WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 11, 2010

ทางที่ต้องเลือกข้าง ของแดง "เสรีไทไพร่ปลดแอก"

ที่มา thaifreenews

โดย rungsira

555 ในที่สุดรายการ "นายกฯทักษิณพบประชาชน" ของผมก็กลับคืนมาช่วง Prime time ด้วย

ที่มา thaifreenews


โดย..ลูกชาวนาไทย



ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของรายการ "นายกฯทักษิณพบประชาชน" ตั้งแต่จัดที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยแล้ว ต้องตั้งนาฬิกาปลุกให้ตื่นให้ทันในเช้าวันเสาร์ให้ได้ แม้ไปทำอย่างอื่น ก็ต้องกลับไปดาวน์โหลดอ่านที่เขาถอดเทปในเว็บ "กองงานโฆษกรัฐบาล" อ่านจนได้ ช่วงที่นายกฯทักษิณเป็นนายกฯ เรียกว่าผมไม่เคยไม่ได้ฟังหรืออ่านรายการเลย แม้ไปต่างประเทศแล้วผมก็ดาวน์โหลดมาฟังมาอ่านจนได้

เมื่อรายการนี้หายไป ดูเหมือนว่าชีวิตจะขาดอะไรไปสักอย่าง เพราะการฟังคนที่มีประสบการณ์จริง เป็น CEO เคยผ่านงานใหญ่ ๆ มาแล้วนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

ผมไม่อยากฟังนัก โวหารหรือคนที่จำหนังสือมาพูดแบบอภิสิทธิ์ ไม่้มีประสบการณ์ตรง เพราะผมเป็นนักอ่านหนังสือตัวยง อ่านจนสายตาสั้น ดังนั้น การหยิบเอาหนังสือแล้วมาพูดผมถือว่าดูถูกผมมาก เพราะผมก็อ่านพอๆ กันนั้นแหละผมอยากฟังประสบการณ์ตรงมากกว่า เรื่องที่ผมไม่ได้อ่านก็ถือว่าผมไม่สนใจ ก็แค่นั้นเอง ในแง่นี้ผมไม่ได้คิดว่าอภิสิทธิ์มีอะไรดีกว่าผม จนผมต้องฟัง

ตอนนี้ท่านนายกฯทักษิณ มาจัดรายการพูดเรื่องต่างๆ ประสบการณ์ชีวิตใน People Channel ช่วง 20.3-21.00 ทุกวันแล้ว เ็ป็นช่วง Prime Time เสียด้วย ทำให้วันคืนเก่าๆ ของผมกลับคืนมา ผมต้องตั้งนาฬิกาเอาไว้ 20.30 น. จะได้่ไม่พลาด

People Channel เรตติ้งกระฉูดแน่ๆ ครับ โดยเฉพาะนักธุรกิจ หากใครไม่ฟัง ถือว่าเสียโอกาสอย่างมาก ไม่ต้องเสียเงินไปนั่งฟัง CEO ฝรั่ง ทักษิณนี่ถือว่าสุดยอดของโลกแล้วในด้านธุรกิจและยอด CEO ฟังฟรีเสียด้วย แค่ไปซื้อจานดาวเทียม 2000 บาท

ไม่งั้นวิทยุชุมชน ก็เอาไปถ่ายทอดต่อได้ครับ

สรุปคือ การเมืองตอนนี้แพ้ชนะ ได้ตัดสินไปแล้วครับ เป็นเรื่อง Matter of time เท่านั้น

อาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดของทักษิณคือ "รายการนายกฯทักษิณพบประชาชน" นี่แหละครับ

มีทุกวันเริ่มตั้งแต่วันนี้ครับ แต่ก่อนจัดทุกวันอังคาร เวลา 20.30-21.30 น. วันละชั่วโมง แต่มันนานตั้งอาทิตย์กว่าจะได้ฟังอีก ทำให้แฟนคลับโวยวาย ว่ามันไม่ต่อเนื่องมันค้าง ท่านนายกฯทักษิณเลยขอเพิ่มเป็น จัดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ แต่วันละครึ่งชั่วโมง ยกเว้นวันอังคาร หนึ่งชั่วโมงเหมือนเดิมครับ

บัญชีโยกย้ายเป็นพิษ - เด้งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : คนบ้านปาง

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 69/2553
อาศัยความตามมาตรา 11 และ 72 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจ พ.ศ.2547
และข้อ 8(1) ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายใน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552

ให้ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2
ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
และให้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
รักษาราชการแทนอีกหน้าที่ มีผลตั้งแต่ 9 ก.พ.2553

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้ยกเลิกบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บังคับการถึงสารวัตร
ทั้งหมด เนื่องจาก มีปัญหาข้อร้องเรียนการแต่งตั้งไม่เป็นธรรม

ทางด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง
กรณีการสั่งย้ายพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ. 2
มาช่วยราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยตอบสั้นๆว่า “ยังครับ ๆ”
...

ที่มา: http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=21959:qq-2-&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524

มีรายงานข่าวว่า ในวันนี้ (9 ก.พ.) พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 69/2553 อาศัยความตามมาตรา 11 และ 72 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจ พ.ศ.2547 และข้อ 8(1) ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 ให้ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผู้บัญชา
การตำรวจภูธรภาค 2 ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และให้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนอีกหน้าที่ มีผลตั้งแต่ 9 ก.พ.2553 นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้ยกเลิกบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บังคับการถึงสารวัตรทั้งหมด เนื่องจาก มีปัญหาข้อร้องเรียนการแต่งตั้งไม่เป็นธรรม

ทางด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีการสั่งย้ายพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 มาช่วยราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยอบสั้นๆว่า ยังครับๆ


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8867547/P8867547.html

บัญชีโยกย้ายกำลังเป็นพิษ “วัดดวง” พล.ต.ท. สมคิด บุญถนอม.!!!

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : คนบ้านปาง

การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ให้ดำรงตำแหน่งระดับ สว. ถึง รอง ผบก.
ตามนัยกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตร
ถึงจเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2549
ประกอบหนังสือ ตร. ที่ 0009.231/ว0016 ลงวันที่ 27 พ.ย. 2552

(รายละเอียดมี 7 ข้อ ตามเอกสารแนบที่ 01-02)

“...ข้อ 7. การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งสูงขึ้น
หรือสับเปลี่ยนหมุนเวียน ให้นำผลการประเมินตาม
‘โครงการพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชน ประจำปี 2552’
มาใช้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น...”



คำถาม คือ ทำไมนายตำรวจระดับผู้กำกับ-สารวัตร 8 สถานีตำรวจ
ในสังกัดกองกำกับการตำรวจภูธร ภาค 5 ภายใต้การบังคับบัญชาของ
พล.ต.ท. สมคิด บุญถนอม จึงมิได้รับการปรับเลื่อนตำแหน่งแต่อย่างใด.ฮืม

(ตามเอกสารแนบที่ 03)



ขณะที่การปรับเลื่อนตำแหน่งโดย “ไม่ยึดหลักอาวุโส”
อาวุโสลำดับที่ 10 กว่า ถึง 80 กว่า (ระดับรองผู้กำกับ-ผู้กำกับ)
กลับไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง
เพราะเหตุใด-ทั้งที่มีผลงาน และมีอายุการดำรงตำแหน่งที่สูงกว่า.?!!!

(ตามเอกสารแนบที่ 04-06)




รายชื่อแต่งตั้งตำรวจระดับรอง ผกก.- ผกก. เป็นรอง ผบก.ภ.จว.

กองทุนหมู่บ้าน ตำนานทักษิณ กำไรกว่า 30,000 ล้า่นบาทแล้ว หนี้เสียเพียง 0.5%

ที่มา thaifreenews

กองทุนหมู่บ้าน'' เติบโตอย่างมั่นคง

พิสูจน์รากหญ้ามีวินัย-คุณธรรมสูงส่ง

กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เกิดขึ้นในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น นายกรัฐมนตรี โดยมีการกดปุ่มเงินก้อนแรกไปให้ประชาชนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 จำนวน 7,125 กองทุน กองทุนละ 1 ล้านบาท หรือหมู่บ้านละล้าน ท่ามกลางคำสบประมาท ดูถูกดูแคลนกันมากมายที่ดังก้องไปเข้าหูชาวรากหญ้าว่าเงินก้อนนี้คงกู้ไปใช้ จ่ายฟุ่มเฟือย ไปซื้อโทรศัพท์มือถือ ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ลูกหลาน พอถึงเวลาชำระหนี้ก็ชักดาบ

แต่กองทุนหมู่บ้านก็ยังดำเนินการไปตามปกติ ตามวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นธนาคารของประชาชน เป็นแหล่งทุนใน หมู่บ้านที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ที่สำคัญ ยังเป็นการส่งเสริมการบริหารประเทศ ในระดับฐานราก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และประชาธิปไตย

กองทุนหมู่บ้านผ่านร้อนผ่านหนาวมา 9 ปี บางช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล มีข่าวว่าจะถูกยุบไปด้วยซ้ำ แต่ด้วยความเข้มแข็งและมั่นคงของกองทุนหมู่บ้าน จึงอยู่รอดมาได้จนถึงขณะนี้ โดยปัจจุบันมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 79,255 กองทุน แยกย่อยเป็นกองทุนหมู่บ้าน74,989กองทุน กองทุนชุมชนเมือง 3,528 กองทุน และกองทุนชุมชนทหาร738 กองทุน รวมแล้วมีเม็ดเงินที่ชาวรากหญ้าบริหารจัดการกันเอง ประมาณ8 หมื่นล้านบาท

จากข้อมูลของ รศ.นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (ผอ.กทบ.) เปิดเผยว่า จากรายงานเมื่อปี 2551 พบว่าเงินกองทุน 8 หมื่นล้านบาทที่บริหารกันโดยชาวบ้าน มีดอกผลงอกเงยขึ้นมากว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินยอดนี้ถูกนำไปใส่เข้าสมทบกอง ทุนจำนวน5,370 ล้าน บาท เงินออม 15,766 ล้านบาท เงินหุ้น 1,876 ล้านบาท เงินฝาก 1,758 ล้านบาท เงินประกันความเสี่ยง 1,676 ล้านบาท เงินเฉลี่ยคืนผู้กู้1,597 ล้านบาท เงินบริหารจัดการ2,441 ล้านบาท และเงินจัดสรรสวัสดิการ-สาธารณประโยชน์ 2,950 ล้านบาท

เงินกองทุน 79,255 กองทุน ยังอยู่ในมือชาวบ้าน ไม่ได้หายไปไหน เพราะชาวบ้านมีวินัยทางการเงิน และมีความรับผิดชอบสูง โดยกองทุนทั้งหมดชาวบ้านบริหารกันเอง ด้วยฝีมือผู้บริหารที่ จบป.4ป.6 และสูงขึ้นมาหน่อยอาจจะจบ ชั้นมัธยม แต่สามารถ บริหารเงินกันได้ดี เพราะชาวบ้านส่วน ใหญ่ไม่เบี้ยวหนี้ หรือติดค้างชำระ เนื่องจากเขามีความละอาย ใครเป็นหนี้ 2 หมื่นบาท รู้กันทั้งหมู่บ้าน ถ้าค้างชำระก็ติดชื่อไว้ที่ศาลาวัด หรือไม่ก็ให้ลูกหลานช่วยทวงถามให้

เท่าที่ทราบระเบียบของธนาคารชาติ ระบุว่าถ้าค้างชำระ 3 งวด ถือว่าเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) แต่กองทุนหมู่บ้านต้องฟ้องร้องจึงจะถือว่าเป็นหนี้เสีย ปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านมีคดีความกับผู้กู้ โดยแบ่งเป็นคดีแพ่ง 5,054 คดี และคดีอาญา 694 คดี รวมแล้วไม่ถึง 6 พันคดี หรือจำนวน 6 พันคนที่มีปัญหา ด้วยมูลหนี้ประมาณ 200 ล้านบาท จากสมาชิกกองทุนกว่า 12 ล้านคน ถ้าเทียบ เป็นสัดส่วนจำนวนคนแล้วถือว่าน้อยมาก โดย เฉพาะมูลหนี้ 200 ล้านบาท ที่เป็นคดีความกันอยู่ ยังไม่ถือว่าเป็น หนี้สูญหรือถ้ามองแบบแย่สุดสุด200 ล้านบาท เป็นหนี้สูญ เมื่อเทียบกับกองทุนทั้งหมด 8 หมื่นล้าน บาท ถือว่าจำนวนหนี้เสียไม่ถึง 0.5%

รศ.นทีกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันกอง ทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองหลายแห่ง ได้ยกระดับเป็นสถาบันการเงินชุมชนหมายถึงหลายกองทุนที่มีความเข้มแข็ง อยู่ใกล้ชิดกัน มีความเห็นสอดคล้องกัน ได้บูรณาการหลายกองทุนเข้าด้วยกันเป็นสถาบันการเงินชุมชน ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมไม่ตั้งเป็นธนาคารชุมชน ตรงนี้ต้องอธิบายว่า ใช้ชื่อธนาคารชุมชนไม่ได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขและกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย

ปัจจุบันมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ยกระดับเป็นสถาบันการเงินชุมชนแล้ว 1,149 แห่งทั่วประเทศ หลายแห่งประสบความสำเร็จมาก เช่น สถาบันการเงินชุมชนปากเกร็ดรวมใจ มีเงินทุนหมุนเวียนในการปล่อยกู้ถึง 83 ล้านบาท สมาชิกสามารถกู้ได้รายละเป็นแสนบาท ส่วนแห่งอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จก็มีสถาบันการเงินชุมชนเขาหญ้าออก จ.พัทลุง มีเงินทุนหมุนเวียน 20ล้านบาท และสถาบันการเงินชุมชนถนนหัก จ.บุรีรัมย์ มีเงินทุนหมุนเวียน 15ล้านบาท

ทั้งหมดเป็นบทพิสูจน์ฝีมือการบริหารของพี่น้องรากหญ้าได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านมีวินัยสูง มีคุณ ธรรม เมื่อกู้เงินไปใช้ ไปลงทุน ก็พยายามหามาใช้คืน บางคนมีสปิริตถึงขั้นต้องไปกู้เงินนอกระบบมาใช้คืนเงินกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเราไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เพราะถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของกองทุนหมู่บ้าน และถ้าชาวบ้านเหลวไหล เหมือนคำสบประมาท ในช่วงแรก ๆ รัฐบาลชุดนี้คงไม่ให้เงินลงมากองทุนหมู่บ้านอีก 2 หมื่นล้านบาท และไม่ได้โยนให้เปล่า ๆ แต่หมู่บ้านและชุมชนเมืองต่าง ๆ ต้องเสนอแผนงาน เสนอโครงการเข้ามา จึงจะได้เงินกองทุน เพิ่ม ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนเสนอโครงการเข้ามาแล้วกว่า 60% แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวมากรศ.นที กล่าว

ที่ผ่านมามีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวนหนึ่งไม่ประสบความสำเร็จ เพราะประธานและคณะกรรมการบริหารกองทุน ขาดประสิทธิภาพ ไม่มีความกระตือรือร้น บางกองทุนปล่อยกู้เฉพาะในหมู่วงศาคณาญาติ จึงไม่เป็นที่ยอมรับของสมาชิกอื่น ๆ ในหมู่บ้านหรือชุมชน

ส่วนการชำระหนี้คืนกองทุนนั้น ชาวบ้านทั่วไปชำระหนี้คืนกันตามปกติ ถ้ามีปัญหาก็จะให้ลูก-หลาน และญาติเข้าไปช่วยพูดคุยเจรจา จนปัญหาคลี่คลายด้วยดี แต่ที่มีปัญหาส่อเจตนาจะเบี้ยวหนี้ ไม่ชำระหนี้คืนตามเวลา และติดตามทวงถามยาก คือข้าราชการบางคนในหมู่บ้าน

ทั้งหลายทั้งปวง แสดงให้เห็นว่าชาวรากหญ้าก้าวไปไกลกว่าที่คิด ลบคำสบประมาท และคำพูดดูถูกดูแคลนลงอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญในอนาคตกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ตั้งเป้าหมายว่าจะมีตรา สินค้าเป็นของตนเอง และอาจปล่อยกู้ให้กับภาครัฐด้วย.

พิเชษฐ์ รื่นกลิ่น/รายงาน

ที่มา : [url] http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=560&contentID=47423[/url]

เจาะเครือข่ายธุรกิจ ตระกูลบุญยรัตกลิน

ที่มา thaifreenews


ผลพวง รัฐประหาร 19 กันยายน เศรษฐกิจพังยับ อดีตนายกฯทักษิณ บอกว่า ประเทศไทยได้เศรษฐีใหม่ ยศพลเอก ไม่กี่คน ประชาชาติธุรกิจ ตามไปเจาะถุงเงิน บิ๊กบัง ว่าที่หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เหตุไฉน พลเอก รับแค่เงินเดือน กองทัพ แต่รวยกว่า 95 ล้าน เจาะเครือข่ายธุรกิจ ตระกูลบุญยรัตกลิน เจอ ตัว "ขนิษฐา" น้องสาวประธาน คมช.


3 ปี หลังรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาแฉว่า ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ผลพวง รัฐประหาร ประเทศไทย ได้เศรษฐีใหม่มาไม่กี่คน ...แล้วส่วนใหญ่จะเป็นยศพลเอก หนึ่งในพลเอกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการพาดพิงถึง หนีไม่พ้น หัวหน้าคณะรัฐประหาร นั่นคือ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน อดีต ประธานคมช.

