งมีความตื่นตัวทางการเมืองนับตั้งแต่การทำรัฐประหารครั้งล่าสุด การทำรัฐประหารอีกครั้งอาจเป็นการจุดชนวนให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงมากกว่าเมื่อสี่ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกมองว่าเป็นการเหยียบย่ำประชาธิปไตยที่เป็นที่นิยมอีกครั้ง

ลางร้ายดูจะเพิ่มขึ้น จากการปรากฏตัวของทหารที่ขับเคลื่อนรถถัง ๒๒ คัน เมื่อวันจันทร์โหมข่าวลือว่า จะเกิดการทำรัฐประหารอีกครั้ง แท้จริงแล้วรถถังเหล่านี้มุ่งหน้ามาเพื่อทำการซ่อมบำรุง และกองทัพได้ออกมาขอโทษเมื่อวันอังคารที่เป็นผู้สร้างความตื่นตระหนก

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งเมื่อวันพุธว่า “รัฐประหารหรือ รัฐประหารอะไรกัน”

ทักษิณรู้ซึ้งเป็นอย่างดีต่อการทำรัฐประหารซึ่งโค่นรัฐบาลของเขา และตั้งแต่นั้นมาทักษิณได้รวบรวมกำลังกองทัพของเขาเองจากฝ่ายสัมพันธมิตรภายในกองทัพ รวมถึงอดีตเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารซึ่งเต็มไปด้วยความเคียดแค้น เนื่องจากนายทหารหลายนายถูกโยกย้ายตำแหน่งหลังจากทักษิณถูกปล้นอำนาจ

เมื่อเดือนตุลาคม ทักษิณเชิญชวนอดีตผบ.ทบ. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยักษ์ใหญ่ทางการเมือง และผู้ทรงอิทธิพลให้มาดำรงตำแหน่งสำคัญของพรรคเพื่อไทย จากนั้นชวลิตชักชวนบรรดานายทหารที่เกษียณอายุให้เข้าร่วมพรรค ซึ่งกำลังถูกมองว่า เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความแตกแยกให้กับสถาบันซึ่งเคยมั่นคงราวภูผา

ผู้วิจารณ์ทักษิณกล่าวว่า ทักษิณมีความหวังว่าการประท้วงของ “เสื้อแดง” ในเดือนหน้าจะนำไปสู่ความรุนแรง และจุดชนวนไปสู่การปฏิบัติการของกองทัพ เพื่อช่วยให้ทรัพย์สินของเขาจำนวน ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะถูกศาลสูงมีคำสั่งให้ยึดในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ได้กลับคืนมา ทักษิณปฏิเสธในเรื่องนี้

ยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับโอกาสรอดของรัฐบาล กับความพอใจในตัวอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีของทหารระดับสูงของกองทัพว่าเป็นอย่างไร สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการหมดความอดทนกับหนทางตันที่เนิ่นนาน และเข้าไปจัดการด้วยวิธีของตัวเอง

โรเบอร์โต้ เฮอเรร่า-ลิม จากยูเรเซียกล่าวต่อว่า “ภายในกองทัพยังคงมีความรู้สึกถึงอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ” “ซึ่งอาจจะตัดสินด้วยตัวเองที่จะเข้ายึดประเทศ หากการเมือง (ยังคง) เป็นอัมพาต”

(รายงานเพิ่มเติมโดย อัมบิกา อะฮูฮา แก้ไขโดย เจสัน เซฟ)

ผลวิจัยทีดีอาร์ไอชี้ ค่าใช้จ่ายสุขภาพแม้เพียง 30 บาทก็สำคัญสำหรับคนจน

ที่มา ประชาไท


"วิโรจน์ ณ ระนอง" เผยผลวิจัยทีดีอาร์ไอชี้ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้คนตกหล่มความยากจนได้ แนะรัฐรอบคอบสร้างนโยบายสวัสดิการด้านสุขภาพจากการวิจัยที่เชื่อถือได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้านสุขภาพอย่างแท้จริงช่วยลดความยากจนได้จริง


ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยผลการศึกษาชุดโครงการวิจัย “การใช้ข้อมูลการสำรวจมาวัดผลกระทบของโครงการ 30 บาทฯ และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีต่อภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชนและการลดความยากจน และการสร้างดัชนีชี้วัดความเป็นธรรมด้านสุขภาพ”

โดยการศึกษานี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1) การศึกษาผลกระทบของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชนและการลดความยากจน 2) ดัชนีชี้วัดความเป็นธรรมด้านสุขภาพ และ 3) แนวทางและทางเลือกในการสร้างตัวแบบสำหรับการวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ (Benefit Incidence Analysis) จากเงินอุดหนุนของภาครัฐในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วย รศ.ดร.อัญชนา ณ ระนอง และนายอรรถกฤต เล็กวิไล โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) ซึ่งอยู่ภายใต้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

การศึกษาผลกระทบของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชนและการลดความยากจน ผู้วิจัยได้คิดค้นวิธีสร้างเส้นความยากจนที่ไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมาเพื่อหาจำนวนคนที่จนเพราะรายจ่ายด้านสุขภาพ และนำมาประกอบกับการวัดช่องว่างความยากจน (normalized poverty gap) ที่เพิ่มขึ้นจากการมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในปีต่างๆ ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาโครงการหลักประกันสุขภาพต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (จากโครงการ 30 บาทฯ) สามารถลดภาระรายจ่ายด้านสุขภาพของกลุ่มผู้ยากไร้ที่สุดลงจนแทบจะหมดไปในช่วงสามปีแรกของโครงการ 30 บาทฯ ซึ่งในอดีตกลุ่มคนจน (กลุ่มที่อยู่ใต้เส้นความยากจนตั้งแต่แรก) เคยได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่หลังจากมีโครงการ 30 บาทฯ ขนาดความรุนแรงของความยากจนจากปัญหาสุขภาพในกลุ่มคนจนก็ลดลงจากประมาณร้อยละ 1 จนแทบจะกลายเป็นศูนย์ในปี 2545 และ 2547

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้มีข้อสังเกตว่า การปรับเส้นความยากจนให้รวมหรือไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (ซึ่งมีความแตกต่างเพียงประมาณ 19-33 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น) มีผลทำให้จำนวนคนที่จนเพราะรายจ่ายด้านสุขภาพเปลี่ยนแปลงไปถึงร้อยละ 0.25-1.1 ของประชากรทั้งประเทศในปีต่างๆ (หรือประมาณหยาบๆ อยู่ระหว่าง 200,000-600,000 คน) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีครัวเรือนจำนวนมากที่เสมือนลอยคอปริ่มน้ำอยู่บริเวณใกล้ๆ เส้นความยากจน และมีนัยเชิงนโยบายว่า ถ้ามีการปรับเปลี่ยนนโยบายให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล (copayment) แต่เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้จำนวนคนที่จนเพราะรายจ่ายด้านสุขภาพเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากได้

เมื่อพิจารณาสัดส่วนของครัวเรือนที่จนเพราะรายจ่ายด้านสุขภาพเทียบกับคนจนทั้งหมดพบว่า มีสัดส่วนที่ไม่สูงนัก (ประมาณร้อยละ 3-9 ของครัวเรือนที่จน หรือร้อยละ 0.5-2.0 ของครัวเรือนทั้งประเทศ) และสัดส่วนของครัวเรือนที่จนเพราะรายจ่ายที่เกิดจากการเป็นผู้ป่วยในในโรงพยาบาลก็ยิ่งมีจำนวนน้อยลงไปอีก (ตกประมาณร้อยละ 1 ของครัวเรือนที่จนหรือร้อยละ 0.1-0.2 ของครัวเรือนทั้งประเทศ) แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงส่วนหลังนี้ไม่สำคัญ เพราะตัวเลขที่ต่ำนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยในในแต่ละปีมีสัดส่วนที่น้อยกว่าผู้ป่วยนอกมาก ในขณะเดียวกัน คนที่จนเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นผลจากการเข้านอนโรงพยาบาล ซึ่งบ่งชี้ว่าโครงการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยนอกยังมีความสำคัญในด้านการลดความยากจนของคนไทยจำนวนมาก

