ที่มา Thai E-News
โดย เปลวเทียน ส่องทาง
10 กุมภาพันธ์ 2553
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของ”คนเสื้อแดง” เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทย
แน่นอนว่า มีกลุ่มคนหลากหลายการจัดตั้งในการเข้าร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคมครั้งนี้
“คนเสื้อแดง” บางส่วนอยู่ภายใต้ฐานะการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย บางกลุ่มจัดตั้งโดยผ่านแนวร่วมประชาธิปไตยประชาชน(นปช.) มีไม่น้อยจัดตั้งกลุ่มเสื้อแดงกันขึ้นมาเอง บางคนเป็นแดงแบบปัจเจกชนก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย เป็นแดงอิสระ เป็นแดงเสรีชน
แต่พวกเขามีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อประชาธิปไตย มิเพียงเพื่อทักษิณเท่านั้น
“ประชาธิปไตย” จึงเป็นอนาคต เป็นสังคมที่ดีกว่าของประชาชนทุกชนชั้นทุกอาชีพ
พวกเขาจึงต่อต้าน ระบอบอำมาตยาธิปไตย
คงมีแต่พวกได้ประโยชน์ และมืดบอดทางปัญญาเท่านั้น จึงเลือกจุดยืนเพื่อระบอบอำมาตยาธิปไตย
หรือบางคนถูกทำให้เลือกระบอบอำมาตยาธิปไตย เพราะถูกมอมเมาครอบงำทางความจิตใจมาชั่วชีวิต ผ่านอิทธิพลของสถานการศึกษา และผ่านสื่อสารมวลชนของรัฐและสื่อมวลชนสายอำมาตยาธิปไตยที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนทั้งหลาย พวกเขาจึงขาดการรับรู้ด้านมืดของระบอบอำมาตยาธิปไตย และความก้าวหน้ากว่าของระบอบประชาธิปไตย
จึงเป็นภารกิจของ”คนเสื้อแดง” ที่ต้องช่วงชิงพวกเขาให้กลับมาอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ด้วยความอดทน เพราะพวกเขาหาใช่ศัตรูแต่อย่างใด เพียงแต่พวกเขายังหลับใหล ถูกปิดตาให้มืดมิดเท่านั้นเอง ถูกปิดหูไม่ให้ได้ฟัง เท่านั้นเอง
แน่นอนว่า มีกลุ่มคนหลากหลายชนชั้นเข้าร่วมในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคมครั้งนี้
บางคนเป็นนายทุนเสรีนิยมหรือทุนใหม่ บางคนเป็นชาวนาไร้ที่ดิน บางคนเป็นเกษตรกรรายย่อย บางคนเป็นนายทุนน้อย บางคนเป็นกรรมกรขายแรงงานเพื่อชีวิตอยู่รอดไปวันๆในชนบท บางคนเป็นกรรมกรรุ่นใหม่ในยุคสมัยใหม่ในสังคมเมือง และอื่นๆ
และพวกเขาทั้งหลายล้วนไม่ได้เป็น “อภิสิทธิ์ชน” แต่อย่างใด
นับว่า เป็นสิ่งที่ดีในการต่อสู้ครั้งนี้ ถ้าหากว่ากลุ่มชนชั้นต่างๆ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชีวิตของกันและกันอย่างภราดรภาพ ในฐานะพี่น้องร่วมรบร่วมศึกในท่ามกลางการต่อสู้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเคลื่อนตัวของเศรษฐกิจสังคมไทยยุคเสรีนิยมใหม่ปัจจุบัน สังคมไทยเดินสู่สังคมทันสมัย เทคโนโลยี่ล้ำหน้า พัฒนาอุตสาหกรรมหลายหลากแบบ สังคมไทยมิใช่สังคมชาวนาล้าหลังเหมือนในอดีต ภาคชนบทกลายเป็นเมือง ภาคเกษตรกรกรรมมีหลายหลายชนชั้น ที่สำคัญมีแรงงานรับจ้างรุ่นใหม่จำนวนมากเป็นประชากรส่วนใหญ่ในสังคมไทย
บางคนอาจจะเรียนจบระดับปวช. ปวส. ปริญญาตรี แต่ไม่มีปัจจัยการผลิต จึงกลายสภาพเป็น“กรรมกร” มีแรงงานเป็นสินค้า ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริหาร ภาคก่อสร้าง ภาคประมง ภาคเกษตรกรรม ฯลฯ มีทั้งแรงงานในระบอบ นอกระบบ และแรงงานข้ามชาติ
“กรรมกร” ผู้มีสิทธิมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับกลุ่มชนอื่นๆ ในสังคม พวกเขาเหล่านี้มีทั้งจัดตั้งในรูปแบบสหภาพแรงงานตามกฎหมาย และแบบกลุ่มเพื่อนไม่เป็นทางการ เพื่อต่อสู้ต่อรองกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นธรรม ชีวิตที่ดีกว่า เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ปัจจุบันพวกเขาต้องประสบพบกับกลยุทธ์ของทุนในการจ้างงานแบบเหมาช่วง แบบชั่วคราว แบบไม่เป็นทางการ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มกำไรให้ทุนสูงสุด และกดทับเบียดขับการรวมกลุ่มสร้างพลังของกรรมกร ภายใต้ที่รัฐไทยไม่ยอมให้สัตยาบัน ILO เพื่อยอมรับสิทธิของกรรมกรในสังคมไทย ซึ่งจะนำมาสู่การแก้กฎหมาย นโยบายด้านแรงงานต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรมต่อกรรมกร เปิดความชอบธรรมให้กรรมกร ต่อสู้เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ
“กรรมกร” ที่เห็นและเป็นอยู่ พวกเขาจึงไม่มีความมั่นคงในชีวิต แต่อย่างใด
“ชาวนา “ ผู้มีสิทธิมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับกลุ่มชนอื่นๆ ในสังคมก็เช่นกัน พวกเขาได้มีรูปการจัดตั้งแบบสหกรณ์ สหพันธ์ สมัชชา สมาชิกกองทุนฟื้นฟู ฯลฯ และแบบเป็นไปเอง พวกเขาต้องเผชิญกับปัญหาในแต่ละวัน และพวกเขาถูกกระทำจากนโยบายของรัฐที่มองชนบทเป็นเพียงส่วนเกินของการพัฒนา เป็นเพียงฐานการเติบโตของภาคการผลิตส่วนอื่นๆ
ปัจจุบัน หลายคนมีหนี้สินล้นตัว บางคนไม่มีที่ดินทำกินต้องเช่าเจ้าที่ดิน ฯลฯ และรัฐก็ไม่เคยมีนโยบายคุ้มครองเกษตรผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติให้มีความมั่นคงในชีวิตแต่อย่างใด แต่กลับปล่อยให้ทุน CP เอารัดเอาเปรียบในหลายรูปแบบ และยิ่งรัฐแบบอำมาตย์ครองอำนาจยิ่งไกลเกินฝันที่จะมีนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินเหมือนเช่นข้อเสนอในอดีตของปรีดี พยมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร เพราะย่อมกระเทือนถึงที่ดินของเหล่าอำมาตย์ทั้งหลาย
แน่นอนว่าตราบใดที่ระบอบอำมาตยาธิปไตยครองเมือง
ปัญหาของพวกเขาทั้งกรรมกร ชาวนา ย่อมหนักหน่วงทบทวีมากขึ้น
เพราะสิทธิ์เสียงของพวกเขาถูกเมินเฉย ไม่มีความหมาย เพราะอำมาตย์มองพวกเขาเป็นเพียงไพร่ทาสหาใช่มนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรีไม่
เพราะระบอบอำมาตย์ บอกพวกเขาว่า ชาติปางก่อนพวกเขาทำบุญไว้น้อย ชาตินี้จะต้องจน
เพราะระบอบอำมาตย์ สร้างความคิดและบอกสังคมว่า พวกเขา เครียด กินเหล้า แล้วก็จน
คงมิอาจปฏิเสธได้ว่า “คนเสื้อแดง” ผู้มีหัวใจยุติธรรม ย่อมต้องการแก้ไขปัญหาของพวกเขาในฐานะคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยด้วยเช่นกัน
คนเสื้อแดง คงเข้าใจกันดีว่า “กรรมกร” “ชาวนา” ซึ่งก็ล้วนเป็นลูกหลานคนเสื้อแดงส่วนใหญ่นั่นเอง
เพราะ”คนเสื้อแดง” ต้องการประชาธิปไตยทางการเมืองและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ
เพื่อลดช่องว่างทางชนชั้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้มีความเสมอภาคมากขึ้น
แม้ว่า “กรรมกร” และ”ชาวนา” หลายส่วนหลายองค์กรยังไม่ได้จัดตั้งตนเอง เพื่อต่อสู้ทางประชาธิปไตยด้านการเมือง
จึงเป็นภารกิจของ”ปัญญาชน” กรรมกร ชาวนา ที่ต้องยกระดับองค์กรเพื่อร่วมสู้ ร่วมเรียนรู้ถึงแนวทางของคนเสื้อแดงตามสภาพเงื่อนไขของกลุ่มตน พร้อมๆกับการต่อสู้ในชีวิตประจำวัน
“กรรมกร” “ชาวนา” จึงต้องจัดตั้งกลุ่มศึกษาของตนเอง เปิดโรงเรียนการเมืองกรรมกรชาวนา เหมือนเช่นโรงเรียนการเมืองคนเสื้อแดงเพื่อเรียนรู้เรื่องราวการเมืองการปกครอง ประชาธิปไตย เสนอปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาระยะยาวต่อคนเสื้อแดงและสังคมไทย ฯลฯ และมีจุดยืนเคียงข้างคนส่วนใหญ่
แม้ว่าการต่อสู้จะยืดเยื้อยาวนานเพราะเป็นสงความพื้นที่ทางความคิด
แต่อีกไม่นานก็จะมี”กรรมกร” “ชาวนา” แดงทั้งแผ่นดิน
เพราะหนทางต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในช่วงเงื่อนไขประวัติศาสตร์ปัจจุบันเป็นภาระกิจที่สำคัญ จะนำพากรรมกร ชาวนาสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตย ยุติธรรมและเสรีภาพ เพื่อผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์ให้ก้าวไปข้างหน้าสู่อนาคต เพื่อลูกหลานของกรรมกร ชาวนารุ่นต่อๆไป
“คนเสื้อแดง” “กรรมกร” และ “ชาวนา” “สู้”
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, February 10, 2010
คนเสื้อแดง กรรมกร และ ชาวนา “สู้"
ใจ อึ๊งภากรณ์ แนวคิดเรื่องการสร้าง “ประชาธิปไตย” ของอำมาตย์
ที่มา thaifreenews โดย ใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการสหรัฐแนวนี้ที่มีอิทธิพลต่อนักวิชาการไทยรุ่นเดียวกับสุจิต บุญบงการ คือ Fred Riggs ที่เขียนว่าไทยเป็น “รัฐข้าราชการที่กำลังพัฒนา” และประชาชนไทยส่วนใหญ่ “เหมือนเด็ก ไม่รู้เรื่องและไม่สนใจการเมือง” ในสถานการณ์แบบนี้นักวิชาการ “ผู้รู้จริง” จะต้องออกไปสอนประชาชนเรื่องประชาธิปไตย และนี้คือแนวทางของสถาบันพระปกเกล้า ที่มีคนอย่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นหัวหน้า สถาบันพระปกเกล้าตั้งชื่อมาตามอดีตกษัตริย์(เซ็นเซอร์) และเต็มไปด้วยนักวิชาการที่สนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา มักจะเป็นผู้นำแรงงานที่มีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนอย่าง สมศักดิ์ โกศัยสุข หรือสาวิทย์ แก้วหวาน ซึ่งเคยจัดกลุ่มศึกษาให้กับผู้นำแรงงานบางส่วน แต่เป็นกลุ่มศึกษาประเภท “บนลงล่าง” ที่ไม่เปิดโอกาสให้แรงงานนำตนเอง แต่สอนให้เชื่อฟังอาจารย์ใหญ่มากกว่า การดึงคนงานมาต่อสู้เพื่อผลประโยชน์อำมาตย์และคนชั้นสูง ในลักษณะที่ขัดต่อประโยชน์ตนเองต้องทำภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามคนงานก็คิดเองเป็น ซึ่งทำให้มีการทะเลาะถกเถียงระหว่างคนงานสายเหลืองกับแดงพอสมควรในเกือบทุกที่
9 กุมภาพันธ์ 2553
แนวคิดเรื่องการสร้าง “ประชาธิปไตย” ของอำมาตย์
หัวข้อนี้อาจดูแปลกๆ เพราะอำมาตย์เป็นพวกทำลายประชาธิปไตย
แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระแสประชาธิปไตยเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทยและทั่วโลก แม้แต่อำมาตย์เอง และโดยเฉพาะนักวิชาการเหลืองที่รับใช้อำมาตย์ ยังต้องสร้างเรื่องเพื่อให้รูปแบบการปกครองของเขาดูดีอาศัยความชอบธรรมจากคำว่า “ประชาธิปไตย” ทั้งๆ ที่มันคือเผด็จการชัดๆ สุจิต บุญบงการ
ในงานสัมมนาในปลายเดือนมกราคมปี ๒๕๕๓ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน สุจิต บุญบงการ นักวิชาการเหลือง พยายามใส่ร้ายว่าขบวนการคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งทั่วไปในรอบสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่อย่างที่สุจิตว่า
