WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 10, 2010

ปลายทางความรุนแรง : หายนะคนเสื้อแดงและประชาธิปไตยไทย (ปลายทางสันติวิธี : จุดจบระบอบอำมาตย์และกลุ่มอำนาจการเมืองฉ้อฉล)

ที่มา Thai E-News




โดย รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา เวบไทยฟรีนิวส์

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติศัพท์ไทยคำว่า “วิวัฒน์” เทียบเคียงกับคำภาษาอังกฤษว่า “EVOLVE” (ดูหนังสือ “บัญญัติศัพท์ของคณะกรรมการบัญญัติศัพท์”, จัดพิมพ์โดยราชบัณฑิตยสถาน , พ.ศ. ๒๕๑๗)

แต่คำว่า “ปฏิวัติ” มีผู้ใช้ในภาษาไทยเทียบเคียงกับคำภาษาอังกฤษว่า “REVOLUTION” มาก่อนปี พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้ว โดยผู้ใช้คำดังกล่าวท่านแรกน่าจะเป็นหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร (พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จากเนื้อหาปาฐกถา ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งการใช้คำภาษาไทยว่า “รัฐประหาร” เทียบเคียงกับคำภาษาฝรั่งเศสว่า “COUP D’ETAT”

ในหนังสือ “ความเป็นอนิจจังของสังคม” โดย ดร. ปรีดี พนมยงค์ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๐๐) มีการเสนอให้ถ่ายทอดคำภาษาอังกฤษว่า “REVOLUTION” เป็นคำไทยว่า “อภิวัฒน์” (ดูรายละเอียดการอภิปรายความเป็นมาของเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้ในบทความเรื่อง “ความเป็นมาของศัพท์ไทย ‘ปฏิวัติ’ ‘รัฐประหาร’ ‘วิวัฒน์’ ‘ อภิวัฒน์’” ในหนังสือรวมข้อเขียนของปรีดี พนมยงค์ เรื่อง “ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย”, จัดพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖)

แต่คำว่า “อภิวัฒน์” นั้นไม่ปรากฏว่าราชบัณฑิตสถาน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ กำหนดให้นำมาใช้เป็นคำไทยเทียบเคียงความหมายคำว่า “REVOLUTION” ในภาษาอังกฤษ

บทความชิ้นนี้จะใช้คำว่า “ปฏิวัติ” ที่หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรทรงริเริ่มใช้และเทียบเคียงความหมายกับกระบวนเหตุการณ์ที่มีพลังพลวัตต่อเนื่องยาวนานของ “การปฏิวัติวิทยาศาสตร์” ในทวีปยุโรป
................................

จนถึงขณะนี้ เป็นเวลากว่า ๓ ปีหลังเหตุการณ์ “รัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙” ,ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มอำนาจเบื้องหลังการรัฐประหารข้างต้น ร่วมกับพรรคการเมืองและรัฐบาลในกำกับอำนาจของกลุ่มดังกล่าว ฝ่ายหนึ่ง

กับกลุ่มพลังการเมืองภาคประชาชนและพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มอำนาจดังกล่าว อีกฝ่ายหนึ่ง ยังคงเป็นความขัดแย้งที่ไม่มีผลยุติชัดเจนให้เห็นได้ในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าผลในทางสมานฉันท์หรือผลในทางยกระดับขัดแย้งแตกหัก

การจัดตั้งรัฐบาลผสมพรรคพลังประชาชนเข้าบริหารประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นความสำเร็จของกลุ่มพลังฝ่ายหลัง ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ได้สำเร็จ ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ถึงปัจจุบัน (ตุลาคม ๒๕๕๒) เป็นความสำเร็จของกลุ่มอำนาจฝ่ายแรก

บนพื้นฐานการวิเคราะห์เหตุการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ทั้งก่อนและหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนได้นำเสนอเผยแพร่ความเห็นไปบ้างแล้ว ทั้งต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศและในเวทีอภิปรายของไทยว่า “พลวัตการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย” ของกลุ่มพลังภาคประชาชนภายในเครือข่าย “นปช.” ทั่วประเทศที่มีพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ถูกกระทำรัฐประหารข้างต้นเป็นแนวร่วม สามารถดำเนินต่อเนื่องได้โดย “อาจถูกถ่วงรั้งชะลอ แต่ไม่มีอำนาจใดสามารถหยุดพลวัตประชาธิปไตยนั้นได้”

พลังถ่วงรั้งชะลอการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ผู้เขียนกล่าวถึงนั้น นอกจากจะหมายถึงการใช้อำนาจทางตรงโดยองค์กรตามกฎหมายและอำนาจทางอ้อมตาม “บารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ของกลุ่มคณาธิปไตย ตามที่ นปช. ทั่วประเทศเรียกกันว่า “อำมาตยาธิปไตย” แล้วยังรวมถึงพลังบั่นทอนขบวนการ นปช. ที่มาจากการเผยแพร่นำเสนอความคิดเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยอาศัยเวทีสาธารณะของ นปช. และเวทีข่าวสารข้อมูลอื่นเป็นพื้นที่เผยแพร่ความคิดดังกล่าว

ทั้งนี้ตามที่มีนักวิชาการ นักปฏิบัติการเคลื่อนไหวมวลชน และกลุ่มประชาชนที่สามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับขบวนการ “คนเสื้อแดง” จำนวนหนึ่งเข้าร่วมสนับสนุนการเผยแพร่ความคิดดังกล่าว

พลังถ่วงรั้งบั่นทอนเหล่านั้นในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา มักยั่วยุหรือนำเสนอให้ นปช. (หรือ นปก. ตามชื่อเรียกเดิม) ตัดสินใจดำเนินยุทธวิธีที่จะใช้พลังมวลชนดำเนินการต่อสู้ตอบโต้กับ “อำมาตย์” ด้วยยุทธวิธีรุนแรง (แต่ขณะนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพลังมวลชน นปช.สามารถยืนหยัดตอบโต้ด้วยแนวทาง “สันติวิธี” ต่อสู้กับความก้าวร้าวทางกฎหมายและการคุกคามด้วยอาวุธจาก “ระบอบอำมาตย์” ได้ตลอด ๓ ปีที่ผ่านมาโดยยังสามารถสะสมกำลังมวลมหาประชาชนเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณเมื่อคำนวณจากฐานมวลชนระยะแรกที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมของเวที “พีทีวี” ที่ท้องสนามหลวงหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙)

หากจะมีการหันเหขบวนการ นปช. ให้เลือกวิถีความรุนแรงในช่วงเวลาปัจจุบัน (ทั้งนี้โดยมีการเร่งเร้าค่อนข้างชัดแจ้งอยู่ในกระบวนวิธีบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลปัจจุบัน เช่น การเร่งเร้ายั่วยุผ่านกระบอกเสียงของพรรคการเมืองในสังกัด และคำแถลงสื่อมวลชนจากรัฐมนตรีทั้งในและนอกสำนักนายกรัฐมนตรีบางท่าน นอกจากนั้นยังมีการเร่งเร้าแบบผสมกลมกลืนอยู่ในกลุ่มพลังภาคประชาชนที่ถ่วงรั้งบั่นทอนสันติวิธีตามที่กล่าวถึงข้างต้น)

พลังผลักดันการปฏิวัติทางการเมืองให้เป็น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งได้สะสมศักยภาพและพลานุภาพเพิ่มพูนขึ้นเป็นอันมากจากการทำงานทั้งในอดีตและปัจจุบันของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร จากพรรคไทยรักไทย จากพรรคพลังประชาชน จากพรรคเพื่อไทยและจากเครือข่ายมวลมหาประชาชนทั่วประเทศภายใต้ธงนำ “นปช.” วันนี้ อาจกลายสภาพเป็น “เบี้ยล่าง” ตามยุทธศาสตร์กวาดล้างและทำลายของ “กลุ่มอำมาตย์ ๒๕๔๙” ที่สืบทอดอุดมการปกครองมาจากอดีต “อำมาตย์ ๒๕๑๙” ซึ่งมีสมาชิกแกนนำคนสำคัญของคณะรัฐประหารวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้รับการส่งมอบอำนาจและส่งผ่าน “บารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ดำเนินกระบวนยุทธวิธีทั้งการเมืองและการทหารส่งผลในการขัดขวางการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

