WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 9, 2010

TG200 จะไม่มีการผ่าเครื่องพิสูจน์ คำสั่งใคร...(ข่าว3มิติ.)

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : แม่หนูดำ

นึกอยู่แล้วต้องเป็นอย่างนี้ เพราะถ้าผ่าเครือง สิ่งที่เจอ...
1 .COMMISION
2 .CORUPTION
ประชาชนและสื่อมวลชนต้องไม่ยอมให้พวกโกงชาติทำร้ายประเทศไทยอีกต่อไป
ต้องจัดการกับพวกอำมาตย์

จากคุณ : scad stroms

กลัวอ่ะ

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8861462/P8861462.html

ดิ้นทุกวิถีทาง น่าสมเพช น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : ตระกองขวัญ

ใช้สื่อตัวเองเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

ผิดถึงขนาดนี้ยังจะแถว่าไม่ผิด ขึ้นพูดบนเวทีเพื่อเจตนาแจ้งตำรวจดำเนินคดีดา ตอร์ปิโด พูดได้ไง อ้างได้ไง

หากอยากให้ตำรวจจับก็ไปแจ้งความสิ เอาไปพูดซ้ำบนเวทีทำไม

มิน่า ด้านซะขนาดนี้ถึงกล้า "ล้มละลาย" ยอมสละเกียรติ ศักดิ์ศรี ความเชื่อถือ เพื่อหนีหนี้

ก็หลอกได้แต่สาวกที่นึกว่าตัวเองฉลากเท่านั้นแหละ



คดีนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากบิดพลิ้วไปจากสิ่งที่ควรเป็น ผลกระทบจะมีต่อเบื้องสูงเป็นอย่างยิ่ง

จงรักภักดีจริง จงกล้าหาญเข้าสู่กระบวนการตามปกติ จงกล้าอย่างที่ผู้หญิงอย่างดา ตอร์ปิโดกล้า

"ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง" อย่าให้เสียเชิงชาย อายผู้หญิง


เปรียบเทียบมาได้ มันเหมือนหรือคล้ายกันซะที่ไหน

เฮ้อ..


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8861337/P8861337.html

วิตกจริต! โดย นายหัวดี

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ทุกสิ่งไม่เที่ยง...อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด!

เพราะไม่ว่าจะสีอะไร เป็น “อีแอบ” หรือ “แต๋วแตก” ล้วนหนีไม่พ้น “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ตามกฎของธรรมชาติ

โลกของ “หล่อหลักลอย” กับ “อีแอบ” แยกกันไม่ออกฉันใด

โลกของ “สีแดง” กับ “สีเหลือง” ก็แยกไม่ออกฉันนั้น

แต่ไม่ใช่แค่เรื่องเธอกับฉัน
เพราะเรื่องของประเทศชาติเป็นเรื่องของคนทั้งแผ่นดิน ไม่ใช่เรื่องของ “หล่อหลักลอย” กับ “อีแอบ”

ประชาธิปไตยจึงอยู่ตรงข้ามกับเผด็จการ ความเป็นธรรมตรงข้ามกับความอยุติธรรม

วิธีแก้วิกฤตจึงแก้ไม่ยาก แค่คืนอำนาจให้กับประชาชน

ไม่ใช่ตะแบง บิดเบือน หรือปลุกระดมต่างๆนานา จนกระทั่งคำพูดของตัวเองยังไม่รู้เลยว่าอะไรจริงอะไรเท็จ

ตัวเองเป็น “แต๋ว” หรือ “ตุ๊ด” หรือ “เสือไบ”!

สงครามจะเกิดหรือไม่จึงอยู่ที่ “หล่อหลักลอย” จะโหมให้เกิดไฟสงครามหรือไม่ เพราะไม่ว่า “เด็กไม่มีเส้น” จะชุมนุมอย่างไรก็เป็นการต่อสู้อย่างสันติวิธีตามสิทธิเสรีภาพที่เขียนไว้ใน “รัด-ทำ-มะ-นวย”

ไม่ใช่ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสถานที่ราชการ หรือยึดสนามบินจนบ้านเมืองหายนะล่มจม จนวันนี้คนต่างชาติยังเสียวและผวาไม่เลิก

แม้แต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่
ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ยุติธรรม และชอบธรรม

ไม่ว่าผิดหรือถูกต้องสามารถชี้แจงตามหลักของกฎหมายได้อย่างชัดเจน

ไม่ใช่อำนาจคือความถูกต้อง!
อ้างถึง

เหมือนที่ “หล่อหลักลอย” กำลังประโคมสร้างกระแสให้ “เด็กไม่มีเส้น” เป็นเยี่ยงโจร
ที่จะจุดไฟสงครามทั่วแผ่นดิน
เพื่อมีข้ออ้างให้ตำรวจ ทหาร และพลเรือน ติดอาวุธครบมือคุม “เด็กไม่มีเส้น” กว่าครึ่งค่อนประเทศ แถมยังอุปโลกน์บุคคลสำคัญที่จะถูกเด็ดหัวอีกเกือบ 100 คน!



ถ้าไม่บ้าอำนาจก็วิตกจริต!

ให้ประชาชนและสื่อกลั่นกรองข่าวเพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกตกใจและหวาดกลัว
ทั้งที่ลิ่วล้อ “หล่อหลักลอย” โผล่หน้าออกมาจ้อ โหมกระพือข่าว
และกล่าวหาใครที่ไม่ใช่ “พวกกู” ก็เป็นโจร เป็นกบฏไปหมด

แต่ลืมไปว่าตัวเองก็เป็น “โจรปล้นแผ่นดิน”!

ร่างแก้ไข รธน. ฉบับหมอเหวง “ลูกเข้าเท้าคนเสื้อแดง” อีกแล้ว

ที่มา thaifreenews


โดย...ลูกชาวนาไทย



ผมเพิ่งได้ข่าวว่า นายชัย ชิดชอบ จะนำร่างแก้ไข รธน. ฉบับหมอเหวง โตจิรการ ที่ประชาชนกว่า 200,000 คน เข้าชื่อกันเสนอไว้ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ขึ้นมาพิจารณาร่วมกับร่างแก้ไขฉบับพรรคร่วมที่ยื่นแก้ไข 2 ประเด็น

ร่าง รธน. ฉบับหมอเหวง บรรจุเข้าวาระแรกตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีการหยิบมาพิจารณาเสียที ร่าง รธน. นี้ ให้นำ รธน. ปี 2540 กลับมาใช้ เหลือ 50 ไว้เฉพาะบทที่เกี่ยวกับ พระมหากษัตริย์

งานนี้สนุกแน่ครับ เพราะ หากพรรคร่วมกับพรรคเพื่อไทย สว. สายเลือกตั้งรวมกันลงมือพิจารณา รธน.ฉบับนี้ก็อาจผ่านสภาไปได้แน่นอน และเป็นประเด็นให้คนเสื้อแดงได้เคลื่อนไหวต่อไป แม้พวกเสื้อเหลืองจะต่อต้าน แต่ผมคิดว่าพวกนี้ไม่มีน้ำยาเท่าไหร่แล้ว เสื้อแดงสนับสนุน งานนี้ก็ได้วัดดวงกัน

นี่อาจเป็นทางออกต่อไป หรืออย่างน้อยก็มีเรื่องเล่นอีกต่อไป

บทบรรณาธิการ ไทยเรดนิวส์ ฉบับ 36 "จะสร้างระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างไร?"

ที่มา thaifreenews


โดย ThaiRedNews



จะสร้างระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างไร (6)
(อำนาจการปกครองจากการเลือกตั้ง)
โดย ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น

ระบอบหมายถึงอำนาจ ระบอบการปกครอง หมายถึงอำนาจการปกครอง ระบอบเผด็จการหมายถึงอำนาจการปกครองเป็นของคนส่วนน้อย ระบอบประชาธิปไตยหมายถึงอำนาจการปกครองเป็นของปวงชน คนส่วนใหญ่ในสังคมนั้น

ภายใต้ความหมาย ระบอบประชาธิปไตยคืออำนาจการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน นั้น มีความจำเป็นที่การสร้างประชาธิปไตยไทย จะต้องเริ่มต้นจากการทำให้อำนาจการปกครองเป็นของประชาชนก่อน ไม่ใช่การเริ่มต้นจากการมีรัฐธรรมนูญก่อน หรือการใช้กฎหมายสร้างประชาธิปไตย เพราะจะไม่สามารถทำได้

ในอดีตจนปัจจุบันสังคมไทย หลงผิดคิดว่า การสร้างประชาธิปไตยไทย จะต้องใช้กฎหมายหรือใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ แท้จริงแล้วรัฐธรรมนูญและกฎหมายนั้น เป็นเพียงเครื่องมือในการรักษาระบอบของผู้มีอำนาจ ที่เขียนกฎหมายหรือเขียนรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ล้นเกล้า...ที่ ๗ พระราชทานอำนาจการปกครองของพระองค์ที่มีมาแต่เดิมนั้น ให้แก่ประชาชน ให้คณะราษฎร ไม่ได้ให้แก่คนหนึ่งคนใด หรือคณะหนึ่งคณะใด แต่ข้อผิดพลาดของคณะราษฎรคือการไม่สามารถรักษาอำนาจการปกครองไว้ให้เป็นของ ราษฎรได้ อำนาจการปกครองได้ถูกแย่งไปโดยกลุ่มอำมาตย์ โดยคนกลุ่มน้อยเหล่านั้นได้ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือครองอำนาจ ได้ทำบ้านเมืองเสียหาย จนทำให้พระองค์ท่านทรงเสียพระทัย ถึงต้องทรงสละราชสมบัติในที่สุด

