WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 5, 2010

ภาพวันนี้ที่ราบ 11 บางเขน......


ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา

วันนี้ที่ ราบ 11 พัน2 รอ.

วันนี้คนเสื้อแดงได้ไปชุมนุมที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 รอ. พ.อ.อภิรัช คงสมพงษ์

เพื่อคัดค้านต่อต้านความไม่ถูกต้องทุกรูปแบบ แต่ก็ยินดีถ้าทหารจะทำบางอย่าง

ตามที่ตั้งใจไว้ มันจะได้หายปวดซะที จริงๆนะ ความรุนแรงไม่มี เพราะ ไม่มีการยั่ว

ยุ ยั่วสวาท เอาอาวุธมาโชว์ ได้แต่แอบไว้หลังกองรักษาการณ์และไม่นำกำลัง

มาสกัดเป็นจำนวนมากๆให้เห็น

เหตุการณ์เริ่มตั้งแต่ 9โมงกว่าๆ


ดูภายในทหารเขาเตรียมการอะไรไว้บ้าง


บนสะพานลอย มีตำรวจ ยืนคุมอยู่ฝั่งละ 6คน


อ.จรัญ ขึ้นปราศัยเป็นคนแรก


สักพักใหญ่ ไอ้นี่ก็มา


ผู้ดูแลความปลอดภัย ฝ่ายตำรวจ


ชมภาพทั้งหมด คลิ้กที่นี่ครับ

...มาร์ค จูเนียร์ VS เดอะเทือก ใครใหญ่ใครอยู่...

ที่มา thaifreenews


โดย ปลายอ้อกอแขม

คำว่า“เต๊บเตื๊อก”เป็นภาษาถิ่นปักษ์ใต้ ถ้าภาษาเหนือเรียกกันว่า “อ้ายเทือก” ถิ่นอิสานเรียก “บักเทือก” ตะวันออกแถวจันท์หรือระยองจะเรียก“เทือกฮิ” (ระยอง “ฮิ”จะสั้นๆ ส่วนจันท์จะ “ฮิ”ยาว”)หรือในภาษาไทยภาคกลางเรียกกันว่า “ท่านเทือก” หรืออาจมีการใส่สร้อยคำนำหน้าให้ดูเก๋เพิ่มขึ้นตามแต่อารมณ์ เช่น ไอ้เ....เทือก ก็ได้ ทั้งหลายทั้งปวงนั้น หมายถึงพระเดชพระคุณท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ..ตัวเดียวอันเดียวกันนั่นแลโยม !

สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตกำนันบ้านนอก โดยส่วนตัวแล้วถือว่า “เป็นคนที่เพื่อนๆไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย” เพราะมีกิตติศัพท์เรื่องเมียเพื่อนจนได้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มาแล้ว เหมือนๆกับลูกพี่อย่างนายชวน หรือนายบัญญัติ ..ดุษฎีบัณฑิตรุ่นพี่

จำได้ว่า เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ “เฮียเทือก”ของผมไปเยือนสมเด็จฮุนเซ็นถึงถิ่นกัมพูชาเพื่อกระชับสัมพันธไมตรี พอกลับมาถึงไทยเผลอตัวบอกว่า “ไปเยือนเขมรครั้งนี้ ภรรยาสมเด็จฮุนเซ็นทำอาหารให้รับประทาน อร่อยมาก วันหลังจะไปอีก” ..ฮั่นแน่ รู้นะ คิดอะไรอยู่ !

รู้ถึงหูสมเด็จฮุนเซ็นเข้า เท่านั้นเอง ฮุนเซ็นก็ถึง“บางอ้อ”(อยู่ติดกับบางพลัด) จึงบอกกับคนใกล้ชิดว่า “ชิชะ ๆ อ้ายนี่ ไว้ใจไม่ได้ นิสัยเปลี่ยน แหม๊..ไม่ทันไร จะล่ออีแก่เมียตูซะแล้ว อุเหม่ ๆ อ้ายฉิกหาย จงอย่าได้มาเหยียบเขมรอีกต่อไป” จึงห้ามนายสุเทพเข้ากัมพูชาอย่างไม่มีกำหนด นี่คือเรื่องจริงที่นายสุเทพไม่ยอมรับเด็ดขาด..ไม่เชื่อไปถามดู !

ท่านเทือก ได้ฉายาจากสื่อมวลชนไทยว่า “แม่นมอมทุกข์” คงจะหมายถึงว่า เป็นคนที่คอยประคบประหงม “นายกฯน้อย” เจ้าของฉายา “หล่อหลักลอย” หรือ “เกิดมากู้” ตั้งแต่เริ่มตั้งไข่ จนพอเดินได้เตาะแตะๆ แต่หลังๆนายกฯน้อยก็ทำเหมือนไม่สนใจ หรือใส่ใจกับแม่นมที่คอยเอานม “ยัดปาก”ให้ทุกวันๆ ทำเป็นไม่เห็นหัว บางครั้งก็จิกกัดหัวนมบ้าง บีบบ้าง ถีบบ้าง จนแม่นมเจ็บปวดรวดร้าวไปถึงกระดองใจ เพราะเอาแต่ใจตัวเอง ..แม่นมจึงอมทุกข์มาตลอด

หลายครั้ง “แม่นม”นึกยั๊วะจนอยากกระทืบให้คางเหลือง ก็เลยสั่งสอนนายกฯน้อยด้วยความหมั่นไส้ เพื่อให้หยุดการกระทำแบบไร้เดียงสา ให้รู้จักตนเอง หรือให้ได้รับประสบการณ์ตรง จะได้รู้สำนึก ..ด้วยการให้แต่งตั้ง ผบ.ตร ไม่ได้ อะฮ้า !

จงรู้ไว้ สงครามมหาภารตะยุทธ์ เรื่อง “ทำไม๊ ทำไม ตูถึงแต่งตั้งผบ.ตร ไม่ด๊าย..ซะทีวะ” ที่นำแสดงโดยอภิสิทธ์ นั่น ..ฝีมือกำกับของเทพเทือกล้วนๆ !

ลูกชายวัย 1 ขวบเศษ พอเดินได้เตาะแตะๆ แม่พาไปโน่นมานี่ ที่ไหนเดินได้ แม่ก็พาจูงเดินไป ที่ไหนเดินลำบากแม่ก็อุ้มกระเตงเข้าสะเอว จะกินก็คอยป้อน จะนอนก็คอยพัดวี จะอึจะฉี่ก็คอยเช็ด โดยลูกไม่รู้เลยว่าแม่ลำบากขนาดไหน อยากได้อะไรก็จะเอาท่าเดียว พอไม่ได้ดังใจก็แหกปากร้องจ๊ากๆ อาละวาดฟาดหาง ชักดิ้นชักงอ...น่าถีบพิลึก!

แม่ก็คอยห้ามในสิ่งที่เห็นว่าเป็นอันตรายเมื่อลูกจะทำ เพราะขาดประสบการณ์ แต่ลูกก็ดื้อรั้นจะทำให้ได้ มองว่าตนเองโตแล้ว “ต้องทำได้” เมื่อเห็นไฟก็อยากจะเอามือจับต้องไม่รู้ว่าไฟมันร้อน อยากเอาน้ำร้อนๆล้างมือ แม่จะบอกว่า “ทำไม่ได้นะลูก” มันก็ร้องจ้า “หนูจาทาม ๆ แง๊ ! “ ..ดื้อบรรลัย !

นิสัยมาร์ค มักจะเป็นคนมีความเห็น “ตรงกันข้ามกับผู้อื่นเสมอ” (Positive Thinking) ถ้าเขาบอกว่าสิ่งนี้ดี มาร์คจะบอกว่าไม่ดี ถ้าบอกว่าไม่ดี มาร์คต้องบอกว่าดี เพื่อทำตนให้เป็นที่สนใจ หรือพยายามจะเอาชนะผู้อื่นด้วยการเถียงข้างๆคูๆ ชนิดคอเป็นเอ็น ยกเว้น เรื่องดีๆเกี่ยวกับตนเองที่มาร์คไม่เคยเถียงใคร..เรื่องไรจะเถียง !

ถ้าคุณได้คุยกับมาร์คเรื่องโลก หากคุณบอกว่าโลกกลม มาร์คจะบอกว่า “แบน” ถ้าคุณบอกว่าโลกแบน มาร์คจะบอกว่าโลกกลม แล้วมาร์คก็หาเหตุผลมาอธิบาย จนคุณเชื่อว่าโลกกลมจริง เมื่อคุณยอมรับตามเหตุผลของมาร์คว่าโลกกลม มาร์คก็เริ่มจะพูดให้ไขว้เขวไปว่า ไม่แน่นะ โลกอาจจะแบนก็ได้ แล้วก็หาเหตุผลต่างๆมาหักล้างเหตุผลของตนเองที่บอกว่าโลกกลม ..บ้าไปแล้ว !