หากมีการหันเหมวลชน นปช. เข้าหาวิถีแห่งความรุนแรงในห้วงเวลาต่อไปนี้ การเมืองไทยจะเริ่มเปิดฉากเข้าสู่ครรลองคล้ายคลึงกับสภาพการณ์ที่ “พลังประชาธิปไตย ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖” ถูกบั่นทอนลงก่อนเหตุการณ์ “วันนองเลือด ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙” แต่ผลปลายทางของครรลองการบั่นทอนพลังประชาธิปไตยครั้งใหม่นี้อาจเกิดขึ้นได้อย่างน้อยใน ๒ ฉากอนาคต

ฉากความล้มเหลว ๒ แบบของวิถีแห่งความรุนแรง

ข้อเขียนนี้ไม่มีวัตถุประสงค์จะพยายามแนะนำคำตอบตายตัวสำเร็จรูปว่า “การปฏิวัติประชาธิปไตยอย่างสันติวิธี” จะต้องใช้เทคนิควิธีอะไรบ้าง (แม้ว่าเทคนิควิธีเหล่านั้นจะมีปรากฏให้หยิบฉวยประยุกต์ใช้ตลอดเวลา) แต่ข้อเขียนนี้ร่างขึ้นด้วยความพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ความล้มเหลวของกระบวนการประชาธิปไตยอาจเกิดขึ้นได้ หากมีการเลือกใช้วิถีแห่งความรุนแรงแทนที่วิถีทางแบบ “สันติและปราศจากอาวุธ” ตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล

หากมีการตัดสินใจหันเหทิศทางการเคลื่อนไหวมวลชน นปช. ไปสู่วิถีการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธ[1] ตอบโต้กับพลังอำนาจที่ นปช. เรียกว่า “อำมาตยาธิปไตย “ ในขั้นตอนสำคัญนับจากนี้ต่อไป , พลังประชาธิปไตยของขบวนการ นปช. ที่สะสมพอกพูนได้มากมายมหาศาลถึงปัจจุบันจะกลายเป็นความล้มเหลวได้อย่างไร ?

การฉายภาพอนาคต (scenario) ด้วยข้อเขียนเชิงสังเขปนี้มีภาพความล้มเหลวของกระบวนการประชาธิปไตย ๒ แบบให้พิจารณาความเป็นไปได้

ภาพแรกเป็นภาพความล้มเหลวรุนแรง นองเลือด และเฉียบพลันแบบกรณีเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙

ภายในประเทศไทย องค์กรที่มีการสะสมอาวุธสังหารร้ายแรงมากที่สุดและทรงพลานุภาพสังหารคนในประเทศมากที่สุด คือ “กองทัพไทย” ซึ่งได้รับการพัฒนา ฝึกฝน และสนับสนุนช่วยเหลือทั้งในด้านยุทโธปกรณ์และยุทธวิธีปราบปรามพิเศษมาจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตาม “เอกสารข้อตกลงความช่วยเหลือทางการทหารระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๔๙๓” ในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพบกและกองทัพอากาศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ปลายยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วทวีแสนยานุภาพมากขึ้นในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร

ภายในประเทศไทยเช่นเดียวกัน บุคคลและกลุ่มบุคคลที่มี “อำนาจจริง” ในการเข้าถึงและสั่งการทางยุทธวิธีให้นำแสนยานุภาพกองทัพออกมาใช้ในการปราบปรามพิเศษภายในประเทศ คือ บุคคลและกลุ่มบุคคลในองค์กรทหารเครือข่าย “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

พระมหากษัตริย์ในฐานะ “จอมทัพไทย” ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มิได้มีอำนาจตามกฎหมายในการบังคับบัญชาสั่งการเคลื่อนย้ายกำลังพลและอาวุธสังหารร้ายแรงดังกล่าวแต่ประการใด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายกำลังพล “ออก” หรือ “เข้า” กรมกองก่อนและหลังการปฏิบัติการปราบปรามพิเศษที่มีชีวิตประชาชนเป็นเบี้ยล่าง

ในทางตรงข้าม แกนนำ นปช. และมวลชน นปช. ไม่มีแสนยานุภาพการต่อสู้ด้วยอาวุธสังหารเทียบเท่าแม้แต่ประมาณ ๑ ใน ๑๐๐ ของกองทัพไทย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยแสดงจุดยืนเจตนาที่สามารถประสานงานกับกองทัพในการเคลื่อนแสนยานุภาพสังหารครั้งใหญ่ซึ่งส่งผลให้เกิด “กรณีคลิปเสียงอื้อฉาวเรื่องการสร้างสถานการณ์ภาวะฉุกเฉิน” ที่ยังไม่มีข้อสรุปมาครั้งหนึ่งแล้วในเดือนเมษายน ๒๕๕๒ แต่ฉากการนองเลือดสังหารหมู่ประชาชนครั้งนั้นมีอันต้องหยุดชะงักล้มเหลวไปเนื่องจากแกนนำ นปช. ประกาศให้ประชาชนสลายการชุมนุมทันท่วงทีก่อนการสังหารนองเลือดขนาดใหญ่กว่าเหตุการณ์ที่สามเหลี่ยมดินแดงจะเกิดขึ้นตามมา

วันนี้แสนยานุภาพสังหารของกองทัพมิได้ลดลง แสนยานุภาพอาวุธสงครามของ นปช.ไม่ปรากฎว่ามี แต่อุดมการสังหารของกลุ่มผู้มีอำนาจบารมีที่สามารถสั่งการเคลื่อนไหวพลานุภาพอาวุธสงคราม ทั้งจากภายในและภายนอกราชการกองทัพไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

อันที่จริง กลุ่มผู้มีอำนาจบารมีขับเคลื่อนพลานุภาพอาวุธดังกล่าวนั้นคงจะยินดีสนับสนุนและส่งทั้งคน เสริมทั้งทุน เพื่อการลับ-ลวง-พราง หนุนหลัง “กลุ่มเสื้อแดง” ที่ฝักใฝ่ความรุนแรงให้รีบหาทางกระตุ้นใช้ความรุนแรงในการเคลื่อนไหวมวลชนจำนวนมากขึ้น สำหรับการยกระดับสถานการณ์เพื่อนำไปสู่ฉากความล้มเหลวเฉียบพลันของ ขบวนการ นปช. ให้เร็วที่สุดก่อนที่รัฐบาลและพรรคการเมืองในกำกับของกลุ่มอำนาจอำมาตย์จะยับเยินไม่มีชิ้นดีทางการเมืองยิ่งไปกว่านี้

ถ้าหาก “วันเสียงปืนแตก” จะเกิดขึ้นจากผลของความพยายามทำให้แกนนำ นปช. และมวลชน นปช. เชื่อว่าประชาชนจำนวนมากมายมหาศาลสามารถเอาชนะ “อำมาตย์” โดยการต่อสู้ด้วยวิถีรุนแรงเด็ดขาดกับกองทัพที่มีกำลังพลน้อยกว่ามวลมหาประชาชน , วันนั้นมวลมหาชนจะ “ตายเป็นเบือ”