ปลาย กันยายนที่ผ่านมา "พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ " โฆษกพรรคเพื่อไทย(พท.)
ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) มีพฤติการณ์ที่ร่ำรวยผิดปกติหรือไม่



การยื่นแสดงบัญชี ทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.สนธิ สมัยดำรงตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พบว่า


พล.อ.สนธิ มีทรัพย์สิน รวมกับภริยา 2 คน และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คนเป็นเงินรวมกันกว่า 95 ล้านบาท และ พล.อ.สนธิ ยังมีภริยาอีก 1 คน และบุตรอีก 5 คน




ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่า พลเอกแห่ง คมช. เตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ มาตุภูมิ เตรียมการเลือกตั้ง สมัยหน้า

"ประชาชาติธุรกิจ" ตรวจสอบ ความร่ำรวยของ บิ๊กบัง มานำเสนอผู้อ่าน ดังนี้

พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ อดีต ประธานคมช. ยื่นบัญชีทรัพย์สินปปช. ครั้งล่าสุด ( 5 กุมภาพันธ์ 2552 พ้นจากตำแหน่ง ครบ 1 ปี)


มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 46.4 ล้านบาท
แบ่งเป็น เงินฝาก 9 บัญชี จำนวน 26.6 ล้านบาท
เงินลงทุน 11.2 ล้านบาท
ที่ดิน 6 แปลง 76 ไร่ รวมมูลค่า 6.3 ล้านบาท
บ้าน 1 หลังมูลค่า 7 แสนบาท
รถยนต์ 1.5 ล้านบาท
มีหนี้สิน เงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 1.2 ล้านบาท

ขณะที่คู่สมรส นางสุกัลยา แจ้งว่ามี
ทรัพย์สินทั้งสิ้น 15.2 ล้านบาท
แบ่งเป็น เงินฝาก 6 บัญชี 1.6 ล้านบาท
ที่ดิน 4 แปลง 5.2 ล้านบาท
บ้าน 2 หลัง รวม 4.2 ล้านบาท
รถยนต์ 2 คัน 3.5 ล้านบาท

ทรัพย์สินเครื่องประดับ 522,000 บาท

ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
มีเงินฝาก 532,313 บาท

รวมมีทรัพย์สินรวมกันทั้งสิ้น 60.9 ล้านบาท !!!


อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น พล.อ.สนธิ และ 2 ภรรยา คือ
นางสุกัลยา และ
นางปิยะดา บุญยรัตกลิน


สร้างความฮือฮา หลังจากแจ้งต่อป.ป.ช.กรณีรับตำแหน่งรองนายกฯ
( 5 ตุลาคม 2550 ) ว่ามีทรัพย์สินรวมกัน ถึง 94.9 ล้านบาท

โดยเป็นทรัพย์ของ พล.อ.สนธิ 38.7 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินฝาก 10.2 ล้านบาท เงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ สนศ.13.3 ล้านบาท เงินลงทุน 11.2 ล้านบาท บ้าน 1 หลัง 4 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน

ขณะที่นางสุกัลยา บุญยรัตกลิน ภรรยาคนแรก แจ้งว่ามี


ทรัพย์สิน 14.1 ล้านบาท แบ่งเป็น
เงินฝากธนาคาร 3.9 ล้านบาท
ที่ดิน 1 แปลง 1.3 ล้านบาท
บ้านอาศัย 2 หลัง 4.2 ล้านบาท
รถยนต์ 2 คัน 4.1 ล้านบาท

ส่วนนางปิยะดา บุญยรัตกลิน ภรรยาคนที่สอง
มีทรัพย์สิน 42 ล้านบาท
แบ่งเป็นเงินฝากธนาคาร 738,784 บาท
เงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ 6.4 ล้านบาท
ที่ดิน 16 แปลง 16.6 ล้านบาท (ป.ป.ช.ตรวจพบ 17 แปลง)
บ้าน 2 หลัง 11.7 ล้านบาท
ตึกแถว 1 หลัง 2 ล้านบาท
รถยนต์ 5 คัน 3.7 ล้านบาท และ
ทรัพย์สินอื่น 815,000 บาท

และทรัพย์สินของ


นางสาวศศิภา บุญยรัตกลิน บุตรสาวยังไม่บรรลุนิติภาวะ 323,702 บาท

ไม่รวมทรัพย์สินของบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว คือ


พ.ต.ต.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน
ร้อยโทสุธาวิทย์ บุญยรัตกลิน

เรือโทนิธิ บุญยรัตกลิน
นายนิรินทร์ บุญยรัตกลิน และ
นายเอกรินทร์ บุญยรัตกลิน

และน้องสาว 4 คน คนแรกชื่อ
นางพรทิพย์ ตุลยสวัสดิ์ อายุ 51 ปี คนที่สอง
นางขนิษฐา บุญยรัตกลิน อายุ 49 ปี
คนที่สาม นางวิจิตรา บุญยรัตกลิน อายุ 43 ปี และ
คนที่สี่ นางยุพาวดี บุญยรัตกลิน อายุ 40 ปี และ
น้องชายชื่อ นายสาธิต บุญยรัตกลิน อายุ 45 ปี


ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวตรวจสอบพบว่า คนในตระกูลบุญยรัตกลิน มิได้รับราชการอย่างเดียว หากแต่ทำธุรกิจด้วย

นางขนิษฐา บุญยรัตนกลิน น้องสาวบิ๊กบัง ทำธุรกิจมาตั้งแต่ปลายปี 2538 ร่วมกับ
นายมาโนชญ์ ผลทวี ในชื่อ


หจก.บายอัส จดทะเบียนวันที่ 8 ธันวาคม 2536 ทุน 1 ล้านบาท
รับจ้างออกแบบตกแต่งภายใน -นอกอาคาร ที่ตั้งอยู่ในซอยวัดจันทร์ในถนนรัชดาภิเษก ปี 2540 มีรายได้ 9.5 แสนบาท กำไรสุทธิ 48,510 บาท มีสินทรัพย์ 1.5 ล้านบาท และมิได้ทำกิจการ

จากนั้น วันที่ 1 เมษายน 2539 นางขนิษฐาร่วมกับนายมาโนชญ์คนเดิม ก่อตั้ง


บริษัท บายอัส ไชเน็ท จำกัด ทุน 1 ล้านบาท
จำหน่ายงานวัสดุตกแต่งและ งานป้าย (ขายส่ง) ที่ตั้งเลขที่เดียวกัน ปี 2540 มีรายได้ 4.6 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1.7 แสนบาท ปี 2541 มีรายได้ 2.7 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 1.87 แสนบาท และเลิกกิจการในปี 2548


ปัจจุบัน เป็นเจ้าของธุรกิจรับออกแบบและตกแต่งชื่อ


บริษัท เอกายไชน์ เฟอร์นิเจอร์ อินดัสเตรียล จำกัด ก่อตั้งวันที่ 22 มกราคม 2547 ทุน 2 ล้านบาท ที่ตั้งอยู่ในซอยประชาอุทิศ 54 ถนนประชาอุทิศ เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ นางขนิษฐา ถือหุ้น 1,100 หุ้น
นายนพดล ยุทธมนตรี
นางยุพดี เต
นายนพดล บุญยรัตกลิน
นายมาโนชญ์ ผลทวี
นายศิริพงศ์ เย็นอังกูร และ
นางสุจิรา โฮวเต็ว คนละ 150 หุ้น หุ้นละ 1,000 บาท ทั้งหมด 2,000 หุ้น

ปี 2548 มีรายได้ถึง 18.5 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1.6 ล้านบาท มีสินทรัพย์ 8.9 ล้านบาท

ขณะที่นางวิจิตรา เป็นเจ้าของ
บริษัท รัตกลิน จำกัด ก่อตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2548 ทุน 1 ล้านบาท ประกอบธุรกิจบริการด้านอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในซอยประชาอุทิศ 91/2 ถนนประชาอุทิศ นางวิจิตรา ถือหุ้น 6,500 หุ้น
นางสาวพิมพ์ชนก จั่นเพชร 3,000 หุ้น
นางพรทิพย์ ตุลยสวัสดิ์
นายจิระศักดิ์ เทพบรรยง
นายณัฐพล บุญยรัตนกลิน
นางอัญชลี พงษ์พิชัย และ
นายองอาจ บุญยรัตกลิน คนละ 100 หุ้น รวม 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท ปี 2548 มีรายได้ 5.2 ล้านบาท กำไรสุทธิ 364,529 บาท มีสินทรัพย์ 2.3 ล้านบาท

ถ้ารวมรายได้บริษัท เอกายไชน์ฯ และบริษัท รัตกลิน ในรอบปี 2548 รายได้ 23.7 ล้านบาท กำไรสุทธิประมาณ 2 ล้านบาท

