WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 1, 2010

55 ผมสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับ "กองทัพประชาชน" เดือนละ 29 บาท นับว่าไม่มาก

ที่มา thaifreenews


โดย...ลูกชาวนาไทย


ที่จริงผมไม่ได้ต้องการข่าวสารจาก short Message มากเท่าใดนัก เพราะข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตมีมากมาย แต่ผมมีความรู้สึกว่า บางทีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ "นปช." ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ซึ่งหากประชาชนไม่มีส่วนในการสนับสนุนค่าใช้จ่าย การเคลื่อนไหวจะอาศัย "เสบียงกรัง" จากไหน กองทัพต้องเดินด้วยท้อง สะเบียงอาหารต้องบริบูรณ์พอสมควร

ผมจึงตัดสินใจสมัครรับ short massage จาก People Channel หรือ นปช. ค่าใช้จ่ายเดือนละ 29 บาท

สมัครก็ง่ายแค่กด *426803311 แล้วกดโทรออก

คุณจตุพรเขาให้เหตุผลว่า อย่างน้อยก็เป็นการสร้าง "ช่องทางสื่อสาร" เรื่องเงินก็เป็นส่วนหนึ่ง" แต่ช่องทางสื่อสารระหว่าง นปช. กับประชาชนนั้นสำคัญ

เหตุผลของคุณจตุพร convinced หรือจูงใจให้ผมคล้อยตามได้ผมก็เลยสมัครทันที ทั้งๆ ที่โทรศัพท์ผมเอาติดตัวมาจากนอก รับภาษาไทยไม่ได้ (เพิ่งหายโง่เอาไป Upgrade โปรแกรมเสีย 200 บาทก็รับภาษาไทยได้ทำเสร็จแล้ว 555)

สรุปคือ หากคนเสื้อแดง 1 ล้านคน ยอมเสียสละคนละ 29 บาท/เืดือนสักสองสามเดือน "ขบวนการปฎิวัติประชาธิปไตย" ก็จะมีรายได้ขับเคลื่อนเดือนละ 29 ล้านบาท และเป็นการสร้างช่องทางสื่อสารตรงระหว่าง นปช. กับแนวร่วมได้เป็นอย่างดีครับ

ผมเลยมาเขียนโฆษณาให้ฟรีัๆ ในเว็บครับ

อำมาตย์ยุคอนาล็อคยังส่งบวรศักดิ์ กับสุจิต บุญบงการไปบรรยาหลอกคนไทยในอังกฤษ ?

ที่มา thaifreenews

โดย...ลูกชาวนาไทย


ผมได้ีรับเมล์จากเืพื่อนว่า ดร.บวรศัีกดิ์กับ ดร.สุจิต ไปบรรยายให้คนไทยในอังกฤษฟังจัดโดยสถานทูต
------

เสื้อแดงคนไทยยูเคเปิดโปง นักวิชาการเหลืองที่ลอนดอน

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553 สถานทูตไทยในอังกฤษได้จัดงาน “แก้ตัวแทนอำมาตย์สร้างภาพความบริสุทธิ์” เพื่อหลอกลวงนักศึกษาไทยและนักวิชาการต่างประเทศ โดยเชิญ สุจิต บุญบงการ และ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาเป่าหูประชาชน ที่ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน โดยที่ก่อนเข้าห้องสัมมนาสถานทูตมีการแจก...เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” และบทความของ บวรศักดิ์... กับกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพ....
-------------

ผมเคยอยู่อังกฤษมาระยะหนึ่ง ซึ่งในช่วงที่มีปัญหาภาคใต้ใหม่ๆ สถานทูตไทยก็เคยจัดการบรรยายสถานการณ์ให้คนไทยในอังกฤษฟังที่ "สยามสมาคม" เพื่อนรุ่นน้องก็ชวนไปฟัง ตอนนั้นผมยังงงๆ อยู่ว่าผมจะได้รับข้อมูลใหม่อย่างไร เพราะอยู่ที่โน้นผมก็เปิดเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไทยต่างๆ อ่านอยู่แล้ว ข้อมูลข่าวสารไม่ได้ด้อยกว่าคนไทย ไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าำไกลข้อมูล

พอไปฟังก็เหมือนที่ผมคิดคือ ข้อมูลไม่ได้ใหม่แต่อย่างใด นักเรียนไทยที่โน้นเขารู้กันพอๆ กับคนไทย เวลาผมกลับประเทศเพื่อนจะเล่าสถานการณ์ให้ฟัง ผมบอกไม่ต้องเล่าแล้ว ผมรู้พอๆ กับที่คุณรู้นั่นแหละ และก็ไม่ได้ต่างจากที่ผมคิด

อย่าคิดว่าคนไทยในต่างประเทศ จะไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้สึกในเมืองไทยนะครับ โลกยุคนี้มันยุคอินเตอร์เน็ต ใครเปิดเน็ตก็ได้ข้อมูลทุกอย่าง คนอยู่ต่างประเทศเขาก็ใช้อินเตอรเน็ตทั้งนั้น ไม่งั้นก็ดำเนินชีวิตประจำวันไม่ได้

ยุึคนี้ไม่ใช่ยุค "สำเภา" ที่ต้องเิดินทางกันแรมปีไปอังกฤษ อ้อมแหลมกู๊ดโฮปไป ผมอยู่เมืองไทย ยังจัดรายการสนทนากับ คุณชนามี (คนไทยยูเค) จัดรายการวิทยุกันได้เลย ข้อมูลข่าวสารทันกันไม่มีใครได้เปรียบใคร

บวรศักดิ์ยังหัวโบราณอยู่หรือ ยังใช้วิธีแบบอนาล็อก บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปหลอกคน ผมว่าเขานั่งหัวเราะฟันหัก