ฉากที่สองเป็นภาพการยกระดับสถานการณ์ภาคใต้ทั่วประเทศ

ข้อเสียเปรียบในเรื่องพลานุภาพอาวุธสงครามไม่เทียบเท่ากองทัพ มักจะทำให้มีผู้พิจารณาทางเลือกการต่อสู้ยืดเยื้อแบบ “การก่อการร้าย” โดยอาศัยกลุ่มขนาดเล็กกระจัดกระจายปฏิบัติการเป็นครั้งเป็นคราว โดยไม่สามารถคาดคะเนได้ว่า “สงครามก่อการร้าย” ที่ริเริ่มขึ้นนั้นจะจบลงด้วยภาวะความเป็น “ประชาธิปไตย” เมื่อไรและอย่างไรในอนาคต

แนวทางการใช้ความรุนแรงขนาดเล็กแต่ยืดเยื้อแบบ “ขบวนการก่อการร้าย” ดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลดังต่อไปนี้

๑) การขยายฉาก “สถานการณ์ ๓ จังหวัดภาคใต้” ขึ้นเป็นสถานการณ์ทั่วประเทศ


(๒) การสูญเสียแนวร่วมมวลมหาชนของ นปช. ภายในระยะเวลาไม่น่าจะเกิน ๑ ปี เพราะประชาชนไม่สามารถจะยินดีกับสภาพการดำเนินชีวิตที่ไม่ปลอดภัยและไม่สามารถคาดคะเนชะตากรรมของตนได้ว่าจะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอาวุธของฝ่ายใดเมื่อไรในการดำเนินชีวิตประจำวันหรือในการเดินทางออกมาร่วมชุมนุมกับ นปช. ต่อไป

๓) การช่วยให้ “ระบอบอำมาตย์” ชุดปัจจุบันมีข้ออ้างความชอบธรรมทางการเมืองทั้งภายในและการเมืองระหว่างประเทศในอันที่จะเร่งสร้าง “รัฐทหาร” เลียนแบบรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร

(๔) การช่วยเชื้อเชิญองค์กรตาม “นโยบายปราบปรามการก่อการร้าย” จากรัฐบาลสหรัฐและประชาคมอาเซียนเข้าสู่ประเทศไทยในเงื่อนไขที่สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มเติม ทั้งในด้านการค้าอาวุธสงครามที่สร้างภาระงบประมาณและเงินกู้ภาครัฐ และในด้านการสนับสนุนข้อแนะนำทางยุทธวิธีต่อต้านขบวนการก่อการร้ายที่กองทัพสหรัฐเป็นองค์กรเชี่ยวชาญระดับโลก

(๔) การยืดอายุการครองอำนาจตามระบอบอำมาตยาธิปไตยที่มีพลเรือนหรืออดีตทหารสืบทอดอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกยาวนานเกินกว่าจะคาดคะเน ทั้งนี้ โดยอาศัย “รัฐธรรมนูญ” หรือ “ธรรมนูญการปกครอง” ซึ่งจะแก้ไขเพิ่มเติมครั้งต่อไปอย่างไรก็เป็นการแก้ไขภายใต้สถานการณ์ก่อการร้ายที่เป็นคุณกับอำนาจแบบอำมาตย์และเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มแสนยานุภาพสังหารของกองทัพต่อไป

และ (๕) สังคมไทยหันเหทิศทางเป็น “สังคมแบบอิรัก” หลังสมัยประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็นแทนที่จะเข้าใกล้ความเป็น “สังคมประชาธิปไตย” ตามที่นักยุทธวิธีมวลชนนิยมความรุนแรงอธิบายสนับสนุนแนวทางของตนก่อนการเริ่มต้นฉากความล้มเหลวอันเนื่องมาจากการใช้ความรุนแรงในทางปฏิบัติ

วิสัยทัศน์สันติวิธีปฏิวัติการเมืองไทย [ii]

ในวิถีทางสร้างประชาธิปไตยที่แตกต่างไปจากแนวโน้มการก่อความรุนแรงทั้ง ๒ แบบข้างต้น พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี (จากการเลือกตั้งก่อน ก่อนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐) นำเสนอวิสัยทัศน์ “การสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี”[2] โดยกล่าวในเบื้องต้นว่า “ผู้มีอำนาจหรือรัฐบาลทุกยุคสมัย ต่างก็เห็นสอดคล้องกันว่า จะสร้างประชาธิปไตยขึ้นให้ได้ โดยการสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย โดยไม่ได้ศึกษาหรือเหลียวมองดูเลยว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วทั้งหลาย เขาสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาอย่างไร นั่นคือการสร้างประชาธิปไตยขึ้นก่อน หลังจากนั้นจึงยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยของเขาไว้”

หลังจากนั้นพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ให้คำอรรถาธิบายเพิ่มเติมในข้อเขียนดังกล่าวว่า “ฉะนั้นภารกิจอันดับแรกของแนวทางแก้ปัญหาชาติ คือ การศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง” และอธิบายว่า “รัฐธรรมนูญนั้นมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่เป็นความสำคัญสูงสุด ไม่สำคัญมากมากกว่าการสร้างระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นเรื่องหลัก”

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันว่า ;

“พูดให้ถึงที่สุด ก็คือการต่อสู้กันของขบวนการของระบบเผด็จการกับขบวนการของระบบประชาธิปไตย หรือขบวนการปฏิวัติประชาธิปไตยและอีกขบวนหนึ่งซึ่งมีเฉพาะในเมืองไทยก็คือขบวนการรัฐธรรมนูญที่มุ่งใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของการรักษาอำนาจไว้ให้มั่นคงที่สุด”


พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่าง ๒ ขบวนการดังกล่าวว่า ;

“การแก้ไขปัญหาเพื่อสมานฉันท์ในสภาวะปัจจุบัน ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้คู่กรณีของความขัดแย้งสร้างความสมานฉันท์ขึ้นได้โดยปราศจากคนกลางที่มีความรอบรู้ มีความเข้าใจเหตุแห่งปัญหา ท่านนั้นจะต้องมีประสบการณ์ ผู้มีฐานะสูง สูงกว่าคู่กรณี มีบารมีมากพอ และเป็นที่ยอมรับนับถือ เคารพรักโดยบุคคลทั่วไปอีกด้วย”


ดังนั้น “คนกลาง” และกระบวนการสร้างภาวะสมานฉันท์ตามแนวทางดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นความจำเป็นในขั้นรากฐานการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากสังคมไทยประสบความสำเร็จในการยอมรับให้ “คนกลาง” ดังกล่าวช่วยสร้างภาวะสมานฉันท์ต่อไปแล้ว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ชี้แนะถึงสิ่งที่จำเป็นจะต้องกระทำต่อเนื่องไปเพื่อ “การสร้างประชาธิปไตยก่อนการสร้างรัฐธรรมนูญ” สำหรับการรักษาประชาธิปไตยที่สร้างขึ้นนั้นว่า ;

“เมื่อประเทศมีความสมานฉันท์แล้ว ภารกิจสำคัญคือการสถาปนาระบอบประชาธิปไตย โดยใช้รัฐบาลเฉพาะกาลที่มีคนกลางเพื่อสร้างระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ”


ผู้เขียนเห็นว่าวิสัยทัศน์สันติวิธี ตามที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นำเสนอเป็นข้อแนะนำสาธารณะนั้นเป็นวิถีทางที่สามารถนำไปสู่ “การปฏิวัติประชาธิปไตย” ที่เป็นจริงในสังคมและการเมืองของไทยได้ ทั้งนี้บนพื้นฐานของ “การศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง” โดยประชาชนส่วนรวมของประเทศ และโดยบุคคลากรทางการเมืองแขนงต่าง ๆ ในระบบการเมืองและราชการของไทย

การทำให้ “การปฏิวัติประชาธิปไตยด้วยสันติวิธี” ตามวิสัยทัศน์ข้างต้นเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากกลุ่มพลังมวลชน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีบทบาทสำคัญของกลุ่มพลังมวลชนในเครือข่ายแนวร่วม “นปช.” ปัจจุบัน) ในอันที่จะใช้ความอดทน อดกลั้น หลีกเลี่ยงมิให้เกิดวิถีแห่งความรุนแรงในครรลอง ๒ ภาพอนาคตที่ผู้เขียนกล่าวถึงในตอนต้น ทั้งวิถีความรุนแรงที่อาจเป็นฝ่ายริเริ่มขึ้นเองและวิถีความรุนแรงที่กระทำตอบโต้การยั่วยุความรุนแรงจากฝ่ายตรงข้ามที่ขัดแย้งกัน