กล่าวสำหรับ นางขนิษฐา ก่อนหน้านี้ ( 17 สิงหาคม 2550) เคยตกเป็นข่าวว่าถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรกัมพูชา จับกุมในข้อหาลักลอบนำรถยนต์วีโก้แค็ป สีน้ำเงิน ทะเบียน ตศ3121 กรุงเทพฯ พวงมาลัยขวา วิ่งข้ามฝั่งจากอรัญประเทศมุ่งหน้าสู่กรุงพนมเปญประเทศกัมพูชา

ครั้งนั้น มีข่าวว่านางขนิษฐาเดินทางไปกัมพูชาเพราะเข้าไปรับเหมาตกแต่งร้านให้แก่ บริษัท เดอะพิซซา ซึ่งเข้าไปเปิดสาขาที่กรุงพนมเปญ โดยเป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวเข้าไปด้วยตัวเอง ทำเรื่องขออนุญาตผ่านด่านศุลกากรและทำใบขนย้ายสินค้า แต่ไม่ได้ขออนุญาตนำรถยนต์จากฝั่งไทยเข้าไปใช้ในกัมพูชาทำให้ถูกจับ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามข้อ เท็จจริงจาก พล.อ.สนธิ ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติภารกิจที่ประเทศสิงคโปร์ คำตอบที่ได้รับคือ มีน้องสาวชื่อ "ขนิษฐา" จริง แต่ยังไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นคนคนเดียวกันกับคนที่ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากร กัมพูชาจับกุมตัวไว้หรือไม่ และไม่ได้บอกรายละเอียดธุรกิจของน้องสาวแต่อย่างใด

หลังจากนั้น ชื่อของเธอก็เงียบหายไป จนกระทั่ง พล.อ.สนธิ ได้เปิดเผยในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินว่ามีน้องสาวชื่อ "ขนิษฐา"

Wednesday, February 10, 2010

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

"ปณิธาน"เผยส่งคนประกบฮาร์ดคอร์เสื้อแดง ปัดข่าวระเบิดพลีชีพ

เขมรไม่เลิกตอแย "ฮอร์ นัมฮง"ซัด"มาร์ค"โง่!ค้านขึ้นทะเบียน"พระวิหาร" ผู้นำกัมพูชาเล็งฟ้องศาลโลก

ป่าไม้เตรียมเคลียร์ที่ดิน"สุรยุทธ์"หลังครบกำหนดส่งมอบพท.ก่อน11ก.พ.

"เสธ.แดง" เผย "พัลลภ" กลับมาทำงานร่วมกับเสื้อแดงแล้ว หลังต่อสายเคลียร์ใจ "จิ๋ว" ยันแดงไม่แตก

ป.ป.ช.หน้าแตก! ลงมติส่งฟ้องผิดศาล คดีอดีต รมว.กลาโหมจ้าง จนท.กกต."ตัดต่อพันธุกรรม"พรรคเล็ก

ทนายอ้อ-อัยการ แถลงปิดคดี ยึดทรัพย์7.6หมื่นล.

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(10ก.พ.):จี้ตร.ลากคอโจร

ที่มา Thai E-News




โค่นอำมาตย์ปรีย์ กู้ศักดิ์ศรีตำรวจไทย-เชิญชมการถ่ายทอดสดงานชุมนุม"โค่นอำมาตย์อัปรีย์ กู้ศักดิ์ศรีตำรวจไทย"หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งรัดให้ลากคอหัวโจกผู้ก่อการร้ายคดียึดสนามบิน,ยึดทำเนียบ,ยิงวิทยุแท็กซี่ และลิ้มหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคลิ้กที่นี่ หรือรับฟังการถ่ายทอดสด คลิ้กที่นี่ ถ่ายทอดสดผ่านโทรมือถือ คลิ้กที่นี่


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 ฝากข่าวคราว กิจกรรม รูปถ่าย คลิปข่าวได้ตามเคยที่ thaienews99@googlegroups.com เหมือนเดิม...ลงฟรีๆไม่มีเสียตังค์จ้า***

***หลังจากไปชุมนุมหน้าสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อทวงถามให้เร่งรัดดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีเขายสอยดาว กับเขายายเที่ยงของพวกเทวดาองคมนตรี คิววันนี้(10ก.พ.)เรียนเชิญพี่น้องเสื้อเจอกันที่ สำนักงานกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติเร่งรัดคดีผู้ก่อการร้ายพันธมิตร ที่มีลิ้มเป็นหัวโจกบุกยึดสนามบินกับทำเนียบรัฐบาล ผ่านมา1ปี76วันยังไม่มีใครไปนอนคุกซักราย กับเร่งรัดเอาลิ้มไปนอนคุกคดีหมิ่นฯ เพราะ"ดา ตอร์ปิโด"ที่สนธิลิ้มเอาคำพูดมาอ้างยังต้องติดคุกมาปีกว่า แต่ลิ้มโกเต๊กซ์ยังกร่างนอกคุกต่อ... พวกเราไปกันมากๆมีเพื่อนชวนเพื่อนมีญาติชวนญาติ ชวนกันไปกดดันตำรวจเลิกเกรงใจ"เส้นใหญ่หนุนหลัง"ให้กล้าๆเอาพวกหัวโจกก่อการร้ายเข้าคุกซักทีเหอะวะ มันจะตอแหลแลนด์กันไปถึงไหน...ฮ่วย!***


***เริ่มแล้วซีรีส์อ่านง่าย ย่อยสะดวก จะอธิบายเรื่องการยึดทรัพย์ทักษิณให้ชาวบ้านเข้าใจได้อย่างไร?เขียนโดยคุณnirvanaที่ไทยอีนิวส์จะนำเสนอลงเป็นตอนๆ อ่านง่ายเข้าใจง่าย จะได้นำไปอธิบายให้คนที่ไม่เข้าใจได้เห็นภาพว่า พวกมือตีนอำมาตย์มันมั่วจะยึดทรัพย์เขาขนาดไหน..!***

**กลุ่มกรุงเทพ 50 จะจัดเสวนาทิศทางประเทศไทย ปี 53 วันที่ 22 ก.พ. เวลา 18.00-22.00 น.ในรูปแบบโต๊ะจีน 200 โต๊ะ ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ โดยเชิญนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต สสร.นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา และนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งไฮไลท์สำคัญคือการวีดิโอลิงก์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

การจัดเสวนาดังกล่าวมีขึ้นก่อนจะมีการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท เพียง 4 วัน จะได้รู้ถึงจิตใจของอดีตนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งวิเคราะห์ว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป สำหรับรายได้ในการจัดงานจะมอบให้สาธารณะกุศล บางส่วนจะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยประเทศเฮติ มูลนิธิเด็กพิการซ้ำซ้อน มูลนิธิเด็กปัญญาอ่อน***

***ข่าวกิจกรรม คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ เครือข่ายพลเมืองเน็ต (ThaiNetizen) , เว็บไซต์ www.iLaw.or.th และเว็บไซต์ www.OpenThaiDemocracy.com จัดโครงการสัมมนาวิชาการ หัวข้อ“สอดส่องออนไลน์ : ใครสุ่ม ใครเสี่ยง ?” ณ ห้อง LT1 (ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร) คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 13.00 น. คณะทำงานจึงขอเรียนเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

กำหนดการงานสัมมนาวิชาการ

"สอดส่องออนไลน์ : ใครสุ่มใครเสี่ยง"
ณ ห้อง LT1 (ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร)
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

เวลา 12.30 – 13.00 น.
ลงทะเบียน

เวลา 13.00 – 16.00 น.
สัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “สอดส่องออนไลน์ : ใครสุ่ม ใครเสี่ยง ?”