ประเทศสยาม แม้เปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยต่อมา ต้องอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบเผด็จการอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตั้งแต่บัดนั้น โดยการใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ ด้วยการหลอกให้สังคมเชื่อว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นระบอบการปกครองที่ใช้กฎหมายและรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มน้อย ตลอดมา

อำนาจการปกครอง ยังไม่เคยได้เป็นของคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง สิทธิเสรีภาพบริบูรณ์ยังไม่เคยเป็นของประชาราษฎร แต่ผู้ปกครองมีสิทธิเสรีภาพมากเสมอ ความเสมอภาคในทางกฎหมาย ในทางการเมือง และในโอกาสของคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เคยเกิด ยังไม่เคยมีความเท่าเทียม ตามหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยเลย

ตรงกันข้าม คนชั้นสูงในสังคมจะทำอะไรก็ได้ ยึดภูเขาก็ได้ไม่ผิด มีสิทธิทางการเมืองมากกว่า มีโอกาสในการหาความสุขมากกว่า เขาจะมีมากกว่าประชาชนในทุกเรื่อง อีกทั้งหลักนิติธรรม หลักกฎหมาย หลักความยุติธรรมสากล ก็ยังไม่มีการนำมาปฏิบัติในสังคมไทย เราใช้กฎหมายโดยการพิสูจน์ความหมายของตัวอักษร มากกว่ามองเจตนาและผลของการกระทำ ไม่ค่อยคิดถึงความจริงและความเป็นธรรมมากนัก การรับรองให้ภรรยาทำนิติกรรมก็ผิดกฎหมายได้ ให้ติดคุก ๒ ปี โดยไม่รอการลงโทษ ทำกับข้าวออกทีวีก็หลุดจากตำแหน่งนายกได้ เป็นต้น

โดยเฉพาะปัญหาในวันนี้ กฎหมายและรัฐธรรมนูญไทย ก็ร่างและประกาศใช้ โดยคนกลุ่มน้อยทั้งสิ้น การบังคับใช้กฎหมายก็เพียงใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจให้ตัวเองปกครอง ได้ มากกว่าที่จะให้เป็นเครื่องมือเพื่อรักษาความเป็นธรรมในสังคม คนไทยส่วนใหญ่ยังหลงผิดคิดว่า การปฏิบัติตามกฎหมายของเผด็จการเป็นสัญญลักษณ์ของการเป็นประชาธิปไตย ความจริงไม่ใช่เลย ถ้ากฎหมายเป็นเผด็จการ คนก็ถูกบังคับให้ปฏิบัติตามกฎของเผด็จการ แต่ไม่มีทางที่อำนาจเผด็จการ จะเขียนกฎหมายเพื่อคนอื่น “ชนชั้นใดเขียนกฎหมายก็ต้องเขียนไว้เพื่อชนชั้นนั้น” เป็นกฎที่เกิดขึ้นในโลก

ดังนั้นระบอบหรืออำนาจต้องมาก่อนกฎหมาย กฎหมายไม่ได้สร้างอำนาจ แต่อำนาจคือผู้สร้างกฎหมาย กฎหมายไม่ดีสามารถใช้อำนาจเปลี่ยนได้ อำนาจอธิปไตยของปวงชนเท่านั้นจึงจะสร้างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยของประชาชนได้ กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของเผด็จการจะไม่มีทางสร้างประชาธิปไตยได้เลย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จึงไม่ได้มีความหมายใดๆต่อการสร้างประชาธิปไตย จึงขอให้นักการเมืองไทย รวมทั้งนักสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่าได้หลงทางไปเป็นเครื่องมือของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยอีกเลย โปรดได้ตื่นจากภวังค์และความไม่รู้เสียที วันนี้เราต้องช่วยกันสร้างประชาธิปไตยให้ได้ สังคมไทยจึงจะไปรอด

ปัจจัยสุดท้ายที่ถือว่า มีความสำคัญมากต่อการสร้างประชาธิปไตย คือเรื่องของการทำให้ อำนาจการปกครองเป็นของประชาชนหรือจะต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน นี่คือหลักการที่รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง (Elected Government) อำนาจปกครองที่จะต้อยอมรับได้โดยประชาชนนั้น หมายรวมถึงทั้ง ๓ อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ
ปัญหาของระบอบประชาธิปไตยไทยดังกล่าวมาในตอนต้น ล้วนมีสาเหตุมาจากการที่อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของปวงชนทั้งสิ้น ดังนั้นหลักการทำให้อำนาจการปกครอง เป็นที่ยอมรับ จึงต้องใช้หลักการลงคะแนนเสียง ที่เรียกว่าประชาธิปไตยทางตรง Direct Democracy เช่น การทำประชามติ (Referendum) หรือใช้ประชาธิปไตยทางผู้แทน Representative Democracy แทน เพื่อมาทำหน้าที่แทนปวงชน คือหลักผู้ปกครองมาจากการเลือกตั้ง (Elected Government) เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน

แต่มีข้อแม้สำคัญคือ ขอให้เป็นผู้แทนในการตรากฎหมายเพื่อปวงชน ไม่ใช่สำหรับคนกลุ่มใดคณะใด ให้รัฐบาลต้องบริหารเพื่อประชาชน ให้เป็นศาลที่ให้ความยุติธรรมต่อประชาชนอย่างแท้จริง เท่านั้น

ปัญหาของไทยที่ผ่านมา มีการทำผิดหลักการปกครอง เช่นให้มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยให้สามารถใช้อำนาจการปกครองที่เป็นอิสระ จากฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการได้ ซึ่งถือเป็นหลักการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ได้ฉกฉวยเอาอำนาจอธิปไตย ที่มาจากปวงชน ไปทำให้อำนาจปกครองเป็นของคนส่วนน้อย หากอำนาจใดเป็นอิสระจากอำนาจอธิปไตยของปวงชน ถือว่าผิดหลักการประชาธิปไตยทั้งสิ้น จึงจะต้องทำให้สิ้นสุด หรือยกเลิกไป

และที่ยังเป็นปัญหาสำคัญของไทย คืออำนาจตุลาการ ยังไม่ได้มีการยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนเลย การแต่งตั้งประธานศาลใดๆ ก็ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของผู้แทนประชาชน ไม่ว่าในสภาสูงหรือสภาล่าง การพิจารณาพิพากคดีของศาล ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ แม้แต่โดยรัฐสภา ว่าเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือหลักกฎหมายหรือไม่

เมื่อศาลคือผู้ตรวจสอบผู้อื่น โดยหลักการปกครองก็จะต้องมีการตรวจสอบผู้ตรวจสอบได้ด้วย ว่าได้ใช้อำนาจชอบธรรมหรือไม่ เช่นกรณีที่ให้อดีตนายกทักษิณ มีความผิดเพียงเพราะการรับรองให้ภรรยาทำนิติกรรม ในคดีที่ไม่มีผู้เสียหาย ต้องโทษจำคุกถึง ๒ ปี โดยไม่รอลงอาญา ด้วยมติ ๕ ต่อ ๔ นั้น น่าจะตรวจสอบได้ว่า ประธานแห่งคดี และคณะผู้พิพากษาทั้ง ๙ คน ที่พิจารณาได้ดำเนินการตาม ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๔ หรือไม่ ที่ต้องให้ผู้พิพากษาประชุม ลงมติทีละคน ประธานลงมติหลังสุด เมื่อคะแนนเท่ากัน กฎหมายบังคับให้ประธานลงมติโดยต้องให้เป็นประโยชน์กับจำเลยด้วย

กรณีนี้ ศาลไทยได้ทำผิดอะไรไว้ มีใครตรวจสอบได้หรือไม่? การใช้อำนาจตุลาการวันนี้ มีความเป็นอิสระจากอิทธิพลภายนอกจริงหรือไม่ ศาลในระบอบประชาธิปไตยต้องสามารถตรวจสอบได้ หรือในอนาคตอาจจะต้องใช้ระบบลูกขุนแทน จึงจะเป็นประชาธิปไตยได้...