เพราะหากเกิดสภาพความรุนแรงขึ้นก่อน “การสร้างประชาธิปไตยด้วยแนวทางสันติวิธี” ตามวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะมีผลสัมฤทธ์ การเมืองไทยก็จะสูญเสียโอกาสสำคัญทางประวัติศาสตร์ (ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นโอกาสที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด) ในอันที่จะบรรลุถึง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อีกครั้งหนึ่ง โดยมีการเมืองระบอบคณาธิปไตยเข้าคั่นกลางต่อเนื่องไป

แต่ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งแฝงเร้นอันเป็นที่ขัดขวางความเจริญเติบโตของประเทศในประชาคมโลกต่อไป

*******************

[1] (เชิงอรรถเพิ่มเติม วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) ความพยายามของพลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล และ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี (นายทหารซึ่งเคยมีส่วนร่วมดำเนินการเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ทั้งจากกรณีการสังหารหมู่ในมัสยิดภาคใต้และกรณีการดักวางระเบิดสังหารในรถยนต์ ก่อนการรัฐประหาร ๒๕๔๙) ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ต่อเนื่องถึงต้นปีพ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นความพยายามในการโน้มน้าวให้มวลชนเสื้อแดงหันเหไปใช้วิถีแห่งความรุนแรง

[2] (เชิงอรรถเพิ่มเติมวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี พยายามดำเนินการเป็นแกนนำผลักดันการจัดตั้ง “กองทัพประชาชน” สำหรับขบวนการ นปช. ใช้ต่อสู้ด้วยวิถีอาวุธรุนแรง โดยอ้างว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ให้จัดตั้งโดยให้ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้บัญชาการสูงสุด แต่ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ แถลงปฏิเสธ และยืนยันแนวทางสันติวิธี ทั้งนี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ยังมิได้แถลงอย่างเป็นทางการว่าได้อนุมัติหรือเห็นด้วยกับการจัดตั้ง “กองทัพประชาชน” (ที่ส่อไปในทางการกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับ) ตามที่พลเอกพัลลภกล่าวอ้างและสื่อมวลชนกระแสหลักช่วยกันประโคมเป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศจริงหรือไม่

[i] บทความเผยแพร่ครั้งแรกในชื่อเรื่อง “สันติวิธีกับการปฏิวัติการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย” เพื่อเป็นเอกสารประกอบการบรรยายในการสัมมนา เรื่อง “ร่วมกันสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี” จัดโดย หนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิร์ลด์ ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

[ii] เนื้อหาข้อเขียนส่วนนี้ เขียนต่อจากเนื้อหาตอนต้น หลังจากที่ผู้เขียนได้อ่านบทความ โดย พณฯ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ การสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี” ในหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒๒ วันที่ ๒๐ ตุลาคม – ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ , หน้า ๑๐ - ๑๑ ในขณะที่ผู้เขียนได้ไปร่วมการบรรยายข้างต้น

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(9ก.พ.):ตอแหลแห่งชาติ

ที่มา Thai E-News



*** อันนี้สนุก ขอบอก ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ โดยเจ้าของนามปากกา"กาหลิบ"แห่งหนังสือพิมพ์โลกวันนี้
คลิ้กไปอ่านได้ที่เวบบล็อก ประชาธิปไตย100% ตอนนี้ว่ามาถึงตอนที่ 11 แล้ว(อ่านตอนแรก คลิ้ก) อ่านให้ซึ้งแล้วจะได้รู้ว่าทำไม"กาหลิบ"ถึงได้โดนบีบให้เลิกเขียนให้กับหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ของเขาร้อนจริงๆ..แต่หากอยากเก็บสะสม เชิญหาตามแผงมาอ่านรวดเดียวจบก็ได้"


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 นอกจากข่าวกิจกรรมการเมืองสังคมคึกคักแล้ว วันนี้เอาหนังสือสื่อเสื้อแดง และหนังสือที่ฝ่ายประชาธิปไตยควรอ่านมาฝากหลายเล่มด้วยกันจ้า ฝากข่าวคราว กิจกรรม รูปถ่าย คลิปข่าวได้ตามเคยที่ thaienews99@googlegroups.com เหมือนเดิม...ลงฟรีๆไม่มีเสียตังค์จ้า***


***นิตยสาร Voice of Taksin ฉบับที่ 14 ร้อนแรงทุกเรื่องราว 72หน้าท้าทายทุกบรรทัด พบกับ

- บทวิเคราะห์ถลกหนังหัวอำมาตย์เรื่อง องคมนตรีอดสู ต้นแบบสองมาตรฐาน โดย ทีมงานข่าวการเมือง

-เจ็บแสบถึงกึ๋นในลีลาคมความคิด จิตรพลจันทร์ องคมนตรีกับสตรีชั่ว

-สาวไส้สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีสองมาตรฐาน โดยสุธาชัย ยิ้มประเสร็ฐ

-คิดอย่างทักษิณกับความรู้การบริงานงานโดยพลโทปรีชา วรรณรัตน์

-ฅนบุญล้านนา ครูบาศรีวิชัย โดยธเนศน์ เจริญเมือง

-มาเล่นกอล์ฟกันเถอะ โดยชมรมกอล์ฟคนเสื้อแดง

-ปิดท้ายคำแถลงบก.”กูไม่กลัวมึง “ โดยสมยศ พฤกษาเกษมสุข


วางแผงแล้วที่ร้านซีเอ็ด นายอินทร์ ดอกหญ้า บีทูเอส แพร่พิทยา มีเดียเน็ตเวิร์ค The Red Shop เสียงทักษิณ และร้านหนังสือทั่วประเทศ สั่งซื้อ 089-280-2560***


THAIFREEDOM 2-อีกเล่ม นิตยสารTHAIFREEDOMรายปักษ์ ของชมรมผู้สื่อข่าวเสรีภาพไทย วางแผงทั่วประเทศแล้ว ฉบับที่ 2 นี้ว่าด้วยเรื่อง"เทวดาทรราช" โปรดอุดหนุนทุกแผงทั่วประเทศได้แล้ววันนี้


***อีกซักเล่ม ขอแนะนำหนังสือวิชาการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สังคม "อะไรนะลัทธิมาร์คซ์ 2" @ 120.-

บทที่1 แถลงการณ์พรรค ฉบับทันสมัย คาร์ล มาร์คซ +เฟรเดอริค เองเกลส์
บทที่2 ว่าด้วยการต่อสู้ของกรรมาชีพ วีไอ เลนิน โรซา ลัคเซมเบอร์ค ลีออน ทรอตสกี้
บทที่3 ว่าด้วยสตรี เฟรเดอริค เองเกลส์ กุหลาบ สายประดิษฐ์
บทที่4 ว่าด้วยศาสนา วีไอ เลนิน
บทที่5 ว่าด้วยสิ่งแวดล้อม คาร์ล มาร์คซ +เฟรเดอริค เองเกลส์
บทที่6 ว่าด้วยประชาสังคม การช่วงชิงความคิด สงครามจุดยืน สงครามขับเคลื่อน อันโตนิโย กรัมซี่
บทที่7 ว่าด้วยสงคราม วีไอ เลนิน
บทที่8 ว่าด้วยวิกฤตเศรฐกิจทุนนิยม