สุจิตพยายามชี้ถึง “พลังเงียบ” ของคนที่ไม่เอาทั้งสองฝ่าย แต่เนื่องจากพลังเงียบไม่ออกความเห็น(มันจึงเงียบ) เราไม่มีวันทราบว่าเขาคิดอย่างไร และในขณะเดียวกันไม่มีข้อมูลอะไรที่เสนอว่าพลังเงียบดังกล่าวเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม
อย่างไรก็ตาม สุจิตก็ท่องสูตรนักวิชาการอนุรักษ์ และพูดถึง “ประชาสังคม” ว่าเป็นพลังในการสร้างประชาธิปไตย
ประชาสังคมของคนอย่างสุจิตคือคนชั้นกลาง นักวิชาการ และนักเอ็นจีโอ ซึ่งถ้าพิจารณาในบริบทของสังคมไทยแล้วคนกลุ่มนี้เข้าข้างเผด็จการ สนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา และดูถูกวุฒิภาวะของพลเมืองส่วนใหญ่ในประเทศว่า “เข้าไม่ถึงข้อมูล” หรือ “ไม่เข้าใจประชาธิปไตย”
ตกลงแล้วสำหรับนักวิชาการอำมาตย์ พลเมืองส่วนใหญ่ที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน หรือเพื่อไทย ไม่ฉลาดเท่าตัวเขาเองเพราะไปถูกหลอก ถูกซื้อ ไม่เหมือนนักวิชาการ นักเอ็นจีโอ หรือคนชั้นกลางที่ “รู้จริง” อันนี้เป็นแนวอภิสิทธิ์ชนชัดๆ แต่มันมีที่มาที่ไปและเชื่อมกับแนวคิดอนุรักษ์สากลด้วย
รัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไทยจนถึงยุคช่วงพฤษภา ๓๕ ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดรัฐศาสตร์ฝ่ายขวาอเมริกา ที่เสนอแนวคิด “โครงสร้างหน้าที่”
แนวคิดนี้เน้นการสร้างประชาธิปไตยเหมือนวิศวกรสร้างเครื่องจักร คือมีการออกแบบสถาบันการเมืองต่างๆ และกระบวนการทางการเมือง เพื่อสร้างความมั่นคงของการปกครองของชนชั้นอภิสิทธิ์ โดยชนชั้นอภิสิทธิ์เองและนักวิชาการชนชั้นกลาง
สำหรับเขารูปการปกครองประชาธิปไตยสมบูรณ์คือสหรัฐอเมริกา แต่เขาจะไม่พูดถึงการที่ประชาชนสหรัฐเบื่อหน่ายกับการเมืองสองขั้วของนายทุน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการเลือกปฏิบัติต่อคนผิวดำแต่อย่างใด นอกจากนี้มีการอธิบายว่า “วัฒนธรรมตะวันตกทำให้ประชาชนเข้าใจประชาธิปไตย” ซึ่ง “ไม่เหมือนสังคมไทย”
แนวคิดนี้เสนอทฤษฏี “การทำให้ทันสมัย” ที่อธิบายว่าประเทศด้อยพัฒนายังเป็นเผด็จการเพราะชนชั้นกลางยังไม่เติบโตและสังคมยังไม่สุกงอม อันนี้กลายเป็นข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวในการที่สหรัฐ ถือว่าเผด็จการทหารไทยเป็นส่วนหนึ่งของ “โลกเสรี” ในสงครามเย็น เพราะในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจเจริญไทยคงเป็นประชาธิปไตย “ไปเอง” บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ตั้งแต่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก มีกระแสวิชาการใหม่อีกกระแสหนึ่งเกิดขึ้นมาแทนแนวโครงสร้างหน้าที่ กระแสนี้เน้นการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ไม่สังกัดกับองค์กรรัฐ และก่อกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องประเด็นของตนเอง คนเหล่านี้เป็นพลังหลักในการขยายพื้นที่ประชาธิปไตยในความเห็นของนักวิชาการสายนี้
ข้อดีคือเน้นบทบาทประชาชน และเน้นการสร้างประชาธิปไตยโดยประชาชนจากล่างสู่บน ในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ประชาสังคม” แต่ข้อเสียมาจากการนิยามว่าใครเป็นส่วนหนึ่งของประชาสังคม เพราะนักวิชาการฝ่ายขวาอนุรักษ์จะเน้นว่าต้องเป็นคนชั้นกลาง และเอ็นจีโอ หรือพูดง่ายๆ เป็นคนที่มีการศึกษา “ไม่โง่”
แต่เราทราบดีว่าคนชั้นกลางในไทยสนับสนุนเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทั้งๆ ที่เคยสนับสนุนการต่อสู้กับเผด็จการ รสช. ในพฤษภา ๓๕ พูดง่ายๆ คนชั้นกลางโลเล เข้าข้างเผด็จการหรือประชาธิปไตยแล้วแต่ผลประโยชน์ และเอ็นจีโอก็ไปสนับสนุน ๑๙ กันยา ทั้งๆ ที่เคยต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในอดีต
นอกจากนี้ชนชั้นกลางทั่วโลกก็มีพฤติกรรมที่ไม่ต่างออกไป5 เช่นในสิงคโปร์ก็สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ และในยุโรปตะวันออก และเกาะเฮติ เอ็นจีโอมักสนับสนุนเผด็จการหรือผลประโยชน์ธุรกิจ7 ประเวศ วะสี
ชัยอนันต์ สมุทรวานิช
นักวิชาการที่เสนอแนว “ประชาสังคมแบบชนชั้นนำ” อย่างนี้นอกจาก สุจิต บุญบงการ แล้ว มี ประเวศ วะสี และ ชัยอนันต์ สมุทรวานิช โดยที่ประชาสังคมของเขาจะร่วมมือกับรัฐอำมาตย์ และผู้ที่ “เป็นภัยต่อประชาธิปไตย” คือประชาชนส่วนใหญ่ที่ขาดการศึกษาและ “เข้าไม่ถึงข้อมูล” โดยเฉพาะขบวนการคนเสื้อแดง
แนวทางสร้างประชาธิปไตยของคนก้าวหน้า
สำหรับคนก้าวหน้า เรามองว่าประชาธิปไตยต้องมาจากการต่อสู้ของประชาชนคนชั้นล่างเอง มันต้องเป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนเพื่อประชาชน
ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการก้าวหน้าอย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่มองว่า “ประชาสังคม” คือขบวนการของชาวบ้าน ไม่ใช่คนชั้นกลาง นิธิ เอียวศรีวงศ์
หรือนักวิชาการมาร์คซิสต์ที่มองว่าการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างกรรมาชีพ หรือคนจนกับชนชั้นปกครองคือวิธีขยายประชาธิปไตย โดยไม่มีการแยกระหว่างการเคลื่อนไหวเพื่อเรื่องปากท้องเศรษฐกิจกับเรื่องการเมือง
ฝ่ายก้าวหน้าจะมองว่าประชาธิปไตยไม่ได้มาจากการออกแบบของ “วิศวกรรัฐศาสตร์” โดยเฉพาะพวกนักวิชาการเสื้อเหลือง หรือมาจากการเคลื่อนไหวของคนชั้นกลางและเอ็นจีโอ และแน่นอนรัฐประหารสร้างประชาธิปไตยไม่ได้
ที่สำคัญคือ เราไม่ได้มองว่าประชาชนโง่ ไม่ว่าจะจบการศึกษาระดับใด การที่พลเมืองไทยเลือกไทยรักไทยจำนวนมาก มาจากการใช้ปัญญาในการคิดเรื่องการเมือง และบ่อยครั้งคนที่จบมหาวิทยาลัยอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ทำให้ตาบอด คือไม่กล้าใช้ปัญญาอย่างสุจริต เพราะข้อสรุปจะตรงข้ามกับผลประโยชน์ตนเองในฐานะคนรวย
สำหรับเรา คนเสื้อแดงคือพลังทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย จะเรียกว่ามวลชนคนชั้นล่าง หรือจะเรียกว่าประชาสังคมของประชาชนธรรมดาก็ได้
และในการเสนอว่าคนเสื้อแดงคือประชาสังคมเพื่อประชาธิปไตย เราเข้าใจดีว่ามนุษย์ธรรมดาที่ตื่นตัวทางการเมืองและเข้ามาร่วมการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง นำความคิดเก่าๆหลากหลายที่อยู่ในหัวสมองมาเคลื่อนไหวอีกด้วย บางครั้งก็ก้าวหน้า เช่นการสนับสนุนประชาธิปไตยหรือการชื่นชมนโยบายที่เป็นประโยชน์สำหรับคนจน แต่บางครั้งก็มีความคิดล้าหลังที่ได้มาจากสังคมอำมาตย์ตกค้างอยู่ เช่นการไม่เคารพคนรักเพศเดียวกัน หรือการกดขี่ชาวมุสลิมภาคใต้เป็นต้น
ในโลกจริงไม่มีใครเป็นเทวดาหรือเป็นพระแต่กำเนิด ขบวนการของเราเป็นขบวนการของพลเมืองผู้ทำงานที่มือเปื้อนดินทรายที่พยายามทำไปและเรียนรู้ไป แต่ที่สำคัญเราต้องการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยและความทันสมัย
ในขณะที่ชนชั้นกลาง พันธมิตรฯ นักวิชาการเหลือง และเอ็นจีโอส่วนใหญ่ ต้องการปกป้องสภาพเดิมหรือหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคอำมาตย์ในอดีต เขากลัวอนาคตในขณะที่เราต้อนรับอนาคต
อิทธิพลของพันธมิตรฯ เสื้อเหลืองในขบวนการกรรมาชีพ
สหภาพแรงงานถือว่าเป็นการรวมตัวกันของพลเมืองธรรมดา และถือว่าเป็น “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม” และส่วนหนึ่งของประชาสังคมที่มีความสำคัญ นอกจากนี้การต่อสู้เพื่อเรื่องปากท้องถือว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
คนงานกรรมาชีพส่วนใหญ่ในประเทศไทยได้รับผลประโยชน์จากนโยบายของ ไทยรักไทย ไม่ใช่ว่าพรรคนี้แค่ครองใจคนในชนบทเท่านั้น เพราะคนงานในเมืองมักจะมีญาติพี่น้องพ่อแม่ที่ได้ประโยชน์จากโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคและกองทุนหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้ลดภาระของกรรมาชีพในเมืองที่เคยต้องเลี้ยงดูครอบครัวในชนบท
อย่างไรก็ตามขบวนการเสื้อแดงจนถึงทุกวันนี้ยังละเลยการสร้างกระแส และกลุ่มอิทธิพลในสหภาพแรงงานต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการละเลยแหล่งพลังสำคัญ
ในบางสหภาพแรงงาน โดยเฉพาะในรัฐวิสาหกิจรถไฟและไฟฟ้า หรือในโรงงานประกอบรถยนต์ในภาคตะวันออกบางแห่ง พวกพันธมิตรฯได้เข้าไปสร้างอิทธิพลระดับหนึ่ง แต่ลักษณะอิทธิพลของพันธมิตรฯนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเสริมพลังกรรมาชีพหรือสหภาพแรงงานในด้านชนชั้นแต่อย่างใด และแน่นอนเป็นการต่อสู้เพื่ออำมาตย์ (เซ็นเซอร์) และนายทุนใหญ่ที่กดขี่ขูดรีดคนงานส่วนใหญ่มานาน มันจึงมีความขัดแย้งในตัวเอง
ลักษณะพิเศษของขบวนการแรงงานที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลพันธมิตรฯ มีดังนี้ สมศักดิ์ โกศัยสุข
สาวิทย์ แก้วหวาน
ผู้นำแรงงานที่เข้ากับพันธมิตรฯ มีแนวโน้มจะเป็นผู้นำแรงงานเต็มเวลา ไม่ต้องทำงานในโรงงานข้างเคียงคนงานธรรมดา และบ่อยครั้งได้รับเงินเดือนในระดับสูงกว่าคนงาน อาจได้เงินเดือนจากเอ็นจีโออีกด้วย ซึ่งทำให้ผู้นำเหล่านี้ห่างเหินจากคนงานรากหญ้าที่อาจชอบนโยบาย ไทยรักไทย ดังนั้นสภาพทางเศรษฐกิจสังคมของผู้นำเหล่านี้ช่วยให้เขาเป็นเหลืองได้
วิธีการต่อสู้ของสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา มักจะมองว่าการรณรงค์ในหมู่สมาชิกให้มีการนัดหยุดงาน “ทำยาก” ผู้นำสหภาพเลยหันไปหาทางลัด โดยการเน้นการเจรจาผูกมิตรกับฝ่ายบริหาร หรือนักการเมืองมากกว่าการปลุกระดมสมาชิก อันนี้เห็นชัดในกรณีรถไฟและ กฟผ. แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าสมาชิกสหภาพจะไม่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประโยชน์คนงานเลย มีหลายกรณีที่ออกมาสู้ แต่วัฒนธรรมการหาพรรคพวกในหมู่ “ผู้ใหญ่” นำไปสู่การร่วมกับนายทุนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล และทหาร คมช.
