ปลายทางความรุนแรง : หายนะคนเสื้อแดงและประชาธิปไตยไทย [i]
(ปลายทางสันติวิธี : จุดจบระบอบอำมาตย์และกลุ่มอำนาจการเมืองฉ้อฉล)
รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติศัพท์ไทยคำว่า “วิวัฒน์”เทียบเคียงกับคำภาษาอังกฤษว่า“EVOLVE” (ดูหนังสือ “บัญญัติศัพท์ของคณะกรรมการบัญญัติศัพท์”, จัดพิมพ์โดยราชบัณฑิตยสถาน , พ.ศ. ๒๕๑๗) แต่คำว่า “ปฏิวัติ” มีผู้ใช้ในภาษาไทยเทียบเคียงกับคำภาษาอังกฤษว่า“REVOLUTION” มาก่อนปี พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้ว โดยผู้ใช้คำดังกล่าวท่านแรกน่าจะเป็นหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร (พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จากเนื้อหาปาฐกถา ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งการใช้คำภาษาไทยว่า “รัฐประหาร” เทียบเคียงกับคำภาษาฝรั่งเศสว่า “COUP D’ETAT”
ในหนังสือ “ความเป็นอนิจจังของสังคม” โดย ดร. ปรีดี พนมยงค์ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๐๐) มีการเสนอให้ถ่ายทอดคำภาษาอังกฤษว่า“REVOLUTION” เป็นคำไทยว่า“อภิวัฒน์” (ดูรายละเอียดการอภิปรายความเป็นมาของเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้ในบทความเรื่อง “ความเป็นมาของศัพท์ไทย‘ปฏิวัติ’ ‘รัฐประหาร’ ‘วิวัฒน์’ ‘ อภิวัฒน์’” ในหนังสือรวมข้อเขียนของปรีดีพนมยงค์ เรื่อง “ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย”, จัดพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖) แต่คำว่า “อภิวัฒน์” นั้นไม่ปรากฏว่าราชบัณฑิตสถาน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ กำหนดให้นำมาใช้เป็นคำไทยเทียบเคียงความหมายคำว่า “REVOLUTION” ในภาษาอังกฤษ
บทความชิ้นนี้จะใช้คำว่า “ปฏิวัติ” ที่หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรทรงริเริ่มใช้และเทียบเคียงความหมายกับกระบวนเหตุการณ์ที่มีพลังพลวัตต่อเนื่องยาวนานของ “การปฏิวัติวิทยาศาสตร์” ในทวีปยุโรป
..............................................................................
จนถึงขณะนี้ เป็นเวลากว่า ๓ ปีหลังเหตุการณ์ “รัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙” ,ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มอำนาจเบื้องหลังการรัฐประหารข้างต้นร่วมกับพรรคการเมืองและรัฐบาลในกำกับอำนาจของกลุ่มดังกล่าวฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มพลังการเมืองภาคประชาชนและพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มอำนาจดังกล่าว อีกฝ่ายหนึ่ง ยังคงเป็นความขัดแย้งที่ไม่มีผลยุติชัดเจนให้เห็นได้ในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าผลในทางสมานฉันท์หรือผลในทางยกระดับขัดแย้งแตกหัก
การจัดตั้งรัฐบาลผสมพรรคพลังประชาชนเข้าบริหารประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นความสำเร็จของกลุ่มพลังฝ่ายหลัง ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ได้สำเร็จ ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ถึงปัจจุบัน (ตุลาคม ๒๕๕๒) เป็นความสำเร็จของกลุ่มอำนาจฝ่ายแรก