ไปพูดได้ว่าเสื้อแดงเป็รคนส่วนน้อย ไม่รู้หรือว่า "เว็บคนไทยยูเค" เป็นนักรบไซเบอร์เอาการเอางานเว็บหนึ่ง

ผมบอกตรงๆ ว่าการทำ ปจว. ในยุคนี้มันไม่ได้ผลหรอกครับ มันต้อง "ประชาสัมพันธ์ความจริง" เสนอความจริง อย่าคิดใช้การโฆษณาชวนเชื่อ เพราะนั่นมันใช้ได้ผลเฉพาะสังคมที่ "ผูกขาดข่าวสารได้"

ยุคอินเตอร์เน็ตผูกขาดข่าวสารไม่ได้ เราต้องให้ความจริงแก่ประชาชน

การบิดเบือน ในที่สุดก็จะถูกจับได้อย่างรวดเร็ว เพราะฝ่ายตรงข้ามเขาสามารถหักล้างการโกหกได้อย่างรวดเร็วด้วยข้อมูลที่ถูกต้องกว่า เราผูกขาดสื่อไม่ได้ สุดท้ายคนโกหกบิดเบือนก็จะไปไม่รอด

ทฤษฎีโปรประกันดามันตายแล้ว พร้อมกับยุคสงครามเย็น

จำให้ขึ้นใจเพ่

สนธิ เปิดเผยเองว่า เอาโกเต๊กซ์ ไปล้อมพระรูปทรงม้า

ที่มา thaifreenews





สนธิ เปิดเผยเองว่า เอาโกเต๊กซ์ ผ้าอนามัยที่มีประจำเดือนสตรี จำนวน 6 ชิ้น ไปล้อมพระรูปทรงม้า

อย่างนี้แล้ว ทหาร จปร. ทั้งหลายจะว่าอย่างไร

คลิป วิดีโอ : อนุพงษ์แถลงกดดัน นายก ยุบสภา

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

จากคุณ : ก็แค่คนหนึ่ง


ลาออกเองดีกว่ามั้ง อ้ายป๊อก

http://video.mthai.com/player.php?id=6M1227748935M0




http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8833403/P8833403.html

สีแดงได้ผุดขึ้นในต่างประเทศกันอย่างต่อเนื่องล่าสุด..ที่อิตาลี่และเนเธอแลนด์!!!!!

ที่มา thaifreenews


โดย ป้าพลอย

ตอนนี้จะเห็นสีแดงมีแทบทั่วโลกแล้ว ในสหภาพยุโรปเกิดใหม่ๆอีกหลายประเทศ ล่าสุดที่ประเทศอิตาลี่และประเทศ
เนเธอแลนด์ ยังมีกลุ่มในสแกนดิเนเวียยังไม่เปิดเผยที่แน่นอน ฉะนั้นสีแดงมาแรงมาก เนื่องจากคนไทยได้ตาสว่างแล้วนั่นเอง ผลที่ทำให้คนไทยตาสว่างมากขึ้นมาจากรัฐบาลเฮงซวยชุดนี้นั่นเอง ที่อยู่ใต้อำนาจของอำมาตย์บริหาร ที่สั่งซ้ายขวาได้ตามที่อำมาตย์ต้องการ รัฐบาลเป็นเพียงแค่หนังหน้าไฟให้เท่านั้น ยิ่งนานวันสีแดงยิ่งเพิ่มจำนวน ไม่ใช่เฉพาะในประเทศเท่านั้น

ตอนนี้ลามไปถึงยังต่างประเทศ ก็เกิดสีแดงไปทั่วในหมู่คนไทยที่อาศัยยังประเทศต่างๆ ซึ่งยังไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน เพราะความเสื่อมสลายขาดความเชื่อถือ และศรัทธาจากผู้คน อำมาตย์ได้ทำตัวเองประจานตัวเอง โดยที่ไม่มีใครทำให้อำมาตย์เสื่อม เวลานี้ชื่อเสียงเกียรติยศพังพินาทล่มจมไปทั่วจะมองหน้าใครได้ ประชาชนต่างขยะแขยงในความอยุติธรรมที่อำมาตย์หยิบยื่นให้ เบื้องลึกที่แท้จริงซ่อนสิ่งเลวร้ายใว้เต็มเพียบ เราประชาชนยังจะเคารพและศรัทธาท่านเพื่ออะไร?

เพื่อให้ท่านใช้อำนาจความอยุติธรรมรังแกประชาชนงั้นเหรอ? คนไทยได้เสียเวลามาเนินนานกับการหลงเชื่อในสิ่งที่ผิดๆ หลงเชื่อในสิ่งที่ลวงตา ทุกอย่างที่อำมาตย์ทำคือภาพลวงทั้งนั้น ทำเพื่อตัวเองไม่ใช่ทำเพื่อประชาชน หากทำเพื่อประชาชน แล้วทำไมประชาชนในประเทศจึงยากจนมีจำนวนสูงของโลก แต่พวกท่านกับร่ำรวยอย่างมหาศาล ซึ่งมันไม่สมดุลกันเลย

ที่ว่า ประชาชนนั้นแสนยากจน แต่พวกท่านแสนรวยเป็นมหาเศรษฐีมีบ้านอันแสนหรูบนที่ดินของหลวง แต่ประชาชนเช่าบ้านเขาอยู่ เช่าที่ดินเขาทำมาหากิน แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ท่านทำเพื่อประชาชนหรือ? ในยุคนี้โรคตาสว่างได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว พวกท่านหลอกลวงประชาชนให้งมงายท่านต่อไปไม่ได้แล้ว หมดเวลาของพวกท่านแล้วในยุคนี้ ฝีหนองในของท่านกำลังเน่าเฟะออกมาส่งกลิ่นไปทั่วทั้งในประเทศและต่างประเทศ อวสานจบสิ้นแล้วละท่านอำมาตย์ไทย.....