สั่งซื้อที่ pcpthai@gmail.com พร้อมส่งทางไปรษณีย์ หรือโทร. 081-6134792***

***ยังมีภาพข่าวเก็บตกกิจกรรมชุมนุมหน้าค่ายทหารทั่วประเทศ "ผูกมิตรทหารกล้า ต่อต้านขี้ข้าอำมาตย์"มาฝากอย่างต่อเนื่อง วันนี้คิวของเสื้อแดงแพร่ เป็นภาพที่เสื้อแดง แพร่'52 ไปอ่านแถลงการณ์ หน้า ม.พัน 12 ประมาณ 300 คน โดยมี กอรมน. เด่นชัย ตำรวจ สภ.เด่นชัย มาควบคุมหน้าค่าย ม.พัน 12(ชมภาพเสื้อแดงทั่วประเทศชุมนุมหน้าค่ายทหาร คลิ้กที่นี่)

พร้อมกันนี้ขอแจ้งข่าว ประชาสัมพันธ์"โครงการประชาธิปไตยสัญจร" ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่หน้าวัดห้วยหม้าย อ.สอง จ.แพร่ 18.00 น. และวันถัดไป 10 กุมภาพันธ์ หน้าวัดปางเคาะ ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่ 17.00 น. ขอเชิญชาวแพร่ร่วมงานให้คึกคัก***

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงกันมั่ง...หลังจากไปชุมนุมหน้าสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อทวงถามให้เร่งรัดดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีเขายสอยดาว กับเขายายเที่ยงของพวกเทวดาองคมนตรี คิววันพรุ่งนี้(10ก.พ.)เรียนเชิญพี่น้องเสื้อแดงออมแรงไว้ล่วงหน้าเจอกันที่สำนักงานกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติเร่งรัดคดีผู้ก่อการร้ายพันธมิตร ที่มีลิ้มเป็นหัวโจกบุกยึดสนามบินกัลทำเนียบรัฐบาล ผ่านมา1ปี75วันยังไม่มีใครไปนอนคุกซักราย พวกเราไปกันมากๆมีเพื่อนชวนเพื่อนมีญาติชวนญาติ ชวนกันไปกดดันตำรวจเลิกเกรงใจ"เส้นใหญ่หนุนหลัง"ให้กล้าๆเอาพวกหัวโจกก่อการร้ายเข้าคุกซักทีเหอะวะ มันจะตอแหลแลนด์กันไปถึงไหน...ฮ่วย!****

***ข่่าวจากเรดอินฮอลแลนด์ พร้อมแล้วที่จะแสดงพลังร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงคนรักประชาธิปไตยจากทั่วทุกมุมโลก เรายินดีและปรารถนาที่จะร่วมงาน ประสานงาน กับพี่น้องชาวเสื้อแดงทุกกลุ่ม เพื่อจะได้ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงกลับคืนมาสู่ประเทศไทย

พร้อมกันนี้เราได้จัดงานจิบน้ำชา พร้อมเสวนา ทางวิชาการ ในหัวข้อ"ประชาธิปไตย แบบไหน บ้านเมืองจึงเจริญ" ในวันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ นี้ ที่ร้านอาหาร Top Thai ถนน HERENSTRAAT เลขที่ 28 กรุงอัมสเตอรดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเวลา 11.00 นาฬิกา ด้วยบรรยากาศอบอุ่นแบบพี่ๆ น้อง ของคนรักประชาธิปไตย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ท่านที่เดินทางมาจากประเทศใกล้เคียง เรามีที่พักรับรอง

ท่านที่ประสงค์จะมาร่วมงานกรุณาแจ้งความจำนงมาได้ที่ คุณ พอกันธี อำมาตยา ผู้ประสานงานกลุ่มเรดอินฮอลแลนด์ +31 624 15 4693 หรือ email: rednederland@gmail.com***

***นปช.กำหนดการจัดโรงเรียน นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ครั้งที่ 2 ของภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเจ้าภาพ ในวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ นี้ ที่เขาพรายดำรีสอร์ท อำเภอสิชล นครศรีธรรมราช โดยจะจัดการเรียน หลักสูตรประชาธิปไตย เพียง 1 วัน ช่วงเย็น จะมีการเปิดปราศรัยของแกนนำ นปช. ท่านใดที่มีญาติพี่น้องในภาคใต้ีี่่ บอกกล่าวไปยังพี่น้องด้วย สนใจเข้าอบรมโรงเรียน นปช. ติดต่อที่ ประชาสัมพันธ์ ของรีสอร์ท เขาพรายดำ โทร. 075-771-111 และที่ คุณธนวุฒิ เลขา นปช. นครศรีธรรมราช 086-684-6569 ลงทะเบียนตั้งแต่ 7.30 - 8.30 น.

บรรยากาศของ เขาพรายดำรีสอร์ท อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช บ้านของ ณัฐวุฒิเอง บริการเต็มที่

***

***เชิญท่านที่สนใจเรื่อง"สื่อใหม่"ร่วมฟังบรรยาย Social Media-Social Network-การสร้างเครือข่ายทางสังคมผ่านสื่อสมัยใหม่ เช่น ทวิตเตอร์ ไฮไฟว์ เฟสบุค เอสเอ็มเอส อิเล็กทรอนิกส์เมล์ โดยวิทยากรรับเชิญคุณปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด Kapook.com
ในวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องบรรยาย วิทยาลัยนวัตกรรม อาคารอเนกประสงค์ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (ติดประตูถนนพระอาทิตย์)

การสัมมนาครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชา บศ 763 การบริหารสื่อสมัยใหม่ (New Media Management) ภาคการศึกษาที่ 3/2552 คำอธิบายรายวิชา (Course Description) แนวคิดและทฤษฎีของสื่อสมัยใหม่ ระบบและเทคโนโลยีในการผลิตและการออกแบบ หลักการในการบริหารของสื่อสมัยใหม่ สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อความนิยมของกลุ่มผู้บริโภค การตลาดในสื่อสมัยใหม่ รวมถึงการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและลิขสิทธิ์ในอุตสาหกรรมสื่อสมัยใหม่ อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ วิภา ดาวมณี สำรแงที่นั่งทางเฟสบุ๊ค Vipar Daomanee หรือ email: csi_edu@yahoo.com โทร.081-6134792 ***

***ขอเชิญชาวเสื้อแดงไทยในเยอรมันรอบ ๆ เขตเมือง Dortmund และพี่น้องผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยร่วมงานวันเสาร์ที่ 13 มีนาคม คศ.2010


เสื้อแดงเมือง Dortmund จัดชุมนุม (อาหารฟรี เครื่องดื่มจ่ายเอง)เวลา 12.00 น.-19.00 น. ณ ร้าน BAKUDA,Weisenburger str.8, 44137 Dortmund มีวิดิโอฉายเรื่องราวการต่อสู้ -เอกสารความรู้ประชาธิปไตยในงาน มิตรเสื้อแดงต่างถิ่น ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดมือถือ 0176 38187407 ทุกวัน***

***นปช.ยูเอสเอ แจ้งข่าว ขอเสนอช่องทางใหม่ในการรับฟังคลิปรายการที่จัดโดยเว็บ นปช.ยูเอสเอ ในแต่ละวัน (อันเนื่องมาจากขณะนี้ เว็บของนปช.ยูเอสเอทั้ง 2 แห่งถูกบล็อคอย่างถาวร โดย ICT) เพื่อไม่ให้พลาดรายการสำคัญ ทางทีมงาน นปช.ยูเอสเอ จะจัดส่งคลิปรายการของเรา ตรงถึง Inbox ของท่านเลย โดยจะเริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้สนใจ สามารถอีเมล์มาสมัครเป็นสมาชิก เพื่อรับคลิปในแต่ละวันได้ที่news@norporchorusa.com จึงเรียนมาเพื่อทราบ***

***มาแว้ว Mv เพลง GT200 โดย Nakara เจ้าเก่าอีกแล้วครับท่าน เชิญโหลดกระจายhttp://www.youtube.com/watch?v=KPNa-h--anA
เพลง จีที 200
คำร้อง Nakara
ทำนอง ฮักสาวอีเลคโทน
ชุด หมีน่าฮ๊าก

