WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 13, 2010

รายงาน : คนเชียงดาวสืบชะตาดิน น้ำ ป่า ถ่ายทอดภูมิปัญญา ปลุกจิตสำนึกเยาวชน

ที่มา ประชาไท

การสืบชะตาดิน น้ำ ป่า เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ชุมชนได้ร่วมกันคิดและทำขึ้นมา เพื่อให้เยาวชนในฐานะผู้สืบทอดได้เรียนรู้ การดูแลรักษาทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ผ่านพิธีกรรมความเชื่อของชาวปกาเกอญอ องค์ความรู้ภูมิปัญญาของชนเผ่านำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ได้อย่างสอดคล้องสัมพันธ์กัน





เมื่อวันที่ 16-17 ม.ค.ที่ผ่านมา ชาวบ้านและเยาวชนบ้านป่าตึงงาม ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดงาน‘พิธีสืบชะตาดิน น้ำ ป่า’กันขึ้นมา หลังจากเมื่อปีพ.ศ.2548 ชุมชนแห่งนี้ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ จนทำให้ชุมชนแห่งนี้ รวมทั้งหลายชุมชนบริเวณลุ่มน้ำแม่ป๋ามซึ่งเป็นลุ่มน้ำสาขาหลักของแม่น้ำปิงตอนบน ต่างได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเป็นภัยที่เกิดจากธรรมชาติรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี

แน่นอนว่า ภัยพิบัติครั้งนี้ ได้ส่งผลทำให้ชาวบ้านหลายชุมชนได้ตระหนักถึงปัญหาและหันมาให้ความสำคัญในเรื่องการปลุกจิตสำนึกของผู้คน ว่าจะมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรอย่างไรให้มีความยั่งยืนและเกื้อกูลกับวิถีชีวิตสัมพันธ์กัน เหมือนกับชุมชนบ้านป่าตึงงามแห่งนี้

ชุมชนบ้านป่าตึงงาม เป็นชุมชนปกาเกอญอ ที่มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับป่า ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย และที่สำคัญมีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการทรัพยากร อย่างเช่น การจัดพิธีสืบชะตาดิน น้ำ ป่า นี้ก็เพื่อเป็นสำนึกต่อผืนดิน ผืนป่าและสายน้ำที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตชาวบ้านมายาวนาน อีกทั้งกิจกรรมนี้ยังเป็นการปลุกจิตสำนึกให้เยาวชนรู้จักรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ กิจกรรมดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลตำบลปิงโค้ง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน ประกอบด้วยเยาวชนลุ่มน้ำแม่ป๋าม จ.เชียงใหม่ เยาวชนตะกอนยม จ.แพร่ เยาวชนบ้านห้วยหินลาดใน จ.เชียงราย ชาวบ้าน และส่วนราชการในพื้นที่เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

กิจกรรมในวันแรก เป็นการเรียนรู้ของเยาวชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยการลงพื้นที่ศึกษาเส้นทางธรรมชาติ การเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ชุมชน ป่าชุมชน การจัดการน้ำโดยชุมชน การทำไร่หมุนเวียน โดยมีปราชญ์ชาวบ้าน ได้ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องมีหลักสูตรการเรียนการสอน

นายปรีชา ศิริ ปราชญ์ชาวบ้านห้วยหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ได้บอกเล่ากับน้องๆ เยาวชนว่า สิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา ก็คือทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องต้นไม้ กว่าเราจะเรียนรู้ได้มันต้องใช้เวลา และต้องอาศัยคนเฒ่าคนแก่มาเล่าขาน ถ้าลำพังคนเฒ่าคนแก่ก็คงไม่เพียงพอ ต้องเอาเยาวชนตัวน้อยๆ มาเรียนรู้ด้วย และหากว่าจะให้ดีต้องแบ่งเวลาในการเรียนรู้ให้เยาวชนด้วย

“พะตี(ลุง) เคยบอกครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งว่าจะสอนเรื่องต้นไม้ให้เด็ก เขาบอกว่าหากสอนเรื่องนี้ เด็กจะตกวิชาเลขคณิต แต่ว่าเราก็บอกว่า หากเราจะสอนเรื่องต้นไม้ เช่น ต้นก่อ 10 ต้น ถ้าโดนตัด 1 ต้น เหลือ 9 ต้น หรือหากว่าปลูกเพิ่ม 3 ต้นจะเป็นเท่าไหร่ตรงนี้ก็เรียนรู้เลขคณีตได้ และที่จริงคนเฒ่าคนแก่ปกาเกอญอ มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะถ่ายทอด เช่น การอื่อทา ซึ่งเป็นนิทานคำสอน เป็นการเล่าบอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของปกาเกอญอได้อีกทางหนึ่งด้วย”

ด้าน น.ส.เยาวเรศ สุวิ เยาวชนบ้านป่าตึงงาม บอกเล่าให้ฟังว่า เคยเข้าร่วมงานบวชป่าครั้งแรก ตอนนั้นยังเป็นเด็กอายุประมาณ 7 ขวบ ก็คิดว่าเขาทำอะไรกัน การบวชป่าคืออะไร ทำกันอย่างไรก็ไม่รู้ ช่วงสองปีที่ผ่านมา มีโอกาสทำงานร่วมกับเยาวชนก็ทำให้รู้จักเพื่อนๆพี่ๆ กลุ่มอื่นๆ ทำให้เรารู้ว่ายังมีคนที่รักในถิ่นฐานของตัวเอง และยังสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง ในการทำงานตรงนี้ทำให้ตัวเราได้เห็นตัวเองมากขึ้น

“เมื่อก่อนยังไม่รู้จักอะไรเลย แต่พอมายืนตรงนี้ ก็มีความสุขและภูมิใจในการทำงานกับเยาวชนและรู้จักกับเพื่อนๆ ที่ทำงานเพื่อชุมชน รู้สึกดีมากๆ...”

นายภาคภูมิ โปธา แกนนำเยาวชนลุ่มน้ำแม่ป๋าม และในฐานะสมาชิกสภาเทศบาลตำบลปิงโค้ง ก็บอกเล่าให้ฟังว่าการเรียนรู้ของระบบการศึกษาปัจจุบัน มุ่งสอนให้คิดแบบแยกส่วน ทั้งๆ ที่หลายสิ่งหลายอย่างมันเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งแท้จริงแล้ว เราไม่สามารถแยกเป็นส่วนได้

“ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ การเรียนรู้เรื่องดิน หากว่าไม่มีดิน เราก็ไม่ได้กินข้าว ข้าวมาจากไหนก็มาจากดิน มาจากน้ำ และในการจัดงานในครั้งนี้ก็เป็นการพยายามใช้สายน้ำเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนในชุมชน หัวน้ำ ท้ายน้ำ คนลุ่มน้ำเดียวกัน พยายามให้คนและชุมชนได้เข้ามาช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรร่วมกัน”

ในขณะที่นายชาติชาย ธรรมโม หรือ แคนแกนนำกลุ่มตะกอนยม จ.แพร่ กล่าวว่า ได้ยินว่ามีคนท้ายน้ำ คนปลายน้ำ ร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากร ที่ผ่านมากกลุ่มเยาวชนตะกอนยม ก็ตระหนักในเรื่องนี้ดี และก่อนที่ตะกอนยมคิดเรื่องนี้ทางผู้ใหญ่ก็คิดเหมือนกันว่าจะดูแลย่างไรให้เด็กทำและสืบทอดไว้อย่างไรดี

“แต่ยังมีสิ่งที่ขาดไป ก็คือเรื่องหลักสูตรการศึกษา ซึ่งเราพยายามทำหลักสูตรเรื่องของการเรียนรู้ ร่วมกับโรงเรียน ว่าเราจะต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลง ต้องรู้ทั้งนอก รู้ทั้งในต้องเป็นคน 2 วัฒนธรรม คือต้องรู้เรื่องของรากเหง้าของเรา และต้องมีการรู้เรื่องของสมัยใหม่ด้วย ซึ่งคนสองวัฒนธรรมแบบนี้ถึงจะเป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลงได้”




ในวันที่สองของงาน ได้เน้นกิจกรรมที่เป็นเรื่องความเชื่อพิธีกรรม ที่ถือได้ว่าเป็นกุศโลบายในการร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง โดยในวันนั้นได้มีการทำพิธีสืบชะตา ดิน น้ำ ป่า เป็นการทำพิธีทางศาสนาพุทธ และได้มีการทำพิธีกรรมดั้งเดิมของชาวปกาเกอญอ รวมทั้งมีการทำพิธีบวชต้นไม้ และการปล่อยปลาคืนสู่ธรรมชาติ

หลังจากนั้น ได้มีการเสวนาเรื่อง ทิศทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ลุ่มน้ำแม่ป๋าม โดยมีตัวแทนจากส่วนต่างๆร่วมแลกเปลี่ยน เพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาหลักของน้ำแม่ปิง โดยทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน บอกว่า พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ และสนับสนุนงบประมาณ ขอเพียงว่าชุมชนสามารถที่จะปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรของชุมชนเองได้

ด้าน นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.)ได้มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย ก็ได้บอกกับน้องๆ เยาวชนว่า การเข้าร่วมงานตรงนี้ก็ทำให้รู้ว่าจะต้องร่วมกันทำอะไร มีการอธิบายให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่า เราจะอยู่กับป่า เราดูแลรักษาป่า ก็มีการนำเสนอสิ่งที่เราเป็นอยู่ เช่น การบวชป่า ทำให้ตอนนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐเปลี่ยนมาเป็นเจ้าหมู่เดียวกัน มาช่วยกันรักษา ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่

ทั้งนี้ กิจกรรมการสืบชะตา ดิน น้ำ ป่า ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ชุมชนได้ร่วมกันคิดและทำขึ้นมา เพื่อให้เยาวชนในฐานะผู้สืบทอดได้เรียนรู้ การดูแลรักษาทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า โดยผ่านพิธีกรรมความเชื่อของชาวปกาเกอญอ โดยอาศัยองค์ความรู้ภูมิปัญญาของชนเผ่า นำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ได้อย่างสอดคล้องสัมพันธ์กัน

เหมือนกับ ‘ทา’ คำสอนเก่าแก่ของชาวปกาเกอญอสอนลูกสอนหลานมานานแล้ว

“ออที เก่อตอ ที เอาะก่อ เก่อตอก่อ

ดื่มน้ำรักษาน้ำ กินข้าวรักษาข้าว”