พลังบริสุทธิ์นิสิตนักศึกษาสนนท.ลั่นยืนข้างเสื้อแดงต้านรัฐประหาร เตือนระวังสงครามประชาชน

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กุมภาพันธ์ 2553

พลังบริสุทธิ์นิสิตนักศึกษา"สนนท."เปิดตัวหนุนเสื้อแดง ร่วมต้านปฎิวัติรัฐประหาร เตือนหากไม่เชื่อระวังเกิดสงครามประชาชน ลั่นพร้อมระดมนิสิต-นักศึกษา ทั่วประเทศสู้



วันนี้(1 ก.พ.) ที่กองบัญชาการกองทัพบก เวลา 10.30 น. สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) นำโดยนายอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการ สนนท. พร้อมกลุ่มประมาณ 20 คน เดินทางมายื่นแถลงการณ์ถึง พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่บริเวณด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพบก โดยมีนายทหารเวรผู้ใหญ่เป็นผู้แทนรับหนังสือดังกล่าว ทั้งนี้ในใบแถลงการณ์มีใจความว่า จากความเคลื่อนไหวของกองทัพในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีความน่าเป็นห่วงที่จะนำไปสู่การรัฐประหารยึดอำนาจ และกวาดล้างปราบปรามประชาชนที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย การข่มขู่ทั้งทางตรง และทางอ้อมต่อขบวนการประชาชนเป็นไปอย่างแพร่หลายในหมู่กองทัพ ผ่านการออกมาแสดงความเห็นทางการเมือง

ที่เบื้องหน้าคือการเรียกร้องให้บ้านเมืองมีความสงบ และต้องการปกป้องชาติ แต่เบื้องหลังคือการปิดปากข่มขู่ประชาชนไม่ให้เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ด้วยข้ออ้างเดิม ๆ คือเรื่องของความมั่นคงของชาติ ทั้ง ๆ ที่ความไม่สงบ และความไม่เป็นประชาธิปไตยที่มีอยู่ในบ้านเมืองขณะนี้ ล้วนแต่เกิดขึ้นจากบทบาทของกองทัพที่แสดงออกไม่ถูกต้อง ที่ไปหนุนเสริมการขึ้นมาสู่อำนาจของอำมาตยาธิปไตยจนขบวนการประชาชนผู้รักประชาธิปไตยไม่อาจฝืนทนดูอยู่ได้

แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า วันนี้กองทัพก็ยังคงยืนยันในบทบาทเดิมของตน ที่จะปกป้องความมั่นคงของอำมาตยาธิปไตยมากกว่าความมั่นคงของประชาธิปไตย และประชาชนต่อไป และยืนยันหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ อย่างพร้อมเพรียง ว่าตนพร้อมที่จะพิทักษ์ความมั่นคงของอำมาตยาธิปไตย และปราบปรามประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศ ที่เป็นอุปสรรคต่อความมั่นคงของระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งการออกมาแถลงเช่นนี้ของทหาร เป็นการประกาศชัดเจนว่าตนพร้อมที่จะทำทุกอย่างแม้กระทั่งการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เป็นอยู่ สนนท.มีความเป็นห่วงต่อบ้านเมือง ต่อประชาธิปไตย ต่อประชาชนและแม้กระทั่งต่อตัวกองทัพเอง ด้วยว่าหากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นจริง “ สงครามประชาชน ” หรือ การต่อต้านในระดับทั่วประเทศของมวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยต่อการรัฐประหาร และกองทัพย่อมที่จะเกิดขึ้นแน่แท้ และย่อมเป็นสงครามที่ดำเนินไปจนถึงที่สุด จนกองทัพ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ต่อการรัฐประหารและกองทัพ ย่อมที่จะเกิดขึ้นแน่แท้ และย่อมเป็นสงครามที่ดำเนินไปจนถึงที่สุด จนกองทัพเองย่อมไม่สามารถต้านทานได้

“ด้วยความคะนึงเป็นห่วงเช่นนี้ พวกเราจึงขอประกาศเจตนารมณ์เรียกร้องต่อกองทัพ และประกาศจุดยืนของพวกเราต่อสถานการณ์ในขณะนี้ คือ

1.พวกเราขอเตือนสติฝ่ายกองทัพให้จงคำนึงถึงผลที่จะตามมาให้ดี หากมีการกระดมกำลังรัฐประหารปราบปรามประชาชนเกิดขึ้นผลที่ตามมาย่อมไม่ใช่ความสะดวกโยธินเหมือนดั่งรัฐประหารครั้งที่ผ่านๆ มาในประวัติศาสตร์เป็นแน่แท้ ประชาชนจะดำเนินารคัดค้านต่อสู้ถึงที่สุด

และ 2. พวกเราสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พร้อมนักศึกษาในเครือข่ายของเราทั่วประเทศ มีจุดยืนที่ต่อต้านการรัฐประหาร และอยู่เคียงข้างสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ทั่วประเทศในนามของ “คนเสื้อแดง” และหากมีการก่อรัฐประหารเกิดขึ้นจริง พวกเราพร้อมที่จะระดมนักศึกษาผู้รักประชาธิปไตยจากทั่วประเทศ ไปทำการคัดค้านต่อสู้กับการรัฐประหารจนถึงที่สุดพร้อมกับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่จะออกมาต่อต้านจนถึงที่สุดเช่นเดียวกัน ทั้งนี้โปรดระวัง “ สงครามประชาชน ” ประชาธิปไตยย่อมได้รับชัยชนะ