เพลงอื่นที่เกี่ยวข้อง
เพลง ยุทธการเขายายเที่ยง
http://www.youtube.com/watch?v=FZkGHXwnVUc

เพลง กู้โกง
http://www.youtube.com/watch?v=ulcgHLnKrVk

เพลงอื่นของ nakara
http://www.youtube.com/user/nakaramusic***



***ปิดท้ายด้วยสาวเสื้อแดงตามเคย เป็นสาวเสื้อแดงเจียงใหม่จ้า อยากรู้ก็ถามไถ่ผูกมิตรไมตรีกันเอง แต่ตอนนี้งานหนักมาก เพราะต้องไล่คนหน้าด้าน ชื่อพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม กับระบอบอำมาตย์หน้าด้าน โดนคดีเพชรซาอุฯ แต่ไม่ยอมสั่งพักราชการ ยังให้กร่างกันต่อไป เพื่อขัดขวางการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยของคนเมือง...ทั้งหนุ่มทั้งสาวเสื้อแดงเจียงใหม่ สู้ๆ***

Tuesday, February 9, 2010

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

เสื้อแดงชุมนุมหน้าอัยการสูงสุดชี้แจงคดี"บุกรุกที่ดิน-สนธิ"

ช่องสีน้ำเงินมาแล้ว

"เสื้อแดง" บุก อสส.จี้ 3 ปมร้อน "ยายเที่ยง-สอยดาว-สนธิ ลิ้มฯ หมิ่นสถาบัน" อัดอัยการ 2 มาตรฐาน

"เหวง"อ้าง"ฮุน เซน"ตำหนิรัฐบาลไทย เพราะถูก"กษิต"ด่าไว้ก่อน

พท.ผวายุบสภา สั่งผู้แทน เกาะติดอยู่พื้นที่

เปิดแผนรัฐบาลรับมือ"ม็อบเสื้อแดง"

‘เสื้อแดง’ยึดพื้นที่38จังหวัด ครึ่งประเทศ!!

ชวน-บรรหาร-ทักษิณ

รายงานจากลอนดอน (จบ) : ทูตไทยจัดถกการเมือง ‘ไรแลนด์’ :"ทำไม รธน. ไทยถึงทำงานไม่ได้ดี"

ที่มา ประชาไท

ปีเตอร์ ไรแลนด์ ย้ำระบอบรัฐธรรมนูญมีประสิทธิภาพได้ เมื่อองค์กรทางการเมือง อย่างรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ และระบอบการเลือกตั้งเข้มแข็ง ตรวจสอบได้ ยืนยันสิทธิเสรีภาพประชาชน ยอมรับและปฎิบัติตามกฎเกณฑ์ ด้านบวรศักดิ์ ระบุแก้ปัญหาไม่ใช่แค่ปฎิรูปการเมือง แต่ต้องแก้ความไม่เท่าเทียม มุ่งสู่รัฐสวัสดิการ

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.53 ที่ห้องประชุมบรูไน วิทยาลัยบูรพาและแอฟริกาศึกษา (School or Oriental and African Studies: SOAS) มหาวิทยาลัยลอนดอน สถานทูตไทยประจำสหราชอาณาจักรและสมาคมนักเรียนไทย SOAS ได้จัดเวทีเสวนา “สถานการณ์การเมืองไทย: ความเป็นมาและอนาคต” (Thai Political Situation: Wherefrom and Whereto?)

โดยมีนักวิชาการจากไทยและอังกฤษ 4 คนเป็นผู้อภิปราย ได้แก่ ศ.เกียรติคุณ ดร.สุจิต บุญบงการ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและบทบาทขององค์กรทางการเมืองต่างๆ ศ.ดร.ดังแคน แมคคาโก (Duncan McCargo) จากภาควิชารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยลีดส์ อภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ ศ.ดร.ปีเตอร์ ไรแลนด์ (Peter Leyland) จากมหาวิทยาลัยมหานครลอนดอน (London Metropolitan University) จะอภิปรายประเด็นรัฐธรรมนูญและองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญ และ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อภิปรายเรื่องทางออกจากวิกฤติการเมือง

โดยเสวนาครั้งนี้มีนักศึกษาไทยจากทั่วอังกฤษ นักการทูตในกรุงลอนดอน นักวิชาการอังกฤษทางด้านเอเชียศึกษา และประชาชนไทยในอังกฤษรวมถึงพระภิกษุชาวไทย เข้าร่วมฟังราว 300 คน

ทั้งนี้ ในตอนที่ 1 ได้รายงานเนื้อหาในส่วนคำอภิปรายของ ดร.สุจิต บุญบงการ และ ศ.ดร.ดังแคน แมคคาโก ไปแล้ว ต่อจากนี้คือ เนื้อหาในส่วนที่เหลือ

0 0 0

ศ.ดร. ปีเตอร์ ไรแลนด์ (มหาวิทยาลัยมหานครลอนดอน)
ศ.ปีเตอร์เริ่มการบรรยายว่า สถานการณ์รัฐธรรมนูญไทยในหลายๆ ปีที่ผ่านเป็นเหมือนรถไฟเหาะตีลังกาในเส้นทางเพื่อสร้างระบอบรัฐธรรมนูญ (Constitutionalism) คำถามที่ผมอยากตั้งคำถามสี่คำถามในฐานะนักวิชาการทางด้านรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มีวาระทางการเมือง คือ หนึ่ง ทำไมการปกครองภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญเหมือนจะเกิดขึ้นไม่ได้ ทำไมรัฐธรรมนูญไทยถึงทำงานไม่ได้ดีเท่าไหร่ สอง รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด (ทั้ง 2540 และ 2550) มีบทบาทในการสนับสนุนประชาธิปไตยของไทยหรือไม่ สาม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเสนอทางออกหรือไม่ สี่ มี รัฐธรรมนูญที่เป็นสูตรสำเร็จ (magic formula) หรือเปล่าที่จะรับประกันว่าไทยจะมีการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติไปสู่ประชาธิปไตย

เวลาเราพูดถึงระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ คำนิยามของมัน คือ มันไม่ใช่กฎเกณฑ์เท่านั้นแต่ผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองต้องยอมรับและปฎิบัติตาม ระบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญมีความเกี่ยวโยงโดยตรงกับนิติธรรม (Rule of law) เพื่อควบคุมอำนาจและสร้างกติกาทางการเมืองและกติกาที่มีเหตุผล (civil order and rational progress) และปฎิเสธการที่ผู้มีอำนาจไม่สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้

ดังนั้นถ้าเราต้องการทำให้การปกครองระบอบรัฐธรรมนูญมีประสิทธิภาพ เราต้องทำให้องค์กรทางการเมือง (institution building) เช่น รัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ และระบอบการเลือกตั้งเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง มีกลไกตรวจสอบ ยืนยันในสิทธิเสรีภาพของประชาชน และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ใช่เพียงแต่มีกฎเกณฑ์ แต่ทุกคนปฎิบัติตามและยอมรับกฎเกณฑ์เหล่านั้น

เมื่อเราโยงเข้ามาให้ใกล้กับสถานการณ์ในเมืองไทย เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญล่าสุด (40 และ 50)ได้สร้างสถาบันการเมืองเหล่านี้ขึ้นมา รวมถึงองค์กรที่มีกฎหมายของมันเอง และมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ศาลปกครอง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรเหล่านี้ถูกออกแบบให้มีอำนาจอย่างมาก ยกตัวอย่าง เช่น กกต. มีอำนาจมากเหมือนผู้ตัดสินกีฬาฟุตบอลที่จะสามารถให้ใบแดงกับนักการเมืองที่กระทำผิด ปปง. ศาลปกครอง และ ปปช. ก็มีอำนาจคล้ายๆ กันกับ กกต.