ถนอมน้ำใจกันไว้บ้าง ม้าดีต้องพยศ ผู้นำแท้จริงต้องสามารถใช้งานม้าได้ (อ่างขาง)

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

by REDTHAI.org


ขงเบ้ง ขงจื้อ ซุนวู ทุกท่านเก่งทั้งนั้น
สุดยอดแห่งปรมาจารย์ จนเขียนเป็นตำราให้คนรุ่นหลังเล่าเรียนกันไม่รู้จบ
ร้อยเล่ห์ พันเหลี่ยม สุดยอดสัจธรรม ที่สุดของปรัชญา
แต่เชื่อไหมว่า ประเทศจีนที่ว่าเป็นต้นตำหรับของปราชญ์
และผู้ทรงความรู้ทั้งหมดนี้ เมื่อนักการสงครามรุ่นต่อๆ มานำตำราเหล่านี้มาใช้
ประเทศจีนก็แพ้อย่างไม่เป็นท่ากับมองโกล แมนจู ทั้งนั้นทั้งสิ้น

ตำราการต่อสู้จากสำนักต่างๆ ไม่ว่าจากวัดเส้าหลิน จากสำนักบวชบู้ตึ้ง
จากพรรคเทพ พรรคมารทั้งหลาย ทุกวิชาเป็นความลับสุดของสุดยอดทั้งนั้น
กว่าจะได้เรียนก็ยากแสนยาก เรียนกว่าจบยิ่งยากกว่าต้องใช้เวลาเป็นหลายสิบปี
เมื่อเวลาออกมาต่อสู้จริง ชาติตะวันตกบุกจีนแค่หยิบมือเดียว พวกนักต่อสู้รักชาติพวกนี้แพ้กระจุย เพราะต่างชาติพวกนั้นไม่ได้ใช้มือใช้เท้าแต่เขาใช้ลูกปืน

มหาตมคานธี นามนี้ยิ่งใหญ่ไพศาลนักเป็นผู้นำตัวเล็กๆ ในประเทศอินเดียที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับชาติมหาอำนาจอังกฤษด้วยสองมือเปล่าไม่มีอาวุธ สามารถปลุกมวลชนคนอินเดียลุกขึ้นมาต่อสู้ จนที่สุดสามารถได้รับชัยชนะ
อังกฤษต้องถอนตัวออกไปจากอินเดีย แต่นั่นเป็นประเทศอินเดีย
และมีอังกฤษเป็นคู่ต่อสู้ด้วย ในเทียนอันเหมินประเทศจีน
ในเมืองร่างกุ้งประเทศพม่า ได้นำเอาตำรานี้มาใช้บ้าง
โดยประชาชนมือเปล่าสู้กับรัฐบาลของประเทศตัวเอง
ปรากฏว่าเรียบร้อยโรงเรียนอินเดีย ประชาชนนอนตายเกลื่อนบนท้องถนน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประเทศทั้งสองก็ยังมีผู้นำคนเดิม อยู่ต่อไปได้อีกยาวนาน

อเมริกา เป็นประเทศมหาอำนาจใหญ่ที่สุดของโลก ศักยภาพด้านกำลังอาวุธมหาศาล คุณภาพของคนก็ที่สุดของโลกมีนักวิชาการที่จบการศึกษาสูงๆ ในสถาบันที่ดีที่สุด
มีนักวางแผนมากมาย รบกับประเทศเวียดนามเล็กๆ ที่มีอาวุธล้าสมัย และน้อยนิด คุณภาพของคนก็ด้อยการศึกษาหรือแทบจะไม่มีเลย แค่อ่านออกเขียนได้ก็เป็นผู้นำได้แล้ว เชื่อไหมว่าอเมริกาที่ได้เปรียบทุกอย่างต้องแพ้ยับเยินอย่างไม่เป็นท่ากับเวียดนาม

ที่ผมยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างนี้ เพียงแต่จะบอกว่า ไม่เคยมีสูตรสำเร็จในการต่อสู้ ไม่มีตำราที่ไหนบอกว่าต้องทำแบบนี้แล้วต้องชนะทุกอย่างมันแค่หลักการเคร่าๆ เท่านั้น การต่อสู้มันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอีกมากมายหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้กัน
ณ ที่ตรงนั้น ณ เวลานั้น แก้ไขกันไป ปรุงแต่งกันไป หลอกล่อกันไป เจรจากันไป
วิเคราะห์กันนาทีต่อนาที

ทหารก็คือทหาร แม้แต่ เสธ. แดงก็ไม่เว้น
“ลับ ลวง พลาง” มีให้เห็นเสมอ คำพูดเหมือนจริงแต่ไม่จริง
คำพูดเหมือนโกหกกลับเป็นเรื่องจริง มีคำพูดที่ทหารชอบพูดคือ
“คำสั่งทหารเด็ดขาดแต่ไม่แน่นอน” แปลความได้ว่าทหารกะล่อนกว่าคนธรรมดาเยอะมาก
พหูสูตย่อมไม่มีในคนเดียว คนเก่งย่อมไม่รู้ทุกอย่าง
เรียนจบปริญญาเอกยังต้องมาเป็นลูกจ้างคนจบ ป.4 ทุกคนย่อมคิดผิดได้ทั้งนั้น
ค่านิยมที่เราเป็นกันอยู่ทุกวันนี้คือ เรายึดถือบุคคลมากกว่าหลักการ
คุณวีระ คุณนัฐวุฒิ คุณจตุพร และอีกหลายท่าน อาจพลาดในข้อมูลบ้างก็ย่อมได้

สำหรับแกนนำคนเสื้อแดง ถ้าวันนี้ จะมีใครฟันธงไปว่า ความคิดของ เสธ. แดงถูก
ความคิดของสามเกลอผิด หรือ ความคิดของ เสธ. แดง ผิดความคิดของสามเกลอถูก ระหว่างตาต่อตาฟันต่อฟันกับอหิงสาอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้องกันแน่
ส่วนตัวของผมเชื่อว่าไม่ใช่ทั้งนั้นครับ ถูกทุกคน และอาจจะผิดทุกคน
ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับสภาพนั้นๆ ณ เวลานั้นจะนำเอาวิธีไหนมาใช้จึงจะเหมาะสมที่สุด

ความคิดทั้งสองกลุ่มนี้ต้องนำมาประยุคใช้ซึ่งกัน และกัน
ช่วงเวลาไหนจะใช้อะไรจึงจะสัมฤทธิ์ผล ถ้ามัวแต่อหิงสาแล้วโดนยิงร่วงอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้ก็สุดทน หรือตั้งแต่เริ่มต้นก็บู้ล้างผลาญกันไปแล้ว แบบนี้ก็เห็นจะไม่ไหว พาคนมาตายชัดๆ เพราะถึงอย่างไรอาวุธที่เราอาจจะมีก็มิอาจทัดเทียมของฝ่ายรัฐบาลได้ หรือ ถ้าเป็นสงครามจิตวิทยาเพื่อส่งสารไปยังพี่น้องร่วมรบด้วยกัน เป็นการหลอกล่อคู่ต่อสู้ให้หลงกล
ก็ต้องประเมินกัน ถกเถียงกันให้ตกผลึกเสียก่อนที่จะออกมาพูด คิดถึงผลได้ผลเสียก่อนพูดด้วย

ก่อนที่พวกท่านจะพูดหรือให้ข่าวอะไร พวกท่านหันกลับมามองพี่น้องของเรากันบ้าง
วันนี้พวกท่านบ่มพวกเราจนได้ที่ ท่านจะนำพาพวกเราไปไหนเราก็ไป ไม่รู้ด้วยว่าวิธีไหนถูกผิดเพราะเชื่อมันในอุดมการณ์ที่บ่มเพาะกันไว้แล้ว แม้รู้ว่าเดินไปข้างหน้าอาจไม่มีชีวิตกลับบ้านมาเลี้ยงดูครอบครัวอีก เกือบทุกคนก็ตั้งใจจะไปทั้งนั้น ขอให้พวกท่านสั่งมาก็แล้วกัน อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด สั่งเสียกันไว้แล้ว ทำพินัยกรรมกันไว้แล้ว ทั้งที่พวกท่านไม่ใช่พ่อแม่หรือผู้มีพระคุณกับพวกเราเลย

คำพูดของพวกท่านที่ต่างคนต่างออกข่าวไม่ตรงกันก็ยังพอรับไหว แต่ถึงขนาดออกข่าวมาว่ากล่าวกันเองออกสื่อนั้นคงรับไม่ไหวแน่
แม้จะเป็นกลศึกหรือกลยุทธ์กลลวงอะไรก็แล้วแต่ เราตามพวกท่านไม่ทัน
มันได้ทำลายหัวใจของเราไปทีละน้อย เริ่มไม่มั่นคง สับสน
เหมือนกับท่านสร้างคำถามไว้ในใจพวกเราให้เราคิดว่า “เราจะพึ่งพวกท่านต่อไปอีกไหวหรือ” เอาแต่ทะเลาะกันไม่สิ้นสุดแบบนี้

ทบทวนซักหน่อยดีไหมครับถนอมน้ำใจกันไว้บ้าง
ช่วงเวลาอันน้อยนิดก่อนออกรบ ทบทวนบทบาทของแต่ละท่าน แล้วทั้งหมดลดทิฐิกันคนละนิด เสนอความเห็นออกมาในที่ประชุม จะทะเลาะกันให้ตายไปข้างหนึ่งก็ได้ในที่ประชุมนั้น คำพูดส่อเสียดทั้งหมดอย่านำเอามาใช้ มีอารมณ์ก็ได้
แต่ต้องไม่กล่าวอะไรที่นอกเหนือจากประเด็น
เมื่อได้ข้อสรุป จบก็ต้องจบ เคารพในความเห็นทั้งสองฝั่ง
เบื้องหลังการพูดคุยทั้งหมดต้องอยู่ที่นั่น ไม่นำออกมาข้างนอก
อะไรคือความลับมันก็ต้องลับจริงๆ อย่าลับแบบแอบกระซิบกันจนรู้กันทั้งเว็บไซด์

ที่สำคัญ ณ ตอนนี้พวกท่านต้องร่วมกันสร้างกำลังใจให้กับพวกพี่น้องที่ไม่รู้เห็นด้วยกับพวกท่าน
แต่เป็นกำลังรบหลัก ให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาอย่างรีบด่วน และรวดเร็ว คำพูดหรือการกระทำใด
ที่ทำให้ท้อถอยไปบ้าง ต้องอธิบายความให้กระจ่างชัดแจ้ง ให้รวมใจเป็นหนึ่งเดียวเหมือนที่เคยเป็นให้ได้