เวลาสหภาพที่มีแกนนำเป็นเหลืองต่อสู้กับนายจ้าง เช่นในโรงงานรถยนต์ภาคตะวันออก แกนนำจะเน้นยุทธวิธีการอ้างถึงผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลเหลืองที่สนับสนุนเขา หรืออาจนำพวกอันธพาลพันธมิตรฯ มาขู่นายจ้าง แทนที่จะปลุกระดมและสร้างความเข้มแข็งของแรงงานและสหภาพเอง ในระยะยาวการต่อสู้แบบนี้จะทำลายสหภาพ และพวกผู้ใหญ่เหลืองๆ ก็จะไม่สนใจว่าลูกน้องแรงงานเคยไปรับใช้เขาในอดีต เพราะผลประโยชน์ผู้ใหญ่คือผลประโยชน์นายทุน
อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรเหมารวมว่าสมาชิกทุกคนในสหภาพหนึ่งจะมีแนวคิดเหมือนแกนนำ และเราไม่ควรมองว่าการต่อสู้ของสหภาพเหลืองจะทำเพื่อเบื้องบนอย่างเดียวตลอดกาล ถ้าเราสามารถชักชวนให้มีการสู้เพื่อประโยชน์แท้ของคนงานในเรื่องประจำวัน เราจะมีโอกาสทำลายความจงรักภักดีที่เขามีต่อพันธมิตรฯได้ เพราะจะเกิดความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงมากขึ้น อเนก เหล่าธรรมทัศน์
เราต้องข้ามพ้นหนังสือ สองนัคราประชาธิปไตย ของ อเนก เหล่าธรรมทัศน์
หนังสือ "สองนัคราประชาธิปไตย" ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ดูเหมือนมีอิทธิพลสูงในสังคมไทย โดยเฉพาะในหมู่คนที่วิจารณ์และคัดค้านรัฐบาล ไทยรักไทย และสนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ดังนั้นเราคงต้องมาทบทวนวิเคราะห์หนังสือเล่มนี้ในบริบทการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน
หนังสือ "สองนัคราประชาธิปไตย" เขียนในช่วงที่สังคมไทยกำลังถกเถียงกันในเรื่องการปฏิรูปการเมืองที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ที่สำคัญคือหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นก่อนที่จะเห็นผลรูปธรรมของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ และก่อนที่จะมีการก่อตั้งพรรค ไทยรักไทย และในช่วงภายหลังเอนกเข้าไปเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ และหลังจากนั้นร่วมก่อตั้งพรรคมหาชน ในที่สุดนักวิชาการคนนี้ไปสนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา
ข้อเสนอหลักในหนังสือ "สองนัคราประชาธิปไตย" คือ มันมีความแตกแยกสำคัญระหว่างสองซีกในสังคมไทย (สองนัครานั้นเอง) คือระหว่างคนเมืองและคนชนบท
เอนกเสนอว่าคนเมืองเป็นคนชั้นกลาง และคนชนบทเป็นชาวไร่ชาวนา และเสนอต่อไปว่าคนชั้นกลางในเมืองเป็นคนที่ใช้วิจารณญาณ และมาตรฐานคุณธรรมในการเลือกหรือวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลต่างๆ และคนชั้นกลางเหล่านี้เป็นคนที่มีความคิดอิสระ ส่วนชาวไร่ชาวนาในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม มีคะแนนเสียงข้างมากในวันเลือกตั้ง โดยมักจะเลือกนักการเมืองท้องถิ่นในลักษณะการเลือกเจ้านายอุปถัมภ์ คือจะเลือกผู้ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลืออุปถัมภ์ตน และจะไม่มองว่าการซื้อขายเสียงผิดหรือขัดกับคุณธรรม เพราะเป็นพิธีกรรมระหว่างผู้อุปถัมภ์กับลูกน้อง เอนกมองว่าการลงคะแนนเสียงของชาวชนบทนี้ไม่ใช่ภายใต้ความคิดอิสระเหมือนชนชั้นกลาง แต่เป็นการตอบแทนบุญคุณตามระบบอุปถัมภ์ที่มีมานานตั้งแต่สมัยไพร่กับนาย
ทั้งหมดนี้ทำให้ชาวชนบทเป็นฐานคะแนนของรัฐบาล แต่คนชั้นกลางในเมืองเป็นผู้ล้มรัฐบาลเพราะไม่พอใจกับนโยบายต่างๆ แต่การวิเคราะห์สังคมไทยแบบนี้ของเอนก ที่มองว่าเส้นแบ่งหลักคือระหว่างเมืองกับชนบทมีปัญหาหลายประการคือ
เอนกมองว่าคนเมืองคือชนชั้นกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ผู้บริหาร และผู้ประกอบการรายย่อยที่แสวงหารัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ แต่มีกลุ่มส่วนน้อยของชนชั้นกลางที่เป็นนักศึกษา นักวิชาการ และคนทำงานเอ็นจีโอ ซึ่งกลุ่มหลังนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในสังคม แต่ภาพคนเมืองแบบนี้มองข้ามคนงานปกคอขาวที่ทำงานในออฟฟิสบริษัทเอกชนหรือร้านค้า มองข้ามพนักงานรัฐวิสาหกิจ คนขับรถเมล์ คนขับแทกซี่ คนงานในโรงงาน และลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ในเมืองเป็นชนชั้นกรรมาชีพ ทั้งปกคอขาวและปกคอน้ำเงิน
เอนกมองข้ามการแบ่งชนชั้นในชนบท และการที่เกิดเมืองต่างๆ ทั้งใหญ่และเล็กในต่างจังหวัด ซึ่งทำให้คนต่างจังหวัดไม่ได้เป็นแค่ชาวไร่ชาวนาเท่านั้น
การเสนอว่าคนชนบทเป็นผู้ที่ขึ้นกับนายอุปถัมภ์ เป็นการดูถูกความสามารถของเขาที่จะคิดเองอย่างอิสระ เป็นการโทษคนชนบทว่าเป็นฐานเสียงนักการเมืองแย่ๆ
ระบบอุปถัมภ์ในชนบท?
หนังสือ "สองนัคราประชาธิปไตย" เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับประเด็นปัญหายุคนี้เมื่อเราพิจารณาข้อเสนอของเอนกในการแก้ปัญหาการซื้อขายเสียงและระบบอุปถัมภ์ในชนบท
เอนกมีข้อเสนอสำคัญสองข้อคือ
รัฐบาลต้องลงมาพัฒนาชนบทโดยตรงเพื่อให้การผลิตในชนบทเชื่อมโยงกับระบบตลาดของทุนนิยม ต้องมีการเพิ่มเทคโนโลจี และทุ่มเทงบประมาณรัฐในด้านนี้ ชนบทจะได้มี "ความเป็นเมือง" มากขึ้น
ต้องมีพรรคการเมืองที่เน้นนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้นโยบายกลายเป็นประเด็นหลักในการเลือกรัฐบาลของชาวชนบท แทนระบบอุปถัมภ์ ซึ่งจะมีผลในการลดอิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่นอีกด้วย
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับคำนิยามของระบบอุปถัมภ์ที่นักสังคมศาสตร์ทั่วไปใช้กัน และที่อเนกใช้ในหนังสือ"สองนัคราประชาธิปไตย" ระบบอุปถัมภ์ดังกล่าวมักเป็นสายสัมพันธ์ปัจเจกระหว่างนายกับผู้ได้รับอุปถัมภ์ ไม่ใช่สายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และในกรณีที่พรรคการเมืองเป็นผู้อุปถัมภ์ ผลประโยชน์ที่พรรคยื่นให้ประชาชนเป็นผลประโยชน์พิเศษที่ตกกับคนกลุ่มหนึ่งตระกูลหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่ และพรรคการเมืองแบบนี้มักไม่สนใจการเสนอนโยบายเลย
ถ้าเราอ่านแล้วตั้งคำถามว่า ไทยรักไทย ทำอะไร? มันคงเริ่มชัดเจนว่า ไทยรักไทย ทำตามข้อเสนอของเอนกทุกข้อ คือมีการทุ่มเทงบประมาณลงในหมู่บ้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า มีการรณรงค์ให้ทำ OTOP มีการพยายามพัฒนาระบบการศึกษา และระบบสาธารณสุข และรัฐบาลเริ่มลดอิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่นและการซื้อขายเสียงลงโดยการเชื่อมชนบทกับนโยบายรัฐบาลโดยตรง และที่สำคัญ ไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองแรกในรอบ 20 กว่าปีที่เสนอนโยบายชัดเจนในการหาเสียง และพยายามทำตามนโยบายดังกล่าวเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาล
อย่างไรก็ตามในหมู่นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวเสื้อเหลือง มีการพูดเกือบจะเป็นหนึ่งเลยว่ารัฐบาลทักษิณ "สร้างระบบอุปถัมภ์ในชนบทผ่านนโยบายประชานิยม” และมีการเสนอต่อว่าสาเหตุที่คนจนและคนชนบทลงคะแนนเสียงให้ ไทยรักไทย ในปี ๒๕๔๘ และ ๒๕๔๙ ก็เพราะ "ชาวชนบทไม่ได้ตัดสินใจอย่างอิสระ เนื่องจากถูกดึงมาเข้าระบบอุปถัมภ์ และไม่ได้รับรู้ข้อมูลแท้เกี่ยวกับรัฐบาล”
และที่แปลกที่สุดคือมีการอ้างถึงหนังสือ "สองนัคราประชาธิปไตย" เพื่อพยายามให้น้ำหนักกับแนวคิดนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่มีการมองกลับหัวกลับหางอย่างสิ้นเชิงแบบนี้? คำตอบคือข้อมูลความจริงไม่เคยเป็นอุปสรรค์ต่อการโกหกของนักวิชาการเสื้อเหลืองเลย
แล้วอเนกทำอะไรในยุค ไทยรักไทย? ในยุคที่นำ พรรคมหาชน เอนกอาศัยการอุปถัมภ์จากเจ้าพ่อการเมืองแบบเก่าสองคนคือเสธ.หนั่นกับวัฒนา อัศวเหม
ต่อมาหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา เอนกเสนอว่าประชาธิปไตยที่เหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทยคือ “แบบไทยๆ” หรือแบบอำมาตย์นั้นเอง เพราะมองว่าประชาชนต้องแบ่งอำนาจกับทหารและกษัตริย์
ในความเป็นจริง การเลือกตั้งที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าคนชนบท และคนจนในเมือง ชื่นชมในนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ไทยรักไทย และในเมื่อมีแค่พรรค ประชาธิปัตย์ ชาติไทย มหาชน และ ไทยรักไทย ให้เลือกในโลกจริง ชาวชนบทใช้วิจารณญาณและความคิดอิสระในการเลือกรัฐบาลของพรรคที่มีนโยบายชัดเจน ในขณะที่ชนชั้นกลางที่เคยนิยม ไทยรักไทย ในช่วงต้นๆ เปลี่ยนรสนิยมตามแฟชั่นและวิ่งตามฝูงโดยไม่มีความคิดอิสระ แถมยังดูถูกคนจน ไม่ไว้ใจการลงคะแนนเสียงในระบบประชาธิปไตย และหันมาเรียกร้องให้กษัตริย์แต่งตั้งรัฐบาลตามมาตรา 7 และหลังจากนั้นก็เชียร์รัฐประหาร
ปัญหาหลักของ ไทยรักไทย ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบอุปถัมภ์ในชนบท และไม่ได้อยู่ที่การสร้างเผด็จการใดๆ หรือการคอร์รัปชั่นเป็นพิเศษมากกว่าพรรคอื่นหรือองค์กรอื่นๆ แต่อยู่ที่การปราบปรามประชาชนในภาคใต้และในสงครามยาเสพติด พร้อมกับการใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด ซึ่งทำลายประสิทธิภาพของนโยบายสวัสดิการของรัฐบาล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีและก้าวหน้า เกิดข้อเสียเพราะมีงบประมาณไม่พอเนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมเก็บภาษีเพิ่มจากคนรวย และใช้กลไกตลาดในการคิดบัญชีภายในระบบเอง