ม.ล.ปลื้ม : ไม่มีรัฐประหารเดือนกุมภาฯ และ ‘ประยุทธ์’ จะรอให้สีชมพูบานเต็มที่

ที่มา ประชาไท


ผู้มากความรู้ทางการเมือง บรรดาคอลัมนิสต์หลายสำนัก ต่างวิเคราะห์กันอย่างหลากหลาย บางท่านมองว่า เดือนกุมภาพันธ์จะเป็นเดือนที่สถานการณ์ทางการเมืองถึงจุดเดือด โดยให้เหตุผลเพียงเเต่ว่า ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมืองจะพิพากษาคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านของ พ.ต.ท.ทักษิณเเละครอบครัว กล่าวหาว่า ถ้ายึดจะทำให้ฝ่ายเสื้อเเดงที่เคลื่อนไหวนั้นออกอาการเเละก่อความรุ่นเเรง สร้างความปั่นป่วนในบ้านเมืองจนนำสถานการณ์อย่างน้อยก็ในกรุงเทพมหานครนี่เเหละไปสู่เหตุจราจล

คิดกันไปถึงขั้นที่ว่า ในช่วงเวลานี้นี่เเหละที่ฝ่ายเสื้อเเดงจะก่อความวุ่นวายจนถึงขั้น รอง ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทนไม่ได้ และนำกองทัพออกมาปฏิวัติเพื่อดูเเลสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย เมื่อรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกพิสูจน์เเล้วว่า พิการในด้านการกำกับสั่งการกองทัพ เพราะถูกกองทัพกำกับดูเเลเสียเอง

โอกาสที่จะเดือนกุมภาพันธ์จะกลายพันธุ์ไปเป็นอะไรที่วิปริตขนาดนั้น ผมเชื่อว่ามี เเต่เอาจริงๆ มีเพียงเเคร้อยละ 3-4 ….ยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่ว่ามันจะไม่น่าตื่นเต้นถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น เพราะในฐานะนักเล่าข่าวคนหนึ่งต้องยอมรับว่า สถานการณ์เช่นนี้จะยิ่งทำให้เดือนกุมภาพันธ์มีสีสันต่อการวิเคราะห์ประเด็นในเเต่ละวัน

แต่เอาที่จริงแล้ว แนวคิดที่กองทัพจะฉวยโอกาสยึดอำนาจจากรัฐบาลที่เขาเองสนับสนุนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สนับสนุนและชื่นชมอยู่อย่างออกนอกหน้านั้นเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล

ลองคิดดูสิครับ มีอะไรที่ ‘ป๋า’ ขอมาแล้ว ‘นายกฯมาร์ค’ ไม่ให้บ้าง มีอะไรที่ ป.ป.ช.เสนอมา แล้วรัฐบาลอภิสิทธิ์ชนไม่เห็นด้วยบ้าง แก้รัฐธรรมนูญพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ให้แก้ นายกฯ ก็ไม่ผลักดันให้แก้ ชงเรื่องให้เล่นงานตำรวจเพื่อทดแทนบุญคุณพันธมิตรฯก็ยอมทำ (อาจจะรออยู่แล้วก็ได้ ตั้งแต่เป็นผู้นำฝ่ายค้านที่แจ้นไปเสนอเรื่องกับ ป.ป.ช.ให้เล่นงานนายตำรวจ 3 คนที่โดน ป.ป.ช.กล่าวหามูลความผิดอยู่เวลานี้) หวยใต้ดินก็มีนโยบายสนับสนุนต่อให้

ถามว่าปี 2553 มองดูผิวเผินคล้ายๆ กับปี 2549 ไหม? เหมือน..

แต่หากมองแนวรบแล้ว ตราบใดที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ยังยอมเป็นหุ่นเชิดให้กับนายใหญ่อำมาตย์ เส้นขีดแบ่งระหว่างพันธมิตรของระบอบและ "ศัตรู" ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนไปเลย ’53 จึงไม่เหมือน ’49….ยิ่งยึดอำนาจ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง เพราะฝ่ายเผด็จการก็ไม่สามารถไว้ใจได้ว่า เสื้อเหลืองจะยอมรับนายกฯ คนใหม่และนโยบายที่ตามมา

ในขณะเดียวกัน หากมีความพยายามที่จะทำข้อตกลงกับฝ่ายทักษิณแล้วทำรัฐประหาร คิดหรือที่เสื้อแดงจะไม่ใช้โอกาสในห่วงเวลาประวัติศาสตร์ ตามแนวคิด ‘แดงสยาม’ กัดกร่อนให้อำมาตย์ใหญ่ยิ่งบาดเจ็บต่อไป

ไม่ต้องเป็นห่วงกันไปให้มากหรอกครับ ยกเว้นเสียว่า เสื้อแดงจะกล้ายึดทำเนียบอย่างเสื้อเหลืองแล้วทำให้ฝ่ายบริหารพิการไปเลย และยกเว้นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญจะหันไปจับมือกับพรรคการเมืองใหม่แทนพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นอย่างน้อยนายอภิสิทธิ์คงจะได้เป็นนายกฯ ไปถึงช่วงสงกรานต์อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าผมนั้นไม่อยากที่จะยอมรับก็ตาม

รื้อบ้าน บนยอดเขายายเที่ยง

ที่มา thaifreenews


โดย ใบข่อย

สรเสื้ยม แห่ง ช่อง 3 ใจหายเมื่อบ้านสุรยุทธ์ ณ เขายายเที่ยงถูกรื้อถอน



ตรุษจีน ไทยจะกลายเป็นสีชมพู ไงเห็นแดงกันหมด ถือว่าไม่ทำตามอำมาตย์

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

by kajokkub

ตรุษจีน ไทยจะกลายเป็นสีชมพู ไงเห็นแดงกันหมด ถือว่าไม่ทำตามอำมาตย์
ไม่กลัวเจอข้อหาหมิ่นฯอำมาตย์ หรือครับ




แดงกันทั้งโลก นะมิงเอ๋ย เปรม

น่าจะให้เปรม ไปเปิดงานตรุษจีน น่ะ

555555555555

นี้คือตำนาน (ไม่ใช่ตำไม่หยุด)
ของสีแดง ทำไมตรุษจีนต้องสีแดง

ตรุษ จีน เป็นวันสำคัญของคนจีนที่มีมาแต่โบราณที่เรียกว่า “กว้อชุนเจี๋ย” หรือ “กว้อเหนียน” เล่ากันว่า
ในสมัยโบราณ ในป่าทึบแห่งหนึ่ง มีสัตว์ป่าที่ดุร้ายและน่ากลัวมากตัวหนึ่ง เรียกว่า “เหนียน” มันออกอาละวาดกินคนเป็นประจำ
พระเจ้าจึงลงโทษมัน อนุญาตให้มันลงมาจากเขาได้เพียงหนึ่งครั้งใน 365 วัน ดังนั้น เมื่อฤดูหนาวใกล้จะผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิเวียนมาใกล้ เหนียน ก็จะออกมาทำร้ายผู้คน เพื่อป้องกันการมาของ เหนียน ทุก ๆ ครัวเรือนจึงต่างสะสมเสบียงอาหาร และกับข้าวจำนวนหนึ่งไว้ในบ้าน
เมื่อถึงตอนค่ำของวันที่ 30 เดือน 12 ก็จะปิดประตูและหน้าต่างเอาไว้ ไม่หลับไม่นอนตลอดคืน
เพื่อต่อสู้กับ เหนียน
จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าก็จะเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 1 เมื่อ เหนียน กลับไปแล้ว
ทุก ๆ ครัวเรือนก็จะเปิดประตูออกมาแสดงความยินดีต่อกัน ที่โชคดีไม่ได้ถูก เหนียน ทำร้าย
ต่อมาพบว่า เหนียน มีจุดอ่อน มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อ เหนียน มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
มีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังหวดแส้เล่นกันเมื่อ เหนียน ได้ยินเสียงแส้ดังเปรี้ยงปร้างก็เลยตกใจเผ่นหนีไป
และเมื่อ เหนียน ไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง เห็นมีชุดเสื้อผ้าสีแดงตากอยู่หน้าบ้านของครอบครัวหนึ่ง
สีแดงฉูดฉาดทำให้ เหนียน ตกใจและเผ่นหนีไปอีก เมื่อ เหนียน มาถึงหมู่บ้านแห่งที่สาม ปรากฏว่าไปพบเห็นกองเพลิงกองหนึ่งบนถนน แสงเพลิงที่เจิดจ้าทำให้ เหนียน ต้องเผ่นหนีไปอีก ตั้งแต่นั้นมาผู้คนต่างรู้ว่า ถึงแม้ เหนียน จะดุร้ายแต่มันก็กลัวสีแดง กลัวเสียงที่ดัง และกลัวไฟ ทำให้ผู้คนสามารถคิดหาวิธีกำจัด เหนียน ได้โดยไม่ยากนัก

เมื่อวันส่งท้ายตรุษจีน เวียนมาอีกครั้งหนึ่ง
ทุก ๆ ครัวเรือนจึงต่างนำกระดาษสีแดงมาติดไว้บนประตูหน้าบ้าน แขวนโคมไฟสีแดง พร้อมกับจุดประทัดและตีฆ้องรัวกลองอย่างต่อเนื่อง
เมื่อ เหนียน มาถึงในตอนเย็น เห็นทุก ๆ ครัวเรือนมีแสงไฟสว่างไสว
มีเสียงประทัดดังสนั่นจึงตกใจเผ่นหนีกลับเข้าป่าไป
และไม่กล้าออกมาอาละวาดอีก ทุกๆ คนจึงผ่านพ้นคืนแห่งอันตรายไปอย่างปลอดภัย
เมื่อฟ้าสางแล้ว ผู้คนจึงออกมาจากบ้าน กล่าวคำอวยพรซึ่งกันและกันอย่างมีความสุข พร้อมกับการนำอาหารออกมารับประทานร่วมกันอย่างสนุกสนาน...นี่แหละคือที่มา ของวัน "ตรุษจีน"

.........................

สีชมพู เอามาทำอะไร สีแดงเขาตำนาน สีชมพูตำแปล๊บเดียวเอง

แต่ประเทศไทย ตอนนี้

คนเสื้อแดงงงงงงงงงงงงงงงงงง

กำลังใช้สีแดง ไล่พวกปีศาจ เช่นกัน

ใครเกลียดกลัวสีแดง พวกมันนั้นคือ “เหนียน”

แต่ไอ้ มาร์ค มันคือ “เหงียน” เออๆ ช่างคล้องจองปีศาจจริงๆ

55555555555


by bang

ซิน = ใหม่
เจีย = เดือน 1
ยู่อี่ = สมปราถนา
ซิน เจีย ยู่อี่ = ขอให้สมปราถนา " เดือนอ้าย สมปราถนา "

ซิน = ใหม่
นี้ = ปี
ฮวดใช้ = ร่ำรวย
ซิน นี้ ฮวดใช้ = ปีใหม่ขอให้ร่ำรวย



ไอ้พวกชิปหาย แม่งไม่มีใครบ้าใส่หรอกโว้ย ชมพู
ตรุษจีน สีแดง ไอ้พวกเห้.... จำใสกาโหลกไว้ สาดดดดดดดดดดดดดดดดดดด


http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/21054

ทักษิณโกหกคำโต "ปกปิดเรื่องการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา"

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

by nirvana


วันนี้สีแดงออกมาไหว้เจ้ากันทั่วโลก555 ใครว่าสีแดงไม่สำคัญ..??

ที่มา thaifreenews


โดย ป้าพลอย

วันนี้เป็นวันสำคัญของชาวจีนและลูกหลานเชื้อสายจีนทั้งหลาย ต่างออกมาไหว้บรรพบุรุษของตน ตามประเพณีที่มีกันมาช้านาน วันนี้ทั่วโลกจะเห็นสีแดงซึ่งเป็นสัญญาลักษณ์ของของชาวจีน วันนี้อาจจะทำใครต่อใครในประเทศไทยเสียความรู้สึก กับภาพคนจีนทั่วโลกใส่เสื้อผ้าสีแดง อีกทั้งครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในการไหว้เจ้าก็เป็นสีแดง ฉะนั้นสีแดงจึงไม่ใช่สีอันตรายดังที่คนคิดอกุศลคิด สีแดงทำมาค้าขายก็เจริญจะเห็นชาวจีนทั้งหลายแขวนโครมไฟแดง แขวนผ้าสีแดงเขียนหนังสือภาษาจีนติดตามร้าน

ทั่วไป แล้วสีแดงมันเลวมันชั่วตรงใหน? วันนี้ทั่วประเทศไทยก็แดงเถือก หากใครยอมรับสีแดงกันไม่ได้ก็ไปตายกันซะ อยู่ไปก็หนักแผ่นดิน เพราะคิดอกุศลกับคนที่ใช้สีแดงเป็นสัญญาลักษณ์ ที่ประชาโคมจีนโลกนิยมไหว้เจ้า ให้ทำมาค้าขึ้นร่ำรวยเงิทอง

ก็เพราะสีแดงนี่เอง คนไทยที่เเอนตี้สีแดงก็คงไม่ใช่ไทยแท้หมดทุกคน คงมีเชื้อสายจีนผสม แต่ที่ออกมาแอนตี้เพราะอยากประจบสอพลอ ทั้งที่ตัวเองก็ต้องแอบใช้ข้าวของสีแดงไหว้เจ้าไหว้บรรพบุรุษของตน แต่ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นไม่เอ๊าไม่เอาสีแดง ลองไปตรวจสอบดูได้ว่าโกหกตอแหลกันทั้งนั้น แม้แต่อ้ายคนที่ออกไอเดียเปลี่ยนสีมันก็ใช้สีแดงไหว้เจ้า โกหกใครโกหกได้แต่โกหกตัวเองนี่ซิช่างทุเรศ บ้านเมืองไทยยุคคนลวงมันทำได้ทุกอย่าง อ่านข่าวเกี่ยวกับที่ว่าตำรวจจับคนปาขี้ใส่บ้าน

นายกได้แล้วสอบสวนสารภาพเอาเข้าห้องขังแค่ 5 วันพอ ปล่อยตัวเฉยเลยคดีนี้สิ้นสุด แต่ทำไมประโครมข่าวเหมือนจะเป็นจะตายกับแค่โดนขี้ปาบ้าน แถมต้องมีตำรวจคุ้มกันบ้านนายกอย่างเข้มแข็ง เพิ่มกล้องจับความเคลื่อนไหวเหมือนยังกับว่า บ้านพักนายกอยู่ในวงล้อมของพวกผู้ก่อการร้ายอย่างเช่นพวกตาลีบันในอัฟกานิสถาน มองดูแล้วมันเป็นการสร้างภาพที่ไม่เนียน

ออกมาให้ชาวโลกเขาโห่ถึงความบ้องตื้นเสียจัง หมดมุกที่จะทำให้เนียนทำเองชงเองแล้วหาแพะมารับแทน ได้แล้วจ้างแพะมารับและขังแพะรับจ้าง 5 วันปล่อยตัวเป็นอันว่าหมดเรื่องปาขี้แล้ว ตอนนี้หันมาเล่นเรื่องท่อน้ำเลี้ยงขนเงินมาให้เสื้อแดงโอนเข้าธนาคาร แถมมีการบอกตัวอักษรชื่อย่อคนที่รับท่อน้ำเลี้ยงจากตะวันออกกลาง พอฝ่ายสีแดงจับได้ไล่ทันว่ากุเรื่องขึ้น

นายเทือกปัดว่าไม่ต้องพูดเรื่องนี้ให้ยาวยืด มันเหมือนเรื่องเกี่ยวกับเรื่องนายศิวรักษ์ กับ เรื่องแผนสังหารทักษิณที่ส่งเครื่องบินไปรอถล่มกลางอากาศ พอนักข่าวถามก็บอกให้ยุติไม่อยากให้เรื่องมันยืดยาว ไม่อยากออกความเห็นใดๆอีก เพราะจนปัญญาที่จะตอบกับนักข่าว ในเมื่อเรื่องจริงเขาจับได้คาหนังคาเขา เลยปฏิเสธเอาตัวรอด ไม่อยากให้เรื่องยืดเยื้อ คนประเภทนี้ไม่กล้าสู้ความจริง มันช่างน่าไม่อาย กับการที่ตัวเองทำความผิด ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยที่ไม่รับผิดชอบ แล้วยังจะมาบริหารบ้านเมืองอยู่อีก

ถึงว่าประเทศไทยเละเป็นโจ๊กขึ้นทุกวัน เพราะคนพรรคนี้ไม่รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองก่อขึ้น ใส่ความแต่คนอื่น โดยที่ไม่มองตัวเอง ว่าตัวเองนั่นแหละตัวดี คือตัวต้นเหตุที่ก่อเรื่องวุ่นวายให้ประเทศ ตัวเองนั่นแหละที่กำลังจุดไฟเผาประเทศของตัวเอง ไม่ใช่ใครที่ใหนเลย มือและปากคาบคบไฟอยู่ในมือและในปากกันทั้งนั้น แต่กลับบอกว่าพวกฉันไม่ได้ทำนะ คนพวกนี้จังไรแท้ๆไม่เคยยื่นอกยอมรับสิ่งที่พวกตัวเองกระทำมันน่ารังเกียจเสียจัง ความสกปรกโสโครกที่สะสมกันมาช้านานกว่า 60 กว่าปี

เมื่อไหร่จะทำความสะอาดเสียที ใครๆเขาก็รู้สันดานของพวกคุณกันทั้งนั้นว่าตอแหลกันมาช้านานแล้ว หน้ากากพวกคุณถูกถอดไม่เหลืออะไรอีกแล้วทั้งในและนอกประเทศ อย่าหลอกตัวเองว่ามีคนนิยมชมชอบพวกคุณอีกเลยลองเอากระจกมาส่องใบหน้าพวกคุณดูซิว่า มันเหลืออะไรอีกมั๊ย? มันหายส่วนใหนบ้าง?มันยังไม่สายเกินไปที่จะล้างมนทินชั่วให้ออกจากสันดานที่ชอบใส่ความคนอื่น หันเข้าหาความจริงความบริสุทธิ์ใจให้ประชาชนนั่นแหละจะล้างมนทินของตัวเองออกได้ หากยังไม่สำนึกในความผิดคงใกล้สูญพันธุ์ในไม่ช้านี้....

เรื่องเบาๆสมองเกี่ยวกับไหว้เจ้าตรุษจีน

ที่มา thaifreenews


โดย ป้าพลอย

โหลดมาจากประชาไท


เจ้า.....ผมเหนื่อยแล้วนะ....ทำไมเจ้าเรื่องมากขนาดนี้.....ถ้าผมตายเจ้าอดตายแน่ๆ


เรื่อง มันมีอยู่ว่า แต่ละปี เวลาถึงวันตรุษจีนที พ่อแม่พี่น้องคนจีนต้องคอยวิ่งออกไปหา ข้าวของ หมู เห็ดเป็ด ไก่ มาไหว้เจ้า ผมเองก็ไม่ต่างกะลูกหลานจีนคนอื่นต้องทำตาม บรรพบุรุษที่ทำเคยทำตามกันมา แต่ ถ้าอยู่ในประเทศไทย ก็คงไม่อยากเย็น เข็นใจ อะไรมีเงินทุกอย่างก็หาซื้อมาไหว้เจ้าได้ แต่ที่อเมริกาสิ เออ ต้องรีบตื่นแต่เช้า ไปหาร้านอาหารสักแห่งที่ ขายไก่ ขายเป็ด นี่โดนสามปีเต็มๆ เจ้าคงจะโกดผมแหงๆ เลยไม่แน่ใจว่าเจ้าจะงอน ปีนี้จะยอมลงมากินขอที่เซ่นไหว้หรือไม่

ปีก่อนโน้นนน.......ไปหาซื้อไก่ ซื้อเป็ด กรรม ประเพณีคนจีนในประเทศไทย เวลาซื้อ ต้องซื้อให้ครบ อวัยวะทุกส่วน ของไก่ และเป็ด ที่จะซื้อ ผมก็ต้องทำตามเพราะ กลัวเจ้าจะโทษ ที่ซื้อ เป็ดไก่ ที่ขาด อวัยวะส่วนหนึ่ง ส่วนใดไป แต่ช่วยไม่ได้จริง พยายามหา ลูกกะตาแทบถลน ได้ ไก่ได้เป็ด มาอย่างละตัว แต่ อนิจจา ปรากฏว่า อวัยวะข้างใน เขาเอาออกไปทิ้งหมด เจอกี่ร้าน กี่ร้าน เป็นแบบนี้ หมด พนักงานขายก็ดีนะ บอก เอาไปเหอะ เพราะ เจ้า ไม่ได้กินหรอก you eat god no eat เออ เป็นอาตี๋ มาจากแผ่นดินใหญ่แท้ๆ ทำไมจึงพูดแบบนี้หว่า ไม่กลัวเจ้า ได้ยิน แล้ว โดนคดีหมื่น เหรอ มาหาว่าเจ้า ว่า ไม่กินของเซ่นไหว้ หรือเลือกปฎิบัติกิน ดูถูก เจ้ากันชัดๆ ในที่สุดปีนั้น ต้องมาสารภาพ กับเจ้าว่า ข้าแต่เจ้าที่เคารพ ปีนี้กระผม ไม่สามารถหา เป็ด ไก่ ที่มี อวัยวะ ภายในได้ โปรดอย่า ถือสา และ ยกโทษ ให้ ผม ด้วยครับ เออ .... พอลับสายตา อิ๊บอ๊าย ไอ้เจ้าไทเกอร์ สุนัข บลูด๊อก ดัน ยกสองขา ขึ้นไปงับ ไก่ที่ไร้ อวัยวะภายใน เอาลงมากิน แบบ เอร็ดอร่อย ในใจ คิดว่างานนี้ กรูตายแน่ๆ เจ้าคงโกรธ คงลงโทษลงทัณฑ์ เอาตายแน่ๆ แต่ในใจก็ โกรธเจ้านะ ทำไม ไม่ไล่ ไอ้ไทเกอร์ไป ไหนๆ ก็ มี บุญ บารมี อำนาจ ปฎิหารย์ โอย สารพัด บรรยายสามวันสามคืนไม่จบ แค่หมาตัวเดียวก็ปกป้อง ไก่ที่ไม่ตับมีปอดมีไต ให้หมาเอาไปกินได้ เหรอ ปีนี้เจ้า รู้ล่วงหน้าว่า เอา ไก่เอาเป็ด ที่ อวัยวะภายในไม่มี มาถวายเลย ไม่ยอมมากิน ของที่นำมาไหว้หว่า เออ ... แต่เจ็บใจ เจ้า ไม่กินไม่ว่า แต่คนที่ซื้อมาสิ....อืม..ไหน ไอ้คนขายบอก ว่า you eat god not eat...เจ็บใจแต่ช่างเหอะไหนๆก้อไหนๆแล้ว..

ผ่านไปมาปีกลายที่แล้ว เวงกรรม เหมือน กันเลย หาซื้อ ไก่ซื้อเป็ด ยากกว่า ปี ที่ผ่านมาอีก วิ่งรถหาซื้อ ตั้งแต่สายยันบ่าย ในที่สุด ก็ มาได้ ร้านหนึ่ง ดีใจ ได้ไก่และเป็ด ตัวโตมากๆ เห็นแล้ว ไม่รอช้า สั่ง มาอย่าง ละสองตัว เย้ๆๆ แต่ว่า อาเจ๊ ที่เป็นคนรับออเดอร์ เอ่ยปากถาม ว่าจะเอาไปทำอะไร แกคงรู้ เพราะ สั่งแกว่าไม่ต้องสับนะ เอาทั้งตัว นั่นแหละ จ๊ากกก.....อาเจ๊ แกบอกว่า ไม่มีปัญหา แต่ ขาไก่ขาเป็ด ถูกตัดขาดไปแล้ว เอาละสิ งานเข้าเลย คราวนี้ คิดถึงเจ้าๆๆๆ เจ้าเลยเอางัยดีหว่า เลยถามแล้ว ข้างในละมีไหม อาเจ๊ตอบไม่มี เอาออกหมด เอ้ย แบบนี้ได้งัย จน ผู้จัดการตี๋เดินมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แกคงได้ยินเรื่องสั่งซื้อมาแต่แรก เออ ไม่น่าเชื่อ ทำไม ถึงได้พูด เหมือน คนขายปีก่อนที่ผ่านมาไม่มีผิด ที่ว่า.....ฮ่าๆๆ แต่อาตี๋ผู้จัดการหันไปเหมือนตวาด เจ๊คนขายประมาณว่าทีหลังไม่ต้องบอกคนซื้อว่า มีขาไม่มีขา เพราะ ถ้าจ่ายเงินมาแล้ว ไม่เอาก็ต้องจำใจเอา สักพัก อาเจ๊ เดินไป หลังร้าน และกลับออกมา พร้อม ถุงปิดมิดชิดเลย แล้วบอกว่า นี่คือ เครื่องใน เป็ดไก่ เอ้าเอาไป อิอิ ในใจ ก็ดีใจนะ ครบแว้วว เลย ถามแล้ว feet ละ แต่ได้คำตอบว่า ไม่มี นี่ หาให้สุดความสามารถแล้วนะ อืม เหอะน่า ปีที่แล้ว ไม่มี เครื่องใน ยังไหว้ได้เลย โอเค ปีนี้ ขา เท้า ช่างเหอะ แต่เวงกรรม ไปถึงบ้าน จะเอาเครื่องใน ออกมาต้ม ปรากฎว่า มัน แหลกเหลว และมีนิดเดียว เอาละสิทำงัยดีหว่า หมอ พูเดิลล์ ก็ อยู่ประเทศไทย ไม่งั้น แกคงจะพอจะมาช่วยแยกแยะได้มั่ง สรุป ขยะคือ คำตอบสุดท้าย...ปีกลาย ทั้งเครื่องใน และ เท้า ทั้ง สี่คู่ กี่ขาหว่า...แต่ว่า ปีนี้ เจ้าไทเกอร์ อด เพราะ ประสบการณ์ จากปีก่อน เลยจับมันมัดไว้กะต้นไม้ใกล้ๆ มัน เห่า มองตาปริบ ๆ อิอิอิ สมน้ำหน้ามันจริงๆ

แล้วปีนี้ละ.......ปีนี้เหรอ ......ขาด หัว เครื่องใน และ เท้า.....งัยก็ไหว้ละ เจ้าจะโกรธ จะเคือง ก็เอาเหอะ ... ขอรับ...ซิ่นเจี่ยยูอี้ ซินนี้ฮวดไช้...ทุกๆท่านครับ....reporterinusa.

วิถีคนกล้า:ความตายของบางคนหนักแน่นดั่งขุนเขา บางคนเบาดุจขนนก

ที่มา Thai E-News



หลับเถิด เกิดใหม่ ในชาติหน้า
อาจดีกว่า ชาตินี้ ที่ปวดร้าว
ผู้ยังอยู่ สู้ต่อ ทุกเรื่องราว
ต้นลมหนาว เฝ้าคิดถึง มิเว้นวาย


ประพันธ์โดย สุชาดา (นามปากกาของสุพิศ ศรีเจิญ)
13 กุมภาพันธ์ 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:สุพิศ ศรีเจริญ หรือนามปากกา"สุชาดา" ผู้สื่อข่าวสังกัดกองบรรธิการTHAIFREEDOM และสมาชิกชมรมผู้สื่อข่าวเสรีภาพไทย ได้เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ พร้อมกับสลักจิต แสงเมือง นักข่าวสังกัดเดียวกัน ขณะเดินทางไปทำข่าวเพื่อสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย คัดค้านต่อต้านเผด็จการอำมาตย์ที่จังหวัดสระบุรี เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา (อ่านข่าว)

"สุชาดา"ยังเป็นนักเขียนนวนิยายขนาดสั้นเผยแพร่ต่อประชาชนในวงกว้างอีกด้วย.."วิถีคนกล้า"เป็น1นวนิยาย"อิงการเมือง"ที่เธอเขียนและเผยแพร่ไว้


อารัมภบท :

เรื่องราวของชายผู้หนึ่งที่รักและหวงแหนความถูกต้อง
เขาต่อต้านสิ่งที่คิดว่าผิดด้วยมือเปล่า ร่างกาย จิตและวิญญาณ

นครแห่งเงาในจินตนาการณ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้น ในนามเชียงกงนคร ประเทศเล็กๆ ที่ปกครองตนเองด้วยความผาสุกร่มเย็น มานานนับร้อยปี แต่ต้องมีอันสั่นสะเทือน เพราะชายสูงวัยผู้หนึ่งที่พยายามพลิกประวัติศาสตร์ด้วยชีวิตของตัวเอง

เรื่องราวของเขาจะเป็นเช่นไร โปรดติดตามได้ในเล่มค่ะ…………
*******************

ณ ดินแดนด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือแห่งประเทศศรีเกษตราธิปไตย บริเวณเหนือลุ่มแม่น้ำสาละวิน มีประเทศเล็กๆ ปัจจุบันถูกครอบครองโดยชนกลุ่มชนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักรบที่เก่งกาจโหดร้ายที่สุด สมนามที่เรียกขานกันว่านักล่าหัวมนุษย์ “ว้าแดง”

ดินแดนแห่งนี้อดีตตกอยู่ในภาวะยากลำบาก ข้าวยากหมากแพง สืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตามอิทธิพลของปัจจัยภายนอกคือปัญหาเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายใน คือปัญหาการเมืองที่ไม่นิ่ง มีการเปลี่ยนรัฐบาลด้วยการปฏิวัติยึดอำนาจโดยเหล่าทหารกล้าบ่อยครั้ง

แต่ปัจจุบันหลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากเสียงของประชน ประเทศเล็กๆ แห่งนี้กลับอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งประเทศใกล้เคียงรู้จักในนาม “เชียงกงประเทศ” แวดล้อมด้วยภูเขาและป่าไม้นานาพันธุ์ ใต้ดินมีทรัพยากรทั้งแร่ธาตุ น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ

ท่านผู้นำสูงสุดของประเทศมีฐานะประดุจเจ้าเหนือชีวิต สืบเชื้อสายมาจากนักล่าหัวมนุษย์ผู้ยิ่งยง ทั้งที่เมื่อเจ็ดทศวรรษก่อนหน้านั้นเคยได้รับการปลดปล่อยให้เป็นประเทศที่ประชาชนมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนของตนเข้าไปบริหารบ้านเมืองเช่นนานาอารยประเทศทั่วโลก

“แม่ทอง แม่ทอง ตานวมอยู่มั้ย” เสียงนายนิพนธ์ดังโหวกเหวกมาแต่ไกล แล้วค่อยๆ เข้ามาใกล้ทุกขณะ ไม่นานร่างชายวัยกลางคนก็วิ่งมายืนหอบซี่โครงบานอยู่บนคันนา

“แม่ทอง ตานวมล่ะ”

“ไม่อยู่ แกมีอะไรเหรอ”

“จะให้ช่วยขับรถไปส่งในเมืองหน่อย”

“ให้เจ้าวันชัยไปแทนได้มั้ยล่ะ” นางทองหมายถึงบุตรชายวัยยี่สิบเศษ

“ไม่ไหว ข้าไม่เชื่อฝีมือขับรถมันสักเท่าไหร่”

“ถ้าคิดจะรอตานวมละก้อ..บ่ายโน้นแหละ” ชายวัยกลางคนส่ายหน้าทันควัน

“เฮ้ยไม่ได้..แม่ศรีนวลเมียข้าปวดท้องจะคลอดลูก” ยายทองอ้าปากค้าง ถกเขมรจ้ำพรวดๆ ก้าวขึ้นคันนาหน้าตาตื่น

“ให้เจ้าวันชัยไปเถอะ ชักช้านังนวลคลอดลูกคาบ้านแน่ เดี๋ยวข้าไปตามให้”

“เอ้อ...” นายนิพนธ์อึกอักชักไม่แน่ใจ

“ไม่เอ้อล่ะ” นางทองหันหลังจ้ำอ้าวไปตามคันนา แข้งขาเลอะเทอะไปด้วยโคลนตม นายนิพนธ์ตามติด

“แม่ทอง แม่ทอง แล้วไอ้วันมันอยู่ที่ไหน”

“สัยสัยจะอยู่บ้านหนูนิสา” นางหมายถึงคนรักของบุตรชาย

*************
เวลานั้นวันชัยกำลังช่วยนิสาคัดแยกผลไม้อยู่บนม้าหินอ่อนใต้ต้นประดู่หน้าบ้าน

“ทำไมวันนี้พี่วันไม่ไปช่วยป้าทองเกี่ยวหญ้าละจ้ะ”

“พี่ว่าจะช่วยเหมือนกัน แต่แม่บอกให้พี่อยู่ดูหนังสือเตรียมสอบตำรวจ แกอยากให้พี่เป็นรั้วของชาติ

จะได้ป้องกันบ้านเมืองของเราจากประเทศเพื่อนบ้านและพวกที่คิดจะรวบอำนาจจากมือพลเรือน”

“ฉันว่าสมัยนี้ไม่มีใครทำแบบนั้นแล้ว ขืนทำละก้อ...เจอชาวบ้านรุมสหบาทาแน่”

“ว่าได้เหรอ ตอนนี้ยิ่งมีข่าวไม่ค่อยดีอยู่ด้วย”

“ข่าวอะไรจ้ะ”

“เขาว่ามีพวกที่คิดอยากได้อำนาจจากรัฐบาลท่านชินวรณ์ คนพวกนั้นพยายามทุกวิธีทางทั้งใส่ร้ายป้ายสี ปลุกปั่นมวลชนจนเป็นข่าว ส่วนพวกที่เสียผลประโยชน์และนักวิชาการบางส่วนก็พยายามขัดแข้งขัดขารัฐบาล สาไม่เห็นเหรอ” นิสาส่ายหน้า

“ฉันไม่ค่อยสนใจการเมืองสักเท่าไหร่ แต่ยังไงสาก็คิดว่าไม่มีใครสามารถโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนได้หรอก หรือหากได้จริง ก็คงอยู่ได้ไม่นาน”

“ทำไมล่ะ”

“พี่ลองคิดดูสิ ว่าประชาชนส่วนใหญ่เขาจะยอมให้เป็นแบบนี้ตลอดไปเหรอ ฉันว่ามีการเลือกตั้งครั้งใหม่ คนพวกนั้นก็ตกเก้าอี้อยู่ดีนั่นแหละ”

“กว่าจะเลือกตั้งแต่ละครั้ง..มันนาน พวกเขานั่งบริหารงานอยู่ก็ทุจริตคอรัปชั่นกินเงินภาษีประชาชนไปอื้อแล้ว”

“แต่ก็ไม่นานเกินรอไม่ใช่เหรอพี่” วันชัยพยักคล้อยตามความคิดคนรัก

**********************

ขณะสนทนากันอยู่นั้น นางทองก็วิ่งหน้าตื่นมาที่สองหนุ่มสาว โดยมีนายนิพนธ์ตามติด
“พี่วัน นั่นป้าทองกับลุงพนธ์นี่” วันชัยซึ่งนั่งหันหลังให้ทางเดินหันกลับไปมอง

“จริงด้วย..มาทำไม”

“สงสัยกลับบ้านเห็นพี่หายไป เลยมาตามกลับไปดูหนังสือมั้ง”

“ไม่ใช่หรอก หน้าตาตื่นทั้งแม่ทั้งลุงพนธ์มาแบบนี้ คงจะมีเรื่องร้อน” ยังไม่ทันถึงบ้านหญิงสาว นางทองก็ส่งเสียงมาแต่ไกล

“ไอ้วัน วัน เอารถออกเร็ว” วันชัยรอจนมารดาและนายนิพนธ์เข้ามาใกล้ก็ร้องถาม

“แม่ว่าอะไรนะ” สองผู้สูงวัยยืนหอบหน้าตาแดงกล่ำ ชั่วครู่ฝ่ายชายที่ตามมาข้างหลัง แต่ตอนนี้มายืนอยู่ข้างหน้าก็เอ่ยปาก

“ขอน้ำ ข้าหิวน้ำจนจะเป็นลมตายอยู่แล้ว” นิสาคว้าขันสีขาวใบย่อมตักน้ำในกระติกยื่นให้ นายพิพนธ์ยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแล้วส่งคืน

“หนูสา ขอป้าด้วย” หล่อนตักน้ำให้มารดาคนรักดื่ม ขณะที่นายนิพนธ์ทรุดตัวลงนั่งหอบอยู่ชั่วครู่ก็พูดขึ้น

“ไอ้วัน เมียข้าจะคลอดลูก”

“อ้าว..แล้วทำไมไม่พาไปหาหมอ มาบอกฉันทำไม” นางทองสำลักพรวดน้ำเย็นที่ดื่มเข้าไปพ่นออกมาเต็มหน้าบุตรชาย

“โอ้ยแม่...อะไรเนี่ย”

“น้ำสิวะ..ถามได้ ที่แม่กับตาพนธ์มาบอกก็เพราะจะให้เอ็งเอารถออกพานังนวลไปส่งโรงพยาบาล”

“อ้าว..แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก” ชายหนุ่มลุกขึ้น แต่ไม่ทันขยับมารดาก็คว้าแขนเอาไว้

“รอเดี๋ยว..แม่ไปไม่ไหวแล้ว หนูสาช่วยเอามอเตอร์ไซค์ไปส่งป้าที่บ้านที”

“ได้จ้ะ รอเดี๋ยวนะ” นิสาลุกขึ้นตรงไปที่รถสตาร์ตเครื่องขับมาที่ทั้งสาม มารดาคนรักขึ้นคล่อมต่อท้ายนิสา พาหนะรุ่นโบราณยังไม่ทันเคลื่อนออก นายนิพนธ์ก็ดึงเอาไว้

“ข้าขับเอง แม่ทองกับหนูสาซ้อนท้ายละกัน”

“เอ้า..แล้วฉันล่ะ” วันชัยร้องถาม

“เดิน” นายนิพนธ์ตอบสั้นๆ แต่ใจความชัดเจน

“ได้ไง”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ลุงกับแม่เอ็งวิ่งมาตั้งไกล เอ็งก้อเห็นแก่คนสูงอายุหน่อยไม่ได้หรือไง เดินแค่นี้ไม่หนักหนาสาหัสนักหรอก” วันชัยหน้าเสีย เพราะระยะทางจากบ้านมาถึงที่นี่ไม่ใช่ใกล้ๆ

“แต่ว่า..”

“เอางี้..พี่วัน พี่เอารถฉันไป ส่วนลุงพนธ์กับป้าทองซ้อนท้าย เท่านี้ก็ได้ไปกันทุกคนยกเว้นฉัน ตกลงมั้ย” นิสาออกความเห็น

“เออ..ดีๆ เอาตามนี้” นิพนธ์กล่าวจบก็ขึ้นคล่อมมอเตอร์ไซค์ ป้าทองตะโกนลั่น

“เฮ้ยๆ..ให้คนขับขึ้นก่อนสิวะ ไอ้วัน..ยืนทื่ออยู่ทำไม เร็วเข้า”

“เออ..นั่นสิ ยื่นทื่อเป็นสักกะเบือเลยนะเอ็ง ชักช้าเมียข้าคลอดคาบ้านกันพอดี” นายนิพนธ์ว่าพลางลงจากรถคว้าแขนวันชัยเข้ามาแทนที่

บริเวณหน้าห้องคลอดนายนิพนธ์เดินวนไปเวียนมาด้วยความเป็นห่วงภรรยา ขณะที่สองแม่ลูกมองมาอย่างเข้าใจ

“ลุงพนธ์ นั่งลงก่อนเถอะ ฉันเวียนหัว”

“เอ็งไม่เคยเป็นพ่อคน ไม่รู้หรอกว่าข้าตื่นเต้นแค่ไหน”

“ถึงฉันจะยังไม่เคย แต่ฉันดูท่าทางลุงฉันก็พอจะรู้”

“นั่งลงเถอะตาพนธ์ เก็บแรงไว้ตื่นเต้นตอนเห็นหน้าลูกจะดีกว่า ขืนแกเดินวนไปเวียนมาแบบนี้

กว่านังศรีนวลมันจะคลอด ข้าว่าแกเป็นลมก่อนแน่”

“มันตื่นเต้นนี่แม่ทอง ลูกคนแรกของฉันเชียวน่ะ”

“ข้ารู้ นั่งลง คนเขามองแกใหญ่แล้ว อายเขามั้ยสิ แก่จนป่านนี้ทำยังกับเป็นหนุ่มๆ ไปได้” นายนิพนธ์ตาขุ่นค้อนควักยายทองพลางทำปากขมุบขมิบ เดินเข้ามากระแทกตัวลงนั่ง

“ลุงพนธ์ แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายล่ะ เตรียมพร้อมหรือยัง” คำถามของวันชัยทำเอานายนิพนธ์ตาโต

“ตายห่.....ข้าก็มัวแต่ห่วงแม่ศรีนวล ลืมหยิบตังค์มา ”

“อ้าว..ขืนไม่มีจ่าย..เขายึดตัวลูกเมียลุงไปจะว่ายังไง” นายนิพนธ์ตาเหลือกลุกพรวด

“เอ็งช่วยขับรถให้ข้าหน่อย”

“แกจะไปไหนอีกล่ะ” มารดาวันชัยถาม

“กลับไปเอาตังค์”

“ไม่ต้อง ยังไม่ต้องจ่ายวันนี้หรอก เขาจ่ายวันที่จะออกจากโรงพยาบาลโน้น ไม่ประสาเลยนะแก” ยายทองบ่นทั้งลูกและเพื่อนบ้าน

“เอ..แต่ฉันได้ข่าวมาว่า ต่อไปนี้ชาวบ้านเข้ารับการรักษาพยาบาล รัฐบาลเขาจะรับภาระจ่ายให้เองไม่ใช่เหรอ” วันชัยว่า

“ข้าก็ได้ยินมาอย่างนั้นเหมือกัน แต่ชาวบ้านก็คงต้องจ่ายบ้างแหละ รัฐจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายให้ทั้งหมดล่ะ คนเป็นล้านๆ”

“ไอ้คนเป็นล้านน่ะ มันก็จริงอยู่ แต่เวลาเข้าโรงพยาบาลก็ไม่ได้เข้าทุกคนนี่นา” วันชัยแย้งมารดา

“ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน แต่ไม่รู้เขาเริ่มวันไหน” นายนิพนธ์ว่าพลางลุกขึ้นคิดจะไปหาข้อมูลจากประชาสัมพันธ์

“แกจะไปไหน”

“ไปถามเขานะสิ” สิ้นเสียงร่างสูงก็เดินตัวปลิวตรงไปหาเจ้าหน้าที่ ไม่นานก็เดินยิ้มแฉ่งกลับมา

“เขาว่าไง” นางทองถามสีหน้าอยากรู้เต็มที่

“เขาเริ่มโครงการวันนี้”

“จริงเหรอลุง”

“เออ..ลูกข้านี่โชคดีเป็นบ้า แหม..แบบนี้มันน่าจะไปขอบคุณรัฐบาลที่ทำโครงการช่วยเหลือพวกเรา”

“แล้วตกลงไม่ต้องจ่ายเลยเหรอตาพนธ์”

“จ่าย แต่แค่สามสิบบาท อีหนูประชาสัมพันธ์คนสวยมันเล่าให้ฟังว่า รัฐบาลของเราได้ความคิดมาจากรัฐบาลไทย”

“เฮ้ย..จะเอามาจากไหนก็ช่างเถอะ ถือว่าแกโชคดีไป ว่าแต่สามสิบบาทแกมีติดตัวมาหรือเปล่า” นายนิพนธ์ส่ายหน้า

“เอาเป็นว่าข้าให้ยืมละกัน” นางทองเสนอ

“งั้น..ฉันขอสักสามร้อยนะ จะเอาไว้ซื้อข้าวของให้แม่ศรีนวลกับลูก”

“ได้..แต่ร้อยละยี่สิบนะ” นายนิพนธ์ตาค้าง

“เฮ้ย..ทำไมดอกแพงนักล่ะ คิดจะขูดเลือดขูดเนื้อกันหรือไง ทำแบบนี้ข้าจะไปฟ้องรัฐบาลนะโว้ย”

“ฟ้องข้อหาอะไรเหรอลุง” วันชัยถาม

“ก้อ..แม่เอ็งปล่อยเงินกู้เก็บดอกมหาโหดแบบนี้ มันเข้าข่ายผู้มีอิทธพลนะสิ”

“เอ็งจะเอามั้ย ถ้าไม่เอาข้ากับเจ้าวันจะได้กลับ” นางทองถามเสียงเขียว

“แม่ก้อ.. คนกันเองทั้งนั้น จะเอาด่งเอาดอกอะไรกันล่ะ”

“ไม่เอาดอกแน่นะเจ้าวัน”

“แน่สิ เงินแค่นี้ยกให้หลานยังไหว..” ไม่ทันสิ้นเสียงบุตรชาย นางทองก็โวยลั่น

“ไอ้วัน..งั้นก็เอาเงินเอ็งให้ไปล่ะกัน”

“ว่าแล้ว แม่เอ็งน่ะเค็มจะตาย” นายนิพนธ์หน้าย่นพึมพำ เจตนาให้ได้ยิน นางทองคิ้วขมวดร้องถาม

“เอ็งนินทาอะไรข้า หาไอ้พนธ์”

“เปล่า ฉันว่าแม่ทองใจดี ฉันขอบใจที่ให้ยืมเงินต่างหาก ไม่เชื่อถามเจ้าวันดูสิ” วันชัยพยักหน้าช่วยเป็นพยาน นางทองยิ้มออกควักเงินจากกระเป๋ายื่นให้

“ขอบใจจ้ะแม่ทอง”

“ไม่เป็นไร ร้อยละยี่สิบนะ..อย่าลืม นี่ก็บ่ายมากแล้ว ฉันกับลูกต้องขอตัวกลับก่อน จะรีบไปเตรียมอาหารให้ตานวม”

“จ้ะ..ขอบใจแม่ทองกับพ่อวันมากนะที่มาส่ง”

“ไม่เป็นไรอีกนั่นแหละ ข้าคิดค่ารถร้อยเดียวเท่านั้นเอง” นายนิพนธ์หน้าแหยว่า

“ฉันนึกว่าส่งฟรีซะอีก”

“ฝันไปเถอะเอ็ง บ้านข้ามีอาชีพขับรถรับจ้างน่ะ ไม่ใช้นักสังคมสงเคราะห์ กลับไปถึงก็รีบจ่ายซะล่ะ ไม่งั้นดอกขึ้นข้าไม่รู้ด้วยนะ” กล่าวเท่านั้นนางก็คว้าแขนบุตรชายออกจากโรงพยาบาล นายนิพนธ์ถอนหายใจเฮือกพึมพำเบาๆ

“ไม่เสียค่าหมอค่ายา แต่ค่ารถค่าใช้จ่ายอื่นๆ บานตะไท เฮ้อ..กลุ้ม”

*************************

หลังส่งนายนิพนธ์กับนางศรีนวลเสร็จ วันชัยก็ไปส่งมารดาที่บ้านก่อนจะเอามอร์เตอร์ไซค์ไปคืน คนรัก
“พี่วัน อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนมั้ย”

“ไม่ล่ะ เย็นนี้ว่าจะกลับไปทานข้าวกับพ่อ ต้องเอาใจแกหน่อย สาไปส่งพี่ทีนะ”

“ได้สิ ว่าแต่ที่เอาใจลุงนวมนี่ พี่จะขออะไรเป็นพิเศษล่ะสิ” นิสากล่าวท่าทีรู้ทัน วันชัยพยักหน้า

“ขออะไร บอกฉันได้มั้ย”

“คือพี่จะขออนุญาตพ่อกับแม่ไปเที่ยวแถวแม่น้ำสาละวิน พอดีเพื่อนมันชวน พี่เห็นว่าช่วงนี้ว่างๆ เลยอยากจะไปสักครั้งในชีวิต”

“ฉันไปด้วยคนสิ”

“เฮ้ย..ไม่ได้”

“ทำไมล่ะ น่าน่ะ..ฉันรับรองจะไม่รบกวนเงินพี่หรอก ฉันพอจะมีเงินเก็บนะอยู่บ้าง”

“ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินหรอก”

“แล้วเรื่องอะไรล่ะ”

“ก็พ่อกับแม่สานะสิ ท่านคงไม่ยอมให้ไปกับพี่หรอก”

“ยอมสิ ฉันเคยได้ยินพ่อกับแม่พูดถึงอยู่เหมือนว่าในชีวิตอยากไปเห็นสักครั้ง ฉันเคยอ่านเจอจากในหนังสือเขาว่า สาละวินเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่มีต้นน้ำมาจากที่ราบสูงธิเบต มีความสูงถึง 8,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ไหลมาจากทางใต้ผ่านธิเบต จีน พม่า จนมาเป็นเส้นแบ่งเขตแดนไทย-พม่าที่แม่ฮ่องสอน ฉันว่าถ้าไปที่นั่นเราก็เข้าฝั่งไทยได้ใช่มั้ยพี่”

“คงงั้น ถ้าเอกสารพร้อม”

“อยากเห็นจัง ฉันได้ยินมาว่าไหลผ่านอำเภอแม่ลาน้อย แม่สะเรียง และสบเมย ก่อนจะไหลเข้าไปในเขตพม่าอีกที รวมความยาวที่กั้นพรมแดนไทยก็ประมาณ 120 กิโลเมตร” วันชัยพยักหน้า ระมัดระวังการตอบคำถามคนรักเป็นพิเศษ

“แม่น้ำสำคัญแบบนี้ เกิดมาฉันอยากมีโอกาสไปเห็นกับตาสักครั้ง พ่อกับแม่ไม่ว่าหรอก พี่พาฉันไปด้วยคนเถอะนะ”

“มันอันตราย เพื่อนพี่มันจะพาเข้าไปทางแถบว้าแดง พี่ไม่อยากให้เธอไปเสี่ยง”

“แถวนั้นเป็นชายแดนมีทหารของเราหนาแน่นออก คงไม่ปล่อยให้พวกเราเป็นอันตรายหรอก”

“ของแบบนี้มันแน่ซะเมื่อไหร่กันล่ะ”

“ไม่รู้แหละ ถ้าพี่ไม่ให้ฉันไปด้วยละก้อ เราจบกัน” นิสากล่าวเท่านั้นก็สะบัดหน้าพรืดขึ้นเรือน วันชัยเบิกตากว้างส่งเสียงลั่น

“สา แล้วจะไม่ไปส่งพี่ที่บ้านเหรอ”

“กลับเองเดะ” หล่อนตะโกนลงมาจากบนเรือน วันชัยสลดนึกโมโหตัวเองที่ปากไม่ดีดันบอกคนรักทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่านิสาอยากไปแม่น้ำแห่งนี้ เพราะหลายครั้งที่หล่อนพูดถึงด้วยแววตาชวนฝัน

“เวรจริงๆ ปากหนอปาก แล้วทีนี้จะทำยังไง ไกลก็ไกล กว่าจะไปถึงพ่อกับแม่กินข้าวแล้วแน่ๆ”

กว่าวันชัยจะกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปสองทุ่มเศษ เมื่อก้าวขึ้นเรือนพบนายนวมและยายทองนั่งคุยกันอยู่บนชานเรือน

“ไหนว่าจะกลับมากินข้าวกับพ่อไง” มารดาถาม

“มาเอาป่านนี้ทานที่บ้านหนูสามาแล้วละสิ” มารดาถาม

“กินซะที่ไหนล่ะแม่ นิสาใจร้าย ฉันพูดผิดหูนิดเดียว เลยพาลไม่ยอมพาฉันมาส่ง ปล่อยให้ฉันเดินจนหาลาก”

“ไปพูดอะไรเข้าล่ะ”

“เดี๋ยวมาเล่า ขอไปตักข้าวราดแกงก่อน ช้ากว่านี้ฉันลมใส่แน่” กล่าวเท่านั้นวันชัยจ้ำอ้าวเข้าครัว ชั่วครู่ก็กลับออกมาพร้อมจานอาหารและน้ำดื่ม

ตานวมกับยายทองมองบุตรชายทานข้าวท่าทีน่าเอร็ดอร่อยโดยไม่ซักถาม กระทั่งอาหารในชามหมดลง ชายหนุ่มวางชามข้างกายยกน้ำขึ้นดื่ม ยายทองจึงถาม

“แกไปทำอะไรให้หนูสาเขาโกรธเอาล่ะ ถึงได้ปล่อยให้แกเดินเป็นหมาหิวโซกลับบ้านมาแบบนี้”

“ฉันบอกว่าจะรีบกลับบ้านมากินข้าวกับพ่อแม่ แล้วว่าจะขออนุญาตไปเที่ยวแม่น้ำสาละวินแถวชายแดนพม่าสักพัก นิสาเขาขอตามไปด้วย แต่ฉันไม่ยอม”

“แกจะไปทำไม ตอนนี้ชายแดนยิ่งไม่ค่อยสงบอยู่ด้วย” บิดาถามด้วยความเป็นห่วง

“ใครเขาจะไปแถวที่คนทะเลาะกันล่ะพ่อ น่ะ..ฉันสัญญากลับมา ฉันจะช่วยพ่อกับแม่ทำงานทุ๊กอย่าง แล้วจะพยายามสอบตำรวจหรือไม่ก็ทหารให้ได้ น่ะ พ่อ..แม่” ตานวมตั้งท่าจะปฏิเสธ แต่ไม่ทันภรรยาที่ชิงพูดขึ้นมาก่อน

“ก็ได้ แต่พ่อกับแม่ไม่มีเงินให้เอ็งไปเที่ยวมากมายนักหรอกนะ”

“เฮ้ย..ข้าไม่อนุญาต” ตานวมค้านลั่น

“แต่ฉันบอกลูกไปแล้ว พี่กล้าขัดใจฉันเหรอ” ยายทองถามสามี

“แต่มันเสี่ยง เกิดเที่ยวเพลินมันเข้าไปในเขตหวงห้ามเข้าจะทำยังไง”

“ไม่หรอกพ่อ แถบที่เขามีเรื่องกันฉันกับเพื่อนหลีกไกลแน่ ไม่ต้องห่วง ส่วนเรื่องเงินฉันพอมีเก็บ อยู่บ้าง ไม่รบกวนพ่อกับแม่หรอก ขอบคุณคร๊าบ” ว่าพลางเข้ากอดมารดา นายนวมหน้าบูดมองสองแม่ลุกตาขวางแต่ไม่กล้าขัดใจ

“เออ..แล้วซื้อของมาฝากพ่อกับแม่ด้วยละกัน ถ่ายภาพมาเยอะๆ แม่จะเอาไว้อวดคนแถวนี้”

“จ้ะแม่” วันชัยรับคำ ยื่นหน้าไปหอมแก้มมารดาฟอดใหญ่

“แล้วนี่จะไปเมื่อไหร่” มารดาถาม

“เดือนหน้าจ้ะ”

”อือม์..อีกตั้งหลายวัน เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ เลยนะเอ็ง กลัวไม่ได้ไปหรือไง” บิดากล่าวสุ้มเสียงไม่สบอารมณ์

“พ่อก็...มันต้องเตรียมเอกสารหลายอย่างนี่นา”

“เออดีแล้ว เตรียมเสียแต่เนิ่นๆ ถึงเวลาจะได้ไม่ฉุกละหุก ว่าแต่หนูสาจะไปด้วยหรือเปล่า”

“ไม่รู้สิแม่ แต่ที่แน่ๆ เขาขู่ฉันว่าถ้าไม่ให้ไป จบกัน”

“เอ้า..ถึงเอ็งให้ไป แล้วพ่อกับแม่เขาจะยอมเหรอ”

“ก็นี่แหละ..ปัญหา” ชายหนุ่มกล่าวก่อนตบท้ายว่า

“ถ้านิสาอยากไปจริงๆ คงต้องจัดการทางบ้านด้วยตัวเอง ฉันน่ะ ไม่กล้าไปขอลุงสันต์กับป้ามาหรอก กลัวถูกตะพดตีกบาลแยก”

“ก็แน่ล่ะ..ลูกเขาเป็นสาวเป็นนาง อยู่ๆ เอ็งจะขอพาเขาไปเที่ยวข้ามคืนข้ามวัน พ่อแม่ที่ไหนเขาจะยอมละวะ” นายนวมกล่าวอย่างเข้าใจ

“งั้นพ่อกับแม่ก็ไปขอหมั้นนิสาให้ฉันสิ” นางทองยิ้มเผล่หันไปหาสามี นายนวมเมินหลบไม่ตอบซ้ำยังลุกขึ้นเดินหนีเอาดื้อๆ

“แม่..ดูพ่อสิ”

“ดูทำไม พ่อเอ็งคงง่วงนอนแล้ว” มารดากล่าวเท่านั้นก็ยกมือปิดปากหาว

“แม่ก็ง่วงนอนเหมือนกัน ไปก่อนนะ” นางลุกขึ้นโดยไม่สนใจสายตาบุตรชายที่มองตามอย่างตัดพ้อ

“แล้วตกลงยังไงล่ะเนี่ย จะไปขอให้ฉันหรือเปล่า”

***********************

หลายวันมานี้วันชัยมัวแต่ยุ่งๆ เรื่องติดต่อทำเอกสารเดินทางออกนอกประเทศ จึงไม่รู้ว่าตานวมกับยายทองไปขอหมั้นนิสาให้เขาตามต้องการ นับแต่วันนั้นผ่านไปหนึ่งสัปดาห์วันชัยแวะเวียนไปหาคนรัก แต่หล่อนไม่ยอมพบหน้าเขา จึงต้องกลับบ้านมานั่งกลุ้มอยู่เพียงลำพัง

“เป็นอะไรเจ้าวัน ทำหน้าเป็นไก่หงอยเลยนะเอง” บิดาถามเมื่อเห็นบุตรชายไม่ยอมขึ้นเรือนนั่งคาบันไดเอามือกุมขยับ

“นิสาสิพ่อ ไม่รู้เป็นอะไร หมู่นี้ไม่ยอมพบหน้าฉันเลย”

“คงโกรธที่แกจะไปเที่ยวคนเดียวมั้ง”

“ฉันน่ะอยากให้เขาไปด้วยจะแย่ แต่พ่อกับแม่เขาคงไม่ยอมให้ไปกับฉันหรอก”

“ยอมสิวะ ทำไมจะไม่ยอม”

“ใครบอกพ่อล่ะ บ้านนั้นน่ะ หวงลูกสาวยังกับอะไรดี”

“ถ้าหมั้นกันแล้วก็คงไม่หวงหรอก”

“หมั้น พ่อจะไปขอหมั้นนิสาให้ฉันเหรอ” ชายหนุ่มถามบิดาหน้าตาตื่น

“ไม่ใช่จะ แต่ข้ากับแม่เอ็งไปขอให้แล้ว ฤกษ์หมั้นก็อาทิตย์นี่แล้ว” วันชัยกระโดดเหย็งกอดบิดาเหวี่ยงจนตัวลอย

“เฮ้ยๆๆๆ..ปล่อย ...ปล่อย เวียนหัว” วันชัยหัวเราะร่วนจุ๊บแก้มบิดาฟอดใหญ่

“ขอบคุณพ่อ พรุ่งนี้ ฉันจะไปหานิสาแต่เช้า พ่อนี่น่ารักที่สุดเลย”

“ไม่ใช่ข้าคนเดียว แม่เอ็งด้วย”

“ก็ทั้งสองคนนั่นแหละ รับรอง..ไปเที่ยวคราวนี้ ฉันจะซื้อของที่พ่อกับแม่ชอบมาฝาก”

“เออ..ถ้าเที่ยวเพลินจนลืมละก้อ พ่อจะล่อให้หัวแบะเชียว”

“ฉันไม่ลืมหรอก รับรองได้”

คืนนั้นวันชัยนอนฝันถึงคนรัก อยากเร่งเวลาให้เช้าเร็วๆ เพื่อจะไปหานิสาที่บ้าน

รุ่งสางนิสาออกมาเก็บผักไปทำอาหารใส่บาตร วันชัยก็โผล่พรวดออกมาหล่อนตาค้างร้องลั่น

“ว้ายยยย......”

“พี่เอง”

“คนบ้า ฉันตกใจหมด แล้วมาทำไมยังไม่สว่างเลย”

“พ่อพี่บอกว่าขอหมั้นสาให้พี่แล้ว ฤกษ์หมั้นอาทิตย์หน้า รู้หรือยัง”

“เขารู้มาตั้งเป็นชาติ เพิ่งตื่นหรือไง”

“อ้าว..แล้วทำไมสาทำเหมือนยังไม่หายโกรธพี่เลยล่ะ”

“ไม่ได้ทำแต่โกรธจริงๆ”

“โกรธเรื่องอะไร” วันชัยถามเสียงอ่อน

“ก็เรื่องที่พี่ไปทำเอกสารขออนุญาตอออกนอกประเทศคนเดียวโดยไม่พาฉันไปด้วยนะสิ” ชายหนุ่มคิ้วขมวดแต่เพียงอึดใจก็ยิ้มออก

“งั้นพี่จะพาสาไปเอง”

“เมื่อไหร่” หล่อนถามน้ำเสียงคาดคั้น

“วันนี้” นิสายิ้มหวานพยักหน้า

“จ้ะ..แบบนี้ค่อยน่าคุยด้วยหน่อย”

“นึกว่าโกรธเรื่องอะไรซะอีก ที่แท้ก็เรื่องนี้เอง รู้มั้ย...เล่นเอาพี่กินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน”

“งั้น..เช้านี้ฉันจะทำของโปรดให้ทาน ตกลงมั้ย”

“ไม่ได้”

“อ้าว..ทำไมล่ะ”

“ก็พี่ต้องรีบกลับบ้าน คือ..ตอนออกมาพี่ไม่ได้บอกพ่อกับแแม่ กลัวท่านจะเป็นห่วง แล้วอีกอย่างต้องรีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จะได้พาสาไปทัวร์ไง”

“ก็ดีเหมือนกัน”

“เอาเป็นว่าเก้าโมงพี่มารับนะ”

“จ้ะ” ชายหนุ่มยื่นหน้าไปหอมแก้มคนรัก นิสายกมือขึ้นหมายจะซัดคนฉวยโอกาสสักผลัวะ หากแต่อีกฝ่ายเผ่นพรวดไปที่จักรยานปั่นออกจากที่นั้นทันที