การศึกษาส่วนที่สอง เรื่อง “ดัชนีชี้วัดความเป็นธรรมด้านสุขภาพ” เป็นการพัฒนาตัวชี้วัดความเป็นธรรมด้านสุขภาพ ซึ่งเรามีเงื่อนไข 2 ประการ คือ ประการแรก ประชาชนแต่ละคนได้รับบริการตามความจำเป็นด้านสุขภาพ โดยไม่ขึ้นอยู่กับฐานะหรือความสามารถในการจ่ายของเขา และประการที่สอง ประชาชนแต่ละคนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายตามความสามารถในการจ่ายของตัวเอง โดยไม่ขึ้นอยู่กับความจำเป็นด้านสุขภาพของตน การศึกษานี้ยังได้นำเสนอตัวอย่างดัชนีชี้วัดความเป็นธรรมด้านสุขภาพรวมสี่กลุ่มคือ ดัชนีที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและความยากจน ดัชนีที่เกี่ยวข้องกับสภาวะสุขภาพ ดัชนีที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงบริการสุขภาพ และดัชนีอื่นๆ ซึ่งดัชนีทุกตัวจะต้องสามารถเชื่อมโยงกับระดับเศรษฐานะได้

การศึกษานี้พยายามให้เกิดการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการกำหนดนโยบายที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เนื่องจากมีการใช้หลักการวิเคราะห์ ฐานความคิด หรือทฤษฎีรองรับแบบผิดๆ ตัวอย่างเช่น การหาจำนวนผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะล้มละลายจากการใช้จ่ายด้านสุขภาพ ที่ใช้หลักว่า ถ้าครอบครัวไหนมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงกว่าร้อยละ 10 ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะล้มละลายเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ซึ่งเมื่อใช้ตัวชี้วัดนี้กับกลุ่มผู้มีสิทธิ์ในโครงการ 30 บาทฯ ก็จะได้ข้อสรุปที่ผิดเพี้ยนไปว่า กลุ่มคนรวยมีความเสี่ยงที่จะล้มละลายมากกว่ากลุ่มคนจน เนื่องจากข้อมูลบ่งชี้ว่าคนรวยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงกว่าคนจน ซึ่งในความเป็นจริงนั้น เมื่อคนรวยขึ้นก็มักสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น และคนที่มีเงินและสนใจด้านสุขภาพก็มีแนวโน้มจะใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพในสัดส่วนที่สูงกว่าคนจน

อีกทั้งโดยทั่วไปแล้วครัวเรือนที่อยู่เหนือเส้นความยากจนมากๆ มักจะสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลที่สูงกว่าร้อยละ 10 ของค่าใช้จ่ายรวมได้โดยไม่ลำบากนัก แต่ในทางกลับกันสำหรับครัวเรือนที่อยู่เหนือเส้นความยากจนไม่มากนักนั้น มีครัวเรือนจำนวนมากที่มีโอกาสตกหล่มความยากจนจากการมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า ความเป็นธรรมด้านสุขภาพที่ปรากฏในปัจจุบัน หากใช้ดัชนีจากงานวิจัย จะพบว่า ในส่วนแรกนั้น การได้รับบริการตามความจำเป็นด้านสุขภาพของคนไทยยังขาดแคลนอย่างยิ่ง เนื่องจากคนไข้มีจำนวนมาก แพทย์และพยาบาลมีน้อย ทำให้ดูแลคนไข้ไม่ทั่วถึง ซึ่งแม้กระทั่งคนรวยก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน

การศึกษาส่วนที่ 3 เรื่อง “แนวทางและทางเลือกในการสร้างตัวแบบสำหรับวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากเงินอุดหนุนของภาครัฐในโครงการหลักประกันสุขภาพ” โดยได้นำเสนอตัวแบบที่สามารถนำมาใช้คำนวณผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากการใช้จ่ายของภาครัฐ ในโครงการหลักประกันสุขภาพ 4 ขั้นตอนคือ การจำแนกประชากรออกเป็นกลุ่ม การแจกแจงการใช้บริการสาธารณสุขของแต่ละกลุ่มประชากร การคำนวณเงินอุดหนุนของภาครัฐต่อหน่วยบริการ และสุดท้ายวิเคราะห์ขนาดและการกระจายเงินอุดหนุนของภาครัฐไปยังประชากรกลุ่มต่าง ๆ

ผลการศึกษานี้ มีส่วนทำลายมายาคติที่ว่ารัฐบาลนำภาษีคนรวยมาอุ้มคนจน เพราะความจริงแล้ว ถึงแม้ว่าคนจนจะได้ประโยชน์จากโครงการ 30 บาทฯ มากกว่าคนรวย แต่เมื่อมาคำนวณหาประโยชน์ที่คนฐานะต่างๆ ได้รับจากการใช้จ่ายด้านสุขภาพของภาครัฐในภาพรวม (ซึ่งรวมโครงการสวัสดิการข้าราชการ และโครงการอื่นๆ ที่รัฐจ่ายสมทบด้วย เช่น โครงการประกันสังคม) ก็จะพบว่าในภาพรวมแล้ว คนรวยได้รับประโยชน์มากกว่าคนจน

ดังนั้นสิ่งที่งานวิจัยนี้เสนอคือ การกำหนดนโยบายที่สำคัญด้านสาธารณสุขควรกำหนดขึ้นโดยมีการศึกษาวิจัยที่มีตัวชี้วัดและวิธีการตีความข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะนโยบายมีผลกับประชาชนส่วนมาก หากมีการกำหนดนโยบายหรือการประเมินผลที่เป็นผลมาจากการใช้ตัวชี้วัดหรือการตีความข้อมูลที่บกพร่องก็อาจทำให้นโยบายหรือมาตรการที่นำมาใช้ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนาและสร้างความเดือดร้อนกับประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศได้

ทั้งนี้ชุดโครงการวิจัยนี้ได้รับการคัดเลือกจาก สภาวิจัยแห่งชาติ ให้เป็นผลงานวิจัยดีเด่นสาขาเศรษฐศาสตร์ และจะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้

เสวนา: มองอนาคตไทยจะเป็น “นกกระจอกเทศหลอกตัวเอง” หรือ “ฟลามิงโก้โบยบิน” ?!

ที่มา ประชาไท


(28 ม.ค. 2553) สยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต หรือ SIU ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิฟรีดิช เนามัน ประเทศไทย จัดงานเสวนา “ก้าวข้ามความขัดแย้งสังคมไทย” โดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ จาก สยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต นำเสนอเรื่อง “Scenarios เครื่องมือในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทย”

ต่อด้วย “การเสวนาโต๊ะกลม: ทางออกประเทศไทยในความขัดแย้ง” โดยมีจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และ เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช นักวิชาการจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมการเสวนา ขณะที่สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ไม่สามารถเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ได้เนื่องจากติดภารกิจด่วนต้องไปให้ข้อมูลกับ กกต.

Scenario: ว่าด้วยการประเมิน พยากรณ์ และกำหนดอนาคตร่วมกัน

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เริ่มต้นโดยกล่าวอธิบายถึง กระบวนการฉายภาพฉากทัศน์อนาคต (Scenario) ว่าเป็นเครื่องมือพยากรณ์อนาคตในเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เตรียมรับมือกับอนาคตได้ถูก โดยอาศัยการให้คนจำนวนหนึ่งร่วมเสนอความคิดแลกเปลี่ยน (Brainstorm) กันเพื่อประเมินอนาคตออกมาในหลายรูปแบบ และลดเหลือเพียงอนาคตซึ่งเป็น Scenarios ที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดไม่กี่รูปแบบ

ในเอกสารและการบรรยายของอิสริยะ ได้ยกตัวอย่างการใช้วิธี Scenario กับประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งเคยมีความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่มีนโยบายแบ่งแยกสีผิว ที่ทำให้ชาวผิวดำซึ่งมีอยู่ 79% กลายเป็นทาสถูกกดขี่ และไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งผู้ปกครอง และขณะที่ชาวผิวขาว 10% เป็นชนชั้นปกครอง จนทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสีผิวภายในประเทศ และเกิดการจลาจลบ่อยครั้ง

อิสริยะ บรรยายต่อถึงรัฐบาลสมัยประธานาธิบดี เดอ เคลิร์ก (De Clerk) ซึ่งเป็นรัฐบาลผิวขาวหัวก้าวหน้าที่ยกเลิกนโยบายแบ่งแยกสีผิว ปล่อยตัวผู้นำการเมืองฝ่ายผิวดำ เนลสัน แมนเดลลา และอนุญาตให้คนผิวดำสามารถออกเสียงเลือกตั้งได้ จนทำให้วิกฤติคลี่คลาย และพัฒนาประเทศต่อไปได้