ความคิดเช่นนี้ของมาร์ค ทำให้เทือกหนักใจมาตลอด เพราะมาร์คจะมองคำแนะนำของเทือกเป็นตรงกันข้าม คือกลัวจะถูกหาว่า”โง่” ถ้าทำตาม ถ้าเทือกบอกว่าควรจะทำอย่างนี้ มาร์คจะบอกว่าต้องทำอย่างนั้นมากกว่า สำหรับความคิดของเทือกตอนนี้ ..มาร์คเริ่มดีแตก!

ที่จริง การที่มาร์คจะเป็นตัวของตัวเองนั้น ถือเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่ “การดื้อรั้น” จะเอาชนะคะคานตามนิสัยเด็กๆ ให้คนอื่นเห็นว่าตนเองเหนือกว่า ทำให้การบริหารประเทศของมาร์ค เหมือนการโต้วาที เอาชนะกันด้วยเหลี่ยมคูแห่งวาทะ หรือเป็นนักวาทะกรรม พูดเพื่อเอาชนะคนอื่น อ้าว ! ลืมไป มาร์คอยู่พรรคประชาธิปัตย์นี่นา ..ภาษาปะกิตเรียกว่า พรรคNATO ย่อมาจาก No Action Talk Only!

หลังๆมาร์คเริ่มรังเกียจเทือก จึงไปคบค้าสมาคมกับพวกนายชวน นายบัญญัติ เอามาเป็นกุนซือ เหมือนได้ยันต์กันผี จึงไม่กลัวผีเทพเทือกอีกต่อไป เทือกบอกไปทางซ้าย มาร์คเลี้ยวขาวทันที พอเทือกบอกให้เดินตรงไป มาร์คก็หันหลังกลับ เทพเทือกบอกข้างหน้ามีบ่ออุจจาระ ระวัง ..มาร์คโดดตูม !

ส่วนเทือก รู้สึกอิหลักอิเหลื่อ จะอยู่ก็ไม่ได้ จะไปก็ไม่ดี ครึ่งผีครึ่งคนอยู่อย่างนั้น โดยเฉพาะสิ่งที่ไปรับปาก “พรรคร่วมรัฐบาลตอนไปเชิญให้จัดตั้งรัฐบาลนั้น เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ“ มาร์คปฏิเสธหน้าตาเฉย ทั้งที่มาร์คเป็นคนพูดเองกับคนเหล่านั้น และต่อหน้าสื่อมวลชน รู้กันทั้งประเทศ แต่มาร์คก็ไม่รับ โยน “เฝือก”ให้กับเทือกไปเต็ม โดยไปบอกกับนายชวนว่า “หนูไม่รู้ เพราะหูเบา เค้าบอกเค้าจะแก้รัฐธรรมนูญ หนูไม่รู้ ๆ ๆ “ นั่นเอง ความแค้นเร้ารุมสุมอยู่ในหัวใจเทือกมาตลอด..ต้องเอาคืน

เทือกเอาบ้าง สิ่งที่มาร์คให้ทำ เทือกไม่ทำ มาร์คบอกให้เทือกทำอย่างนี้ เทือกทะลึ่งไปทำอีกอย่าง พอมาร์คบอกนั่นเมียเพื่อนนะ อย่าไปยุ่ง เทือกคว้าหมับ ใจจริงเทือกไม่เคยกลัวมาร์ค แต่ยังไม่รู้ว่าเบื้องหลังมาร์คนอกจากเห็บหมัดแล้ว ..ยังมีอะไรอีก

มาร์ค “เสียศูนย์” เพราะเทือกหลายหน ทำเอามาร์คโกรธจนหัวสั่นหูกระดิก แต่ครั้นจะประกาศสงครามตรงๆ ก็ยังเกรงๆอยู่บ้างเพราะไม่รู้ว่าเบื้องหลังของเทือกนอกจากกลากเกลื้อนแล้ว ..ยังมีอะไรอีก

สงครามภายในระหว่างอดีตลูกพี่ที่กลายเป็นลูกน้องอย่าง “เทือก” และอดีตลูกน้องที่ได้ขึ้นวอมาเป็นผู้บังคับบัญชาอย่าง “มาร์ค” ปะทุขึ้นมาหลายครั้งหลายหน เป็นสงครามตีวัวกระทบคราด หรือสงครามสนุกเกอร์ ใช้ชิ่ง แทงขาวให้กระทบแดง ให้แดงไปกระทบแดงอีกลูกให้ลงหลุม ..สงครามอีแอบ

เทือกเตะก้านคอมาร์คก็หลายครั้ง มาร์คจับเทือกประกบตีเข่าวงในก็หลายหน แต่ทุกครั้งการเตะหรือตีเข่าจะทำกับปลัดกระทรวงบ้าง ข้าราชการประจำบ้าง ข้าราชการการเมืองบ้าง สร้างสถานการณ์ขึ้นมาเอง ปูดเรื่องเสียหายกันเองบ้าง แล้วแต่โอกาส เพื่อฝากให้แก่กันและกัน แต่ทั้งคูจะพูดเหมือนๆกันว่า “เสื้อแดง”เป็นคนทำ เสื้อแดงเป็นคนลงมือทั้งสิ้น ..เอาชั่วใส่คนอื่น

ท้ายสุด มีวัตถุบินลึกลับไม่ปรากฏสัญชาติ หากปรากฏที่อื่นจะเรียกว่า จานบินUFO แต่เมื่อปรากฏตัวที่บ้านนายกฯ กลับเป็น “อึ” จึงเรียกกันว่า “อึUFO” บินลอยข้ามรั้วไปตกในบ้านนายกฯ ทำเอาแตกตื่นกันยกใหญ่ เพราะละลานตาไปทั้งสีและกลิ่นที่มาพร้อมๆกัน แต่ยังไม่รู้รสชาดเพราะไม่มีผู้กล้าลองชิม อีกทั้งยังไม่มีผู้ประกาศความรับผิดชอบ..แต่คนวงนอกบอกงานนี้ “ล่อ”กันเองอีกแล้ว !

ก็เช่นเดียวกันกับครั้งก่อน ทั้งเทือกและมาร์คต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “เสื้อแดง”เป็นคนทำแหงมๆ จึงให้ตำรวจตรวจกล้องวงจรปิด เห็นชายขี่มอเตอร์ไซค์ท่าทางน่าสงสัย จึงให้ไปเชิญแฟนพันธุ์แท้มอเตอร์ใซค์มาพิสูจน์..ก็ไม่ได้เรื่อง

ผมว่าแทนที่จะพิสูจน์รถมอเตอร์ไซค์ น่าจะไปพิสูจน์ “อึ”มากกว่า ว่าเป็น “อึ”ของใคร จะง่ายมากกว่า เพราะมีผู้ที่ชำนาญอย่างคุณหญิงหมอพรทิพย์ที่สามารถทำงานนี้ได้อยู่แล้ว..ง่ายกว่า GT200 ตั้งเยอะ

เมื่อมีคนทำอะไรแล้วจับไม่ได้ เรามักจะพูดว่า “จับมือใครดมไม่ได้” เพราะทำด้วยมือ แต่นี่เป็นอึ นอกจากต้องจับมือดมด้วยแล้ว ยังต้องพิสูจน์ว่าเป็น “อึ”ของใครอีกด้วย ซึ่งไม่อยากได้ยินว่า “จับตัวคนทำได้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเป็นอึของใคร ประเภทจับ....ใครดมไม่ได้ ..ผมว่าควรจะตามไปดมให้ถึงที่สุด !

ผมอยากรู้จริงๆว่าเป็น อึ ของใคร ..ระหว่างมาร์ค กับเทือก !

มาร์ค จูเนียร์ ปะทะ เดอะเทือก ผีเน่ากับโลงผุ ใครเป็นโลง ใครเป็นผี ใครใหญ่ใครอยู่!!!