ยิ่งกว่านั้นการเซ็นสัญญา FTA ที่ให้อภิสิทธิ์อันไม่ชอบธรรมแก่บริษัทยาที่สร้างกำไรจากลิขสิทธิ์ยาราคาแพง มีผลในแง่ลบต่อเป้าหมายของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคอีกด้วย
สรุป
ปัญหาประชาธิปไตยในไทย ไม่ใช่ปัญหาของการที่ประชาชนขาดการศึกษาหรือตกอยู่ในระบบอุปถัมภ์ แต่อย่างใด แต่ปัญหาประชาธิปไตยมาจากจุดยืนและการกระทำของอำมาตย์กับชนชั้นกลาง และการดูถูกไม่เคารพพลเมืองธรรมดาของนักวิชาการและผู้นำเอ็นจีโอ
อำมาตย์และพวกเสื้อเหลืองมองว่าเขาฝ่ายเดียวเข้าใจประชาธิปไตยและมีสิทธิ์ใช้อำนาจและอิทธิพลในสังคม
แต่ฝ่ายเรามองว่าประชาธิปไตยแท้สร้างจากพลเมืองธรรมดา จากล่างสู่บน และขบวนการเสื้อแดงมีบทบาทสำคัญตรงนี้
มหาดไทย แชแนล
ที่มา thaifreenews “การออกอากาศของโทรทัศน์มหาดไทย ยังไม่รู้ว่าจะใช้งบประมาณการดำเนินงานนั้นเท่าไร เพราะเป็นแค่ทดลองออกอากาศ แต่คิดว่าใช้งบประมาณไม่มาก เพราะเราไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเปิดสถานีเหมือนโทรทัศน์เสรีของประชาชน เป็นเพียงการออกอากาศเพื่อสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไปยังกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มคนที่สนใจ เช่น กรณีของกรมที่ดิน ซึ่งเปิดโอกาสให้มาขึ้นทะเบียน สค.1 เป็นต้น ยืนยันว่า ทีวีมหาดไทยไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้องแน่นอน” นายขวัญชัย กล่าว ล่าสุดมีรายงานจากกระทรวงมหาดไทย ถึงความคืบหน้าการดำเนินการเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมหาดไทย หรือ( Mahadthai Channel ) ภายหลังการประชุมคณะกรรมการจัดการสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ในช่วงวันศุกร์ที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ในรายละเอียด ระบุว่า จะได้เริ่มออกอากาศในวันที่ 1 มีนาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 06.00 -24.00 น.ของทุกวัน โดยในเบื้องต้นมีเนื้อหารายการจำนวน 15 รายการ แต่ยังคงต้องหารือเพื่อกำหนดรายละเอียดให้ครอบคลุมเนื้อหากับทุกหน่วยงานอีก สำหรับวิธีการจัดรายการ พบว่า จะมีการจัดจ้างผู้ดำเนินการหรือออแกไนเซอร์ ในปีงบประมาณ 2553 โดยกำหนดไว้ระยะแรกเอาไว้เป็นเวลา 7 เดือน ใช้เงินเดือนละ 5 ล้านบาท รวมเงิน 35 ล้านบาท ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยใน เบื้องต้นจะขอสนับสนุนเงินจากกรม รัฐวิสาหกิจในสังกัด หน่วยงานละ 3 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในส่วนของคณะทำงานกำหนดรายละเอียดการดำเนินงานได้มีการแบ่งออก เป็น 3 คณะ ประกอบไปด้วย คณะทำงานฝ่ายการเงิน คณะทำงานฝ่ายจัดรายการประชาสัมพันธ์ และคณะทำงานฝ่ายเทคนิค และพัฒนาระบบ เป็นต้น “กระทรวงมหาดไทย มอบให้ผู้อำนวยการกองสารนิเทศ ผู้อำนวยการกองคลัง ประสานติดต่อรายละเอียดเบื้องต้นกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายแผนงานหรือฝ่ายการเงินของกรม รัฐวิสาหกิจในสังกัด เพื่อหาแนวทางการดำเนินงานต่อไปในส่วนของงบประมาณในการกระชุมกระทรวงวันที่ 11 ก.พ.จะมีการชี้แจงอีกครั้งกับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย” รายงานระบุ ก่อนหน้านี้นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระทรวงมหาดไทยเตรียมดำเนินรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “มหาดไทย แชลแนล” โดยได้ปฎิเสธว่า ไม่ใช่ทีวีสีน้ำเงิน แต่เป็นเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยทำ ขึ้นเพื่อใช้ประชาสัมพันธ์งานในกระทรวง และไม่ใช่การประชาสัมพันธ์ภูมิใจไทยทางอ้อม แต่เป็นรายการธรรมดาของทางราชการ ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย เรื่องแบบนี้จะถูกโจมตีก็ไม่เป็นไร เพราะถูกโจมตีมาตลอด แต่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้
ภาพเหตุการณ์ล่าสุด ทหารผ้าพันคอสีฟ้าออกเคลื่อนไหวแล้ว ล่าสุดเกณฑ์ชาวบ้านเข้า...
ที่มา thaifreenews
โดย ThaiRedNews
ทหารผ้าพันคอฟ้าเคลื่อนไหว
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ หน่วยเฉพาะกิจ ลาดหญ้า ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ชาวบ้านอำเภอทองผาภูมิ ประกอบด้วย ชาวบ้านจากบ้าน ทุ่งนางครวญ บ้านประจำไม้ บ้านห้วยเขย่ง และบ้านไร่ ประมาณ...
พยานเท็จยุบไทยรักไทย
ที่มา thaifreenews
เปิดใจพยานเท็จ
นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ อดีต สส.นครพนม พรรคไทยรักไทย นำตัว นายสุขสันต์ ชัยเทศ พยานปากสำคัญในคดียุบพรรคไทยรักไทย มาแถลงข่าว โดยนายสุขสันต์ ซึ่งสวมเสื้อเกราะ แถลงยืนยันว่าได้รับจ้างจาก นายสุเทพ เพื่อให้เป็นพยานเท็จใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย แต่หลังจากทำงานเสร็จ นายสุเทพ กลับไม่ทำตามเงื่อนไข จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสารภาพบาป
ทั้งนี้ นายสุขสันต์ ได้นำหลักฐาน เป็นสลิปการรับเงินจากนายสุเทพ ที่ได้มาประมาณ 5 ล้าน 800,000 บาท มาแสดงด้วย
เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตยและต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ ร่วมกับ ชมรมนักวิชาการนักกฎหมายเพื่อสร้างประชาธิ ปไตยไทย จัดการเสวนาปัญหาบ้านเมือง เรื่อง ผลคำวินิจฉัย ยุบทรท.- ตัดสิทธิ 111 คน โดยปชป. - ตุลาการ และ พยานเท็จ จะจบอย่างไร?
ณ ห้องรัชดา ชั้น 6 โรงแรม SC Park ใกล้แยกเหม่งจ๋าย ริมทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา กทม.10310
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553, เวลา 12.30 16.00 น.
กำหนดการ
12.30 13.00 - ประธานชมรม (นายคารม พลทะกลาง/ดร.สิงห์ทอง บัวชุม) กล่าวต้อนรับ
13.00 13.30 - การนำเสนอคำสารภาพของพยาน (นายชวการ โตสวัสดิ์/นายสุขสันต์ ชัยเทศ)
13.30 15.00 - การเสวนาเรื่อง ผลคำวินิจฉัย ยุบ ทรท. ตัดสิทธิ 111 คน โดยปชป.-ตุลาการและพยานเท็จ จะจบอย่างไร?
วิทยากรผู้ร่วมเสวนา :
1.รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ มธ.
2.นายประชา ประสพดี ส.ส. พท./ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
3.นายมานิตย์ จิตติจันทร์กลับ ส.ส. สัดส่วน/พท./อดีตอธิบดีศาลอาญา/ผู้พิพากษา ศ.ฎีกา
ดำเนินรายการโดย :
ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น อดีต ส.ว./ผอ. นสพ.ไทยเรดนิวส์
15.00 16.00 - อภิปราย ซักถาม สรุป
Hun Sen Wraps up Visit to Controversial Border Area
ที่มา thaifreenews
Cambodian Premier Hun Sen visited a disputed border area with Thailand yesterday, angering the neighbouring nation amid an ongoing diplomatic spat.
Hun Sen, accompanied by his wife, Bun Rany, both dressed in camouflage clothes, briefly toured the ancient Preah Vihear temple at the center of the land dispute and met members of the Thai military who guard the area.
He asked the Thais "to avoid fighting because we are neighbours, we cannot be enemies forever," but his presence in the area attracted more than 100 Thai protesters on the Thai side of the border.
Cambodia and Thailand have been at loggerheads over their border for decades. Nationalist tensions spilled over into violence in July 2008, when the 11th century Preah Vihear temple was granted UNESCO World Heritage status.
Four soldiers were killed in clashes in the temple area in 2008 and three more in a gunbattle last April. Smaller flare-ups continue to be reported between troops in the area.
Hun Sen earlier began a tour of the area by opening a school and giving supplies to villagers caught up in April's violence last year.
"I have never asked for compensation. For me, it doesn't matter about compensation," said Hun Sen, referring to the destruction of a Cambodian market during the gunbattle.
"They (the Thais) have invaded us and look down on us."
Hun Sen and his wife joined senior ministers to give bags of rice, blankets and mosquito nets to villagers before proceeding in a heavily guarded convoy to visit the temple ruins.
During the one-day visit Hun Sen also accused Thailand of plotting to "invade" again.
"They are still keeping it in their minds to invade Cambodia and do not know when they will stop. The invaders have never left us, even though they can kill their own citizens," he told the crowd.
Thai Prime Minister Abhisit Vejjajiva said he was not concerned about Hun Sen's trip as he had entrusted security on the border to the army.
"Soldiers are taking care of the border and the reports I have received show everything is normal," he told reporters.
The Thai-Cambodia border has never been fully demarcated, partly because it is littered with landmines left over from decades of war in Cambodia.
จดหมายจากครูใต้
ที่มา thaifreenews
เรื่อง ขอยืนยันทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดนี้ต่อไป
ดิฉันเป็นคนไทยธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่เคยชื่นชมนับถือแนวความคิดของคุณและติดตามการทำงานของคุณมาช้านาน
ดิฉันเชื่อในความตั้งใจดีของคุณ นานมาแล้วที่ดิฉันบอกใครๆ ว่า ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีสุด เหมาะสมที่สุด และยังคิดเช่นนั้นอยู่
แต่วันนี้ดิฉันและคุณมีความเชื่อในสถานการณ์ภาคใต้ที่ต่างกัน ดิฉันไม่เคยมีอคติกับใครรวมทั้งคุณ ดิฉันถือว่า เราต่างคนต่างมีความเชื่อ
เลยขอเรียนว่า ทำไมถึงมีความเชื่อที่ต่างจากคุณ ที่เห็นว่า เรื่องที่เกิดขึ้น เป็นความผิดความเลวของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ (คงต้องรวมถึงดิฉันที่เป็นข้าราชการครูด้วย)
ดิฉันขอเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองเห็นเมื่อเป็นครูภาคใต้มา 35 ปี
1. ชาวบ้านแท้ เป็นคนซื่อแต่เชื่อผู้นำอย่างหูหนวกตาบอด ผู้หญิงขยันและอดทนอย่างเหลือเชื่อ (เคยถามคนที่ไม่เคยคลุมหัวฮิญาบว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ต้องคลุม เธอบอกว่า ผัวได้บุญ) ในขณะที่ผู้ชาย...ขี้เกียจ อ้างศาสนา เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ (มีลูกกี่คนก็ได้ ยิ่งมากยิ่งดี เพราะถือว่าเป็นของขวัญจากพระเจ้า) เชื่อในชีวิตหน้า ชีวิตนี้จะลำบากแค่ไหนก็ได้ (ตายก็ได้ถ้าผู้นำชี้แนะ ขนาดที่มีลูกสาวสวย ผู้นำจะชี้เอาเป็นเมียก็ต้องให้)
2. ผู้นำที่เลว ใช้ศาสนาทำให้ชาวบ้านอยู่ในระบบปิด ไม่พูดภาษาไทย ไม่คิดว่า ตัวเองเป็นคนไทย ไม่รับรู้โลกภายนอก เพื่อให้ตัวเองเป็นคนสำคัญและมีอำนาจเหนือชาวบ้าน (ผู้ปกครองนักเรียนแอบมาเล่าว่า อยากให้ลูกเรียนสูงๆ บ้าง ทีลูกผู้นำ เขาส่งเรียนสูงๆ แต่ลูกเรา เขาบอกให้เรียนปอเนาะได้บุญ) เขาขอให้ครูช่วยหาทางให้ลูกเขาได้เรียนด้วย ครูก็ช่วย แล้วมาน้ำตาตกทีหลัง เมื่อมาพบว่า เด็กมาเรียนจนจบปริญญาแล้ว เขาไม่รู้จักเรา แถมบางคนทำท่าเหมือนเรามาอาศัยแผ่นดินเขาอยู่)
3. โดยนิสัยคนพื้นเมืองที่มีความรู้และได้เป็นใหญ่ จะเห็นแก่ตัว ไม่ช่วยพัฒนาคนระดับล่างให้มีความรู้ ไม่รู้จักบุญคุณคน โดยเฉพาะคนนอกศาสนา ถ้าใครให้ เขาจะรับ แต่ไม่ให้ตอบ เพราะบาป นักการเมืองรุ่นเก่าจะเอื้อประโยชน์ให้ผู้นำศาสนาและชาวบ้าน (เพื่อคะแนนเสียง) โดยยอมรับเรื่องที่ผู้นำปิดโลกของคนพื้นเมืองจากโลกภายนอก ทำให้คนพื้นเมืองอยู่ไปวันๆ อย่างไม่มีอนาคตในโลกนี้ เพราะโลกหน้าต่างหากที่เป็นของจริง เมื่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขายากจนก็เป็นความผิดของรัฐบาลที่ไม่เข้าไปดูแล เมื่อเขาพูดไทยไม่ได้และไม่รู้ว่าที่นี่คือประเทศไทย...เขาก็ต้องฟังผู้นำ
ในอนาคตพวกเขาจะเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในพื้นที่ เพราะมีลูกมากและคนไทยอพยพหนีตาย จากนั้นก็เรียกร้องขอแผ่นดินที่มีแต่พวกเขา...เรื่องนี้เล่นไม่ยากในเวทีโลกไม่ใช่หรือ?
4. ระยะหลัง เริ่มมีขบวนการแบ่งแยกเชื้อชาติและส่งเสริมให้ขับไล่ซือแย (ไทยพุทธ) ออกจากแผ่นดินรุนแรงขึ้น เนื่องจากได้เงินสนับสนุน (จากไหนบ้างคุณน่าจะรู้) ได้ความฮึกเหิมของชาวอิสลามที่ร่ำรวยขึ้น และการปลูกฝังว่าอิสลามว่าเป็นพี่น้องกันทั้งโลก (แต่อยู่ร่วมกับใครไม่ได้) เรื่องอย่างนี้ เหมือนน้ำท่วมปาก แต่ไม่มีใครกล้าพูดดังๆ ให้พวกคุณฟัง เพราะเรากลัวตาย การฆ่ารายวันเกิดขึ้นได้ เพราะผู้ร้ายไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
เรื่องที่พูดมานี้เพื่อจะบอกคุณว่า...
ในเมื่อคนพื้นเมืองถูกครอบงำให้คิดว่า พวกเขาไม่ใช่คนไทย แผ่นดินนี้เป็นของเขาทุกสิ่งที่ เราให้ เขารับ แต่เขาขอบคุณพระเจ้าที่บันดาลให้ เราให้จึงไม่มีบุญคุณต่อคนนอกศาสนา
ดิฉันเจ็บใจเวลาที่เห็นพวกคุณแสดงความเห็นใจคนพวกนี้และว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของคนไทย
คุณรู้กันบ้างไหมว่า ทุกสิ่งที่เราทำ เราไม่เคยมีความคิดว่า เรื่องนี้ทำให้เฉพาะคนไทย เพราะเราทุกคนเป็นคนไทย
ในจังหวัดที่ดิฉันเป็นครูมา 30 ปี ดิฉันไม่เคยเห็นส่วนข้าราชการไหนที่แบ่งเขาแบ่งเรา มีแต่เขานั่นแหละ ที่ทำตัวผิดแปลกแตกแยกมากขึ้นทุกวัน
ถ้าคุณอยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นแผ่นดินไทย...คุณจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเขาเรียกร้องเอาโน่นเอานี่มากขึ้นทุกวัน ฉันจะต้องแต่งตัวอย่างนี้ ฉันจะต้องหยุดวันนี้ ฉันจะไม่ไหว้ครูร่วมกันคนพุทธ ฉันจะไม่เรียนวิชานี้ ฯลฯ ด้วยข้ออ้างว่า เพราะขัดกับหลักศาสนา แล้วเราก็ยอมเขาทุกเรื่อง และให้เห็นความแตกแยกชัดเจนขึ้นทุกวัน นักการเมืองที่เป็นพวกเขา ก็พูดเอาแต่ได้ และการเอาแต่ได้ของเขาโดยอ้างศาสนา ก็กดคนของเขาให้หูหนวกตาบอด ให้ขี้เกียจ ให้ไม่มีความรู้ เพื่อเขาจะได้ใช้คนพวกนี้เป็นฐาน โดยมีกลุ่มคนที่มองภาพรวมในเรื่องความไม่เท่าเทียม ที่คนในสังคมชนบทได้รับ (อย่างพวกสิทธิมนุษยชน) เป็นเครื่องมือ
ใจคอคุณจะให้ยอมจนกระทั่งคนไทยที่อยู่ใน 3 จังหวัดต้องพูดภาษาถิ่นที่โลกนี้เขาไม่พูดกัน เพื่อเข้าใจเขา แต่เขาไม่ต้องหัดพูดภาษาไทย เพื่ออยู่ในโลกปัจจุบันได้กระนั้นหรือ?
(แต่ครั้นก็ยังช่วยอะไรไม่ได้หรอก เพราะเขาถูกสอนว่า เราเป็นคนนอกศาสนา นอกเชื้อชาติเขา)
ทำไมคนไทยที่มีภาษาถิ่นในภาคอื่น เขาไม่ทำกันอย่างนี้บ้าง ทำไมเขาถึงยอมพูดภาษากลางที่เป็นภาษาราชการ เพราะเขาคิดว่า เป็นคนไทย
แต่คนพวกนั้นไม่เคยคิดใช่ไหม
แล้วเราจะยอมให้เขาคิดต่อไป หรือให้เขาเลิกคิดกันเสียที
ให้เขาได้หลุดพ้นจากการครอบงำของคนที่หาประโยชน์จากความไม่รู้ของพวกเขาจะดีกว่าไหม ถ้าหวังดีกับคนพื้นเมืองจริงๆ
ดิฉันแปลกใจที่คนในกลุ่ม คุณอานันต์ (ประธานกอส.) พร่ำพูดแต่เรื่องกรือเซะ เรื่องตากใบ ทำไมไม่เคยพูดถึงผลที่มาจากเหตุ คุณตัดตอนมาแต่ความผิดของเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร
ทำไมคุณไม่พูดบ้างว่า คนที่พาคนพวกนี้มาตายมีความผิดไหม บ้านเมืองมีกฏเกณฑ์กติกาในการอยู่ร่วมกันอย่างไร คนระดับคุณไม่เข้าใจพวกบ้าคลั่งลัทธิเชียวหรือ ทำไมต้องดูแลเอาใจคนพวกนี้ ให้ฮึกเหิมว่ามีคนดีๆ ในสังคม อย่างพวกคุณคอยหนุนหลังอยู่ เขาใช้ประโยชน์จากพวกคุณ (ที่พวกดิฉันแอบเรียกว่าพวกซื่อบริสุทธิ์) เพื่อสร้างภาพว่า เขาเป็นฝ่ายถูก ทั้งที่เขาก่อเหตุร้ายขึ้นในแผ่นดิน
ถ้าคุณเป็นครูมานาน เท่าดิฉันที่เป็นคนภาคกลาง แต่ไปอยู่ที่นั่น คุณจะรู้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวขนาดไหน
ดิฉันเคยไปไหนมาไหนในจังหวัดอย่างคนที่เป็นครู เจอลูกศิษย์ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เจอผู้คนที่มีอัธยาศัย แม่ค้าในตลาดพูดกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้บ้างแต่ต่างฝ่ายต่างพยายามสื่อสารกัน จนดิฉันเชื่อว่า จะใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่ได้
แต่สิบปีที่ผ่านมานี้ สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลง จากการเรียกร้องของผู้ที่อ้างศาสนาทุกวันนี้
เราต้องอยู่ท่ามกลางการไม่ไว้ใจกัน ทุกอย่างเห็นชัดว่า เลวร้ายมากขึ้น จากการแยกตัวของพวกเขาที่เข้มงวดเรื่องการแต่งกาย เรื่องภาษา เรื่องศาสนา และจากเด็กที่เกิดเป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ
เขาเชื่อว่า ลูกคือของขวัญจากพระเจ้า ยิ่งมีมากยิ่งดี แต่ไม่สนใจว่าจะเลี้ยงให้มีคุณภาพได้อย่างไร...(รัฐบาลดูแลแก้ไขไปซิ)
สังคมของเขาปัจจุบันนี้ ผู้ชายก็ยังแสดงโวหารตามร้านน้ำชา ทำงานอืดๆ เอื่อยๆ นึกจะพักก็พัก นึกจะเลิกก็เลิก...(อันนี้ผู้พิมพ์เห็นด้วยกับครูผู้เขียน)
เพราะเพื่อนไปทำถนนที่ปัตตานี ต้องเอาคนงานอีสานไป เพราะคนที่โน่นไม่อดทนทำงาน (ดีแต่เรียกร้อง) ไม่มีเงินก็ตั้งวงด่าว่าสังคมไม่เป็นธรรม
ใครจะทำธุรกิจก็มีใบปลิวมาขอค่าคุ้มครอง แล้วใครจะอยากมาลงทุน
เขาพร่ำสอนกันว่า พวกคนเจ๊ก คนไทย เอาเปรียบเขา ทั้งที่มาอาศัยแผ่นดินเขาอยู่
คนที่เคยเป็นมิตรกัน ก็มองกันอย่างไม่ไว้ใจ ไม่ทักทายปราศรัยกันเหมือนเดิม
ครูอิสลามบางคน ที่ไม่ใช่คนที่นี่บอกว่า คงอยู่ไม่ได้ เพราะเขาไม่คลุมหัวก็โดนมองแปลกๆ จากพวกศาสนาเดียวกัน แต่พวกที่ไม่ใช่อิสลามก็มองเขาอย่างไม่ไว้วางใจ
ดิฉันเชื่อว่า ในคณะกรรมการสมานฉันท์ที่เป็นฝ่ายอิสลาม จะต้องแสดงความคับแค้นนานับประการที่ได้รับจากบ้านเมือง...