บนพื้นฐานการวิเคราะห์เหตุการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ทั้งก่อนและหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนได้นำเสนอเผยแพร่ความเห็นไปบ้างแล้ว ทั้งต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศและในเวทีอภิปรายของไทยว่า “พลวัตการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย” ของกลุ่มพลังภาคประชาชนภายในเครือข่าย “นปช.” ทั่วประเทศที่มีพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ถูกกระทำรัฐประหารข้างต้นเป็นแนวร่วม สามารถดำเนินต่อเนื่องได้โดย “อาจถูกถ่วงรั้งชะลอ แต่ไม่มีอำนาจใดสามารถหยุดพลวัตประชาธิปไตยนั้นได้” พลังถ่วงรั้งชะลอการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ผู้เขียนกล่าวถึงนั้น นอกจากจะหมายถึงการใช้อำนาจทางตรงโดยองค์กรตามกฎหมายและอำนาจทางอ้อมตาม “บารมีนอกรัฐธรรมนูญ”ของกลุ่มคณาธิปไตย ตามที่ นปช. ทั่วประเทศเรียกกันว่า “อำมาตยาธิปไตย”แล้วยังรวมถึงพลังบั่นทอนขบวนการ นปช. ที่มาจากการเผยแพร่นำเสนอความคิดเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยอาศัยเวทีสาธารณะของ นปช. และเวทีข่าวสารข้อมูลอื่นเป็นพื้นที่เผยแพร่ความคิดดังกล่าว ทั้งนี้ตามที่มีนักวิชาการนักปฏิบัติการเคลื่อนไหวมวลชน และกลุ่มประชาชนที่สามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับขบวนการ “คนเสื้อแดง” จำนวนหนึ่งเข้าร่วมสนับสนุนการเผยแพร่ความคิดดังกล่าว
พลังถ่วงรั้งบั่นทอนเหล่านั้นในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา มักยั่วยุหรือนำเสนอให้ นปช. (หรือ นปก. ตามชื่อเรียกเดิม) ตัดสินใจดำเนินยุทธวิธีที่จะใช้พลังมวลชนดำเนินการต่อสู้ตอบโต้กับ “อำมาตย์” ด้วยยุทธวิธีรุนแรง (แต่ขณะนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพลังมวลชน นปช.สามารถยืนหยัดตอบโต้ด้วยแนวทาง “สันติวิธี” ต่อสู้กับความก้าวร้าวทางกฎหมายและการคุกคามด้วยอาวุธจาก “ระบอบอำมาตย์” ได้ตลอด ๓ ปีที่ผ่านมาโดยยังสามารถสะสมกำลังมวลมหาประชาชนเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณเมื่อคำนวณจากฐานมวลชนระยะแรกที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมของเวที “พีทีวี” ที่ท้องสนามหลวงหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙)
หากจะมีการหันเหขบวนการ นปช. ให้เลือกวิถีความรุนแรงในช่วงเวลาปัจจุบัน (ทั้งนี้โดยมีการเร่งเร้าค่อนข้างชัดแจ้งอยู่ในกระบวนวิธีบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลปัจจุบัน เช่น การเร่งเร้ายั่วยุผ่านกระบอกเสียงของพรรคการเมืองในสังกัด และคำแถลงสื่อมวลชนจากรัฐมนตรีทั้งในและนอกสำนักนายกรัฐมนตรีบางท่าน นอกจากนั้นยังมีการเร่งเร้าแบบผสมกลมกลืนอยู่ในกลุ่มพลังภาคประชาชนที่ถ่วงรั้งบั่นทอนสันติวิธีตามที่กล่าวถึงข้างต้น) พลังผลักดันการปฏิวัติทางการเมืองให้เป็น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งได้สะสมศักยภาพและพลานุภาพเพิ่มพูนขึ้นเป็นอันมากจากการทำงานทั้งในอดีตและปัจจุบันของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร จากพรรคไทยรักไทย จากพรรคพลังประชาชน จากพรรคเพื่อไทยและจากเครือข่ายมวลมหาประชาชนทั่วประเทศภายใต้ธงนำ “นปช.” วันนี้ อาจกลายสภาพเป็น “เบี้ยล่าง” ตามยุทธศาสตร์กวาดล้างและทำลายของ“กลุ่มอำมาตย์ ๒๕๔๙” ที่สืบทอดอุดมการปกครองมาจากอดีต“อำมาตย์ ๒๕๑๙” ซึ่งมีสมาชิกแกนนำคนสำคัญของคณะรัฐประหารวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้รับการส่งมอบอำนาจและส่งผ่าน “บารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ดำเนินกระบวนยุทธวิธีทั้งการเมืองและการทหารส่งผลในการขัดขวางการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
หากมีการหันเหมวลชน นปช. เข้าหาวิถีแห่งความรุนแรงในห้วงเวลาต่อไปนี้ การเมืองไทยจะเริ่มเปิดฉากเข้าสู่ครรลองคล้ายคลึงกับสภาพการณ์ที่ “พลังประชาธิปไตย ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖” ถูกบั่นทอนลงก่อนเหตุการณ์ “วันนองเลือด ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙” แต่ผลปลายทางของครรลองการบั่นทอนพลังประชาธิปไตยครั้งใหม่นี้อาจเกิดขึ้นได้อย่างน้อยใน ๒ ฉากอนาคต
ฉากความล้มเหลว ๒ แบบของวิถีแห่งความรุนแรง
ข้อเขียนนี้ไม่มีวัตถุประสงค์จะพยายามแนะนำคำตอบตายตัวสำเร็จรูปว่า “การปฏิวัติประชาธิปไตยอย่างสันติวิธี” จะต้องใช้เทคนิควิธีอะไรบ้าง (แม้ว่าเทคนิควิธีเหล่านั้นจะมีปรากฏให้หยิบฉวยประยุกต์ใช้ตลอดเวลา) แต่ข้อเขียนนี้ร่างขึ้นด้วยความพยายามจะชี้ให้เห็นว่าความล้มเหลวของกระบวนการประชาธิปไตยอาจเกิดขึ้นได้ หากมีการเลือกใช้วิถีแห่งความรุนแรงแทนที่วิถีทางแบบ “สันติและปราศจากอาวุธ” ตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล
หากมีการตัดสินใจหันเหทิศทางการเคลื่อนไหวมวลชน นปช. ไปสู่วิถีการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธ ตอบโต้กับพลังอำนาจที่ นปช. เรียกว่า “อำมาตยาธิปไตย“ ในขั้นตอนสำคัญนับจากนี้ต่อไป , พลังประชาธิปไตยของขบวนการ นปช. ที่สะสมพอกพูนได้มากมายมหาศาลถึงปัจจุบันจะกลายเป็นความล้มเหลวได้อย่างไร?
การฉายภาพอนาคต (scenario) ด้วยข้อเขียนเชิงสังเขปนี้มีภาพความล้มเหลวของกระบวนการประชาธิปไตย ๒ แบบให้พิจารณาความเป็นไปได้
ภาพแรกเป็นภาพความล้มเหลวรุนแรง นองเลือด และเฉียบพลันแบบกรณีเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙
ภายในประเทศไทย องค์กรที่มีการสะสมอาวุธสังหารร้ายแรงมากที่สุดและทรงพลานุภาพสังหารคนในประเทศมากที่สุด คือ“กองทัพไทย” ซึ่งได้รับการพัฒนา ฝึกฝน และสนับสนุนช่วยเหลือทั้งในด้านยุทโธปกรณ์และยุทธวิธีปราบปรามพิเศษมาจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตาม“เอกสารข้อตกลงความช่วยเหลือทางการทหารระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๔๙๓” ในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพบกและกองทัพอากาศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ปลายยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วทวีแสนยานุภาพมากขึ้นในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร
ภายในประเทศไทยเช่นเดียวกัน บุคคลและกลุ่มบุคคลที่มี “อำนาจจริง” ในการเข้าถึงและสั่งการทางยุทธวิธีให้นำแสนยานุภาพกองทัพออกมาใช้ในการปราบปรามพิเศษภายในประเทศ คือ บุคคลและกลุ่มบุคคลในองค์กรทหารเครือข่าย “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”
พระมหากษัตริย์ในฐานะ “จอมทัพไทย” ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มิได้มีอำนาจตามกฎหมายในการบังคับบัญชาสั่งการเคลื่อนย้ายกำลังพลและอาวุธสังหารร้ายแรงดังกล่าวแต่ประการใด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายกำลังพล “ออก”หรือ“เข้า” กรมกองก่อนและหลังการปฏิบัติการปราบปรามพิเศษที่มีชีวิตประชาชนเป็นเบี้ยล่าง
ในทางตรงข้าม แกนนำ นปช. และมวลชน นปช. ไม่มีแสนยานุภาพการต่อสู้ด้วยอาวุธสังหารเทียบเท่าแม้แต่ประมาณ ๑ ใน ๑๐๐ ของกองทัพไทย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยแสดงจุดยืนเจตนาที่สามารถประสานงานกับกองทัพในการเคลื่อนแสนยานุภาพสังหารครั้งใหญ่ซึ่งส่งผลให้เกิด “กรณีคลิปเสียงอื้อฉาวเรื่องการสร้างสถานการณ์ภาวะฉุกเฉิน” ที่ยังไม่มีข้อสรุปมาครั้งหนึ่งแล้วในเดือนเมษายน ๒๕๕๒ แต่ฉากการนองเลือดสังหารหมู่ประชาชนครั้งนั้นมีอันต้องหยุดชะงักล้มเหลวไปเนื่องจากแกนนำ นปช. ประกาศให้ประชาชนสลายการชุมนุมทันท่วงทีก่อนการสังหารนองเลือดขนาดใหญ่กว่าเหตุการณ์ที่สามเหลี่ยมดินแดงจะเกิดขึ้นตามมา
วันนี้แสนยานุภาพสังหารของกองทัพมิได้ลดลง แสนยานุภาพอาวุธสงครามของ นปช.ไม่ปรากฎว่ามี แต่อุดมการสังหารของกลุ่มผู้มีอำนาจบารมีที่สามารถสั่งการเคลื่อนไหวพลานุภาพอาวุธสงคราม ทั้งจากภายในและภายนอกราชการกองทัพไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
อันที่จริง กลุ่มผู้มีอำนาจบารมีขับเคลื่อนพลานุภาพอาวุธดังกล่าวนั้นคงจะยินดีสนับสนุนและส่งทั้งคนเสริมทั้งทุน เพื่อการลับ-ลวง-พรางหนุนหลัง “กลุ่มเสื้อแดง” ที่ฝักใฝ่ความรุนแรงให้รีบหาทางกระตุ้นใช้ความรุนแรงในการเคลื่อนไหวมวลชนจำนวนมากขึ้น สำหรับการยกระดับสถานการณ์เพื่อนำไปสู่ฉากความล้มเหลวเฉียบพลันของ ขบวนการ นปช. ให้เร็วที่สุดก่อนที่รัฐบาลและพรรคการเมืองในกำกับของกลุ่มอำนาจอำมาตย์จะยับเยินไม่มีชิ้นดีทางการเมืองยิ่งไปกว่านี้
ถ้าหาก “วันเสียงปืนแตก” จะเกิดขึ้นจากผลของความพยายามทำให้แกนนำ นปช. และมวลชน นปช. เชื่อว่าประชาชนจำนวนมากมายมหาศาลสามารถเอาชนะ “อำมาตย์”โดยการต่อสู้ด้วยวิถีรุนแรงเด็ดขาดกับกองทัพที่มีกำลังพลน้อยกว่ามวลมหาประชาชน , วันนั้นมวลมหาชนจะ “ตายเป็นเบือ”
ฉากที่สองเป็นภาพการยกระดับสถานการณ์ภาคใต้ทั่วประเทศ
ข้อเสียเปรียบในเรื่องพลานุภาพอาวุธสงครามไม่เทียบเท่ากองทัพ มักจะทำให้มีผู้พิจารณาทางเลือกการต่อสู้ยืดเยื้อแบบ “การก่อการร้าย” โดยอาศัยกลุ่มขนาดเล็กกระจัดกระจายปฏิบัติการเป็นครั้งเป็นคราว โดยไม่สามารถคาดคะเนได้ว่า “สงครามก่อการร้าย” ที่ริเริ่มขึ้นนั้นจะจบลงด้วยภาวะความเป็น “ประชาธิปไตย” เมื่อไรและอย่างไรในอนาคต
แนวทางการใช้ความรุนแรงขนาดเล็กแต่ยืดเยื้อแบบ“ขบวนการก่อการร้าย”ดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลดังต่อไปนี้ (๑) การขยายฉาก “สถานการณ์ ๓ จังหวัดภาคใต้” ขึ้นเป็นสถานการณ์ทั่วประเทศ (๒) การสูญเสียแนวร่วมมวลมหาชนของ นปช. ภายในระยะเวลาไม่น่าจะเกิน ๑ ปี เพราะประชาชนไม่สามารถจะยินดีกับสภาพการดำเนินชีวิตที่ไม่ปลอดภัยและไม่สามารถคาดคะเนชะตากรรมของตนได้ว่าจะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอาวุธของฝ่ายใดเมื่อไรในการดำเนินชีวิตประจำวันหรือในการเดินทางออกมาร่วมชุมนุมกับ นปช. ต่อไป (๓) การช่วยให้“ระบอบอำมาตย์” ชุดปัจจุบันมีข้ออ้างความชอบธรรมทางการเมืองทั้งภายในและการเมืองระหว่างประเทศในอันที่จะเร่งสร้าง “รัฐทหาร”เลียนแบบรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร (๔) การช่วยเชื้อเชิญองค์กรตาม “นโยบายปราบปรามการก่อการร้าย” จากรัฐบาลสหรัฐและประชาคมอาเซียนเข้าสู่ประเทศไทยในเงื่อนไขที่สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มเติม ทั้งในด้านการค้าอาวุธสงครามที่สร้างภาระงบประมาณและเงินกู้ภาครัฐ และในด้านการสนับสนุนข้อแนะนำทางยุทธวิธีต่อต้านขบวนการก่อการร้ายที่กองทัพสหรัฐเป็นองค์กรเชี่ยวชาญระดับโลก(๔) การยืดอายุการครองอำนาจตามระบอบอำมาตยาธิปไตยที่มีพลเรือนหรืออดีตทหารสืบทอดอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกยาวนานเกินกว่าจะคาดคะเน ทั้งนี้ โดยอาศัย “รัฐธรรมนูญ” หรือ“ธรรมนูญการปกครอง” ซึ่งจะแก้ไขเพิ่มเติมครั้งต่อไปอย่างไรก็เป็นการแก้ไขภายใต้สถานการณ์ก่อการร้ายที่เป็นคุณกับอำนาจแบบอำมาตย์และเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มแสนยานุภาพสังหารของกองทัพต่อไป และ (๕) สังคมไทยหันเหทิศทางเป็น “สังคมแบบอิรัก”หลังสมัยประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น แทนที่จะเข้าใกล้ความเป็น“สังคมประชาธิปไตย” ตามที่นักยุทธวิธีมวลชนนิยมความรุนแรงอธิบายสนับสนุนแนวทางของตนก่อนการเริ่มต้นฉากความล้มเหลวอันเนื่องมาจากการใช้ความรุนแรงในทางปฏิบัติ
วิสัยทัศน์สันติวิธีปฏิวัติการเมืองไทย [ii]
ในวิถีทางสร้างประชาธิปไตยที่แตกต่างไปจากแนวโน้มการก่อความรุนแรงทั้ง ๒ แบบข้างต้น พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี (จากการเลือกตั้งก่อน ก่อนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐) นำเสนอวิสัยทัศน์ “การสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี” โดยกล่าวในเบื้องต้นว่า “ผู้มีอำนาจหรือรัฐบาลทุกยุคสมัย ต่างก็เห็นสอดคล้องกันว่า จะสร้างประชาธิปไตยขึ้นให้ได้ โดยการสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย โดยไม่ได้ศึกษาหรือเหลียวมองดูเลยว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วทั้งหลาย เขาสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาอย่างไร นั่นคือการสร้างประชาธิปไตยขึ้นก่อน หลังจากนั้นจึงยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยของเขาไว้” หลังจากนั้นพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ให้คำอรรถาธิบายเพิ่มเติมในข้อเขียนดังกล่าวว่า“ฉะนั้นภารกิจอันดับแรกของแนวทางแก้ปัญหาชาติ คือ การศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง” และอธิบายว่า “รัฐธรรมนูญนั้นมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่เป็นความสำคัญสูงสุด ไม่สำคัญมากมากกว่าการสร้างระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นเรื่องหลัก”
พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันว่า ;
“พูดให้ถึงที่สุด ก็คือการต่อสู้กันของขบวนการของระบบเผด็จการกับขบวนการของระบบประชาธิปไตย หรือขบวนการปฏิวัติประชาธิปไตยและอีกขบวนหนึ่งซึ่งมีเฉพาะในเมืองไทยก็คือขบวนการรัฐธรรมนูญที่มุ่งใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของการรักษาอำนาจไว้ให้มั่นคงที่สุด”
พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่าง ๒ ขบวนการดังกล่าวว่า ;
“การแก้ไขปัญหาเพื่อสมานฉันท์ในสภาวะปัจจุบัน ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้คู่กรณีของความขัดแย้งสร้างความสมานฉันท์ขึ้นได้โดยปราศจากคนกลางที่มีความรอบรู้ มีความเข้าใจเหตุแห่งปัญหา ท่านนั้นจะต้องมีประสบการณ์ ผู้มีฐานะสูง สูงกว่าคู่กรณี มีบารมีมากพอ และเป็นที่ยอมรับนับถือ เคารพรักโดยบุคคลทั่วไปอีกด้วย”
ดังนั้น “คนกลาง” และกระบวนการสร้างภาวะสมานฉันท์ตามแนวทางดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นความจำเป็นในขั้นรากฐานการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากสังคมไทยประสบความสำเร็จในการยอมรับให้ “คนกลาง” ดังกล่าวช่วยสร้างภาวะสมานฉันท์ต่อไปแล้วพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ชี้แนะถึงสิ่งที่จำเป็นจะต้องกระทำต่อเนื่องไปเพื่อ “การสร้างประชาธิปไตยก่อนการสร้างรัฐธรรมนูญ” สำหรับการรักษาประชาธิปไตยที่สร้างขึ้นนั้นว่า ;
“เมื่อประเทศมีความสมานฉันท์แล้ว ภารกิจสำคัญคือการสถาปนาระบอบประชาธิปไตย โดยใช้รัฐบาลเฉพาะกาลที่มีคนกลางเพื่อสร้างระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ”
ผู้เขียนเห็นว่าวิสัยทัศน์สันติวิธี ตามที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นำเสนอเป็นข้อแนะนำสาธารณะนั้นเป็นวิถีทางที่สามารถนำไปสู่ “การปฏิวัติประชาธิปไตย” ที่เป็นจริงในสังคมและการเมืองของไทยได้ทั้งนี้บนพื้นฐานของ “การศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง” โดยประชาชนส่วนรวมของประเทศ และโดยบุคคลากรทางการเมืองแขนงต่าง ๆ ในระบบการเมืองและราชการของไทย
การทำให้ “การปฏิวัติประชาธิปไตยด้วยสันติวิธี” ตามวิสัยทัศน์ข้างต้นเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากกลุ่มพลังมวลชน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีบทบาทสำคัญของกลุ่มพลังมวลชนในเครือข่ายแนวร่วม “นปช.” ปัจจุบัน) ในอันที่จะใช้ความอดทน อดกลั้น หลีกเลี่ยงมิให้เกิดวิถีแห่งความรุนแรงในครรลอง ๒ ภาพอนาคตที่ผู้เขียนกล่าวถึงในตอนต้น ทั้งวิถีความรุนแรงที่อาจเป็นฝ่ายริเริ่มขึ้นเองและวิถีความรุนแรงที่กระทำตอบโต้การยั่วยุความรุนแรงจากฝ่ายตรงข้ามที่ขัดแย้งกัน
เพราะหากเกิดสภาพความรุนแรงขึ้นก่อน “การสร้างประชาธิปไตยด้วยแนวทางสันติวิธี” ตามวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะมีผลสัมฤทธ์ การเมืองไทยก็จะสูญเสียโอกาสสำคัญทางประวัติศาสตร์ (ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นโอกาสที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด) ในอันที่จะบรรลุถึง“ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อีกครั้งหนึ่งโดยมีการเมืองระบอบคณาธิปไตยเข้าคั่นกลางต่อเนื่องไปแต่ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งแฝงเร้นอันเป็นที่ขัดขวางความเจริญเติบโตของประเทศในประชาคมโลกต่อไป
*******************
[i] บทความเผยแพร่ครั้งแรกในชื่อเรื่อง “สันติวิธีกับการปฏิวัติการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย” เพื่อเป็นเอกสารประกอบการบรรยายในการสัมมนา เรื่อง “ร่วมกันสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี” จัดโดย หนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิร์ลด์ ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
[ii] เนื้อหาข้อเขียนส่วนนี้ เขียนต่อจากเนื้อหาตอนต้น หลังจากที่ผู้เขียนได้อ่านบทความ โดย พณฯ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่อง “การสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี”ในหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒๒ วันที่ ๒๐ ตุลาคม – ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ , หน้า ๑๐ -๑๑ ในขณะที่ผู้เขียนได้ไปร่วมการบรรยายข้างต้น