หัวข้อ "การเฝ้าระวังโดยรัฐกับความเป็นส่วนตัวของประชาชน"
โดย คุณสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร*

หัวข้อ "การสืบสวนสอบสวนบนโลกอินเทอร์เน็ต ในพื้นที่ไม่สาธารณะ"
โดย ธงชัย แสงศิริ* ผู้อำนวยการศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)*

หัวข้อ "ที่มา และจุดยืนของรัฐต่อร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล"
โดย คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย* รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี*

หัวข้อ "แนวคิดและกฎหมายว่าด้วยข้อมูลส่วนบุคคล: ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการคุ้มครองในโลกออนไลน์"
โดย อาจารย์สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

หัวข้อ "การใช้มาตรการเฝ้าระวังโดยรัฐ : บทบาทและผลกระทบต่อผู้ประกอบการ"
โดย คุณศุภสรณ์ รุ่งโรจน์วุฒิกุล ผู้จัดการฝ่ายกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

หัวข้อ "ดุลยภาพระหว่าง การป้องปราม กับเสรีภาพของประชาชนพลเน็ต"
โดย คุณสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต และบล็อกเกอร์ "คนชายขอบ"

ดำเนินรายการโดย คุณสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต

เวลา 16.00 – 17.00 น.
ผู้เข้าร่วมการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสรุปการสัมมนา

เวลา 17.00 น. ปิดการสัมมนา

ติดตามชมการถ่ายทอดสดได้ผ่านทาง http://prachatai.com/live***

***ข่่าวจากเรดอินฮอลแลนด์ พร้อมแล้วที่จะแสดงพลังร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงคนรักประชาธิปไตยจากทั่วทุกมุมโลก เรายินดีและปรารถนาที่จะร่วมงาน ประสานงาน กับพี่น้องชาวเสื้อแดงทุกกลุ่ม เพื่อจะได้ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงกลับคืนมาสู่ประเทศไทย

พร้อมกันนี้เราได้จัดงานจิบน้ำชา พร้อมเสวนา ทางวิชาการ ในหัวข้อ"ประชาธิปไตย แบบไหน บ้านเมืองจึงเจริญ" ในวันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ นี้ ที่ร้านอาหาร Top Thai ถนน HERENSTRAAT เลขที่ 28 กรุงอัมสเตอรดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเวลา 11.00 นาฬิกา ด้วยบรรยากาศอบอุ่นแบบพี่ๆ น้อง ของคนรักประชาธิปไตย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ท่านที่เดินทางมาจากประเทศใกล้เคียง เรามีที่พักรับรอง

ท่านที่ประสงค์จะมาร่วมงานกรุณาแจ้งความจำนงมาได้ที่ คุณ พอกันธี อำมาตยา ผู้ประสานงานกลุ่มเรดอินฮอลแลนด์ +31 624 15 4693 หรือ email: rednederland@gmail.com***

***นปช.กำหนดการจัดโรงเรียน นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ครั้งที่ 2 ของภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเจ้าภาพ ในวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ นี้ ที่เขาพรายดำรีสอร์ท อำเภอสิชล นครศรีธรรมราช โดยจะจัดการเรียน หลักสูตรประชาธิปไตย เพียง 1 วัน ช่วงเย็น จะมีการเปิดปราศรัยของแกนนำ นปช. ท่านใดที่มีญาติพี่น้องในภาคใต้ีี่่ บอกกล่าวไปยังพี่น้องด้วย สนใจเข้าอบรมโรงเรียน นปช. ติดต่อที่ ประชาสัมพันธ์ ของรีสอร์ท เขาพรายดำ โทร. 075-771-111 และที่ คุณธนวุฒิ เลขา นปช. นครศรีธรรมราช 086-684-6569 ลงทะเบียนตั้งแต่ 7.30 - 8.30 น.

บรรยากาศของ เขาพรายดำรีสอร์ท อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช บ้านของ ณัฐวุฒิเอง บริการเต็มที่

***

***เชิญท่านที่สนใจเรื่อง"สื่อใหม่"ร่วมฟังบรรยาย Social Media-Social Network-การสร้างเครือข่ายทางสังคมผ่านสื่อสมัยใหม่ เช่น ทวิตเตอร์ ไฮไฟว์ เฟสบุค เอสเอ็มเอส อิเล็กทรอนิกส์เมล์ โดยวิทยากรรับเชิญคุณปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด Kapook.com
ในวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องบรรยาย วิทยาลัยนวัตกรรม อาคารอเนกประสงค์ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (ติดประตูถนนพระอาทิตย์)

การสัมมนาครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชา บศ 763 การบริหารสื่อสมัยใหม่ (New Media Management) ภาคการศึกษาที่ 3/2552 คำอธิบายรายวิชา (Course Description) แนวคิดและทฤษฎีของสื่อสมัยใหม่ ระบบและเทคโนโลยีในการผลิตและการออกแบบ หลักการในการบริหารของสื่อสมัยใหม่ สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อความนิยมของกลุ่มผู้บริโภค การตลาดในสื่อสมัยใหม่ รวมถึงการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและลิขสิทธิ์ในอุตสาหกรรมสื่อสมัยใหม่ อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ วิภา ดาวมณี สำรแงที่นั่งทางเฟสบุ๊ค Vipar Daomanee หรือ email: csi_edu@yahoo.com โทร.081-6134792 ***

***ขอเชิญชาวเสื้อแดงไทยในเยอรมันรอบ ๆ เขตเมือง Dortmund และพี่น้องผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยร่วมงานวันเสาร์ที่ 13 มีนาคม คศ.2010


เสื้อแดงเมือง Dortmund จัดชุมนุม (อาหารฟรี เครื่องดื่มจ่ายเอง)เวลา 12.00 น.-19.00 น. ณ ร้าน BAKUDA,Weisenburger str.8, 44137 Dortmund มีวิดิโอฉายเรื่องราวการต่อสู้ -เอกสารความรู้ประชาธิปไตยในงาน มิตรเสื้อแดงต่างถิ่น ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดมือถือ 0176 38187407 ทุกวัน***

***นปช.ยูเอสเอ แจ้งข่าว ขอเสนอช่องทางใหม่ในการรับฟังคลิปรายการที่จัดโดยเว็บ นปช.ยูเอสเอ ในแต่ละวัน (อันเนื่องมาจากขณะนี้ เว็บของนปช.ยูเอสเอทั้ง 2 แห่งถูกบล็อคอย่างถาวร โดย ICT) เพื่อไม่ให้พลาดรายการสำคัญ ทางทีมงาน นปช.ยูเอสเอ จะจัดส่งคลิปรายการของเรา ตรงถึง Inbox ของท่านเลย โดยจะเริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้สนใจ สามารถอีเมล์มาสมัครเป็นสมาชิก เพื่อรับคลิปในแต่ละวันได้ที่news@norporchorusa.com จึงเรียนมาเพื่อทราบ***

***มาแว้ว Mv เพลง GT200 โดย Nakara เจ้าเก่าอีกแล้วครับท่าน เชิญโหลดกระจายhttp://www.youtube.com/watch?v=KPNa-h--anA
เพลง จีที 200
คำร้อง Nakara
ทำนอง ฮักสาวอีเลคโทน
ชุด หมีน่าฮ๊าก

เพลงอื่นที่เกี่ยวข้อง
เพลง ยุทธการเขายายเที่ยง
http://www.youtube.com/watch?v=FZkGHXwnVUc

เพลง กู้โกง
http://www.youtube.com/watch?v=ulcgHLnKrVk

เพลงอื่นของ nakara
http://www.youtube.com/user/nakaramusic***


***ปิดท้ายด้วยสาวเสื้อแดงตามเคย คราวนี้เป็นเสื้อแดงสายเดี่ยวในงานชุมนุมนัดหนึ่งที่อุบลราชธานีเมื่อไวๆนี้ ใครเป็นใครถามไถ่กันเองตามอัธยาศัยอ่ะจ้า***

ชนบทของประเทศไทยคุกรุ่นไปด้วย ความเคียดแค้นที่มีต่อรัฐบาล

ที่มา Thai E-News



โดย Marwaan Macan-Markar สำนักข่าวIPS
แปลและเรียบเรียง แชพเตอร์ ๑๑ เวบลิเบอรัลไทย

อำเภอสร้างคอม ประเทศไทย – มื้อแล้วมื้อเล่าของการจัดเลี้ยงภายใต้แสงดาวในยามค่ำคืน ที่เต็มไปด้วยคลื่นประชาชนที่ประท้วงรัฐบาล ซึ่งขยายตัวออกไปทั่วทั้งใจกลางของชนบท ผู้มาร่วมรับประทานอาหารต่างแต่งกายด้วยสัญลักษณ์สีแดงของตัวเอง

เมืองแห่งการทำนานี้ นับว่าเป็นเมืองล่าสุดที่เข้าร่วมชะตากรรมในการเคลื่อนไหวประท้วงของฝ่าย นปช. และเป็นเมืองที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่กำลังลี้ภัย

ฝ่ายเจ้าภาพจัดเลี้ยงไม่ผิดหวังในงานฉลองการเปิดตัว และการระดมทุนด้วยอาหารมื้อค่ำในอำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อถึงเวลา ๑๙.๐๐ น. พื้นที่ที่เคยเป็นที่โล่งขนาบข้างด้วยนาข้าวที่เตรียมเก็บเกี่ยว และป่าละเมาะ ก็คลาคล่ำไปด้วยชาวบ้านในท้องถิ่นซึ่งเดินทางมาร่วมรับประทานอาหาร และฟังการปราศรัยบนเวทีที่ต่อต้านรัฐบาลที่มีขี้นอย่างเผ็ดร้อน

สุทัศน์ ปุดม หนึ่งในเจ้าภาพจัดอาหารเลี้ยงมื้อค่ำเมื่อวันอาทิตย์ อ้างถึงเสื้อแดง ซึ่งถูกนำมาโยงกับความเกี่ยวข้องของการเคลื่อนไหวการประท้วงของฝ่ายนิยมทักษิณว่า “ชาวบ้านอยากให้มีการจัดงานเสื้อแดงแบบที่อื่นๆ” “พวกเขาต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

