ที่มา Thai E-Newsสูญเสีย-คุณสลักจิต แสงเมือง นักข่าวสตรีสังกัดกองบรรณาธิการTHAIFREEDOM และสมาชิกชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ได้เสียชีวิตลงเป็นรายที่ 2 จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะเดินทางไปทำข่าวสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ(ในภาพ คุณสลักจิตเข้าร่วมประชุมกับชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทยเมื่อ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 กุมภาพันธ์ 2553
*เรื่องเกี่ยวเนื่อง:วิถีคนกล้า ความตายของบางคนหนักแน่นดุจภูเขา บางคนเบาดุจขนนก%5B1%5D.jpg)
เสรีภาพไทย-นิตยสารTHAIFREEDOM ฉบับที่ 2 ที่เพิ่งออกวางจำหน่ายของชมรมผู้สื่อข่าวเสรีภาพไทย ที่มีจุดยืนสนับสนุนคนเสื้อแดง-ฝ่ายประชาธิืปไตย ต่อต้านอำมาตย์เผด็จการ โดยนักข่าวอาสาประชาชน แต่ได้เกิดความสูญเสียขึ้นในอุบัติเหตุทางรถยนต์ในการออกไปทำข่าวฉบับที่ 3
เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 ได้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่นำความสูญเสียมาสู่วงการนักข่าวสื่อเสื้อแดง โดยเกิดอุบัติเหตุที่จังหวัดสระบุรี ยังผลให้คุณสุพิศ ศรีเจริญ เสียชีวิตในอุบัติเหตุทันที ส่วนคุณสลักจิต แสงเมือง ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลา 5 นาฬิกาของวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์
ส่วนคุณไพโรจน์ จันทรนิมิ และนักข่าวสตรีอีกราย ที่เดินทางไปในรถคันเดียวกันได้รับบาดเจ็บ แต่พ้นขีดอันตราย
ทั้งสี่เป็นผู้สื่อข่าวสังกัดกองบรรณาธิการนิตยสารรายปักษ์THAIFREEDOM ซึ่งเป็นนิตยสารรายปักษ์ที่ได้จัดพิมพ์มาแล้ว 2 ฉบับ และทั้งหมดเป็นสมาชิกชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(Thai Freedom Press Club) อุบัติเหตุทางรถยนต์เกิดขึ้นขณะที่เดินทางไปทำข่าวและมุ่งหน้าเดินทางกลับกรุงเทพฯ รถยนต์ที่นั่งมาเกิดอุบัติเหตุพุ่งไปชนท้ายรถน้ำมันที่จอดอยู่ ทำใ้หเกิดเรื่องน่าเศร้าสลดขึ้น
ชมรมผู้สื่อข่าวเสรีภาพไทย ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2552 ที่ผ่านมาเพื่อร่วมมือกันผลิตสื่อที่มีแต่ความจริง ไร้การบิดเบือนสู่ประชาชน และตอบโต้การนำเสนอข้อมูลข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อที่บิดเบือนขาวเป็นดำ (black propaganda) หรือการสร้างกระแสข่าวให้ประชาชนเกิดความไขว้เขวสับสนออกไปจากสถานการณ์ที่แท้จริงของประเทศ ของบรรดาสื่อกระแสหลักที่ละเลยจุดยืนของการทำหน้าที่สื่อที่เป็นกลาง และสื่อที่ขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพ
การจัดตั้งชมรมมีขึ้นภายหลังการประชุมของผู้แทนสื่อมากกว่า 50 ราย ส่วนมากเป็น"นักรบไซเบอร์" หรือผู้ต่อสู้เผยแพร่ความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการในโลกอินเตอร์เน็ต โดยมีนายไพโรจน์เป็นประธาน( อ่านรายละเอียด ชมรมผู้สื่อข่าวเพื่อเสรีภาพไทย คลิ้กที่นี่)
ชมรมสื่อเพื่อเสรีภาพไทยมีแนวความคิดจะสร้างสื่อมืออาชีพที่จะเป็นสื่อกระแสทวนต่อสื่อกระแสหลักที่ครอบงำสังคมไทย และมีจุดยืนสนับสนุนความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยในหลายช่องทาง และได้เริ่มต้นด้วยการผลิตหนังสือนิตยสารการเมืองรายปักษ์ชื่อTHAIFREEDOMตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยออกมา 2 ฉบับ และกำลังทำข่าวเพื่อจัดทำฉบับที่ 3 ก็เกิดอุบัติเหตุดังกล่าวขึ้น
สำหรับคุณสุพิศ ศรีเจริญ ที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุ นอกจากเป็นผู้สื่อข่าวTHAIFREEDOM ยังเป็นนักเขียนนวนิยายมืออาชีพ มีผลงานตีพิมพ์เผยแพร่หลายเล่ม และเป็นเจ้าของเวบบล็อก http://suchada-supits.blogspot.com/
ส่วนคุณสลักจิต แสงเมือง ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา นอกจากเป็นผู้สื่อข่าวTHAIFREEDOMแล้ว ก็ทำธุรกิจส่วนตัว และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งตอนเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่ชุมนุมยืนหยัดจนนาทีสุดท้ายที่ทำเนียบรัฐบาล และท้องสนามหลวง
*คุณสลักจิต แสงเมือง ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุ และเสียชีวิตในเช้ามืดวันเสาร์ที่13ก.พ.