ผู้บรรยายกล่าวถึงวิธีการ Scenario ในแอฟริกาใต้ ที่มีการนำผู้เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายทั้งฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวารัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมถึงผู้นำชนเผ่าต่างๆ มากร่วมประชุมเพื่อมองหาอนาคตร่วมกัน ในโครงการที่ชื่อ โครงการมองต์เฟลอร์ (Mont Fleur Scenario) ซึ่งไม่เน้นให้เกิดการแตกหักในการสนทนา แต่เป็นการกระตุ้นให้ถกถียงกันว่าในอีก 10 ปี ข้างหน้าเราอยากเห็นอนาคตแบบไหน

จากโครงการณ์มองต์เฟลอร์ ทำให้เกิดการสรุปอนาคตออกมา 4 รูปแบบคือ นกกระจอกเทศมุดหัวลงในพื้นทราย (Ostrich) ซึ่งเป็นอนาคตที่ทุกฝ่ายไม่ต้องการเจรจา รัฐบาลผิวขาวไม่สนใจคนผิวดำ และยังคงเป็นรัฐบาลที่ปกครองต่อไป ต่างฝ่ายต่างไม่สนใจปัญหาเหมือนนกกระจอกเทศที่มุดหัวลงในดินไม่สนใจสิ่งแวดล้อมข้างนอก

แบบต่อมาคือ เป็ดง่อย (Lame Duck) คือมีรัฐบาลผสมของคนผิวขาวและผิวดำ แต่ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ต่างฝ่ายต่างยังไม่ไว้ใจกัน ทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ

อีกแบบหนึ่งคือ อิคารัส (Icarus) ที่ประเมินว่ารัฐบาลผิวดำจะได้รับชัยชนะ แต่ก็ต้องอาศัยนโยบายประชานิยมเพื่อได้รับการสนับสนุน จนทำให้ขาดดุลงบประมาณ และเกิดปัญหาในระยะยาว เช่น อิคารัสในปกรณัมกรีกที่สร้างปีกจากขี้ผึ้งแล้วบินได้ แต่เป็นปีกที่ไม่ยั่งยืน พอเข้าใกล้แสงอาทิตย์ก็ละลายและร่วงหล่นลงมา

และอนาคตแบบสุดท้ายคือ นกฟลามิงโกโบยบิน (Flight of the Flamingos) เป็นอนาคตที่ทั้งคนผิวขาวและผิวดำสามารถตกลงกันและอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ รัฐบาลมีเสถียรภาพ มีธรรมาภิบาล

จากนั้นจึงมีการนำอนาคตทั้งสี่แบบนำเสนอออกสู่สาธารณะ จนทำให้ เดอ เคลิร์ก ต้องกล่าวออกสื่อว่า “พวกเราไม่ใช่พวกนกกระจอกเทศ” ทำให้ต่อมามีการยกเลิกนโยบายแบ่งแยกสีผิวและประชาชนผิวดำสามารถให้สิทธิ์เลือกตั้ง ทำให้ความขัดแย้งคลี่คลายได้ในที่สุด

อิสริยะ กล่าวต่ออีกว่า จากความสำเร็จของโครงการมองต์เฟลอร์ ทำให้มีการนำวิธีการเดียวกันนี้มาใช้กับประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองต่ำ หรือมีความขัดแย้งเรื่องการแบ่งแยกดินแดน เช่น สเปน, ไอร์แลนด์เหนือ, กัวเตมาลา ฯลฯ

จากนั้นจึงเสนอว่ากรณีของประเทศไทยที่มีความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างเสื้อแดง กับเสื้อเหลือง เราจะสามารถนำวิธีการ Scenario มาใช้ได้หรือไม่ หรือมีวิธีการอื่นๆ ที่สามารถจัดการกับความขัดแย้งได้

จาตุรนต์: รัฐประหารไม่เกิดในเร็ววัน แต่จะมีการทำลายฝ่ายตรงข้ามด้วยกระบวนการทางกฏหมาย

จาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวว่าความขัดแย้งในสังคมไทยจะมีต่อไปและไม่มีแนวโน้มจะลดลงง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ลงมติไม่ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญอีกต่อไป ทำให้ต้องรอไปจนถึงรัฐบาลสมัยถัดไปหากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จาตุรนต์ บอกอีกว่าต่อให้มีการเลือกตั้งทำให้ได้รัฐบาลชุดใหม่มา ก็ยังจะมีคนอีกกลุ่มที่ไม่พอใจ และทำให้เกิดการต่อต้านอีก เขาจึงมองว่าความขัดแย้งในสังคมไทยมาจากกลุ่มที่ไม่ได้รัฐบาลที่ตนเองปรารถนาจากนั้นจึงออกมาต่อต้านแล้วนำไปสู่การรัฐประหาร

ในกรณีดังกล่าว จาตุรนต์ มองว่า สังคมไทยไม่มีวิธีการจัดการเรื่องความขัดแย้งในแบบประเทศที่เจริญแล้ว แต่ถอยหลังกลับใช้วิธีการแบบรัฐประหาร แล้วอ้างให้ทุกคนยอมรับกติกาปัจจุบัน ซึ่งเป็นกติกาของรัฐธรรมนูญซึ่งร่างขึ้นมาอย่างไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยถูกล้มล้างไปแล้วโดยรัฐประหาร จากนั้นจึงอาศัยรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นไปล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

เกี่ยวกับเรื่องข่าวลือรัฐประหารที่เกิดขึ้นช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จาตุรนต์ประเมินว่า อาจจะยังไม่เกิดรัฐประหารใน 2-3 วันนี้ แม้จะได้ยินข่าวจากวงในว่ามีผู้นำกองทัพบางคนจ้องทำรัฐประหาร เพราะในระยะนี้เขาจะอาศัยกลไกทางกฏหมายจัดการไปก่อน ซึ่งตรงนี้อาจทำให้คนเริ่มเชื่อถือกระบวนการทางกฏหมายน้อยลง

จาตุรนต์มองว่า จุดหักเหที่สำคัญคือวันที่ 26 ก.พ. ซึ่งเป็นวันตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทักษิณ ดูจากพฤติกรรมของฝ่ายต่างๆ ออกมาบอกว่าพอตัดสินคดียึดทรัพย์แล้วจะมีความรุนแรงมากขึ้น ฝ่ายความมั่นคงก็บอกว่าจะเกิดความรุนแรงและเตรียมรับมือ ทาง คตส. ก็ออกมาเปิดเผยข้อมูลทางสื่อโดยที่ศาลยังไม่ติดสิน

จากการประเมิน จาตุรนต์เชื่อว่า ผลการตัดสินจะออกมาว่า ให้ยึดทรัพย์สินทุกบาททุกสตางค์ จนทำให้ประชาชนเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้น้อยลง จากนั้นก็จะทำให้เกิดความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น และรัฐก็จะหาสาเหตุเพื่อขยายผลปราบปรามรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย

ในเรื่องของ Scenario จาตุรนต์กล่าวเปรียบเทียบอนาคตของประเทศไทยว่าอยู่ในระดับนกกระจอกเทศมุดหัวลงในพื้นทราย (Ostrich) ที่ไม่สามารถลงรอยกันได้ในเรื่องความขัดแย้ง

อัด ‘องค์กรไม่อิสระ’ เล่นพวก ตัวแปรรัฐประหาร

ในเรื่องของการหาจุดร่วม จาตุรนต์ มองว่าคู่ขัดแย้งในไทยหาจุดร่วมได้ยาก แม้จะมีจุดร่วมเรื่องการตรวจสอบ แต่ในเรื่องวิธีการต่างกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าองค์กรอิสระที่มีอยู่ตอนนี้ดีอยู่แล้ว ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าองค์กรอิสระไม่เป็นอิสระจริง เพราะถูกตั้งโดยคณะรัฐประหาร

จาตุรนต์เรียกแทนองค์กรอิสระว่า ‘องค์กรไม่อิสระ’ โดยกล่าวว่า ‘องค์กรไม่อิสระ’ ซึ่งเอียงข้างไปทางฝ่ายหนึ่ง เมื่อเกิดการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ทำให้ได้รัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมาก แต่ทาง ‘องค์กรไม่อิสระ’ ก็จะหาเรื่องล้มรัฐบาลโดยอาศัยการอ้างรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร และใช้ในการปิดกั้นเสรีภาพ

ขณะเดียวกันถ้ารัฐบาลฝ่ายเดียวกับ ‘องค์กรไม่อิสระ’ ได้ขึ้นมามีอำนาจ ก็จะเกิดการคอร์รัปชั่นมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วทหารก็จะหาเรื่องรัฐประหาร

จาตุรนต์เสนอว่า เราจึงควรสร้างค่านิยมให้มีการเกลียดชังรัฐประหาร เพื่อให้มาปัญหาความขัดแย้งกันในระบบ และต้องให้ประชาชนส่วนใหญ่มามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด

“เรามีกลไกอื่นอีกมากมายในการแก้ไขในระบบ แต่เราปล่อยให้ผู้มีอำนาจสร้างความชอบธรรมกับกลไกที่มันผิด” จาตุรนต์กล่าว

ประวิตร เปรยฝ่ายขัดแย้งเข้าร่วมไม่ครบ วิธีการมองเฟลอร์ก็ไม่ได้ผล

ประวิตร โรจน์พฤกษ์ ผู้สื่อข่าวจากเดอะเนชั่น บอกว่ารัฐประหาร 19 ก.ย. มีส่วนสำคัญในการปลุกประชาชนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับทักษิณให้ลุกขึ้นมา

ประวิตร กล่าวถึงข่าวลือเรื่องรัฐประหารในช่วงที่ผ่านมาว่า ตัวเขาเองไม่ใช่เสื้อแดงและเสื้อเหลือง แต่รู้จักรุ่นน้องเสื้อแดงคนหนึ่ง ซึ่งโทรมาหาท่าทางวิตกจริตในเรื่องรัฐประหาร และเล่าว่าวิทยุของกลุ่มคนเสื้อแดงก็คอยมอนิเตอร์เรื่องนี้อยู่โดยตลอด

ผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่นให้ความเห็นว่า การแก้ปัญหาด้วยการรัฐประหารเป็นเรื่องไร้วุฒิภาวะ ทำให้สังคมไทยย่ำอยู่กับที่ ในช่วงรัฐประหาร 19 ก.ย. มีบางคนที่คิดว่าการรัฐประหารจะทำให้ความขัดแย้งจบลง

“แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจริง เราก็คงไม่ต้องมานั่งเสวนากันในวันนี้” ประวิตรกล่าวและเสนอว่าปัญหาอย่างหนึ่งคือการมองความขัดแย้งว่าเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้หันมาจัดการปัญหาด้วยวิธีการรัฐประหารหรือการใช้กำลัง หรือมีการอาศัยอำนาจจากนอกระบบมาใช้ เช่น การเรียกร้องรัฐบาลพระราชทานของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมุมมองปฏิเสธความขัดแย้งและการจัดการปัญหาเช่นนี้ ไม่เป็นประชาธิปไตย

ขณะที่จาตุรนต์มองอนาคตเมืองไทยเปรียบเหมือนนกกระจอกเทศมุดหัวลงในพื้นทราย (Ostrich) ประวิตร เปรียบอนาคตประเทศไทยว่าเป็น อิคารัส (Icarus)เนื่องจากประเทศไทยมักพึ่งพาสถาบัน พึ่งพาทหารมาก ซึ่งไม่ได้ยั่งยืน

โดยประวิตร พูดเปรยถึงการจัดเสวนาครั้งนี้ว่า วิธีการ Scenario แบบมองต์เฟลอร์ ต้องมีฝ่ายที่ขัดแย้งกันมาเข้าร่วม แต่ในวันนี้คุณสุริยะใสไม่มาเข้าร่วมวิธีการมองต์เฟลอร์ก็ไร้ประโยชน์

ในเรื่องการใช้ความรุนแรง ประวิตรมองว่าการลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางการเมือง จากการรัฐประหาร 19 ก.ย. ก็ถือเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง และเสนอว่าควรจะจัดการกับความขัดแย้งอย่างสันติและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

เอกพันธ์: เราไม่เคยใช้กลไกอื่นจัดการความขัดแย้ง คุ้นแต่การฟ้องผู้ใหญ่

ทางด้านเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช นักวิชาการจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ และควรปล่อยให้มันเกิดขึ้นต่อไปตราบใดที่มันยังไม่นำไปสู่ความรุนแรง แต่คนไทยมักกลัวคำว่าความขัดแย้ง โดยคนไทยเองก็ไม่เคยมีความขัดแย้งที่ยาวนานขนาดนี้ และไม่เคยใช้กลไกจัดการกับความขัดแย้งอื่นใดเลยนอกจากการรัฐประหาร เราไม่เคยมีพัฒนาการเลย

เอกพันธ์ กล่าวอีกว่า คนไทยคุ้นชินกับวัฒนธรรมอำนาจนิยม ยกตัวอย่างเรื่องเล็กในชีวิตประจำวันเช่น เวลาที่ทะเลาะกันก็มักหาทางออกโดยการไปฟ้องผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นการอาศัยอำนาจให้มาจัดการปัญหา

ในเรื่องการมีจุดร่วมกัน เอกพันธ์ มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นประเด็นที่สร้างการมีส่วนร่วมในความขัดแย้งของหลายๆ ฝ่ายได้ แต่ในตอนนี้ไม่สามารถนำมาเป็นประเด็นได้อีกแล้ว

เอกพันธ์ บอกว่าการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นเรื่องปกติ เราอาจยังไม่ต้องถึงขั้นก้าวข้ามมัน แต่ต้องเรียนรู้จะอยู่กับมัน โดยการก้าวข้าม ควรเป็นการก้าวข้ามตัวตนของแต่ละฝ่ายแทน

เลิกลดทอนความเป็นมนุษย์ฝ่ายตรงข้าม เลิก ‘ชาบูๆ’ ไอดอล นี่ไม่ใช่เรียลลิตี้โชว์

ประวิตร เสนอว่า เราควรยุติการทำให้ฝ่ายตรงข้ามดูไม่เป็นมนุษย์ หรือคือการดูถูก ลดทอนความเป็นมนุษย์ (dehumanize) เช่น ที่สื่ออย่างผู้จัดการที่พาดหัวว่ารัฐบาลส้นตีนแดง มีการเรียกว่าควายแดง หรือที่พบในเว็บบอร์ดประชาไทที่มีคนใช้คำว่าสาวกเจ๊กลิ้ม เราไม่ควรมองว่าฝ่ายตรงข้ามโง่ ไร้ความเป็นมนุษย์ อยู่ภายใต้โฆษณาชวนเชื่ออยู่ตลอดเวลา ควรมองว่าเขาอาจมีความบริสุทธิ์ของตัวเองอยู่ก็ได้

ประวิตร กล่าวถึงเรื่องสื่ออีกว่า สื่อเสื้อแดงส่วนใหญ่มักไม่เชื่อใจสื่อหลัก ซึ่งรวมถึงเดอะเนชั่นด้วย เพราะคิดว่าไม่เป็นกลาง จึงคิดว่าการหาจุดร่วมทำได้ยาก เนื่องจากมีความไม่ไว้ใจกันอยู่

ผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่นให้ความเห็นอีกว่า ตัวผู้นำของแต่ละฝ่ายเองไม่ควรทำตัวเป็นไอดอล ยกตัวอย่างเช่นการที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แต่งชุดขาวพรมน้ำมนต์ หรือการที่คุณณัฐวุธ ไสยเกื้อ ออกหนังสือ “ชกข้ามรุ่น” โดยแต่งตัวเป็นนักมวย ผู้ให้การสนับสนุนฝ่ายต่างๆ ก็ไม่ควรเชียร์ผู้นำตัวเองในระดับความเป็นไอดอล

“ไม่เช่นนั้น มันจะกลายเป็นเรียลลิตี้โชว์ทางการเมืองไป” ประวิตร กล่าว

รายงาน : น้ำคำทำร้ายชายแดนใต้ ‘ปัทมา หีมมิหน๊ะ’ ณ สะบ้าย้อย

ที่มา ประชาไท

เวทีเสวนาระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ร้านคาลิดคาร์แคร์ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา
โดยมีปัทมา หีมมิหน๊ะ (ที่สองจากซ้าย) นั่งอยู่ด้วย

“เรามีเป้าหมายชีวิตคือ เมื่อจบการศึกษาแล้วจะทำงาน เก็บเงินให้น้องๆ 4 คน แล้วก็แต่งงาน มีลูก แต่ความเปลี่ยนแปลงของครอบครัวเกิดขึ้น นับตั้งแต่สามีถูกจับกุมตัวไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วในคดีความมั่นคง ชีวิตเหมือนพลิกฝ่ามือ จากที่กำลังจะสบายเพราะได้ลงทุนสร้างร้านคาร์แคร์ แต่ก็ต้องติดลบขึ้นมาอีกครั้ง ต้องเจอกับความกดดันจากสังคม แม้สามียังไม่มีความผิดจนกกว่าศาลจะมีคำพิพากษา แต่ชาวบ้านได้ตัดสินไปแล้วว่าเราเป็น “เมียโจร”