สุทัศน์ประเมินว่ามีชาวบ้านมากกว่า ๒,๐๐๐ คน ที่เดินทางมาจากตำบลใกล้เคียงมาร่วมงานจัดเลี้ยงมากกว่า ๒๒๐ โต๊ะ และบนโต๊ะเพียบไปด้วยอาหารนับตั้งแต่ข้าวผัด ปลาทอดเปรี้ยวหวาน ส้มตำไทย และซุปแบบจีน

แต่ครอบครัวของผู้ที่มาร่วมงานเลี้ยงทั้งหมด ซึ่งมาเพื่อร่วมรับประทานอาหารค่ำและแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมืองนั้น ไม่ได้มีแต่ครอบครัวของชาวนาและชาวประมงซึ่งเป็นอาชีพหลัก แต่ยังมีครูอย่างสว่างศรี บุญประสิทธิ์ ซึ่งสอนชั้นประถมของโรงเรียนในท้องถิ่น เธอประกาศอย่างภาคภูมิใจว่า เธอได้นำผู้มาร่วมงานถึง ๓๐ คน เพื่อร่วมฉลองการชุมนุมครั้งแรกของ นปช.ในบ้านเกิดของเธอนี้

สว่างศรีประกาศว่า “การชุมนุมเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเรา เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ที่ถูกทำลายไป” “เวลานี้คนจนแถวนี้รู้เรื่องประชาธิปไตยมากกว่าเมื่อก่อน เรามาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน”

เธอได้เปิดเผย โดยพาดพิงไปถึงเหตุการณ์รัฐประหารครั้งที่ ๑๘ ของราชอาณาจักรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งกองทัพกระทำการปล้นอำนาจของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งมาถึงสองสมัย

เธอกล่าวว่า “การตื่นตัวทางการเมืองเริ่มต้นหลังจากการทำรัฐประหาร” “ทั้งความไม่พอใจ และความคับแค้นที่ได้เพิ่มมากขึ้นในสามปีที่ผ่านมา”

ความนิยมอย่างท่วมท้นของทักษิณ ที่ได้รับจากชาวชนบทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปเลย เนื่องมาจากนโยบายเพื่อคนยากจนที่เขาได้นำมาใช้ และกำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัยเพื่อเลี่ยงการถูกจำคุกสองปีในคดีทุจริต แต่ดูเหมือนแทบจะไม่ได้สร้างความยี่หระให้กับผู้ลงคะแนนเสียงระดับจังหวัด ที่กำลังตื่นตัวทางการเมืองอย่างหยุดไม่อยู่

สำหรับพวกเขาแล้ว ทักษิณตกเป็นเหยื่อในกำมือของพวกที่ใช้การเมืองมาเป็นเครื่องมือหากิน เพื่อต่อต้านประชาธิปไตยซึ่งประกอบไปด้วย อำมาตยาในกรุงเทพ พวกคลั่งระบอบกษัตริย์ และพวกข้าราชการหัวโบราณชั้นสูง รวมไปถึงกองทัพอันทรงพลังของประเทศ

ผู้มาร่วมงานต่างโห่ร้องแสดงความยินดี เมื่อได้ยินเสียงอดีตผู้นำที่ลี้ภัยพูดต่อหน้าผู้ชุมนุม นปช. ผ่านทางโทรศัพท์มือถือจากดูไบ หนึ่งในหลายๆประเทศทั่วโลกที่ทักษิณพำนักอยู่ เศรษฐีธุรกิจโทรคมนาคมเล่นกับคนฟัง

เขาสัญญาว่า “ผมจะทำให้คุณมีเงินเต็มกระเป๋า” “ผมมีแผนการเพื่อการศึกษาของลูกหลานของเรา”


แต่ทักษิณยังคงยืนยันข่าวที่ว่า นปช. ได้เร่งระดมคนในจังหวัดต่างๆ เขาต้องการให้คนเสื้อแดงออกมาร่วมบนท้องถนนมากพอที่จะสร้างความกดดัน เพื่อโค่นรัฐบาลปัจจุบันของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งบริหารประเทศมาได้ครบปี ด้วยอำนาจที่ได้มาจากการทำการตกลงของผู้บัญชาการระดับสูงจากกองทัพ ซึ่งไม่ได้มาจากคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง

ทักษิณขึ้นเสียงสูงดังก้องว่า “การต่อสู้ครั้งหน้า ถือว่าเป็นครั้งสำคัญมาก” “ถ้าคุณไม่เดินหน้าแล้ว คุณจะเสียทุกอย่าง ถ้าคุณเดินหน้า คุณจะได้ทั้งชีวิต และความหวังที่ดีขึ้น”


คลื่นแดงของ นปช. ที่กำลังเติบโตขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ของค่ำคืนเหล่านี้ เป็นการช่วยยืนยันให้เห็นว่า ความแตกต่างทางสังคม และทางการเมืองกำลังขยายกว้างขึ้น บทบาทของทักษิณยืนยันในเรื่องนี้ เพราะทักษิณเป็นบุคคลซึ่งได้รับการประณามอย่างมากจากศักดินาชาวกรุงที่กินดีอยู่ดี และกลุ่มการเมืองนิยมเจ้า

ในค่ำคืนวันเสาร์นอกจากสร้างคอมจะเป็นเจ้าภาพจัดการชุมนุมของ นปช. แล้ว ยังมีการชุมนุมอีกห้าแห่งทั่วอีสาน ซึ่งเป็นชื่อเรียกทั่วไปของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ที่อำเภอพิบูลรัฐ มีชาวบ้านมากกว่า ๓,๐๐๐ คนอยู่ชุมนุมกันจนจนหลังเที่ยงคืน เพื่อฟังการปราศรัย และการโฟน-อินจากทักษิณ

พวกเขาเข้าร่วมสนับสนุนเสื้อแดงมากกว่าที่ นปช. ได้ประกาศไว้ การชุมนุมวันที่ ๓๑ มกราคมที่จังหวัดขอนแก่นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น แหล่งข่าวซึ่งใกล้ชิดกับการทำงานฝ่ายข่าวกรองของกองทัพแจ้งว่า ตัวเลขผู้เข้าร่วมชุมนุมนั้นประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน แม้ฝ่าย นปช. จะอ้างว่า มีคนมาร่วมชุมนุมมากกว่าตัวเลขนั้นอีกสองเท่า

วันต่อมา ที่จังหวัดอุบลราชธานี มีรายงานข่าวว่า มีผู้ประท้วงเสื้อแดงจำนวน ๕๐,๐๐๐ คน เข้าร่วมการชุมนุมของ นปช.

วิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทยฝ่ายสนับสนุนทักษิณกล่าวว่า “ทุกอาทิตย์ และทุกเดือนเราจะมีการชุมนุมพร้อมทานอาหารค่ำ หรือบางทีก็มีแต่การชุมนุมอย่างเดียว” “ประชาชนซึ่งมาร่วมกันที่นี่ต่างเป็นคนยากจน และพวกเขาเคยกลัวพวกมียศถาบรรดาศักดิ์ในสังคมของเรา พวกชาวบ้านไม่กล้าพูดกับพวกเขาเหล่านี้”

แต่ความเป็น ส.ส.มาเกือบ ๒๐ ปี รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติทางการเมืองของคะแนนเสียงชาวรากหญ้า

เขากล่าวว่า “เมื่อก่อนชาวบ้านก็รู้เรื่องการเมือง แต่ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรถูก อะไรผิด” “ชาวบ้านเข้าใจว่า แม้เขาจะชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ตาม แต่พวกเขาเหล่านั้น (กลุ่มการเมืองคลั่งเจ้า) จะไม่ยอมให้พวกเขาตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้”


ความเข้าใจส่วนหนึ่งมาจาก ความขมขื่นที่ได้รับจากการถูกเพิกถอนสิทธิ์จากคะแนนเสียงส่วนใหญ่ ที่กำชัยชนะอย่างท่วมท้นในการสนับสนุนทักษิณ จากการเลือกตั้งสี่ครั้ง นับตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๔๔

นอกเหนือจากการทำรัฐประหารในเดือนกันยายน ๒๕๔๙ รัฐบาลนิยมทักษิณ ซึ่งนำโดยพรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ ถูกคำสั่งอันอื้อฉาวของศาลให้ยุบพรรค เพื่อปูทางให้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เข้ามาเสียบแทนรัฐบาลที่กำลังว่างลง