คุณสลักจิตมีแรงบันดาลใจสำคัญจากการที่สื่อกระแสหลักรายงานข่าวอย่างบิดเบือน จึงได้เข้าร่วมกิจกรรมของชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
ในเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชนตอนเมษาเลือดปีกลาย เธอให้สัมภาษณ์สำนักข่าวIPS ว่า"พวกเราไม่สามารถไว้ใจนักข่าวได้ เพราะสิ่งที่พวกเรารู้ไม่ถูกรายงาน"
สลักจิต แสงเมือง กล่าว เธอเป็นนักธุรกิจหญิง และเช่นเดียวกับสมชาย เธอเข้าร่วมกับกลุ่ม "เสื้อแดง" ประมาณ 500 คนที่มาชุมนุมกันที่สนามหลวง บริเวณที่เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯในวันที่ 14 เมษายน เธอได้ข้อสรุปว่าการเคลื่อนไหวของพวกเธอพ่ายแพ้ต่อกองทัพที่พร้อมจะปราบปราม "พวกเราอาศัยการสื่อสารบนเว็บไซด์และข่าวต่างประเทศ"(อ่านรายละเอียด คลิ้ก)
คุณไพโรจน์กล่าวว่า พิธีศพทางศาสนาของคุณสุพิศและคุณสลักจิตจะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่คุณไพโรจน์ 086-4142694 หรือthailand.inc@gmail.com
บทกวี:วิถีคนกล้า
โดย สุชาดา (นามปากกาของสุพิศ ศรีเจริญ)หนึ่งธุลี มีค่า น่ายกย่อง
ลุงนวม ผ่องผุด ดุจโคมฉาย
เขาอุทิศ ชีวิตให้ ไม่เสียดาย
เพื่อท้าทาย เหล่าปีศาจ อำมาตย์มาร
ขับรถยนต์ ชนรถถัง อย่างคนกล้า
ด้วยศรัทธา มวลมหา ประชาหาญ
ด้วยสำนึก ผนึกแห่ง อุดมการณ์
ยืนหยัดต้าน โจรกบฎ กดขี่คน
ไม่ร้องรอ ขอฟ้า มายุติ
ตั้งสติ ที่ใจ ไม่สับสน
ไม่วนวก สกปรก แฝงเล่ห์กล
จักดั้นด้น ชนดะ ระยะยาว
หลับเถิด เกิดใหม่ ในชาติหน้า
อาจดีกว่า ชาตินี้ ที่ปวดร้าว
ผู้ยังอยู่ สู้ต่อ ทุกเรื่องราว
ต้นลมหนาว เฝ้าคิดถึง มิเว้นวาย
โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่
ขอแสดงความชื่นชมด้วยความจริงใจต่อสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่เสนอ “รายงานสถานการณ์สื่อปี 2552 ปีแห่งการใช้สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง” ได้อย่างตรงไปตรงมา
และขอบคุณสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทยที่นำรายงานนี้ไปลงเว็บไซต์ของสมาคม เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่คนสนใจแวะเวียนเข้ามาดูได้รับรู้ว่า สถานการณ์สื่อปีที่แล้ว ทางสมาคมนักข่าวฯ ในฐานะเพื่อนพ้องร่วมวิชาชีพสื่อมวลชนแต่คนละแขนงเขาว่าอย่างไร
สาระสำคัญของรายงานสถานการณ์สื่อปี 2552 ปีแห่งการใช้สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง อยู่ตรงที่สมาคมนักข่าวฯ ระบุว่า
“ในปี 2552 สื่อการเมืองหลายประเภทถูกสร้างขึ้นมาอย่างมากมาย และถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองได้นำเสนอความคิดเห็นและความเชื่อมากกว่า “ความจริง” ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่มีข้อมูลอย่างรอบด้าน ในทางตรงกันข้าม มีการนำเสนอในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มีความลำเอียง มีอคติ ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยก เกลียดชัง จนถึงขั้นทำลายล้างต่อฝ่ายที่มีจุดยืนและความคิดเห็นที่แตกต่างกับฝ่ายของตัวเอง”
“…สมาคมนักข่าวฯ เห็นว่าปี 2552 แต่ละฝ่ายได้ใช้ “สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง” ส่งผลให้สังคมมองบทบาทสื่อมวลชนโดยรวมว่า เป็นสื่อที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและนำมาซึ่งปัญหายุ่งยากในการหาทางออกของวิกฤตประเทศในครั้งนี้”
ต้องยอมรับว่าปี 2552 ไม่เพียงแต่สื่อการเมืองที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีทั้งวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ฯลฯ ที่เป็นปัญหาดังที่สมาคมนักข่าวฯ สะท้อนภาพให้เห็น แต่สื่อกระแสหลักโดยเฉพาะวิทยุและโทรทัศน์ก็มีปัญหาอยู่ในตัวเองไม่น้อยไปกว่าสื่อการเมืองสักเท่าไร