สิ่งหนึ่งที่น่าจะทำอย่างยิ่งในเวลานี้ และขณะนี้ คือต้องแสดงให้เห็นการเป็นพี่เป็นน้องกันเป็นสายเลือดอุดมการณ์เดียวกันห่วงใยกันออกมา
“เราไม่เคยทิ้งกัน” เราละเลยเรื่องเล็กน้อยนี้มานานมากแล้ว
นอกเหนือจากกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จัดแบ่งทีมงานบางส่วนนำเอาความดีความกล้าหาญของพวกเราออกมาเผยแพร่บ้าง ประกาศถึงการเสียสละของพี่น้องของเรา ที่ได้เคยร่วมต่อสู้กันมา เอาคนที่บาดเจ็บมาบอกกล่าว เอาคนที่เสียชีวิตมาเล่าให้ฟัง คนที่สูญหายมีใครบ้าง ครอบครัวของพวกเขาขณะนี้เป็นเช่นไร ยกย่องพวกเขาสดุดีให้กับพวกเขา หรือจัดกิจกรรมกลุ่มเล็กๆ ไปเยี่ยมเยียนพวกเขา ให้ทั้งคนที่ดูทีวีอยู่ทางบ้านได้เห็นได้รับรู้ และคนที่ถูกไปเยี่ยมมีความสุข

ในสื่อความหมายที่ว่าถ้าเราเป็นอะไรไปแบบนี้
ก็คงมีเพื่อนๆ ให้เกียรติยกย่องเราเช่นนี้เหมือนกัน มีคนไปเยี่ยมให้กำลังใจ คงไม่เดียวดายอยู่ลำพัง และสุดท้ายจะไม่นึกเสียใจเลยถ้าต้องมาเป็นแบบนี้ ในสัญลักษณ์ “เรามีเรา และ เราจะไม่ทิ้งกัน”

ก่อนจบผมขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมไว้ดังนี้
“ขงเบ้ง” เมื่อตาย การถอยทัพยังต้องเอาศพของท่านอวดโชว์ขณะถอย เพื่อป้องกันข้าศึกไล่ตีตลบหลัง
บางครั้ง ชื่อคนก็ยังสามารถเอามาใช้งานได้ อย่างเช่น
“บิ๊กจิ๋ว” แค่ชื่อนี้ มหาอำมาตย์แค่ได้ยินชื่อก็สั่นไหวไปหมดแล้ว แค่ชื่อนี้ก็ทำให้ทหารหาญหลายคนกล้าออกมาจากหลังตู้เย็นแล้ว
เสธ. แดง พล.อ. พัลลพ ชื่อของท่านเหล่านี้ มีประโยชน์ทั้งนั้น
ถ้าเราใช้ให้เป็น อย่าเพิ่งทิ้งขว้างใครไปซักคนเดียว เราเลือกหาจุดดีของพวกท่านแล้วนำมาใช้

“ม้าพยศมันต้องเก่ง ไม่เก่งมันไม่กล้าพยศ แต่ สิ่งที่เก่งกว่าคือผู้ที่บังคับม้าได้”

ที่มา:
http://redthai.org/index.php?option=com_content&view=article&id=761:2010...

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/19957

นี่ไงขบวนการอมาตย์อุบาทว์ โกงชาติระห่ำขนานแท้แถมยังมีหมอพรทิพย์ออกมาร่วมขบวนการ

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

by เสรีชน
นี่ไงขบวนการอมาตย์อุบาทว์ โกงชาติระห่ำขนานแท้แถมยังมีหมอพรทิพย์ออกมาร่วมขบวนการ แต่งานนี้เจอฝรั่งตบกระบาลทรงผมพุดเดิ้ลหลุดเลย


เครื่องจีที 200 เป็นข่าวกระหึ่มไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ดังไปทั้งโลก
ดังเพราะอังกฤษยกเลิกการใช้เครื่องนี้ และเรียกกลับจากอิรักทั้งหมด
แต่อำมาตยาธิปไตยกลับใช้คนประเภทถิ่นกาขาว นังแพทย์หญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ออกมาตรวจสอบแล้วรีบประกาศเลยว่า เครื่องใช้ได้ดี
แต่คืนนั้นเอง รัฐบาลอังกฤษออกข่าวยกเลิกการใช้เครื่องจีที 200
นังหมอผมพุดเดิ้ล ก็เลยหน้าจ๋อย โกหกสังคมไม่ได้ ถูกเยาะเย้ยถากถางไปทั่ว
อุตสาห์มาแถต่อเมื่อวาน 6 กพ ว่า ใช้ได้ 30 % ก็คุ้มแล้ว
30 % ของหมอหมายความว่าจับระเบิดได้ 30 จาก 100 ลูก คุ้มหรือ?
แต่หมอลืมไปว่าเงินที่ใช้ซื้อน่ะ หนึ่งล้านสี่แสนบาทไม่ใช่สองพันบาทนะ
และที่สำคัญ กรณีนี้ 70 ครั้งที่ไม่เจอ
โดยทางตรรกะไม่ได้แปลว่าไม่มีระเบิดนะครับมันหมายความว่าอาจจะมีระเบิด
แต่ GT200 ตรวจไม่พบ

ถ้าผู้ทรงคุณวุฒิออกมายืนยันว่า GT200 ใช้ได้ผล
คนใช้งานก็เชื่อท่าน แต่คนซวยน่ะชาวบ้าน(และอาจรวมถึงคนใช้งานด้วย)

เรายืนยันอีกครั้งว่าประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ตรวจเจอระเบิดมากแค่ไหน
แต่มันอยู่ที่ไม่เจอระเบิดมากแค่ไหนต่างหาก

ปีที่แล้ว ทหารในอีรัคใช้ ADE-651 ตั้งด่านตรวจรถวิ่งเข้าเมือง
ปล่อย car bomb ผ่านด่านไป 2 คันเพราะ ADE-651 ตรวจไม่พบระเบิด
เหตุการณ์นี้มีคนเสียชีวิต 250 คน
ไม่ทราบว่าอย่างนี้จะเรียกว่าคุ้มอีกหรือเปล่า?

แล้วสองสามวันมานี้
หมอพรทิพย์ ก็ยิ่งดวงอับอีกแล้วเมื่อนายเจมส์ เรนดี (James Rendi) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ
James Randi Educational Foundation
ซึ่งเป็นสถาบัน ที่ให้ความรู้และตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการอวดอ้างคุณภาพสินค้า และความสามารถพิเศษของมนุษย์เพื่อป้องกันการหลอกลวง รวมทั้งผู้อวดอ้างว่า ตนเองมีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ ด้วยการตั้งเงินรางวัล 1 ล้านเหรียญสหรัฐ
(ประมาณ 34 ล้านบาท)หากว่าสามารถพิสูจน์ได้ว่าสามารถทำอย่างที่อวดอ้างได้จริง และท้าว่าถ้าหมอพรทิพย์ของไทยพิสูจน์ว่าเครื่องใช้งานได้จริง
เขาจะมอบเงินให้เธอทันทีหนึ่งล้านเหรียญจริงๆ
นอกจากนี้ เจมส์ เรนดี ยังได้อ้างอิง ถึงคำพูดของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ที่ให้การรับรองว่า GT200 สามารถใช้งานได้จริงโดยที่ไม่ต้องทดสอบว่า
"การประกาศออกมาเช่นนี้ มันเป็นการรับรองคุณภาพที่ชัดเจน
เขาเชื่อมั่น ต่อการทำงานของมันมาก เขาสนใจที่จะร่วมทดสอบหรือไม่?
ผมหวังว่า โทรศัพท์ของผมจะดังสักที" เขาเยาะเย้ยรองนายกถึงสติปัญยาตื้นเขลาถึงเพียงนี้ ?

คลิกชมลิงค์ เจมส์ เรนดีท้าพิสูจน์จีที 200 ที่
http://www.randi.org/site/index.php/swift-blog/859-received-from-a-thai-...
รอบนี้ นายก รองนายก และหมอพุดเดิ้ล ปากเสียเอง ไม่ตรวจข้อมูลแล้วรีบพูด โดนฝรั่งท้าทายแบบนี้ประเทศจะเหลือเกียรติภูมิอะไรบ้าง
แถมรองนายกสุเทพ ยังออกมาตอแหลโยนความผิดว่า เครื่องจีที 200
ซื้อมาในสมัยทักษิณ อีกครั้งที่ว่า อะไรๆ ก็โทษท่านทักษิณ แต่เราก็ตามข้อมูลจนพบความโกหกตอแหลของรองนายกที่ไม่เพียงแขนคด
แต่ใจยังคดกว่าแขนว่า

ยุคทักษิณปี 48 ซื้อมาใช้ 4 เครื่องราคาเครื่องละ 2 หมื่น
ยุคสุรยุทธ์ปี 49 สั่งเพิ่มมาอีก 500 เครื่อง เครื่องละ 7 หมื่น
ยุคอภิสิทธ์ปี 52 ซื้อเพิ่มอีก 2000 เครื่อง เครื่องละ 1.4 แสนบาท
(แต่ยังส่งไม่ครบ 2 พันเครื่องเรืองแตกก่อน)

ถ้าหัวกลวงขี้เหลืองดูคำตอบให้แล้วก็ไปคิดเอาเองว่า ถ้าทักษิณเป็นต้นเหตุ ก็ว่าไป แต่ตัวเลขมันฟ้องนะว่าใครปัญญาอ่อน ทักษิณซื้อมาถูกเพียงสี่เครื่องใช้ไม่ได้ก็เลิกซื้อ แต่รัฐบาลอำมาตย์ที่ชมตนเองนักว่าซื่อสัตย์ กลับงาบกันมโหฬารเพราะราคาก้าวกระโดดมาก แถมไอ้เด็กมาร์คสั่งมาได้ตั้ง 2 พันเครื่องทั้งๆ ที่ อังกฤษกับสื่อเค้าบอกแล้วว่ามันของหลอกลวง มาออกทีวีว่าใช้ได้แถไปเรื่อย
แล้วทำไม ปชป ซื้อมามากมายขนาดนี้
อยากรู้ไหมทำไมพวกเขาถึงต้องโยนขี้ความชั่วของตัวเองให้ทักษิณ
เมื่อท่านเห็นข้อมูลต่อไปนี้จะหนาวเหน็บ
ใครเป็นเอเย่นต์เริ่ม จาก webผู้ผลิต ซึ่งมีเขียนไว้ว่า ตัวแทนจำหน่าย GT200 คือ
บริษัท AVIA SATCOM ที่เคยออกข่าวสามมิติ เมื่อเข้าเวปบริษัทได้พบชื่อตามนี้

Avia Satcom Co.,Ltd.