คำตัดสินนั้น เพิ่มความเป็นปฏิปักษ์กับผู้ลงคะแนนให้ทักษิณต่อระบบยุติธรรมของไทยมากขึ้น และอีกครั้งหนึ่ง ที่ความเป็นปฏิปักษ์กำลังถึงจุดเดือด วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ เป็นวันที่ศาลจะพิจารณาตัดสินคดียึดทรัพย์ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทของทักษิณ ซึ่งถูกรัฐบาลทหารที่เข้ามาปล้นอำนาจรัฐบาลทักษิณโดยการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ อายัดไว้

วิเชียรเปิดเผยว่า “ประชาชนต่างโกรธแค้นกับคดีของทักษิณ” และเสริมว่า การเรียกร้องของแกนนำ นปช. ให้ออกไประบายความแค้นในกรุงเทพ จะได้เห็น “ประชาชนมากกว่าหนึ่งล้านคน” ออกมาบนท้องถนนในเมืองหลวงของไทย

แต่เคยมีการขู่เรื่อง “วันดีเดย์” และการประท้วงของมวลชนบนท้องถนนมาก่อน นปช. สามารถดึงผู้เข้าร่วมชุมนุมในกรุงเทพได้มากที่สุดเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๒ และเป็นเวลาที่กลุ่มเสื้อแดงได้ละเมิดข้อห้ามทางการเมืองและธรรมเนียมปฏิบัติ ด้วยการไปประท้วงหน้าคฤหาสน์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ปล่อยให้เรื่องใดๆคลาดสายตาไปได้ อภิสิทธิ์ได้กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ในระหว่างทำการถ่ายทอดโทรทัศน์ และวิทยุประจำอาทิตย์ว่า รัฐบาลได้วางแผนต่างๆ ในการเฝ้าติดตามที่มั่นของ นปช. ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนที่จะมีการประกาศคำตัดสินของศาล

จากบางกอกโพสต์หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ได้ลงข่าวว่า

อภิสิทธิ์เปิดเผยว่า “หน่วย (รักษาความปลอดภัย) ทุกหน่วยพร้อมแล้ว แผนการเตรียมพร้อม ขอยืนยันว่า เราเตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์” “รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะรักษาความปลอดภัย และรักษากฎหมาย และความเป็นระเบียบ”

จะอธิบายเรื่องการยึดทรัพย์ทักษิณให้ชาวบ้านเข้าใจได้อย่างไร?

ที่มา Thai E-News



โดย คุณnirvana
ที่มา บอร์ดนิวสกายไทยแลนด์

ผมได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่จังหวัดเชียงราย และได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวไร่ชาวนา มีลุงคนหนึ่งถามผมว่า

“รัฐเขาจะยึดเงินทักษิณเป็นหมื่นล้านเพราะทักษิณทุจริต โกงกินเงินของชาติใช่มั๊ย”


ผมก็เลยตั้งคำถามกลับไปว่า

“ถ้าเมื่อสิบปีที่แล้วลุงมีทองคำ 1 เส้นหนัก 10 บาท ตอนนั้นราคาทองคำบาทละ 4,000 บาท พอมาถึงปีนี้ทองคำราคาบาทละ 15,000 บาท ลุงก็เลยขายทองคำทั้ง 10 บาทออกไปได้เงิน 150,000 บาท แล้วมีคนกล่าวหาลุงว่า ลุงร่ำรวยผิดปกติ ไปโกงเขามา ไปลักขโมยเขามา ลุงว่ามันถูกต้องไหมล่ะ “


ลุงแกตอบผมว่า
“อ้าว ก็เมื่อสิบปีที่แล้วลุงมีทองคำหนัก 10 บาท และตอนขายลุงก็มีทองคำหนัก 10 บาทเหมือนเดิม แล้วจะกล่าวหาว่าลุงไปขโมยของคนอื่นมาได้อย่างไร”


ผมก็เลยบอกลุงไปว่า
“ก่อนจะเล่นการเมืองคุณทักษิณเขามีหุ้นอยู่ 1,500 ล้านหุ้น พอมาถึงปี 2549 คุณทักษิณจึงขายหุ้น 1,500 ล้านหุ้นออกไปได้เงิน 73,000 ล้านบาท รัฐเขาจะยึดเงิน 73,000 ล้านบาทนี่แหละ


ผมก็จึงถามว่า "ลุงรู้ไหมว่าหุ้นคืออะไร”
ลุงแกตอบผมว่า “ลุงไม่รู้จักหรอก ไอ้หุ้นเหิ้นเนี่ย “
ผมก็จึงบอกว่า “หุ้นมันก็ไม่ต่างจากทองคำหรอกลุง”
ลุงแกก็พูดต่อ “อ้อ เรื่องมันอย่างนี้ นี่เอง”

ผมก็เลยถามต่อ “แล้วลุงคิดว่าทักษิณโกงกินหรือไม่”
ลุงแกตอบว่า “เมื่อก่อนลุงก็เชื่อตามที่ฟังข่าว ว่าทักษิณโกงกินจริง แต่พอเอ็งยกตัวอย่างเรื่องทองคำ ลุงจึงเข้าใจ”
แล้วแกก็พูดต่อว่า “มันใส่ร้ายกันนี่หว่า น่าสงสารนายกทักษิณจัง”

หลังจากที่นายกฯทักษิณขายหุ้นจำนวน 1,487,740,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,271,200,910บาท (เจ็ดหมื่นสามพันสองร้อยเจ็ดสิบเอ็ดล้านสองแสนเก้าร้อยสิบบาทถ้วน)

มีข้อกล่าวหาคุณทักษิณมากมาย บางคนว่า คนขายก๋วยเตี๋ยวยังต้องเสียภาษีทุกปี นายกขายหุ้น 73,000 ล้านต้องเสียภาษีด้วย

เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษี
ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (23)

ภาษากฏหมายเขียนว่า
“…..ได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษี”
พูดภาษาชาวบ้านก็คือไม่ต้องเสียภาษี

เป็นข้อยกเว้นที่ปฏิบัติกันเช่นนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมาใช้เมื่อท่านทักษิณมาเป็นนายกฯ บางคนยิ่งหนักไปใหญ่เลย (พวกควายเหลือง) บอกว่าทักษิณรับเงินปันผลก็ไม่เสียภาษี (เรื่องนี้ถ้ามีเวลา ผมจะเขียนความเห็นให้เพื่อนๆได้อ่าน)

ทรัพย์ของท่านนายกทักษิณจำนวน 76,000 ล้านบาทที่จะถูกยึด เป็นเงินจากการขายหุ้น 73,000 ล้านบาท ส่วนอีก 3,000 ล้านบาทนั้น ผมไม่ทราบว่ามาได้อย่างไรเพราะขาดการติดตามข่าวในบางช่วง

ข้อกล่าวหาที่ใช้ในการยึดทรัพย์ทักษิณมี 6 ข้อ ถ้าอยากจะทราบรายละเอียดแต่ละข้อเป็นอย่างไร คลิกลิงค์
ข้อเท็จจริงที่ควรรู้ เรื่อง 6 ข้อกล่าวหาที่ใช้ในการยึดทรัพย์ทักษิณ


ภาพด้านบนเป็นของคุณ Jampoon ที่โพสท์ไว้ในห้องราชดำเนิน (PANTIP) วันที่ 15 ม.ค. 53

วันที่ 1 เมษายน 2544 DTAC ได้รับการแก้ไขสัญญากับ TOT ในการจ่ายส่วนแบ่งรายได้

จากเดิมที่ DTAC ต้องจ่ายให้กับ TOT เลขหมายละ 200 บาทต่อเดือนเปลี่ยนเป็น
จ่ายให้กับ TOT ในอัตราร้อยละ 18 ของรายได้จากบริการโทรศัพท์ประเภทบัตรเติมเงิน

AIS จึงได้ร้องขอความเป็นธรรมจาก TOT ในหลักการเดียวกันกับ DTAC

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 AIS ได้รับการแก้ไขสัญญากับ TOT ในการจ่ายส่วนแบ่งรายได้
โดย AIS ต้องจ่ายให้กับ TOT ในอัตราร้อยละ 20 ของรายได้จากบริการโทรศัพท์ประเภทบัตรเติมเงิน

DTAC จ่ายให้ TOT ในอัตราร้อยละ 18 ของรายได้
AIS จ่ายให้ TOT ในอัตราร้อยละ 20 ของรายได้
????????????????????