แต่หน้าที่ที่ว่านี้ยังไม่สามารถทำงานได้จริง ทุกคนไม่ได้มีความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายและเพราะองค์กรเหล่านี้ไม่มีความเชื่อมโยงกับหลักนิติธรรม องค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอิสระตามที่รัฐธรรมนูญต้องการเนื่องจากถูกกดดันทางการเมือง และไม่สามารถปฎิบัติตามกฎเกณฑ์ของมันที่มันควรจะทำได้ เหตุผลหนึ่งที่มันไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร คือ ปัญหาของสังคมไทยเนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมที่มีชนชั้นและมีกติกาทางสังคมตามฐานะ อำนาจ สถานะ

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐธรรมนูญปี 2540 คือ ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน สมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นกลางทางการเมือง และกระบวนการแต่งตั้งสมาชิกในองค์กรอิสระไม่ได้มีความเป็นอิสระทางการเมือง ทำให้ระบบการตรวจสอบล้มเหลว

ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ได้เป็นการเริ่มใหม่ทั้งหมดเนื่องจากองค์กรอิสระยังคงอยู่เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ปัญหาคือรัฐธรรมนูญไม่มีความชอบธรรมเนื่องจากไม่ได้มีการร่างโดยมีส่วนร่วมและมีส่วนประกอบใหม่ๆ เช่น มีความเป็นประชาธิปไตยน้อยลง แต่มีความมุ่งมั่นที่จะจัดการกับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ยกตัวอย่างเช่นกรณีอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช

แต่ปัญหาโครงสร้างทางการเมืองยังคงอยู่ เราเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกล้มโดยการชุมนุม ทักษิณยังมีบทบาทเหมือนเดิม และในสถานการณ์ปัจจุบันเราเห็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตในหลายกรณี รวมถึงการที่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกนำมาใช้โดยกลุ่มการเมืองกลุ่มเดียวเพื่อคุกคามคู่แข่งทางการเมือง

เมื่อถามว่าทางออกของการเมืองไทยคืออะไร ปัญหาที่ยังพบอยู่คือความไม่ชัดเจนเกี่ยวข้องในสองประเด็นหลัก ที่ผมคิดว่าหลายๆ คนคงเห็นด้วย คือ หนึ่ง-ความไม่ชัดเจนของการสืบสันตติวงศ์และสอง-จะจัดการกับอดีตนายกทักษิณอย่างไร บทบาทของทักษิณและการได้รับความสนับสนุนของเขาจะไม่หายไปแน่นอน และบทบาทในอนาคตของสถาบันทหารที่มีความปรารถนาในอำนาจตลอดมาจะเป็นอย่างไร และมีปัญหาทางชนชั้นทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตามการเมืองไทยยังมีระบบราชการที่เข้มแข็งและระบบศาลและองค์กรอิสระที่มีประสิทธิภาพและทำงานได้ในระดับหนึ่ง

ประเทศไทยอาจจะหาทางดูถึงความเป็นไปได้ในการแบ่งอำนาจระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองต่างๆ เช่น ในกรณีของประเทศอังกฤษถ้าประธานของ BBC มาจากพรรคแรงงาน รองประธานจะมาจากพรรคอนุรักษ์นิยมและสลับกันเช่นนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องดูถึงการกระจายอำนาจสู่ภาคต่างๆ ในประเทศรวมถึงการกระจายอำนาจไปสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ท้ายสุด สำหรับคำตอบของสูตรสำเร็จ (magic formula) เขาเสนอว่า การกระทำผิดโดยชนชั้นนำ (elites) ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้พิพากษา ทหาร ข้าราชการ ต้องได้รับโทษ รวมถึงองค์กรทางรัฐธรรมนูญต้องทำข้อตกลงว่ากรอบทางรัฐธรรมนูญของประเทศจะเป็นอย่างไรและยึดมั่นตามนั้น และสถาบันทางการเมืองต้องตกลงที่จะปฎิบัติตามกฎเหล่านั้น

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า)
สำหรับคำถามว่าเราจะไปทางไหนสำหรับอนาคตการเมืองไทย ซึ่งปัญหาการเมืองนี้ ผมคิดว่ามันอยู่ลึกกว่าแค่ปัญหาผิวเผินระหว่างความขัดแยกของเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ปัญหาอยู่ที่โครงสร้าง อยู่ที่การกระจายทรัพยากรและเงินตราของประเทศ ความรับรู้และเข้าใจประชาธิปไตยที่ต่างกัน แผนพัฒนาประเทศตั้งแต่แผนเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ในปี 2504 ที่จุดหลักของแผนคือดำเนินไปเพื่อพัฒนาธุรกิจ แผนที่ว่านี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรรมเลย และความสนใจของประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกรัฐให้ความสำคัญ รวมถึงการละเลยธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ทำให้ทรัพยากรจำกัดอยู่แค่ประชากรที่ฐานะดีและเป็นปัญหาจนถึงตอนนี้

คนรวยและชนชั้นกลางในเมืองเป็นฐานของประชากรที่สนับสนุนคนเสื้อเหลือง และคนจนในชนบทสนับสนุนคนเสื้อแดง โดยที่ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ โดยที่ทรัพย์สิน (Asset) ของทั้งประเทศถูกจำกัดอยู่ที่คนรวย 20 เปอร์เซ็นต์ของคนรวยทั้งหมดในประเทศมีทรัพย์สินทั้งหมด 69 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ ในขณะที่คนจนที่สุดของประเทศ 20 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของทรัพย์สินแค่ 1 เปอร์เซ็นต์

ในส่วนเงินออมและหุ้น ในประเทศไทยมีบัญชีในธนาคาร 70,000 บัญชีที่มีเงินฝาก 42 เปอร์เซ็นต์ของเงินทั้งประเทศ ถ้าเราคาดเดาว่าคนหนึ่งมีบัญชีสองบัญชี ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วเพราะคนทั่วไปมีบัญชีมากกว่าหนึ่งบัญชี สมมุติฐานนี้ก็จะหมายความว่าคนไทย 35,000 คนเป็นเจ้าของเงินครึ่งหนึ่งของประเทศ และสถิตินี้ก็มีผลกระทบกับการเมืองไทย

คนจนต้องพึ่งพาคนรวยที่มีอำนาจและต้องการให้คนรวยเหล่านี้เป็นตัวแทน โดยเฉพาะเป็นตัวแทนในฐานะรัฐมนตรี อำนาจทางการเมืองเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการโดยเฉพาะเมื่อทรัพยากรของประเทศอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ โครงสร้างเช่นนี้จึงทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจโดยมีอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นตัวอย่าง

โครงสร้างนี้ทำให้นักการเมืองร่ำรวย และเกิดปัญหาคอรัปชั่นในกระบวนการเลือกตั้งและทางนโยบายของประเทศ การปฎิรูปการเมืองในพ.ศ.2540 ไม่ได้ตอบปัญหาความไม่เท่าเทียมนี้อย่างแท้จริง การขึ้นมาสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทยจากการเลือกตั้ง ทำให้คนจนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเห็นถึงอำนาจของการเลือกตั้ง พวกเขาได้เงินกู้ดอกเบี้ยถูก โครงการรักษาพยาบาลที่แทบจะไม่ต้องเสียอะไรเลย ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองและนโยบายทางการเมือง ทำให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างไม่มีที่กังขา

กระบวนการเหล่านี้ทำให้คนจนพึ่งพาและเสพติดสิ่งที่รัฐบาลหยิบยื่นให้ ทั้งยังเป็นการใช้เงินในอนาคตอีกด้วย ขณะที่ภาคประชาสังคมอ่อนแอและกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไม่มีประสิทธิภาพ

หลายๆ ฝ่ายมีความกังวลว่า วิกฤติการณ์ทางการเมืองจะย้อนกลับมาอีก โดยคนเสื้อแดงจะมีการชุมนุมอย่างไม่มีกำหนดหลังช่วงตรุษจีน