นั่นคือประโยคหนึ่งที่พรั่งพรูออกมาจากปากของ “ปัทมา หีมมิหน๊ะ” ในเวทีเสวนาที่ชาวบ้านซึ่งเป็นญาติของผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบและครอบครัวผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงในอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา จัดขึ้นเอง เพื่อฟังคำตอบจากปากของเจ้าหน้าที่รัฐ

เวทีนี้จัดขึ้นระหว่างจัดงานเลี้ยงอาหารเพื่อรับบริจาคจัดตั้งกองทุนในการดำเนินโครงการช่วยเหลือครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ ครอบครัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคง เด็กกำพร้าและเด็กยากจน เรื่อง “เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยสันติ” ขึ้นเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2553 ที่ร้านคาลิดคาร์แคร์ บ้านเพ็งยา ตำบลสะบ้าย้อย อำเภอสะบ้าย้อย

แม้ในเวทีเสวนามีชาวบ้านเข้าร่วมไม่มากนัก หรือประมาณ 30 คน แต่ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่ง เพราะถือว่าเป็นเวทีที่ชาวบ้านจัดเอง โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐมาตอบคำถาม ซึ่งหาไม่ได้ง่ายในสถานการณ์เช่นนี้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนที่จะเก็บความช้ำใจที่ได้รับผลกระทบแล้วหนีหายไปหรือตอบสนองด้วยวิธีการที่ไม่อาจยอมรับได้ในทางสันติวิธี

เวทีเสนาที่ประกอบด้วย ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐทั้งสามฝ่าย คือ ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง นำโดยนายสมโภช โชติชูช่วง นายอำเภอสะบ้าย้อย ร.ต.กัมปนาท เพ็งคล้าย นายทหารพระธรรมนูญ จากกองพันทหารพรานที่ 42 แทนผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 42 และพ.ต.ท.อุทัย รักษ์นวล สารวัตรป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรสะบ้าย้อย รวมเสวนา โดยมีนางสาวนารี เจริญผลพิริยะ หัวหน้าโครงการสันติอาสาสักขีพยาน เป็นผู้ดำเนินรายการ

แม้เวทีเสวนาที่เหมือนเครื่องร้อนช้าไปหน่อยจากการเกริ่นนำถึงภารกิจของหน่วยงานรัฐในพื้นที่ กับการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) และล่าสุดคือพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา แต่ ร.อ.กัมปนาท ระบุว่า ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้ในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีการกำหนดแนวปฏิบัติออกมา ดังนั้น จึงยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก ส่วน พ.ต.ท.อุทัย ก็บอกว่า ยังต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เชิญตัวผู้ต้องสงสัยอยู่

บรรยากาศเริ่มเข้มข้น เมื่อในเวทีเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้พูดบ้าง เริ่มด้วยนายอับดุล รอหีม ซึ่งพิการขาขาดทั้งสองข้าง เนื่องจากถูกระเบิดที่ตลาดลำไพล อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ปี 2549 ว่า ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเลย ไม่ว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่ทำผิดไปแล้วก็ขอให้เลิก ส่วนคนที่โดนกับตัวเองนั้น ก็คืออัลเลาะห์ให้เราเป็นอย่างนี้

ต่อด้วยการพูดของปัทมา หีมมิหน๊ะ ซึ่งเธอบอกว่า มีตำรวจคนหนึ่งไปพูดที่ตลาดสะบ้าย้อย บอกว่าลูกเขยของครูมณี เป็นโจรติดคุก ซึ่งคนเชื่อเพราะเป็นตำรวจ เกียรติยศศักดิ์ศรีที่สะสมมาตลอดชีวิตหายไปหมดเพราะตำรวจคนนั้น พอไปขึ้นศาล ก็บอกว่าไม่มีหลักฐาน

“เคยถามหัวหน้าศาลว่าหลักฐานแค่นี้ ทำไมถึงต้องถูกจับด้วย ศาลบอกว่าไม่ถึงกับถูกจับ แต่ศาลต้องเคารพตำรวจที่เขานำเสนอสำนวนมา ศาลก็ต้องไต่สวน เราจึงไม่ใช่ไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม แต่เราไม่แน่ใจ โดยเฉพาะต้นทางของกระบวนการยุติธรรม”

แม้เธอกับสามีจะแต่งงานกันก่อนที่สามีจะถูกจับไปเพียง 2 เดือน แต่เธอก็บอกว่า ตัวเองพอจะรู้ว่าสามีเราเป็นอย่างไร

“ขนาดเราขับรถไปจอดที่ตลาด ตำรวจก็มาถามว่ามาสังเกตการณ์อะไร เจอกับผู้ใหญ่หลายคน ก็บอกว่า ผมสนใจเคสนี้ จะไปศึกษาดูว่าเป็นอย่างไร แต่ก็เหมือนกับสายลมแสงแดด บางคนบอกว่าเราเหมือนถูกหลอก(สะอื้น) แต่เราคิดว่าเราเหมือนลอยอยู่ในน้ำ มีอะไรลอยมาก็คว้าไว้ก่อน เพราะอาจจะมีซักครั้งที่พาเราไปได้ บางคนบอกว่าหาผัวใหม่ได้แล้ว เขาพูดได้อย่างไรในขณะที่เรากำลังเสียใจอยู่”

“เราไม่เคยคิดเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ แต่วันนี้สามีเราถูกจับ ทำให้เรารู้ได้เลยว่าคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเขารู้สึกอย่างไร เพราะแนวร่วมที่มีอยู่ก็เกิดขึ้นมาจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นเรื่องที่แก้ยาก เจ้าหน้าที่รัฐก็แก้ไม่ได้ อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าไปฟังการไต่สวนพยานของศาลด้วย เพราะจะได้รู้ว่าทำไมชาวบ้านจึงไม่เชื่อตำรวจเลย”

ต่อด้วย อับดุลรอซะ โต๊ะหีม ที่พูดว่า ตั้งแต่พี่ชายตนถูกจับ ก็ทำให้ผมไม่มีพี่ชายอยู่ด้วย พี่ชายกำลังจะเรียนจบศาสนาชั้น 10 กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ก็ถูกทหารจับตัวไป ขอให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการเรื่องพี่ชายตนด้วย ตอนนี้คดีขึ้นศาลแล้ว ศาลถามเจ้าหน้าที่ว่า ทำไมถึงจับคนนี้มา เจ้าหน้าที่บอกว่า เพราะคนที่ก่อเหตุยิงคนอื่น เป็นคนหัวล้าน ซึ่งคนที่เรียนปอเนาะหัวล้านทั้งนั้น เพราะที่ปอเนาะเขาให้โกนหัว และขอให้กลุ่มก่อความไม่สงบได้หยุดก่อการได้แล้ว เพราะมีแต่ความสูญเสีย หลังจากที่พี่ชายผมถูกจับ ตนเองก็ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบไปด้วย

ส่วนในฟากของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างพ.ต.ท.อุทัย ที่แม้ไม่ได้ให้คำตอบโดยตรงถึงคดีที่ชาวบ้านพูดถึง แต่ก็ได้สะท้อนถึงผลดีของการจัดเวทีครั้งนี้ เพราะเปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบได้พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่โดยผ่านเวทีสาธารณะซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ได้รับฟังข้อมูลด้วย

ภูมิใจนักหรือที่จะให้โลกประนามว่าไทยเป็นประเทศบ้านป่าเมืองเถื่อน?????