สนนท.ระดมพลทั่วประเทศต้านอำมาตย์

ก่อนหน้านี้เมื่อ 29 ม.ค. 53 ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นายอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังจากการสัมมนา "บทบาทนักศึกษากับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน” ว่า กิจกรรมดังกล่าว สนนท. ได้จัดร่วมกับกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาและกลุ่มเยาวชนในภาคอีสานได้แก่ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) เครือข่ายนักศึกษาเยาวชนพิทักษ์ประชาชน (คพช.) สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนประชาธิปไตย และกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาทั่วประเทศ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทางเมืองกำหนดการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

โดยที่ประชุมสัมมนา แกนนำนักศึกษาดังกล่่าวมีมติร่วมกันดังต่อไปนี้คือ หากเกิดการรัฐประหารทางเครือข่ายองค์กรนักศึกษาทั่วประเทศจะร่วมกันออกมาต่อต้านทันที และทาง สนนท.จะร่วมกับองค์กรนักศึกษาเยาวชนที่ยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตยจะจัดมหกรรมกรรมประชาธิปไตยสัญจรตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เปิดเวทีรณรงค์ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยการนำรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นร่าง

เลขาธิการ สนนท. ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองปัจจุบันว่า ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง แสดงการข่มขู่ ดูถูกประชาชนเจ้าของประเทศด้วยการทำรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 และในช่วงเวลาอันใกล้นี้ก็มีกระแสข่าวว่าทหารจะออกมาทำรัฐประหารอีกครั้ง แม้ ผบ.ทบ. จะออกมายืนยันว่าไม่มีการทำรัฐประหาร แต่คำพูดของท่านก็ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า มีกิจกรรมหลายๆอย่างของกองทัพที่ส่อให้เห็นถึงเจตนาที่ทหารจะเข้ามาแทรกแซงการเมืองอีกครั้งนับแต่การเคลื่อนย้ายกำลังอาวุธ การตบเท้าให้กำลังใจผู้นำทหารของนายทหารในระดับคุมกำลังพล จนถึงการออกมาพูดในเชิงข่มขู่ของนายทหารหลายท่านที่อ้างแต่จะปกป้องชาติ ปกป้องสถาบันฯ


“พวกเขามักจะอ้างว่าจะปกป้องชาติ ปกป้องสถาบันฯ แต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทำให้เราได้เห็นว่าพวกเขาปกป้องแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง อยากจะถามว่าพวกเขามีความคิดที่จะปกปักรักษาระบอบประชาธิปไตย หรือความคิดปกป้องประชาชนอยู่ในหัวของพวกเขาบ้างหรือไม่ การชุมนุมที่หน้า บก.ทบ. ที่ สนนท. จะจัด ถือเป็นการประกาศยืนยันว่าถ้าทหารมีความกล้าพอที่จะทำรัฐประหาร สนนท. ก็พร้อมที่จะออกมาต่อต้านทันที”

นี่หรือคือนายกฯที่ประชาชนภาคภูมิใจ?

ที่มา Thai E-News



โดย ธนโชติ วงศ์จันทร์ชมภู
ที่มา คอลัมน์ "ผมเป็นคนไท...หัวใจสีแดง" นสพ.ไทยเรดนิวส์


ท่านผู้อ่านที่เคารพ หลัง 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ทุกท่านก็คงมีความรู้สึกไม่แตกต่างจากผู้เขียนเท่าไหรนัก คือรับไม่ได้กับการนำเสนอข่าวของพวกสื่อแพศยากระแสหลัก


ซึ่งเกือบ 95 % มักนำเสนอข่าวและแนวคิดที่เป็น"ปฎิปักษ์"กับประชาชน"ฝ่ายนิยมประชาธิปไตย" โดยเฉพาะกับ"คนเสื้อแดง" แล้วไปเลือกข้างสยบยอม"รับใช้ใต้อุ้งบาท"เผด็จการทหารอำมาตยาสามานย์ และรัฐบาลนอมินี ละทิ้งอุดมการณ์ของสื่อจนหมดสิ้น

ที่เป็นเช่นนั้นท่านผู้อ่านก็คงพอทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นเพราะ หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พวกเผด็จการทหารสามานย์ โดย"สนธิ บัง" เขาฉลาด เมื่อทำรัฐประหารเสร็จ

ก็จัดการแต่งตั้ง "นายกสมาคมสื่อ" ทั้ง 3 สมาคม คือ โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีตำแหน่ง มีเงินเดือน มีเบี้ยเลี้ยง เป็นแสน ๆ (ยัดปาก) ซะให้เข็ด(ปัจจุบันบางคนก็ยังได้ตำแหน่งสว.ลากตั้งเป็นโบนัส และก็ทำหน้าที่ทาสรับใช้ได้ดีซะด้วย)

ทั้งเผด็จการสามานย์ทั้งสื่อแพศยา ผลประโยชน์สมประงค์ลงตัว พวกเราคนไทยตาดำ ๆ จึงได้เห็นการนำเสนอข่าว เกือบทุกช่อง เกือบทุกสถานี และเกือบทุกฉบับ เป็นไปในทางเดียวกัน คือเชียร์ฝ่ายนิยมเผด็จการชนิดยอมรับใช้ใต้อุ้งบาท แล้วก็ไล่พิฆาตประชาชนฝ่ายนิยมประชาธิปไตย ชนิดให้จมพื้นธรณินสิ้นศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทยไปเลย

ที่เกริ่นมาข้างต้น ก็เพื่อจะนำเข้าสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องที่จะเขียนถึงในวันนี้ ซึ่งผู้เขียนได้อ่านเจอในมติชน รายวัน เขาคนนั้น คือ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

ดร.วรากรณ์ เขียนบทความซึ่งคล้ายบทยอวาที ในมติชนฉบับดังกล่าว ยกยอปอปั้นอภิสิทธิ์ชนิดที่เรียกว่า"ชะเลียร์"ก็ไม่ปาน ถ้าอภิสิทธิ์ ได้อ่านเจอคงต้องขนหัวลุก และอุธานในใจว่า "ชมจริงรึเปล่าว่ะ !?"

"...ในเบื้องต้นการประเมินต้องเน้นไปที่บทบาทการเป็นนายกรัฐมนตรีของคุณอภิสิทธิ์...ต้องยอมรับว่าคุณอภิสิทธิ์ มีวุฒิภาวะสูง มีพื้นฐานของอารมณ์ที่มั่นคง มีความเป็นผู้นำเด่นชัด ดังจะเห็นได้จากการเกิดวิกฤต ป่วนเมือง ช่วงประชุม ASEAN ที่พัทยา และช่วงสงกรานต์เมื่อปีที่แล้ว เราไม่เคยเห็นความท้อแท้ หวาดหวั่น ขี้ขลาด โลเล ปัสวะให้พ้นตัว ฯลฯ สิ่งที่เราเห็นคือ ความนิ่งในอารมณ์ การตัดสินใจที่อยู่บนเหตุผล..."


อภิสิทธิ์ คือความภาคภูมิใจของนักวิชาการ เชียร์กันสุด ๆ แบบไม่เกรงใจ ยังกะคนที่อ่านมติชนทั้งหลายเป็นสมาชิกพรรค หรือกองเชียร์ประชาธิปัตย์ ที่ต้องปลุกปลอบประโลมใจ(ยามภัยใกล้มาถึง)

การประชุม ASEAN ที่ล้มเหลว เพราะอภิสิทธิ์ปล่อยให้ "เทพมารดำ" กับ "เนรวิน" นำเอาพวกสมุน"แก๊งเสื้อน้ำเงิน" ไปสร้างสถานการณ์จนเกิดการปะทะและวุ่นวาย ปานนี้ยังจับพวก"วายร้ายเสื้อน้ำเงิน"ไม่ได้แม้แต่รายเดียว การสั่งปราบปรามประชาชนในช่วงสงกรานต์เลือด มี"คลิปเสียง"ที่ทางตำรวจยืนยันชัดเจนว่า เป็นเสียง"มาร์ค"จริง

"อำมหิต" ผิดมนุษย์ขนาดนี้ นักวิชาการยังกล้านำมา"ชะเลียร์"ได้โดยไม่กระดาก(ลิ้น)ว่า เป็นนายกที่มีวุฒิภาวะสูง ไม่ท้อแท้ ไม่หวาดหวั่น ไม่ขี้ขลาด ไม่โลเล (ว้าว...!!!)

เขาสั่งปราบปรามประชาชน ถึงขนาดมีการบาดเจ็บล้มตาย คุณนักวิชาการยังกล้านำเอาผลงานอันอัปยศ และสามานย์ของเขามายกย่องชมเชยเป็นตุเป็นตะผ่านสื่อ

ผู้เขียนคิดว่า อภิสิทธิ์ ไม่เท่าไหรหรอก คุณนั้นแหละคือสุดยอดในความรู้สึกของอภิสทธิ์ ดร.วารากรณ์!!!

อีกตอนหนึ่งของบทความเรื่อง"หนึ่งปีของรัฐบาลอภิสิทธิ์" ดร.วรากรณ์ เชียร์อภิสิทธิ์ว่า
"...ในระดับนานาชาติ คุณอภิสิทธิ์ได้ทำหน้าที่ประธาน ASEAN อย่างประสบผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ...ไม่อาจปฎิเสธได้ว่า คุณอภิสิทธิ์นำความภาคภูมิใจในการเป็นตัวแทนประเทศมาสู่คนไทย อย่างไม่เคยเกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา"


โธ่ ! ท่านด็อกเตอร์ เชียร์แบบไม่เกรงอกเกรงใจผู้อ่านมติชนเลยนะครับ คงคิดว่าคนอ่านมติชนนี่โง่เง่าเต่าตุ่นนักหนา ไม่รู้ประสีประสากับเหตุการณ์บ้านการเมือง ล่ะซิท่าน ?

การประชุม ASEAN ที่ผู้นำประเทศสมาชิกกว่าครึ่งไม่ยอมมาร่วมในวันเปิดประชุมจนอภิสิทธิ์หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ การประชุม ASEAN ที่บรรดาผู้นำประเทศสมาชิกไม่ให้ความสำคัญ ไม่สนใจใยดีกับอภิสิทธิ์ การประชุม ASEAN ที่บรรดาผู้นำประเทศสมาชิกไม่ยอมเข้าพำนักในบ้านพักที่ทางรัฐบาลจัดไว้ต้อนรับ แต่ไปพำนักที่บ้านพักของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ แทน เหล่านี้หรือคือความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ ?

ท้ายบทความ ดร.วรากรณ์ ยังเชียร์อภิสิทธิ์ แบบไม่เกรงใจผู้อ่านอีกว่า
"...ข้อสรุปอันหนึ่งที่อนุมานได้ จากโพลต่าง ๆ ที่มีการเก็บหลายครั้งในช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านไปก็คือ ส่วนใหญ่ต้องการให้ทำงานต่อไป โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีคือ คุณอภิสิทธิ์ได้รับการยอมรับในบทบาทของนายกรัฐมนตรี ที่น่าคิดก็คือ ถ้าประชาชนเห็นจริง ๆ ว่าที่ผ่านมาไม่ได้เรื่องไม่มีผลงาน สอบไม่ผ่านแล้ว เหตุใดจึงประสงค์ให้นายกรัฐมนตรีทำงานต่อไปเล่า"


อยากถามท่าน ดร.วรากรณ์ว่า ประชาชนส่วนไหนมากหรือน้อยที่ยอมรับผลงาน และอยากให้อภิสิทธิ์ทำงานต่อ ?

ผู้เขียนคลุกคลีใกล้ชิดชาวบ้านลงพื้นที่เกือบทุกวัน เพราะไปร่วมทำข่าวกับ "ชมรมคนรักประชาธิปไตย จังหวัดหนองบัวลำภู 52" ซึ่งชมรมฯ นี้ เขาไปทำการจัดตั้งมวลจัดตั้งแกนนำระดับหมู่บ้าน/ตำบล/อำเภอ ขยายเครือข่ายเพิ่มพลังมวลชนคนเสื้อแดง แข่งกับกลุ่ม"เนรวิน"ที่ไปแจกแผ่นซีดี และหนังสือโจมตีคนเสื้อแดง

ได้ยินแต่พวกชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงบ่นว่า
"เห็นหน้ามาร์คโผล่หน้าหลังโพเดี้ยมทางโทรทัศน์ทีไรอยากเอาผ้าถุงคลุมจอโทรทัศน์เสียทุกที" ส่วนพวกผู้ชายก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า "เห็นหน้าครั้งใดในจอทีวี ก็อดใจไม่ได้ที่จะเอาตีนตบ ลูบหน้าอภิสิทธิ์ทุกครั้งเช่นกัน เพราะเบื่อหน้าเต็มทน"


ท่าน ดร.วรากรณ์ มั่นใจอภิสิทธิ์มากขนาดนี้ น่าจะเสนอให้อภิสิทธิ์ "ยุบสภา" เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งซะ ก็สิ้นเรื่อง ดีกว่าจะแหกปากตะโกนเรียกร้องความสมานฉันท์ทุกวี่วัน (แต่การปฎิบัติตรงกันข้าม) เพราะอย่างไรเสีย ถ้าหากประชาชนยอมรับและนิยมอภิสิทธิ์อย่างที่ ดร.วรากรณ์ว่า สมัยหน้าอภิสิทธิ์ต้องได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน เป็นนายกฯ จากเสียงประชาชน มีศักดิ์ศรีดีกว่าเป็นนายกที่ทหาร"เสียบก้น" นะครับ

ท่านผู้อ่านที่เคารพ บางท่านอาจสงสัยว่า ดร.วรากรณ์ คนนี้เป็นใครมาจากไหน ทำไมจึงเชียร์อภิสิทธิ์ชนิดที่ไม่เกรงอกเกรงใจเจ้าตัวเขาบ้างเลยว่า จะเขินอายหรือไม่ ถ้าผู้เขียนบอกไปว่า ดร.วรากรณ์ คนนี้เป็นใครมาจากไหน ท่านผู้อ่านที่สงสัยก็คงหายสงสัยเป็นปิดทิ้ง

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นชื่อที่คนในวงการ"เสดสาด"ต้องรู้จัก เพราะเป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อพอตัว มีผลงานเขียนเป็นที่คุ้นหูคุ้นตา อาทิ"โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" และเป็นนักเขียนใน มติชน,เปรียว,แพรว ฯลฯ ที่หนอนหนังสือรู้จักกันดี บางครั้งก็ใช้นามปากกาว่า"วีรกร ตรีเศศ"

รศ.ดร.วรากรณ์ เคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรรมศาสตร์ สถาบันเดียวกันกับ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เครือข่ายกลุ่มนักวิชาการสมุนอำมาตย์ ที่บังอาจเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน "คัดค้านฏีกาประชาชน" เมื่อเดือนสิงหาคม 2552

รศ.ดร.วรากรณ์ คนนี้ "พวกเผด็จการทหาร" ซึ่งทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เคยแต่งตั้งให้เป็น "รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ" สมัยรัฐบาลขิงแก่

และที่สำคัญสุด ๆ คือ รศ.ดร.วรากรณ์ คนเดียวกันนี้เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 50 "ฉบับหน้าแหลมฟันดำ"

ที่แท้เขาก็คือ "นักวิชาการทาสรับใช้ใต้อุ้งบาท" เผด็จการทหารอำมาตยาสามานย์ ตัวจริงเสียงจริงนี่เอง !!! @


--------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ:

ผู้อ่านท่านใด(โดยเฉพาะชาวหนองบัวลำภูทั่วประเทศ) ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิก "ชมรมคนรักประชาธิปไตย จังหวัดหนองบัวลำภู 52" โปรดติดต่อสอบข้อมูลหรือขอแบบฟอร์มใบสมัคร ได้ที่ปชส.ชมรมฯ โทร 083-3540798 หรือที่ E-mail: redsoldier2530@homail.com ได้ทุกวันเวลา (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

รู้จักชมรมฯคลิ้กดูรายละเอียด คลิ้กที่นี่

RED USAตะเพิดจ้อนโผล่หัวอเมริกา

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กุมภาพันธ์ 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:กลุ่มผู้เคลื่อนไหวประชาธิปไตยชาวไทยในสหรัฐอเมริกา ในนามกลุ่มRED USAได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งต่อต้านการเดินทางเยือนสหรัฐฯของนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ในวันที่ 2 ก.พ.นี้(ตรงกับวันพุธในเมืองไทย) และว่าจะดำเนินการต่อต้านคัดค้านบุคคลจากรัฐบาลนี้ทุกคนที่เดินทางเยือนสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นระบอบปกครองที่ขาดความชอบธรรม ดังรายละเอียดต่อไปนี้


แถลงการณ์กลุ่ม Red in U.S.A.

เราเป็นกลุ่มคนไทยในนครลอส แองเจลีส และเมืองใกล้เคียงในแคลิฟอร์เนียภาคใต้ ผู้มีความห่วงใยอนาคต การเมือง การปกครอง และความกินดีอยู่ดีของประชาชนในประเทศไทย

เราต้องการให้ประเทศชาติดำเนินไปอย่างราบรื่นในระบอบประชาธิปไตย อันทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริหารการปกครองประเทศ โดยที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการอย่างสมน้ำสมเนื้อ

ด้วยเหตุนี้

เราขอต่อต้านการมาพบปะกับนักธุรกิจไทยในลอส แองเจลีส ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ครั้งนี้


เพราะ

1.นายอลงกรณ์ พลบุตร และรัฐบาลชุดนี้มีที่มาอย่างไม่ชอบธรรมทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย เป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ และพรรคประชาธิปัตย์ของนายอลงกรณ์ ได้เข้ามาเป็นแกนของรัฐบาลชุดนี้ด้วยอิทธิพลของคณะผู้นำทหาร และผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองซึ่งได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุด


2.รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ชุดนี้ดำเนินการทางการเมืองเพื่อกีดกันและโค่นทำลายพรรคการเมืองคู่แข่งโดยใช้องค์กรอิสระที่ดำเนินการโดยบิดเบือนระบบศาลให้เป็นประโยชน์แก่พวกตน


3.รัฐบาลชุดนี้มีที่มา และยังคงพึ่งพิงอำนาจอิทธิพลของอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเข้าไปแทรกแซงครอบคลุมการปฏิบัติงานของแทบทุกองค์กร และหน่วยงานของรัฐ บิดเบือนเจตนารมณ์แห่งระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น

กลุ่มคนไทย Red in U.S.A. จึงมาชุมนุมกัน ณ ที่นี้ เพิ่อแสดงว่านายอลงกรณ์ และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นบุคคล และกลุ่มบุคคลที่ไม่สมควรได้รับเกียรติจากชาวลอส แองเจลีส เราจะดำเนินการต่อต้าน เช่นนี้ต่อนักการเมืองของรัฐบาลชุดนี้ทุกคนที่มาดำเนินกิจการสาธารณะทุก ๆ ครั้ง

อนึ่ง เราใคร่ขอเชิญชวนให้ชาวไทยในลอส แองเจลีสทั้งหลายที่มีจิตใจรักประชาธิปไตย และต้องการเห็นการเมืองไทยดำเนินไปโดยเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนจำนวนมากที่สุดในวิถีทางประชาธิปไตยร่วมกันให้การสนับสนุนการต่อต้านเช่นนี้ต่อไป



แถลงการณ์โดย กลุ่ม Red in U.S.A

หึ่ง!ไทยเข้มแข็งหวานคอเทือกหมื่นล้าน

ที่มา Thai E-News




ไทยเข้มแข็งอีกแล้ว-โครงการก่อสร้างโรงพักและแฟลตตำรวจมูลค่า 1 หมื่นล้านที่สตช.เสนอนายกฯอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯเป็นผู้อนุมัติให้ประมูลหนเดียว ผูกขาดรับเหมาก่อสร้างทั่วประเทศ สูงกว่าราคากลาง10% ทำให้มีข้อกังขาว่าเปิดช่องให้นักการเมืองแสวงหาประโยชน์หรือไม่?


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กุมภาพันธ์ 2553

ตามที่ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอข่าวโครงการกู้เงินไทยเข้มแข็งมาทำโปรเจ็คต์1หมื่นล้านบาท สร้างสถานีตำรวจ และัแฟลตตำรวจภายใต้การกำกับดูแลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ส่อเค้าไม่โปร่งใส เพราะใช้วิธีประมูลจากส่วนกลางหาผู้รับเหมาแค่เพียงรายเดียว ส่อแววเปิดช่องนักการเมืองหาผลประโยชน์ และไม่เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาคนั้น ล่าสุดมีความคืบหน้าที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่โปร่ืงใสอีกแล้ว


ทั้งนี้เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาได้มีการประมูลงานก่อสร้างอาคารที่พักตำรวจ 163 แห่ง โดยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ ไปเรียบร้อยแล้ว (หลักฐานปรากฏตามประกาศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง การประมูลงานก่อสร้างแฟลตตำรวจ 163 แห่ง ด้วยวิธีทาง อิเล็กทรอนิกส์ ) และมีข้อสังเกตในประกาศดังกล่าวว่า

ประเด็นที่ 1 ประกาศประกวดราคาด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์งานแฟลตตำรวจ ของกองโยธาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) กระทำในวันที่ 28 ธันวาคม 2552 สิ้นสุดการซื้อแบบวันที่ 5 มกราคม 2553 ซึ่งเป็นวันเวลาในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ ในช่วงวันดังกล่าวมีวันหยุดติดต่อกันยาว ส่อเจตนาว่าอาจจะกีดกันการแข่งขันประกวดราคาอย่างยุติธรรม เจตนาให้คุณแก่ผู้รับเหมาที่เป็นเป้าหมาย

ประเด็นที่ 2 จากข้อมูลในประกาศของกองโยธาธิการ ตช. เงินงบประมาณ 3,709,880,000.00 บาท เฉลี่ยราคาหลังละ 22.76 ล้านบาทบาท

ราคาเริ่มต้นของการประมูล 3,521.00 ล้านบาท เฉลี่ยราคาหลังละ 21.60 ล้านบาท

ในขณะที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าราคากลางของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เมื่อ 30 กันยายน 2552 งานอย่างเดียวกัน มีราคากลาง เพียง 20.69 ล้านบาท หรือเป็นราคากลางที่ต่ำกว่าราคาในการประมูลครั้งนี้ถึง 10%

เท่ากับว่าราคาเริ่มต้นของการประมูลสูงกว่าราคากลาง เท่ากับ 21.60-20.69=0.91 ล้านบาท

ประเด็นที่ 3 จำนวนแฟลตที่ก่อสร้างนั้นมีการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ทั้ง กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผู้รับเหมารายเดียวทำไม่ได้อย่างแน่นอน

ประเด็นที่ 4 ในจำนวน แฟลตที่จะทำการก่อสร้าง ทั้งหมด จะมีการก่อสร้างในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 24 หลัง ซึ่งตามนโยบายนั้น รัฐควรให้การสนับสนุนกับผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นกรณีพิเศษ และด้วยวิธีการพิเศษ เสียด้วยซ้ำ แต่ผลที่ออกมา กลับตรงกันข้าม จึงต้องตั้งคำถามว่านี้หรือคือการมีธรรมาภิบาล นี้หรือคือไทยเข้มแข็ง

*เทพเทือกผุดแฟลตตร.-โรงพักหมื่นล้าน พิลึกกู้มาสร้าง แต่ของเก่ายังใช้งานได้ไม่ให้รื้อ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ และแฟลตตำรวจทั่วประเทศในวงเงิน10,007.88ล้านบาท โดยใช้เงินงบประมาณจากเงินกู้ไทยเข้มแข็ง อ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนายสุเทพได้ระบุในการอนุมัติว่า
"
ให้กำชับห้ามรื้อทุบทิ้งอาคารเดิม ให้เก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป เพราะในอนาคตของบฯสร้างใหม่ยาก"

*โปรเจ็คต์หมื่นล้านภายใต้เงื้อมมือของเทพเทือกส่อไม่โปร่งใส
โครงการก่อสร้าง1หมื่นล้านบาทในเงื้อมมือนายสุเทพนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า นำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างกันด้วยวงเงินสูงเกินปกติจากส่วนกลาง ทำเป็นสัญญาเดียวทั่วประเทศ โดยความร่วมมือของสำนักงบประมาณ ชงลูกเป็นงบประมาณผูกพันหลายปีงบประมาณ เพื่อให้หน่วยงานอ้างว่าจะต้องจ้างรวมรายเดียว สัญญาเดียวทั่วประเทศ

โครงการที่นายสุเทพอนุมัตินี้ อ้างว่าเป็นการโครงการก่อสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบด้วยการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนทั่วประเทศ 396 แห่ง วงเงิน6,298 ล้านบาท และการสร้างแฟลตตำรวจขนาด 30 ครอบครัว 163 แห่ง วงเงิน 3,709.88 ล้านบาท

ทั้งที่นายสุเทพ ได้อนุมัติให้ สตช.ทำการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้าง งานสองโครงการข้างต้นโดยวิธีประมูลทางอิเล็คทรอนิกส์ แบบโครงการเดียว ทุกสถานที่ก่อสร้างทั่วประเทศให้หน่วยงานหนึ่งของสตช.จัดจ้างทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียว ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า นายสุเทพอาจจะมีเจตนารวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และมีการกล่าวหาว่าโครงการเช่นนี้อาจจะเปิดช่องให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนลดจากผู้รับเหมารายใหญ่ได้ง่ายขึ้น

วงการรับเหมาก่อสร้างได้กล่าวหาว่า ราคากลางโครงการก่อสร้างแฟลตตำรวจทั่วประเทศ ได้ตั้งไว้สูงกว่าราคากลางที่ผู้รับเหมาทำอยู่ปัจจุบัน 10 % จึงน่าสงสัยว่าอาจจะเป็นเจตนาแอบแฝงที่สำนักงบประมาณรวมกับ สตช. และนายสุเทพ วางแผนไว้ หรือ ไม่ ? เนื่องจากการก่อสร้างสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่งทั่วประเทศ และสร้างอาคารแฟลต 30 ครอบครัว ที่อยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ นั้นไม่มีผู้รับเหมารายหนึ่งรายใดทำได้แน่นอน เพราะต้องใช้กำลังมหาศาล ในทางปฏิบัติ จึงต้องจ้างเหมาช่วงแก่ผู้รับเหมาช่วงในพื้นที่ เป็นทอดๆ กันไป โดยผู้รับเหมาที่ถือสัญญาชนะประมูลได้ก็คงจะเอาเปรียบสารพัด ผู้รับเหมารายย่อยมีโอกาสล้มละลายสูง เพราะถูกโกงกันเป็นทอดๆ

ดังนั้นจึงน่าตั้งข้อสงสัยว่า ประการแรก หากนายสุเทพแทงหนังสืออนุมัติว่า อาคารเก่ายังใช้งานได้ให้เก็บไว้ใช้งาน แล้วทำไมต้องกู้เงินมาทำโครงการถึง 10,000 ล้านบาทอีกให้ประเทศไทยแบกภาระหนี้

ประการที่สอง การอ้างว่า กู้เงินมาทำโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เจตนาการรวบอำนาจอนุมัติไว้ที่ส่วนกลาง และเจตนาจะป้อนงานให้ผู้รับเหมารายเดียว จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร นอกจากกระตุ้นเศรษฐกิจบริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่ นายทุนของพรรคประชาธิปัตย์ และกระตุ้นเศรษฐกิจของนักการเมืองที่คุมโครงการ

ประการที่ 3 การกำหนดราคากลางที่สูงกว่างานแบบเดียวกันที่สตช.เคยทำไว้10% และสูงกว่าราคากลางทั่วๆไป20% อาจเป็นการ"บวก"มาให้สำหรับฝ่ายการเมืองหรือไม่

ดังนั้น สังคมจึงควรต้องตรวจสอบโครงการนี้ให้รอบคอบ และเฝ้าระวัง เพราะตัวโครงการเองก็ส่อไปในทางเปิดช่องให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ง่ายแล้ว