จากข้อความในภาพของคุณ Jampoon

บริษัท เอไอเอส มีผู้ใช้บริการในปี 2549 ไม่น้อยกว่า 17 ล้านราย
จากเดิมที่มีผู้ใช้บริการในปี 2542 เพียง 23,000 ราย

คำถามก็คือ

1. เอายอดปี 2542 ไปเทียบกับยอดปี 2549 ได้อยางไรเพราะท่านทักษิณเป็นนายกเมื่อปี 2544
2. ทำไมไม่เอาผู้บริการรายอื่นมาเปรียบเทียบกับ AIS

มาดูข้อเท็จจริงกัน

ยอดโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่ายรวมกัน ปี 2544 มีประมาณ 4.6 ล้านเลขหมาย VS ปี 2549 มีประมาณ 41.0 ล้านเลขหมาย
ยอดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ AIS ปี 2544 มีประมาณ 3.2 ล้านเลขหมาย VS ปี 2549 มีประมาณ 19.96 ล้านเลขหมาย
ยอดโทรศัพท์เคลื่อนที่นำมาจาก http://shincase.googlepages.com

จากข้อมูลข้างต้นแยกออกได้ดังนี้




เพื่อให้การเปรียบเทียบมีความชัดเจนมากขึ้น ต้องคิดยอดเพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์

ยอดโทรศัพท์เคลื่อนที่ปี 2549 เทียบกับ ปี 2544
AIS เพิ่มขึ้น 524% @@@ ค่ายอื่นรวมกันเพิ่มขึ้น 1,403%

ค่ายอื่นรวมกันเพิ่มขึ้น 1,403% วิเคราะห์ได้ว่า ต้องมีอย่างน้อย 1 บริษัทที่มียอดเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,403% ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้น 1,500% หรือ 2,000% (เสียดายไม่มีรายละเอียดให้คำนวณ)

อีกข้อความหนึ่งในภาพของคุณ Jampoon บริษัท เอไอเอส นั้น ก็พบว่ามีรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คตส. ใช้วิธีกล่าวหาไม่ต่างจากพวกควายเหลืองเลย

ก่อนปี 2544 จำได้ไหม??

ราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องละเท่าใด?? ถ้าฐานะไม่ดีไม่มีโอกาสได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่น่าจะต่ำกว่า 50,000 บาท ค่าโทร.โทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องเสียในอัตราที่แพงมาก คนจนไม่มีสิทธิ์ได้ใช้หรอกครับ

การติดตั้งโทรศัพท์พื้นฐาน (โทรศัพท์บ้าน) หมายเลขโทรศัทพ์มีไม่พอต่อความต้องการ และราคาก็แพงมาก องค์การโทรศัพท์มันขูดเลือดซิบ ค่าโทรศัพท์ทางไกล (โทรศัพท์บ้าน) ถ้าโทรจากกรุงเทพฯไปนราธิวาส ต้องจ่ายนาทีละ 18 บาท (ถ้าจำไม่ผิด)

ปัจจุบันราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ถูกมาก อัตราค่าโทร.ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือโทรศัพท์บ้านถูกมาก แข่งกันลดราคา แข่งการเสนอโปรโมชั่นใหม่ๆ คนรากหญ้า คนยากจน สามารถที่จะซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้ได้

ใครกันเล่า?? ที่เป็นผู้หยิบยื่นโอกาสให้ คนยากจน คนรากหญ้า คำตอบก็คือเทวดาตัวจริงเป็นผู้หยิบยื่นโอกาสให้คนยากจน

เทวดาตัวจริงก็คือ ทักษิณ ชินวัตร

คนเขารู้กันไปทั่วแล้วว่า ใครคือเทวดาตัวจริง ใครคือเทวดาตัวปลอม ต้องพูดแบบนี้แหละครับ เทวดาตัวปลอมมันจะได้กระอักเลือดตาย


กลับมาเข้าเรื่องข้อความในภาพของคุณ Jampoon

บริษัท เอไอเอส นั้น ก็พบว่ามีรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

การลดค่าสัมปทานมีผลให้ทุกค่ายมือถือได้รับประโยชน์เมือนกันหมด
ดังนั้นผมจะใช้ข้อมูลรายได้ของ AIS และ DTAC มาเปรียบเทียบกัน
เพื่อดูว่าระหว่าง AIS และ DTAC ใครได้รับประโยชน์มากกว่ากัน

(สำหรับผู้ไม่สันทัดในเรื่องของตัวเลข ข้อมูลด้านล่างดูผ่านๆก็พอ)



ข้อมูลนำมาจาก ก.ล.ต. ตามลิงค์ด้านล่าง
งบการเงินของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

จากตัวเลขที่แสดงในตาราง ถ้าเป็นโกเต็กซ์ลิ้มต้องโวเลยว่า พ่อแม่พี่น้องครับ ทักษิณมันลดค่าสัมปทาน รายได้ของบริษัทมันมากว่าคู่แข่ง ประมาณเท่าตัวทั้ง 5 ปีเลย มันเอาเปรียบคู่แข่ง นี่แหละครับพ่อแม่พี่น้องครับ คอรัปชั่นเชิงนโยบาย แล้วพวกควายเหลืองก็พยักหน้า แล้วก็อุทานว่า มันเลวมาก

เพื่อให้ผู้ที่ไม่สันทันในเรื่องการเงิน-การบัญชี ได้รับประโยชน์ จากการอ่านกระทู้นี้ ผมขออนุญาตเขียนความเห็นในลักษณะ เหมือนกับให้ความรู้เรื่องการบัญชี จะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ

จะเปรียบเทียบรายได้ระหว่าง AIS และ DTAC อย่างไร??

ขอยกตัวอย่างง่ายๆอย่างนี้ก็แล้วกัน

นายเต็กซ์ได้รับการขึ้นเงินเดือนจาก 50,000 เป็น 51,800
นายลิ้มได้รับการขึ้นเงินเดือนจาก 40,000 เป็น 41,600

นายลิ้มเลยโวย ทำไมเงินเดือนจึงขึ้นน้อยว่านายเต็กซ์

นายเต็กซ์เงินเดือนขึ้น [(1,800/50,000) x 100] = 3.60%
นายลิ้มเงินเดือนขึ้น [(1,600/40,000) x 100] = 4.00%

ต้องเปรียบเทียบเงินเดือนปีนี้กับปีที่แล้ว



จากข้อมูลในตารางรายได้ในภาพที่ผ่านมา แสดงการเปรียบเทียบได้ดังภาพด้านล่าง

จะเห็นได้ว่า อัตราเปลี่ยนแปลงในรายได้

บางปี AIS เพิ่มขึ้นมากกว่า DTAC ….. บางปี AIS เพิ่มขึ้นน้อยกว่า DTAC

อัตราการเปลี่ยนแปลงปี 45 vs ปี 44 ....... AIS เพิ่มขึ้น 39% ในขณะที่ DTAC เพิ่มขึ้นเพียง 14%

ข้อมูลแบบนี้แหละศาสดาเต็กซ์ลิ้มหรือนักวิชาการชั่วทั้งหลายจะนำไปใส่ร้ายท่านนายกทักษิณว่า เอื้อประโยชน์ให้บริษัทของตนเอง
โดยเอาการเปรียบเทียบ ปี 45 vs ปี 44 มาใช้เป็นหลักฐานในการกล่าวหานายกทักษิณ

ถามว่าศาสดาเต็กซ์ลิ้มหรือนักวิชาการชั่วทั้งหลายบิดเบือนข้อมูลหรือไม่

คำตอบก็คือ เป็นข้อมูลจริง แต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่เป็นไปตามหลักการที่นักบัญชียึดถือเป็นหลักในการปฏิบัติ ที่เรียกว่า หลักการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ (Full Disclosure Principle)

จากข้อมูลที่แสดงอยู่ในความเห็นที่ 2

เรื่องการแก้ไขสัญญากับ TOT ในการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ DTAC ได้รับการแก้ไขสัญญาในวันที่ 1 เมษายน 2544
AIS ได้รับการแก้ไขสัญญาในวันที่ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2544

ข้อมูลส่วนนี้แหละครับที่มีผลทำให้ รายได้ AIS เพิ่มขึ้นถึง 39% แต่ DTAC เพิ่มขึ้นเพียง 14%

เนื่องจากอัตราการเปลี่ยนแปงในรายได้ที่แสดงในตาราง

บางปี AIS เพิ่มขึ้นมากกว่า DTAC ….. บางปี AIS เพิ่มขึ้นน้อยกว่า DTAC

เราจะสรุปได้อย่างไรว่า ระหว่าง AIS และ DTAC บริษัทใดได้รับประโยชน์มากกว่ากัน

ลองคิดดูก่อนก็แล้วกัน


ถ้าพอที่จะเข้าใจเรื่องที่ผมได้แสดงความคิดเห็นไว้ อยากจะให้อธิบายให้พวกพันธมิตรที่เพื่อนๆรู้จักได้เข้าใจ สำหรับคนจนหรือคนรากหญ้าหรือคนเสื้อแดงทั้งหลายนั้น ไม่มีใครเชื่อข้อกล่าวหาต่างๆที่ท่านทักษิณโดน ถ้ามีโอกาส น่าจะอธิบายให้คนจน คนรากหญ้า หรือ คนเสื้อแดงไ ด้รู้เช่นกัน

เผื่อว่ามีคนกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงเชื่อทักษิณอย่างงมงาย คนเสื้อแดงก็จะสามารถโต้ตอบคนกล่าวหาได้