ที่มา thaifreenews


โดย ป้าพลอย

ในประเทศไทยคนไทยกำลังเป็นโรคประสาทหลอนกันทุกคนแล้ว เพราะมีแต่ไอ้เรื่องบ้าๆบอๆเกิดขึ้นให้ต้องขวัญหนีดีฝ่อรบกวนสุขภาพ จากเรื่องนั้น เดี๋ยวขึ้นเรื่องนี้ต่อ จนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าอันใหนเรื่องจริงอันใหนเรื่องปลอมแหกตาชาวบ้าน โอย..ทำไมมันแย่อย่างนี้หลังจากวันที่19 กันยายน49เป็นต้นมา ชาวประชาถูกหลอกเรื่อยมา จากวันนั้นถึงณะวันนี้ 4 ปีล่วงเลยมาแล้ว ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพถูกหลอกถูกหลอนอยู่ตลอดเวลา เรื่องจริงไม่มีให้กันมีแต่เรื่องหลอกลวงปลิ้นปล่อน

อยู่กับสังคมกำมะลอของพวกที่ยกย่องตัวเองว่าเป็นคนชั้นสูง ล้อมรอบไปด้วยหมู่คนที่เห็นแก่ตัว ล้อมรอบไปด้วยคนที่คตโกงประเทศกิน ใครมือยาวก็สาวได้มากกว่า หรือใครมีพวกพ้องมากก็มีโอกาสตักตวงได้มาก ดังนั้นประเทศไทยจึงเป็นเสมือน
บ่อน้ำให้คนที่เห็นแก่ตัวได้ตักกินได้ตามอำเภอใจ จะเห็นได้ในปัจจุบันนี้อย่างชัดแจ้งว่า ทุกหน่วยงานของชาติล้วนแล้วแต่

ต่างไล่ล่างบประมาณแผ่นดินเพื่อผลประโยชน์ของตน ความซื่อสัตย์ต่อชาติต่อแผ่นดินไม่มีให้เห็นในหมู่พวกที่เห็นแก่ตัว เหมือนเหลือบคอยแต่จ้องจะกระโดดเกาะดูดเลือดงบของรัฐเอามากิน ตอนนี้ก็มีข่าวฉาวโฉ่เรื่องเครื่องตรวจระเบิด GT200ของทางราชทหาร เพราะไอ้เครื่องลวงโลกหลอกเนี่ยทางประเทศอังกฤษ เขาจับบริษัทผู้ผลิตได้แล้วว่าโกหกหลอกลวง มันไม่สามารถตรวจได้จนปิดบริษัทไปนานแล้ว เห็นหรือเปล่าไปใช้ในประเทศอิรักได้ผลอะไรบ้าง ประเทศอิรักวันๆผู้คนโดน

ระเบิดตายเป็นร้อยๆจนจะไม่มีผู้คนอยู่แล้วในประเทศ ก็เพราะเชื่อถือไอ้เครื่องตรวจระเบิดบ้าๆบอๆนี่เอง แล้วประเทศไทยจะซื้อเอามาตรวจอะไรไม่ทราบในเมื่อมันไร้คุณภาพเช่นนั้น การใช้งบแผ่นดินซื้อในสิ่งที่ใช้การไม่ได้ผล ประเทศต้องสูญเงินเปล่า หลังจากท่านทักษิณถูกโค่นอำนาจ ประเทศไทยยังไม่มีรายได้จากที่ใหนเข้ามาเสริมเลย มีแต่ออกไม่มีเข้ามา เงินในคลัง

ย่อมหมดไป ฉะนั้นจะเห็นได้ว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ต้องกู้ต่างชาติและกู้ในประเทศเอามาเลี้ยงดูปูเสื่อ เนื่องจากเงินในคลังไม่มี หลังจากกู้มาใช้จนหมดเกลี้ยงกับการแจกแถมหว่านไปทั่ว ตอนนี้กำลังมองหาช่องทางกู้ใหม่อาจกู้ในประเทศ เพราะกู้ต่างประเทศนายอภิสิทธิ์หมดเครดิต เนื่องจากถูกต่างประเทศแฉในความล้มเหลวในการบริหารบ้านเมืองนั่นเอง ต่างประเทศจึงหมดความเชื่อถือไม่ให้เครดิต ตอนนี้รัฐบาลกำมะลอ กำลังจะเขี่ยคุณหนูออกจากทาง เพราะหากอยู่ต่อไปยิ่งทำให้รัฐบาล

เสื่อมคุณภาพ กู้เงินต่างประเทศไม่ได้ อีกไม่ช้าไม่นานจะได้เห็นคุณหนูร้องไห้ลาออกไป เพราะถูกกดดันจากพรรคของตน เนื่องจากการทำงานของคุณหนูไม่ดีเท่าที่ควร วันๆเกาะแต่โพเดี่ยมอย่างเดียวมือไม่ทำงาน โม้ให้ชาวบ้านเหม็นขี้ฟันเท่านั้น

ประเทศต้องตกอยู่ในสภาพที่ขาดคนเอาใจใส่ มีแต่คนผลานมีแต่คนทำร้ายให้พัง ไม่มีใครคิดที่จะซ่อมแซมให้ดีขึ้น ยิ่งตอนนี้มีข่าวเรื่องทหารจะทำการปฏิวัติซ้ำอีก ก็เท่ากับยิ่งซ้ำเติมประเทศให้ทรุดลงเข้าไปอีก มันสนุกนักหรือที่จะต้องปฏิวัติ ให้ชาวโลกเขาประนามว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ให้เขาดูถูกทหารไทย ที่เอารถถังเอาปืนออกมายิงมาฆ่าประชาชนมือเปล่า มันภูมิใจนักหรือไงที่ภาพป่าเถื่อนของตนถูกแฉไปทั่วโลก กับการฆ่าคนไทยสายเลือดเดียวกันให้ชาวโลกดู มันน่าละอายบ้างไหม

กับศักดิ์ศรีในคำว่าทหารหาญของชาติ ที่มีใว้ปราบศัตรูของแผ่นดิน แต่ทหารกลับมาปราบปรามประชาชนของตนเอง ไม่มีประเทศใหนใครเขาทำกัน มีประเทศเดียวในโลกคือไทยแลนด์ของเรา ครั้งแล้วครั้งเล่าทหารเอาอาวุธออกมาเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ จะเห็นได้จาก 16 ตุลาคม และพฤษาทมิฬและสงกานต์เลือดเป็นต้น ภาพและข่าวถูกประจานไปทั่วโลก ถึงความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ของทหารไทย หากยังไม่เลิกพฤติกรรมโหดเหี้ยมนี้ ก็จะต้องถูกชาวโลกตราหน้าว่าทหารโหดฆ่าได้แม้แต่สายเลือดไทยเดียวกัน.....

‘เพลี้ยกระโดด’ กับรัฐบาล ‘เพลี้ยกะแดก’

ที่มา vattavan


โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวฮือฮาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน ดูท่าจะเป็นข่าวใหญ่ทีเดียว เพราะหนังสือพิมพ์ระดับ “มติชน” พาดหัวออนไลน์ เมื่อ วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553 ว่า
“ฮิวแมนไรท์วอทช์ซัด"อภิสิทธิ์"ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง จนสถานการณ์ถดถอยอย่างหนักในปี 52”
นายแบรด อดัม (Brad Adam) ผู้อำนวยการองค์การสิทธิมนุษยชนเอเชีย (Asia director at Human Rights Watch) ผู้แถลงเกี่ยวกับสถานการณ์เกี่ยวกับเมืองไทย ถึงกับระบุว่า
“รัฐบาลของอภิสิทธิ์ ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนัก แทบไม่ได้ทำตามคำสัญญาเคยกล่าวไว้ว่า จะให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน และหลักกฎหมายระหว่างประเทศเลย”
สำหรับรายละเอียดในเรื่องนี้ หากท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง คงจะได้เห็นกันแล้ว และคงเป็นไปตามคาดคิดนายอภิสิทธิ์ ต้องออกมาตอบโต้ว่าไม่จริง และจะให้ทางกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แถลงตอบโต้อย่างเป็นทางการ
แต่...ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
ผมอยากจะบอกว่า องค์การขนาดนี้ Human Rights Watch นั้น ก่อนที่จะกล่าวหาใคร เขาต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานไว้พอสมควร เมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว และผ่านการตรวจสอบอย่างดี จึงออกรายงานเป็นทางการ เพราะเป็นเรื่องที่จะต้องบอกกล่าวกับชาวโลกทั้งมวล
อยากจะยกตัวอย่าง ให้ท่านผู้อ่านได้เห็นกันสักนิด
สำหรับนายแบรด อดัม ผู้อำนวยการองค์การสิทธิมนุษยชนเอเชีย ผู้นี้ เคยตรวจพบว่า