"Mr. Suthep Duangchinda" Director
174/60-61 Viphawadi Road,
Don Muang,
Bangkok 10210
Thailand

ปรากฎว่า
นายสุเทพ ดวงจินดา สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ มีตำแหน่งเป็น Director ของ
บริษัท AVIA SATCOM
โอละพ่อ ปชป ซื้อเอง กินเอง งาบเอง ป้องกันตนเองสารพัดรูปที่สุดทุกอย่าง

ก็ย้อนมาที่พรรคเก่าแก่ที่ชอบอ้างคุณธรรม
แต่ปรากฎเรื่องฉาวโฉ่ทุจริตตลอดเวลา ตอนนี้ หายสงสัยหรือยัง ชัดหรือยังว่า
ทำไม ปชป ถึงต้องอุ้มเครื่องเน่าจีที 200 ทำชั่วขนาดนี้
หลักฐานกระจะตาแบบนี้
ผู้มีใจเป็นธรรมที่เคยเกลียดทักษิณ ตอนนี้จะตาสว่างได้หรือยังเล่าว่า
เรื่องวุ่นวายในประเทศนี้มันเกิดจากการสาดโคลน
การโกหกตอแหลของกลุ่มองคมนตรีโกงป่า กลุ่มสื่อชั่วของนายสนธิ และกลุ่มพรรคการเมืองเก่าแก่ที่แพ้เลือกตั้งท่านทักษิณมาตลอด

ตื่นเถิดชาวไทย ถ้าท่านรักประเทศ ไหว้พระสวดมนต์
จงยังความจริงให้ปรากฏ และเผยแพร่สัจธรรมออกไป ความริษยานำพาโลกวินาศ ถึงขนาดนี้ท่านยังจะร่วมกับคนทำชั่วเพื่อทำลายประเทศไทยต่อไป
หรือ ตรองกันดูเถิดพี่น้องทั้งหลาย


by caverat

ข่าวจาก มติชนเกี่ยวกับราคาจีที 200 รุ่นลวงโลก



http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/19874

ทำไมจึงถือได้ว่าเอแบคโพลและสวนดุสิตโพลเป็นเพียงโพลเลียไข่มาร์กดากขันทีเท่านั้น

ที่มา thaifreenews


โดย Bugbunny

สังเกตุมานานแล้วว่า ไอ้สองสำนักนี้มีพฤติกรรมการสำรวจวิจัยที่ไม่มีลักษณะทางวิชาการเลย มีการปกปิดข้อมูลพื้นฐานของการสำรวจ ซึ่งทำให้ผู้รับข้อมูลจำนวนมากมองและรู้สึกได้เลยว่า เป็นโพลนั่งเทียนเขียนเองและต่างก็พากันหัวเราะเยาะผลการสำรวจทุกครั้ง ข้อมูลที่ไม่เคยแสดงก็เช่น


1.ไม่เคยชี้แจงรายละเอียดของจำนวนผู้ให้สัมภาษณ์ (Sample Size) อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ บอกจำนวนเป็นตัวเลขกลม ๆ
ซึ่งในทางปฏิบัติมีน้อยมากที่ผู้ให้สัมภาษณ์จะมีจำนวนเปรี๊ยะ ๆ อย่างนั้น

2.ไม่เคยบอกว่ากลุ่มที่ไปทำนั้นเป็นกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) ที่แท้จริงหรือไม่
(หมาที่ไหนก็ไม่รู้ที่มันไปถามมา ไม่ได้แสดงข้อมูลของกลุ่มที่ให้สัมภาษณ์ (Respondent Biographical Data)
สังเกตุจากคำตอบมันคงไปถามเฉพาะพวกที่มีจิตใจไม่เป็นกลาง (Bias) กับภาคประชาชนเท่านั้น )

3.ไม่เคยการแสดงถิ่นที่อยู่ตามตารางทางภูมิศาสตร์ (Geographical Settlement) ของผู้ให้สัมภาษณ์ (Respondent)

4.ไม่เคยแสดงฐานะทางเศรษฐกิจสังคม (Socio Economic Status) ของผู้ให้สัมภาษณ์ (Respondent)

5.ไม่เคยแสดงแบบสอบถาม (Questionaire) ว่าเขียนคำถามอย่างไรแบบไหน

6.ผู้ทำการสัมภาษณ์ (Interviewer) เป็นใคร ความสามารถประสบการณ์แค่ไหนไม่เคยเห็น

7.เวลาทำการสรุปผล (Tabulation) ใช้หลักการอะไรเป็นเครื่องวัด มันกระจอกมากที่สัมภาษณ์เองแล้วสรุปผลกันเอง

ฯลฯ



สุดท้ายก็คือการทำโพลนั้นถือเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ไม่ใช่การวิจัยเชิงเนื้อหา (Qualitative Research) ซึ่งตัวผู้ทำถ้าเป็นนักวิชาการจริงก็ต้องยอมรับว่า มันเป็นได้แค่นั้น ไม่ใช่ความจริงในสังคม เพราะเอาจำนวนเข้าว่า แต่เป็นจำนวนที่ตัวเองหามากันเองทั้งนั้น เป็นแค่แนวที่อาจจะเป็น (Indication) พิสูจน์เฮี่ยอะไรไม่ได้ ตำราเขาไม่ให้เชื่อถือ ถ้ามัน Sampling ห่วย ก็จะได้คำตอบห่วย ๆ แบบที่มันเอามาโชว์นี่แหละ ทางการตลาดเขาเรียกว่า โพลยกเมฆ หรือ โพลตอแหล แต่สำหรับชาวเสื้อแดง ทั้งสองโพลนี้ คือโพลเลียดากขันทีและไข่ไอ้มาร์กเท่านั้นครับ


แต่ปล่อยให้มันทำและแถลงแบบนี้ไปเถอะครับ พวกมันจะได้เหิมเกริมจนไม่รู้ข้อเท็จจริงจนฉิบหายกันหมดกันไปเองนั่นแหละ

‘ถอดเจ้า’- ‘ริบทรัพย์’!!!

ที่มา วาทตะวันดอทคอม


วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ะยะนี้คนไทยได้แตกแยกออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือกลุ่มที่เห็นว่า นายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นคนไม่ดี สมควรโดนยึดทรัพย์กรณีร่ำรวยผิดปกติ ขนาดศาลท่านยังไม่ได้คำตัดสิน ก็มีการออกมาแสดงความเห็น และประโคมข่าวกันอย่างเอิกเกริก ในทำนองไม่มีทางรอด
ต้องโดน “ยึดแหงๆ!” อะไรทำนองนั้น!
นอกจากการแบ่งแยกของผู้คน ยังมีสื่อที่เป็นฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะกลุ่มสื่อ ที่โทษว่าพวกตนเจ๊งราบก็เพราะทักษิณ ได้โอกาสสามัคคีบาทา รุมกระทืบกันอย่างสนุกสนาน
ที่แสบไม่สร่างอย่าง นายอุดม เฟื่องฟุ้ง คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน หรือ ค.ต.ส. ที่“ไอ้บัง กบฏ” มันตั้งขึ้น เพื่อทำการสอบสวนหาความผิดทักษิณฯ กลัวว่าศาลฎีกาฯท่านจะไม่ยึดทรัพย์คุณทักษิณฯหมด ตามความเห็นของตัวกับพวก ดันกะเล่อกะล่าออกมา ให้สัมภาษณ์แจกแจงในทำนองว่า
ต้องยึดทรัพย์ นายกฯทักษิณได้แน่ๆ!
นอกจากนายอุดมฯแล้ว นายแก้วสรร อติโพธิ แก๊งเดียวกันกับนายอุดมฯ ออกมาสาธยายเรื่องการยึดทรัพย์อย่างถี่ยิบ
ไอ้หน้า e.t ตัวนี้แหละครับ ที่แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อคุณทักษิณฯและคณะรัฐมนตรี ที่ถูกแก๊ง ค.ต.ส.กล่าวหาตอนสอบคดีกล้ายาง และหวยบนดิน โดยพูดจาฟังไม่ได้ว่า
“จะไม่จับทุจริตเป็นรายตัว แต่จะเอาไฟฟ้าช็อตให้ตายหมู่!”
ดูมันคุยโอ่ อวดศักดาแบบนี้ แล้วผลคดีออกมาเป็นอย่างไร เหลวเป๋วทั้งเพ...ไม่มีใครติดคุกสักคน!
พฤติกรรมของแก๊ง ค.ต.ส.ที่ยกมานี้ เลยถูกผู้คนด่ายับว่า ‘ชี้นำศาล’ ...ทำอย่างนี้ ได้อย่างไรกัน?