นั่นก็คือ สื่อกระแสหลักเลือกที่จะเสนอความจริงเพียงบางส่วน บางแง่บางมุม ไม่จำเป็นต้องพูดถึงวิทยุที่เป็นหน่วยราชการต่างๆ ได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการทหารสูงสุด อสมท. ฯลฯ การเสนอข่าวสารการบ้านการเมืองเป็นอย่างไรก็เห็นๆ กันอยู่ สิ่งที่เคยถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมานานนับสิบๆ ปีก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้นในยุคปัจจุบัน
สำหรับโทรทัศน์ที่บริษัทเอกชนได้รับสัมปทานเข้าดำเนินการ (ช่อง 3 ช่อง 7) โทรทัศน์ของกองทัพบก(ช่อง 5) โทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์(เอ็นบีที) โทรทัศน์ที่เป็นรัฐวิสาหกิจแต่รัฐบาลก็ยังกำกับดูแลอยู่ (ช่อง 9 ) โทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์(ช่อง 11-เอ็นบีที) โทรทัศน์สาธารณะ (ไทยพีบีเอส) การนำเสนอข่าว รายงานและการวิเคราะห์วิจารณ์ข่าวก็ไม่สู้จะแตกต่างกันมากนัก
“ยกเว้นเอ็นบีที ที่ถูกรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอามาใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามโดยไม่กระดากและละอายใจเลยแม้แต่น้อย ว่าการกระทำเช่นนั้นกระทบต่อการทำหน้าที่ของวิชาชีพสื่ออย่างร้ายแรง”
เท่าที่สังเกตพบว่าในรอบปี 2552 ต่อเนื่องมาถึงวันนี้ บทบาทของสื่อวิทยุและโทรทัศน์กระแสหลักเหล่านี้ เวลาเสนอข่าวจะเลือกเสนอเพียงบางประเด็นที่คิดว่าจะไม่ทำให้รัฐบาลขุ่นข้องหมองใจหรือโกรธเคือง นั่นคือเรื่องราวของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจะถูกตัดทิ้งไป ไม่นำเสนอหรือหากจะเสนอก็เสนออย่างเสียไม่ได้ เป็นต้นว่าพูดสรุปสั้นๆ ไม่ลงรายละเอียด ไม่มีภาพประกอบ หรือให้ดูภาพประกอบแต่ไม่ปล่อยเสียงคนพูดให้ผู้ชมได้ยิน ไม่พูดถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ผลกระทบเป็นอย่างไรก็ไม่กล่าวถึง ทางออกของปัญหาควรจะเป็นอย่างไรก็ไม่สนใจ
สรุปแล้ว ข่าวที่ได้ดูทางโทรทัศน์ในแต่ละวัน แต่ละเหตุการณ์จะเป็นไปอย่างผิวเผิน ฉาบฉวย มองเห็นแต่เปลือกนอกเฉพาะบางเสี้ยวบางส่วน (หนักไปในทางที่จะเป็นผลบวกกับรัฐบาล) เท่านั้น นี่เองทำให้ “ความจริง” ของเหตุการณ์และสถานการณ์ทางการเมืองถูกปกปิดไว้อย่างจงใจของคนทำสื่อ
สถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คนเสื้อแดง ขัดแย้งกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยดำเนินมา 3-4 ปีแล้ว เกิดจลาจลเข้าขั้นกลียุค มีคนเจ็บคนตายไปมากมาย ความขัดแย้งแตกแยกรอวันแตกหักที่อาจเกิดความสูญเสียในหลายด้านจนมิอาจตีค่าเป็นเงินได้
แต่ลองไปสอบถามชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นพวกเสื้อแดง เสื้อเหลืองว่า รู้ไหมสังคมไทยยามนี้เกิดอะไรขึ้น ในประเด็นใครขัดแย้งกับใคร ขัดแย้งด้วยเรื่องอะไร ประเด็นขัดแย้งในข้อกฎหมายและการเมืองคืออะไร ใครฝ่ายไหนมีความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมอย่างไร อะไรคือสาเหตุ การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผิดหรือถูกอย่างไรตามที่แต่ละฝ่ายกล่าวอ้าง วิกฤตของประเทศจะมีทางออกอย่างไร หากปล่อยให้ความขัดแย้งเนิ่นนานล่าช้าออกไปจะเกิดผลกระทบด้านใดบ้าง
สถาบันองคมนตรี สถาบันกองทัพ กระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ อัยการ ศาล) องค์กรตรวจสอบต่างๆ รัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง ฯลฯ ตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงและล่อแหลมต่อการพังทลาย เพราะเหตุแห่งการไม่ยอมรับของคนบางส่วน กระทั่งถูกเรียกขานว่า 2 มาตรฐานหรือไม่อย่างไร?