ภาพข่าวตีนตบเลียบค่ายต้านรัฐประหารทั้งแผ่นดิน

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 กุมภาพันธ์ 2553

ภาพบรรยากาศชุมนุม"ตบตีนต้านรัฐประหารทั้งแผ่นดิน" หน้าค่ายทหารทั่วประเทศ (ภาพบางส่วน)

กาญจนบุรี


ที่กองพลทหารราบที่ 9 อ่านแถลงการณ์เสร็จแล้วก็มอบให้ทหารไปเลยครับ(เอาไว้ไปนอนอ่านที่บ้าน) พร้ิอมมอบดอกไม้แดง ทหารบางรายก็ติดปลอกแขนแดงซะด้วย

อุดรธานี


เสื้อแดงอุดรมอบกุหลาบให้ทหารของชาวประชา มอบบาทาให้ทหารขี้ข้าอำมาตย์ หน้าค่าย มทบ. 24 ค่ายประจักษ์ศิลปาคม(ชมภาพทั้งหมด คลิ้กที่นี่)


-อุบลราชธานี



กลุ่มคนเสื้อแดงทุกกลุ่มประมาณ600คน นำโดยอ.ต้อย อ.ปรยุทธ ได้อ่านแถลงการณ์ผูกมิตรทหารกล้า บรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่นทั้งสองฝ่าย

ฉะเชิงเทรา


เสื้อแดงฉะเชิงเทราได้อ่านแถลงการณ์ หน้าค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้า พล.ร.๑๑

รวมรูปทั้งหมดของแถลงการณ์ต้านรัฐประหาร http://bit.ly/b6xy3G รวม VDO แถลงการณ์ต้านรัฐประหาร http://bit.ly/cMWfdihttp://bit.ly/cqumpO


กรุงเทพฯ


คุณMACIEK ชาวโปแลนด์ที่อยู่อาศัยในประเทศไทย และเคยเข้าร่วมกับขบวนการ"โซลิดาริตี้"ของนายเล็ค วาเลนซ่า เรียกร้องประชาธิปไตยให้โปแลนด์พ้นอิทธิพลคอมมิวนิสต์โซเวียตเข้าร่วมชุมนุมกับพี่น้องเสื้อแดงอยุธยาที่กรุงเทพฯ


กลุ่มคนเสื้อแดง นำโดย น.พ.เหวง โตจิราการ แบ่งกำลังดาวกระจายเดินทางไปยัง กองพันทหารม้าที่ 4 ( ม.พัน 4 ) ยานเกราะ ถนนสามเสน เพื่อเรียกร้องต่อทหารไม่ให้ปฎิวัติ หยุดรับใช้อำมาตย์-ยืนเคียงข้างประชาชน ส่วนภาพล่างเป็นการชุมนุมหน้ากองพันทหารราบที่1รักษาพระองค์ ถนนวิภาวดีฯ และที่ราบ 11 บางเขน เมื่อ 4 ก.พ. (ชมภาพชุดทั้งหมด คลิ้กที่นี่)

เชียงใหม่



ภาพชาวเชียงใหม่ และชาวลำพูน ต้านรัฐประหาร หน้ากองพลทหารราบ 33 ค่ายกาวิละ ด้วยบรรยากาศคึกคัก(ชมภาพชุดใหญ่ คลิ้กที่นี่)

เนื่องจากมีหนังสือจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่แจ้งให้ทางผู้ชุมนุมที่ กองบัญชาการตำรวจภาค 5 ให้รื้อถอนเวทีปราศัยเพราะกีดขวางการจราจร หรือถ้ามีการชุมนุมให้รื้อถอนทุกวันห้ามตั้งเวทีถาวรเด็ดขาด จึงทำให้พี่น้องคนเสื้อแดงไม่พอใจ เพราะการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเชียงใหม่ กระทำภายใต้รัฐธรรมนูญ ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ กลับโดนกลั่นแกล้งซึ่งมองได้ถึงความ สองมาตราฐาน ที่คนเสื้อเหลืองชุมนุมปิดถนนน ที่รอบทำเนียบรัฐบาลยังกระทำได้ไม่มีใครไปขับไล่ จึงทำให้แกนนำเรียกชุมนุมที่ ศาลา กลางจังหวัดเชียงใหม่ เพือขอคำตอบจากรองผู้ว่าฯ

สงขลา

-ในเวลาประมาณ 10 โมงเช้าของวันที่ 4 ก.พ.แกนนำแดงสงขลาหลายกลุ่มประมาณ 60 คน พร้อมทั้งอดีตผู้ว่าฯพัทลุง นายสมพงษ์ ศรียาพันธ์ และอดีต สว.ภิญญา ช่วยปลอด ร่วมกันเดินทางไปยื่นแถลงการณ์ นปช.พร้อมกับมอบดอกไม้ให้เหล่าทหารกล้าที่จะไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจอำมาตก่อการรัฐประหาร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ทางทหารได้จัดเต้นท์และน้ำดื่มไว้ให้ผู้ที่มายื่นแถลงการณ์ด้วย ที่ค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่

ราชบุรี

กลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรี นำโดย น.พ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล และคณะ เป็นตัวแทนกลุ่ม"คนเสื้อแดงราชบุรี " ยื่นแถลงการณ์นปช.ให้กับเจ้ากรมทหารช่างราชบุรี ที่ค่าย ภาณุรังษี อ.เมือง จ.ราชบุรี

อ่างทอง


แดงอ่างทอง ได้มีการปราศรัยรอบตลาด อ. เมือง จ. อ่างทองแล้วมุ่งหน้าไป อ่านแถลงการณ์ต้านรัฐประหาร และ ได้ส่งมอบหนังสือให้รอง ผวจ.อ่างทอง และ จากนั้นก็เ้ดินทางไปปราศรัยต่อที่ กกต. จ. อ่างทอง ในการนี้มีการเผาหุ่นนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ซึ่งเป็นชาวอ่างทอง แต่ทำชื่อเสียให้จังหวัดเพราะทำงานรับใช้เผด็จการด้วย

ภูเก็ต

เสื้อแดงภูเก็ตกว่าสามสิบคนไปอ่านแถลงการณ์ที่หน้าค่ายทหาร มีเสื้อเหลืองประมาณห้าสิบคนไปดักรออยู่พร้อมไม้หน้าสาม
มีการถกเถียงกันและเสื้อแดงถูกกรีดรถไป1คัน ไม่มีใครบาดเจ็บ ทุกคนเดินทางกลับโดยปลอดภัยแล้ว(ภาพแทน)

สระบุรี



เลย

รายงานข่าวจากมติชนออนไลน์

แดงสระแก้วรีบสลายตัว ถูกลูกเมียทหารต้านอ่านแถลงการณ์

กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือเสื้อแดงสระแก้ว นำโดย นางมณีรัตน์ โกธัน และนายปัญญา ชาติปัญญาวุฒิ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน จังหวัดสระแก้ว นำกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดสระแก้วจาก 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภออรัญประเทศ อำเภอวัฒนานคร และอำเภอคลองหาด จำนวน 80 คน มารวมตัวหน้าทางเข้ากรมทหารราบที่ 12 รอ. ค่ายพรหมโยธี พร้อมกับอ่านแถลงการณ์ต่อต้านทหารไม่ให้ทำรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มแคดดี้สนามกลอฟ์ภายในกรมทหาร พร้อมทั้งภรรยาและครอบครัวของทหารในค่ายสวมเสื้อสีฟ้า ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน ปิดกั้นทางเข้า ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงได้รวบรัดอ่านแถลงการณ์ และรีบพากันสลายตัว โดยใช้เวลาทั้งสิ้นเพียง 30 นาทีเท่านั้น

"พระ"ร่วมม็อบเสื้อแดงกรุงเก่าดาวกระจายยื่นแถลงต้านปฏิวัติ

เมื่อเวลา 11.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดง จ.พระนครศรีอยุธยา ประมาณ 100 คน เดินทางไปยังโรงงานซ่อมยาง กองโรงงงานซ่อมสร้างรถยนต์ทหาร ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพวุธ กรมสรรพวุธทหารบก และหมวด สห.ที่ 24 ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่ออ่านแถลงการณ์และยื่นจดหมายเปิดผนึกกับ พ.อ.เฉลิมชัย ชอบธรรม หัวหน้าโรงงานซ่อมยาง กรมสรรพาวุธทหารบก เพื่อส่งมอบให้กับผู้บัญชาการทหารบกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่กลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางมายังโรงงานซ่อมยาง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 กองร้อยมาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย เพราะเกรงมือที่ 3 จะสร้างความวุ่นวาย ทั้งนี้พบว่าในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนี้ มีพระสงฆ์จากวัดแห่งหนึ่ง และนายจำนง ศิริจรรยา อายุ 54 ปี ชาวกรุงเก่าที่บาดเจ็บจากการรวมพลที่เขายายเที่ยง เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

พะเยามอบแถลงการณ์ต้านปฏิวัติรัฐประหารให้ทหาร

เมื่อเวลา 10.30 น. ได้มีกลุ่มเสื้อแดงพะเยาจำนวน 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มแดงพะเยา กลุ่มพะเยาเพื่อประชาธิปไตย สภาแดงล้านนาพะเยา พะเยา 51 และ พะเยาอาร์มี รวมกำลังกว่า 300 คน ได้รวมตัวกันที่หน้าประตูทางเข้าค่ายขุนเจืองธรรมิกราช ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา ทำกิจกรรมประกาศแถลงการณ์ต่อต้านการปฏิวัติ-รัฐประหาร พร้อมทั้งตัวแทนคนเสื้อแดงมอบแถลงการณ์แก่ทหารด้วย


ทั้งนี้ กลุ่มเสื้อแดงได้ยื่นหนังสือแถลงการณ์ให้ พล.ต.ประตินันท์ สายหัสดี ผบ.จทบ.พะเยา ผ่าน พ.ท.โภคา จอกลอย นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน จทบ.พะเยา ก่อนจะสลายตัวไปในเวลาประมาณ 12.00 น.


เสื้อแดงระยองมอบกุหลาบให้ทหารฝึกคอบร้าโกลด์

เมื่อเวลา 10.00 น. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เสื้อแดงจำนวนกว่า 100 คน นำโดยนายระพินทร์ พรานนท์สถิตย์ ประธานชมรมแดงระยอง 52 ถือป้ายต่อต้านเผด็จการรัฐประหารเดินทางมามอบดอกกุหลาบสีแดงแก่ เรือเอกภานุรัตน์ อุ่นญาติ รักษาการแทน น.ท.เรวัตร พันธุ์เวียง ผบ.พัน ร. 7 ค่ายมหาสุรสิงหนาท ซึ่งอยู่ระหว่างการฝึกซ้อมร่วมคอบร้าโกลด์ บริเวณหน้ากองพันทหารราบนาวิกโยธิน ค่ายมหาสุรสิงหนาท พัน ร. 7 นย. ต.ตะพง อ.เมืองระยอง

นางดวงพร สามัญ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์แดงระยอง ได้อ่านคำแถลงการณ์ ว่าวันนี้คนเสื้อแดงจะชุมนุมอย่างสงบ ปราศจากอาวุธบริเวณหน้าค่ายทหารทั่วประเทศพร้อมกันเพื่อประกาศเจตนารมณ์ความเป็นมิตรกับทหาร พร้อมประกาศต่อต้านทหารบางคนที่ใช้อำนาจเผด็จการ

ตรังบุกค่ายทหาร อ่านแถลงการณ์รัฐประหาร

เมื่อเวลา 10.00 น.นายรัตน์ ภู่กลาง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ภาคใต้ พร้อมด้วยนายสมาน ลิปปพัทธ์ อดีต ส.อบจ.ตรัง และกลุ่มเสื้อแดงจังหวัดตรังกว่า 30 คน เดินทางไปยังหน้าค่ายพระยารัษฎานุประดิษฐ ต.ลำภูรา อ.ห้วยยอด เพื่อนำแถลงการณ์ นปช.แดงทั้งแผ่นดินเพื่อป้องปรามการรัฐประหาร

นายสมาน ได้อ่านคำแถลงการณ์ตอนหนึ่งว่า คนเสื้อแดงจะชุมชนกันอย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ บริเวณค่ายพระยารัษฎานุประดิษฐ์ เพื่อประกาศเจตนารมณ์เป็นมิตรกับทหารที่แท้จริง ผู้ศรัทธาในระบบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมประกาศต่อต้านทหารบางคนพวกที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพ แต่นิยมอำนาจเผด็จการ คอยฉะฉวยโอกาสใช้กำลังพล รวมทั้งอาวุธยุทธโธปกรณ์ยึดกุมอำนาจการปกครองประเทศด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

แกนนำแดงจันทบุรีประกาศเป็น"เสธ.ดำ"ควงคู่"เสธ.แดง"

เมื่อเวลา 09.30 น.กลุ่มเสื้อแดงจันทบุรี จำนวนประมาณ ๕๐๐ คน นำโดย พล.ต.ต.พยุง ตรงสวัสดิ์ ประธานแกนนำกลุ่มจันทร์แดงจันทบุรี อดีตส.ส.จันทบุรีพรรคพลังประชาชน นายชินวัตร หาบุญพาด ประธานชมรมแท๊กซี่เสื้อแดงกรุงเทพฯ และ พลเรือตรีอุทาร รัตนรักษ์ อดีตนายทหารสังกัดนาวิกโยธิน จันทบุรี ชุมนุมหน้าค่ายตากสิน (ทหารพันร.๒ ผส.นย.) นอกจากนี้กลุ่มคนเสื้อแดงนำป้ายผ้าโจมตีเผด็จการและต่อต้านรัฐประหารติดที่รั้วศาลจันทบุรี ด้านนอกซึ่งอยู่ตรงข้างกับค่ายตากสิน ต่อมามีเจ้าหน้าประจำศาลจังหวัดจันทบุรี เจรจาขอให้ปลดป้ายผ้าดังกล่าวออกจากริมรั้วของศาลจันทบุรี

พลเรือตรีอุทาร กล่าวถึงการปฏิวิตที่ผ่านมา ว่า ทหารเรือและนาวิกโยธิน ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่อะไร และคิดว่าทหารเรือนาวิกโยธิน คงไม่ร่วมการปฏิวัติครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีปฏิวัติจริง จะเป็นเสธ.ดำ เดินคู่กับพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกร่วมกัน

ลพบุรีเดินสายอ่านแถลงการณ์ต้านรัฐประหาร

เมื่อเวลา 09.00 น. พ.ต.อ.ชูเกียรติ ด้วงชนะ นายตำรวจนอกราชการนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือคนเสื้อแดง จังหวัดลพบุรี รวมตัวบริเวณด้านหลังพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จ พระนารายณ์มหาราช ก่อนเคลื่อนขบวนไปตามหน่ายทหาร หน่วยหลักๆ ที่มีกำลังรบสำคัญของกองทัพบก ประกอบด้วย หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช, มณฑลทหารบกที่ 13, กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ และทหารอากาศกองบิน 2

นอกจากนั้น กลุ่มคนเสื้อแดง ได้อ่านแถลงการณ์ เพื่อขอให้ทหารยืนอยู่เคียงข้างประชาชน และขอให้ทหารกล้าทั้งหลาย ปฏิเสธการทำรัฐประหาร และช่วยกันปกป้องประชาธิปไตยอย่างสุดชีวิต ซึ่งทางหน่วยทหารไม่ได้มีการเสริมกำลังมากมายเป็นกรณีพิเศษแต่อย่างได้ ซึ่งทุกหน่วยได้มอบหมายให้นายทหารเวร ชั้นผู้ใหญ่ของหน่วย ออกมาฟังแถลงการณ์ และรับหนังสือจากแกนำ โดยบรรยากาศในแต่ละจุดก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โคราชดาวกระจาย ไปชุมนุมหน้าค่ายกองทัพภาค2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดนครราชสีมาจากอำเภอต่างๆ กว่า 300 คน นำโดยนายเขื่อนเพชร โพนรัมย์ แกนนำกลุ่มคนแดงโคราช นายอนุวัฒน์ ทินราช และนายสมโภชน์ ปราสาทไทย สมาชิกพรรคเพื่อไทยจังหวัดนครราชสีมา เดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เพื่อทำการสักการะท้าวสุรนารี ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกว่า 100 นาย

จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงเดินเท้าไปตามถนนรอบเขตเทศบาลนครนครราชสีมา พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนชาวโคราชออกมาร่วมเคลื่อนไหวไม่ให้มีการปฏิวัติเกิดขึ้น ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนไปยังหน้าค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่ออ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ทหารกองทัพภาคที่ 2 ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำการปฏิวัติ และขอให้ทหารกองทัพภาคที่ 2 เข้าร่วมสนับสนุนกับกลุ่มคนเสื้อแดง ตามแผน “ผู้มิตรทหารกล้า ต่อต้านขี้ข้าอำมาตย์” ที่กลุ่มคนเสื้อแดงทำการดาวกระจายไปยังค่ายทหารทั่วประเทศ

นายเขื่อนเพชร กล่าวว่า การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวกดดันหรือต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร แต่เป็นการเรียกร้องให้ทหารปฏิบัติตนตามหน้าที่รั้วของชาติ ที่ผ่านมาทางกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าใจว่าทหารเป็นผู้มีระเบียบวินัย และต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แต่กลุ่มคนเสื้อแดงเชื่อมันว่า ขณะนี้มีคนกำลังคิดทำการปฏิวัติรัฐประหาร จึงเรียกร้องว่าที่ผ่านมาประเทศชาติได้รับความเสียหายมามากแล้วจากการปฏิวัติรัฐประหาร และหากยังมีการปฏิวัติขึ้นอีก จะทำให้ประเทศชาติเสื่อมถอยลงอีกและประชาชนทั้งประเทศจะเป็นผู้เดือดร้อน ดังนั้น ทหารควรร่วมมือกับกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อช่วยกันปกป้องประเทศชาติเพื่อให้รอดพ้นวิกฤติในครั้งนี้ให้ได้ ดังนั้นขอย้ำว่ากิจกรรมวันนี้คนเสื้อแดงไม่ได้มีเจตนาที่จะมาโจมตีทหาร แต่เรามาเรียกร้องให้ทหารที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยออกมายืนอยู่เคียงข้างประชาชนเท่านั้นเอง

จ.นครพนมบุกค่ายทหาร แสดงพลังต้านรัฐประหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดนครพนม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดง นำโดย นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ อดีต ส.ส.นครพนม เขต 1 สมาชิกบ้านเลขที่ 111 นำสมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดงชมรมคนเสื้อแดงนครพนม 52 กว่า 500 คน มารวมตัวกันบริเวณหน้าค่ายพระยอดเมืองขวางจังหวัดทหารบกนครพนม เพื่อแสดงพลังประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านรัฐประหาร

พล.ต.วิษณุ ไตรภูมิ ผบก.จทบ.นครพนม ได้สั่งระดมกำลังทหาร สารวัตรทหาร คอยควบคุมดูแลความปลอดภัย ป้องกันการก่อเหตุวุ่นวายของกลุ่มคนเสื้อแดง และฝ่ายตรงข้าม พร้อมบริการน้ำดื่ม ซึ่งทางทหารได้กันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินเข้าไปในค่าย โดยให้มีการชุมนุมด้านหน้า


จ.ตราดชุมนุมหน้า หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณหน้าหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ต.ตะกาง อ.เมือง จ.ตราด กลุ่มคนเสื้อแดงตราด นำโดย นท.ทวี ยานไกล นางชูชีพ ชีพนำโชคกุล พร้อมสมาชิกคนเสื้อแดงกว่า 80 คน ได้เดินทางไปรวมตัวกัน เพื่อยื่นหนังสือแถลงการณ์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน โดยมี นอ.ธรรมวัฒน์ มาลัยสุบิน เสธ.ฉก.นย.ตราด ออกมาให้การต้อนรับ

เมื่อกลุ่มเสื้อแดงเดินทางมาถึงหน้าหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดแล้ว นท.ทวี อ่านแถลงการณ์ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมกันอย่างสงบ สันติและ ปราศจาอาวุธ ที่หน้าค่ายทหารต่างๆ ทั่วประเทศพร้อมกัน เพื่อประกาศเจตนารมย์ความเป็นมิตรกับทหารอย่างแท้จริง ผู้ศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและปฏิบัติหน้าที่ตรงตามภาระกิจที่กำหมายกำหนด และเรียกร้องให้ทหารกล้าทั้งหลายปฏิเสธการทำรัฐประหารโดยเด็ดขาด และช่วยกันปกป้องประชาธิปไตยอย่างสุดชีวิตตามรัฐธรรมนุญที่ได้บัญญัติไว้ ขอให้มีการปฏิเสธรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนหรือรัฐบาล จากนั้นได้นำแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวมอบให้กับ นอ.ธรรมวัฒน์ ก่อนจะยุติการชุมนุม

ใครเป็นใครในคณะรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News
4 กุมภาพันธ์ 2553

ขณะนี้มหาอำมาตย์กำลังเข้าตาจน แก้ปมที่ตัวเองผูกไว้ไม่ได้ ข่าวการรัฐประหารจึงหวนกลับมาเป็นแฟชั่นการเมืองอีกครั้งเพื่อจะล้มกระดานแล้วเริ่มต้นกันใหม่

เผด็จการรูปแบบไหนในโลกก็คิดเข้าข้างตัวเองอย่างนี้ทั้งนั้น คิดว่าล้างไพ่มันเสียทั้งหมด ปัญหาทั้งปวงก็จะหมดไป ตัวเองยังเรืองอำนาจและเป็นผู้อำนวยการสร้างในทางการเมืองต่อไปได้ ไม่ยอมรับความจริงว่าเผด็จการส่วนใหญ่มักจะวินาศฉิบหายไปพร้อมกับกระดานที่ตัวล้มด้วย อย่างน้อยบารมีอันมากล้นจะสึกกร่อนลงอย่างรวดเร็วน่าใจหาย

ภาพลวงตาเช่นนี้ ทำให้อำมาตย์เขาไม่เคยเลิกคิดที่จะยึดอำนาจในบ้านเมืองด้วยกำลังอาวุธแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว

มีเหตุผลเพียง ๔ ประการที่ทำให้คนพวกนี้ไม่กล้ากระทำการรัฐประหารหรือยังรีรออยู่




๑. มีเครื่องมือยึดอำนาจอย่างอื่นที่แนบเนียนและโฉ่งฉ่างน้อยกว่า เช่น อำนาจตุลาการ

องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กลุ่มมวลชนที่ระดมมาด้วยอำนาจรัฐ บวกการบิดเบือนข่าวสารจนสาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด เป็นต้น ก็จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ไปพลางก่อน

๒. ฝ่ายอำมาตย์เกิดความแตกแยกในผลประโยชน์และในทัศนะจนไม่อาจรวมสังขารให้ติดเพื่อมายึดอำนาจจากฝ่ายประชาธิปไตยได้

๓. ฝ่ายประชาธิปไตยทำท่าจะแตกแยกกันเอง จนพลังฝ่ายประชาชนลดลงถึงระดับที่ไม่อาจต่อสู้ทัดทานเขาได้ เขาก็จะเงียบคอยดูก่อน

๔. แรงกดดันจากประชาคมโลก โดยเฉพาะจากประเทศมหาอำนาจผู้มีอิทธิพลโดยตรงต่อมหาอำมาตย์ เครือข่าย และระบอบอำมาตย์โดยรวม


นอกเหนือจากนี้แล้วเขาอยากทำรัฐประหารตลอดเวลาเพื่อนำเมืองไทยกลับสู่เผด็จการเต็มรูปกันตลอดเวลาล่ะครับ

รูปแบบการปกครองอย่างเกาหลีเหนือและเมียนมาร์นั้นชอบใจนัก ตรงกับจริตในใจและระบอบที่ตนสร้างไว้ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทุกประการ ตั้งแต่การใช้กำลังกองทัพ การล้างสมองทางวัฒนธรรมอย่างหนักหน่วง การทำลายล้างองค์กรทางสังคมและวัฒนธรรมอื่นๆ เพื่อให้ตัวเป็นใหญ่และเป็นศูนย์กลางของรัฐ การยกตัวเองให้เท่ากับชาติ และท้ายที่สุดคือถือคติหรือลัทธิที่เรียกกันในบัดนี้ว่า บูชาบุคคล

ระบอบเผด็จการไม่ว่าจะนำโดยทหารหรือพลเรือน เจ้าหรือไพร่ก็ตามที หากเป็นเผด็จการเต็มสูบแล้วก็มีความหื่นกระหายจะก่อการรัฐประหารในเวลาที่ตนเห็นว่าสมควรหรือหมดน้ำอดน้ำทนแล้วทั้งนั้น

เพราะความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตยกับเผด็จการคือความอดทนต่อเพื่อนมนุษย์ ฝ่ายประชาธิปไตยต้องมีขันติธรรมนี้และต้องมีมากพอ เพราะต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย รวมทั้งเพียรพยายามที่จะหา “มติ” ให้ได้ในทุกเรื่อง แต่เผด็จการเขาทนไม่ได้ในความเป็นมนุษย์อย่างนี้ และทารุณเฆี่ยนตีจนทุกคนต้องยอมเขา

นั่นคือความคิดที่นำมาสู่การรัฐประหารและสร้างระบอบเผด็จการขึ้น คราวนี้เอาข้อมูลสักเล็กน้อยใส่ลงไปในความคิดเพื่อให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาหน่อย ฝ่ายประชาธิปไตยจะได้หาตัวเจอว่าเชื้อรัฐประหารมันแพร่จากไหนไปสู่ใคร

จะต่อต้านรัฐประหารทั้งที มันก็ต้องรู้เลาๆ ว่าใครเป็นใครในคณะรัฐประหาร

ทั้งหมดนี้ก็มิใช่การกล่าวหาต่อบุคคลใด เพียงแต่โดยประวัติศาสตร์แล้ว รัฐประหารเมืองไทยเกิดจากบุคคลในตำแหน่งเหล่านี้ทั้งนั้น ผมจึงเห็นความจำเป็นจะต้องบอกกล่าวกับพวกเราในฝ่ายประชาธิปไตยไว้ก่อนชั้นหนึ่ง

ในกองทัพบกนั้น หน่วยงานที่สำคัญอย่างยิ่งในการรัฐประหารคือกองทัพภาคที่ ๑ หรือ ทภ.๑ ซึ่งเป็นกองทัพที่อยู่ตรงกลางประเทศ มีหน่วยกำลังรบขึ้นตรง ๓ กองพล คือ พล.๑ รอ. พล.ร.๒ รอ. และ พล.ร.๙

แยกลงไปใน พล.ร.๒ รอ. (ปราจีนบุรี) มีหน่วยขึ้นตรงอีก ๓ คือ ร.๒ รอ. (ปราจีนฯ) ร.๑๒ รอ. (สระแก้ว) ร.๒๑ รอ. (ชลบุรี)

พล.ร.๒ รอ./ร.๒ รอ.และ ร.๑๒ รอ. คือ ''บูรพาพยัคฆ์'' หรือเสือตะวันออก

ไข่แดงแถวนี้คือ ร.๒๑ รอ. ที่รู้กันว่าเป็น ''ทหารเสือราชินี'' สายตรงสู่อำนาจสูงส่งของบ้านเมือง แต่อำนาจส่วนตัวแต่ละคนไม่เท่ากัน สุดแต่ว่าใครจะพาตัวใกล้ชิดสนิทแนบขนาดไหน ไม่ได้หมายความว่าใหญ่โตเหนือมนุษย์กันไปหมดทั้ง ร.๒๑ รอ.

ผบ.พล.ร.๒ รอ. ที่มีบทบาทสำคัญในการรัฐประหาร ส่วนใหญ่โตมาจาก ร.๒๑ รอ. ก็ด้วยแรงหนุนจาก “ลมบน”

ใส่ชื่อและหน้าคนลงไปเสียหน่อย ย้อนไปที่ตัวละครคราวรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จะพบคนอย่าง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัฐบาลอำมาตย์ อันเป็นบำเหน็จรางวัลสำหรับการโค่นรัฐบาลเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๙

ความจริงพลเอกประวิตรฯ เริ่มต้นที่ ร.๒๑ รอ.แต่ย้ายไปร.๑๒ รอ.ตั้งแต่เป็นพันตรี เพราะขัดแย้งกับ พันโทณรงค์เดช นันทโพธิเดช อย่างรุนแรง กรณีพิพาทกับ “ยอดดอยในดวงใจ” ดับรัศมีพลเอกประวิตรฯ ไปนาน จนมาก้าวหน้าได้ในภายหลังเพราะแรงหนุนจากคนที่ต้องเป็นหนี้บุญคุณกันตลอดไป ได้แก่ พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร และ นายเสนาะ เทียนทอง บวกแรงหนุนที่เพื่อนเก่าโรงเรียนเซ็นคาเบรียล (สายธุรกิจ) ส่งมาให้

ผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็เติบโตจาก ร.๒๑ รอ.แต่ไม่เคยใกล้ชิดศูนย์อำนาจ แถมเจ็บช้ำน้ำใจเพราะรุ่นน้องอย่าง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก ทำการ “แซะ” ถึง ๒ ครั้งในช่วงเป็น ผบ.กรม และ ผบ.พล. เกือบจะคว่ำอยู่เหมือนกัน โชคดีได้นายกทักษิณฯ และพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร เข้าช่วยจนได้เป็น ผบ.พล.๑ รอ. จากนั้นก็ถูกพลเอกประยุทธ์ฯ ตามมาดันแล้วดันอีกจนถึงปัจจุบัน

คบกันอยู่ได้ทั้งที่ฟาดฟันกันมาอย่างนี้เพราะถือว่าสมประโยชน์แบบพิสดาร


แม่ทัพภาคที่ ๑ พลโทคณิต สาพิทักษ์ ก้าวจาก พล.ร.๙ ย้ายมา ร.๑๒ รอ. พบพลเอกประวิตรฯ เมื่อครองยศพันตรี และใกล้ชิดกันมาแต่บัดนั้น เพื่อนฝูงคุยลับหลังว่าเป็นคนพันธุ์เอาใจนายได้สุดยอด ส่วนตัวเองยึดถือลัทธิสุขนิยม

''บูรพาพยัคฆ์'' ทั้งสามพยายามจะบินให้ถึง “ลมบน” โดยอาศัยพลเอกประยุทธ์ฯ สุดท้ายตระหนักว่าตัวเองเป็นได้เพียงข้าวนอกนา

ตัวพลเอกประยุทธ์ฯ เติบโตจาก ร.๒๑ รอ. จนกลายเป็น “เด็กสร้าง” ตอนครองยศพันเอกและกลายเป็นทหารเสือสายตรง เพื่อนฝูงพี่น้องรู้ว่าขาดศักยภาพ แต่ยอมรับกันว่าเป็นนักตอบสนองชนิดพร้อมทุกเมื่อ เจ้าอารมณ์ หุนหันพลันแล่น เก่งคนเดียว ไม่ถนอมน้ำใจใคร แต่ตาไกลพอที่จะคว้าเพื่อนร่วมรุ่นโดยสารมาด้วยหลายราย เช่น พลโทดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ(หัวขบวนสาย ร.๑๑ รอ.) พลตรีวิลาส อรุณศรี (อดีต ผบ.พล.ม.๒) พลเรือเอกพะจุณน์ ตามประทีป (ณ สี่เสาเทเวศร์) เป็นต้น

สนับสนุนพลโทดาว์พงษ์ฯ เป็นแม่ทัพภาคที่ ๑ แต่ “บูรพาพยัคฆ์” กลับเลือกพลโทคณิตฯ อาการแยกวงจึงบังเกิดอยู่ภายใน

ฝ่ายประชาธิปไตยควรรู้ด้วยว่า ผบ.กรม ของพล.ร.๙ ทุกกรมมาจาก ร.๒๑ รอ. ทั้งนั้น

ขอเชิญดวงตาทั้ง ๖๔ ล้านคู่มองคนเหล่านี้ไว้ให้ดีเถิดครับ.

--------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Thursday, February 4, 2010

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

แสงสว่างปลายอุโมงค์

การเมืองสกปรก

ไม่ธรรมดา

เหม็นกันหมด

ผลสะเทือน"ปาอึ"บ้านนายกฯ

ทู่ซี้กันไป

เหลิมหน่อยเปิดศึก ทักษิณรู้แล้ว ต้องจบก่อนอภิปราย

จาก ‘โจโฉ’ ถึง ‘ยะยี่เอ๋ง’ เสธ.แดง กับ 2 มาตรฐาน!

ผู้กุมชะตากรรมแผ่นดิน

วิพากษ์การบิดเบือนทางความคิดและทุจริตทางวาจา ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่มา ประชาไท


เท่าที่ติดตามข่าวการอภิปรายของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทราบว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปแล้วอย่างครึกครื้นพอสมควร ผมยังไม่มีโอกาสอ่านคำ วิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น แต่เมื่อได้อ่านประมวลเนื้อหาของการอภิปรายนั้นแล้ว ก็คิดว่าควรจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องนี้บ้าง บางทีการวิพากษ์วิจารณ์ความเห็นที่มีลักษณะสุดขั้วหรือแปลกๆ อาจจะทำให้สามารถเสนอความเห็นอะไรได้ดีกว่าตั้งประเด็นขึ้นเองก็ได้

นอกจากนี้เมื่อเร็วๆนี้ยังปรากฏว่ามีนักวิชาการระดับแนวหน้าอีกบางคน ที่เที่ยวไปตระเวนชี้แจงให้เหตุผลทำนองเดียวกันอยู่ในต่างประเทศ การโต้แย้งความคิดของท่านอธิการบดีฯน่าจะครอบคลุมถึงความเห็นของนักวิชาการพวกเดียวกันนั้นได้ด้วย
ท่านอธิการบดีฯถามว่า “คนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการรัฐประหารของคมช. แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ที่อ้างว่าดีที่สุดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ได้มาจากคณะรสช.ที่มีการยึดอำนาจรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2532 หรือ”
คำตอบอย่างง่ายๆตรงไปตรงมาก็คือ ไม่ใช่เลย รัฐธรรมนูญ 2540 เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ประชาชนพากันต่อต้านการสืบทอดอำนาจของรสช.ที่ยึดอำนาจเมื่อปี 2534 พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และเมื่อการสืบทอดอำนาจของรสช.ต้องยุติลงแล้ว ก็มีการเคลื่อนไหวให้มีการปฏิรูปการเมืองจนนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้ขึ้น รัฐธรรมนูญ 40 จึงไม่ได้มาจากการรัฐประหารของรสช. แต่เป็นผลิตผลของการต่อต้านการสืบทอดอำนาจเผด็จการของรสช. และเป็นผลของความพยายามทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยต่างหาก
ความจริงท่านอธิการบดีฯก็รู้ดีอยู่แก่ใจ และที่ถามก็คงไม่ได้ต้องการคำตอบ เพียงแต่ต้องการจะลดความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ให้มีค่าไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญที่เป็นผลโดยตรงของการรัฐประหารอย่างรัฐธรรมนูญปี 50 เท่านั้นเอง
ท่านอธิการบดีฯยังสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญฉบับ50ด้วยการอวดอ้างว่า“ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ” พร้อมกับช่วยแก้ต่างข้อโจมตีให้ด้วยว่า “แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือ”
ท่านอธิการบดีฯไม่ได้บอกด้วยว่าการลงประชามตินั้นทำกันไปในเงื่อนไขอย่างไร การลงประชามติที่ทำไปนั้น ทำไปโดยมีเงื่อนไขแกมบังคับประชาชนว่า ถ้าไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญนี้แล้ว คมช.อาจหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาปรับแก้เอาตามใจอย่างไรก็ได้ ทั้งยังขู่ด้วยว่าจะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนอออกไป บ้านเมืองไม่เข้าสู่ภาวะปกติ
นอกจากนั้นการชี้แจงเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนี้เกือบจะเป็นการชี้แจงฝ่ายเดียว ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเกือบไม่มีโอกาสชี้แจงโต้แย้งเลย ซ้ำยังมีกฎอัยการศึกคุมอยู่ในหลายสิบจังหวัดปิดกั้นการชี้แจงของผู้ที่ไม่เห็นด้วย ที่แย่ที่สุดก็คือ เมื่อร่างผ่านประชามติมาแล้ว ยังมีการเติมบทเฉพาะกาลกันอย่างสนุกสนาน จนทำให้รัฐธรรมนูญที่ใช้กันจริงๆมีเนื้อหาที่เลวร้ายหนักเข้าไปอีก ชนิดที่ต้องเรียกว่าเป็นคนละฉบับกับที่ไปถามความเห็นประชาชนก็ว่าได้
ประชามติที่ท่านอธิการบดีฯนำมาอวดอ้าง จะว่าไปก็เป็นเสียงประชาชนอย่างที่ท่านกล่าว เพียงแต่เป็นเสียงของประชาชนที่ถูกข่มขู่ บังคับ และหลอกลวงเสียมากกว่า จริงๆแล้วก็คือประชามติลวงโลกนั่นเอง
ท่านอธิการบดีฯยังได้ตั้งคำถามที่คมไม่แพ้ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งเลยที่เดียวที่ว่า“ท่านที่บอกว่ามีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจทหารที่มาจากการทำรัฐประหาร ถ้าไม่ยอมรับรัฐประหาร ถามว่าเรายอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 หรือไม่”
ผมเองก็เพิ่งแสดงความเห็นไปว่าในประเทศไทยไม่เคยมี และเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการรัฐประหารที่ดี พอท่านอธิการบดีฯพูดอย่างนี้ก็ทำให้คนคล้อยตามได้ง่ายทีเดียว
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นการรัฐประหารหรือไม่ คำตอบก็คือ เป็น
ถามต่อไปว่าเป็นการรัฐประหารที่ดีและก้าวหน้าหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าดี และก้าวหน้า
แล้วทำไมมีการรัฐประหารที่ดีและก้าวหน้าได้ล่ะ
คำตอบก็คือ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่มีกลไกและวิธีการในระบบที่จะเปลี่ยนแปลงสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยได้ การรัฐประหารจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นและก้าวหน้า อาจจะไม่ก้าวหน้าอย่างเต็มที่เพราะขาดการเข้าร่วมของประชาชน แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและก้าวหน้า
แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ประเทศอยู่ในระบบที่เราอาจเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและโดยสันติได้แล้ว การรัฐประหารจึงไม่ใช่สิ่งที่ดี หากแต่ได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประเทศนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
ที่ผมพูดว่าไม่มีรัฐประหารที่ดีในประเทศไทย จึงหมายถึงนับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงหารปกครองแล้วเป็นต้นมา
ท่านอธิการบดีฯเองยังไม่ได้ไปไกลถึงขั้นที่บอกว่า จริงๆแล้วท่านก็ไม่ได้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 แต่ท่านตั้งคำถามนี้เพื่อวัตถุประสงค์ 2 อย่าง
หนึ่งคือ ลดความชอบธรรมของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้มีฐานะเท่าๆกับการรัฐประหารทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา
สองคือ ท่านพยายามสร้างความชอบธรรมและการยอมรับให้กับการรัฐประหารโดยทั่วไป โดยเฉพาะครั้งที่ผ่านมา และแน่นอนย่อมรวมถึงการรัฐประหารที่อาจจะมีขึ้นในวันข้างหน้าอีกด้วย
การแสดงความเห็นที่ผ่านๆมาของท่านก็นับว่าชัดเจนมากแล้วว่าท่านคิดอย่างไรกับการรัฐประหาร แต่ก็ยังใช้สำนวนโวหารให้ดูแนบเนียนอยู่บ้าง แต่คราวนี้ท่านเปิดเผยตรงไปตรงมาที่สุดว่า ท่านเลือกที่จะแก้ต่างและพร้อมที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการการรัฐประหารเลยทีเดียว
ปัญหาการมีที่มาที่ไม่ชอบธรรมของรัฐบาลปัจจุบัน ท่านอธิการอธิบายว่า “ถ้ารัฐบาลนี้มาจากรัฐประหาร ผมก็ถามว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผมถามว่ารัฐบาลนายสมัครและรัฐบาลนายสมชายมาจากไหน ตอนนี้เรามักข้ามบางเรื่องไปเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง”
ความจริงถ้ามองแบบผิวเผิน ก็อาจพูดได้ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์กับรัฐบาลสมชายและรัฐบาลสมัครต่างก็มาจากสภาชุดปัจจุบันเหมือนกัน
แต่ทำไมจึงว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์มีที่มาที่ไม่ชอบธรรม
ในการเลือกตั้งเมื่อ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ นั้น ประชาชนไม่ได้เลือกพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์มาเป็นรัฐบาล แต่เลือกพรรคพลังประชาชน การที่พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นรัฐบาลขึ้นมาได้ก็เพราะมีการล้มรัฐบาลก่อนหน้านั้นไปถึง ๒ รัฐบาล โดยอาศัยรัฐธรรมนูญและกลไกตามรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดต่อหลักนิติธรรม ทั้งในการตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ยังมีผู้มีอำนาจและผู้นำกองทัพเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซง ดังเป็นที่ทราบทั่วกันว่ารัฐบาลนี้ตั้งขึ้นในค่ายทหาร
ที่ว่ารัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชายถูกล้มไปโดยรัฐธรรมนูญและกลไกตามรัฐธรรมนูญนั้น พอดีเป็นประเด็นที่ท่านอธิการบดีฯก็ได้มาแก้ต่างให้ ทั้งในเรื่องการปลดนายสมัครออกจากนายกฯและการยุบพรรคพลังประชาชน จึงควรมาดูประเด็นทั้งสองนี้กัน
ท่านอธิการบดีฯพยายามจะอธิบายว่าไม่มีเรื่องสองมาตรฐานโดยบอกว่า “กรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีทำกับข้าว ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ เป็นการจ้องหาเรื่องกันนี่ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าเซอร์ไพรซ์ ผมคิดว่านายสมัครแค่ ‘รับจ้าง’ ไม่ใช่ ‘ลูกจ้าง’ แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความอย่างเคร่งครัด โดยแวดวงกฎหมายกำลังรอดูว่าจะมีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะตัดสิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นกรณีอื่นๆ หรือแม้แต่กรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องตัดสินอย่างเดิม ตรงนี้ผมกำลังรอคำวินิจฉัยที่สอง แต่ขณะนี้ยังเป็นมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานอย่างเข้ม ในส่วนของนายสมัคร ยังไม่มีคดีอื่นให้เปรียบเทียบ ซึ่งผมกำลังรอดูคำตัดสินคดีอื่นอยู่เช่นกัน”
