เปิดศูนย์ปฏิบัติการติดตามม็อบทั่วประเทศ โฟกัส38จังหวัดรุนแรง
"มาร์ค"จวก"ฮุนเซน"จุ้นภายในจับมือ"แม้ว"ป่วน นายกฯเขมร กล่าวหาไทยคิดรุกรานกัมพูชา
เขมร-ไทยพรึ่บ 'ฮุนเซน'ถึง พื้นที่พระวิหาร
มทภ.2เผยฮุนเซ็นอยากให้สัมพันธ์"ไทย-เขมร"กลับเป็นเหมือนอดีต
ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ
"จาตุรนต์"ฟันธง ยึดเรียบ! ทรัพย์แม้ว-ส่อเดือด
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, February 7, 2010
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553
ใต้เท้าขอรับ : ข้อเสนอเสื้อแดง ทวงสัญญาเสื้อเหลือง
ที่มา ประชาไท ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข "ในวรรณกรรมร้อยพันเรื่องที่อ่าน ผมเอง 0 0 0 ใครๆ ก็บอกว่า สถานการณ์ทางการเมืองเดือนกุมภาพันธ์จะร้อนระอุ ด้วยเหตุที่ปลายเดือนนี้จะเป็นวันชี้ชะตาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทำให้เสื้อแดงต้องนัดหมายเคลื่อนขบวนใหญ่ สื่อเองที่ทำงานกับสถานการณ์การเมืองก็เชื่อเช่นนั้น แต่นัยของความเชื่อนี้มีพื้นฐานมาจากไหน หากไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อที่ว่า ‘การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเป็นไปเพื่อทักษิณ’ ทั้งๆ ที่ ‘แดง’ นั้นมีหลายเฉด และไม่ได้มีเพียง ‘แดง’ กลุ่มที่เรียกร้องเพื่อคืนเงินให้ทักษิณเท่านั้น หรือแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวที่ถูกตราว่า เพื่อคืนเงินให้ทักษิณ เพื่อตัวบุคคล ก็ยังไม่ได้หมายความถึง ‘ตัวเงิน’ หรือ ‘ตัวทักษิณ’ หากแต่มันยังรวมไปถึงการเรียกร้อง ‘ความเป็นธรรม’ ให้กับคนที่เขารักด้วย มีแต่มองด้วยสายตาอย่างเข้าใจ จึงจะสามารถเข้าใจความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้ เราอาจจะดูถูกคนสองคนสามคนสี่คนหรือร้อยคนว่า เงินจ้างเขาเคลื่อนไหวได้ แต่หากดูถูกคนเรือนแสนเรือนล้านว่าถูกซื้อ หรือถูกล้างสมอง หรือถูกชักจูงง่ายๆ ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนเหมือนกัน มีสมอง คิดเป็น และเสพสื่อมากกว่าเรา (ไม่เชื่อไปสำรวจดู) นอกจากมันไม่เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว มันยังเท่ากับเราดูถูกตัวเอง และสะท้อนว่า เราเองต่างหากได้สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปแล้วบางส่วน ไม่ว่าจะอย่างไร การวิเคราะห์และสร้างกระแสความกลัวในห้วงเวลาก่อนการตัดสินคดียึดทรัพย์ มันก็ได้ทำหน้าที่ลดความชอบธรรมของการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไปเรียบร้อยแล้ว พูดอีกอย่างก็คือ ความไม่เป็นธรรมที่สื่อกระแสหลักใช้เป็นแว่นมองสถานการณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว งานนี้จึงไม่มีกรรมการ แต่เอาละ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก มันเป็นเช่นนั้นเสมอมานานหลายปี และสำหรับคนเสื้อแดง มันก็เลยและข้ามจากปัญหาความไม่เป็นธรรม ไปสู่ระดับของการกดขี่แบบไม่มีอะไรต้องสงสัยมานานแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องมองไปข้างหน้าให้ยาวกว่านี้สักนิด โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่า ใครได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวเฉพาะหน้านี้ ทักษิณกระนั้นหรือ ‘แดง’ กระนั้นหรือ ไม่ล่ะครับ และยังอาจจะต้องเรียกว่า ห่างไกลเหลือเกินด้วยซ้ำ เพราะต่อให้แดงออกมาเต็มแผ่นดิน แล้วทักษิณจะได้ทรัพย์สินคืนหรือ? เสื้อแดงจะได้ความเป็นธรรม หรือประชาธิปไตยคืนมาอย่างนั้นหรือ? หากการเคลื่อนไหวเป็นไปในอาการสงบ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เครือข่ายอำนาจเก่าโบราณ (เพื่อป้องกันความสับสนกับอำนาจเก่าที่พันธมิตรเคยใช้เรียกเครือข่ายทักษิณ ในที่นี้จะขอเรียกตามคนเสื้อแดงว่า ‘อำมาตย์’) ก็จะยังคงออกข่าวทำลายความชอบธรรมต่อไป หากคนเสื้อแดงออกมาชุมนุมทำลายสถิติแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เชื่อเถิดว่า หน้าประวัติศาสตร์ก็ไม่มีให้บันทึก จำไม่ได้หรือว่า คนหลายแสนเมื่อเดือนเมษานั้น แทบไม่มีใครให้ความสำคัญ ไม่ได้มีการหยิบมาพูดถึง สิ่งที่สื่อและรัฐพูดก็มีแต่จราจลและจราจล แล้วหากเกิดความไม่สงบขึ้นไม่ว่าจะโดยฝ่ายใดฉวยโอกาส สื่อและนักวิชาการก็โทษคนเสื้อแดงอยู่แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย รัฐและกองทัพก็ปราบ ปราบเหมือนที่ปราบเมื่อเดือนเมษา แน่ละไม่ง่ายแบบเดิม และต่อให้ที่สุดบานปลายเป็นการจราจล อย่างน้อยรัฐก็ค่อยๆ ปราบ อย่างมากก็รอตุลาการตัดสินคดี แล้วรัฐประหาร ฉากที่เลวร้ายสุดหลังการรัฐประหาร คือเกิดเป็นสงครามกลางเมืองต้านรัฐประหาร เด็ดหัวผู้นำแดง ลอบสังหารอำมาตย์ แล้วสุดท้ายอำมาตย์ตายเป็นรายคน แต่โครงสร้างก็ยังอยู่อยู่นั่นเอง อย่าลืมนะครับ สถานการณ์ชายแดนใต้นั้นยิ่งกว่าสงครามกลางเมือง รัฐอำมาตย์ก็บริหารแบบสงครามกลางเมือง กองทัพก็ได้ประโยชน์จากสงครามนั้น และอาจครองอำนาจยาวชนิดไม่ต้องมีเลือกตั้งก็อาจจะเป็นได้ และถ้าจะมองแบบเข้าข้างเสื้อแดง ปลุกความหวังกำลังใจกันสุดๆ ให้สงครามกลางเมืองนี้ฝ่ายแดงชนะ ยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ ไม่ยากหรอก แล้วไงต่อ – วอทเนกซ์ - What next? จะกุมสภาพและสถานะความสงบเรียบร้อยได้อย่างไร ก็อย่างที่รู้ว่า ถึงเวลานั้น งานมวลชนของฝ่ายปฏิกริยาก็ใช่ย่อย งานใต้ดิน ลอบวางระเบิด ใส่ร้าย การสร้างกระแสของฝ่ายเหลือง (ไม่ใช่แค่พันธมิตรฯ) ฝ่ายน้ำเงิน ฝ่ายขาว ฝ่ายเขียวฯลฯ ก็เหี้ยมเกรียมและทำได้ดีกว่ามาก เห็นกันมาตั้งแต่การจุดประทัดเรียกมวลชน ไปจนกระทั่งปิดสนามบินให้คนหลายแสนทั่วโลกเดือดร้อนแสนสาหัสก็ทำมาแล้ว ทั้งยังสามารถทำได้ในนามของความดีแบบไม่ต้องรู้สึกผิดบาปได้เสียด้วย ได้อำนาจรัฐมา แต่กุมสภาพไม่ได้ ปกครองก็ไม่ได้ จะเรียกว่าปฏิวัติสำเร็จได้อย่างไร พูดจริงๆ เลย จากการติดตามความคิด และแอบฟังแอบรู้จักเสื้อแดงหลากหลายกลุ่ม แกนนำเสื้อแดงส่วนใหญ่ หรือเรียกได้ว่าเกือบทั้งหมด ก็มองเห็นสถานการณ์ที่จะเกิดแบบทะลุปรุโปร่ง มีเพียงบางกลุ่มที่ออกแนวฮาร์ดคอร์ “ป่วนไว้ก่อน เพื่อหวังฟ้าคนมาตัดสิน” แต่ก็เชื่อว่าไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะชี้นำการเคลื่อนไหวอะไรได้มากนัก และเพราะเห็นเช่นนี้ จึงพอจะสันนิษฐานได้ว่า สถานการณ์ในห้วงเดือนกุมภาที่ปรากฏอยู่ในหน้าสื่อนั้น ร้อนระอุเกินปัจจัยและแรงจูงใจ สื่อและรัฐ (ที่ไม่ได้หมายถึงแค่พรรคประชาธิปัตย์) เองต่างหากที่ทำหน้าที่ปั่นให้ร้อน ยั่วยุ และสร้างหลุมพราง อย่าลืมว่า สัปดาห์ก่อน นักวิชาการ ‘มาตรา 7’ ก็ออกมาขยับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ออกมาส่งเสียง และสัญญาณอื่นๆ ก็ตามออกมา อันเป็นจังหวะก้าวเดียวกันเป๊ะก่อนที่จะเกิดการตัดสินจากฝ่ายตุลาการให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และการรัฐประหาร 2549 แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีการชุมนุมหรือการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง เพียงแต่การชุมนุมที่จะเกิดนั้นไม่ใช่เพื่อการต่อสู้ครั้งสุดท้ายแน่ๆ จุดประสงค์สูงสุดอย่างมากก็เพื่อเลี้ยงกระแสและร้อยรัดคนเสื้อแดง เพราะท้ายที่สุด เอาเข้าจริง การต่อสู้ครั้งสำคัญนั้นไปอยู่ที่ ‘การเลือกตั้ง’ ต่างหาก และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมทุกฝ่ายของคนเสื้อแดงจึงออกมาประกาศต้านรัฐประหาร และยันรัฐประหารไม่ให้เกิดขึ้น ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นรัฐบาลอยู่ในเวลานี้ และทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลที่จะถูกรัฐประหาร แทนที่จะร่วมกับเสื้อแดงต้านรัฐประหาร กลับมีท่าทีวางเฉย นั่นก็เพราะในสถานการณ์ที่ความนิยมจากประชาชนยังเป็นของพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย และข้อเท็จจริงที่พรรคประชาธิปัตย์เครื่องมือเดียวของอำมาตย์ในระบอบประชาธิปไตย ยังไร้น้ำยาที่จะครองอำนาจอันชอบธรรมที่ได้มาจากการเลือกตั้ง หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นก่อนจะมีการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารบกและโยกย้ายทหาร ก็มีแต่การรัฐประหารเท่านั้นที่เป็นวิถีทางที่เหลือเพียงทางเดียวที่จะสืบทอดอำนาจอำมาตย์ได้ แม้มันจะไม่ชอบธรรมก็ตาม ก็ถ้ายุทธศาสตร์ยังอยู่ที่ ‘การเลือกตั้ง’ เสื้อแดงจะสร้างเงื่อนไขให้เกิดความปั่นป่วนเพื่อเสี่ยงต่อการรัฐประหาร หรือสงครามกลางเมืองที่ไม่มีใครชนะไปทำไม และสำหรับคนที่เกลียดทักษิณเข้าไส้และรักทักษิณมากๆ ก็ต้องถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่า การเคลื่อนไหวในเดือนกุมภาฯ แบบที่สื่อและรัฐโหมปั่นให้ร้อนระอุเกินเงื่อนไขและปัจจัยนี่นะหรือ ที่จะทำให้ทักษิณได้เงินที่ถูกอายัดคืน สำหรับคนเสื้อแดงทั้งหลายในทุกระดับ หากนับเวลาของสภาผู้แทนที่เหลืออยู่ การให้ความสำคัญในการยึดกุม ‘การเลือกตั้ง’ ให้ได้ บางทีอาจจะคุ้มกว่า ต้นทุนถูกกว่า และยั่งยืนกว่าการต่อสู้ด้วยวิธีอื่น มีแต่ต้องหันหน้าคุยกัน เพื่อกำหนดทิศทางร่วมอย่างเป็น ‘ขบวนเดียวกัน’ รักษาและสร้างโอกาสที่จะมีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด ด้วยการสร้างสรรค์นโยบาย ผู้นำใหม่ๆ และความหวังใหม่ๆ ที่ทำให้ประชาชนอยากเลือกตั้งให้ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไร การได้ชัยชนะและความนิยมอย่างถล่มทลายในอดีตนั้น คือสิ่งที่ทำให้ ‘เขา’ กลัว และเมื่อมันถูกขโมยไปด้วยการรัฐประหารและการใช้อำนาจอื่นๆ แทรกแซง สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้เกิดเสื้อแดงเต็มแผ่นดิน ที่บั่นเซาะและนับถอยหลังสภาพที่เชิดชู ‘คนเราไม่เท่ากัน’ อย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างในวันนี้ และทำให้คนวัยปลายๆ อย่างเปรม ติณสูลานนท์ ที่อยู่เหนือคนอื่นมาตลอดชีวิต ต้องนับถอยหลังชีวิตที่เหลืออยู่แบบไม่ค่อยเป็นสุขนัก และมันจะยังคงเป็นจุดแข็ง ที่คราวนี้ใครก็ยากจะปล้นไปได้ง่ายๆ อีก สำหรับแกนนำเสื้อเหลืองซีกฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ไม่ว่าจะอย่างไร แกนนำพันธมิตรฯเหล่านี้ก็ไม่เคยประกาศตัวเป็นศัตรูกับ ‘คนเสื้อแดง’ (ส่วนเด็กบ้าไมค์ชอบให้สัมภาษณ์ ก็อย่าไปสนใจมากนัก แม้แต่หัวหน้า ‘สนธิ’ ยังด่าออกสื่อบ่อยๆ ไป) แม้แกนนำเหล่านี้จะเกลียดและกลัวทักษิณอย่างเข้ากระดูกดำแบบไม่ต้องสงสัยก็ตาม หลายคนเคยพูดกับผมเมื่อก่อนรัฐประหาร 2549 ว่า “ไม่เป็นไรถ้าจะรัฐประหาร ไล่ทักษิณก่อน แล้วค่อยไล่ทหาร (อำมาตย์)” แล้วบัดนี้ถึงเวลานั้นหรือยัง ถึงเวลาหรือยังที่จะเลิกให้ทักษิณมาบงการชีวิต เพราะความกลัวทักษิณที่มีอยู่นั้นในทางกลับกัน ก็คือการให้ทักษิณมากำหนดว่า ควรจะทำอะไรไม่ทำอะไร ไม่ใช่พ่อก็ยิ่งกว่าพ่อ (ไม่ได้ว่านะ แค่เลียนแบบคำที่ทักษิณเคยใช้) ถึงเวลาหรือยังที่จะกล้าหาญพอจะออกมาสนับสนุนคนเสื้อแดง เอาเฉพาะประเด็นที่เขาเรียกร้องให้คนเราเท่ากันก็ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่า จะไปเข้าทางทักษิณให้มากไปนัก กลัวให้น้อยลง ตรงไปตรงมาให้มากขึ้น อะไรดีก็ว่าดี โดยไม่ต้องคำนึงว่าเขาอยู่ฝ่ายไหนสีอะไรบ้างไม่ได้หรือ ท่านเป็นของท่านอย่างนี้ มีแต่จะช่วยขยายรากฐานอำมาตย์ฯที่ตรวจสอบไม่ได้และไม่เห็นหัวประชาชนให้แข็งแรงขึ้น โดนหลอกใช้อยู่แท้ๆ แต่ต้องหลอกตัวเองว่า “เราก็ใช้เขาอยู่” ทั้งๆ ที่ใจตัวเองก็รู้อยู่ว่า ที่สุดแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะก้าวข้ามผลประโยชน์และการอุปถัมภ์ที่เขาให้ไปได้
จำใครไม่ได้เลย
นอกจาก 'กาโล' แห่ง 'คนขี่เสือ'
ผู้กล้าลงจากหลังเสือ
ท่ามกลางเสียงรุมด่าระยะสั้น
แต่อยู่ในความทรงจำระยะยาว"
คัดค้านรัฐประหาร ผลักดันยุบสภา แก้ปัญหารัฐธรรมนูญ 50
ที่มา ประชาไท การเคลื่อนไหวของ “คนเสื้อแดง” และ “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่
กมธ.วุฒิสภาเชิญ ประธาน กกต. แจงเลือกปฏิบัติคดีเงินบริจาคปชป. 258 ล้าน
ที่มา ประชาไท ประธาน กมธ. กิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหารงบประมาณ ตั้งข้อสังเกตประธาน กกต. มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติคดีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้าน อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่งหนังสือเชิญแจงข้อเท็จจริง ขู่หากไม่มาชี้แจงถือว่าเข้าข่ายขัด รธน. มาตรา 135 เว็บไซต์คมชัดลึกรายงานเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ว่า นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหารงบประมาณ กล่าวถึงกรณีที่นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ไม่ยอมมาชี้แจงหลังจากที่คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรฯได้ส่งหนังสือเชิญมาชี้แจงรอบที่ 3 ว่า กมธ.กิจการฯได้รับเรื่องร้องเรียนว่านายทะเบียนพรรคการเมืองปฏิบัติหน้าไม่ชอบด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มีการเลือกปฏิบัติในการพิจารณาคดีการบริจาคเงินจำนวน 258 ล้านบาท ให้พรรคประชาธิปัตย์ จึงได้เชิญนายทะเบียนพรรคการเมือง และเลขาฯกกต. มาชี้แจงเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าในการพิจารณาคดีดังกล่าว แต่ปรากฎว่ามีเพียงฝ่ายเลขาฯที่ส่งตัวแทนมาชี้แจงแต่นายทะเบียนฯไม่ได้ให้ความร่วมมือและไม่มีการส่งตัวแทนมาชี้แจงแต่อย่างใด กมธ.กิจการฯจึงได้ทำหนังสือเชิญมาอีกครั้งเป็นครั้งที่ 4 เพื่อต้องการให้มาชี้แจงเนื่องจากขณะนี้มีเพียงข้อมูลฝ่ายผู้กล่าวหาเท่านั้น หากยังไม่มาชี้แจงคาดว่าคณะกรรมาธิการกิจการฯจะสามารถสรุปผลการตรวจสอบได้เร็วๆนี้ ทั้งนี้คณะกรรมาธิการฯยังต้องการเปิดโอกาสให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมาชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าว นายจิตติพจน์ กล่าวอีกว่า ตนต้องการให้เกิดความกระจ่างต่อสังคม เพราะเป็นที่น่าสงสัยและเคลือบแคลงใจถึงการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมือง ว่าอาจมีการช่วยเหลือพรรคการเมืองดังกล่าวหรือไม่ อีกทั้งต้องการสอบถามว่าการพิจารณายุบพรรคการเมืองแต่ละพรรคมีความแตกต่างกันอย่างไร นอกจากนี้คดีดังกล่าวมีการร้องเรียนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 แต่ปรากฏว่ายังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด นายจิตติพจน์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้มีความน่าสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองคนดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้กกต.