กรณียุบพรรค สั่งพักราชการเสธ.แดง การตรวจสอบกรณีที่ดินเขายายเที่ยง สนามกอล์ฟเขาสอยดาว การทวงถามฏีกาคนเสื้อแดง การพิพากษาคดียึดทรัยพ์ 7.6 หมื่นล้าน การปฏิบัติ 2 มาตรฐาน ความอยุติธรรมต่างๆ ฯลฯ
คนไทยหมู่เหล่าต่างๆ จากภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก ตะวันตก ใต้ เข้าใจกรณีต่างๆ เหล่านี้อย่างไร จะเป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่ รับรองว่าคนไทยจำนวนมากจะพูดกันไปคนละเรื่องละราวและอธิบายไม่ถูกว่าเวลานี้เกิดอะไรขึ้น
หากวิทยุและโทรทัศน์เสนอข่าวอย่างรอบด้าน ให้โอกาสกับทุกฝ่าย นำเสนอความจริงในทุกมิติเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชน คำถามที่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เมื่อไรจะจบเสียที ใครจะแพ้ใครจะชนะ พ.ต.ท.ทักษิณจะได้กลับเมืองไทยหรือไม่ ฯลฯ คงจะไม่ดังอื้ออึงเหมือนกำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ ทั้งนี้ เนื่องมาจากไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริงของเหตุการณ์ต่างๆ อย่างครบถ้วนนั่นเอง ได้ยินได้ฟังสื่อนำเสนอข่าวสัมภาษณ์คนโน้นคนนี้แบบหยาบๆ เล่นสำนวนโวหารตอบโต้กันไปมาทุกวันๆ เปรียบได้กับคนทะเลาะ ทุบตีทำร้าย เข่นฆ่ากัน ไม่มีอะไรเป็นโล้เป็นพาย
ผู้ชมผู้ฟังเห็นแต่ปรากฏการณ์เล็กๆ กระจัดกระจายไม่สามารถพยากรณ์แนวโน้มได้ว่ามีเงื่อนไขและปัจจัยที่จะนำไปสู่ข้อยุติหรือความรุนแรง
"เปรียบได้ก็เหมือนกับสังคมไทยเวลานี้ป่วยไข้อยู่ในขั้นโคมา แต่เนื้อหาที่ได้จากโทรทัศน์และวิทยุกระแสหลัก กลับไม่มีคำวินิจฉัยโรคว่ากำลังอยู่ในภาวะอันตราย ทำให้ผู้คนในสังคมตายใจและเอาแต่สรวลเสเฮฮาอย่างมีความสุข สนุกสนาน ทั้งๆ ที่ความจริง บ้านเมืองกำลังเดินไปสู่ห้วงเหวแห่งหายนะ"
เป็นความรับผิดชอบของใคร ถ้าไม่ใช่สื่อวิทยุและโทรทัศน์กระแสหลักที่ไม่ทำหน้าที่ของตนให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ ในเมื่อสื่อวิทยุและโทรทัศน์ต่างเบี่ยงเบนไปจากการแสดงบทบาทหน้าที่ที่ควรจะเป็น ผู้คนเลือกอยู่ข้างสีเหลือง สีแดง ต่างพากันปฏิเสธการรับสื่อกระแสหลัก แล้วหันไปบริโภคข่าวสารจากโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมโดยลงทุนซื้อจานดาวเทียมมาติดที่บ้าน อ่านสิ่งพิมพ์และดูเว็บไซต์ของพวกตัวเอง ขณะเดียวกันก็โจมตีสื่อกระแสหลักและพาลไม่ฟังวิทยุและไม่เปิดดูโทรทัศน์ช่องต่างๆ
ข้อเรียกร้องของสมาคมนักข่าวฯ ที่มีต่อสื่อกระแสหลักตามที่เขียนไว้ในรายงานให้สื่อมีความเป็นมืออาชีพที่ค้นหาความจริงมาตีแผ่ ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ คงจะเป็นแค่ตัวอักษรบนกระดาษ เพราะดูเหมือนไม่มีสื่อกระแสหลักที่ไหนให้ความสนใจ!
(ที่มา มติชนรายวัน , 21 มกราคม 2553)
