ช่วยถามเขาด้วยนะคะ ว่าทุกวันนี้ เขาโดนกดขี่จากใคร เขาทำตัวกดขี่คนระดับล่างของเขาเองหรือใครทำ?
มีเรื่องอะไรบ้างที่ภาครัฐปิดโอกาสเขา ไม่ให้ได้รับ แล้วให้แต่ซือแย (ไทยพุทธ) จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
เคยบ้างไหมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าจะทรงคิดว่า เขาเป็นคนอื่น ท่านทรงมีเมตตากับทุกคน ทุกหมู่เหล่า อย่างไม่เคยเลือกที่รักมักที่ชัง อย่างนี้แล้วข้าราชการของท่านจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร
แผ่นดินนี้ ประเทศนี้ ให้ชีวิตกับเขา ได้เจริญก้าวหน้ากว่าคนศาสนาเดียวกัน เขาควรสำนึกในบุญคุณ ของแผ่นดินและช่วยพัฒนาคนของเขา แต่เขากลับเลือกใช้ความกลัว ความไม่รู้ของชนชาติเดียวกับเขา เป็นฐานให้เขาได้เป็นใหญ่ต่อไป เขาทำลายผู้อื่น เพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการเขาคิดว่าทำถูกต้องแล้วหรือ
แล้วพวกคุณก็พลอยเห็นดีเห็นงาม สนับสนุนเขาไปด้วย ทั้งที่คุณรู้เห็นอยู่เต็มตาว่า ประเทศที่ผู้นำแตกแยกเป็นก๊ก เป็นเหล่า ประชาชนได้รับความเดือดร้อนแค่ไหน
ดิฉันขอประณามและสาปแช่งผู้อยู่เบื้องหลังความไม่สงบ จงประสบแต่ความวิบัติในชีวิต และขอให้บาปทั้งมวลสืบต่อไปถึงลูกหลาน ให้เป็นผู้ที่ไม่มีแผ่นดินอยู่อาศัย สมกับที่บรรพบุรุษได้เนรคุณต่อแผ่นดินเกิด ขออย่าให้ได้รู้จักกับความสุขสงบเมื่อมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และเมื่อล่วงลับไปสู่โลกหน้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนสรวงสวรรค์ย่อมรับรู้ในบาปชั่ว ไม่รับวิญญาณขึ้นไปอยู่กับพระองค์ ต้องตกนรกหมกไหม้จนชั่วนิรันดร์ เพื่อชดใช้ความผิดอันเลวร้ายที่ทำต่อมนุษย์ผู้บริสุทธิ์และแผ่นดินที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน
หนึ่งในครูภาคใต้
ผมกำลังฟังท่านทักษิณเล่าชีวิตของท่าน ผมคิดว่าผมหรือคนไทยไม่น่าเสียเขาไปเลย
โดย..ลูกชาวนาไทย
ผมฟังแล้วผมคิดในใจว่าผมและคนไทยไม่น่าเสียเขาไปเลย แต่นึกๆ ดูแ้ล้ว การส่งท่านไปฝึกงานในระดับโลกในอนาคต ท่านคงกลับมา์ฟื้นฟููประเทศไทยหลังจากจอมมารเฒ่าผมขาวทั้งหลายตายแล้ว
ต่อไปท่านทักษิณจะเล่าให้ฟังทุกวันจาก 20.30-21.00 น. ทาง People Channel
คงต้องติดตามฟังทุกวัน ผมเข้าใจแล้วว่าเงินส่วนใหญ่ของทักษิณมาจากการขายหุ้นก่อนหน้านั้นตลอด ตั้งแต่ปี 2533
ส่วน 76,000 ล้าน เป็นล็อตสุดท้าย
ผมว่ารายการนี้จะเป็นที่สนใจของนักธุกิจต่อไป หากใครพลาดก็คงเสียใจแน่นอน
โดนโจรปล้นก็คงต้องรักษาชีวิตเอาไว้ก่อนครับ ไม่ตายก็คงหาเอาใหม่ได้สำหรับทรัพย์สิน อนาคตก็คงต้องมาเอาคืนจากพวกโจรเหล่านี้ให้สาสม ปล้นเขากิน ชีวิตคงจบไม่สวยหรอก
เฒ่าผมขาวs ตายแล้ว โจรก๊กนี้ก็คงจบ
ผมคิดว่าผมฟังจากที่ท่านทักษิณสร้างชินฯ ขึ้นมาจากไม่มีอะไรแล้ว คิดว่าท่านคงสร้างธุรกิจใหม่ได้อีกไม่อยากอะไรนัก และคงหาเงินไม่ยากอีกเช่นกัน เพราะวันนี้มีทั้งชื่อเสียงและคนรู้จักทั่วโลก การจะหาเงินสักหมื่นล้าน คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
แต่การ "หาเงิน" ไม่น่าจะใช้ "ภารกิจสำคัญ" ของท่านทักษิณแล้วครับ (แต่็ก็ต้องหาเอาไว้เพื่อกู้ชาิติ)
ภารกิจสำคัญคือ ต้อง "เอาประชาธิปไตยกลับคืนมาให้คนไทยครับ" และที่สำคัญคือ ต้องดึงประเทศไทยขึ้นจากหล่มและเดินไปข้างหน้า
ท่านทักษิณยังมีเวลาอีกหลายปีในชีวิต
ท่านให้เวลากับครอบครัวและตัวเองมา 60 ปีแล้ว
"วันนี้ผมขอเวลาที่เหลือในชีวิตของท่าน" ให้กับประชาชนเถอะำครับ
การขยายพื้นที่ประชาธิปไตยกับแนวคิดเรื่อง “ประชาสังคม”
ที่มา Thai E-Newsการเลือกตั้งที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าคนชนบท และคนจนในเมือง ชื่นชมในนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย..ใช้วิจารณญาณและความคิดอิสระในการเลือกรัฐบาลของพรรคที่มีนโยบายชัดเจน ในขณะที่ชนชั้นกลางที่เคยนิยม ไทยรักไทย ในช่วงต้นๆ เปลี่ยนรสนิยมตามแฟชั่นและวิ่งตามฝูงโดยไม่มีความคิดอิสระ แถมยังดูถูกคนจน ไม่ไว้ใจการลงคะแนนเสียงในระบบประชาธิปไตย และหันมาเรียกร้องให้กษัตริย์แต่งตั้งรัฐบาลตามมาตรา 7 และหลังจากนั้นก็เชียร์รัฐประหาร
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
9 กุมภาพันธ์ 2553
แนวคิดเรื่องการสร้าง “ประชาธิปไตย” ของอำมาตย์
หัวข้อนี้อาจดูแปลกๆ เพราะอำมาตย์เป็นพวกทำลายประชาธิปไตย
แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระแสประชาธิปไตยเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทยและทั่วโลก แม้แต่อำมาตย์เอง และโดยเฉพาะนักวิชาการเหลืองที่รับใช้อำมาตย์ ยังต้องสร้างเรื่องเพื่อให้รูปแบบการปกครองของเขาดูดีอาศัยความชอบธรรมจากคำว่า “ประชาธิปไตย” ทั้งๆ ที่มันคือเผด็จการชัดๆ
ในงานสัมมนาในปลายเดือนมกราคมปี ๒๕๕๓ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอนสุจิต บุญบงการ นักวิชาการเหลือง พยายามใส่ร้ายว่าขบวนการคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งทั่วไปในรอบสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่อย่างที่สุจิตว่า
สุจิตพยายามชี้ถึง “พลังเงียบ” ของคนที่ไม่เอาทั้งสองฝ่าย แต่เนื่องจากพลังเงียบไม่ออกความเห็น(มันจึงเงียบ) เราไม่มีวันทราบว่าเขาคิดอย่างไร และในขณะเดียวกันไม่มีข้อมูลอะไรที่เสนอว่าพลังเงียบดังกล่าวเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม
อย่างไรก็ตาม สุจิตก็ท่องสูตรนักวิชาการอนุรักษ์ และพูดถึง “ประชาสังคม” ว่าเป็นพลังในการสร้างประชาธิปไตย
ประชาสังคมของคนอย่างสุจิตคือคนชั้นกลาง นักวิชาการ และนักเอ็นจีโอ ซึ่งถ้าพิจารณาในบริบทของสังคมไทยแล้วคนกลุ่มนี้เข้าข้างเผด็จการ สนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา และดูถูกวุฒิภาวะของพลเมืองส่วนใหญ่ในประเทศว่า “เข้าไม่ถึงข้อมูล” หรือ “ไม่เข้าใจประชาธิปไตย”
ตกลงแล้วสำหรับนักวิชาการอำมาตย์ พลเมืองส่วนใหญ่ที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน หรือเพื่อไทย ไม่ฉลาดเท่าตัวเขาเองเพราะไปถูกหลอก ถูกซื้อ ไม่เหมือนนักวิชาการ นักเอ็นจีโอ หรือคนชั้นกลางที่ “รู้จริง” อันนี้เป็นแนวอภิสิทธิ์ชนชัดๆ แต่มันมีที่มาที่ไปและเชื่อมกับแนวคิดอนุรักษ์สากลด้วย
รัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไทยจนถึงยุคช่วงพฤษภา ๓๕ ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดรัฐศาสตร์ฝ่ายขวาอเมริกา ที่เสนอแนวคิด “โครงสร้างหน้าที่”
แนวคิดนี้เน้นการสร้างประชาธิปไตยเหมือนวิศวกรสร้างเครื่องจักร คือมีการออกแบบสถาบันการเมืองต่างๆ และกระบวนการทางการเมือง เพื่อสร้างความมั่นคงของการปกครองของชนชั้นอภิสิทธิ์ โดยชนชั้นอภิสิทธิ์เองและนักวิชาการชนชั้นกลาง
สำหรับเขารูปการปกครองประชาธิปไตยสมบูรณ์คือสหรัฐอเมริกา แต่เขาจะไม่พูดถึงการที่ประชาชนสหรัฐเบื่อหน่ายกับการเมืองสองขั้วของนายทุน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการเลือกปฏิบัติต่อคนผิวดำแต่อย่างใด นอกจากนี้มีการอธิบายว่า “วัฒนธรรมตะวันตกทำให้ประชาชนเข้าใจประชาธิปไตย” ซึ่ง “ไม่เหมือนสังคมไทย”
แนวคิดนี้เสนอทฤษฏี “การทำให้ทันสมัย” ที่อธิบายว่าประเทศด้อยพัฒนายังเป็นเผด็จการเพราะชนชั้นกลางยังไม่เติบโตและสังคมยังไม่สุกงอม อันนี้กลายเป็นข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวในการที่สหรัฐ ถือว่าเผด็จการทหารไทยเป็นส่วนหนึ่งของ “โลกเสรี” ในสงครามเย็น เพราะในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจเจริญไทยคงเป็นประชาธิปไตย “ไปเอง”
นักวิชาการสหรัฐแนวนี้ที่มีอิทธิพลต่อนักวิชาการไทยรุ่นเดียวกับสุจิต บุญบงการ คือ Fred Riggs ที่เขียนว่าไทยเป็น “รัฐข้าราชการที่กำลังพัฒนา” และประชาชนไทยส่วนใหญ่ “เหมือนเด็ก ไม่รู้เรื่องและไม่สนใจการเมือง” ในสถานการณ์แบบนี้นักวิชาการ “ผู้รู้จริง” จะต้องออกไปสอนประชาชนเรื่องประชาธิปไตย และนี้คือแนวทางของสถาบันพระปกเกล้า ที่มีคนอย่างบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นหัวหน้า สถาบันพระปกเกล้าตั้งชื่อมาตามอดีตกษัตริย์(เซ็นเซอร์) และเต็มไปด้วยนักวิชาการที่สนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา
ตั้งแต่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก มีกระแสวิชาการใหม่อีกกระแสหนึ่งเกิดขึ้นมาแทนแนวโครงสร้างหน้าที่ กระแสนี้เน้นการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ไม่สังกัดกับองค์กรรัฐ และก่อกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องประเด็นของตนเอง คนเหล่านี้เป็นพลังหลักในการขยายพื้นที่ประชาธิปไตยในความเห็นของนักวิชาการสายนี้
ข้อดีคือเน้นบทบาทประชาชน และเน้นการสร้างประชาธิปไตยโดยประชาชนจากล่างสู่บน ในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ประชาสังคม” แต่ข้อเสียมาจากการนิยามว่าใครเป็นส่วนหนึ่งของประชาสังคม เพราะนักวิชาการฝ่ายขวาอนุรักษ์จะเน้นว่าต้องเป็นคนชั้นกลาง และเอ็นจีโอ หรือพูดง่ายๆ เป็นคนที่มีการศึกษา “ไม่โง่”
แต่เราทราบดีว่าคนชั้นกลางในไทยสนับสนุนเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทั้งๆ ที่เคยสนับสนุนการต่อสู้กับเผด็จการ รสช. ในพฤษภา ๓๕ พูดง่ายๆ คนชั้นกลางโลเล เข้าข้างเผด็จการหรือประชาธิปไตยแล้วแต่ผลประโยชน์ และเอ็นจีโอก็ไปสนับสนุน ๑๙ กันยา ทั้งๆ ที่เคยต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในอดีต
นอกจากนี้ชนชั้นกลางทั่วโลกก็มีพฤติกรรมที่ไม่ต่างออกไป5 เช่นในสิงคโปร์ก็สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ และในยุโรปตะวันออก และเกาะเฮติ เอ็นจีโอมักสนับสนุนเผด็จการหรือผลประโยชน์ธุรกิจ7
นักวิชาการที่เสนอแนว “ประชาสังคมแบบชนชั้นนำ” อย่างนี้นอกจาก สุจิต บุญบงการ แล้ว มี ประเวศ วะสี และ ชัยอนันต์ สมุทรวานิช โดยที่ประชาสังคมของเขาจะร่วมมือกับรัฐอำมาตย์ และผู้ที่ “เป็นภัยต่อประชาธิปไตย” คือประชาชนส่วนใหญ่ที่ขาดการศึกษาและ “เข้าไม่ถึงข้อมูล” โดยเฉพาะขบวนการคนเสื้อแดง
แนวทางสร้างประชาธิปไตยของคนก้าวหน้า
สำหรับคนก้าวหน้า เรามองว่าประชาธิปไตยต้องมาจากการต่อสู้ของประชาชนคนชั้นล่างเอง มันต้องเป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนเพื่อประชาชน
ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการก้าวหน้าอย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่มองว่า “ประชาสังคม” คือขบวนการของชาวบ้าน ไม่ใช่คนชั้นกลาง
หรือนักวิชาการมาร์คซิสต์ที่มองว่าการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างกรรมาชีพ หรือคนจนกับชนชั้นปกครองคือวิธีขยายประชาธิปไตย โดยไม่มีการแยกระหว่างการเคลื่อนไหวเพื่อเรื่องปากท้องเศรษฐกิจกับเรื่องการเมือง
ฝ่ายก้าวหน้าจะมองว่าประชาธิปไตยไม่ได้มาจากการออกแบบของ “วิศวกรรัฐศาสตร์” โดยเฉพาะพวกนักวิชาการเสื้อเหลือง หรือมาจากการเคลื่อนไหวของคนชั้นกลางและเอ็นจีโอ และแน่นอนรัฐประหารสร้างประชาธิปไตยไม่ได้
ที่สำคัญคือ เราไม่ได้มองว่าประชาชนโง่ ไม่ว่าจะจบการศึกษาระดับใด การที่พลเมืองไทยเลือกไทยรักไทยจำนวนมาก มาจากการใช้ปัญญาในการคิดเรื่องการเมือง และบ่อยครั้งคนที่จบมหาวิทยาลัยอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ทำให้ตาบอด คือไม่กล้าใช้ปัญญาอย่างสุจริต เพราะข้อสรุปจะตรงข้ามกับผลประโยชน์ตนเองในฐานะคนรวย
สำหรับเรา คนเสื้อแดงคือพลังทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย จะเรียกว่ามวลชนคนชั้นล่าง หรือจะเรียกว่าประชาสังคมของประชาชนธรรมดาก็ได้
และในการเสนอว่าคนเสื้อแดงคือประชาสังคมเพื่อประชาธิปไตย เราเข้าใจดีว่ามนุษย์ธรรมดาที่ตื่นตัวทางการเมืองและเข้ามาร่วมการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง นำความคิดเก่าๆหลากหลายที่อยู่ในหัวสมองมาเคลื่อนไหวอีกด้วย บางครั้งก็ก้าวหน้า เช่นการสนับสนุนประชาธิปไตยหรือการชื่นชมนโยบายที่เป็นประโยชน์สำหรับคนจน แต่บางครั้งก็มีความคิดล้าหลังที่ได้มาจากสังคมอำมาตย์ตกค้างอยู่ เช่นการไม่เคารพคนรักเพศเดียวกัน หรือการกดขี่ชาวมุสลิมภาคใต้เป็นต้น
ในโลกจริงไม่มีใครเป็นเทวดาหรือเป็นพระแต่กำเนิด ขบวนการของเราเป็นขบวนการของพลเมืองผู้ทำงานที่มือเปื้อนดินทรายที่พยายามทำไปและเรียนรู้ไป แต่ที่สำคัญเราต้องการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยและความทันสมัย
ในขณะที่ชนชั้นกลาง พันธมิตรฯ นักวิชาการเหลือง และเอ็นจีโอส่วนใหญ่ ต้องการปกป้องสภาพเดิมหรือหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคอำมาตย์ในอดีต เขากลัวอนาคตในขณะที่เราต้อนรับอนาคต
อิทธิพลของพันธมิตรฯ เสื้อเหลืองในขบวนการกรรมาชีพ
สหภาพแรงงานถือว่าเป็นการรวมตัวกันของพลเมืองธรรมดา และถือว่าเป็น “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม” และส่วนหนึ่งของประชาสังคมที่มีความสำคัญ นอกจากนี้การต่อสู้เพื่อเรื่องปากท้องถือว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
คนงานกรรมาชีพส่วนใหญ่ในประเทศไทยได้รับผลประโยชน์จากนโยบายของ ไทยรักไทย ไม่ใช่ว่าพรรคนี้แค่ครองใจคนในชนบทเท่านั้น เพราะคนงานในเมืองมักจะมีญาติพี่น้องพ่อแม่ที่ได้ประโยชน์จากโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคและกองทุนหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้ลดภาระของกรรมาชีพในเมืองที่เคยต้องเลี้ยงดูครอบครัวในชนบท
อย่างไรก็ตามขบวนการเสื้อแดงจนถึงทุกวันนี้ยังละเลยการสร้างกระแส และกลุ่มอิทธิพลในสหภาพแรงงานต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการละเลยแหล่งพลังสำคัญ
ในบางสหภาพแรงงาน โดยเฉพาะในรัฐวิสาหกิจรถไฟและไฟฟ้า หรือในโรงงานประกอบรถยนต์ในภาคตะวันออกบางแห่ง พวกพันธมิตรฯได้เข้าไปสร้างอิทธิพลระดับหนึ่ง แต่ลักษณะอิทธิพลของพันธมิตรฯนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเสริมพลังกรรมาชีพหรือสหภาพแรงงานในด้านชนชั้นแต่อย่างใด และแน่นอนเป็นการต่อสู้เพื่ออำมาตย์ (เซ็นเซอร์) และนายทุนใหญ่ที่กดขี่ขูดรีดคนงานส่วนใหญ่มานาน มันจึงมีความขัดแย้งในตัวเอง
ลักษณะพิเศษของขบวนการแรงงานที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลพันธมิตรฯ มีดังนี้
มักจะเป็นผู้นำแรงงานที่มีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนอย่าง สมศักดิ์ โกศัยสุข หรือสาวิทย์ แก้วหวานซึ่งเคยจัดกลุ่มศึกษาให้กับผู้นำแรงงานบางส่วน แต่เป็นกลุ่มศึกษาประเภท “บนลงล่าง” ที่ไม่เปิดโอกาสให้แรงงานนำตนเอง แต่สอนให้เชื่อฟังอาจารย์ใหญ่มากกว่า การดึงคนงานมาต่อสู้เพื่อผลประโยชน์อำมาตย์และคนชั้นสูง ในลักษณะที่ขัดต่อประโยชน์ตนเองต้องทำภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามคนงานก็คิดเองเป็น ซึ่งทำให้มีการทะเลาะถกเถียงระหว่างคนงานสายเหลืองกับแดงพอสมควรในเกือบทุกที่
ผู้นำแรงงานที่เข้ากับพันธมิตรฯ มีแนวโน้มจะเป็นผู้นำแรงงานเต็มเวลา ไม่ต้องทำงานในโรงงานข้างเคียงคนงานธรรมดา และบ่อยครั้งได้รับเงินเดือนในระดับสูงกว่าคนงาน อาจได้เงินเดือนจากเอ็นจีโออีกด้วย ซึ่งทำให้ผู้นำเหล่านี้ห่างเหินจากคนงานรากหญ้าที่อาจชอบนโยบาย ไทยรักไทย ดังนั้นสภาพทางเศรษฐกิจสังคมของผู้นำเหล่านี้ช่วยให้เขาเป็นเหลืองได้
วิธีการต่อสู้ของสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา มักจะมองว่าการรณรงค์ในหมู่สมาชิกให้มีการนัดหยุดงาน “ทำยาก” ผู้นำสหภาพเลยหันไปหาทางลัด โดยการเน้นการเจรจาผูกมิตรกับฝ่ายบริหาร หรือนักการเมืองมากกว่าการปลุกระดมสมาชิก อันนี้เห็นชัดในกรณีรถไฟและ กฟผ. แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าสมาชิกสหภาพจะไม่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประโยชน์คนงานเลย มีหลายกรณีที่ออกมาสู้ แต่วัฒนธรรมการหาพรรคพวกในหมู่ “ผู้ใหญ่” นำไปสู่การร่วมกับนายทุนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุลและทหาร คมช.