ได้มีการพิจารณาลงมติแต่เสียงแตกความเห็นมีเพียงนายอภิชาติ เห็นว่าควรยกฟ้องคดีดังกล่าวแต่เกิดการโต้แย้งจึงไม่สามารถสรุปได้ที่ประชุมจึงโยนให้เป็นหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองซึ่งเป็นนายอภิชาติ แต่สุดท้ายกลับมีการเลื่อนการพิจารณาออกไปโดยอ้างว่าต้องศึกษาหลักฐานให้ละเอียดเพราะยังไม่ได้ศึกษาข้อเท็จจริงขอพิจารณาหลักฐานใหม่ การกล่าวเช่นนี้ เห็นได้ว่านายอภิชาติปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง เพราะก่อนมีการลงมติใดๆหมายความว่าจะต้องมีการศึกษาข้อมูลหลักฐานจนเพียงพอที่จะสามารถตัดสินได้ว่าควรยกฟ้องหรือไม่ อีกทั้งคดีต้องมีมูลถึงได้มีการตั้งกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงแต่การให้สัมภาษณ์ของนายอภิชาติขัดแย้งกับข้อเท็จจริง จึงต้องการให้มาชี้แจง “หากนายอภิชาติไม่มาชี้แจงถือว่าเข้าข่ายขัดมาตรา 135 แห่งรัฐธรรมนูญที่ได้ให้อำนาจคณะกรรมาธิการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาถอดถอนต่อไป เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาของกกต.ว่าจะยุบหรือไม่ยุบแต่คณะกรรมาธิการพิจารณาในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งเป็นคนละเรื่อง คาดว่าหากไม่มาชี้แจงเราก็ต้องสรุปสำนวนตามที่ข้อมูลหลักฐานที่มีเพื่อรายงานต่อที่ประชุมใหญ่อีกครั้งว่าเห็นควรมีความผิดจนนำไปสู่การถอดถอนหรือไม่” นายจิตติพจน์ กล่าว ที่มา: http://www.komchadluek.net
พันธมิตรเป็นเพื่อนร่วมชาติกับผม ไม่ใช่ศัตรู ศัตรูคนเสื้อแดงคือ "อำมาตยาธิปไตย"
ที่มา thaifreenews โดย...ลูกชาวนาไทย
ผมไม่ถือว่า คนเสื้อเหลืองหรือ พธม. เป็นศัตรูแต่อย่างใด ไม่ค่อยให้ราคามากนัก เป็นแต่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันเท่านั้น ผมก็เคารพความเห็นแตกต่างนั้น ไม่ได้มีปัญหาอะไร
ศัตรูใหญ่ของคนเสื้อแดงคือ "อำมาตยาธิปไตย" กลุ่มองคมนตรีกับพวกและคนที่คุณก็รู้ว่าใคร กองทัพ ศาล และสื่อกระแสหลัก คนกลุ่มนี้รวมๆ กันแล้วคือ "ศัตรูหลัก" ของคนเสื้อแดง ศัตรูหลักของประชาธิปไตย
รัฐบาล ปชป. เป็นแค่ "นอมินี" ของคนกลุ่มนี้เท่านั้น สุดท้ายในระยะยาวคนกลุ่มนี้คงไม่อาจยืนทางการเมืองได้
ปชป. ในท้ายที่สุดก็ต้องไปยึดหนทางเลือกตั้ง เพราะไม่อย่างนั้น ก็สิ้นสุดความเป็นพรรคการเมือง
มหายอดอำมาตย์ตาย ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะค่อยๆ คลี่คลาย ขบวนการประชาชนตอนนี้ยิ่งเข็มแข็งขึ้นเืรื่อยๆ พัฒนาการทางการเมืองของคนเสื้อแดงอยู่ในขั้นที่ผมรู้สึก "สุขใจ" แม้หนทางจะต้องเดินอีกยาวไกล แต่ไม่เหงา ไม่เบื่อ มีเพื่อนมาก มีคนร่วมอุดมการณ์มหาศาล
ผมให้อภัยคนเสื้อเหลืองได้ครับ แต่ผมไม่อาจให้อภัย "มหายอดอำมาตย์" ครับ เขาหลอกลวงประชาชนมานาน
2 ล้านล้าน กับ 7.6 หมื่นล้าน คุ้มหรือไม่คุ้มกับ "การโยนกระเบื้องล่อหยก
ที่มา thaifreenews
การยึดทรัพย์ทักษิณนั้นดีแล้ว สมควรทำเพราะเป็นประโยชน์ต่อเสื้อแดงในทุกกรณี คุณทักษิณก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้อยู่แล้ว ถือว่าเป็น "เงินฝากระยะยาว" กินดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ วันไหนประชาธิปไตยกลับมา (มหาอำมาตย์คงตายภายใน 5 ปี อายุแปดสิบเก้าสิบกว่าแล้ว ถึงอย่างไรก็ไม่รอด) สุดท้ายประชาชนก็ชนะอยู่ดี วันที่ประชาชนชนะทรัพย์ คนเห็นว่าไม่เป็นธรรมอยู่แล้วกับการยึดทรัพย์ทักษิณ ก็ออก พรบ. นิรโทษกรรม คืนสมบัติเขาไป พร้อมดอกเบี้ย
แต่การยึดทรัพย์เป็นบรรทัดฐานให้ยึดทรัพย์อื่นๆ ที่มาไม่ถูกต้องต่อไป ทรัพย์นับล้านล้านบาท มีโอกาสเป็นของแผ่นดินสูง เพราะมันเป็นของแผ่นดินของประชาชนมาแต่ต้น มีความชอบธรรมอยู่แล้วที่จะยึดมาเป็นของแผ่นดิน
ไม่เหมือนเงินทักษิณ ที่มันเป็นของเอกชนเขามาแต่ต้น
โยนกระเบี้องล่อหยกครั้งนี้คุ้มค่า 555
(ผมละกลัวว่าพวกอำมาตย์มันจะไม่กล้ายึด และยืดเวลาออกไปอีก)
ทำอย่างไร "คนเสื้อแดงจึงจะหายไป" ทำอย่างไร จึงจะกำจัดคนเสื้อแดงให้สิ้นซาก"
ทำรัฐประหารหรือ ก็คงได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรง และผลมันก็ไม่ต่างจาก 19 ก.ย. คือ ความวุ่นวายมันก็ไม่จบ
จะจับแกนนำให้หมด ยุคนี้เขาจะยอมให้จับได้ง่ายๆ หรือ แม้จับได้หมด แต่ทักษิณยังอยู่ จับขุนพลย่อย ขุนยังอยู่ มันจะมีความหมายอะไร
จะ "ฆ่าขุน" ก็อุตส่าห์ ส่ง F-16 ไล่ยิงแล้ว มันก็ยังไม่สำเร็จ เขาจะยอมให้ยิงได้ง่ายๆ อีกหรือ แผนนี้ไม่ใช่ไม่ทำ ก็ยังทำอยู่ แต่มันยังไม่บรรลุผล
มีคนวิเคราะห์ว่า อำมาตย์ มีสองแนวทางเท่านั้นคือ
1. ทำให้จบไว
2. ยื้อเวลาต่อไป หวังว่าอีกสองปี คนก็จะลืมทักษิณลง
ปัญหามันอยู่ที่ การยื้อเวลา "มันต้องเกี่ยวกับภาวะสุขภาพ" ว่าจะยื้อได้เท่าไหร่ ผลการประเมินเชื่อถือได้หรือไม่
หากจบไว จะทำอย่างไร มันก็มีแค่ "การทำรัฐประหาร" แล้วปิดประเทศ กำจัดคนเสื้อแดงให้สิ้นซาก ฆ่าทิ้งสัก 2,000-3,000 คน และยินดีอยู่แบบพม่า
สองแนวทางนี้ของอำมาตย์ แนวทางไหนก็ไม่มีความแน่นอนทั้งสิ้น
สำหรับฝ่าย "คนเสื้อแดง" ผมประเมินว่า ก็มีสองแนวทางเช่นกัน แบบเดียวกับอำมาตย์ คือ พวกอยากให้จบเร็ว กับพวกอยากให้จบช้า
1. พวกอยากให้จบเร็ว คิดว่าหากฝ่ายตรงข้ามทำรัฐประหารก็นองเลือดกันเลย หรือตั้งกองกำลังขึ้นมาต่อสู้ ฝ่ายนี้ก็จะหันไปหาแนวทางแบบ เสธ.แดง กับพัลลภ
2. ฝ่ายอยากให้่จบช้า (รวมทั้งผมลูกชาวนาไทยด้วย) คิดว่าตอนนี้สภาวะสังคม การจัดตั้งยังไม่สมบูรณ์ดี การขยายตัวของการจัดตั้งมวลชนกำลังไปได้ดี แม้จะจบเร็วอำนาจของประชาชนยังไม่เข็มแข็งเพียงพอ "บารมีของมหาอำมาตย์" ก็ยังพอมีอยู่ คนยังตาสว่างไม่หมด ขอเวลาอีกสองสามปี เงื่อนไขความเข็มแข็งของ "ขบวนการประชาชน" ก็เข็มแข็งขึ้น
ผมเชื่อว่า ไม่มีใครเลือกวิธีการใดได้ มันขึ้นกับตัวแปร ภววิสัยทั้งสิ้น มันอาจเป็นได้ทั้งสองทางคือ
"มีความรุนแรง" ของฝ่าย "สายเหยี่ยว" ของทั้งสองฝ่าย แต่มันยังไม่จบ สุดท้ายก็คงเคลื่อนตัวไปในทางที่ยืดเยื้อต่อไปอีก
ขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคม มันคงไม่มีใครควบคุมทิศทางได้ทั้งหมด
การกำัจัดเืสื้อแดงให้สิ้นซาก คงเป็นแค่ความเพ้อฝัน
การกำัจัดอำมาตย์ให้สิ้นซาก ก็คงเป็นความฝันเช่นเดียวกัน
คงต้องมีจุดที่สังคมนี้เรียนรู้จนกว่าจะถึงจุด "ดุลยภาพ"
สำหรับผมแล้ว จบเร็ว จบช้า ก็ไม่ได้มีสิทธิเลือกอะไรมากมายนัก สถานการณ์มันพัฒนาตัวของมันเอง
สำหรับระบอบอำมาตย์แล้ว คุณทักษิณ แม้ตายก็ยังไม่สาสม เพราะการตาย ตำนานยังอยู่ ก็จะสั่นสะเทือนระบอบอำมาตย์ต่อไป
คุณทักษิณ ต้องตาย และประชาชนไทยเกลียดอย่างมากด้วย มหาอำมาตย์จึงจะยอมและพอใจ
การเจรจา ไม่มีประโยชน์ต่อระบอบอำมาตย์ ตัวคุณทักษิณไม่ได้คุกคามต่อระบอบอำมาตย์มากนัก แต่ชื่อเสียงตำนาน หรือ Legacy มันคุกคามต่อระบบเทพเจ้า คุกคามต่อสถานะของระบอบ ดังนั้น การตาย การเจรจา การยอมของคุณทักษิณ จึงไม่ทำให้ระบอบอำมาตย์ปลอดภัย มันต้อง "เสียชื่อเสียง ผู้คนเกลียดชัง" มันถึงจะสลายภัยคุกคามต่อระบอบอำมาตย์ได้
แล้วจะทำอย่างไรดีสำหรับระบอบอำมาตย์ เวลาก็เหลือไม่มาก
แผ่กำพืดลากไส้NGOเอ็นโตดี
ที่มา Thai E-News
รางวัลจากลิ้มให้หัวหน้าสายยอดขายเข้าเป้า-ลิ้มมอบรางวัลทัวร์อียิปต์10วันให้พันธมิตรสายNGOไปทัวร์อียิปต์ หลังปิดสนามบินโค่นรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนสำเร็จ ในภาพนี้ก็มีสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงชัย สุริยะใส กตะศิลา นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ สุริยันต์ ทองหนูเอียด เป็นอาทิ
โดย หม่อมแม่
7 กดุมภาพันธ์ 2553การที่ NGOs-อพช. เข้าร่วมขบวนขวาขี้เหลืองครั้งนี้ ไม่ใช่การ “หลงผิด” หรือ “การหันกลับ/ ตีจากขบวนประชาธิปไตย” แต่เป็นการแสดงธาตุแท้อย่างไม่เหนียมอาย(อีกต่อไป) เมื่อโอกาส “ฟ้า”เปิดให้/ยกธงเขียว-ต่างหาก อุปมาก็ดั่งเช่น กระหรี่ได้เสี่ย เหี้ยได้พวก นั่นแหล่ะ
จากบทความซีรีส์ 18 ตอนเรื่อง “ลากไส้สื่อเห้” ของคุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน ,จากซีรี่ยส์ 7 ตอนเรื่อง “NGO ที่รัก” ของคุณรักเอ็นโตดีห่วงประชาชน ,จาก “วัฒนธรรมอำมาตย์ในหมู่ NGO” ของคุณสุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์,และล่าสุดจาก “ลอกคราบวัฒนธรรมอำมาตย์ในหมู่ NGO ไทย” ของคุณเล็ก อภิเดช ที่ลงใน Web : Prachathai.com และ Thai e-news.com และกำลังเป็นที่ฮือฮาในขณะนี้
หม่อมแม่ ขอร่วมแจมด้วยนะคะ คือหม่อมแม่คิดว่า ถ้าเอาทั้ง 4 บทความข้างต้น มาร้อยเรียงและเล่าใหม่ โดยกรอบคิดเรื่องการต่อสู้เพื่อครองการนำทางอุดมการณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางชนชั้น ก็อาจจะได้บทความ(เล่นๆ)ใหม่ขึ้นมาอีกบทหนึ่ง-แบบหยาบๆดิบๆ เหมือนหนังต้นทุนต่ำที่เขาเอาไว้ฉายตามโรงบ้านนอกชานเมืองของพวกอเมริกาไงละคะ
หม่อมแม่ลองทำ Demo มาให้ชิมก่อนนะคะ
เปิดเรื่อง : กรุงเทพฯ 20 กันยา 2549 สภาพบ้านเมืองวังเวง บรรยากาศอึมๆครึมๆ หดหู่ ลมฝุ่นพัด เศษขยะกระดาษปลิวว่อนตามท้องถนน
พลันมีเสียงเครื่องยนต์และเสียงตีนตะขาบของขบวนรถถังที่แผดกระหึ่มกลบเสียงสรรพสิ่งจนน่ากลัว หน้าตัวรถทุกคันมีธงเหลืองปักให้เห็น และมีทหารหน้าดำเกรียมถือปืนอาวุธสงครามที่แขนใส่ปลอกผ้าสีเหลืองแสดงฝ่ายอย่างชัดเจน
จากนั้น มีเสียงดังขึ้นจากข้างถนน “ทหารของพระราชาจงเจริญๆๆๆๆๆ” กล้องแพนตามไปหาต้นเสียงนั้น - Zoom out ออกจากปากหนาเตอะแบะๆปรากฏเป็นปากและหน้าของประเวศ เต็มจอ
-Zoom out เห็น ลิ้มโกเต๊ก จำลองหน้ามึน สมศักดิ์เคราแพะ สมเกียรติผีบ้า พิภพหางเปีย บักไสหน้าเก๊ก รสนาหน้าหมู
และตามมาด้วยเหล่าบรรดานักวิชาการหมาฝ่ายอำมาตย์นำโดยธีรยุทธ สมบัตินิด้า สุรพล
ตามมาด้วยเหล่าสื่อมวลชนเหี้ยนำโดย หยุ่นหัวล้านกับเจิมจวย สรยุทธ กนก ธีระ จอมขวัญ สำรวย คำนวย
ต่อมาเป็นแกนนำ อพช. ทั้งหลาย ทั้งอีสาน-เปี๊ยก เป๋ง แต อิ๊ด เดชาหน้าปรุ กลาง-ทวีเกียรติ เปลว สาคร เหนือ-ชัชวาล สวิง พลากร หมี ใต้-บรรจง มานะ บัญชา ภาคภูมิ
- Zoom out กลายเป็นภาพถอยออกจากจอทีวีถ่ายทอดสด มีชายฉกรรจ์ 3 คนนั่งดูข่าวนั้น พร้อมต่างกระดกเหล้าเบลนมอร์ฝาทองผสมโซดาใสซ่าลงคออย่างกระหาย และคว้าแหนมดิบในจานเข้าปากเคี้ยวจ๊าบๆๆ สุดท้ายกล้องแพนมาหยุดที่หน้า ไอ้บุเง-หนุ่มปาเกอะ ญอจากหุบเขาดอยแม่แจ่ม ที่กำลังนั่งทำหน้ายู่ๆคิ้วขมวด พร้อมกับใช้นิ้วก้อยแคะขี้มูกตัวเองแล้วก็โพล่งถามขึ้นกลางวงว่า“พวกพี่ๆ เอ็นจีโอพวกนั้นเขาเป็นอะไรกันไปหมดแล้วหือ ทำไมไปเชียร์รัฐประหารอย่างงั้น ผมไม่เข้าใจ งงๆๆๆ นี่ถ้าผมไปด่าเขา เขาไม่ไล่ผมออกจากงานรึ แล้วผมจะอยู่ข้างไหนดีละเนี่ย? พี่ช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยติ๊ๆๆๆๆ”
หนึ่งในวงนั้น-วัยกลางคน หน้าตาหล่อเหลา แม้จะผมบางไปหน่อย ตอบขึ้นด้วยเสียงอันดังฟังชัดว่า“เออเขาไล่มึงออกแน่ เสือกมานั่งอยู่กับพวกกู แทนที่จะไปร่วมมอบดอกไม้ให้ คปค.กับเขา นี่มึงอยากเข้าใจ เดี๋ยวดูข่าวเสร็จ มึงไปซื้อโซดากับน้ำแข็งหน้าปากซอยมาเพิ่มให้พี่หน่อย แล้วพี่จะอธิบายให้มึงฟังเป็น ฉากๆ จะจะเลย....ขากถุ้ยส์”
บุเงตอบรับทันที “เจ๋งเลยพี่” (เอาไว้ต่อตอนต่อไปนะคะ)
สรุปย่อ เอาเป็นว่า ยังงี้คะ
1.อุดมการณ์คือ ชุดแนวคิดที่ใช้อธิบาย “ปรากฏการณ์ทางสังคม”หนึ่งๆว่า มันเกิดขึ้นได้เพราะปัจจัยเงื่อนไขอะไร เช่น ชาวนา/เกษตรกร/กรรมกรทำไมถึงลำบากยากจนแร้นแค้นมานานนม
2.การปกปักษ์รักษาดำรงไว้ซึ่ง “โครงสร้าง/ระบบ-กติกาทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมแบบเดิมที่ได้เปรียบ” ชนชั้นที่ได้เปรียบจากโครงสร้างฯดังกล่าวย่อมต้องยึดกุมและหวงแหนอำนาจทางการเมืองไว้อย่างแน่นหนา เมื่อใดก็ตามที่กลุ่มใดๆพยายามมาเปลี่ยนโครงสร้างและระบบ-กติกาเศรษฐกิจการเมืองของพวกเขา-พวกมันจะต้องจัดการทำลายล้างให้ตายกันไปข้าง(อันนี้ไปศึกษาเพิ่มเติมจากประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของทั้งโลกและของไทยได้เลยค่ะ)
3.แต่พวกกลุ่มอำนาจเดิม(ในที่นี้ก็คือ พวกกากเดนศักดินา กากเดนเผด็จการ และเหล่าลิ่วล้อขุนนางทั้งหลาย) มันเรียนรู้ว่า จะใช้แต่อำนาจการปราบปรามอย่างเดียวไม่ได้(เช่น ตำรวจ ทหาร คุก ศาล นักเลงอันธพาล) ไม่งั้นมวลชนผู้เสียเปรียบจะทนไม่ได้และพากันลุกฮือมาตัดคอพวกมัน – พวกมันจึงต้องใช้วิธีทำให้มวลชนสยบ ยอมรับ เชื่อฟังศรัทธา กล่าวโทษตัวเองและจัดการตัวเอง ด้วยกระบวนการครอบงำ/ครองการนำทางอุดมการณ์ไงคะ
4.ทีนี้ อพช. ที่พัฒนามาเป็น ขบวน กป.อพช. มาเป็น พอช. สสส. สกว. สภาพัฒนาการเมือง มันเป็นใคร ก่อตัวคลอดหลุดออกมาจากมดลูกอะไร? ช่วงยุคสงครามเย็นและยุคแผนพัฒนาฯ พวกหนึ่งคลอดจากมดลูกสายสะดือของมูลนิธิพัฒนาชนบท ต่อมาแตกลูกหลานเป็น บัณฑิตอาสา-มธ. และ คอส.-ม.จุฬา, สายหนึ่งมาจากสภาคาทอลิคเชื้อสายสำนักวาติกัน, สายหนึ่งมาจาก UN – CIA ทำงานตามชายแดนและงานข่าวในเมืองอย่าง NGO กู้ระเบิด-เคยได้ยินมั้ยคะ และอย่าง Asia Foundation ไงคะ
ทั้ง 3 พวกข้างต้นได้รับการหล่อหลอมและปลูกฝังอุดมการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อชนชั้นกลุ่มอำนาจเก่าทั้งสิ้นแหละค่ะ และก็หลอกพวก อพช.หน้าโง่เหล่านี้ให้สารวนอยู่กับแต่เรื่อง แผนพัฒนาฯ ทิศทางการพัฒนาฯ เป้าหมายการพัฒนา กลไกการพัฒนา กระบวนการพัฒนา จนพวก อพช. มึนตึ๊บ และยังลงไปผลิตซ้ำและจัดตั้งมวลชนให้อยู่ในร่องในรอยไงคะ,
ต่อมาก็หลังป่าแตก พวก พคท.ชั้นสวะก็เข้ามาอยู่ใน อพช. พร้อมกับพ อุดมการณ์และทฤษฎีมั่วๆมาด้วยไงค่ะ ประเภทกลางวันเป็นมาร์กซิสต์(แบบมั่วๆ) พอกลางคืนเป็นฟรอยเดี้ยนไงค่ะ พคท.ชั้นสวะพวกนี้เป็นประเภทเคยเดินผ่านแวะไปซื้อส้มตำที่สนามหลวงก็ประกาศตัวเองว่าเป็นคนตุลาแล้ว
5.ลูกหลานเด็กๆ อพช. มันถูกออกแบบให้อ่านหนังสืออะไรบ้างรู้มั้ย? จิ่วแต่แจ๋วของชูเมกเกอร์ไง คานธีค่ะ ประเวศวะสีค่ะ ธีรยุทธค่ะ ปาจารยสารค่ะ หนังสือของสภาคาทอลิคค่ะ
ล่าสุด พวก พอช.เพิ่งไป Copy เอางาน วัฒนธรรมชุมชน ของ ฉัตรทิพย์ มาให้เจ้าหน้าที่อ่านไงคะ ดีนะที่มันยังไม่ให้อ่านงานของ อากังฟู
6.ด้วยเหตุดังนั้น อพช.จึงไม่ได้ "ลดทอนความเป็นการเมืองในงานพัฒนา" ตามที่คุณเล็ก อภิเดชตั้งข้อสังเกตไว้ แต่มันเป็น "กลไก" ที่รับหน้าที่ผลิตซ้ำ-อุดมการณ์ทางการเมืองแบบ "อำนาจนิยม-ธรรมราชา" และ "อนาธิปไตย" มาโดยตลอด
หรือถึงแม้พวกมัน "ลดทอนฯ" ก็เป็นการกระทำที่มีเจตจำนง-โดยเฉพาะระดับกลุ่มผู้ผลิตอุดมการณ์เหล่านี้-พูดให้ง่ายคือ อพช. เป็นตัวทำงานผลิตซ้ำอุดมการณ์ทางการเมืองที่ขัดขวางระบบประชาธิปไตยโดยผ่านกิจกรรม "งานพัฒนา" มาโดยตลอด หมายความว่า มันไม่ได้ลดทอนฯ ใดๆเลย ตรงข้าม มันทำงานการเมืองมาตลอดต่างหากค่ะ
7.อาจมีคำถามว่า แล้ว อพช.สายม็อบหล่ะ เขาไม่ได้สร้างประชาธิปไตยรึ?(ประชาธิปไตยทางตรง-ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ-ตามแนวคิด New Social Movement)
คำตอบก็คือ ถูกส่วนหนึ่งที่ก้าวหน้ากว่าอุดมการณ์สำนึกแบบไพร่ทาส แต่ทิศทางทางการเมืองของพวกเขาผิด(ตามมุมมองการพัฒนาประชาธิปไตย) เพราะ กิจกรรมม็อบของ อพช.ไม่ได้มีนัยยะของโครงการทางการเมือง(ชุดกิจกรรมที่มีเจตจำนงพัฒนาทางการเมืองที่แน่ชัด) หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา "โครงสร้างและระบบการเมืองประชาธิปไตยแบบสากล"เลย กิจกรรมม็อบของพวกเขา เป็นเพียงพามวลชนไปต่อรองผลประโยชน์เฉพาะหน้าเป็นครั้งๆ / หรือไม่ก็เป็นเพียงเครื่องมือเกมส์ทางการเมืองของพรรคนายทุนในกรอบของโครงสร้างทางการเมืองแบบเดิม
ไม่ต่างจากกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจไทยใดๆเลย
แท้จริงแล้ว ขบวน อพช. คือ ขบวนลัทธิอนาธิปไตย นั่นเอง
และที่สำคัญ เราต้องก้าวข้าม “มายาคติ” ที่ตีความแบบอัตโนมัติว่า “ม็อบ” คือ การพัฒนาประชาธิปไตย(ไม่ว่าจะระดับวัฒนธรรมหรือระดับโครงสร้างก็ตาม) เพราะไม่งั้น เราจะอธิบายขบวนพันธมวยหัวคิดไม่ได้ค่ะ
8.เงื่อนไขที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่ อพช. เรียกร้องขอพึ่งอำนาจและเลื้อยคลานเข้าไปรับใช้ กากเดนศักดินาอำมาตย์อำนาจนิยมล้าหลังคลั่งชาติ ได้แก่
1) อุดมการณ์-แนวคิดที่ไปได้ดีกับพวกกากเดนศักดินาฯ : ธรรมราชา, อนาธิปไตย,วัฒนธรรมชุมชน, พอเพียง, ประชาธิปไตยทางตรง, การเมืองใหม่(Anti-Marxism, Anti-Modernization/Westernization, Anti-Globalization , etc.)
2) เศษผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองที่พวกกากเดนศักดินาโยนให้(หรือกะว่าจะได้) : LDAP /กรอ.สมัยเปรม, SIF, พอช., สสส., สกว., สภาที่ปรึกษาฯ, สภาพัฒนาการเมือง,องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ, สว.ลากตั้ง ฯลฯ
3) นิสัยสันดานส่วนบุคคลที่เข้ากันกับวัฒนธรรมก่อนทุนนิยม(วัฒนธรรมกากเดนศักดินา) : จิตใจคับแคบ, ขี้เกียจสันหลังยาว, มักง่าย, บูชารูปแบบ-แข็งตัว, คลั่งลูกพี่และบิดา, ชอบอำนาจนิยม-จารีตล้าหลัง, มักมากในกาม, ชอบเสพศิลปะวรรณกรรมแบบขบถโรแมนซ์ปัญญาอ่อน-ซ้ำๆเดิม, วิธีคิดอ่อนด้อยขาดลักษณะวิพากษ์ ,Sensitive, Idiot Romantic, Exotic, Erotic ฯลฯ)
.
4) การโยนผ้าทอดสะพาน(เปิดช่อง)จากฟากฝั่งมหาอำมาตย์โดยผ่าน “ตัวประสาน” ระดับ “บิดา”ของ อพช. (ประเวศ, อานันท์, ไพบูลย์, เกษม, รพี, สุเมธ, ฯลฯ)
9.บริบทที่แวดล้อมเงื่อนไขข้างต้น(ไม่มีบริบทนี้ แต่มีเงื่อนไขข้างต้น ปรากฏการณ์มันก็เกิด) ได้แก่
1) นโยบายและปฏิบัติการของรัฐบาลไทยรักไทยที่ทำให้ อพช. เจ็บและแค้น(ฝังใจ)
2) การโหมโฆษณาชวนเชื่อบิดเบือน/สร้างวาทกรรมชั่วๆของนักวิชาการและสื่อมวลชนฝ่ายซากเดนศักดินา(ไอ้ธีรยวยหัวคุด, ไอ้ปราโมทย์ นาครทวย, ไอ้สมบัติ ธำรงธัญญวย, ไอ้ไชยันต์ ชัยพวย, ไอ้สุรพล นิติไกรวย, ไอ้หยุ่นยวย, ไอ้เจิมจวย, ไอ้ลิ้มโกเต๊ก, ไอ้นงนุช สิงหะเดชวย, ไอ้คำนวย ฯลฯ)
3) ความล้มเหลวในการจัดตั้งมวลชนของตนเองของ อพช.
10. ดังนั้น การที่ อพช. เข้าร่วมขบวนขวาขี้เหลืองครั้งนี้ ไม่ใช่การ “หลงผิด” หรือ “การหันกลับ/ ตีจากขบวนประชาธิปไตย” แต่เป็นการแสดงธาตุแท้อย่างไม่เหนียมอาย(อีกต่อไป)-เมื่อโอกาส “ฟ้า”เปิดให้/ยกธงเขียว-ต่างหาก อุปมาก็ดั่งเช่น กระหรี่ได้เสี่ย เหี้ยได้พวก นั่นแหล่ะ
11.อีกประการที่ไม่ควรละเลยก็คือ การแยก/นิยาม ระหว่าง “อพช.” กับ “NGO” เพราะ อพช. คือ องค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งมีหัวขบวนใหญ่คือ กป.อพช.(ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็น กป.พอช.)
ส่วน NGO เป็นคำเรียก องค์กรที่ทำงานสาธารณะที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ ซึ่งมีอยู่เยอะแยะมากมายที่มีอุดมการณ์ก้าวหน้ากว่าและก็ไม่ได้อยู่ในขบวน กป.อพช. เช่น องค์กรที่ทำงานจัดตั้งกลุ่มแรงงาน องค์กรที่ทำงานจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรแบบก้าวหน้า องค์กรที่ทำงานด้านสื่อประชาชน องค์กรที่ทำงานด้านประชาธิปไตย องค์กรที่ทำงานด้านการกระจายอำนาจและปกครองตนเอง มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ฯลฯ เป็นต้น
แต่ อพช.มักเรียกเหมารวมตัวเองว่า เอ็นจีโอ-เอ็นโตดี ซึ่งอันที่จริง อพช.จึงเป็นเพียง NGO กลุ่ม/สายหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น หากไม่แยกแยะให้มวลชนเข้าใจตั้งแต่แรก ก็อาจจะส่งผลมุมกลับในอนาคตต่อความยากลำบากในการทำงานบนกรอบ “พัฒนาประชาธิปไตย” ซึ่งต้องอาศัยองค์กรแบบ “เปิด” ก็เป็นได้?
12.ทั้งหมดนี้ หากจะให้การวิเคราะห์และวิจารณ์ชัดแจ้งกว่านี้ ก็ต้องขยายความ เช่น อุดมการณ์-แนวคิดแต่ละตัวเป็นยังไง และคงต้องใส่ข้อมูลรายละเอียดเข้าไปตามเค้าโครง/กรอบการวิเคราะห์ข้างต้น
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นให้แขวะขำๆพวก อพช. เยอะแยะ เช่น
*การก่อเกิด กป.อพช., LDI, TDRI มีความเกี่ยวโยงกับ นโยบาย กรอ. และงบสนับสนุนจากรัฐบาลอีเหี้ยมกระเทยเปรมอย่างไร?
*ทำไมเวลา อพช. มันเขียนบทความ มันต้องขึ้นต้น paragraph แรกว่า "ตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 1" ทุกครั้ง
*มันเอาอุดมการณ์ที่ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทางชนชั้น(เช่น พึ่งตนเอง-พอเพียง)มาผสมพันธุ์กับอุดมการณ์ที่เกี่ยวกับชนชั้น(เช่น ยากจนเพราะไม่รู้จักพอเพียง) เพื่อทำให้มวลชนสับสนอย่างไร?
*พวกมันผสมพันธุ์วางไข่แตกดอกเครือข่ายของพวกมันไปสู่ภูมิภาคต่างๆอย่างไร?
*พวกมันส่งลูกหลานปัญญาชนของพวกมันเข้าไปคุมและปล้นกองสะเบียงจากภาษีประชาชนไปใช้เผยแพร่อุดมการณ์ชั่วของพวกมันอย่างไร?(สสส. สกว. พอช. สภาพัฒนาการเมือง)
*ปราชญ์ของแม่งแต่ละตัว โอ้โฮ ดูไม่จืด (ล้วงและควักแบบพอเพียง..เยิบๆๆๆ) พวกมันมีสันดานอย่างไร? จะเอาแบบระบุพยานด้วยมั้ย?
*ทำไมการจัดตั้งมวลชนของพวกแม่งถึงล้มเหลว แกนนำเครือข่ายผู้ยิ่งใหญ่ระดับชาติของแม่งแต่ละตัว กลับไปเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านที่บ้านตัวเองได้แค่ 80 กว่าเสียง พอแพ้เขา มันก็บอกว่าคนชนะซื้อเสียง ชาวบ้านโง่ที่ไปเลือกคนชนะ-เห็นแก่เงิน
*ทำไม วันหนึ่งมันก็พร่ำพ่นน้ำลายว่า ชาวบ้าน/ชุมชนเป็นผู้ที่ฉลาดมีภูมิปัญญา ร่ำรวยวัฒนธรรม รักใคร่กลมเกลียว มีอุดมการณ์พอเพียง-ต่อต้านรัฐและทุนมาตั้งแต่เกิดสืบทอดมาแต่โบราณ) แต่พอมาอีกวันหนึ่งมันกลับบอกว่า ชาวบ้าน/ชนบทโง่ การศึกษาต่ำ หัวอ่อนเชื่อคนง่าย ถูกเงิน/ประชานิยมฟาดหัว ไม่รู้จักพอเพียง ฟุ่มเฟือย-ไม่ทำบัญชีครัวเรือน ชอบวัตถุ มีเงินก็ไปซื้อมือถือ ถูกตะวันตกครอบงำ
โอ้โฮ...สารพัดที่มันสรรหามาด่าชาวบ้าน นี่ไม่แน่นะ ต่อไปมันคงกล่าวหาอีกว่า ยากจนยากแค้นเพราะไม่เคารพ “ฟ้า” โอ้ว..พระเจ้ายอดมันจอร์จจังค่ะ
ซึ่งต้องใช้เวลา และเป็น Series ไป นี่ เพราะหม่อมแม่ไปติดเชื้อขี้เกียจมาจากพวก อพช. มาแน่เลย(ฮา)-แต่งานยุ่งจริงๆนะคะ
13. ส่วน "แนวคิดวัฒนธรรมชุมชน" มันก็เป็น อุดมการณ์อันหนึ่งที่พวกปัญญาชนของฝ่ายกากเดนศักดินามันผลิตขึ้น แล้วก็ถ่ายทอดให้เครือข่าย อพช.ไปผลิตซ้ำครอบงำไง ซึ่งก็ได้ผลก็เฉพาะแค่ไอ้ อพช.หน้ามึนกับไอ้แกนนำแดกไก่จำนวนหนึ่ง(เพียงแต่มันมีเงินพูดออกสื่อกับจัดสัมมนาบ่อยไง)
แล้วก็ไอ้พวกข้าราชการจังไรขี้เกียจใช้สมองทำงานไง แล้วก็ไอ้นายทุนบริษัืทที่มีเอี่ยวกับทุนเจ้าไง ก็ได้แต่โฆษณาเอาหน้าเท่านั้นแหล่ะ) ส่วนชาวบ้านแท้ๆ มันแทบครอบไม่ได้เลย จะมีบ้างก็พูดไปตามเขาอย่างนั้นเอง-เผลอๆชาวบ้านหลอกแดกด้วยซ้ำ เพราะชาวบ้านเขาอยู่กับชีวิตจริง ปรากฏการณ์เสื้อแดงก็ได้แสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนจะจะ ว่า อุดมการณ์ ของ อพช. ไม่เป็นที่ต้องการของมวลชน(ที่ตื่นแล้ว)
14. สำหรับ อพช. แก่ๆที่สันดานเป็นสันดอนซะแล้ว (ไอ้สันดานเหี้ยหางเหลืองหลอกแดกไก่ชาวบ้าน) และยังไม่ยอมหันมายืนอยู่กับมวลชนฝ่ายประชาธิปไตย หม่อมแม่ขอเตือนว่า พวกมึงจงรีบรูดซิบ เก็บกระเป๋าขนเสื้อผ้ากลับไปเป็นขี้ข้าหมอบคลานรับใช้เผด็จการอำมาตย์กากเดนศักดินา ตามกำพืดแท้เดิมของพวกมึงเสียเถิดโดยไว ก่อนที่ประชาชนจะพากันมาเอาตีนไล่ถีบพวกมึงอย่างไม่ไว้หน้า-ค่าที่เคยคบกันมาก่อน ....ขากถุ้ยส์
ฉากจบ :
บุเง ยิ้มอย่างสะใจ กล่าวว่า “เจ๋งครับพี่” ว่าแล้ว ทั้ง 3 คนก็ ยกแก้วกระดกเหล้าเบลนมอร์ฝาทองผสมโซดาใสซ่าลงคออย่างกระหายอีกครั้ง พร้อมกับคว้าแหนมดิบในจานเข้าปากเคี้ยวจ๊าบๆๆ .....ขากถุ้ยส์