สำหรับประชาชนอีกฝ่ายหนึ่ง กลับเห็นไปในทิศทางตรงข้ามกับพวกแรก คือพวกที่เห็นว่านายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างความเจริญให้กับชาติบ้านเมือง มีคุณูปการมาก คดีที่ถูกกล่าวหาจากแก๊งนั้นก็คลุมเครือ ตั้งแต่สอบสวนมาจนบัดนี้ กว่าสามปีแล้วยังฟ้องไม่ได้ว่า คุณทักษิณฯโกงจะแจ้งได้สักเรื่องเดียว แต่...
มีการรวบรัดตัดตอน ยื่นศาลว่า ร่ำรวยผิดปกติไปโน่นเลย!
การที่นายกฯชาวเชียงใหม่ ต้องถูกดำเนินคดีนั้น ก็เป็นเพราะผลพวงจากการรัฐประหาร โดย ‘ไอ้บัง กบฏ’ กับพวกแท้ๆ แต่มันไม่ยอมให้มีการดำเนินการ ตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมปกติ แถมการสอบสวนก็ดำเนินการโดยแก๊ง ค.ต.ส. (ชาวบ้านชอบเรียกว่า “คณะกรรมการตัวแสบ”) ที่ ‘ไอ้บัง กบฏ’ มันทะลึ่งแต่งตั้งขึ้น ล้วนมาจากปรปักษ์ทักษิณทั้งสิ้น
จึงไม่เป็นการดำเนินการโดย ‘ศุภนิติกระบวน’ ซึ่งไม่เป็นธรรม และละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำกันในลักษณะอัปรีย์เช่นนี้ โลกอารยะเขารับไม่ได้
เมื่อตั้งแก๊ง ค.ต.ส.เข้ามาดำเนินการ แทนพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งยังใช้อยู่ในวันที่ ‘ไอ้บัง กบฏ’ ยึดอำนาจ (และยังใช้ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน) เป็นคำแนะนำของ ‘ไอ้มีชัย กบาลใส’ นักกฎหมายที่ถนัดนักในการรับใช้พวกเผด็จการ
ไอ้นักกดหมาตัวร้ายนี้ วางแผนให้ดำเนินการแบบแยบยล คือทำให้ดูคล้ายๆกับว่า เป็นการกระทำโดยกระบวนการที่ถูกต้องชอบธรรม โดยให้มีการดำเนินการ ดังนี้
นำเอากระบวนการที่ไม่ถูกต้อง คือ การตั้งพนักงานสอบสวนพิเศษ (ค.ต.ส.) ขึ้นมา แต่เมื่อสอบสวนเสร็จแล้ว ทำทีส่งให้อัยการตามของรัฐเป็นผู้ฟ้องร้อง และส่งศาลฎีกาฯตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นผู้ตัดสิน
จึงเป็นการเอากระบวนการที่ไม่ถูกต้อง คือการสอบสวนที่เป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม มาผูกติดกับการพิจารณาชั้น อัยการ และศาล
ทำให้ดู ‘เนียน’ ราวกับว่า สิ่งที่ฝ่ายรัฐประหารกระทำนั้น เป็นเรื่องชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น

นี่คือกลอุบาย เล่ห์เหลี่ยมเจ้าเล่ห์ ของไอ้กบาลใส นักกฎหมายอัปรีย์ ที่พลิกแพลงการใช้กฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม นับเป็นการกระทำที่ระยำหมาอย่างยิ่ง ซึ่งไม่เคยบังเกิดขึ้นในประเทศของเรามาก่อนเลย
ทั้งๆที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาฉบับปัจจุบัน ก็ยังใช้อยู่แท้ๆ...ดูมันทำ!
ผลพวงของการทำระยับยำสุนัขอย่างนี้ ทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ถูกบิดเบี้ยวทำให้เสียหาย ระบบกฎหมายที่ดีของเรา เลยถูกดูหมิ่นถิ่นแคลน จากนานาอารยะประเทศเป็นอันมาก
ตรงนี้เอง ที่ที่ผู้คนจำนวนมากมายในประเทศไทย เขา
“รับไม่ได้” พากันแสดงออกถึงความไม่พอใจ ในรูปแบบต่างๆอย่างชัดเจน!

การยึดทรัพย์ในประเทศไทยครั้งสำคัญแต่ละครั้ง ล้วนเป็นผลพวงจากการปฏิวัติรัฐประหาร หรือการยึดอำนาจรัฐด้วยปากกระบอกปืน อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง มักตามมาด้วยการออกกฎหมายพิเศษ เพื่อจัดการกับผู้มีอำนาจเดิม ที่เป็นเป้าหมายของฝ่ายยึดอำนาจนั่นเอง
รายแรกคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ถูกยึดทรัพย์ด้วยมาตรา 17 ของตัวเอง เพราะตายแล้วร่ำรวยมากเกินไป หนังสือพิมพ์เปิดโปงว่ามีเมียเกินร้อย บรรดาลูกเมียโผล่มาฟ้องร้องแย่งสมบัติกันวุ่นวาย ชาวบ้านตกใจเพราะเผด็จการผู้นี้ มีทรัพย์สินตามฟ้องถึง 2,800 ล้านบาท
รายต่อไปคือ จอมพลถนอม กิติขจรกับพวก คือ จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร พอถูกโดนถูกนักศึกษาประชาชนขับไล่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว สถานการณ์และกระแสในตอนนั้น กดดันให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี ต้องใช้มาตรา 17 ยึดทรัพย์สินของจอมพลถนอมและพวก เพื่อเอาใจผู้คนในบ้านในเมือง แต่มูลค่าไม่มากเหมือนทรัพย์สินของอีตาสฤษดิ์ มีเงินรวมกันเพียง 400 กว่าล้านบาทเท่านั้น
รายสุดท้ายคือ พลเอกชาติชาย ชุนหะวัณ กับพวกที่เป็นรัฐมนตรีรวม 10 คน ในชุดที่สื่อมวลชนเรียกว่า “บูฟเฟ่แดก-แคบบิเนต” โดนยึดอำนาจเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดยคณะผู้รักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช.
คณะ รสช. (โดนถากถางว่า ย่อจากคณะ ’รวมสิ่งชั่ว’) ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เพื่อทำการอายัดทรัพย์ และตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมือง ที่เข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งในที่สุดมีคำสั่งยึดทรัพย์รวมมูลค่า กว่า 1,600 ล้านบาท โดยทั้ง 10 คน ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล และศาลฎีกาตัดสินออกมาว่า
คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินไม่มีอำนาจยึดทรัพย์ จึงได้ทรัพย์สินคืนไป ไม่โดนยึด...รอดตัวไป!

วามพยายามที่จะใช้อำนาจที่ยึดมาได้ จัดการกับฝ่ายตรงข้าม มีมาตั้งแต่ครั้งคณะราษฎร์ยึดอำนาจ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองที่คณะราษฎร์ผู้ยึดอำนาจเรียกว่า เป็น
‘ระบอบประชาธิปไตย’
เมื่อมีการยึดอำนาจมาใหม่ๆ คณะราษฎร์ได้ออกแถลงการณ์โจมตีพระมหากษัตริย์ขณะนั้น คือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยถ้อยคำรุนแรง ขนาดทหารผู้อ่านแถลงการณ์ ถึงกับสะอึก ทนไม่ได้ถึงกับ ไม่ยอมอ่านประกาศต่อให้จบ
...ขนาดนั้นเลยทีเดียว!
หลังจากการยึดอำนาจแล้วเสร็จสรรพ คณะราษฎร์นั้นเคยขอพระราชทานอภัยไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงสัปดาห์เดียว ได้เกิดความร้าวฉานในหมู่ผู้จงรักภักดีต่อพระราชวงศ์กับฝ่ายคณะผู้ก่อการ และทำท่าจะลุกลามไป
เจ้าคุณพหลพลพยุหเสนา หนึ่งในคณะผู้ก่อการ พยายามที่ประสานรอยร้าวระหว่างทั้งสองฝ่าย จึงได้เข้าเฝ้า ขอพระราชทานอภัยอีกครั้ง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2475
จากนั้นมีการออกแถลงคำขอพระราชทานอภัย ของฝ่ายคณะผู้ก่อการเผยแพร่ออกสู่ประชา เช่นเดียวกับมีกระแสพระราชดำรัสที่ทรงโปรดพระราชทานอภัยให้ตามคำขอ
ราษฎรก็รับทราบไปตามนั้น

เมื่อเวลาผ่านไป 15 ปี ได้มีการนำเอกสารลับ ซึ่งเป็นบันทึกของเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชเลขาธิการในขณะนั้น ออกมาเปิดเผย คนไทยถึงได้ทราบความจริงบางประการ เกี่ยวกับเรื่องสำคัญบางเรื่อง
ผมขอนำรายงานบางตอน มาเสนอท่านผู้อ่าน ดังนี้...

...เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2475 เวลา 17.15 น.
โปรดเกล้าฯ ให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา พระยาศรีวิศาลวาจา พระยาปรีชากลยุทธ์ กับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม มาเฝ้าที่วังสุโขทัย มีพระราชดำรัสว่า
1. ...อยากจะสอบถามความบางข้อ และบอกความจริงใจ ตั้งแต่ได้รับราชสมบัติ ทรงนึกว่า ถูกเลือกทำไม บางทีเทวดาต้องการให้พระองค์ทรงทำอย่างใดอย่างหนึ่ง...
2.......มีพระราชดำรัสว่า กระดาษที่ประกาศออกไปเกลื่อนเมือง (ประกาศของคณะราษฎร์ ที่โจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์...วาทตะวัน) ล้วนเป็นคำเสียหายจะปรากฏในพงศาวดาร เมื่อมีดังนี้แล้วถึงจะแก้ไขใหม่ก็ลำบาก เมื่อสิ้นธุระแล้ว ขอให้ปล่อยพระองค์ออกจากกษัตริย์ดีกว่า เพราะทรงรู้สึกว่า คณะราษฎร์เอาพระองค์ใส่ลงในที่ๆเลวทราม หรือมิฉะนั้น พระองค์ก็ตาขาวเต็มทีซึ่งที่จริงมีถึง 3 ทาง ทั้งสู้ ทั้งหนี คนไม่รู้หาว่าขี้ขลาด มีความอีกข้อหนึ่ง ได้ทรงทราบข่าวเรื่องจะยึดเงิน ไม่ทราบว่าจะจริงหรือไม่เพียงไร ถ้าจะริบ ทรงจะขอลาออกก่อน เพราะจะยอมเป็นหัวหน้าบอลเชวิค ร่วมมือยึดทรัพย์ญาติไม่ได้ ...จึงขอทรงทราบว่า คณะราษฎรได้คิดอย่างนั้นจริงหรือ
พระยาปกรณ์ฯ กราบบังคมทูลว่า คณะราษฎรมิได้คิดอย่างนั้นเลย คิดจะเงินโดยทางภาษี กับทาง Internal Loan เท่านั้น...

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
เมื่อมีการยึดอำนาจในบ้านเมืองตอนนั้น มีการควบคุมเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ไว้หลายพระองค์ ราษฎรพากันซุบซิบพูดจากันไปทั่วบ้านทั่วเมืองว่า ฝ่ายผู้ก่อการจะทำ“ริบทรัพย์” และ “ถอดเจ้า”ต่างเฝ้าดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป ด้วยใจระทึก
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงครองราชย์ในระหว่างเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และทรงพยายามแก้ไขเหตุการณ์ทางการเงินของชาติ ก่อนการยึดอำนาจอย่างเต็มพระกำลัง พระองค์ทรงทราบข่าวลือเรื่องดังกล่าวเช่นกัน และทรงสอบถามกับฝ่ายผู้ก่อการเป็นหลักฐาน ซึ่งปรากฏตามบันทึกของเจ้าพระยามหิธรฯ ฉบับที่อ้างถึงข้างต้น อีกตอนหนึ่งระบุเอาไว้ดังต่อไปนี้

...อีกอย่าง 1 ขอบอกว่าที่มีเสียงต่างๆ ว่าจะให้ถอดเจ้านั้น ทำไม่ได้เป็นอันขาดเมื่อคณะราษฎรจะทำ ขอให้พระองค์ออกจากกษัตริย์ก่อน ทรงเห็นว่าจะทำอย่างนี้ได้ คือในฝรั่งอย่าให้เรียกหม่อมเจ้าว่า His Highness ให้เรียกหม่อมเจ้าเฉยๆ และที่จะให้เจ้ามีน้อยทรงเห็นด้วย เพราะเดี๋ยวนี้มีมากนัก แต่จะถอดถอนไม่ได้ต้องปล่อยให้ตายไปเอง และตีวงจำกัดเสียสำหรับภายหน้า
พระยามโนปกรณ์ฯ กราบบังคมทูลว่า เรื่องถอดเจ้ายังไม่ได้คิด
มีพระราชดำรัสว่า ใน 2 อย่าง เป็นไม่ยอมทำคือ ‘ริบทรัพย์’ กับ ‘ถอดเจ้า’พระองค์ได้มีพระราชประสงค์อยู่ในการที่จะช่วยราษฎรทุกคนได้ถือที่ดินและมีที่นาเป็นของตนเอง...

ผมอยากจะเรียนว่า การดำเนินการของคณะราษฎร์นั้น กลุ่มที่ต้องการเพียงเปลี่ยนแปลงการปกครองบ้านเมือง ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นก็มีอยู่จริงแต่ผู้ที่มีแนวความคิดรุนแรง ถึงขั้น แบบพวกบอลเชวิค ในกลุ่มผู้ก่อการชุดนั้น ก็ใช่ว่าจะไม่มี และคนพวกนี้แหละครับ ที่ต้องการที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง แบบถอนรากถอนโคนระบบกษัตริย์เสียให้สิ้น โดยไม่ยอมให้มีการประนีประนอมแต่อย่างใด

content/picdata/202/data/A3.jpg

ต้องเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า เจ้านายซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของฝ่ายผู้ก่อการ เพราะเป็นผู้ทรงอำนาจมากที่สุดในประเทศตอนนั้นก็คือ จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ต้นราชสกุล บริพัตร) หรือที่เรียกกันว่า “ทูลกระหม่อมบริพัตร”) ซึ่งถูกควบคุมภายหลังการยึดอำนาจ
ฝ่ายผู้ก่อการปล่อยข่าวลือ ทำให้พระองค์เสียหายว่า ทรงมีเงินมากมายถึง 200 ล้านบาท (ขณะนั้นงบประมาณประเทศปีละ 60 ล้านบาทเท่านั้น) ทั้งทรงมีวังใหญ่โต คือวังบางขุนพรหม ซึ่งผู้ไม่หวังดีก็ปล่อยข่าวไม่เป็นมงคลอกมาว่า
ที่ดินแปลงดังกล่าว ได้มาเพราะบังคับเอาจากราษฎร!
หลังจากที่ ‘ทูลกระหม่อมบริพัตร’ เสด็จออกนอกประเทศไปเสมือนการเนรเทศแล้ว ความจริงก็ปรากฏออกมาว่า ไม่ได้ทรงร่ำรวยอย่างที่ว่า และวันที่เสด็จออกจากประเทศนั้น ก็ทรงมีเงินติดพระองค์ไปเพียง 9,000 บาทเท่านั้น
สำหรับที่ดินสำหรับการก่อสร้างวังบางขุนพรหม ก็มีหลักฐานทางราชการชัดเจนว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวพระพุทธเจ้าหลวง ทรงซื้อจากเจ้าของเดิมถึง 15 ราย เป็นเงิน 315 ชั่ง 15 บาท 40 อัฐ มีรายชื่อเจ้าของเดิม ปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ
เมื่อซื้อเรียบร้อยแล้ว ได้ทรงพระราชทานให้กับทูลกระหม่อมบริพัตร เสียงลือต่างๆจึงหมดไป
อย่างไรก็ตาม มีข่าวแพร่สะพัดว่า ได้มีการบังคับให้ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ลงพระนามในหนังสืออนุญาตให้รัฐบาล(ของคณะผู้ก่อการ) ใช้วังบางขุนพรหมเป็นสถานที่ทำการของราชการได้
หนังสือที่ทูลกระหม่อมทรงลงพระนาม กลายเป็นเอกสารชิ้นสำคัญ ที่ทำให้ฝ่ายผู้ก่อการและรัฐบาลในยุคนั้น ถือเอาว่า ทรงยอมมอบให้ด้วยความเต็มพระทัย แต่แท้ที่จริงแล้ว
มันเป็นการ ‘บังคับ’ เอาวัง จากพระองค์ท่าน!
ดังนั้น ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ จึงเป็นเจ้านายพระองค์เดียว ที่ ทรงถูกริบทรัพย์ หรือยึดทรัพย์จากคณะผู้ก่อการ 2475!!!

ได้ลำดับเรื่องราว ของความพยายาม “ถอดเจ้า-ริบทรัพย์” โดยกลุ่มผู้ยึดอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ตอนสำคัญ ให้ท่านผู้อ่านทราบพอสังเขปในวันนี้แล้ว อยากจะออกความเห็นส่วนตัวไว้ดังนี้
ผมเห็นว่าเป็นเคราะห์ดีที่ประเทศของเรา ที่ผลพวงจากการที่ ร.7 ทรงถามฝ่ายผู้ก่อการ อย่างตรงไปตรงมาในครั้งนั้น ยังผลให้บ้านเมืองของเรา คงมีสถาบันกษัตริย์ ไว้คู่กับสถาบันชาติ และพระศาสนาต่อไป จนถึงทุกวันนี้ และหวังว่าคนไทยจะพร้อมใจร่วมกัน รักษาสถาบันหลักทั้งสามนี้ไว้...
ให้มั่นคงสถาพรสืบไป!