เจ้าหน้าที่ทหาร ใน ‘ศูนย์วิวัฒน์สันติ’ ซึ่งทำหน้าที่แบบเดียวกับ “ศูนย์ซักถาม” ของ กอ.รมน.ในอดีต ได้มีการนำตัวชาวบ้านมารีดเอาข่าว แล้วซ้อมอย่างโหดร้ายด้วยความทารุณผิดมนุษย์ ได้กระจายไปถึงหูขององค์การระหว่างประเทศนี้ จนทำให้เรื่องแดงและแตกออกมาพร้อมพยานหลักฐานชัดเจน ทำให้คนไทยได้รับรู้กัน
สื่อในประเทศอย่างหนังสือพิมพ์ ‘โพสต์ทูเดย์’ ถึงกับให้กับฉายาทหารหน่วยนี้ว่า
‘หน่วยทมิฬ’
ส่วนชาวบ้าน ข้าราชการ และคนไทยมุสลิมและตำรวจในพื้นที่ รับรู้เรื่องนี้มาเป็นระยะเวลาพอสมควร และเรียกศูนย์แห่งนี้อย่างตรงไปตรงมา ‘ศูนย์กระทืบสันติ’ ซึ่งเข้าท่าดีจัง เพราะไม่ใช่แต่ชำนาญในการรุมกระทืบชาวบ้าน จนขี้แตกขี้แตนเท่านั้น ยังช่วยกันรุมกระทืบ ความสงบสุขและสันติ จังหวัดชายแดนปักษ์ใต้
ให้พัง...คาตีนไปอีกด้วย!
จึงไม่แปลกเลย ถ้าญาติพี่น้องผู้ที่ถูกกระทำ ลุกมาไล่ฆ่าทหาร ล้างแค้นเอาคืนกันบ้าง!
พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาคที่ 4 (ในขณะนั้น) ทน
ต้องสั่งยุบศูนย์ ‘ศูนย์วิวัฒน์สันติ’ เพราะจำนนต่อหลักฐาน (ภารกิจยังมีอยู่ ต้องแอบไปดำเนินการในชื่ออื่น)
เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยนายพล สุรยุทธ์ ณ.เขายายเที่ยง ดำรงตำแหน่งนายกประเทศนี้ โดยมี“ไอ้บังกบฏ” ซึ่งกำลังคับแข้งคับขา เพราะถ่างขาคร่อม ทั้งตำแหน่งผู้นำ ค.ม.ช. แถมยังเป็น ผบ.ทบ.ในห้วงเวลานั้น ด้วยซ้ำไป
แม้ในหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนทั้งหลายของบ้านเราเรื่องนี้จะเลือนหายไป แต่ในฐานะคนตามข่าวอย่างผม รับรองว่ามีหลักฐานชัดเจน อีกทั้งข้อมูลต่างๆทางปักษ์ใต้ ยังหลั่งไหลเข้ามาหาผมอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากมีการออกมาโต้แย้ง ผมอาจสวนกลับแรงๆแบบไม่ไว้หน้าก็เป็นได้ เลยต้องขอเตือนกันไว้ก่อน

ารออกมาปฏิเสธไว้ก่อนนั้น ผมเห็นว่าเป็นสันดานดักของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือพัฒนาให้ดีขึ้น ยังยึดแนวทาง “ปฏิเสธเอาไว้ก่อน” อย่างมั่นคงว่า พรรคของตัวเองนั้น ดีเลิศประเสริฐศรีมณีเด้ง เรื่องความผิดต่างๆนั้น
“พรรคฉัน...ไม่ได้ทำ!”
การปฏิเสธเอาไว้ก่อน ก็ถูกจับได้ทีหลังนั้น บางเรื่องมันก็กินเวลาช้านาน สำหรับการำพิสูจน์ จนผู้คนลืมไปแล้วก็มี อย่างเรื่องที่ผมเคยบอกเอาไว้แล้ว เช่น
เรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย และเป็นชนักปักหลังพรรคดักดานอยู่ทุกวันนี้ ก็เรื่องเอาที่ดิน ส.ป.ก.ไปแจกให้ญาติโก
โหติกาของคนในพรรค เพลิดเพลินเจริญใจกันไป จนเรื่องถึงโรงถึงศาล ซึ่งต้องใช้เวลาถึงกว่า 10 ปี ที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้บรรดาเศรษฐีสหายและญาติของนักการเมืองพรรคนี้ ต้องคืนที่ดินซึ่งได้รับแจกจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีราคาสูงกว่าหมื่นล้าน ให้กับทางราชการไปด้วยความจำใจ
เห็นกันหรือยังล่ะ!?
อีกเรื่องที่กินเวลานาน คือการทุจริตในการเลือกตั้ง สมาชิกพรรคคนสำคัญ ถูกศาลฎีกาท่านสั่งจำคุกไป 1 ปี ฐานซื้อเสียง และสร้างประวัติศาสตร์อันน่ารังเกียจว่า เป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของประเทศ ที่สมาชิกพรรคถูกลงโทษในความผิดฐานซื้อเสียง!
ก่อนหน้านั้นอีตาชวน เชื่องช้า แกออกมาพร่ำด่าคนโน้นคนนี้พรรคโน่นพรรคนี่ซื้อเสียง พอลูกพรรคตัวเองโดนศาลฎีกาท่านตัดสินจำคุก และตัดสิทธิทางการเมืองอีก 10 ปีเหมือนกัน
นายหัวเลยหยุดพูดเรื่องซื้อเสียง นับตั่งแต่บัดนั้น! ...555

การที่พรรคดักดานโดยหัวหน้าอย่าง นายอภิแสบ
ภักดีโพเดียมนั้น ไปพูดอะไรที่ไหน ก็ย่อมเป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้สนับสนุนและผู้ที่คัดค้านทั้งนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดา
ดังนั้น ผมเห็นว่าการที่แกจะไปพูดอะไรแล้ว ไม่โดนสวนหรือตอกหน้ากลับนั้น เป็นเรื่องที่ควรกระทำ แต่บางเรื่องหัวหน้าพรรคดักดานพูดไปแล้ว ผู้คนต้องเลิกคิ้วอย่างฉงนฉงาย ด้วยความงงงวย เช่นเรื่องความซื่อสัตย์เป็นต้น
หรือครับ
ตอบได้ว่า ก็เพราะการที่นายอภิแสบฯ พูดจายกตัวเองและพรรคพวกว่าซื่อสัตย์นั้น ผู้คนที่เขาไม่เชื่อนั้นมีอยู่มาก (รวมทั้งผมด้วย) ครม.ของนายอภิแสบ ก็ไม่ได้ยึดมั่นในความสุจริตอย่างที่ว่า เพราะความไม่กระจ่างใส ในการบริหารประเทศนี่แหละครับ
ที่เป็นเหตุต้องนำมาพูดถึงกันในวันนี้ คือ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมิสเตอร์ อภิแสบ ภักดีโพเดียม แกดันไปพูดในรายการที่ผมเปลี่ยนชื่อให้ว่า

“ไม่มีใครเชื่อมั่นประเทศไทย กับนายอภิแสบ!”

ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จนสื่อเขาเอามาพาดหัวว่า

“ครม.ยึดพระราชดำรัส ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต”

ตรงนี้แหละครับ ที่ผมว่าแกพูดไม่จริง!

รัฐบาลนายอภิแสบ ไม่ได้ทำงานด้วยความสุจริต อย่างที่เจ้าตัวออกมาอวดอ้าง และด้วยความไม่สุจริตนี่แหละครับ เป็นเหตุให้รัฐมนตรีสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ต้องลาออกไปถึงสองคน รัฐมนตรีช่วยต่างพรรคอีกหนึ่งหน่อ แล้วมันจะไปจริงได้อย่างไร?
อู้กันซื่อๆ...อย่างนี้แหละครับ!

ผมชื่นชมการดำเนินการ ของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ที่ร่วมมือร่วมใจกันรักษาผลประโยชน์ของชาติ ในโครงการไทยเข้มแข็ง ไม่ให้กลายเป็นโครงการ
“ไทยคุดคู้!”
ข้าราชการเหล่านั้น พวกเขาได้รักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยช่วยกันกดดันนายวิทยา แก้วภารไดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคุณหมอ ซึ่งมาจากพรรคดักดานของนายอภิแสบ จนกระทั่งจำใจให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนจากบุคคลภายนอก ซึ่งชี้ความไม่สุจริต ของการดำเนินการของเจ้ากระทรวงและทีมงานของรัฐมนตรี จนยกแก๊งลาออกไปทั้งโขยง
ในที่สุดนายวิทยาฯแทบจะหลั่งน้ำตา ยอมจำนนจำใจลาออกจากตำแหน่งซึ่งนั่งได้ไม่ถึงปี กลับไปนั่งบนโถส้วมด้วยความรวดร้าว อึดอัดคัดข้อง คงอยากจะเปลี่ยนนามสกุลเป็น ‘แก้วพรรดึก’ให้รู้แล้วรู้แร่ดไป...555
ท่านผู้อ่านเห็นไหมครับว่า หากมีคนภายนอกเข้าไปสอบสวนหาความผิดกันจริงจังอย่างนี้ มันก็เห็นผลว่าเป็นหมู่เป็นจ่ากันอย่างที่เห็นๆได้ไม่ยาก
แต่ท่านครับ...ที่คาใจผมมากๆก็คือ...
คดีทุจริตโครงการชุมชน(แดก)ไม่พอเพียง นี่แหละครับ ผมเขียนเอาไว้ในบทความชื่อเศรษฐกิจ “เชิงทุจริต” ของประชาธิปัตย์!!! ลงใน www.vattavan.com ตั้งแต่ 27 กันยายน 2552 ความตอนหนึ่งว่า

...โครงการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปล้นอำนาจเข้ามาบริหารประเทศ ต้องจำไว้เป็นตัวอย่าง เพราะเวลานี้ชื่อเสียงของพวกท่านนั้นเสียหายมาก โดยเฉพาะโครงการที่ผมเรียกว่า “โครงการแดกไม่พอเพียง” นั้น นับวันแต่จะถกเปิดโปงความชั่วร้ายออกมา ตั้งแต่ เครื่องกรองน้ำ รถไถกระป๋องทาสี ปุ๋ยปลอม ฯลฯ จนพิจารณาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะบอกว่า
คนในพรรคดักดานนี้ ได้ประกอบกรรมอันไม่สุจริต ด้วยการโกงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่มีการจัดหาสินค้า ตั้งทีมไปหลอกลวงเกี่ยวกับโครงการ และมีการกระจายสินค้าซึ่งไร้คุณภาพ ไปยังพี่น้องประชาชน เป็นการรวมกันเขมือบ โกงงบประมาณกันอย่างหน้าเฉยตาเฉย แต่สื่อมวลชนถลกเบื้องหลัง ว่าพรรคดักดานได้ประโยชน์ ด้วยการที่ได้รับเงินบริจาคก้อนโต จากบริษัทที่เข้าร่วมโครงการนี้
เจ็บใจแทน...พี่น้องประชาชนจริงๆ! ...

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพ...
เรื่องโครงการชุมชนพอเพียงนั้น พอมีเรื่องแตกขึ้นมา การสอบสวนไม่ได้กระทำโดยบุคคลภายนอก แต่กลับตั้งตาเฒ่าอย่างนายเจริญ คันธวงศ์ ขึ้นมาสอบสวนแบบง่อกๆแง่กๆ แล้วรวบรัดด่วนสรุป ทำทีเป็นลงโทษสมาชิกพรรคบางคน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่นักการเมืองตนอื่นๆของพรรค บริสุทธิ์ผุดผ่อง แล้วก็ยุติเรื่องไปเฉยๆอย่างนี้ มันทำเหมือนกับพี่น้องประชาชนคนไทยเรา...
รับประทานแกลบ แทนข้าววันละสามมื้ออย่างนั้น!
หากนายอภิแสบฯอยากแสดงว่าตัว มีความจริงใจ ก็ต้องตั้งกรรมการบุคคลภายนอกพรรค มาทำการสอบสวนเป็นเรื่องเป็นราว เพราะจะได้สอบสาวให้ลึกๆกันไปว่า
ไอ้ที่ผู้คนเขาบอกว่า บริษัทต่างๆที่ได้รับประโยชน์จากโครงการแดกไม่เคยพอเพียง และจ่ายเงินบำรุงพรรคดักดานไปก่อนนั้น
เป็นความจริงใช่ไหม...จำนวนเงินเท่าไหร่? เมื่อใด?
สำหรับนายอภิแสบฯ ที่ลงลายมือชื่อรับรองงบหรือรายงานการเงินของพรรค ที่ส่งให้ กกต.นั้น จะไม่รู้เห็นกับการบริจาคเงินนั้น หรือไม่อย่างไร?
แน่จริงเอาหลักฐาน...ออกมาตีแผ่กันให้จะๆกัน (ซีวะ)!?
เรื่องอย่างนี้แหละครับ ที่ผมว่ามัน “คาใจ” พี่น้องประชาชนคนไทย เพราะพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งมีจำนวนมากในประเทศ เขาปักใจเชื่อว่า
“รัฐบาลทุจริต!”...เขาเชื่อกันอย่างนี้จริงๆนะครับ!!

ดังนั้น การนายมาร์คฯหัวหน้ารัฐบาลดักดาน ดันทะลึ่งออกะออกมายืนยันหน้าเฉยตาเฉย ว่ารัฐบาลของตัวนั้นซื่อสัตย์สุจริต ผมก็จะขอนั่งยัน กลับไปบ้างว่า...
ประชาชนคนไทยจำนวนมาก รวมทั้งผมด้วย เห็นว่านายมาร์คฯจะมาพูดเอาดีใส่ตัวอย่างนี้ไม่ได้ เดี๋ยวคนเขาจะหาว่าออก “มุกควาย” ซ้ำอีกแล้ว อย่างที่ผมเคยตั้งข้อสังเกต และให้ฉายาไว้เป็นแรมปี จนผู้คนชักจะพูดกันติดปากว่า
“นายมาร์ค มุกควาย”
ก็เพราะแกชอบออก “มุกควายๆ” อย่างนี้แหละครับ!!!
ก่อนจบบทความที่เขียนไปหัวเราะไป อยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า

เวลานี้มีหลายอำเภอที่เคราะห์ร้าย เพราะเมื่อข้าวราคาดี เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นแมลงจำพวกปากดูด ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายข้าว โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลส์ท่อน้ำท่ออาหารบริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิวน้ำ ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองแห้งลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวก แห้งตายเป็นหย่อมๆเรียก “ อาการไหม้ ( hopper burn )”

content/picdata/200/data/A5.jpg

ไอ้เพลี้ยเวรนี่หายไปหลายปี ตอนนี้มันกลับดันมาลงทำให้ชาวนาน้ำตาร่วง เสียหายหนักกว่า 10 จังหวัด หนักๆก็คือแหล่งที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ อย่างสุพรรณบุรี อุทัยธานี สุโขทัย เป็นต้น
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนั้น เขาว่ามันมีวงรอบของมันเหมือนกัน คือช่วง 8-10 ปี มันจะย้อนยกโขยงกลับมาดูดต้นข้าว ทำความเสียหายให้กับชาวนาสักครั้ง
ก็น่าแปลกเหมือนกัน ที่ปีนี้เพลี้ยกระโดดมันมาจังหวะพ้องกับรัฐบาลพรรคดักดาน ซึ่งห่างหายไปจากการบริหารประเทศเพราะประชาชนเขาไม่เลือกเป็นเสียงข้างมาก นานพอๆกับไอ้เพลี้ยจังไรนี่ แต่กลับดันทะลึ่งได้มาเป็นรัฐบาล แบบมีคนหาบคนหาม อย่างไม่มีใครคาดคิด และเป็นจังหวะเดียวกับเพลี้ยกระโดดที่รูปร่างคล้าย“แมลงสาบ” (ไม่ใช่ชื่อพรรคนะ) หวนมาสร้างความเสียหายให้กับชาวนาไทยเราอีกครั้ง
รัฐบาลนายอภิแสบฯนั้น พอได้มาบริหารประเทศไม่ทันไร กลับเพิกเฉย ละเลยให้มีการทุจริตคิดมิชอบกันอย่างกว้างขวาง ถลุงงบประมาณของชาติกันอย่างสนุกสนาน บางโครงการฟาดกันเปรมตั้งแต่ในทำเนียบรัฐบาลด้วยซ้ำ ชาวบ้านแช่งด่ากันถ้วนทั่ว จนน้องรองนายกฯกับพวก ต้องจำใจลาออกไปอีกเหมือนกัน
พฤติกรรมของรัฐบาลกับพวก นี้เหมือนเพลี้ยอัปรีย์เพราะจงใจก็ดูดเอาเงินทองของชาติ ที่มีอยู่น้อยนิด ไปบำเรอนักการเมืองในกลุ่มของตน จนผู้คนเขาจับได้ และเป็นที่ของพี่น้องประชาชนเอือมระอาและชิงชังยิ่งนัก
ที่น่าเกลียดน่าชังเหลือเกิน ก็คือ...
...ได้อำนาจปุ๊บ ก็ ‘แดกปั๊บ’ ทันทีทันใด!
หลักฐานฟ้องชัดๆว่า พวกมัน ‘เตรียมการ’ โกงล่วงหน้า มาเลยนี่ครับ!!
ก็มันไม่ซื่อสัตย์อย่างนี้แล้ว ผมจะขนานนามรัฐบาลนาย
มาร์ค มุกควาย ว่าเป็น “รัฐบาลเพลี้ยกะแดก” ...ได้ไหมครับ!?

เฮ้อ...มันน่าหนักใจ ทั้ง‘เพลี้ยกระโดด’ กับไอ้รัฐบาล‘เพลี้ยกะแดก’ นี่จริงๆ!!!

..............

หมายเหตุ เป็นครั้งแรก ที่คอลัมน์ “จดหมายฟ้องโลก” มีผู้อ่านเกินหนึ่งหมื่นท่าน
กราบขอบพระคุณ แฟนๆทุกท่านครับ

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช