WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 5, 2010

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(5ก.พ.):อรุณสวัสดิ์

ที่มา Thai E-News



คำร้อง บุญชิต ฟักมี*
ทำนอง เพลงยอดฮิต"ราตรีสวัสดิ์" โปรดฟังประกอบ แล้วใส่เนื้อหาใหม่นี้เข้าไป
ที่มา บอร์ดคนเหมือนกัน

วันนี้ฉันมีนิยายมาขยายให้เธอฟัง
นิยายเรื่อง นายทหาร ยศนายพล
ท่านเหล่านี้เขามีรถถังคู่กาย
คนที่ไม่รู้ไม่เข้าใจประชาธิปไตย
และเป็นอีกคืนที่เค้าต้องนั่งตัดสินใจ
คิดเอาเองว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องคิดแทนคนไทย
เพราะรู้ว่างานนี้'ท่าน'เขาไม่อยากปล่อยให้ทาสไป

ในขณะนั้น เสียงคนเสื้อแดงพูดโจมตีต่อว่า
เสียงร้องเพลงดังสนั่นเลยเวลาตีห้า
เสียงโห่ร้องกึกก้องดังอยู่ข้างหน้า
เสียงคนไม่เอารัฐประหารดังลอดเข้ามา
เขารีบหยิบหูโทรศัพท์แนบหน้า
ขณะหมุนตัวเลขต่อไปเขาคิดแต่ว่า
ถ้าคืนนี้ปร๋าสั่งให้ทำเรื่องผิด
เขาคงต้องทำโดยไม่สามารถคิด
ขอเพียงคนข้างบนได้อยู่สบาย เขาจะรั้งฉุดประเทศไว้ไม่กลัวทะลาย
ในหัวค่ำที่ใจคนลุกเป็นไฟ
ประเทศไทยเจ้าเอ๋ยมีคนร้องเพลงนี้อยู่ได้

หลับตาเถอะนะ อุดหูด้วยก็คงดี
เช้านี้ไม่ต้องห่วง รัฐนี้ฉันจะเหยียบย่ำ ด้วยรถถังของฉัน...

ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่มอลลี่
คืนที่เจ๊ส้มตำไปตลาดแต่ตีสี่
คืนที่เด็กมัธยมนั่งงมแอดมิชชั่น
คืนที่คนใช้เก้าอี้ฟาดหัวกะบาลกัน
คืนที่คุณซาบซึ้งหน้าทีวี
หรืออาจจะเป็นคืนที่ใครบางคนโดนปาขี้
มีข่าวว่าทหารจะต่อต้านปชต.
เพื่อให้คนยังเชื่อแต่ในตำรา สปช.

และยังไม่มีตอนจบของนิยาย
มีเพียงแต่ถ้าเห็นรถถังประเทศนี้คงฉิบหาย
เพราะในตอนเช้าที่เราตื่นมาดูทีวี
น่าจะเป็นอีกวันที่รัฐธรรมนูญไม่ถูกย่ำยี

เขาทำเพื่อคนบนนั้นได้หลับสบาย
เขาคงไม่สนว่าคนข้างล่างจะคิดอย่างไร
ในหัวค่ำที่ใจคนลุกเป็นไฟ
ประเทศไทยเจ้าเอ๋ยมีคนร้องเพลงนี้อยู่ได้

หลับตาเถอะนะ อุดหูด้วยก็คงดี
เช้านี้ไม่ต้องห่วง รัฐนี้ฉันจะเหยียบย่ำ ด้วยรถถังของฉัน...
ฝากดินบนพื้น ขืนอย่าให้เธอลุกต้าน
หากฉันทำสำเร็จ ขอให้อำนาจเบ็ดเสร็จ แก่ "ท่าน" ก็พอแล้ว...


*บุญชิต ฟักมี เป็นนามปากกาของนักศึกษาปริญญาเอกทางด้านกฎหมาย กำลังศึกษาในประเทศฝรั่งเศส

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 สถานการณ์ความเคลื่อนไหวคึกคักเข้มข้นกันเช่นเคย ท่านใดประสงค์จะแจ้งข่าวคราวกิจกรรมใดๆ ทั้งภาพถ่ายและข่าวสารส่งมาที่ thaienews99@googlegroups.com เหมือนเดิม...แต่ใครจะไปปาขี้ใส่บ้านใคร เชิญตามอัธยาศัย ไม่ต้องแจ้งมาก็ได้ 5555***


***ขอเชิญชาวเสื้อแดงทั้งแผ่นดิน ณ ท้องถิ่นเมืองสุพรรณ เวทีใหญ่ไปครบครัน พบแกนนำ3เกลอวีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิ วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ ณ วัดป่าเลย์ไลยก์ - 15.00 ถึง 24.00 น. ถ้าจะทำบัตร นปช.โปรดรีบไป บรรหาร ควรตั้งสัจจะ และกตัญญูต่อใคร กราบหลวงพ่อโตแล้วไซร้ แล้วจับจองที่นั่งไว้ เพื่อฟังอภิปรายให้ชื่นบาน ไปงานไม่ถูกมีแผนที่เดินทางครับพ้ม***



***เสวนาปัญหาบ้านเมือง เรื่อง “ผลคำวินิจฉัย ยุบทรท.- ตัดสิทธิ 111 คน โดยปชป. - ตุลาการ และ พยานเท็จ จะจบอย่างไร?” จัดโดยหนังสือพิมพ์ เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ร่วมกับ ชมรมนักวิชาการนักกฎหมายเพื่อสร้างประชาธิปไตยไทย ใน วันศุกร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓, เวลา ๑๒.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องรัชดา ชั้น 6 โรงแรม SC Park ใกล้แยกเหม่งจ๋าย ริมทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา ไม่มีค่าใช้จ่าย ติดต่อสอบถามกับ ดร.สิงห์ทอง บัวชุมโทร.081-333-5522 02-934-9388 / 02934-9389

กำหนดการ

12.30 – 13.00 - ประธานชมรม (นายคารม พลทะกลาง/ดร.สิงห์ทอง บัวชุม) กล่าวต้อนรับ

13.00 – 13.30 – การนำเสนอคำสารภาพของพยาน (นายชวการ โตสวัสดิ์/นายสุขสันต์ ชัยเทศ)

13.30 – 15.00 – การเสวนาเรื่อง “ ผลคำวินิจฉัย ยุบ ทรท. – ตัดสิทธิ 111 คน

โดยปชป.-ตุลาการและพยานเท็จ จะจบอย่างไร?”

วิทยากรผู้ร่วมเสวนา :

รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร – อาจารย์ มธ.
นายประชา ประสพดี – ส.ส. พท./ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม
และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร

นายมานิตย์ จิตติจันทร์กลับ – ส.ส. สัดส่วน/พท./อดีตอธิบดีศาลอาญา/ผู้พิพากษาศ.ฎีกา
นายจาตุรนต์ ฉายแสง – อดีต รก. หน. พรรค ทรท.
ดำเนินรายการโดย : ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น – อดีต ส.ว./ผอ. นสพ.ไทยเรดนิวส์


15.00 – 16.00 - อภิปราย – ซักถาม – สรุป ***


***ในวันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 จะมีการสัมมนาเชิงวิชาการ ในการจุดประเด็น “อารยธรรมการเมืองไทยสมัยใหม่” ซึ่งนับว่าเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญในการขยายแนวความคิดให้เข้าไปสู่ในหมู่ นิสิตนักศึกษา โดยโครงการนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เชิญนายชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ หรือดีเจอ้น ชัยนรินทร์ ดีเจจากคลื่นวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ FM 107.75 และนายกำพล จำปาพันธ์ นักวิชาการอิสระ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วิทยานิพนธ์ดีมาก ) ซึ่งทั้งสองจะไปสัมมนาเพื่อเปิดมุมมองด้านประชาธิปไตยและให้ความรู้แก่นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีกำหนดการดังนี้

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 12.30 – 14.30 น. ณ มหาวิทยาลัยรังสิต วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต หมู่บ้านเมืองเอก ปทุมธานี

หัวข้อในการสัมมนา “อารยธรรมการเมืองไทยสมัยใหม่"

1. วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี อำมาตย์ในการเผด็จศึกคนเสื้อแดง โดย นายกำพล จำปาพันธ์
2. รัฐประหารและหรือปฏิวัติ สร้างประชาธิปไตยได้หรือไม่ โดย นายชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ (ดีเจอ้น ชัยนรินทร์ วิทยุชุมชนคนแท็กซี่)

สอบถามรายละเอียดที่ ดีเจอ้น ชัยนรินทร์ 083-8125659 ***


***สมัชชาสังคมก้าวหน้าเชิญร่วมเสวนา"จากเขายายเที่ยง สู่เขาสอยดาวเราจะปฏิรูปที่ดินกันอย่างไร?"

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุม 12 ตึก 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ วิทยากร

ปรีชา จันทร์ภักดี ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
วิศรุต บุญยา เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน
ตัวแทนกลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย
พัชณีย์ คำหนัก สมัชชาสังคมก้าวหน้า


ประเด็น

1. ทำไมต้องมีการปฏิรูปที่ดิน
2. รูปแบบการปฏิรูปที่ดินมีอะไรบ้าง
3. การปฏิรูปที่ดินเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยอย่างไร
4. ปัญหาการปฏิรูปที่ดินที่ผ่านร่วม 50 ปี มันอยู่ที่ไหนแน่

สอบถามรายละเอียด เล็ก 085 8530329 โบ 083 4430758***


***แดงออสเตรเลียขอเชิญพี่น้องผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยร่วมงาน"สังสรรค์ประสานใจThai RED AUSTRALIA กิน ฟ้อน ร้อง รำ"ในงานพบกับโฟนอินจากนายกฯทักษิณ 7 กุมภาพันธ์นี้ที่Petersham tawnhall(ใกล้สถานีรถไฟPetersham)17.00-22.30น. ติดต่อซื้อบัตรโทร0403 979 889 บัตรราคา$15(ไม่รวมเครื่องดื่ม)***
***
น้ำใจแดงต่างแดน และความเป็นยูนิตี้ที่มีให้กันนั้นน่าชื่นชม คุณแป๊ะ บางสนาน เจ้าของโครงการ2ขาเพื่อประชาธิปไตยแจ้งมาว่า หลังทราบข่าวว่าแกนนำแดงประเทศอิตาลี โดนข้อหาโบราณว่าแจกเงิน50ยูโรต่อหัวจัดตั้งเสื้อแดงRED ITALYแล้ว ทางคุณพอธี อำมาตยา แกนนำRED HOLLAND ได้ส่งจดหมายน้อยผ่านคุณแป๊ะ บางสนานไปถึงคุณอิสรีย์ แกนนำRED ITALYว่าขอความกรุณาช่วยส่งเมล์นี้ให้คุณอิสรีย์แกนนำกลุ่มเรดอินอิตาลี ด้วยนะคะ

" สวัสดีคะ มาทำความรู้จักและเสนอตัวไว้ เผื่อทาง แดงอิตาลี อาจจะมีอะไรให้ทางเรดอินฮอลแลนด์ ได้รับใช้นะคะ อย่าได้เกรงใจนะคะ เราจะได้รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ปรึกษาหารือกัน เป็นพลังที่แข็งแกร่งในยุโรปเพื่อการต่อสู้เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกันคะ แวะมาให้กำลังใจเรดอินอิตาลีคะ คุณอิสรีย์ ." ด้วยความนับถือยิ่ง จาก พอกันธี อำมาตยา ( ผู้ประสานงานกลุ่ม เรดอินฮอลแลนด์ )***


***เสื้อแดงอิลลินอย USA ฝากแจ้งข่าวว่า หนังสือพิมพ์ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์ ลงข่าวคลาดเคลื่อน โดยบทความ ม่านฟ้าชิคาโก ประจำฉบับที่ 443 ย่อหน้าที่ 1 "กลุ่มคนรักประชาธิปไตยในรัฐ อิลลินอยส์ พบปะสังสรรค์กัน ณ ร้านดรามาการ์เดน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ม.ค. ได้รับเงินบริจาคประมาณ 100 เหรียญ ส่งไปให้ Red Cross, U.S.A. " ทางกลุ่มขอเรียนให้ทราบว่า ยอดเงินบริจาคที่ถูกต้องนั้นคือ $1,000.00 โปรดดูได้จาก PDF attached file ที่แนบมาด้วยกับ email แสดง หมายเลขเช็คส่วนตัวบริจาคและ Money-order ที่ส่งไปให้ Red Cross. ดูรายละเอียดได้ที่http://illinoisredshirts.blogspot.com/***

***นอกจากนั้นจากย่อหน้าเดียวกัน จากข้อความที่ว่า "งานนี้ขอติงนิดเกี่ยว กับการประชาสัมพันธ์ และการประสานงานของคนในกลุ่มผู้จัดด้วย ถ้าคิดว่าเป็นการจัดเฉพาะกลุ่ม" ทางกลุ่มขอเรียนให้ทราบว่า จุดประสงค์ของการพบปะสังสรรค์ในวันนั้น มิใช่การพบปะสังสรรค์เพื่อปรึกษาทางด้านแนวทางการเมือง แต่จุดประสงค์ของการพบปะสังสรรค์ในวันนั้น คือการพบปะที่ ไม่จำกัดไม่ว่าทั้ง สี, ชนชาติหรือเชื้อชาติ และหัวใจของการพบปะสังสรรค์ก็คือการรวบรวมทุนเพื่อไปช่วยพี่น้องชาวเฮติเท่านั้น ทางกลุ่มขอแสดงความเสียใจที่ทำให้พี่น้องบางท่านเกิดความไม่สบายใจ และขอยืนยันว่าจะดำเนินการ "fund raising" เพื่อช่วยเหลือผู้ประสพภัยเช่นนี้ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ที่จำเป็น***


แดงกังหันลม-แดงเนเธอร์แลนด์ เป็นเสื้อแดงอินเตอร์ประเทศล่าสุดที่เปิดตัวจัดกิจกรรมสามัคคีพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยชาวไทย และคนไทยทั่วโลกในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริืงให้มาตุภูมิ โดยจะจัดกิจกรรมในวันที่20ก.พ.นี้ เชิญพี่น้องไทยในเนเธอร์แลนด์และประเทศยุโรปใกล้เคียงเข้าร่วมงาน


***ข่่าวจากเรดอินฮอลแลนด์ พร้อมแล้วที่จะแสดงพลังร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงคนรักประชาธิปไตยจากทั่วทุกมุมโลก เรายินดีและปรารถนาที่จะร่วมงาน ประสานงาน กับพี่น้องชาวเสื้อแดงทุกกลุ่ม เพื่อจะได้ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงกลับคืนมาสู่ประเทศไทย

พร้อมกันนี้เราได้จัดงานจิบน้ำชา พร้อมเสวนา ทางวิชาการ ในหัวข้อ"ประชาธิปไตย แบบไหน บ้านเมืองจึงเจริญ" ในวันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ นี้ ที่ร้านอาหาร Top Thai ถนน HERENSTRAAT เลขที่ 28 กรุงอัมสเตอรดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเวลา 11.00 นาฬิกา ด้วยบรรยากาศอบอุ่นแบบพี่ๆ น้อง ของคนรักประชาธิปไตย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ท่านที่เดินทางมาจากประเทศใกล้เคียง เรามีที่พักรับรอง

ท่านที่ประสงค์จะมาร่วมงานกรุณาแจ้งความจำนงมาได้ที่ คุณ พอกันธี อำมาตยา ผู้ประสานงานกลุ่มเรดอินฮอลแลนด์ +31 624 15 4693 หรือ email: rednederland@gmail.com***

***นปช.พัทยาแจ้งข่าว ตอนนี้เปลี่ยนนามสกุลของเวบไซต์นปช.พัทยามาเป็นด็อตเน็ตแล้วครับ เชิญเยี่ยมชมได้ที่www.norporchorpattaya.netมาร่วมเป็นสังคมคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยออนไลน์ทั่วโลกกับเรานะครับ***



***ปิดท้ายสาวเสื้อแดงวันนี้ เป็นสาวเสื้อแดงเจียงใหม่ยกพลไปหน้าค่ายกาวิละ ตามยุทธการเลียบค่ายต้านรัฐประหารทั้งแผ่นดินเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ใครเป็นใครไถ่ถามกันเอาเอง***

พัลลภอ้างทักษิณตั้งกองทัพประชาชนแห่งชาติ

ที่มา Thai E-News



กองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (กปช.)?-มีผู้นำภาพดังกล่าวนี้ลงเผยแพร่ในเวบบอร์ดประชาไท พร้อมกับเขียนระบุว่า"ด่วน! ภาพกองกำลัง "ทหารเสื้อแดง" รวมตัวกันแล้วที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว" อย่างไรก็ตามไม่มีรายละเอียดใดเพิ่มเติม และไม่มีข้อมูลว่าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยที่พลเอกพัลลภอ้างว่าได้จัดตั้งขึ้น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 กุมภาพันธ์ 2553

เวบเสธ.แดง-มีผู้โพสต์กระทู้อ้างว่าเป็นเสธ.แดงเขียนกระทู้พร้อมกับโพสต์ภาพประกอบว่า ที่ประชุมดูไบมีมติเรียก กองทัพประชาชนแห่งชาติ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีอดีตนายกทักษิณเป็นผู้นำ มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้นำกองทัพประชาชน

เมื่อครบแก้ว ๓ ประการ ในการต่อสู้ คือ พรรค แนวร่วม กองกำลังติดอาวุธ

พรรค...คือ พรรคเพื่อไทย
แนวร่วม...คือ ประชาชนเสื้อแดงทั้งแผ่นดิน
กองกำลังติดอาวุธ คือ กลุ่มการ์ด และอดีตทหารพราน และแกนนำฮาร์ดคอร์ เพิ่ม อีก ๒ คน

อริสมันต์ และ แรมโบ้ อีสาน เช กูวาร่า มาจากหมอฟัน อริสมันต์ มาจากนักร้อง...ศึกหน้านัดล้างตา ของกองทัพแดง



อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านควรตรวจสอบข่าวนี้ให้ชัดเจนต่อไปด้วย ทั้งนี้ไทยอีนิวส์ยังไม่ยืนยันข่าวนี้ เพราะเป็นการรายงานจากแหล่งข่าวเบื้องต้นเท่านั้น

สื่อกระแสหลักได้นำเสนอข่าวเมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ว่า นายทหารนอกราชการนำโดยพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี ร่วมมือกับพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล-เสธ.แดง ก่อตั้งกองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (กปช.) โดยมีมติที่จะให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ทั้งนี้มติชนออนไลน์รายงานข่าวว่า "ทักษิณ"ตั้ง"บิ๊กจิ๋ว"เป็นผบ.สส.กองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อปชต.สู้รัฐบาล

มติชนออนไลน์รายงานว่า พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงการเดินทางไปดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า ได้หารือกันว่า ตอนนี้ทุกส่วนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และฝ่ายที่เห็นความไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประชาธิปไตย และสองมาตรฐานในประเทศ ได้มาร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว จึงตั้งเป็นกองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (กปช.) โดยมีมติที่จะให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ของกองทัพประชาชนนี้ เพื่อนำการต่อสู้นำความสงบสุขและประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา แต่เราจะต่อสู้กันในแนวทางของเรา เพราะทนไม่ไหวกับสภาพบ้านเมือง

มติชนออนไลน์รายงานเพิ่มเติมว่า พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงการเดินทางไปดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต ว่า ตอนนี้ถือว่า พวกเราสมบูรณ์รวมเป็นหนึ่ง ทั้งพรรค แนวร่วม และกองกำลัง เพราะวันนี้มี พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี และตนเอง ที่จะมาช่วยดูแลเรื่องยุทธศาสตร์และยุทธวิธีต่อสู้ จนตั้งเป็นกองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (กปช.) เพราะตอนนี้ประชาชนแม้แต่ทหาร ตำรวจ ล้วนมีความเป็นสีแดงอยู่ภายในใจ แต่ยังไม่มีโอกาสแสดงออกเท่านั้น เพราะต่างก็เห็นความไม่ยุติธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย และสองมาตรฐาน จะมาร่วมกองทัพประชาชนในการต่อสู้ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำกลุ่มเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย หารือถึงแผนการต่อสู้ในเดือนนี้ ก่อนการตัดสินคดียึดทรัพย์ และมีมติจัดตั้ง กปช. ประกาศพร้อมเจรจากับรัฐบาล ก่อนแตกหักในปลายเดือนนี้


พลตรีขัตติยะ กล่าวด้วยว่า การเดินทางไปพบ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ดูไบ ไม่ได้ไปรับเงินเพื่อเคลื่อนไหว ค่าตั๋วเครื่องบินยังออกกันเองเลย คนอย่างตนเองไม่มีเรื่องรับเงินอยู่แล้ว เรามีอุดมการณ์ในการต่อสู้ มีคุณธรรมจริยธรรม ไม่ใช่เรื่องเงิน ทำเพื่อความยุติธรรม เพื่อชาติบ้านเมือง และประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่ยอมรับว่ามาประชุมหารือกันว่า แนวทางการต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเอาอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง และพร้อมเจรจากับรัฐบาล ไม่ใช่ต่อรองเรื่องคดียึดทรัพย์ แต่ต้องการให้มีการยุบสภา นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ แล้วเลือกตั้งกันใหม่ พวกตนเข้าใจท่าน ซึ่งท่านไม่อยากให้เกิดความรุนแรง ขอเวลาก่อนที่จะมีการชุมนุมใหญ่ เพื่อรอให้รัฐบาลติดต่อเจรจาเข้ามา แต่คงมีเวลาให้แค่ราวปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ถ้าช่วงนี้คุยกันได้ก็ดี แต่ถ้าเลยจากนี้เป็นขั้นการปลดปล่อยกองทัพประชาชนแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่สามารถควบคุมม็อบได้แล้ว เพราะเราตกลงกันแล้วว่า ถ้าพวกเราเดินหน้าท่านก็ไม่สามารถมาหยุดได้ แล้วเมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะรุนแรงหรือไม่ หากมีการชุมนุมใหญ่แล้ว ตอนนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาสั่งหยุดอะไรไม่ได้แล้ว เราจะเดินหน้าเต็มที่

จิ๋วแถลงข่าวปฏิเสธไม่ขอรับตำแหน่งผบ.สส.ของกองทัพแดง

ต่อมาเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เปิดแถลงข่าวด่วน ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถึงกระแสข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ของกองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (กปช.) ว่า เป็นไปไม่ได้ ซึ่งคำว่ากองทัพประชาชนในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นคงจะหมายถึง 1. กองทัพแห่งชาติในพระเจ้าอยู่หัว หรือกองทัพของประชาชน หรือ 2. อาจจะมีคนไปพูดว่านี่เป็นเรื่องของพี่น้องเสื้อแดง ที่วันนี้เติบโตมาก แต่ต้องทำความเข้าใจว่ากลุ่มพี่น้องเสื้อแดงเกิดขึ้นมาเพราะอยากเห็นความเป็นธรรมในสังคมนี้ และที่เติบใหญ่ก็เพราะเงื่อนไขนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตนยืนยันได้ว่าพี่น้องเสื้อแดงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี แม้จะมีการรวมตัวอย่างมากมายก่ายกอง แต่เหตุไม่ดีที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่มีเลย ดังนั้นจะให้ตนไปเป็นผู้บัญชาการเสื้อแดงอะไร คงไม่ใช่ เพราะคงไม่ใช่กองทัพที่จะไปสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับคนอื่น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คงจะเป็นการกล่าวของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ตนเคยเรียกว่าเป็นแม็คอาเธอร์เมืองไทย ที่เอาจริงเอาจังและพูดอย่างไรทำอย่างนั้น ซึ่งคงจะหมายถึงจะให้มาเป็นหัวหน้าหน่วยงานหรือพี่น้องประชาชนที่ใฝ่สันติเพื่อผลประโยชน์ของชาติ แต่คงไมได้ไปทำอะไรให้เสียหาย

เมื่อถามว่า ได้พบกับพล.อ.พัลลภ หรือยัง พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ยังไม่เจอเลย ได้ข่าวว่าเป็นต่างประเทศ คงยังไม่กลับ เมื่อถามว่าจะรับเป็น ผบ.สส.ของกองทัพประชาชนหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า "ไปเรียกอย่างนั้นน่าเกลียด และอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งๆ ที่ผู้พูดอาจจะไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น อันนี้ก็ต้องขอปฏิเสธที่จะใช้คำนี้ แต่ก็โอเคถ้าเป็นส่วนหนึ่งของพี่น้องประชาชนที่รักบ้านรักเมืองและใฝ่สันตินั้นได้อยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำ เพราะมีอยู่แล้ว"

เหตุเกิดที่ พคท. (2553)

ที่มา ประชาไท


ในยุคที่สงครามอุดมการณ์กำลังวางวายเพราะโลกยุคโลกาภิวัตน์ และสังคมไทยกำลังแสวงหาเส้นทางใหม่สำหรับระบอบการเมืองที่เหมาะสม ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้น เมื่อได้เกิดวาทะกรรมระหว่างกลุ่มคนที่อ้างตัวเป็น “คณะกรรมการบริหารกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย”(พคท.)ชุดใหม่ล่าสุด กับ ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคฯชุดสมัชชาที่ 4 ซึ่งแสดงจุดยืนทางอุดมการณ์ ยุทธศาสตร์ และการนำอย่างชัดเจน

วาทะกรรมดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่กระแสตื่นตัวของการเมืองแบบมวลชนได้คึกคักขึ้นในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้แกนนำของ พคท.ที่แสดงบทบาทยิวเร่ร่อน ที่ไม่ยอมชำระบาปนานเกือบ 3 ทศวรรษหลังจากความพ่ายแพ้ของพรรคฯ ลุกขึ้นมาแสดงบทบาทเอาการเอางานครั้งใหม่อย่างไม่ยอมชำระหนี้สินเก่าที่คั่งค้าง (ได้แก่ ความผิดพลาด 3 ประการทางทฤษฎี ยุทธศาสตร์ และการนำ) โดยหวังว่ากลุ่มตนจะไม่เป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์
วาทะกรรมเรื่องชิงอำนาจการนำใน พคท. และการแสดงท่าทีของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย แม้จะเกิดจากตะกอนที่ตกค้างมาจากอดีต แต่ก็ไม่อาจจะถืออย่างดูเบาว่าเป็นแค่ “ฝันละเมอของคนหลงยุค” เพราะโครงสร้างและเครือข่ายการจัดตั้งของ พคท.ที่ยังหลงเหลืออยู่ ยังสามารถรื้อฟื้นและส่งผลต่ออนาคตของการต่อสู้ของผู้รักความเป็นธรรม และต้องการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ดีกว่าได้อีก ดังนั้นจึงเป็นภารกิจของผู้เขียนที่จะต้องทำการวิเคราะห์ให้เห็นสาระและประเด็นของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
ผู้เขียน ขอยืนยันและย้ำว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆทั้งในทางส่วนตัว กับวิชัย ชูธรรม ที่ถูกอ้างว่า เป็นเลขาธิการพรรคฯคนใหม่ และไม่ได้สังกัดหรืออยู่ใต้จัดตั้งของ พคท.สายใดๆ เลย (แล้วก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับเสียงวิจารณ์ที่ผ่านมากับข้อเขียนเดิมๆ ที่ว่า “ไม่ใช่คนของพรรค”) แต่เป็นผู้ที่มุ่งมั่นศึกษาลัทธิมาร์กซ-เลนิน-ความคิดเหมา เจ๋อ ตง มายาวนานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ (อ่านข้อเขียนของมาร์กซ-เองเกลส์-เลนิน และนักคิดลัทธิมาร์กซอื่นๆ เกือบทุกเล่ม รวมทั้งสรรนิพนธ์เหมา ทั้ง 8 เล่มจนจบมาแล้วหลายเที่ยว) ไม่น้อยไปกว่าสมาชิกคนใดในกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็น “คณะกรรมการบริหารกลาง” ของ พคท.ชุดนี้หรือชุดไหนๆ
จากเอกสารพื้นฐานเรื่อง คำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยครบรอบ 67 ปี(ธันวาคม 2552) เอกสารประกอบคำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้ง พคท.ครบรอบ 67 ปี ของธง แจ่มศรี ฝ่ายหนึ่ง กับ คำชี้แจงภายใน (1 มกราคม 2553) และ แถลงการณ์เรื่องสถานการณ์และภาระหน้าที่ (1 มกราคม 2553) ของกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นคณะกรรมการบริหารกลางอีกฝ่าย ผู้เขียนขอวิเคราะห์สาระของจุดยืนของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายออกมาได้ใน 3 หมวดหลักคือ ทางทฤษฎี ทางยุทธศาสตร์ และ การนำ ดังตารางแยกแยะต่อไปนี้

คณะกรรมการบริหารกลาง
ธง แจ่มศรี
ทฤษฎี
- ทุนนิยมกำลังเสื่อมทรามลงและมีจุดอ่อน ทำให้ไม่ใช่ทางออกสำหรับชาติกำลังพัฒนา รวมทั้งสังคมไทย ในขณะที่สังคมนิยมที่ประสานกับลักษณะพิเศษของแต่ละสังคมคือทางออกที่แท้จริง
-ชูคำขวัญยกระดับการศึกษาลัทธิมาร์กซ แต่กลับละทิ้งหลักการของลัทธิมาร์กซหันไปหยิบยืมหลักการอื่นมาผสมผสานเพื่อชี้นำแล้วอ้างว่าเป็นลัทธิมาร์กซ
- เลือกใช้ข้อมูลที่สนับสนุนความคิดตนเอง ไม่เน้นท่าทีแบบวิทยาศาสตร์ ที่เริ่มต้นจากความเป็นจริง และเปิดใจกว้าง
- สังคมไทยเป็นทุนนิยมเต็มตัวแล้ว แต่โครงสร้างส่วนบนถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ ดังนั้น ขั้นตอนนี้คือการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน
- การวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยต้องยึดหลักลัทธิมาร์กซ-เลนินให้มั่น
ยุทธศาสตร์
-ศัตรูหลักของสังคมไทยคือกลุ่มทุนผูกขาดทักษิณและพวกที่ฉ้อโกง และทำตัวเป็นเผด็จการใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตย จึงต้องหาทางจับมือกับกลุ่มทุนผูกขาดที่มีคุณธรรมมากกว่าโค่นกลุ่มนี้ก่อน
- ศัตรูหลักของสังคมไทยคือกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ ที่กลายเป็นกลุ่มทุนเก็งกำไรใหญ่ที่สุดของประเทศ
การนำ
- อ้างความชอบธรรมจากการดำรงอยู่ของคณะกรรมการบริหารกลางจากสมัชชาที่ 4 ของพรรคเพื่อยืนยันความชอบธรรม
- องค์กรนำได้สิ้นสภาพไปแล้วในทางพฤตินัยและนิตินัย

หากใช้มุมมองของนักลัทธิมาร์กซ เพื่อพิจารณาฐานะและความถูกต้องของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ต้องขอย้อนกลับไปพิจารณาถึงรากฐานของลัทธิมาร์กซที่แท้จริง ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 เรื่อง เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์สังคมและชนชั้น คือ
  1. ทฤษฎีปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์
  2. ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่มีองค์ประกอบโครงสร้างส่วนล่างคือพลังการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิต(เศรษฐกิจ)เชื่อมโยงกับโครงสร้างส่วนบนที่สร้างรูปการจิตสำนึกให้กับสมาชิกในสังคม(การเมือง-สังคม-วัฒนธรรม)
  3. ทฤษฎีสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ ว่าด้วยพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ ภายใต้กรอบที่มองผ่านทางการปะทะกันระหว่างชนชั้น ดังคำนำใน คำประกาศชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ว่า "ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมาล้วนแต่ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น"
นับแต่ถือกำเนิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ลัทธิมาร์กซ์ได้รับการยึดถือ แปลความและวิพากษ์วิจารณ์ จากบรรดานักวิชาการ นักการเมือง พรรคการเมือง รัฐบาล องค์กรต่างๆทั่วโลก รวมทั้งนำไปใช้เป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มบุคคล 3 กลุ่มใหญ่ คือ
กลุ่มแรก คือ กลุ่มคนที่เชื่อมั่นในลัทธิมาร์กซ์แบบดั้งเดิม และนำลัทธิมาร์กซ์ ไปประยุกต์ใช้ โดยเน้นถึงความถูกต้อง ตรงตามทฤษฎีอย่างเคร่งครัด
กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มคนที่เห็นว่า ทฤษฎีบางส่วนของลัทธิมาร์กซ์ ไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันแล้ว แต่ทฤษฎีบางส่วนของลัทธิมาร์ืกซ์ ยังคงถูกต้องและสามารถใช้ได้ จึงนำเอาเฉพาะส่วนที่ยังใช้ได้ ไปประยุกต์ใช้ตามมุมมองของกลุ่มตน
กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มคนที่ไม่ได้เชื่อถือในทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ แต่นำเฉพาะแนวคิดหรือข้อเขียนบางส่วนที่ตรงกับแนวคิดของตนมาใช้อ้างอิง ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง หรืออื่นๆ
เนื่องจากพัฒนาการของสังคมนิยมในโลกนี้ เกิดขึ้นมากมายจนกระทั่งกลายเป็น ความสับสนทางประวัติศาสตร์ของความคิดสังคมนิยม แต่ลัทธิมาร์กซก็รักษาความแตกต่างจากสังคมนิยมอื่นๆ ชัดเจน นั่นคือ ดำรงฐานะการเป็นแนวคิดสังคมนิยมจากล่างสู่บน ที่ตรงกันข้ามกับ สองแนวทางสังคมนิยมจากบนสู่ล่าง (อันประกอบด้วย สังคมนิยมประชาธิปไตย สังคมนิยมโดยรัฐแบบสตาลิน สังคมนิยมแบบคัสโตร ฯ)
สำหรับนักลัทธิมาร์กซ หลักการที่ยึดถือมานับแต่แรกใน แถลงการณ์ชาวคอมมิวนิสต์ คือการยืนยันว่าเป้าหมายแรกของการปฏิวัติก็คือ “การต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตย” ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อจะขยายเงื่อนไขให้กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เข้าร่วมการปฏิวัติให้ปรับตัวเหมาะสมกับสภาพทางการเมือง ผ่านจิตสำนึกที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของพวกเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่อต่อต้านกับเผด็จการของผู้มีการศึกษาที่ลอยตัวเหนือมวลชน, เผด็จการทุกรูปแบบที่อ้างว่าทำเพื่อปกป้องประชาชน, ลัทธิชนชั้นนำปฏิวัติ, เผด็จการอำนาจนิยมในนามของคอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่พวกทุนเสรีนิยม
จากพื้นฐานข้างต้น สามารถวิเคราะห์วาทะกรรมของคู่กรณีใน พคท.ได้ชัดเจนมากขึ้น
สำหรับธง แจ่มศรีนั้น หากไม่นับความบกพร่องของรายละเอียดด้านเวลาที่เป็นข้อมูล (โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ อันเป็นกลุ่มทุนเก็งกำไรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีทรัพย์สินรวม 1.19 ล้านล้านบาท เปลี่ยนแปลงในปีเดียว ซึ่งความเป็นจริงใช้เวลามากกว่านั้น แต่ยอดรวมทรัพย์สินผู้เขียนเห็นตรงกัน) ก็ถือได้ว่า เขายังคงยึดกุมทฤษฎีมาร์กซ-เลนิน ในการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยออกมาอย่างแม่นยำและชัดเจน และชี้ให้เห็นการจำแนกมิตร จำแนกศัตรูอย่างถูกต้อง สมกับที่เป็นนักปฏิวัติลัทธิมาร์กซมายาวนาน
ไม่เพียงเท่านั้น การยอมรับว่า สังคมไทยเป็นสังคมทุนนิยมเต็มตัวในด้านเศรษฐกิจอันเป็นโครงสร้างส่วนล่าง แต่ภาคการเมือง การปกครอง วัฒนธรรมและความคิดของผู้คนในสังคม ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐครอบงำบงการอยู่มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (โดยอ้างถึงงานศึกษาของทรงชัย ณ ยะลาเมื่อปี 2524 และ ฝ่ายวิชาการหน่วย 81 ของพรรคฯได้ยอมรับข้อบกพร่องนี้ไปแล้ว) ทำให้ขั้นตอนของการปฏิวัติสังคมไทยปัจจุบันเป็น การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ที่มีกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐเป็นเป้าหมายหลัก เพราะกลุ่มนี้มีอำนาจเหนือกลุ่มทุนผูกขาดอื่นๆ ถือได้ว่านอกจากเป็นการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบลัทธิมาร์กซแล้ว ยังเป็นการวิพากษ์ตนเอง และชำระสะสางความผิดพลาดทางทฤษฎีที่ดำรงยาวนานอย่างเป็นทางการของธง แจ่มศรี ทำให้เห็นได้ชัดว่า ได้ก้าวข้ามปัญหาตกค้างทางทฤษฎีและยุทธศาสตร์ในอดีตมาแล้วเต็มตัว
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มบุคคลที่อ้างเป็นคณะกรรมการบริหารกลาง ของ พคท. กลับแสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องในทุกระดับออกมาอย่างชัดเจน ทั้งหลักทฤษฎี ยุทธศาสตร์ การนำ และ การใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ แถมยังแสดงออกชัดว่า พวกเขาเปลี่ยนสีแปรธาตุ ละทิ้งและปฏิเสธหลักการพื้นฐานของลัทธิมาร์กซอย่างสิ้นเชิง แล้วหยิบยืมหรือลอกเลียนแนวทางลัทธิแก้ รวมทั้ง นักสังคมนิยมเพ้อฝันแบบลัทธิปรูดองมาใช้อย่างไร้ยางอาย ซึ่งหากเป็นไปเช่นนี้ ก็อาจจะเกิดปรากฏการณ์ “หนี้เก่าไม่สะสาง แล้วยังเริ่มสร้างหนี้ใหม่” ขึ้นได้ง่ายดาย
เริ่มตั้งแต่ในทางทฤษฎี การประเมินสถานการณ์ทางสากล ที่มีข้อสรุปหยาบๆ ว่า วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐฯทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์การเมืองของโลกอย่างขนานใหญ่ ศูนย์กลางการเงินโลกเคลื่อนออกจากสหรัฐฯและตะวันตก มาสู่ตะวันออกที่มีจีนและอินเดียเป็นศูนย์กลาง ในทางทหารสหรัฐฯสูญเสียอำนาจนำแบบมหาอำนาจเดี่ยวเบ็ดเสร็จในโลก และทุนนิยมไม่อาจเป็นความหวังและทางออกของโลกและชาติกำลังพัฒนาทั้งหลายอีก ในขณะที่สังคมนิยมอย่างจีน คิวบา เวียดนามและลาว กลับมีอนาคตสดใสตามลำดับ ล้วนเป็นการวิเคราะห์อย่างอัตวิสัยและผิดพลาด
ในทางเศรษฐกิจ วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯมีรากฐานที่แท้จริงจากความผิดพลาดของธนาคารกลาง หรือ เฟดเดอรัล รีเสิร์ฟ ในการมุ่งกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำติดดินนานเกินไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯมิให้ทรุดหนักลงระหว่างที่เตรียมทำสงครามอิรัคเพื่อยึดแหล่งพลังงานปิโตรเลียม และหวังจะกดค่าดอลลาร์ให้ตกต่ำเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรังของตนเอง เปิดช่องให้กลุ่มทุนเก็งกำไรใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำนำไปหมุนเก็งกำไรเป็นลูกโซ่ในตลาดต่างๆยาวนานนับ 10 ปี (นับแต่ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดอนุพันธ์ทางการเงิน แล้วมาจบลงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์) จนเกิดฟองสบู่แตกที่ลุกลามไปทั่วโลก แต่วิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้โครงสร้างทุนนิยมโลกเปลี่ยนแปลงโดยพื้นฐาน เนื่องจากชาติต่างๆ ที่เรียกว่ากลุ่ม จี-20 ทุ่มทุนเข้าช่วยโอบอุ้มทุนนิยมสหรัฐฯให้อยู่รอดและเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยเข้าช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันจำนวนมหาศาล (บทวิเคราะห์ที่แหลมคมที่สุดในกรณีที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นของ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ นักคิดระบบโลก หาอ่านได้จาก บรรณานุกรมท้ายข้อเขียนนี้)
โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นชาติสังคมนิยมที่ผูกค่าเงินหยวนติดกับค่าดอลลาร์สหรัฐฯเหนียวแน่น ทุ่มทุนสำรองระหว่างประเทศของตนเองเข้าโอบอุ้มเศรษฐกิจสหรัฐจนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯไปแล้ว เหตุผลก็เพราะว่า จีนซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเต็มตัวไปแล้วต้องการปกป้องตลาดสินค้าของตัวเองให้มีกำลังซื้อต่อไปเพื่อพยุงเศรษฐกิจจีนให้เติบโตต่อเนื่อง
การเข้าโอบอุ้มทุนนิยมโลกของจีน เป็นกรณีศึกษาที่ยืนยันชัดเจนว่า แม้กระทั่งชาติที่ประกาศเป็นสังคมนิยมอย่างจีน ยังมองเห็นความสำคัญเพื่อให้ทุนนิยมโลกดำรงอยู่ต่อไป (มีข้อเท็จจริงเรื่องความสามารถบริหารทุนของรัฐบาลจีนที่ทำให้เกิดตลาดเงินยูโรดอลลาร์ ซึ่งนักการเงินในโลกทุนนิยมทั่วโลกรู้จักกันดี แต่นักสังคมนิยมทั้งหลายกลับซื่อบื้อในข้อเท็จจริงดังกล่าว สามารถอ่านรายละเอียดได้ในบางบทของหนังสือ The Money Lenders ของ Anthony Sampson)
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่า ศูนย์กลางการเงินโลกยังคงอยู่ที่สหรัฐฯ ได้แก่การที่เงินสกุลดอลลาร์ ยังคงเป็นสกุลหลักของโลกทุนนิยมต่อไป แม้จะมีความพยายามท้าทายจากรัสเซียและจีน เพื่อสร้างเงินสกุลใหม่ของโลกทดแทนดอลลาร์ แต่ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่อย่างอินเดียและบราซิลไม่ยอมร่วมมือด้วย ทำให้บทบาทการเป็นศูนย์กลางการเงินโลกยังอยู่ที่สหรัฐฯต่อไปอย่างน้อยใน 1 ทศวรรษข้างหน้า
ข้อสรุปของกลุ่ม “คณะกรรมการบริหารกลาง” ที่ว่า ชาติทุนนิยมไม่อาจสร้างสังคมที่ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความเสมอภาคได้อย่างยั่งยืน สู้ชาติสังคมนิยมอย่างจีนที่ยืนหยัดหลักการพึ่งตนเองและเป็นตัวของตัวเองทางเศรษฐกิจ ทำให้สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ได้รับผลกระทบจากมรสุมเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ยิ่งสะท้อนให้เห็นความอ่อนด้อยทางปัญญาและการใช้อัตวิสัยอย่างมืดบอด เพราะเป็นการเจตนาที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงจากพัฒนาการทางการเมืองภายในของจีนในรอบ 30 ปีมานี้ ว่า ได้ผ่านการต่อสู้ทางแนวคิดระหว่าง “กลุ่ม 4 คน” ที่ยืนหยัดแนวทางซ้ายจัด “แดงก่อน เชี่ยวชาญทีหลัง” ที่ก่อการปฏิวัติทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง กับ แนวทาง “ชี่ยวชาญก่อน แดงทีหลัง”นำโดยเติ้ง เสี่ยว ผิง เจ้าของคำขวัญ “แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้” ซึ่งลงเอยด้วยชัยชนะของฝ่ายหลัง ที่มีส่วนทำให้แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีนยอมรับวิถีการผลิตแบบทุนนิยมเป็นรากฐานภายใต้คำขวัญ 4 ทันสมัย ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด มิใช่เป็นเพราะจีนปฏิเสธแนวทางทุนนิยมแต่อย่างใด
ยิ่งกว่านั้น การอ้างว่า คิวบา เวียดนาม และลาว มีการเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้นตามลำดับ ก็เป็นการใช้อัตวิสัยแบบเหมาเข่งอย่างขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เนื่องจากเวียดนามนั้นถึงขั้นเผชิญเศรษฐกิจที่เลวร้ายมากจนขนาดต้องลดค่าเงินด่องลงเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเป็นที่โด่งดังทั่วโลก ส่วนคิวบานั้น หากเศรษฐกิจจะดีขึ้นก็เป็นเพราะบังเอิญราคาน้ำตาลในตลาดโลกพุ่งกระฉูดกะทันหันเพราะผลผลิตอ้อยจากแหล่งผลิตสำคัญลดลงทั่วโลก ส่วนลาวนั้น เศรษฐกิจดีขึ้นชั่วคราวเพราะการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันซีเกมส์ปลายปีที่ผ่านมาเช่นกัน มิได้เป็นเพราะความสามารถของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแต่อย่างใด
สำหรับสถานการณ์ในประเทศ กลุ่ม “คณะกรรมการบริหารกลาง” ไม่เพียงแต่ไม่วิเคราะห์สังคมอย่างจริงจังเท่านั้น พวกเขายังเลือกจะใช้ข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปเชิงอัตวิสัยอย่างมีอคติ และบิดเบือน เพื่อที่จะแสดงถึงการละเลยและปฏิเสธหลักการของลัทธิมาร์กซ-เลนิน และกระทั่งความคิดเหมา เจ๋อ ตง ไม่สมกับที่อ้างตนเป็นนักลัทธิมาร์กซแม้แต่น้อย
แรกที่สุดที่เห็นได้คือ พวกเขา ไม่ยอมกล่าวถึงกลุ่มทุนศักดินาอย่างจริงจัง นอกจากคำกล่าวเพียงสั้นๆว่า “ชนชั้นศักดินาก็ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบอบทุนนิยม บางกลุ่มได้พัฒนาเป็นทุนใหญ่ผูกขาด” โดยไม่ยอมก้าวล่วงไปถึงบทบาทการใช้อำนาจแบบ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป (ผู้เขียน เคยกล่าวถึงเรื่องนี้โดยละเอียดพอสมควร ในข้อเขียนเอากษัตริย์คืนไป เอาประชาธิปไตยคืนมา 2552 มาแล้ว) จากนั้นก็ก้าวข้ามไปสู่ประเด็นอื่นๆ โดยการกล่าวถึงโครงสร้างส่วนบนเป็นสำคัญ
การแสดงเจตนาไม่ยอมพูดถึงการดำรงอยู่ บทบาท และพัฒนาการของกลุ่มทุนศักดินาไทยอย่างจริงจัง ถือว่าละเมิดแนวคิดพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ-เลนิน และ เหมา เจ๋อ ตงในเรื่องการวิเคราะห์ลักษณะสังคมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
เลนิน เขียนหนังสือเรื่อง พัฒนาการของทุนนิยมรัสเซีย พูดถึงการคลี่คลายของทุนนิยมแบบต่างๆในรัสเซีย ที่สร้างลักษณะพิเศษในการผูกขาดและขูดรีดโดยการร่วมมือของอำนาจรัฐในฐานะโครงสร้างส่วนบน และ What is to be done โดยมีข้อความบางส่วน ระบุถึง บทบาทที่แตกต่างกันอย่างเป็นรูปธรรมขององค์กรปฏิวัติโดย “คนงาน-นักปฏิวัติ” ที่เป็นประชาธิปไตยกับองค์กร “สมรู้ร่วมคิด” ของแกนนำที่ปิดลับและปฏิเสธฐานะในการเข้าร่วมของมวลชน
ส่วนในสรรนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตง 8 เล่ม ซึ่งเป็นงานนิพนธ์ที่สะท้อนถึงความเป็นนักลัทธิมาร์กซ์ของเหมา ผ่านการกลั่นกรองจากความคิด และประสบการณ์รูปธรรมของการปฏิวัติ นับตั้งแต่ วิเคราะห์ลักษณะทางชนชั้นในสังคมจีนและ รายงานการสำรวจการเคลื่อนไหวของชาวนาในมณฑลหูหนาน ซึ่งได้วิเคราะห์ให้เห็นฐานะและลักษณะของชนชั้นต่างๆของสังคมจีนในขณะนั้น แล้วกล่าวถึง บทบาทและฐานะของชาวนาในสังคมจีน รวมถึงความสำคัญของปัญหาชาวนาในประเทศจีน ประกายไฟไหม้ลามทุ่ง วิเคราะห์การสะสมกำลังและใช้กลยุทธ์‘ชนบทล้อมเมือง’ ของกองทัพแดงครั้งเริ่มตั้งฐานที่มั่น ณ จิ่งกังซัน ปัญหาทางยุทธศาสตร์ของสงครามปฏิวัติของจีน เขียนเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1936 กล่าวถึงปัญหา ทางยุทธศาสตร์ และสงครามการปฏิวัติของจีน ว่าด้วยการปฏิบัติ เสนอว่า การรับรู้ของคนเราต้องมาจากการปฏิบัติที่เป็นจริง ว่าด้วยความขัดแย้ง ขยายความปรัชญาวิภาษวิธีวัตถุนิยมของลัทธิมาร์กซ์ กล่าวคือ การมองสรรพสิ่งมีสองด้านเสมอ นอกจากนี้ยังต้องพัฒนา ไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้สมาชิกพรรคฯ ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงมวลชนที่ก้าวหน้า ได้เข้าถึงแนวคิดที่สำคัญจากลัทธิมาร์กซ์ และ ปัญหาการจัดการความขัดแย้งภายในประชาชนอย่างถูกต้อง เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับ การวิเคราะห์ความขัดแย้งภายในหมู่ประชาชนจีนภายใต้ระบอบสังคมนิยม ตลอดจนเสนอท่าที และวิธีการจัดการกับปัญหาที่ถูกต้อง โดยการวิเคราะห์ให้เห็นถึงธาตุแท้ของความขัดแย้ง 2 ชนิด คือ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับศัตรูของประชาชน และความขัดแย้งในหมู่ประชาชนเอง
การที่ “คณะกรรมการบริหารกลาง” ปฏิเสธข้อเขียนของเลนิน และ เหมาฯ แต่กลับมีท่าทีเร่งเสนอทฤษฎีการปฏิวัติไทยรอบใหม่อย่างลนลาน ก็เท่ากับว่า พวกเขา มีฐานะเป็นแค่กากเดนของลัทธิมาร์กซ-เลนิน-และเหมา
ยิ่งการที่ระบุถึง “ชนชั้นพื้นฐานในเมืองและชนบท” ของสังคมไทยขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย โดยไม่ให้คำนิยามที่ชัดเจนนั้น ก็ยิ่งชวนให้ตั้งคำถามมากขึ้นว่า พวกเขาประดิษฐ์ชนชั้นใหม่นี้ขึ้นมาจากฐานข้อมูลอะไร? และอย่างไร?
นอกจากนั้น แม้ “คณะกรรมการบริหารกลาง” จะยอมรับว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมืองที่เคยร่วมกับรัฐบาลทักษิณมาก่อน และส่วนใหญ่ก็มีประวัติการคอรัปชั่นโกงกินในระดับต่างๆกัน ไม่อาจเป็นผู้นำการแก้โครงสร้างอันเน่าเฟะของสังคม และแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนอย่างถึงที่สุดได้ อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนรัฐบาลผสมก็มีนโยบายอนุรักษ์นิยม เป็นตัวแทนกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่เชิดชูสถาบัน และเอื้อประโยชน์ทุนผูกขาดใหญ่ต่างชาติ แต่กลับมีท่าทีผ่อนปรนและชื่นชมเมื่อกล่าวถึงพรรคนี้อย่างชัดเจน ด้วยการกล่าวว่า “ในปัจจุบันเป็นที่น่าสนใจว่า ภายในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีส่วนประกอบที่หลากหลายมากขึ้น” และ “นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีหลายคน และคนอื่นๆที่ล้อมรอบช่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูงจากประเทศทุนนิยม มีความคิดไปทางแนวเสรีนิยมของทุนนิยมเสรี” ซึ่งทำให้พวกเขามองเห็นว่า การทำงานของรัฐบาลนี้ เป็นไปในทางบวก”…เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว การส่งออกกระเตื้องขึ้น คนว่างงานลดเหลือ 4แสนกว่าคน การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเป็นบวก ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการต่างๆของรัฐบาลในระดับที่ต่างๆกัน ซึ่งในด้านนี้ ประชาชนยังต้องช่วงชิงและผลักดันให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น...”
ปัญหาหลักของสังคมไทยในสายตาของ “คณะกรรมการบริหารกลาง” จึงขมวดปมอยู่ที่เรื่องของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณที่พวกเขาเห็นว่า “เผยโฉมหน้าของการเป็นเผด็จการทางการเมืองภายใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตย” และได้โกงกินบ้านเมือง จนกระทั่งถูก “การเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านของผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย” หลุดจากอำนาจ และได้พยายามกลับคืนมาอีกครั้งในทุกรูปแบบ โดยใช้กลุ่มนอมินีและ “ม็อบเสื้อแดง” เป็นเครื่องมือ
การพูดถึงพฤติกรรมที่เลวร้ายของทักษิณและพวกที่ “ซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ซื้อนักการเมือง และพรรคการเมือง “ ถึงเป็นการใช้ข้อมูลฝ่ายเดียวอย่างบิดเบือน เพราะโดยข้อเท็จจริง การซื้อเสียงเลือกตั้งเป็นวัฒนธรรมปกติของการเลือกตั้งของไทยมายาวนาน และทุกพรรคก็กระทำ เพียงแต่ใครจะกระทำได้แนบเนียนมากกว่ากันเท่านั้น ตัวอย่าง นายบุญมาก สิรินวกุล แห่งพรรคประชาธิปัตย์ซื้อเสียงที่ราชบุรีและถูกเว้นวรรคทางการเมือง พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ถูกเว้นวรรคทางการเมืองเพราะปกปิดทรัพย์สินที่ฉ้อฉล ตัวอย่างพรรคประชาธิปัตย์ “ปล้น สปก.4-01” เห็นกันทนโท่ และล่าสุด การฉ้อฉลของคนพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลชุดนี้หลายโครงการ ก็สะท้อนข้อเท็จจริงได้ดี
การกล่าวถึง “ม็อบเสื้อแดง” ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตยอีกกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างถึงการสร้างความเสียหายต่อประเทศด้วยท่าทีติดลบรุนแรง ช่างตรงกันข้ามกับท่าทีที่พวก “คณะกรรมการบริหารกลาง” มีต่อพฤติกรรมของคนกลุ่มที่พวกเขาเรียกว่า “ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยที่ต่อต้านทักษิณ” อันหมายถึงคนเสื้อเหลือง (ที่แกนนำบางคนใน “คณะกรรมการบริหารกลาง” เข้าไปมีบทบาทโดยตรงอย่างเอาการเอางาน) ที่ปิดล้อมและยึดทำเนียบรัฐบาลยาวนาน ปิดล้อมสนามบิน ปิดล้อมกองบัญชาการตำรวจนครบาล และก่อความรุนแรงต่างๆนานา สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาท กลับมีเจตนาไม่กล่าวขวัญถึงแม้แต่น้อย
ไม่เพียงแต่การเลือกใช้ข้อมูลอย่างเจตนาบิดเบือนเท่านั้น หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไป จะพบท่าทีของนักฉวยโอกาสที่อาศัยความสับสนทางประวัติศาสตร์ของความคิดสังคมนิยม มาเป็นเกราะกำบังความชอบธรรมของกลุ่มตน ในขณะที่ธาตุแท้นั้นได้ปฏิเสธหลักการทุกหลักของลัทธิมาร์กซอย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่นใน ข้อที่ 1) ของแถลงการณ์ “ท่าทีและภาระหน้าที่ของเรา” นั้น “คณะกรรมการบริหารกลาง” นำเสนอข้อเรียกร้องที่ผิดพลาด และเปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของพวกเขาอย่างถึงที่สุด นั่นคือ”ต้องสนับสนุน และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เรียกร้องผลประโยชน์ของประชาชน และความเป็นธรรมทางสังคมของกลุ่มต่างๆ…สามัคคีกับประชาชนทุกวงการต่อสู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นำเรื่องการคัดค้านการโกงกินผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การปล้นชิงทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม และปกป้องดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศชาติขึ้นมาเป็นเป้าหมายสำคัญด้วย”
ท่าที “ต้องสนับสนุน และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เรียกร้องผลประโยชน์ของประชาชน และความเป็นธรรมทางสังคมของกลุ่มต่างๆ…สามัคคีกับประชาชนทุกวงการต่อสู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นำเรื่องการคัดค้านการโกงกินผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน..” เป็นการใช้สำนวนอำพรางเจตนาที่แท้จริงคือ การมุ่งโค่นล้มกลุ่มทุนทักษิณและพวก เพราะพวกเขาได้ย้ำชัดเจนว่า “กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มไหน ล้วนกดขี่ขูดรีดประชาชน ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติทั้งสิ้น การต่อสู้คัดค้านกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มไหนก็ล้วนเป็นผลดีต่อประชาชน แม้แต่ในระหว่างความขัดแย้งของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดสองกลุ่ม ประชาชนเราน่าจะวางจุดหนักไว้ที่กลุ่มที่ก่อผลเสีย และเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด” ซึ่งโดยนัยหมายถึงการเลือกสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามทักษิณนั่นเอง
ท่าทีและยุทธศาสตร์เลือกข้างเช่นนี้ นอกจากเป็นการปฏิเสธหลักการของลัทธิมาร์กซ และปฏิเสธแนวคิดเหมา เจ๋อ ตง ที่ระบุเอาไว้ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเรื่องการวิเคราะห์ลักษณะสังคมเพื่อวางยุทธศาสตร์การต่อสู้ และจัดการปัญหาของการปฏิวัติที่เป็นรูปธรรม อย่าง “ศึกษาเป็น ใช้เป็น”แล้ว สะท้อนให้เห็นความอ่อนด้อยและความผิดเพี้ยนทางปัญญามากขึ้น
สำหรับมาร์กซ (ดูรายละเอียดได้จากข้อเขียนเรื่อง ความอับจนของปรัชญา หรือ The Poverty of Philosophy) การแข่งขันทางธุรกิจทุกชนิดในระบบทุนนิยม ล้วนเป็นไปเพื่อแสวงหากำไร แต่การผูกขาด (ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญภายในความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยม) คือความพยายามจะแสวงหากำไรเกินระดับปกติจากการขูดรีดส่วนเกินของแรงงานโดยผ่านความฉ้อฉลของการใช้อำนาจรัฐ
มาร์กซ ถือว่า การผูกขาดและการแข่งขันในระหว่างกลุ่มทุนด้วยกันเอง ได้ต่อสู้กันอย่างเป็นไปตามหลักวิภาษวิธีในสังคมทุนนิยม (นอกเหนือจากการต่อสู้ระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ)และมีส่วนทำให้ทุนนิยมพัฒนาไปข้างหน้าจนถึงระดับทำลายตัวเอง ดังนั้น การดำรงอยู่ของกลุ่มทุนผูกขาดใหญ่ทุกชนิด จึงเป็นการกระทำที่ฉ้อฉลทั้งสิ้น การพยายามสร้างเกราะกำบังว่า ทุนผูกขาดใหญ่กลุ่มหนึ่งมีคุณธรรมมากกว่าเพราะฉ้อโกงน้อยกว่า และทุนกลุ่มที่มีคุณธรรมมากกว่ามีบทบาทที่เป็นอันตรายต่อสังคมและมวลชนน้อยกว่า จึงเป็นการบิดเบือนข้อสรุปของมาร์กซที่ถือว่า ทุกผูกขาดทุกชนิดล้วนฉ้อโกง และความเป็นมิตรหรือปฏิปักษ์ทางชนชั้น ก็ไม่ได้ขึ้นกับคุณธรรมส่วนบุคคลหรือกลุ่ม แต่ขึ้นกับความสัมพันธ์ทางการผลิตเป็นสำคัญ
การสมคบคิดกับกลุ่มทุนผูกขาดใดกลุ่มหนึ่งเพื่อโค่นล้มอีกกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างถึงคุณธรรมที่เหนือกว่า เป็นท่าทีแบบอัตวิสัยที่มิใช่หลักการของชาวลัทธิมาร์กซ หากเป็นท่าทีของลัทธิลาสซาล ที่ถูกมาร์กซ-เองเกลส์ระบุว่าเป็นพวกลัทธิแก้ (ผู้เขียนเคยกล่าวถึงเรื่องนี้แล้วในเหลือเชื่อ! ซ้ายเสื้อเหลืองไทย ฟื้นชีพลัทธิลาสซาล , 25 พฤษภาคม 2552)
แฟร์ดินันด์ ลาสซาล หนึ่งในต้นกำเนิดของแนวคิดสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี หรือสังคมนิยมจากเบื้องบน เพราะมองเห็นว่าการจัดองค์กรเคลื่อนไหวแบบล่างขึ้นบนเป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของรัฐซึ่งเขาถือว่ามีฐานะรัฐดุจดังคบไฟแห่งอารยธรรมของมนุษยชาติตามหลักการของเฮเกล (ในขณะที่มาร์กซยืนยันว่า รัฐคือรุปแบบของการกดขี่ทางชนชั้น) ได้เคยประกาศว่า “ผมจะแสดงให้เห็นถึงความจริงที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่กรรมาชีพรู้สึกว่าอำนาจเผด็จการจะครอบงำ กรรมาชีพจะแสดงความต่อต้านโดยสัญชาติญาณในทันที ทีนี้เมื่อมองถึงสถาบันชั้นสูงในฐานะผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับชนชั้นกลางกระฎุมพี เมื่อใดก็ตามที่ชนชั้นกลางกระฎุมพีก้าวขึ้นกลายเป็นเผด็จการ มันก็จะมีแรงต่อต้าน แต่การต่อต้านนั้นจะสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยความยินยอมจากสถาบันชั้นสูงนั้นให้ถ่ายทอดอำนาจที่มีอยู่ไปสู่การเป็นสถาบันของมวลชนปฏิวัติ เมื่อนั้นแรงต่อต้านก็จะมีพลังมากยิ่งขึ้น” เป้าหมายขององค์กรจัดตั้งคือ การได้รับเสียงสนับสนุนจากกษัตริย์ผ่านรัฐสภาแห่งปรัสเซีย เพื่อที่องค์กรมวลชนของเขาจะได้กลายเป็นองค์กรพันธมิตรใกล้ชิดกับรัฐของบิสมาร์กเพื่อทำให้องค์กรมวลชนจัดตั้งของเขาเลื่อนฐานะไปใกล้ชิดกับอำนาจนำของรัฐต่อต้านทุนกระฎุมพีได้
คำประกาศดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ทฤษฎีที่เรียกเพราะพริ้งว่า ทฤษฎีสังคมร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ด้วยความช่วยเหลือของรัฐ - Productive Co-operative Societies with State-help) ถือว่า รัฐ(รวมทั้งรัฐแบบศักดินา)สามารถปกป้องกรรมกรจากการขูดรีดของนายทุนหรือนายจ้างได้ดีกว่าตัวนายทุนหรือนายจ้างที่เป็นศัตรูโดยธรรมชาติของกรรมกร ถูกมาร์กซวิจารณ์ว่า รัฐบาลในความคิดของลาสซาลคือ “รัฐบาลสังคมนิยมผู้จงรักภักดีแห่งปรัสเซีย” เพราะการสร้างพันธมิตรกับศักดินาเพื่อต่อสู้กับทุนกระฏุมพีเป็นการสนองตอบความต้องการของรัฐเยอรมนีในขณะนั้นที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ใต้อำนาจแคว้นปรัสเซียนำโดยพวกนิยมกษัตริย์ และมีโอกาสนำไปสู่รูปแบบระบอบ “สังคมนิยมภายใต้การปกครองของกษัตริย์
ลัทธิลาสซาล ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อมาโดยนักลัทธิแก้ชื่อดังอีกคนหนึ่ง เอดูอาร์ด เบิร์นสไตน์ ไปไกลถึงขั้นระบุว่า การต่อสู้เชิงรูปธรรมของชาวสังคมประชาธิปไตย จึงไม่มีความจำเป็นต้องมุ่งยึดอำนาจรัฐ ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสร้างวิกฤตทางสังคมและการเมือง แต่เน้นกระตุ้นการปรับปรุงเงื่อนไขคุณภาพชีวิตของชนชั้นกรรมกรภายใต้ระเบียบกติกาสังคมที่ดำรงอยู่แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยหลักความร่วมมือกับอำนาจรัฐขณะนั้นๆแบบยื่นหมูยื่นแมว แล้วสงครามระหว่างชนชั้นจะถูกแทนที่ด้วยการประนีประนอมปรองดองกัน พร้อมกับความเป็นธรรมเล็กๆน้อยๆที่ชนชั้นปกครองมอบให้จนกว่าจะถึงขั้นเปิดทางให้กับสังคมนิยมโดยปริยายในอนาคตอันยาวไกล ซึ่งท่าทีนี้ เลนินโจมตีว่าเป็นท่าทีแบบ “ไก่คุ้ยกองขยะ”ตะหาก
สังคมนิยมแบบมีกษัตริย์ของลัทธิลาสซาลนี้ มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกันกับสังคมนิยมเฟเบียนของอังกฤษ ที่เพียรสร้าง “เทวะแห่งสังคมนิยม” ในกำมือของผู้เชี่ยวชาญ ที่กุมฐานะผู้ชี้ทางสว่างให้แก่ผู้คน อันแตกต่างจาก สังคมนิยมข้างถนน ที่ผ่านกระบวนการต่อสู้ทางชนชั้นจากการปฏิวัติหรือของมวลชนซึ่งพวกเขาถือเป็นความบ้าคลั่งที่ควรหลีกเลี่ยง
ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวสังคมนิยมก็คือ ลัทธิลาสซาลและเบิร์นสไตน์นี้เอง ทำให้พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมันอ้างถึง “ภารกิจรูปธรรมของสังคมประชาธิปไตย”ตกอยู่ใต้ลัทธิชาตินิยมคลั่งชาติ ขาดความกระตือรือร้นต่อจิตใจสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ เฉยเมยต่อการลุกขึ้นสู้ของชาวคอมมูนปารีส ค.ศ. 1871 (ซึ่งชาวลัทธิมาร์กซ ถือเป็นต้นแบบของชุมชนคอมมิวนิสต์มาจนถึงปัจจุบัน) และยังสนับสนุนให้พวกนิยมกษัตริย์คลั่งชาติส่งกองทัพไปปราบปรามคอมมูนปารีส ในฐานะพรรคการเมืองที่ว่านอนสอนง่าย ที่เป็นแค่ไม้ประดับไร้ค่าเท่านั้น
สิ่งที่เลวร้ายกว่าลัทธิลาสซาลในข้อเสนอของ “คณะกรรมการบริหารกลาง” ก็คือว่า ในขณะที่พวกลัทธิแก้เยอรมันสร้างสัมพันธ์กับฝ่ายนิยมกษัตริย์แบบ”ยื่นหมูยื่นแมว”นั้น แต่“คณะกรรมการบริหารกลาง”ในไทย กลับไม่เคยบอกแม้แต่คำเดียวว่า หากมวลชนผู้รักความยุติธรรมและประชาธิปไตยไทย เข้าร่วมมือสนับสนุนให้ทุนผูกขาดใหญ่อนุรักษ์ช่วยโค่นล้มกลุ่มทุนทักษิณแล้ว จะได้อะไรตอบแทน? หรือเป็นการร่วมมือฝ่ายเดียว?
ท่าทีต่อไปแบบลัทธิลาสซาลเช่นนี้ ดูเหมือนจะซ้ำรอยให้เห็นในแถลงการณ์ของ”คณะกรรมการบริหารกลาง” ที่ระบุข้อความว่า จะต้องเข้าร่วมสนับสนุน “...ปกป้องดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศชาติขึ้นมาเป็นเป้าหมายสำคัญด้วย” ซึ่งเป็นการพ่วงเอาลัทธิชาตินิยมคลั่งชาติ Chauvinistic Nationalism (ที่เหยียดหยามดูแคลนชาติอื่นๆ)เข้ามานำเสนอ ทั้งที่ขัดแย้งกับแนวคิดสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งชาวลัทธิมาร์กซในอดีตนำไปดัดแปลงเป็นลัทธิรักชาติ(Patriotism)ในขบวนการปลดปล่อยประชาชาติต่อสู้กับจักรวรรดินิยมมาแล้ว
ท้ายที่สุด การที่ “คณะกรรมการบริหารกลาง”ระบุเอาไว้ในหัวข้อท่าทีที่ 2 “สร้างความสามัคคีในหมู่สหาย” ด้วยข้อเรียกร้องว่า”…ความแตกต่างที่มีอยู่ในขณะนี้สามารถแก้ไขได้ เพราะว่าเป็นความขัดแย้งภายในของประชาชน ขอแต่ให้เราหันหน้าเข้าหากันด้วยความจริงใจ เริ่มต้นจากความเป็นจริง ไม่อคติไม่ทิฐิ รับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกันสำรวจค้นคว้าความเป็นจริงด้วยท่าทีที่เป็นวิทยาศาสตร์ และทรรศนะวิภาษวิธี..” ก็เป็นข้อเรียกร้องที่สอดคล้องกับทฤษฎี “รู้รักสามัคคี” ที่บรรดาเครือข่ายราชสำนักพยายามเผยแพร่เพื่อมอมเมาประชาชนให้ลืมประเด็นเรื่องความยุติธรรมทางสังคมอย่างยิ่ง โดยการปฏิเสธสาระของความเป็นปฏิปักษ์และการต่อสู้ทางชนชั้น และยังสอดคล้องกับแนวคิดสังคมนิยมเพ้อฝันของลัทธิปรูดอง ที่ขัดแย้งกับท่าทีให้ “ศึกษาเพื่อยกระดับลัทธิมาร์กซ” อันเป็นถ้อยคำที่พูดให้สวยหรูอย่างสุดขั้ว
ผู้เขียนเอง เห็นด้วยกับทัศนะของ ศิวะ รณยุทธ์ ที่อยู่ในข้อเขียน สองก้าวข้าม เพื่อปฏิวัติประชาธิปไตย: ยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ ยุทธวิธีที่หลากหลาย (29 ธันวาคม 2552) ที่วิเคราะห์ความขัดแย้งของสังคมไทยออกมาเป็น 3 ระดับ(ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชั้นปกครอง ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชน และความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง) และวางจุดหนักไปที่ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองที่กดขี่ขูดรีดสังคมไทยกับประชาชนเป็นความขัดแย้งหลัก เพื่อจะหาว่าศัตรูหลักของประชาชนไทยนั้นเป็นใคร มิใช่มองเห็นความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองด้วยกันเอง แล้วเสนอแนะให้ประชาชนเข้าไปสนับสนุนทุนผูกขาดศักดินา ที่มีฐานะครอบงำสังคมแบบรัฐซ้อนรัฐ อันเป็นยุทธศาสตร์ “เลือกเป้าผิด” ที่ “คณะกรรมการบริหารกลาง”เสนอ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงข้อสรุปที่มีต่อ “คณะกรรมการบริหารกลาง” ผู้เขียนขอยกเอาข้อความบางส่วน ในแถลงการณ์ของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ที่มาร์กซ-เองเกลส์ ได้วิพากษ์พวกนักลัทธิสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์เพ้อฝัน ที่มุ่งสร้าง “สังคมนิยมจากเบื้องบน” และปฏิเสธ “สังคมนิยมจากเบื้องล่าง” เอาไว้ว่า
“ ผู้สร้างระบบเหล่านี้(-หมายถึงพวกสังคมนิยมเพ้อฝันอย่าง แซงต์-ซิมอง ปรูดอง ฟูริเยร์ โอเวน และคนอื่น ๆ-) แม้ได้มองเห็นความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น ได้มองเห็นบทบาทของปัจจัยทำลายในตัวสังคมที่ปกครองอยู่ แต่พวกเขามองไม่เห็นความเป็นฝ่ายกระทำทางประวัติศาสตร์ใด ๆ ทางด้านชนชั้นกรรมาชีพ มองไม่เห็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ ที่ชนชั้นนี้มีอยู่โดยเฉพาะ
เนื่องจากการพัฒนาของความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้นมีจังหวะก้าวควบคู่กันไปกับการพัฒนาของอุตสาหกรรม ฉะนั้น ผู้สร้างระบบเหล่านี้จึงไม่อาจมองเห็นเงื่อนไขด้านวัตถุของการปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไปแสวงหาวิทยาศาสตร์สังคมบางอย่าง และกฎของสังคมบางอย่างเพื่อสร้างเงื่อนไขเหล่านี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของสังคมก็จะต้องเข้าแทนที่โดยการเคลื่อนไหวทางประดิษฐ์คิดค้นโดยส่วนบุคคลของพวกเขา เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของการปลดแอกก็จะต้องเข้าแทนที่โดยเงื่อนไขของการเพ้อฝัน การจัดตั้งเป็นชนชั้นขึ้นทีละขั้นของชนชั้นกรรมาชีพก็จะต้องแทนที่โดยองค์การจัดตั้งของสังคมที่พวกเขาเป็นผู้ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ในสายตาของพวกเขาเห็นว่าประวัติศาสตร์ของโลกในวันข้างหน้านั้นจะเป็นประวัติศาสตร์แห่งการโฆษณาและดำเนินแผนสังคมของพวกเขาให้ลุล่วงไปเท่านั้นเอง
จริงอยู่ พวกเขาก็สำนึกถึงเหมือนกันว่าแผนของพวกเขานั้นที่สำคัญคือเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกรซึ่งเป็นชนชั้นที่ทุกข์ยากที่สุด ในสายตาของพวกเขาเห็นว่าชนชั้นกรรมาชีพเป็นเพียงชนชั้นที่ทุกข์ยากที่สุดชนชั้นหนึ่งเท่านั้น
แต่เนื่องจากการต่อสู้ทางชนชั้นยังไม่ขยายตัว และเนื่องจากฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาเอง พวกเขาจึงสำคัญว่าตัวเองนั้นอยู่เหนือความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น พวกเขาต้องการจะปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของสมาชิกทั้งปวงในสังคม รวมทั้งสมาชิกที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่สุดด้วย ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะวิงวอนต่อสังคมทั้งสังคมโดยไม่จำแนกอยู่เสมอ และที่สำคัญก็คือ วิงวอนต่อชนชั้นปกครอง พวกเขาเข้าใจว่า ขอแต่ให้คนทั้งหลายเข้าใจระบบของพวกเขาก็จะยอมรับว่าระบบนี้เป็นแผนที่ดีที่สุดของสังคมที่ดีงามที่สุด
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงปฏิเสธการปฏิบัติการทางการเมืองทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการทางการปฏิวัติทั้งปวง พวกเขาหวังจะบรรลุวัตถุประสงค์ของตน โดยผ่านวิถีทางสันติและพยายามที่จะแผ้วถางทางให้แก่คำสอนศาสนาคริสต์เกี่ยวกับสังคมที่ใหม่ โดยผ่านการทดลองขนาดเล็กบางอย่างที่ไม่มีทางเกิดผลสำเร็จได้….”
ข้อความของมาร์กซ-เองเกลส์ที่ยกมานี้ ช่วยให้ข้อสรุปของผู้เขียนชัดเจนว่า กลุ่มบุคคลที่อ้างเป็น “คณะกรรมการบริหารกลาง”นั้น โดยเนื้อแท้แล้ว หาใช่นักลัทธิมาร์กซ หรือ นักสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ตามแนวทางของลัทธิมาร์กซตามที่อ้างแต่อย่างใด
ใครอยากจะเดินตามก้นบุคคลเหล่านี้ในฐานะสาวก หรือ ผู้ปฏิบัติงาน อย่างเซี่องๆ เหมือนอย่างที่พวกเขาพยายามจะประจบเอาใจจีน (ดังเจตนาที่ปิดไม่มิดในแถลงการณ์ของพวกเขา โดยที่ไม่รู้แน่ชัดว่าจีนจะพึงพอใจที่จะให้คบหาพวกเขาอยู่ต่อไปหรือไม่?) ก็อาจจะพบได้ในที่สุดว่า ปลายทางของบทบาทนักลัทธิมาร์กซจอมปลอมทีดำเนินบทบาท “ไม้ประดับไร้ค่า” นั้น หากไม่ใช่ความว่างเปล่า ก็จะเป็นหายนะทางปัญญา
.............................
หมายเหตุผู้เขียน
1) ข้อเขียนนี้ อาจจะยาวไปบ้าง แต่ผู้เขียนเห็นว่า มีความจำเป็น เพราะ “เทอดสยาม ชูธรรม” ยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต้องพูดหรือวิจารณ์โดยไม่ต้องมีรายละเอียด
2) คำว่า กากเดนลัทธิเหมา หมายความว่า ความคิดเหมา เจ๋อ ตง ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของลัทธิมาร์กซ-เลนิน ภายใต้บรรยากาศที่เป็นรูปธรรมของสังคมจีน เป็นสิ่งที่ชาวลัทธิมาร์กซต้องศึกษาและเคารพ เพราะมีคุณูปการอย่างมหาศาลหากศึกษาเป็น ใช้เป็น แต่กากเดนลัทธิเหมา หมายถึง บุคคลที่ไม่เคยเข้าถึงความคิดเหมา แต่ชอบอ้างอย่างผิดๆถูกๆว่าเป็นความคิดเหมาเพื่อรองรับความชอบธรรมของตนเอง ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงอาจจะเป็นพวกปฏิเสธความคิดเหมาเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น คำว่า กากเดนลัทธิมาร์กซ-เลนิน-เหมา ในบทความนี้ ก็มีความหมายทำนองเดียวกันกับหมายเหตุข้างต้น
..................
ผู้ที่สนใจหารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเอกสารต่อไปนี้
ตำนานยิวเร่ร่อน– เป็นนิทานปรัมปราของพวกตะวันตกในคัมภีร์คริสศาสนาฉบับเก่า ที่แพร่หลายไปทั่วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหาอ่านได้จากเว็บไซท์ทั่วไป หรือที่ http://www.answers.com/topic/acts-19 เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนยิวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมทางที่พระเยซูถูกทหารโรมันบังคับให้แบกไม้กางเขนไปยังแดนประหาร แล้วก็กล่าวคำบริภาษพระเยซูตามกระแส ทำให้ถูกสาปจากความผิดบาปของตนเองให้ไม่รู้จักตาย แต่มีชีวิตอยู่อย่างระเหเร่ร่อนจนกว่าจะถึงวันสิ้นโลก
Karl Marx, Critique of the Gotha Programme1875,http://www.marxists.org/archive/marx/works
Karl Marx, The Poverty of Philosophy http://www.marxists.org/archive/marx/works
คาร์ล มาร์กซ์ และ เฟรเดอริค เองเกิลส์ แถลงการณ์ชาวพรรคคอมมิวนิสต์,www.marxists.org/thai/archive/marx-engels
V I Lenin, The Development of Capitalism in Russia1899http://www.marxists.org/archive/lenin/works
V I Lenin, What Is To Be Done? Burning Questions of our Movement,1902http://www.marxists.org/archive/lenin/works/1901/witbd/
เหมาเจ๋อตุง, สรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตุง -8 เล่มชุด, ชมรมหนังสือแสงตะวัน

\Eduard Bernstein, Ferdinand Lassalle as a social reformer(1893),http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works
Rosa Luxemburg, Lassalle and the Revolution, 1904http://www.marxists.org/archive/luxemburg
Immanuel Wallerstein, The Sinking Dollar (May 15, 2009),http://fbc.binghamton.edu/257en.htm
Immanuel Wallerstein, The Politics of Economic Disaster (Feb. 15, 2009),http://fbc.binghamton.edu/257en.htm
Immanuel Wallerstein, What Was the Point of the G-20 Meeting?, April 15, 2009http://fbc.binghamton.edu/257en.htm
Immanuel Wallerstein Wall Street is Really Predicated on Greed, (April 1, 2008),http://fbc.binghamton.edu/257en.htm
Eduard Bernstein, Patriotism, Militarism and Social-Democracy(1907),http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works
Anthony Sampson, The Money Lenders (1982), Viking Adult
Hal Draper, The Two Souls of Socialism (1966),http://www.marxists.org/archive/draper
David Riazanov, Lassalle and Bismarck(1928),http://www.marxists.org/archive/riazanov/1928