WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 3, 2010

คุณทักษิณเตือน อย่ารับ อีเมล์ชื่อ RED WATCH TV

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

by astute


ดิฉันได้รับอีเมล์เตือน จากผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งค่ะ
________________________________________________________________

ส่งเมื่อ: 2 กุมภาพันธ์ 2553 21:27:32

เพื่อน ๆ

เมื่อกี้ทักษิณเตือน อย่ารับ อีเมล ชื่อ RED WATCH TV
มันมีไวรัสร้ายแรง มันจะทำลายข้อมูลในฮาร์ดดิสค์ หมดเลย
ถ้ามีอีเมลนี้ให้ลบทิ้งทันที

ช่วยกระจายข่าวด้วย

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/18860

ความจริงที่ควรรู้ไว้....BANGKOK POST...ทำไมต้องอุ้มอำมาตย์..!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : จอมยุทธเสเพล


ถ้า คุณสงสัยว่าทำไมบางกอกโพสต์ ไม่ลงข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งเกี่ยวกับ
“เหตุการณ์ที่น่าจะเป็นประวัติศาสตร์” ของไทย
– เช่น เสื้อแดงจำนวน ๒๐,๐๐๐ คนจะไปประท้วงที่สนามกอล์ฟซึ่งสร้างกลางป่ากลางเขา มีธนาคารกรุงเทพเป็นเจ้าของหุ้นส่วนหนึ่ง ซึ่งมีองคมนตรีเปรมไปทำพิธีเปิด และเสื้อแดงขู่ว่าจะเผาสมุดฝากธนาคารกรุงเทพ
– บางทีบทความข้างล่างนี้อาจจะทำให้คุณกระจ่างขึ้น คณะกรรมการบริหารของบางกอกโพสต์ ประกอบไปด้วย
ตระกูลโสภณพนิช ซึ่งบริหารธนาคารกรุงเทพ และ
สมาชิกของตระกูลเวชชาชีวะซึ่งเป็นญาติกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ และ
ตระกูลจิราธิวัฒน์แห่งเซ็นทรัล
สำหรับ เวชชาชีวะ นอกจากจะเป็นคณะกรรมการบริหารของบางกอกโพสต์
ยังเป็นผู้จัดการอาวุโสของโพสต์ทูเดย์
– ซึ่งคุณย่อมรู้เช่นเห็นชาติแล้วว่า ต่อต้านทักษิณขนาดที่เรียกทักษิณว่าในการเยือนกัมพูชา

พวก เวชชาชีวะมาแต่งงานกับตระกูลจิราธิวัฒน์แห่งเซ็นทรัล
เซ็นทรัลนั่นก็แน่นอน ตั้งเป้าให้เป็นแหล่งช็อปปิ้งสำหรับคนรวย
ซึ่งผลจากการสำรวจกล่าวว่า ถือหางประชาธิปัตย์สมาชิกของตระกูลโสภณพนิช
ก็เป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ และนับเป็นตัวกลั่นที่สนับสนุนเสื้อเหลือง
คุณ คงเห็นแล้วซินะ ว่ากองบรรณาธิการที่น่าสงสารของบางกอกโพสต์
– คลาคล่ำไปด้วยพวกระดับเบิ้มอย่าง ธนาคารกรุงเทพ เซ็นทรัล และพรรคประชาธิปัตย์
อ้อ ก่อนที่ชาวบ้านจะโกรธแค้นถึงขนาดนี้ แน่นอน เปรมมีฐานะเป็นถึงที่ปรึกษาระดับสูงของธนาคารกรุงเทพ

...........................

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย วุ่นวาย เลือกข้าง ขาดจรรยาบรรณ ในคราบฐานันดรที่ 4



บ้านเมืองไม่สงบเพราะ....พวกนี่มีส่วนร่วมราดน้ำมันเข้าไปในกองเพลิง...และอีกหลายค่ายอย่างที่รู้กันกันอยู่...
ถ้าใครมี
โอกาสได้อ่านซีรีย์สื่อเห้...กระชากหน้ากากลากไส้แบบถึงพริงถึงขิงเลย...


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8839789/P8839789.html

!!อภิสิทธิ์หนี้ทหาร!! จริงหรือ ถ้าเป็นนายกก็ขาดคุณสมบัติ

ที่มา thaifreenews


อภิสิทธิ์หนี้ทหาร จริงหรือ ถ้าเป็นนายกก็ขาดคุณสมบัติ

1) นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2507 เลขประจำตัวบัตรประชาชน 3- 1009-01830-69-4 ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 ต่อมาในปี 2530 นายอภิสิทธิ์ มีชื่ออยู่ในบัญชีที่พ้นจากฐานะการยกเว้นผ่อนผันไม่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหาร แขวงคลองตัน เขตพระโขนง อยู่ในลำดับ ที่ 299 เลขที่ สด 43 ลำดับที่ 675

2) ในปี 2531 ตามหลักฐานของกรมการกำลังสำรองทหารบก กลับไม่มีชื่อนายอภิสิทธิ์ปรากฏในบัญชีเรียกประจำปีนี้ และเมื่อตรวจสอบรายละเอียดตามข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า ในบัญชีเรียกเข้ารับการตรวจเลือก ตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปี 2536 ปรากฏชื่อนายอภิสิทธิ์ อยู่ในบัญชีคนขาดเข้ารับการตรวจเลือก ประจำแขวงคลองตัน ในลำดับที่ 148 ลำดับที่ 417 ลำดับที่ 685และ ลำดับที่ 641 ตามลำดับ ในขณะเดียวกันกับที่ เมื่อ ปี พ.ศ.2530 นายอภิสิทธิ์ ได้รับหมายเรียก หลังจากที่ได้แสดง ตนขอลงบัญชีทหารกองเกิน (เกินกำหนด) ณ สำนักงานเขตพระโขนง เมื่อวัน ที่ 4 กรกฎาคม 2529 แต่ได้มีการขอใบแทนใบสำคัญฉบับนี้เมื่อวัน ที่ 8 เมษายน 2531 โดยนายอภิสิทธิ์ไม่ยอมเข้ารับการตรวจเลือก เกณฑ์ทหาร

3) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นอาจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อย จปร. และได้มีการออกบันทึกข้อความลับ ด่วนมาก ที่ กห.0421/54 ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2542 เรื่อง การตรวจสอบเอกสารการบรรจุนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับราชการทหารที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ที่ลงนามโดย พล.อ.ชาญ บุญประเสริฐ เสนาธิการทหารบก ทำการแทนผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า ได้มีการทุจริต บกพร่องต่อหน้าที่ ในการดำเนินการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเข้ารับราชการทหารในครั้งนั้นกระทำกันอย่างเป็นทีม ซึ่งประกอบด้วยนายทหารบางนาย ซึ่งได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว บางนายรับราชการนอก สังกัดกองทัพบก และบางนายเป็นนายทหารชั้นนายพล ซึ่งไม่สามารถ รับโทษทัณฑ์ทางวินัยได้ จึงปรากฏเอกสารทางราชการให้มีผู้ต้องได้รับโทษ ทัณฑ์จากการกระทำทุจริตครั้งนี้ได้เพียงผู้เดียวคือ พ.อ.หญิงสายไสว มาสมบูรณ์ ตำแหน่งประจำกำลังพลทหาร กองทัพบก ขณะปฏิบัติ หน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกกองจัดการ กรมกำลังพลทหาร กอง ทัพบก และปรากฏในเวลาต่อมาว่า ได้มีการดำเนินคดีอาญาต่อพันตรี ทองคำ เดชเร ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยสมคบกันออก เอกสารทางราชการอันเป็นเท็จเพื่อให้นายอภิสิทธิ์หลีกเลี่ยงการเข้ารับการตรวจ เลือกฯด้วยการทำหลักฐานเท็จเพื่อบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่ง เป็นบุคคลที่มีลักษณะขัดต่อหลักเกณฑ์ของกองทัพบก ที่สามารถจะบรรจุเข้ารับ ราชการได้

เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ ได้ผ่านการตรวจเลือกและไม่ มีหลักฐานทางทหารนำมาส่งมอบ ประกอบเอกสารการบรรจุเข้ารับราชการทหารเพราะ เป็นคนขาดการตรวจเลือกฯเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2530 ถ้าหากจะดำเนินการบรรจุ เข้ารับราชการต้องกระทำภายหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกส่งตัวดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารพ.ศ.2497 มาตรา 27 และ มาตรา 45 พร้อมกับส่งตัวเข้ากองประจำการจนครบกำหนดเสียก่อน

4) แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่กำลังพลของโรงเรียนนายร้อย จปร. กลับเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของกองทัพบกที่ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น เป็นผู้อนุมัติระเบียบดังกล่าวนี้ จากเอกสารของทางราชการกองทัพบก ปรากฏว่ากรมสารบรรณ กองทัพบก ได้ทำการทักท้วงแล้ว แต่ผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ ขณะนั้นของโรงเรียนนายร้อย จปร. กลับไม่นำพา จึงเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่กำลังพลประกอบด้วย พ.อ.สมศักดิ์ พุ่มนิคม รอง ลก.บก.ทหารสูงสุด ขณะเป็นหก.กกพ.รร.จปร. ส่วน พล.อ.เผด็จ วัฒนะภูติ ขณะเป็นรองผบ.รร.จปร. ซึ่งรับผิดชอบงานด้าน กำลังพล และพล.อ.นิยม ศันสนาคม ขณะเป็น ผบ.รร.จปร.ทั้งสองนายพลนี้ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการไปแล้ว จึงไม่สามารถตามไปเอาผิดทางวินัยได้ในปัจจุบัน

5) จากพฤติการณ์ตามข้อ1-4 ข้างต้นนี้ แสดงให้ เห็นว่า การขอบรรจุ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับราชการ ในตำแหน่งรักษาราชการ อาจารย์ส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อย จปร. มี วัตถุประสงค์จงใจหลีกเลี่ยงความผิดที่จะเกิดขึ้นตามกฏหมายพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 45 ซึ่งมีบทบัญญัติพอสรุปได้ว่า บุคคลใด หลีกเลี่ยง หรือขัดขืน ไม่มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกฯ ทำการตรวจ เลือกเข้ารับราชการทหารตามหมายเรียกของอำเภอ หรือมาแต่ไม่เข้ารับการตรวจ เลือกหรือไม่อยู่ จนกว่าการตรวจเลือกแล้วเสร็จ หรือหลีก เลี่ยง หรือขัดขืนด้วยประการใดก็ดี เพื่อจะไม่ให้เข้ารับราชการ ทหาร ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ต้องระวางโทษไม่เกิน 3 ปี

6) ดังนั้นการที่ ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เมื่อได้รับคำสั่ง บรรจุเป็นนายทหารสัญญาบัตรในตำแหน่ง รรก.อจ.สกศ.รร.จปร. แล้วเพียง 35 วัน ก็ได้ แจ้งความจำนงว่า จะขอลาออกจากราชการ ดังนั้นโดยสามัญสำนึก จึงแปลเจตนารมณ์ไปได้ว่า ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ ไม่มีเจตนาที่ จะปฏิบัติหน้าที่ในขณะรับราชการ ดังปรากฏหลักฐานทางราชการ ว่า ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ ได้ขอลากิจไปเยี่ยมญาติที่ประเทศ อังกฤษ 2 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2531 ถึง 30 กันยายน 2531 รวม 40 วัน และได้ขอลากิจอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ วันที่ 4 ตุลาคม 2531 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2531 รวม 67 วัน พฤติการณ์เยี่ยงนี้ แสดงให้เห็นว่า นายอภิสิทธิ์ไม่มีเจตนาที่จะ เข้ารับราชการทหารอย่างแท้จริง การสมัครเข้ารับราชการทหาร จึงเป็นเพียงการหาเหตุผลที่จะแก้ปัญหาความผิดทางอาญาจากกรณีการขาดตรวจเลือกเข้าเป็น ทหารกองประจำการเท่านั้น

7) การณีการบรรจุให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นอาจารย์ประจำส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อย จปร. จึงเป็นการ บรรจุที่ขัดระเบียบของกองทัพบก ซึ่งอนุมัติโดยผู้บัญชาการทหารบก(พล.อ. อาทิตย์ กำลังเอก) ตามท้ายหนังสือที่ กห.0401/1916 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2528 ประกอบกับหนังสือกรมกำลังพลทหารบกที่กพ. ทบ. 015/10006 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2522 ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจน ว่า การบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับราชการ ทหาร เป็นการบรรจุผู้ไม่มีคุณสมบัติตามระเบียบกองทัพบกกำหนด

3ทางเลือกของชนชั้นปกครอง:ปราบ ยึดอำนาจ หรือถอยไป

ที่มา Thai E-News



โดย Pegasus
3 กุมภาพันธ์ 2553

ชนชั้นปกครองไทยที่เสวยสุขด้วยอิทธิพล อำนาจมืดมานานแสนนาน ทำการรัฐประหารยึดอำนาจประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อรักษาฐานอำนาจของตนเอง บัดนี้ถึงเวลาที่จะต้องเลือกหนทางเดินข้างหน้าแล้ว ซึ่งคงตีบตันเหลือเพียงสามหนทางคือ การปราบเสื้อแดง การยึดอำนาจ หรือการถอยออกไปจากการเมืองไทยอย่างถาวร แล้วปล่อยให้ประชาชนเขาตัดสินปัญหาต่างๆกันเอง


เงื่อนไขที่เป็นก้างขวางคอชนชั้นปกครองไทยอย่างสำคัญที่สุดคือ การที่นายกทักษิณมีความเคลื่อนไหวที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นหากมีการใช้ความรุนแรง และหากไม่เกิดขึ้นคดีความทั้งหลายในที่สุดจะไปจบลงที่ศาลโลกในกรณีการยึดสนามบิน และการเข่นฆ่าประชาชน

ซึ่งไม่ว่าการดำเนินการทั้งสองอย่างนี้จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ชนชั้นปกครองในที่นี้จะขอเรียกโดยรวมๆว่าอำมาตย์นั้นรู้สึกขนพองสยองเกล้ามาก นับตั้งแต่ทหารและนักการเมืองที่ไปขึ้นเวทีพันธมิตร ปิดสนามบิน ปลอมเป็นเหลืองมายิงประชาชนพร้อมชูภาพพระบรมฉายาลักษณ์ คลิปเสียงและการยิงประชาชนที่ดินแดงและรอบๆพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล รวมถึงเหล่าทหารที่ออกมาแสดงพลังเร็วๆนี้ว่าจะติดร่างแหไปด้วยหรือไม่

เงื่อนไขการปราบคนเสื้อแดง ที่จะไม่ทำให้เกิดรัฐบาลพลัดถิ่นมีประการเดียวคือ คนเสื้อแดงยึดที่ทำการรัฐบาล สนามบิน เผาสถานที่สาธารณะต่างๆ ซึ่งคนเสื้อแดงย่อมไม่ทำ

ต่อให้มีการยึดทรัพย์ ยุบพรรค ลอบสังหารแกนนำเสื้อแดง หรือแกล้งทำเป็นจับแล้วเกิดชุลมุนเสียชีวิตเพื่อเป็นชนวนให้เกิดเหตุ คนเสื้อแดงที่ต่อสู้ด้วยเหตุผล สติปัญญาและวุฒิภาวะที่สูงกว่าจะไม่ตกหลุมพรางนี้อย่างแน่นอน แต่จะเก็บความแค้นนี้ไว้ชำระบัญชี ซึ่งแน่ละไม่ต้องรอถึงสิบปี

แต่ถ้าปราบคนเสื้อแดงเพราะหน้ามืดหมดทางไปและปิดประเทศตามที่เป็นข่าว ก็จะไม่สามารถทำได้ เพราะ นายกทักษิณจะประกาศตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น คนเสื้อแดงจะรอไฟเขียวเมื่อตั้งเสร็จเรียบร้อย มีการรับรองจากต่างประเทศแล้ว และมีการสั่งการจากรัฐบาลพลัดถิ่นให้ ประชาชน ข้าราชการ ตำรวจ ทหารออกมาปราบกบฏ นั่นจะเป็นสิ่งที่สุดจะคาดคะเนความเป็นไป กฎหมายสองมาตรฐาน หรือการปฏิบัติสองมาตรฐานอาจจะเกิดขึ้นกับอำมาตย์และบริวารได้ หากรอดชีวิตจากความชุลมุนครั้งนี้

เงื่อนไขการยึดอำนาจ ซึ่งบริวารของอำมาตย์ที่ชอบสูบยากล้องได้ออกมาให้สัมภาษณ์เร็วๆนี้ว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีกว่า

เวลาสามปีที่ผ่านมานี้คงเป็นข้อพิสูจน์ได้ดีแล้ว ดังนั้นก็น่าจะเป็นสิทธิของประชาชนเจ้าของประเทศเช่นกันที่จะกระทำการปฏิวัติสังคมไทยอย่างถอนรากถอนโคนเพื่อกวาดล้างสิ่งสกปรกและของชำรุดทั้งหลายในสังคมนี้ออกไป แม้ว่าจะมีแผนในการทำรัฐประหารปลอมๆเพื่อให้เสื้อแดงที่ไม่รู้จังหวะถลำตัวไปเผาบ้านเผาเมือง เพื่อให้ทหารอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายอำมาตย์ที่แท้จริงออกมาแสดงตัวเพื่อปราบกลุ่มรัฐประหารและเสื้อแดงไปพร้อมๆกัน โดยอ้างความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อย และรู้กันกับฝ่ายรัฐประหารที่ต้องออกมายึดอำนาจรัฐบาล เพื่อไม่ให้ต้องเกิดการลาออก หรือยุบสภา ซึ่งจะทำให้พรรคเพื่อไทยได้อำนาจรัฐก่อนที่จะมีการสั่งให้ยุบพรรคเพื่อไทยได้ทัน

การได้อำนาจรัฐของพรรคเพื่อไทยจะตามมาด้วยการปฏิรูปกฎหมายและรัฐธรรมนูญขนานใหญ่ ซึ่งฝ่ายอำมาตย์ไม่ยอมอย่างเด็ดขาด ความต้องการยึดอำนาจด้วยการรัฐประหารจึงมีทุกลมหายใจเข้าออก เสียแต่ว่าข่าวรั่วเสียก่อน การรัฐประหารหลอกนี้ประชาชนก็รู้และจะไม่ผลีผลามไปเผาบ้านเผาเมืองอย่างแน่นอน สิ่งที่ชาวเสื้อแดงจะทำคือรอการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเสียก่อนแล้วจึงออกทำการเช่นเดียวกัน

เมื่อเห็นว่าทั้งสองเงื่อนไขนั้น คนเสื้อแดงไม่หลงกล ไม่ถลำตัวง่ายๆทั้งมีจำนวนคนมหาศาลเกินกว่าล้านคนขึ้นไปแน่นอนแล้ว ฝ่ายอำมาตย์จะคิดอ่านกันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเลยเวลาวันที่ 4-14 กุมภาพันธ์ 2553 สิบเอ็ดวันอันตรายนี้ไปแล้ว ก็จะแสดงว่ากำลังทหารไม่สามารถสั่งได้เหมือนเดิมอีกต่อไป เหลือแต่อำนาจทางกฎหมายซึ่งก็จะไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว

เมื่อคนเสื้อแดงมีการรวมพลังกันได้จำนวนใกล้เคียงหรือมากกว่า 2 ล้านคน การเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลอาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากทุกพรรคการเมืองยกเว้นพรรคเก่าแก่ต้องฟังประชาชนกันทั้งสิ้น หากโชคดีงบประมาณผ่านได้เป็นผู้อนุมัติโครงการกันทั่วหน้าแล้ว การตีจากรัฐบาลและเข้าหารัฐบาลใหม่ย่อมเป็นไปได้มาก

ดังนั้นทางออกที่ดีของฝ่ายอำมาตย์คือการยอมถอย คืนอำนาจให้ประชาชนด้วยวิธีง่ายๆคือการส่งสัญญาณให้มีการยุบสภา ส่วนพรรคการเมืองไหนอยากเปลี่ยนแปลงปรับปรุงรัฐธรรมนูญหรือจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นเรื่องของประชาชน บ้านเมืองก็จะกลับสู่ความสงบสุข สมดังที่มีการนำเอากระแสพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2552 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปิดประกาศกันทั่วไปโดยมีความหมายว่า พระองค์ทรงปรารถนาให้บ้านเมืองเป็นปกติสุข

หากอำมาตย์ยอมถอยเสียทุกอย่างก็จะจบอย่างง่ายๆ ต่างคนต่างไปทำมาหากิน รัฐบาลใหม่เข้ามาก็จะสะสางปัญหาความอยุติธรรม ปฎิรูประบบกฎหมายและศาล แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย สร้างกลไกไม่ให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นได้อีกต่อไปเป็นต้น

ทั้งนี้ก็เป็นไปตามที่ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนจะเลือกพรรคการเมืองที่เชื่อว่าจะเข้ามาสร้างความสมานฉันท์เช่น พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีโพลบางสำนักบอกว่ากำลังมีเสียงสนับสนุนดีวันดีคืน เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ไม่ว่าเหลืองหรือแดงก็จะกลับมาเป็นประชาชนปกติธรรมดาของประเทศไทยต่อไป

โครงสร้างสำคัญๆของชาติก็จะยังคงทำหน้าที่ได้ต่อไปโดยอยู่ในกรอบ กฎเกณฑ์ กติกาของประชาธิปไตย รวมถึงกองทัพที่ไปรับใช้อำมาตย์ ลืมประชาชนมานานหลายสิบปีจะได้เกิดสำนึกผิด ออกจากสนามกอล์ฟ มาทำหน้าที่รั้วที่ดีของชาติต่อไป

***********

นักข่าวร้อยล้าน ยึดช่องหอยม่วงป้ายสีเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



แผนสมคบคิด?-สนธิญาณ หนูแก้ว เคยมี"ภารกิจลับระดับสูง"ในการใช้สื่อวิทยุของเขาที่ได้ทุนจากสำนักงานทรัพย์สินฯเปิดประเด็นสกัดไม่ให้ณรงค์ วงศ์วรรณ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และ"บิ๊กสุ"ได้เสียสัตย์เพื่อชาติเป็นนายกฯ นำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จากนั้นเขาก็เป็นคนวิ่งเต้นเส้นสายให้อานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกฯพระราชทานรอบ 2 และเข้าไปประมูลสถานีโทรทัศน์itvจากรัฐบาลอานันท์ชนะ การกลับมามีบทบาทกล่าวหาเสื้อแดงล้มสถาบันคราวนี้ของสื่อในมือเสี่ยต้อยผ่าน"ช่องหอยม่วง"หรือจะเป็น"ภารกิจลับระดับสูง"ซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ...?



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กุมภาพันธ์ 2553

นักข่าวร้อยล้าน-เสี่ยต้อยกับชีวิตพอเพียงในคฤหาสถ์พื้นที่ 1 ไร่ริมทะเลสาบ และทรัพย์สินที่มีมากกว่า 100 ล้านในวันนี้


สำนักข่าวtnewsของสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หรือสนธิญาณ หนูแก้ว ได้ปักหลักทำสกู๊ปทาง"ช่องหอยม่วง"โทรทัศน์ช่อง 11 ให้ร้ายว่าเสื้อแดงเคลื่อนไหวล้มสถาบันเบื้องสูง อย่างต่อเนื่องในช่วงนี้

น่าประหลาดที่ว่าชายผู้นี้ในอดีตเคยคุยกับใครต่อใครว่าเคยเข้าป่าจับปืนกับพรรคคอมมิวนิสต์ฯหวังพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน สร้างสังคมใหม่ที่ไม่มี"เจ้า" วันนี้เมื่อเป็นนักข่าวที่มีคำว่า"เสี่ย"100ล้านนำหน้า กลับใช้ข้อหาเดียวกับที่พวกฝ่ายขวาสุดโต่งเคยใช้เมื่อยุค30กว่าปีก่อน มาให้ร้ายขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเสื้อแดง...

นอกจากการทำสกู๊ปข่าวป้ายสีผ่านช่องหอยม่วงแล้ว เวบไซต์ tnewsของเสี่ยต้อยร้อยล้านก็โหมกระพือเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

กลางใจอำมาตย์-เมื่อไวๆนี้สนธิญาณให้สัมภาษณ์สื่อว่าเขาเป็นสื่อที่เลือกข้างน้อยที่สุดแล้ว ค่อนข้างจะเป็นกลางมากที่สุด

ในซีรีส์ชุด"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่นที่เคยลงเผยแพร่ในไทยอีนิวส์ ผู้เขียนคือคุณ"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"กล่าวในเชิงตั้งข้อสงสัยว่า สนธิญาณ หนูแก้ว ดูจะมี"ภารกิจลับ"ในการใช้สื่อวิทยุของเขาที่ได้ทุนจากสำนักงานทรัพย์สินฯในการเปิดข่าวสกัดไม่ให้ณรงค์ วงศ์วรรณ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และ"บิ๊กสุ"ได้เสียสัตย์เพื่อชาติเป็นายกฯ นำไปสู่การประท้วงขับไล่สุจินดาออก จากนั้นเขาก็เป็นคนวิ่งเต้นเส้นสายให้อานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีพระราชทานรอบ 2 และเขาเข้าไปประมูลสถานีโทรทัศน์itvจากรัฐบาลอานันท์ได้ แต่หุ้นส่วนแตกคอกันเสียก่อน

การกลับมาของสนธิญาณหนนี้ในการใช้สื่อช่อง 11 โจมตีว่าเสื้อแดงจะล้มสถาบัน และประกาศโจมตีทางเวบไซต์tnewsของเขาจึงน่าจับตามองว่าต้อยสนธิญาณได้รับภารกิจลับระดับสูงอะไรมาอีกหรือไม่?

ด้านล่างนี้คัดมาจากซีรีส์ลากไส้สื่อเหี้ย ตอน"จากไดโนเสาร์วิวัฒนาการมาเป็นเหี้ย"

*นอกจากรายการทีวีทางช่องหอยม่วงแล้ว เสี่ยต้อยร้อยล้านยังออกหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คให้ร้ายขบวนการประชาธิปไตยด้วย


สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม(หนูแก้ว) ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวINNซึ่งมีบทบาทสกัดไม่ให้ณรงค์ วงศ์วรรณขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ในที่สุดบิ๊กสุต้องเสียสัตย์เพื่อชาติมาเป็น นำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และเขาต้องตามไปแก้ไขในตอนจบของเหตุการณ์แบบลึกลับ

ทีนี้เพื่อตอบคำถามว่าทำไมชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ เพื่อนผู้พี่ของต้อย ตอนนี้ดูจะออกแนวเหลืองๆ ผมก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เป็นเรื่องที่ชัชรินทร์เคยบอกคนใกล้ชิดว่าเขาจะเก็บเรื่องนี้ให้ตายไปกับตัว ...

อย่างที่ผมเล่าไปว่าชัชรินทร์ชอบคบคนไม่มีอำนาจ หรือหมดอำนาจแล้ว มันก็มีองค์กรหนึ่งเคยมีอำนาจ ดันมาหมดอำนาจเพราะป่าแตก ก็คือพรรคคอมมิวนิสต์...ชัชรินทร์ก็ไปเอาพิรุณ ฉัตรวณิชกุล กรรมการกลางพรรคฯมาลงสัมภาษณ์ในหนังสือรายสัปดาห์ของเขา พิรุณก็พูดไปหลายเรื่องรวมทั้งเรื่องสมัชชา4พคท.ที่ทำให้ป่าแตก แล้วก็แนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธ

แต่ความซวยมาเยือน ทางการจับพิรุณได้พร้อมกับเมียคืออาจารย์ชล ตอนนั้นตั้งท้องแก่อยู่เป็นที่น่าอนาถมาก ชัชรินทร์ก็ต้องไปนอนคุกด้วย ตรงนี้จะเห็นว่าชัชโดนคุกข้อหาเป็น”แดง” มาวันนี้เสือกออก”เหลือง”นี่คนคงงองู2ตัวแดก

ชัชรินทร์ยังมีความสนิทสนมกับพวกป่าแตกอีกหลาย ในนั้นรวมทั้งคนเขียนหนังสือเรื่อง”จากดอยยาวถึงภูผาจิ”ชื่อนามปากกาจันทนา ฟองทะเล ฟังแล้วออกหญิงแต่แกเป็นผู้ชายนะฮะ แล้วก็ไปทำงานที่มหาลัยรังสิต กลายเป็นมือขวาดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ไป

ในยุครสช.มีการตั้งพรรคสามัคคีธรรมขึ้นพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ส่วนประธานสภาดร.อาทิตย์ได้เป็น และเป็นหนแรกในรอบหลายสิบปีที่ให้ประธานสภาผู้แทน เป็นประธานรัฐสภา มีสิทธิ์ในการเสนอชื่อทูลเกล้าใครเป็นนายกฯ

ตามคิวก็ต้องเป็นพ่อเลี้ยงณรงค์ แต่พ่อเลี้ยงณรงค์ดันโดนสำนักข่าวINNที่เพิ่งตั้งได้หมาดๆแฉว่าแกค้าผงขาวตราสิงโตคู
่เหยียบลูกโลก จนอเมริกาไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศ


สำนักข่าวINNนั้นก่อตั้งโดยเพื่อนผมคือไอ้ต้อย-สนธิญาณ หนูแก้ว(ตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นชื่นฤทัยในธรรม เพราะมันชักแก่วัด) ไอ้ต้อยนี่เป็นคนปักษ์ใต้ ตัวดำสะตอพันธุ์แท้ เข้าป่ามาออกมายังไงไม่รู้ เสือกไปสนิทกับอาจารย์จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยาซะงั้น อาจารย์จิรายุก็คือผู้อำนวยการทรัพย์สินฯไง พูดง่ายๆคือคนหาเงินให้ข้างบน

ไอ้ต้อยก็ให้อาจารย์จิรายุหนุนตั้งสำนักข่าวขึ้นมา ส่วนว่าINNไปเล่นพ่อเลี้ยงณรงค์จนชวดเก้าอี้นายกฯ เลยไปจบที่สุจินดา จนบานปลายเป็นพฤษภาทมิฬนี่ถือเป็น”แผนสมคบคิด”กันหรือเปล่า ผมก็ไม่อยากเดา เพราะไม่มีข้อมูลสนับสนุน แต่มันมีความเป็นไปเป็นมาอย่างนี้ ใครจะอยากสงสัยก็เชิญ ผมไม่เกี่ยว

พอเกิดพฤษภาทมิฬ ไอ้ต้อยก็ไปม็อบลุยกันใหญ่วันที่ยิงกันหน้าโรงแรมรอแยล ใครจะหนีก็ช่าง แต่ไม่ใช่ไอ้ต้อย ไอ้นี่บัญชาการลุยแถวหน้าเลยทีเดียว มันบอกมี"พระดี"เลยรอดมาได้

พอพฤษภาทมิฬจบ ในหลวงเรียกเด็กๆเข้าไปหมอบ แล้วฟาดก้นคนละป๊าบให้เลิก แต่ปัญหาไม่จบ เพราะต้องตั้งนายกฯใหม่ พวกพรรคสามัคคีธรรมก็หน้าด้านบอกว่า ก็พวกประท้วงอยากได้นายกฯจากการเลือกตั้งไม่ใช่เหรอ งั้นพวกกูก็ขอใช้สิทธิ์ให้หัวหน้าพรรคคนใหม่คือพล.อ.อ.สมบุญ ระหงส์ เป็นนายกฯ คนก็ยี้กันทั้งประเทศ ขอให้ยุบสภา แต่ตอนนั้นนายกฯก็ไม่มี มันก็ต้องหา หาไม่โดนใจเดี๋ยวมีม็อบภาค2อีก เพราะม็อบยังไม่แตกสนิท ไอ้ตู่จตุพรพาคนหลบไปสมรภูมิม.รามฯอยู่

อันนี้เรื่องของเรื่องเลยมาถึงบทตัวพระออกโรง คือชัชรินทร์นี่รู้จักกับจันทนา ฟองทะเล มือขวาของดร.อาทิตย์ที่เป็นประธานสภา อีกฟากก็สนิทกับไอ้ต้อย มือขวาอาจารย์จิรายุชนิดเป็นพี่น้องรักกันมาก ชัชรินทร์เลยต้องเป็นmatch makerไป

ชัชรินทร์เล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่า เขาก็ได้ตัวประธานสภามาอยู่กับเขา แล้วเขาก็ได้ดร.จิรายุพาเข้าวัง ตอนเข้าวังไปนี่ชัชรินทร์ซึ่งเคยถูกจับข้อหาคอมฯก็บอกว่าทึ่งมาก เพราะในห้องทรงงานเต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องไม้ไฮเทค ชนิดที่ว่าแฟ็กซ์นี่เพิ่งมีกันในเมืองไทยตอนนั้น แต่ห้องทรงงานนั้นน่าจะมีอินเตอร์เน็ตใช้กันแล้ว...อย่าลืมว่าเป็นพ.ศ.2535นะ

ขอข้ามเรื่องวงในไป เดี๋ยวผมจะซวยฐานรู้มากแล้วเอามาเผยในที่แจ้ง สรุปก็คือตามที่คนไทยและชาวโลกตกตะลึงกันตอนนั้นคือ แทนที่รถของวังจะนำตราตั้งพระบรมราชโองการไปบ้านพล.อ.อ.สมบุญที่แต่งตัวชุดขาวรออยู่ท่ามกลางสำนักข่าวเพียบ และเสียงคนด่าแม่ทั้งประเทศ ก็ขับเลยไปบ้านนายอานันท์ ปันยารชุน และก็เรียบร้อยโรงเรียนจิตรลดาอย่างที่รู้กัน อานันท์เป็นนายกบร๊ะราชทานรอบ2!

ความสัมพันธ์ของชัชรินทร์กับสนธิญาณก็เหนียวแน่นยาวนานมาป่านนี้ ตอนนี้สนธิญาณก็ตั้งกลุ่มห่าเหวอะไรซักอย่างมั้ง ที่ให้สินบน1ล้านจับไอ้เหลี่ยมนั่นแหละ ส่วนชัชรินทร์ก็มาสัมพันธ์กับพี่เปลว ไทยโพสต์ที่แกเกลียดเหลี่ยมยังกะขี้ด้วย ก็เลยอาจจะเหลืองไปด้วย

คนหนังสือพิมพ์นี่อย่างผมด่าไปหากไม่ขายวิญญาณให้ซาตานเพราะกลายเป็นหมาหิวเงิน ก็อาจขายด้วยเหตุผลพิเศษอื่นๆ อย่างกรณีของชัชรินทร์นี่ไม่รู้ขายไปหรือยัง ก็ลองสดับดู...