คำตอบของการเมืองไทยคือ ประเทศไทยต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยการปฎิรูปการเมืองอย่างเดียวจะแก้ปัญหาที่ว่านี้ได้ แต่ต้องมีการปฎิรูปโครงสร้างที่มีความไม่เท่าเทียมในสังคม ทำให้ประชาชนตระหนักว่าสิทธิการเลือกตั้งต้องมาพร้อมกับความสามารถในการตรวจสอบผู้แทนของตัวเอง รวมถึงรัฐบาลต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ และการพัฒนาอาชีพ และรัฐธรรมนูญต้องมีการพูดถึงการสร้างรัฐสวัสดิการแทนที่จะมีเพียงนโยบายประชานิยมเพื่อแก้ความขัดแย้งนี้

หมายเหตุ: กองบรรณาธิการประชาไท พบว่า ในรายงานตอนที่ 1 มีความผิดพลาดในพาดหัวข่าวและเนื้อหา จึงได้ทำการแก้ไขแล้ว ต้องขออภัยผู้อ่านและคุณสุจิต บุญบงการ อย่างสูง และขอขอบคุณ "doctor J" ที่ได้ทักท้วงมา

ผู้หญิงกับการเมือง (1) : สีสันและความเปลี่ยนแปลงที่ยูเครน โบลิเวีย และคอสตาริก้า

ที่มา ประชาไท

สัปดาห์นี้ ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับผู้หญิงกับการเมืองเป็นประเด็นที่ชวนติดตามอยู่ในรายงานข่าวของซีกโลกตะวันตก และละตินอเมริกา

ที่เป็นสีสัน ตื่นตาตื่นใจผู้เสพข่าวมากสุด เห็นจะเป็นการประท้วงของกลุ่มเฟมินิสต์ยูเครนที่มีชื่อเรียกกันว่า “เฟเมน” (FEMEN) ที่หน้าคูหาลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 กุมภาพันธ์) โดยที่สมาชิกของกลุ่มเลือกใส่เพียงกางเกงยีนส์ ปล่อยช่วงบนเปลือยเปล่า มีเพียงเทปสำหรับพันสายไฟสีเขียวทำเป็นเครื่องหมายกากบาทปิดยอดอกไว้ พวกเธอยืนชูป้ายที่เขียนว่า “หยุดข่มขืนประชาธิปไตยของพวกเรา!”



รายงานข่าวแจ้งว่า การประท้วงของกลุ่มเฟเมนนี้เกิดขึ้นหลังการรณรงค์หาเสียงที่ชาวยูเครนรู้สึกหงุดหงิดกับผู้ลงสมัครแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองคน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการต่อสู้ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ

ส่วนสาวๆ กลุ่มเฟเมนนี้ เธอบอกกับนักข่าวว่า พวกเธอกำลังประท้วงจุดจดของประชาธิปไตยในยูเครน พวกเธอไม่ได้ทั้งต่อต้านหรือสนับสนุนผู้สมัครชิงตำแหน่งคนใดเป็นการเฉพาะเจาะจง

กลุ่มเฟเมนนี้มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย มีการประกาศภารกิจของกลุ่มไว้ว่า “เพื่อสร้างสภาพที่เอื้ออำนวยให้สตรีวัยรุ่นเข้าร่วมกับกลุ่มต่างๆ ทางสังคม..สนับสนุนซึ่งกันและกัน และด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม

ก่อนหน้านี้ กลุ่มเฟเมนจัดกิจกรรมรณรงค์ “ยูเครนไม่ใช่ซ่อง” เพื่อต่อต้านนักท่องเที่ยวที่มา “เซ็กส์ทัวร์” ที่ยูเครน โดยนอกจากส่งจดหมายเรียกร้องต่อรัฐบาลให้มีการออกกฎหมายลงโทษผู้ประกอบธุรกิจการค้าประเวณีและผู้ชักนำให้มีการซื้อการขาย และให้ห้ามกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องสงสัยว่ามาเซ็กส์ทัวร์เข้าประเทศด้วย นอกจากนี้ พวกเธอยังจัดกิจกรรมแสดงกลางถนนเรียกความสนใจของสื่อและสาธารณชนด้วย

ครั้งนั้น พวกเธอยังสวมใส่บราเซียร์ปกปิดทั้งเต้าไว้

แต่สำหรับการเปลือยอกประท้วงการเมืองยูเครนครั้งนี้ ตำรวจยูเครนบอกว่า “พวกเธอมีความผิดฐานละเมิดกฎหมายจัดการการประท้วงในที่สาธารณะ เพราะไม่ได้ขออนุญาตก่อน และทำการรบกวนการทำงานของคณะกรรมการเลือกตั้ง” ดังนั้น พวกเธอจึงถูกควบคุมตัวไปจ่ายค่าปรับฐานความผิดดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเฟเมนได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการรณรงค์ให้ทั้งชาวยูเครน (และชาวโลก)รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

เพราะการเปลือยอกของพวกเธอปรากฏทั้งภาพและข่าวไปทั่วโลก



ข้ามไปที่ละตินอเมริกา ประธานาธิบดี อีโว โมราเลส (Evo Morales) แห่งโบลิเวียที่เพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นขวัญใจของขบวนการสิทธิสตรีเมื่อเขาประกาศรายชื่อรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งมีจำนวนหญิงและชายฝ่ายละ 10 คนเท่ากัน

อีกประเด็นที่เป็นที่กล่าวถึง คือไม่มีรัฐมนตรีหญิงคนใดที่ประชาชนครหาได้ว่ามาจากสมาชิกในครอบครัวหรือแวดวงใกล้ชิดของท่านประธานาธิบดี

นอกจากสัดส่วนจำนวนรัฐมนตรีหญิงในรัฐบาลใหม่ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้การเมืองของโบลิเวียแล้ว ในสภาสูงของโบลิเวียยังมีสัดส่วนจำนวนสมาชิกหญิงถึง 47 เปอร์เซนต์ และมีผู้หญิงเป็นประธานสภาฯ

แต่ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นประเด็นที่สร้างความน่าตระหนกตกใจให้คนในประเทศอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงชนพื้นเมืองที่ได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสองมายาวนาน


ข่าวดีล่าสุดสำหรับขบวนการรณรงค์ประเด็นผู้หญิงกับการเมืองนั้น รายงานมาจากสาธารณรัฐคอสตาริก้า

ลอร่า ชินชิลล่า (Laura Chinchilla) วัย 50 ปี เพิ่งชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสาธารณรัฐคอสตาริก้า เธอจะเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของคอสตาริก้า และจะถูกนับเป็นประธานาธิบดีหญิงคนที่ห้าของกลุ่มประเทศละตินอเมริกาที่มีประธานาธิบดีหญิงมาก่อนหน้านี้แล้ว คือ นิคารากัว ปานามา ชิลี และอาร์เจนติน่า และทั้งหมดนี้มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม กล่าวกันว่า ลอร่า ชินชิลล่า ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของสาธารณรัฐฯ ได้รับการสนับสนุนจากนายออสการ์ อาเรียส ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน และเธอจะเป็นผู้สานต่อนโยบายเศรษฐกิจของเขา โดยเฉพาะนโยบายตลาดเสรี และการค้ากับจีน

นอกจากนี้ ลอร่า ชินชิลล่า ยังมีแนวคิดทางสังคมแบบอนุรักษ์นิยมในบางประเด็น เช่น คัดค้านการทำแท้ง และการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน

แต่นักโทษหญิงวัย 24 ปี คนหนึ่งที่ลงคะแนนเสียงให้ลอร่า ชินชิลล่า บอกว่า “ฉันเลือกลอร่า ชินชิลล่า เพราะเธอสัญญาว่าเธอจะต่อสู้เพื่อผู้หญิง เธอเป็นคนเดียวที่มาเยี่ยมพวกเราและบอกพวกเราเกี่ยวกับนโยบายของเธอ และฉันเชื่อเธอ”