ก็แล้ว “รับจ้าง” กลายเป็น “ลูกจ้าง” ตามกฎหมายไปได้อย่างไร
คำตอบก็คือ เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้พจนานุกรมแทนที่จะใช้กฎหมาย และความจริงก็มีตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงความเป็นสองมาตรฐานแล้ว คือกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเองบางคนไปสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยบ้าง หรือไปจัดรายการทางวิทยุบ้าง ถ้าตีความอย่างเคร่งครัดหรือใช้มาตรการอย่างเข้มตามคำของท่านอธิการ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหล่านั้นก็ต้องพ้นจากตำแหน่งกันไปแล้ว ไม่ต้องรอให้อภิสิทธิ์ไปทำกับข้าวออกทีวีเสียก่อนแล้วดูการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจึงจะรู้ว่าสองมาตรฐานหรือไม่
เรื่องนี้นอกจากจะขัดหลักนิติธรรมแล้ว ระบบตามรัฐธรรมนูญและการตีความตามใจชอบยังมีผลเท่ากับการที่คนเพียงไม่กี่คนสามารถหักล้างอำนาจการตัดสินของประชาชนทั่วประเทศด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องและขาดน้ำหนักอย่างยิ่งได้อีกด้วย
รัฐบาลสมชายนั้นล้มไปเพราะพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ถูกยุบเนื่องจากกกต.เชื่อว่ากรรมการบริหารคนหนึ่งทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและต่อมาได้รับใบแดง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุว่าเมื่อกรรมการบริหารเพียงแค่ปล่อยปละละเลยก็ต้องยุบทั้งพรรค แม้ว่ากรรมการบริหารคนอื่นจะไม่รู้เรื่องด้วยเลยก็ตาม และเมื่อยุบพรรคแล้ว กรรมการบริหารทั้งชุดก็ต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งไปพร้อมกันด้วย
กติกาอย่างนี้ขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะเป็นการลงโทษหมู่คณะจากการกระทำของคนๆเดียว ไม่ต่างจากการประหารเจ็ดชั่วโคตรในอดีต
พรรคอื่นบางพรรคที่ถูกยุบไปแล้วเช่นพรรคชาติไทย ถูกยุบเพราะกกต.เชื่อว่าผู้สมัคร ซึ่งเป็นกรรมการบริหารเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเลือกตั้งจึงให้ใบแดงไปเลย เมื่อเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่มีอำนาจพิจารณาว่าทุจริตจริงหรือไม่ แต่เมื่อเป็นที่ยุติโดยกกต.แล้วว่าทุจริต ศาลรัฐธรรมนูญก็มีทางเดียว คือต้องให้ยุบพรรคชาติไทย และเพิกถอนสิทธิ์กรรมการบริหารทั้งชุด
ต่อมาผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการเลือกตั้งรายนั้นถูกดำเนินคดี จนถึงที่สุดแล้วปรากฏว่าสั่งไม่ฟ้อง ต้องคืนเงินให้เขาไป สรุปก็คือไม่มีใครทำผิดเลยแม้แต่คนเดียว แต่พรรคทั้งพรรคก็ถูกยุบไปแล้วอย่างง่ายดาย
ท่านอธิการบดีฯยืนยันว่าเรื่องการยุบพรรคไม่มีเรื่องสองมาตรฐาน โดยเฉพาะกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยแคลงใจในการทำงานของกกต.อยู่นั้น ท่านอธิการช่วยแก้ให้เสร็จสรรพว่า “แล้วก็มีคนเรียกร้องว่า ทำไมยุบไปแล้ว 3 พรรค 4 พรรค แต่ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ผมบอกว่านี้ครับว่า พรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ไม่ได้ทุจริตเลือกตั้ง ไม่มีกรรมการบริการพรรคไปทุจริตซื้อเสียง แต่ที่ร้องเรียนเป็นการใช้เงินจาก กกต.ผิดประเภท ซึ่งนั่นเกิดก่อนจะมีรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้”
คนที่กล้าแก้ต่างให้พรรคประชาธิปัตย์อย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ น่าจะต้องศึกษาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มาแล้วมากพอ แต่ก็แปลกที่ท่านอธิการบดีฯไม่ได้ให้ข้อมูลตรงตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ทั้งยังเบี่ยงเบนประเด็นอีกด้วย
เป็นความจริงที่ในคดี 258 ล้าน พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ถูกกล่าวหาว่าทุจริตเลือกตั้งหรือซื้อเสียง แต่ขณะเดียวกันเรื่องที่ร้องเรียนก็ไม่ใช่มีเพียงเรื่องการใช้เงินจากกกต.ผิดประเภทอย่างที่ท่านอธิการบดีฯว่า เรื่องใหญ่ยังอยู่ที่เรื่องการปกปิดเงินบริจาค 258 ล้านบาทจากบริษัทเอกชน ร่วมมือกับบริษัทเอกชนฉ้อโกงบริษัทมหาชน และได้ใช้เงินเหล่านั้นในการทำงานของพรรค รวมทั้งในการเลือกตั้ง
ที่บอกว่าเรื่องนี้เกิดก่อนรัฐธรรมนูญ 2550 ท่านอธิการต้องการอธิบายว่า เพราะฉะนั้นจะมาบอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 สองมาตรฐานไม่ได้
แต่เรื่องนี้ก็ยังมีปัญหาสองมาตรฐานอยู่นั่นเอง ไม่ใช่ปัญหาสองมาตรฐานที่เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหาการปฏิบัติอย่างสองมาตรฐานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญคือกกต.
คดี 258 ล้านนี้พิจารณากันมานานมาก ต่างจากการพิจารณาคดีของพรรคการเมืองอื่นที่ถูกยุบไปแล้ว ถึงเวลาลงมติ กลับมีมติส่งให้นายทะเบียนพรรคการเมือง และทำท่าว่าถ้านายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นให้ยกคำร้อง ก็อาจไม่ต้องกลับมาให้กกต.พิจารณาอีก
ที่เป็นตลกร้ายที่สุดก็คือ การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอใช้เวลาอ่านสำนวนอีกกว่า 3 เดือนก่อนจะเสนอความเห็นได้ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเป็นคนเดียวที่ลงมติให้ยกคำร้องในฐานะประธานกกต.
ทำเหมือนกับคนทั้งประเทศไม่รู้ว่าประธานกกต.กับนายทะเบียนพรรคการเมืองคือคนๆเดียวกัน
เรื่องการชุมนุมทางการเมือง ที่ท่านอธิการบดีฯอธิบายว่า “เรื่องนี้ก็ไม่มีสองมาตรฐานขึ้นอยู่กับว่าอัยการจะสั่งฟ้องช้าหรือเร็วเท่านั้น” ดูเหมือนไม่ต้องใช้เวลาในการโต้แย้งอะไรมาก วิญญูชนทั้งหลายคงสามารถตัดสินได้อยู่แล้วว่า ความเห็นนี้ไม่อยู่กับร่องกับรอยเพียงใด น่าแปลกหน่อยก็ตรงที่ว่าทำไมกล้าถึงขนาดนั้น
ท่านอธิการบดีฯยังได้ตั้งคำถามที่ดูเหมือนจะต้องการวางตัวให้เป็นผู้อาวุโสไปด้วยอีกคนว่า“เราจะรักษาประเทศนี้ให้ดีได้อย่างไร ประเทศไทยจะกลายเป็นเลบานอนหรือไม่ จะเกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่”
คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ผู้ห่วงใยบ้านเมืองสมควรถาม แต่สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่สร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหาร และแก้ต่างให้กับระบบที่เต็มไปด้วยความไม่ยุติธรรมและสองมาตรฐานแล้ว ท่านไม่ควรเป็นผู้ถามคำถามเหล่านี้เลย เพราะสิ่งที่ทำอยู่กำลังซ้ำเติมและเร่งให้ปัญหาที่ท่านถามถึงนั้นยิ่งแก้ยากขึ้นไปอีกเสียมากกว่า
ประเด็นที่ท่านอธิการบดีฯทิ้งท้าย ดูจะไม่ชัดเจนนักว่าต้องการอะไร แต่คิดว่ามีนัยสำคัญทีเดียว นั่นคือการอ้างถึงอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ที่เขียนบทความโดยใช้ชื่อนายเข้ม เย็นยิ่ง เรียกร้องในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองปี 2516 ว่า อาจารย์ป๋วยท่านเรียกร้องกติกาหมู่บ้าน เพื่อให้คนในหมู่บ้านยอมรับกติกาการอยู่ร่วมกัน
เหมือนกับจะอาศัยอาจารย์ป๋วยมาบอกว่าคนในประเทศนี้ วันนี้ ควรยอมรับกติกาของประเทศ คือรัฐธรรมนูญปัจจุบันและระบบกฎหมายอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งๆที่อาจารย์ป๋วยเขียนจดหมายฉบับนั้นในขณะที่บ้านเมืองอยู่ใต้การปกครองของเผด็จการ ไม่มีรัฐธรรมนูญ ถ้าจะเอาข้อเรียกร้องของอาจารย์ป๋วยมาประยุกต์ใช้ในวันนี้ ที่ถูกแล้วควรตีความว่า บ้านเมืองทุกวันนี้ก็ไม่มีกติกาที่ดีสำหรับคนที่อยู่ร่วมกัน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างกติกาที่ดีขึ้นมาใหม่ คล้ายๆกับที่เคยมีการเรียกร้องกันมาในอดีตนั่นเอง
ประเด็นสุดท้ายของท่านอธิการนี้ คนอาจไม่ถือเป็นสาระอะไรมาก แต่ความจริงก็ทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่าอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในอดีตกับปัจจุบันได้ดีทีเดียว
ที่สำคัญกว่านั้น การบิดเบือนทางความคิดและการทุจริตทางวาจาแบบนี้ กระทำโดยผู้ที่มีตำแหน่งฐานะอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยที่เคยโดดเด่นด้วยเกียรติภูมิอันสูงส่ง ว่าได้ยืนเคียงข้างความถูกต้องและเคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชนตลอดมา แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศกำลังมองเห็นและใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของสังคมอย่างถึงที่สุด และน่าตกใจที่ชุมชนมหาวิทยาลัยและวงการวิชาการ ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบขึ้นได้