ก่อนถึงวันที่มีคำพิพากษาสำคัญในคดียึดทรัพย์ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 25553 ที่จะมาถึงอีกไม่กี่วันข้างหน้า ฝ่ายเชียร์ให้ยึดอย่างออกหน้าออกตาก็มี แต่ผู้คัดค้านไม่เห็นด้วยก็มากมาย ดังที่ได้เล่าให้ฟังข้างต้นไปแล้ว
จะสมใจหรือสะใจฝ่ายใด ก็ต้องตามดูกันไป!
แต่...ก่อนสิ้นสุดบทความในวันนี้ ผมอยากจะกล่าวเอาไว้ เป็นหลักฐาน ดังต่อไปนี้

เมืองไทยเรานั้น หากยังขืนรักษาหลักคิด หรือแนวความคิดอัปรีย์ที่ว่า
ผู้ทำการยึดอำนาจด้วยกำลังและอาวุธได้สำเร็จแล้ว จะกลายเป็นผู้ถืออำนาจรัฐ พวกเขาจะทำอะไรในบ้านเมือง ก็เป็นเรื่องถูกต้องชอบธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น และยังถือว่าการกระทำต่อๆมาของพวกเขา เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายอีกต่างหาก นั้น
ถ้าหากนักกฎหมายไทย ยังคงรักษาความคิดเช่นนั้นไว้ อย่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแนวทางหรือแนวคิด ขอบอกตรงไปตรงมาว่า
นั่นเป็นการคิดแบบทาส ไม่ใช่ความคิดของเสรีชน โลกอารยะเขาไม่ยอมรับ อย่างเด็ดขาด!

ดังนั้น การตัดสินคดียึดทรัพย์ครั้งนี้ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เป็นความเป็นอยู่ หรือตายไป ของระบอบประชาธิปไตยในประเทศนี้ และถ้าราษฎรจำนวนมาก เขาพากันเห็นว่า
มีความ ‘ไม่เป็นธรรม’ เกิดขึ้นในชาติของเรา ยิ่งหากเกิดการรัฐประหารแทรกซ้อนขึ้นมาอีก นอกจากจะเกิดความไม่สงบขึ้นในชาติแล้ว
ปฏิกิริยาโต้ตอบจากรัฐบาลต่างชาติ ก็จะรุนแรงตามไปด้วย!
สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่า เป็นความจริงแท้แน่นอน ที่กลุ่มผู้กระทำรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 กลายพวกที่สบายที่สุด เพราะมั่งคั่งสุขสำราญบานเบิก จากการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยแท้ๆ

ดูอย่าง ‘ไอ้บัง สามจิ๋ม’ กับพรรคพวกนั่นแหละ...ตอนนี้ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีกันถ้วนทั่ว ไปเรียบร้อยแล้ว...

...ครับ กระผม!

...............

****หมายเหตุ
ท่านผู้อ่าน ที่ต้องการทราบถึงกระบวนการยุติธรรมอัน
บิดเบี้ยวของบ้านเรา โปรดเข้าไปอ่านต่อใน 2 คอลัมน์สำคัญ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกัน และได้รับความสนใจจากท่านผู้อ่านเป็นจำนวนมาก คือ


1. ไทยกับกระบวนการ ‘ไม่’ ยุติธรรม อันน่าอับอาย!!! (จำนวนผู้อ่านแล้วร่วมครึ่งหมื่นราย)
2. จดหมายฟ้องโลก!!! (จำนวนผู้อ่านแล้วเกือบ
หนึ่งหมื่นสองพันราย)

สำหรับจดหมายฟ้องโลก ได้แพร่หลายไปสู่สถานทูตทุกประเทศ ผู้นำชาติต่างๆ สถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ
อ่านแล้วท่านจะเข้าใจถึงความ ‘ไม่ยุติธรรม’ ที่แผ่ปกคลุมบ้านเมืองของเรา และสร้างปัญหาความแตกแยก ร้าวลึก ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืนมาได้...ตราบจนกระทั่งถึงวันนี้!!!

ด้วยความเคารพ
วาทตะวัน

เรื่องราคาน้ำมันไทย

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

จาก: sarawoot pantip



อันนี้ผมเก็บเอามาฝากนะครับ

ขอสรุปสั้นๆนะครับ

โดยหลักการแล้ว ทรัพยากรของประเทศทั้งหมด ล้วนเป็นของประชาชน..!!!
รัฐบาลมีหน้าที่แบ่งปันให้ประชาชนโดยเท่าเทียม และเป็นธรรม มีเหตุมีผล ตรวจสอบได้

ยกเว้น..!!!
ประเทศที่มีเผด็จการครองเมือง เหมือนเมืองไทยตอนนี้แหละครับ


ใครดูรายการของคุณสัญญา คุนากร ได้คุยเรื่องน้ำมันในประเทศไทย ฟังเเล้วช๊อคจริงๆครับเพื่อนๆ
ทางคุณสัญญาได้เชิญอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงพลังงานมาเล่าให้ฟัง
ซึ่งผู้ใหญ่ท่านนี้เป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพลังงานในสมัยพลเอกเปรม
ได้ฟังท่านเล่าเเล้วผมขนลุก...ครับ
ผมเข้าใจผิดมาตลอดว่าเมืองไทยไม่สามารถผลิตนำมันได้เองต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
ซึ่งท่านบอกว่าเมืองไทยมีกำลังผลิตได้ 1,000,000 บาร์เรล/วัน
(ปตท.) เมืองไทยใช้น้ำมันวันละ 700,000 บาเรล/วัน
เเละเมืองไทยส่งออกน้ำมันประมาณ 100,000 บาเรล/วัน

ที่เเย่กว่านั้น..!!!
น้ำมันที่ส่งออกไปขายในต่างประเทศราคาถูกกว่าที่ขายในเมืองไทยหลายบาทถ้าเทียบต่อลิตร
ตอนนี้มาเลเซียใช้น้ำมันเบนซินเเละดีเซลประมาณลิตรละ 20 บาทต้นๆ
ท่านบอกว่าสาเหตุที่ทำให้น้ำมันราคาเเพง เพราะว่าอธิบดีหรือผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพลังงานถือหุ้นบริษัทโรงกลั่น
ทำให้ไม่มีการเข้ามาจัดการเเละดูเเล

( จุ๊ๆๆ อันนี้มันมีมือที่เพิ่งมองเห็นเร็วๆนี้แหละ เป็นผู้ได้ประโยชน์ตัวจริง )

ราคาที่ปรับขึ้นทีละ 0.50 บาทเป็นการขึ้นจากโรงกลั่นซึ่งราคาที่ปรับขึ้นไม่ได้มาจาก cost ต้นทุน เเต่เป็นราคาที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ โดยอ้างอิงจากตลาดที่ผันผวนมากที่สุด
ในที่นี้ท่านยกตัวอย่างตลาดสิงคโปร์ เเต่จริงๆเราซื้อจากตะวันออกกลาง
เเละอีกอย่างที่น่าตกใจ ท่านบอกว่าในประเทศไทยมี stock น้ำมัน 2 เดือนเเละหมุนเวียนอย่างนี้เรื่อยๆ
พอเวลากระทรวงปรับน้ำขึ้นพวกพ่อค้าเอาน้ำมันใน stock มาปรับขึ้นด้วย คิดดูเอาเองว่าเป็นเงินเท่าไหร่
ไทยใช้ 700,000 บาเรล/วัน ( 1 บาเรล = 159 ลิตร ) 2 เดือนกี่ลิตร ลิตรละ .50 บาท ลองคูณดู

บริษัทที่ได้กำไรเยอะมากคือ ปตท เพราะมีโรงกลั่น 5 โรง อีก 2 โรงเป็นของเอกชน
รวมในประเทศไทยมีโรงกลั่น 7 โรง เป็นของ ปตท 5 โรง
เเล้วท่านสรุปกำไรของปตทในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
ประมาณปี 2540-2544 ปตท กำไรปีละ 22,000 ล้านบาทครับ
ฟังเเล้วเป็นงัยครับพี่น้อง... กำไรเท่ากับงบประมาณ 1 กรมเลยทีเดียว

เเละที่สุดยอดกว่านั้น ปี 2545-2550 ปตทกำไรเพิ่มเป็น 50,000 ล้านบาท/ปี
เเละที่สุดๆ คือ ในปี 2548 กำไร 195,000 ล้านบาท
ฟังเเล้วอยากให้ลูกทำงานบริษัท ปตท มั้ยครับเพื่อนๆ
กำไรดังกล่าวมาจากอะไรลองคิดดูครับ
ประชาชนตาดำๆอย่างเราเสียค่าน้ำมันลิตรละ 36 บาท
ถ้าเป็นรัฐบาลก่อนๆ น้ำมันขึ้น 3 บาท รัฐมนตรี นายก ต้องก้นร้อนเเล้ว
เเล้วรัฐบาลนี้ล่ะ.. ตอนนี้ขึ้นไปกี่บาทเเล้ว เพื่อน ๆลองคิดดูเเล้วกัน
ถ้า ปตท ลดกำไรลงเท่ากับ 20,000 ล้านบาท/ปี เเค่นี้เราก็ใช้นำมันลิตร 20 บาทเเล้วครับ
(นี่เเหละเหตุผลที่ไม่อยากให้เเปรรูปอุตสาหกรรมพวกนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน)

นี่คือเหตุผลว่าทำไมพนักงานการไฟฟ้าถึงได้ประท้วงเวลามีการเเปรรูป
เพราะมันจะเป็นเหมือนน้ำมัน ซึ่งพอเข้าตลาดหุ้นจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนตามมา
อธิบดี รัฐมนตรี เมียอธิบดี เมียรัฐมนตรี ถือหุ้นโรงกลั่น
ทำให้ไอ้พวกนี้ไม่เข้าไปดูเเลเเละจัดการอย่างจริงจัง
ทำให้น้ำมันเเตะลิตรละ 40 บาทเเล้ว ณ ปัจจุบัน