และส่วนว่าไอ้ต้อยคัมแบ็คมามีบทบาททางการเมืองหนนี้มันมีมิชชั่นลับ"ระดับสูง"เหมือนตอนพฤษภาทมิฬหรือไม่ ก็คอยดูๆกันไป

ในแวดวงนักข่าวแล้วต้อยมีสายสัมพันธ์แน่นเหนียวกับชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ นอกจากนั้นก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสุนันท์ ศรีจันทรา ที่ตอนนี้จัดรายการทางทีวีวิทยุให้ร้ายฝ่ายเสื้อแดงทุกวัน และมักชวนคนดูคนฟังของสุนันท์ให้เตรียมใช้ความรุนแรงกับคนเสื้อแดง รวมทั้งสนิทสนมกับสำราญ รอดเพชร โฆษกพันธมิตรด้วย

ขณะที่ในสำนักข่าวINNในปัจจุบันยุคของ"ลุงชาวใต้"ซึ่งเป็นทายาทที่เสี่ยต้อยสร้างไว้ ดูจะได้รับอิทธิพลจากเสี่ยต้อยลูกพี่เก่าไม่น้อย สังเกตจากพาดหัวข่าว หรือข่าวที่ส่งทางSMSมักจะมีธงมีทางที่คอยดิสเครดิสเสื่อแดง ฝ่ายที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และอิงแอบแนบชิดกับอำมาตย์อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

สายสัมพันธ์สนธิญาณ+จิรายุ ผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯ+บุญชัยอดีตเจ้าของDTAC

ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรมาเจอกัน-ต้อยกับเอ๋-สมชาย แสวงการ(ซ้าย)ยุคทำงานINN ปัจจุบันสมชาย หรือเอ๋ มาเป็นสว.ลากตั้งในกลุ่ม 40 สว.รับใช้อำมาตย์



ต้อย สนธิญาณเล่าให้นิตยสารwho? magazine ฟังถึงชีวิตเขาจากกุ๊ยมาเป็นนักข่าวรวยระดับ100 ล้านในวันนี้ ก็เพราะได้ไปมีความสัมพันธ์กับดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และบุญชัย เบญจรงคกุล อดีตนายใหญ่ยูคอม เจ้าของDTAC คู่แข่งคู่กัดมือถือของทักษิณ ชินวัตร ดังความข้างล่างนี้

สมัยเป็นนักศึกษารั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ชื่อว่าเป็นนักกิจกรรมตัวยง ซึ่งทำให้ ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และการเป็นนักกิจกรรมนี้เองทำให้เขามีโอกาสร่วมงานกับ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกลายเป็นจุดหักเหที่ทำให้เขาได้มีโอกาส กระโดดเข้าสู่งานชิ้นสำคัญทางด้านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ

เส้นทางการก้าวเข้าสู่ชีวิต"นักข่าว"ของสนธิญาณ เริ่มต้นจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 สมัยที่ประชา มาลีนนท์ ลูกชายคนรองของ วิชัย มาลีนนท์ เป็นผู้ควบคุมดูแลงานทางด้านข่าวของสถานี จากนั้นโลดแล่น อยู่บนถนนน้ำหมึก ร่วมกับ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ทำหนังสืออาทิตย์วิเคราะห์ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขาก้าวสู่เส้น ทางธุรกิจวิทยุ จัดตั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น (INN) บุกเบิกการนำเสนอข่าว 24 ชั่วโมง สร้างความฮือฮาให้กับ วงการสื่อด้านวิทยุอย่างมากในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

จวบจนเมื่อครั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก้าวเข้าสู่กิจการทางด้าน “สื่อ” ในนามของสยามทีวี แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น เขาได้รับมอบหมายจาก ดร.จิรายุให้เข้ามารับงานชิ้นนี้ ซึ่งมีส่วนร่วมกับทีมของ จุลจิตต์ บุณยเกตุ ในการทำข้อเสนอในการยื่นประมูล จนกระทั่งสามารถคว้างานประมูลมาได้ ทำให้ก้าวกระโดด สู่สยามทีวี และเป็นสื่อประเภทเดียวที่ยังไม่มีโอกาสทำสำเร็จ เพราะมีปัญหาของผู้ถือหุ้นเสียก่อน ทั้งนี้ ในช่วงที่ไอเอ็นเอ็นไปมีสายสัมพันธ์กับมีเดียพลัส ก็เคยมีการตกลงจะผลิตข่าวป้อนให้ไทยสกายทีวีมาแล้ว แต่ความฝันต้องสลายเป็นครั้งที่ 2

ไม่นาน สนธิญาณจึงกลับไปปักหลักใหม่กับไอเอ็นเอ็นอีกครั้ง แม้ว่าคลื่นข่าวของไอเอ็นเอ็นยัง สามารถจับกลุ่มผู้ฟังได้เหมือนเดิม แต่ปัญหาครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน เมื่อต้องมาเจอกับเรื่องเงินลงทุน เพราะสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็บอบช้ำ เพราะขาดทุนกับธุรกิจทางด้านสื่อและโทรคมนาคมมาไม่น้อย จึงลดการ ลงทุนในธุรกิจสื่อลงทั้งหมด เขาจึงต้องหาพันธมิตรรายใหม่มาร่วมลงทุนในไอเอ็นเอ็นแทน

และเป็นเวลาเดียวกันที่กลุ่มยูคอมกำลังขยายธุรกิจทางด้านบรอดคาสติง ยูคอมจึงกลายมาเป็น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในไอเอ็นเอ็น ไม่นานปัญหาก็เกิดขึ้นมากมาย ทำให้เขาตัดสินใจออกมาก่อตั้งสถานีวิทยุ BUSINESS RADIO FM 96.5 จากนั้นมาตั้งสำนักข่าว ทีไอเอ็น เรดิโอ ใช้สถานีวิทยุ คลื่นหญิงพลังหญิง และคลื่นหญิงพิทักษ์เมือง จนกระทั่งมาเปิดบริษัทของตัวเองในนาม สำนักข่าว T-NEWs, บริษัท กรีน โพรเท็คท์ จำกัด และเป็นผู้บริหารคลื่นวิทยุ FM101 MHz, 102.5 MHz, 103.5 MHz, 104.5 MHz

ใครจะล้ม?

ที่มา Thai E-News



ปกป้องสถาบัน?-นับแต่สนธิ ลิ้มทองกุล และขบวนการเสื้อเหลืองใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อชัยชนะของตนเอง และอ้างว่าปกป้องสถาบัน ทั้งกล่าวหาว่าทักษิณและฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยต้องการล้มสถาบัน ก็ทำให้กระทบกระเทือนต่อเบื้องสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย


โดย จักรภพ เพ็ญแข
2 กุมภาพันธ์ 2553



สมัยก่อนเขาใช้ข้อกล่าวหาคอมมิวนิสต์มาใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง เพื่อทำลายศัตรูคู่แข่งหรือคนที่ตัวคิดว่าเป็นภัยคุกคาม เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนไปใช้ข้อกล่าวหาว่าจะ “ล้มเจ้า” มาทำลายแทน

เพื่อสื่อสารว่ามีคนคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบที่ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นในเมืองไทย

แล้วก็แจ้งความ กล่าวหา ส่งสำนวน และสั่งฟ้องกันให้ชุลมุนไป ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เมื่อมวลชนใส่เสื้อเหลืองปรากฏตัวขึ้นอย่างดุดันก้าวร้าว มุ่งโค่นล้มรัฐบาลของฝ่ายประชาชนอย่างเป็นระบบและมีแรงสนับสนุนที่ดียิ่ง

จนต่อมามีการจับกุมคุมขังเกิดขึ้นหลายสิบรายทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศตามการจุดชนวนนั้น

โชคดีที่การรณรงค์ของระบอบคอมมิวนิสต์ในระดับโลกสิ้นสุดลงไปพร้อมกับสงครามเย็น แต่น่าสนใจว่าข้อหาคอมมิวนิสต์ใหม่คือ “ล้มเจ้า” จะไปจบลงตรงไหน เนื่องจากเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกัน กรณีคอมมิวนิสต์มีที่มาของเรื่องที่ชัดเจนและเป็นปรากฏการณ์ในหลายประเทศทั่วโลก แต่กรณีหลังขาดทั้งความชัดเจนทางกฎหมายและมีลักษณะครอบงำทางสังคมจนไม่ต้องถามเหตุผล

ที่สำคัญคือเป็นปรากฏการณ์เฉพาะตัวของเมืองไทยที่สังคมโลกกำลังจับตามองอย่างสงสัย

สถาบันพระมหากษัตริย์มีอยู่ในหลายประเทศ แต่ไม่ปรากฏว่าประเทศใดยกเรื่องนี้ขึ้นมาไล่ล่าขับเคี่ยวกันอย่างนี้

หลายประเทศไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแปลว่ากระไร ยกเว้นฝรั่งเศส ซึ่งก่อการปฏิวัติประชาชนโค่นล้มกฎหมายประเภทนี้โดยตรง เราจึงรับมรดกเก่าๆ ของเขามาเรียกกันว่า les majesty

แต่เอาเถิด เมื่ออุตส่าห์ขุดค้นมาใช้งานกันถึงขนาดนี้แล้ว ตั้งวงคุยกันสักหน่อยไม่เสียหายอะไรไปมากกว่านี้หรอกครับ

สิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสถาบันพระมหากษัตริย์ของทุกประเทศทั่วโลกคือ พระราชอำนาจ

พระราชอำนาจนั้นมีหลายทาง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอำนาจทางการเมือง ซึ่งรวมทั้งพิธีการและงานเฉพาะกิจอย่างสงคราม อำนาจทางสังคม และอำนาจทางวัฒนธรรม ส่วนอำนาจทางเศรษฐกิจนั้นไม่มีมากนักในสถาบันกษัตริย์ของโลก

ข้อกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงแปลว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำการที่ถือว่าหมิ่นอานุภาพอันล้นพ้นและยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน

การหมิ่นพระราชอำนาจจึงเป็นหัวใจของเรื่อง

แต่คนที่มุ่งทำลายศัตรูเพื่อหวังผลทางการเมือง เขานำข้อกล่าวหาเรื่องการหมิ่นพระราชอำนาจมาขยายจนเป็นการล้มเจ้าหรือทำให้คนทั่วไปคิดไปถึงขนาดนั้น

คนละเรื่องกันแท้ๆ ก็เอามาคลุกเคล้ากันจนเกิดความเสี่ยงต่อสถาบันเอง ตามคำโบราณว่าเสี่ยงพระมหากษัตริย์

ข้อกล่าวหาว่า “ล้มเจ้า” หมายความว่ามีขบวนการอย่างเป็นรูปธรรมที่ทำงานยึดโยงกันเป็นหมู่คณะ มีแผน มีหน่วยปฏิบัติการอะไรต่างๆ มากมาย แม้กระทั่งอาวุธยุทโธปกรณ์ ฟังดูน่ากลัวยิ่งนัก

แต่ผู้ที่ถูกกล่าวหา ถูกไล่ล่า และถูกจับกุมแต่ละราย กลับเป็นบุคคลเดี่ยวๆ ที่กระทำการต่างกรรมต่างวาระกันอย่างชัดเจนไม่มีความเชื่อมโยงกัน

หากขบวนการอย่างนี้มีจริง และผู้ที่มีหน้าที่ที่อ้างความจงรักภักดีทั้งหลายไม่นำออกมาให้สังคมได้เห็นเป็นประจักษ์ ก็เท่ากับว่าผู้ที่ขยันกล่าวหาคนอื่นนั่นเองที่เป็นตัวการสำคัญในเรื่องนี้ เพราะละเว้นไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญ

ส่วนข้อเสวนาเรื่องพระราชอำนาจนั้น มีความสำคัญต่ออนาคตของบ้านเมืองอย่างที่สุด เพราะจะนำไปสู่ทางออกทางการเมืองหรือจะสร้างปัญหายิ่งไปกว่านี้ก็ได้

พระราชอำนาจมิใช่สิ่งที่ทรงใช้โดยพระมหากษัตริย์เท่านั้น ยังมีผู้ที่ใช้พระราชอำนาจอย่างที่เรียกว่าทำหน้าที่ในพระปรมาภิไธยอีกเป็นจำนวนมากในเมืองไทย เช่น ตุลาการผู้ขึ้นบัลลังก์ทำหน้าที่ “ศาล” ผู้มีอำนาจโยกย้ายข้าราชการระดับสูง องคมนตรี เป็นต้น

แม้กระทั่งพระบรมวงศานุวงศ์และคนทั่วไปที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้แทนพระองค์ในบางกรณี ก็ใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อยู่ในห้วงเวลานั้นๆ

รวมความแล้วพระราชอำนาจของกษัตริย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐ

อำนาจรัฐคือเงื่อนไขสำคัญที่บอกเราว่า จะเขียนรัฐธรรมนูญและบังคับใช้รัฐธรรมนูญอย่างไรให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในรัฐ

รัฐธรรมนูญคือสิ่งที่ระบุว่าคนทุกๆ คนในรัฐนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร เช่น กษัตริย์กับราษฎร เจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน ข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือน สิทธิและหน้าที่ของปัจเจกบุคคล เป็นต้น

ข้อเสวนาในเวลาอันควรเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดได้ จึงต้องเกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะสามปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดการกล่าวอ้างพระราชอำนาจหรือแม้แต่สงสัยกันว่าแอบอ้างพระราชอำนาจบ่อยครั้งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

จริงหรือปลอมก็ถือว่ามีผลกระทบในทางลบทั้งนั้น เพราะการเมืองที่แล้วมาสามปีเป็นแบบ “ขวาพิฆาตประชาธิปไตย” ใครรับอุปถัมภ์ไว้เป็นซวยทุกคน ไม่ว่าหน้าไหนทั้งนั้น

จึงขอเตือนมายังคนที่ชอบกล่าวหาคนอื่นเรื่อง “ล้มเจ้า” ว่า หากเจตนาคือการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ จงหยุดการกระทำเช่นนี้ในทันที แต่ถ้าเจตนาเร้นลับคือการทำให้สถาบันฯ เสียหาย ก็ขอให้คณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ พิจารณาโดยใช้สติปัญญาอย่างแยบคาย หรือ โยนิโสมนสิการ

ขนาดยอมให้โจรมาจัดงานที่เรียกว่ามหามงคล จะช่วยเสริมหรือทำให้ทรุด ใช้พุทธปัญญากันเอาเอง.


-----------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Tuesday, February 2, 2010

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

ไม่ยุบไม่แก้

สังคมไทยไร้สติ

ถึงกับต้อง "ตบเท้า" เชียวรึ?

กุมภาพันธ์อันตราย

บัญชีทรัพย์สิน! ‘ทักษิณ ชินวัตร’

‘นครปัตตานี-ม.21’ จุดเปลี่ยนดับไฟใต้!

หนี..วิกฤติการเมือง

เรื่องเก่า

“เหลืองที่เรียกว่าขี้”

อาการ ‘หวาดผวา’

รายงานจากลอนดอน: ทูตไทยจัดถกการเมือง ‘สุจิต บุญบงการ’ ชี้คนไทยเหลืองทั้งแผ่นดิน

ที่มา ประชาไท


สถานทูตไทยจัดเสวนา “สถานการณ์การเมืองไทย: ความเป็นมาและอนาคต” ที่ ม.ลอนดอน ทูตไทยยืนยันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง อัดสื่อนอกชอบนำเสนอแง่ลบ “สุจิต บุญบงการ” เชื่อคนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนเสื้อเหลือง แม้มีบางกลุ่มไม่เห็นด้วย ชี้มาร์คพยายามเป็นทางเลือกที่สาม“ดังแคน แมคคาโก” ชี้เมืองไทย 5 ปีมานี้เกิดภาวะที่คิดว่าตัวถูกต้อง และภาวะแบ่งพวก แต่ยังเชื่อว่าจะมีทางออก

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.53 ที่ห้องประชุมบรูไน วิทยาลัยบูรพาและแอฟริกาศึกษา (School or Oriental and African Studies: SOAS) มหาวิทยาลัยลอนดอน สถานทูตไทยประจำสหราชอาณาจักรและสมาคมนักเรียนไทย SOAS ได้จัดเวทีเสวนา “สถานการณ์การเมืองไทย: ความเป็นมาและอนาคต” (Thai Political Situation: Wherefrom and Whereto?)
โดยมีนักวิชาการจากไทยและอังกฤษ 4 คน เป็นผู้อภิปราย ได้แก่ ศ.เกียรติคุณ ดร.สุจิต บุญบงการ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและบทบาทขององค์กรทางการเมืองต่างๆ ศ.ดร.ดังแคน แมคคาโก (Duncan McCargo) จากภาควิชารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยลีดส์ อภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ ศ.ดร.ปีเตอร์ ไรแลนด์ (Peter Leyland) จากมหาวิทยาลัยมหานครลอนดอน (London Metropolitan University) จะอภิปรายประเด็นรัฐธรรมนูญและองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญ และ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อภิปรายเรื่องทางออกจากวิกฤติการเมือง
โดยเสวนาครั้งนี้มีนักศึกษาไทยจากทั่วอังกฤษ นักการทูตในกรุงลอนดอน นักวิชาการอังกฤษทางด้านเอเชียศึกษา และประชาชนไทยในอังกฤษรวมถึงพระภิกษุชาวไทย เข้าร่วมฟังราว 300 คน
สถานทูตสกัด “ใจ” ห้ามเข้าฟังเสวนา-แจกใบปลิว ส่วนบทความ “บวรศักดิ์” แจกได้
ก่อนเสวนา รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ถูกสถานทูตห้ามแจกใบปลิวที่ขึ้นหัวข้อว่า “สถานการณ์การเมืองไทยที่ว่าประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพได้ถูกทำลายไปภายใต้รัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะการนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาใช้ในการทำลายและปิดปากเสียงที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล”
โดยเจ้าหน้าที่สถานทูตพยายามไม่ให้ รศ.ใจแจกใบปลิวโดยการเรียก รปภ.ของมหาวิทยาลัยมาเชิญใจออก โดยใจประท้วงว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ ในขณะที่เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยประจำกรุงลอนดอนได้แจกเอกสาร “ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”: เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก” ที่เขียนโดย ศ.ดร.บวรศักดิ์ ซึ่งเป็นเอกสารที่อธิบายว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัฒนธรรมไทย
สุดท้าย “ใจ” เข้าฟังได้ เหตุองค์กรนักเขียนช่วยลงทะเบียนให้
นอกจากนี้ทางสถานทูตไทยยังพยายามไม่ให้ใจเข้าเสวนา โดยให้เหตุผลว่าไม่ได้ลงทะเบียน ในขณะที่มีนักศึกษาไทยจำนวนมากที่ไม่ได้ลงทะเบียนสามารถเข้าฟังเสวนาได้ แต่ท้ายสุดเขาก็สามารถเข้าฟังการเสวนาได้เนื่องจากสมาคมนักเขียนสากล หรือ International PEN ได้ลงทะเบียนให้เขาในนามสมาชิกองค์กร
สำหรับใบปลิวที่ รศ.ใจแจกนั้นมีเนื้อหาเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมืองในประเทศไทย และระบุว่า ปัจจุบันนี้การเรียกร้องประชาธิปไตยและการพูดความจริงกลายเป็นอาชญากรรม มีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกระจายไปทั่วและการพยายามเซ็นเซอร์สื่ออย่างเบ็ดเสร็จ นอกจากนี้มีการพูดถึงระบบสองมาตรฐานในศาลที่ยุบพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด มีการร่างรัฐธรรมนูญของทหารที่ให้ความชอบธรรมกับรัฐประหารและระบุว่าจะต้องมีการเพิ่มงบประมาณทหาร ในการขณะที่ต้องจำกัดงบประมาณทางสังคม
ใบปลิวยังเสนอว่า พวกที่สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา ดูถูกปัญญาของคนจนและต้องการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคอดีตที่มีแต่การซื้อขายเสียงของพรรคการเมืองโดยไม่สนใจประชาชน ทางออกที่จะแก้ปัญหาสำหรับสังคมไทยคือต้องนำประชาธิปไตยกลับมา ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต้องตัดกำลังกองทัพ และนำผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาลงโทษ
ทูตไทยยืนยันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง อัดสื่อนอกชอบนำเสนอแง่ลบ
นายกิตติ วะสีนนท์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน กล่าวเปิดเสวนาว่าในระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา สถานการณ์การเมืองไทยไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นเท่าไรเนื่องจากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลถึงสามรัฐบาลในระยะเวลาไม่กี่ปี
ในความขัดแย้งนี้พระมหากษัตริย์ไทยได้ถูกดึงเข้ามาอยู่ในห้วงความขัดแย้งแม้ว่าสถาบันกษัตริย์ไทยอยู่เหนือการเมือง การเสนอข่าวโดยสำนักข่าวต่างประเทศก็เป็นไปในแง่ลบ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก เนื่องจากสำนักข่าวต่างๆ มักจะชอบรายงานข่าวที่เป็นไปในแง่ลบเป็นเรื่องธรรมดา ทูตประจำกรุงลอนดอนกล่าวด้วยว่าอย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษก็ยังชอบไปเที่ยวประเทศไทยเป็นปกติ ซึ่งอาจจะชี้วัดได้ว่าสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายเท่าไร
หลังจากนั้นนายเดวิด บอล อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยและประธานสมาคมไทย-อังกฤษ ในฐานะผู้ดำเนินรายการได้กล่าวแนะนำผู้เสวนาโดยได้กล่าวว่าการเสวนาวันนี้ตรงกับเหตุการณ์ที่สำคัญในประเทศอังกฤษ คือ วันที่อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษนายโทนี่ แบลร์ ถูกเชิญไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมการตรวจสอบบทบาทประเทศอังกฤษในสงครามอิรัก แต่เราหวังว่าอดีตนายกฯ ทักษิณจะไม่เดินเข้ามาในห้องประชุมนี้ หลังจากนั้นนายเดวิดได้เริ่มเข้าสู่การเสวนาโดยแนะนำผู้อภิปรายทั้งสี่คน และหัวข้อที่แต่ละคนจะพูด
สุจิต ชี้เสื้อเหลืองเกิดขึ้นเพราะทักษิณคอรัปชั่น ไม่เคารพสถาบัน
โดยผู้อภิปรายคนแรกคือ ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาเริ่มต้นจากการที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้เข้าสู่อำนาจซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ตรงกับกระแสโลกาภิวัตน์ การเข้ามาสู่อำนาจของรัฐบาลทักษิณได้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ปัญหาคอรัปชั่น และการไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่การเริ่มต้นของขบวนการเสื้อเหลืองโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล
หลังจากนั้นได้เกิดการรัฐประหารขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2549 ซึ่งไม่สามารถทำลายทักษิณได้และทำให้สังคมไทยมีความแตกแยกกันเหมือนเดิม
อัดเสื้อแดงมีอดีต พคท.-ฝ่าย “สาธารณรัฐนิยม” เข้าร่วม
การเกิดขึ้นของขบวนการเสื้อแดงเป็นการเกิดขึ้นของการต่อต้านค่านิยมทางการเมืองในประเทศที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2495 คือ ค่านิยมทางจารีตประเพณีและค่านิยมอนุรักษ์นิยม กล่าวคือการเชื่อเรื่องกรรมและบุญ และการไม่ชอบการเผชิญหน้า
ขบวนการเสื้อแดงได้ดึงอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อดีตผู้นำนักศึกษา และ “นักสาธารณรัฐนิยม” เข้ามา ซึ่งขบวนการยังไม่มีความเป็นเอกภาพสักเท่าไร ประชาชนในชนบทต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา คนเสื้อแดงได้โจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และประณามรัฐบาลว่าอยู่ภายใต้การครอบงำของอำมาตย์ เพื่อที่จะต้องการที่จะทำลายชนชั้นปกครองอนุรักษ์นิยม (ศ.ดร.สุจิต ใช้คำว่า “conservative establishment”)
คนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนเสื้อเหลือง ชี้มาร์คพยายามเป็นทางเลือกที่สาม
ศ.ดร.สุจิต กล่าวต่อไปว่า แนวคิดอนุรักษ์นิยมยังมีบทบาทในประเทศไทย เนื่องจากแนวคิดอนุรักษ์นิยมสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ว่าคนไทยนิยมประชาธิปไตยแต่ประชาธิปไตยที่ว่านี้ต้องสามารถไปได้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเราสามารถพูดได้ว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนขบวนการเสื้อเหลือง แม้ว่าจะมีหลายผ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับขบวนการเสื้อเหลือง
สำหรับทางเลือกที่สาม แม้ว่าเราจะไม่มีผู้นำทางเลือกที่สามอย่างชัดเจน แต่พรรคประชาธิปัตย์พยายามทำตัวเป็นผู้นำของทางเลือกที่สามโดยที่มีนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำ
“แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะถูกรายล้อมด้วยกลุ่มการเมืองเก่าๆ ทำให้เขาต้องประนีประนอม แต่ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กำลังทำได้ดีโดยนโยบายประชานิยม ซึ่งจะทำให้กลุ่มที่สนับสนุนทักษิณอ่อนแอลงได้” ศ.ดร.สุจิต กล่าว
ศ.ดร.สุจิต กล่าวต่อไปว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไปก็จะเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกับชนชั้นล่าง ประชาชนในเมืองกับชนบท และคนรวยกับคนจน
ชี้ทหารมีบทเรียนแล้วจากการทำรัฐประหาร ทำอีกจะเกิดแรงต้านทั้งในและนอกประเทศ
ส่วนบทบาทของทหาร ทหารก็อาจจะทำรัฐประหารอีกครั้งถ้าสถานการณ์การเมืองเลวร้ายลงกว่านี้ ถ้าในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ศาลฎีกาได้ตัดสินยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และถ้ากลุ่มเสื้อแดงชุมนุมจนทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม ทหารก็อาจจะเข้ามามีบทบาทได้อีกครั้ง แต่ส่วนตัวของตนคิดว่าการทำรัฐประหารกับรัฐบาลประชาธิปไตยอาจจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากทหารได้มีบทเรียนแล้วว่า การทำรัฐประหารไม่ง่ายเหมือนการปกครองประเทศ และถ้ามีการรัฐประหารอีกจะมีแรงต่อต้านจากทั้งในและนอกประเทศ
ยืนยันพระมหากษัตริย์ทรงไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ศ.ดร.สุจิต กล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า พระมหากษัตริย์ทรงพยายามอย่างยิ่ง เพื่อจะไม่กระทำใดๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พระองค์ไม่ได้เข้ามามีบทบาทหลังจากการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ต่อต้านอดีตนายกทักษิณและการยึดสนามบิน ศ.ดร.สุจิต กล่าวด้วยว่า การเมืองไทยมีความแตกต่างจากการเมืองอังกฤษเนื่องจากการเมืองของอังกฤษมีรัฐบาลที่มีความมั่นคง ดังนั้นสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษก็ไม่ถูกกดดันให้ทรงทำสิ่งใดเหมือนสถาบันพระกษัตริย์ในประเทศไทย ซึ่งในไทยพระมหากษัตริย์ต้องคิดอย่างหนักว่าจะทำอะไรหรือไม่ ซึ่งในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ในปี 2549 แม้ว่าจะมีการเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทาน แต่ในหลวงก็ไม่เข้ามามีบทบาท
ศาลตัดสินเป็นธรรม ทำให้ขบวนการหนุนทักษิณอ่อนลง เชื่อ “พลังเงียบ” คือทางออก
ศ.ดร.สุจิต กล่าวถึงสถาบันศาลว่า เราสามารถพูดได้ว่าการตัดสินคดีไม่ว่าจะเป็นคดีที่ดินรัชดาหรือกรณีอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เราพูดได้ว่าเป็นการตัดสินที่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญ และทำให้ขบวนการสนับสนุนทักษิณอ่อนแอลง
ในช่วงสรุป ศ.ดร.สุจิต กล่าวว่า เราจะเห็นว่าในอดีตในช่วงวิกฤติการเมืองทหารเข้ามายุ่งกับการเมือง แต่ทหารก็ไม่สามารถปฏิรูปประเทศไทยได้ การรัฐประหาเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากมันไม่ใช่ทางออก ดังนั้นการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นหน้าที่ของประชาชน ในระยะยาวเราต้องแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ ปัญหาคอรัปชั่น ทำให้สถาบันการเมืองมีความเข้มแข็งมากขึ้น และที่สำคัญภาคประชาสังคมมีบทบาทอย่างมากในการทำให้ประชาธิปไตยแข็งแรง ประชาธิปไตยไม่สามารถเข้มแข็งได้ถ้าภาคประชาสังคมอ่อนแอ และพลังเงียบจะเป็นทางออกเนื่องจากพวกเขาเป็นคนที่ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง
ดังแคน ชี้ปัญหาการเมืองไทยคือเน้นปฏิบัติเกิน
ศ.ดร.ดังแคน แมคคาร์โก เริ่มต้นอภิปรายว่า ตอนเช้าวันนี้ตอนที่เขานั่งรถไฟมาจากลีดส์เพื่อที่เข้ามางานเสวนาครั้งนี้ทำให้เขากลับมาคิดถึงช่วงแรกที่เริ่มสนใจการเมืองไทย ซึ่ง SOAS เป็นที่แรกที่ทำให้สนใจการเมืองไทย (หมายเหตุ: ดร.ดังแคนจบการศึกษาปริญญาโทและเอกที่ SOAS) และกล่าวต่อไปว่า “ผมพยายามจะทำความเข้าใจกับบทบาทของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในการเมืองไทยในช่วงแรกที่ผมเริ่มทำวิจัย และกลับมาในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน พล.ต.จำลองก็กลับมามีบทบาทอีกแล้ว เราเริ่มเข้าสู่วิกฤติการเมืองไทยอีกครั้ง ซึ่งผมคิดว่าปัญหาของการเมืองไทย คือ การเมืองไทยเน้นการปฏิบัติมากเกินไป (ดังแคน ใช้คำว่า excessive pragmatism)”
ดังแคน กล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี 13 คน มีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ รัฐประหาร 2 ครั้ง และการเลือกตั้งเยอะมากจนนับไม่ถ้วน ผมอยากถามว่าทำไมคนไทยถึงปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ง่ายจริงๆ และเปลี่ยนความเชื่อมั่นกับนักการเมืองได้ง่ายมาก
เมืองไทย 5 ปีมานี้เกิดภาวะที่คิดว่าตัวถูกต้อง และภาวะแบ่งพวก
แต่ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปสู่สถานการณ์ที่เรียกว่าสภาวะขาดแคลนปฏิบัตินิยม (insufficient pragmatism) หรือสภาวะที่คิดว่าความคิดของตัวเองถูกต้อง (dogmatism) ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างในประเทศไทยมีการแบ่งพรรคแบ่งพวก พ่อแม่คุยกันไม่ได้ เพื่อนที่ทำงานคุยกันไม่ได้ เพื่อนเก่าจากมหาวิทยาลัยที่เคยคุยกันได้ทุกเรื่องก็ไม่กล้าคุยกัน นิสัยของคนไทยที่ว่า “ไม่เป็นไร” มันหายไปแล้ว ทุกคนมีฝักฝ่ายหมด ไม่ฝ่ายหนึ่งก็ฝ่ายนั้น ฝ่ายเครือข่ายกษัตริย์ (หมายเหตุ: ศ.ดร.ดังแคนใช้คำว่า Network monarchy โดยใช้ครั้งแรกในบทความของเขาที่มีชื่อว่า “Network monarchy and legitimacy crisis in Thailand” ลงวารสาร The Pacific Review ในเดือนธันวาคมปี 2548 ซึ่งวิจารณ์ว่าความขัดแย้งทางการเมืองภายใต้รัฐบาลทักษิณในช่วงนั้นเกิดจากการพยายามสร้างพื้นที่ของเครือข่ายทักษิณจากเครือข่ายกษัตริย์ ซึ่งฝ่ายหลังมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้ที่มีบทบาทมาก) ฝ่ายพันธมิตรฯ ฝ่ายสนับสนุนทักษิณ ฝ่ายเสื้อแดง โดยมีพื้นที่ระหว่างกันน้อยมาก ซึ่งเดี๋ยวนี้เวลาเขาเขียนบทความวิชาการ คนก็จะวิจารณ์เขาว่าผมถูกใครซื้อให้เขียนบทความนั้น
ปัญหาภาคใต้เกิดจากปัญหาการเมือง
“มาประเด็นเรื่องสถานการณ์ในภาคใต้ ผมได้ไปอยู่ภาคใต้มาประมาณหนึ่งปีเพื่อพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรง ผมได้มีข้อสรุปที่ชัดเจนและที่หลายๆ คนเห็นด้วยแต่ไม่กล้าเสนอในที่สาธารณะก็คือ ผมเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคใต้เกิดจากปัญหาทางการเมือง โดยไม่ใช่ปัญหาทางสังคม-เศรษฐกิจ ไม่ใช่ปัญหาการค้ามนุษย์ ไม่ใช่ปัญหาการก่อการร้ายสากล ปัญหาภาคใต้เกิดขึ้นจากเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ สิทธิเสียงประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีสิทธิหรือเสียงอะไรเลย เนื่องจากพวกเขามีผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกส่งไปจากส่วนกลางและไม่มีพื้นที่อะไรมาก ประเทศไทยมีปัญหาคือมีการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางมาก” ศ.ดร.ดังแคน กล่าว
ดังแคน กล่าวต่อว่า หลังจากที่ได้พูดคุยกับผู้นำทหารหรือตำรวจพวกเขาบอกว่า “อาจารย์ อาจารย์เข้าใจถูกแล้ว” และว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจ แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร เราต้องมีการปฏิรูประบบการเมืองไทย คนที่อยู่ภาคใต้ก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่เคารพสถาบันกษัตริย์ เป็นพวกแบ่งแยกดินแดน
เชื่อสังคมไทยยังมีทางออก
ความยุ่งยากมีความเกี่ยวโยงกับปัญหาการแบ่งแยกฝ่าย ถ้าคนที่อยู่ฝ่ายเสื้อแดงอย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เสนออย่างหนึ่ง คนอย่าง ศ.นพ.ประเวศ วะสี ที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่เห็นด้วย ปัญหาที่คนในประเทศไม่สามารถคุยกันได้ยังเป็นปัญหาหลัก แต่อย่างไรก็ตามดังแคนยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยและสังคมไทยยังมีทางออกและสามารถเปลี่ยนแปลงได้

หมายเหตุ โปรดติดตามรายงานส่วนที่เหลือเร็วๆ นี้