เวลาสหภาพที่มีแกนนำเป็นเหลืองต่อสู้กับนายจ้าง เช่นในโรงงานรถยนต์ภาคตะวันออก แกนนำจะเน้นยุทธวิธีการอ้างถึงผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลเหลืองที่สนับสนุนเขา หรืออาจนำพวกอันธพาลพันธมิตรฯ มาขู่นายจ้าง แทนที่จะปลุกระดมและสร้างความเข้มแข็งของแรงงานและสหภาพเอง ในระยะยาวการต่อสู้แบบนี้จะทำลายสหภาพ และพวกผู้ใหญ่เหลืองๆ ก็จะไม่สนใจว่าลูกน้องแรงงานเคยไปรับใช้เขาในอดีต เพราะผลประโยชน์ผู้ใหญ่คือผลประโยชน์นายทุน
อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรเหมารวมว่าสมาชิกทุกคนในสหภาพหนึ่งจะมีแนวคิดเหมือนแกนนำ และเราไม่ควรมองว่าการต่อสู้ของสหภาพเหลืองจะทำเพื่อเบื้องบนอย่างเดียวตลอดกาล ถ้าเราสามารถชักชวนให้มีการสู้เพื่อประโยชน์แท้ของคนงานในเรื่องประจำวัน เราจะมีโอกาสทำลายความจงรักภักดีที่เขามีต่อพันธมิตรฯได้ เพราะจะเกิดความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงมากขึ้น
เราต้องข้ามพ้นหนังสือ สองนัคราประชาธิปไตย ของ อเนก เหล่าธรรมทัศน์
หนังสือ "สองนัคราประชาธิปไตย" ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ดูเหมือนมีอิทธิพลสูงในสังคมไทย โดยเฉพาะในหมู่คนที่วิจารณ์และคัดค้านรัฐบาล ไทยรักไทย และสนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ดังนั้นเราคงต้องมาทบทวนวิเคราะห์หนังสือเล่มนี้ในบริบทการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน
หนังสือ "สองนัคราประชาธิปไตย" เขียนในช่วงที่สังคมไทยกำลังถกเถียงกันในเรื่องการปฏิรูปการเมืองที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ที่สำคัญคือหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นก่อนที่จะเห็นผลรูปธรรมของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ และก่อนที่จะมีการก่อตั้งพรรค ไทยรักไทย และในช่วงภายหลังเอนกเข้าไปเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ และหลังจากนั้นร่วมก่อตั้งพรรคมหาชน ในที่สุดนักวิชาการคนนี้ไปสนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา
ข้อเสนอหลักในหนังสือ "สองนัคราประชาธิปไตย" คือ มันมีความแตกแยกสำคัญระหว่างสองซีกในสังคมไทย (สองนัครานั้นเอง) คือระหว่างคนเมืองและคนชนบท
เอนกเสนอว่าคนเมืองเป็นคนชั้นกลาง และคนชนบทเป็นชาวไร่ชาวนา และเสนอต่อไปว่าคนชั้นกลางในเมืองเป็นคนที่ใช้วิจารณญาณ และมาตรฐานคุณธรรมในการเลือกหรือวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลต่างๆ และคนชั้นกลางเหล่านี้เป็นคนที่มีความคิดอิสระ ส่วนชาวไร่ชาวนาในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม มีคะแนนเสียงข้างมากในวันเลือกตั้ง โดยมักจะเลือกนักการเมืองท้องถิ่นในลักษณะการเลือกเจ้านายอุปถัมภ์ คือจะเลือกผู้ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลืออุปถัมภ์ตน และจะไม่มองว่าการซื้อขายเสียงผิดหรือขัดกับคุณธรรม เพราะเป็นพิธีกรรมระหว่างผู้อุปถัมภ์กับลูกน้อง เอนกมองว่าการลงคะแนนเสียงของชาวชนบทนี้ไม่ใช่ภายใต้ความคิดอิสระเหมือนชนชั้นกลาง แต่เป็นการตอบแทนบุญคุณตามระบบอุปถัมภ์ที่มีมานานตั้งแต่สมัยไพร่กับนาย
ทั้งหมดนี้ทำให้ชาวชนบทเป็นฐานคะแนนของรัฐบาล แต่คนชั้นกลางในเมืองเป็นผู้ล้มรัฐบาลเพราะไม่พอใจกับนโยบายต่างๆ แต่การวิเคราะห์สังคมไทยแบบนี้ของเอนก ที่มองว่าเส้นแบ่งหลักคือระหว่างเมืองกับชนบทมีปัญหาหลายประการคือ
เอนกมองว่าคนเมืองคือชนชั้นกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ผู้บริหาร และผู้ประกอบการรายย่อยที่แสวงหารัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ แต่มีกลุ่มส่วนน้อยของชนชั้นกลางที่เป็นนักศึกษา นักวิชาการ และคนทำงานเอ็นจีโอ ซึ่งกลุ่มหลังนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในสังคม แต่ภาพคนเมืองแบบนี้มองข้ามคนงานปกคอขาวที่ทำงานในออฟฟิสบริษัทเอกชนหรือร้านค้า มองข้ามพนักงานรัฐวิสาหกิจ คนขับรถเมล์ คนขับแทกซี่ คนงานในโรงงาน และลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ในเมืองเป็นชนชั้นกรรมาชีพ ทั้งปกคอขาวและปกคอน้ำเงิน
เอนกมองข้ามการแบ่งชนชั้นในชนบท และการที่เกิดเมืองต่างๆ ทั้งใหญ่และเล็กในต่างจังหวัด ซึ่งทำให้คนต่างจังหวัดไม่ได้เป็นแค่ชาวไร่ชาวนาเท่านั้น
การเสนอว่าคนชนบทเป็นผู้ที่ขึ้นกับนายอุปถัมภ์ เป็นการดูถูกความสามารถของเขาที่จะคิดเองอย่างอิสระ เป็นการโทษคนชนบทว่าเป็นฐานเสียงนักการเมืองแย่ๆ
ระบบอุปถัมภ์ในชนบท?
หนังสือ "สองนัคราประชาธิปไตย" เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับประเด็นปัญหายุคนี้เมื่อเราพิจารณาข้อเสนอของเอนกในการแก้ปัญหาการซื้อขายเสียงและระบบอุปถัมภ์ในชนบท
เอนกมีข้อเสนอสำคัญสองข้อคือ
รัฐบาลต้องลงมาพัฒนาชนบทโดยตรงเพื่อให้การผลิตในชนบทเชื่อมโยงกับระบบตลาดของทุนนิยม ต้องมีการเพิ่มเทคโนโลจี และทุ่มเทงบประมาณรัฐในด้านนี้ ชนบทจะได้มี "ความเป็นเมือง" มากขึ้น
ต้องมีพรรคการเมืองที่เน้นนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้นโยบายกลายเป็นประเด็นหลักในการเลือกรัฐบาลของชาวชนบท แทนระบบอุปถัมภ์ ซึ่งจะมีผลในการลดอิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่นอีกด้วย
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับคำนิยามของระบบอุปถัมภ์ที่นักสังคมศาสตร์ทั่วไปใช้กัน และที่อเนกใช้ในหนังสือ"สองนัคราประชาธิปไตย" ระบบอุปถัมภ์ดังกล่าวมักเป็นสายสัมพันธ์ปัจเจกระหว่างนายกับผู้ได้รับอุปถัมภ์ ไม่ใช่สายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และในกรณีที่พรรคการเมืองเป็นผู้อุปถัมภ์ ผลประโยชน์ที่พรรคยื่นให้ประชาชนเป็นผลประโยชน์พิเศษที่ตกกับคนกลุ่มหนึ่งตระกูลหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่ และพรรคการเมืองแบบนี้มักไม่สนใจการเสนอนโยบายเลย
ถ้าเราอ่านแล้วตั้งคำถามว่า ไทยรักไทย ทำอะไร? มันคงเริ่มชัดเจนว่า ไทยรักไทย ทำตามข้อเสนอของเอนกทุกข้อ คือมีการทุ่มเทงบประมาณลงในหมู่บ้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า มีการรณรงค์ให้ทำ OTOP มีการพยายามพัฒนาระบบการศึกษา และระบบสาธารณสุข และรัฐบาลเริ่มลดอิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่นและการซื้อขายเสียงลงโดยการเชื่อมชนบทกับนโยบายรัฐบาลโดยตรง และที่สำคัญ ไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองแรกในรอบ 20 กว่าปีที่เสนอนโยบายชัดเจนในการหาเสียง และพยายามทำตามนโยบายดังกล่าวเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาล
อย่างไรก็ตามในหมู่นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวเสื้อเหลือง มีการพูดเกือบจะเป็นหนึ่งเลยว่ารัฐบาลทักษิณ "สร้างระบบอุปถัมภ์ในชนบทผ่านนโยบายประชานิยม” และมีการเสนอต่อว่าสาเหตุที่คนจนและคนชนบทลงคะแนนเสียงให้ ไทยรักไทย ในปี ๒๕๔๘ และ ๒๕๔๙ ก็เพราะ "ชาวชนบทไม่ได้ตัดสินใจอย่างอิสระ เนื่องจากถูกดึงมาเข้าระบบอุปถัมภ์ และไม่ได้รับรู้ข้อมูลแท้เกี่ยวกับรัฐบาล”
และที่แปลกที่สุดคือมีการอ้างถึงหนังสือ "สองนัคราประชาธิปไตย" เพื่อพยายามให้น้ำหนักกับแนวคิดนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่มีการมองกลับหัวกลับหางอย่างสิ้นเชิงแบบนี้? คำตอบคือข้อมูลความจริงไม่เคยเป็นอุปสรรค์ต่อการโกหกของนักวิชาการเสื้อเหลืองเลย
แล้วอเนกทำอะไรในยุค ไทยรักไทย? ในยุคที่นำ พรรคมหาชน เอนกอาศัยการอุปถัมภ์จากเจ้าพ่อการเมืองแบบเก่าสองคนคือเสธ.หนั่นกับวัฒนา อัศวเหม
ต่อมาหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา เอนกเสนอว่าประชาธิปไตยที่เหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทยคือ “แบบไทยๆ” หรือแบบอำมาตย์นั้นเอง เพราะมองว่าประชาชนต้องแบ่งอำนาจกับทหารและกษัตริย์
ในความเป็นจริง การเลือกตั้งที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าคนชนบท และคนจนในเมือง ชื่นชมในนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ไทยรักไทย และในเมื่อมีแค่พรรค ประชาธิปัตย์ ชาติไทย มหาชน และ ไทยรักไทย ให้เลือกในโลกจริง ชาวชนบทใช้วิจารณญาณและความคิดอิสระในการเลือกรัฐบาลของพรรคที่มีนโยบายชัดเจน ในขณะที่ชนชั้นกลางที่เคยนิยม ไทยรักไทย ในช่วงต้นๆ เปลี่ยนรสนิยมตามแฟชั่นและวิ่งตามฝูงโดยไม่มีความคิดอิสระ แถมยังดูถูกคนจน ไม่ไว้ใจการลงคะแนนเสียงในระบบประชาธิปไตย และหันมาเรียกร้องให้กษัตริย์แต่งตั้งรัฐบาลตามมาตรา 7 และหลังจากนั้นก็เชียร์รัฐประหาร
ปัญหาหลักของ ไทยรักไทย ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบอุปถัมภ์ในชนบท และไม่ได้อยู่ที่การสร้างเผด็จการใดๆ หรือการคอร์รัปชั่นเป็นพิเศษมากกว่าพรรคอื่นหรือองค์กรอื่นๆ แต่อยู่ที่การปราบปรามประชาชนในภาคใต้และในสงครามยาเสพติด พร้อมกับการใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด ซึ่งทำลายประสิทธิภาพของนโยบายสวัสดิการของรัฐบาล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีและก้าวหน้า เกิดข้อเสียเพราะมีงบประมาณไม่พอเนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมเก็บภาษีเพิ่มจากคนรวย และใช้กลไกตลาดในการคิดบัญชีภายในระบบเอง
ยิ่งกว่านั้นการเซ็นสัญญา FTA ที่ให้อภิสิทธิ์อันไม่ชอบธรรมแก่บริษัทยาที่สร้างกำไรจากลิขสิทธิ์ยาราคาแพง มีผลในแง่ลบต่อเป้าหมายของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคอีกด้วย
สรุป
ปัญหาประชาธิปไตยในไทย ไม่ใช่ปัญหาของการที่ประชาชนขาดการศึกษาหรือตกอยู่ในระบบอุปถัมภ์ แต่อย่างใด แต่ปัญหาประชาธิปไตยมาจากจุดยืนและการกระทำของอำมาตย์กับชนชั้นกลาง และการดูถูกไม่เคารพพลเมืองธรรมดาของนักวิชาการและผู้นำเอ็นจีโอ
อำมาตย์และพวกเสื้อเหลืองมองว่าเขาฝ่ายเดียวเข้าใจประชาธิปไตยและมีสิทธิ์ใช้อำนาจและอิทธิพลในสังคม
แต่ฝ่ายเรามองว่าประชาธิปไตยแท้สร้างจากพลเมืองธรรมดา จากล่างสู่บน และขบวนการเสื้อแดงมีบทบาทสำคัญตรงนี้