“บ้าจริง ไวยังกับปรอท” หล่อนพึมหน้าแดงเรื่อ

*********************

วันหมั้นของสองหนุ่มสาวบรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างช่วยกันต้อนรับแขกเหรื่อกระทั่งเสร็จพิธี ผู้คนเริ่มทยอยกลับ บิดามารดาของทั้งคู่จึงมานั่งล้อมวงทานอาหารภายในบ้านฝ่ายหญิง ปล่อยให้วันชัยและนิสาคุยกันตามลำพัง

“พี่..เมื่อสองวันก่อนฉันเข้าเมืองไปซื้อของ เห็นชาวบ้านเขาพูดกันว่ามีกลุ่มคนจำนวนมากออกมาขับไล่รัฐบาลท่านชินวรณ์”

“ไล่เรื่องอะไร พี่เห็นเขาทำงานดีนี่นา”

“เห็นว่าข้อหาทุจริตคอรัปชั่น ไม่จงรักภักดีต่อท่านผู้นำ”

“เป็นไปไม่ได้ ท่านชินวรณ์ออกจะจงรักภักดีต่อท่านผู้นำออก”

“ฉันได้ยินมายังงั้นจริงๆ”

“พี่ว่าอย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกาพวกนั้นเลย ไม่มีใครทำอะไรท่านได้หรอก ประชาชนสนับสนุนเป็นโขยง แล้วท่านเป็นรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาด้วย ยังไงๆ ก็คงไม่มีใครทำอะไรท่านได้หรอก”

“มีสิพี่ ปืนไง หรือไม่ก็พวกที่มีกองกำลังอยู่ในมือน่ะ” วันชัยอึ้งไปอึดใจก่อนตอบ

“ไม่มีทาง ท่านชินวรณ์ฉลาดออก คงไม่ยอมถูกกองกำลังที่ตัวเองปกครองอยู่ปฏิวัติแน่ เชื่อพี่เถอะ”

“สาธุ..ขอให้มันจริงเถอะ ฉันไม่อยากเห็นประเทศของเราเป็นเหมือนพม่าเมื่อครั้งอดีต”

“ไม่มีใครอยากเห็นเหมือนกันนั่นแหละ ไปทานข้าวกันเถอะ อย่าคิดมาก แล้วเตรียมตัวเก็บข้าวของไปเที่ยวกับพี่ได้แล้ว” นิสาหัวเราะกล่าวเสียงติดตลก

“ยี้..ยังอยู่อีกตั้งหลายวัน จะรีบเก็บไปไหน แม่น้ำสาละวินไม่หนีเราไปไหนสักหน่อย” วันชัยสีหน้าพิกลเมื่อถูกคู่หมั้นสัพยอก

“แซวเหรอ..เดี๋ยวเถอะ” ว่าพลางโน้มหน้าไปหา นิสายกมือขึ้นยันอกคนรักไว้

“อย่าทำรุ่มร่ามสิ ใครมาเห็นเข้าอายเขาแย่”

“อายทำไม อีกหน่อยเราก็แต่งงานกันแล้ว”

“แต่ตอนนี้ยังไม่ได้แต่งนี่”

“งั้นเราแอบไปจดทะเบียนสมรสกันก่อนไปทัวร์ดีมั้ย จะได้ถือเป็นการฮันนีมูนไปในตัว”

“ไม่เอา ฉันยังไม่อยากเป็นนางนิสา ไพรวัลย์ตอนนี้”

“แล้วจะเป็นตอนไหนเล่า”

“หลังผ่านพิธีเลี้ยงฉลองแล้วนะสิ”

“งั้นกลับจากไปทัวร์ เรากลับมาแต่งงานกันเลยนะ” นิสายิ้มหวานพยักหน้าแก้มแดงเรื่อ และเพราะความขวยเขินทำให้หล่อนว่าไปเรื่อยเปื่อย

“แหม..ความจริงฉันไม่ชอบนามสกุลพี่เลย ลิเก๊ลิเก”

“ไพรวัลย์เนี่ยนะ..ลิเก พี่ว่าออกจะเพราะ สาวๆ ในหมู่บ้านตั้งหลายคน เขาอยากใช้ทั้งนั้น” นิสาหน้ามุ่ยเสียงเขียว

“นี่แสดงว่าพี่วันมีคนอื่นนอกจากฉันอีกเหรอ” วันชัยส่ายหน้าปฏิเสธลั่น

“ไม่มี พี่มีสาคนเดียว”

“ยังจะมาโกหก จับได้เห็นๆ”

“เมื่อไหร่”

“ก็เมื่อกี้พี่พูดว่าสาวๆ ในหมู่บ้านอยากใช้นามสกุลพี่”

“ก็เขาอยากใช้ แต่พี่ไม่ให้ใช้สักหน่อย อยากให้สาใช้คนเดียว” วันชัยว่าพลางอ้าแขนคิดจะกอดคู่หมั้น แต่ถูกหญิงสาวประเคนกำปั้นใส่

“พี่ต้องไปจีบคนอื่น นอกจากฉันอีกแน่ๆ ทำแบบนี้ได้ยังไง”

“โอ้ยยยย..พี่เจ็บนะ สา...มีเหตุผลบ้างสิ พี่รักสานะ ถ้ามีคนอื่นพี่จะขอหมั้นสาทำไม” ว่าพลางรวบมือขึ้นรักขึ้นมาวางบนอก นิสาตาขุ่นกล่าวเสียงไม่หายงอน

“จริงนะ”

“จ้ะ..สาบานได้ โอยยยยย.... ดูสิเนี่ยเจ็บไปทั้งตัว ผู้หญิงอะไร มือหนักชะมัด”

“ก็ใครใช้ให้พี่พูดจาไม่เข้าหูฉันล่ะ”

”ไม่พูดแล้ว พี่หิวข้าว ไม่รู้ป่านนี้พ่อกับแม่กินกันหรือยัง”

“อยากรู้ก็ลุกขึ้นสิ” หญิงสาวว่าพลางดึงมือคนรักให้ลุกขึ้นจากโซฟา ตรงเข้าครัว

“แต่ฉันว่าป่านนี้พ่อแม่ฉันคงจัดการหาให้พ่อแม่พี่ทานเรียบร้อยแล้วแหละ” สองหนุ่มสาวพากันเดินจูงมือกันออกมา บิดามารดาของทั้งคู่มองตามอย่างสุขใจเมื่อเห็นลูกๆ กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝา

******************

ในวันเดินทางบิดามารดวันชัยและนิสาตามไปส่งถึงท่าเรือ คณะทัวร์ของวันชัยมีทั้งหกคนเป็นหญิงสอง ชายสี่ ระหว่างล่องเรือไปตามแม่น้ำ นิสาและอารยาคนรักของธวัชชัยพูดคุยกันไม่หยุดอย่างถูกคอ

“ป่าสาละวินนี่อุดมสมบูรณ์จริงนะ”

“นั่นสิ..ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับทับซ้อน มีทั้งป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง สาอ่านพบในหนังสือเห็นว่าเป็นแหล่งกำเนิดไม้สักที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทยและของโลกเลยทีเดียว”

“จริงเหรอ”

“จ้ะ จากรายงานโครงการสาละวินศึกษา เขาว่าป่าผืนนี้ได้รับอิทธิพลทางด้านการกระจายชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ป่ามาจากแถบเทือกเขาหิมาลัย ลงมาตามเทือกเขาสูงที่ขนาบแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขง มาบรรจบกับเทือกเขาถนนธงชัยทางตอนเหนือของไทย”

“อยากเข้าไปในฝั่งไทยจังเลย”

“สาเคยขอพี่วันแล้ว เขาบอกขอปรึกษาเพื่อนก่อน”

“แล้วรู้หรือเปล่า ตอนนี้เขาปรึกษากันแล้วหรือยัง” นิสาส่ายหน้า

“อยากไปจัง”

“นั่นนะสิ สายังรู้มาอีกนะว่า บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินที่เป็นพรมแดนไทย-พม่า เป็นที่ตั้งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีพื้นที่รวมกันกว่าล้านไร่ นอกจากจะมีความสมบูรณ์เรื่องของไม้สักแล้ว ยังมีพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ป่าเป็นจำนวนมากด้วย” นิสารื้อฟื้นความรู้ทั้งหมดเพื่อหาแนวร่วมเข้าไปเที่ยวในบริเวณดังกล่าว

“อยากไปน่ะ ทำไงดีล่ะสา”

“เย็นนี้เราสองคนลองคุยกับหนุ่มๆ ดูดีคะ” อารยาพยักหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์ นิสายิ้มตอบมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้ข้ามไปเที่ยวยังอีกฝั่ง

หลังจากทานอาหารเย็นเรียบร้อย นิสาก็ชวนคู่หมั้นออกมาเดินแถวหน้าโรงแรม

“สามีอะไรเหรอถึงชวนพี่ออกมาคุยกันตามลำพัง หรือว่าอยากอยู่กับพี่สองต่อสอง”

“ไม่ใช่สักหน่อย สามีเรื่องอยากขอร้องต่างหาก”

“อะไร”

“สากับคุณอารยาอยากไปเที่ยวฝั่งโน้นน่ะ”

“ไม่ได้ อย่าลืมสิว่าเราไม่ได้ทำเอกสารขอไว้”

“ก็ไม่เห็นจะยากนี่ พรุ่งนี้ไปทำก็ได้ ขอเข้าไปเที่ยว มันจะยากเย็นอะไร”

“อย่าเลย แค่โปรแกรมที่เรามีอยู่ก็มากพอแล้วนะสา” นิสาหน้าหงิกเมื่อถูกคนรักขัดใจ

“แต่เราสามารถตัดโปรแกรมทัวร์บางแห่งที่ไม่น่าสนใจออกไปได้นี่”

“ถ้าเรามากันสองคนก็คงไม่มีปัญหาหรอก แต่นี่มีเพื่อนๆ มาด้วยอีกตั้งหลานคน อย่าลืมสิ”

“คุณอารยากำลังไปคุยกับคุณธวัชชัยอยู่ สาว่าคุณวัชคงยอมตามใจคนรักของเขาอยู่มั้ง”

“อ้อ...ที่ลากพี่ออกมาเพราะเหตุนี้เองเหรอเนี่ย” นิสาพยักหน้ายิ้มหวานให้คู่หมั้น วันชัยถอนหายใจยาวส่ายหน้าช้าๆ

“มิน่า..เห็นอารยาสะกิดเจ้าวัชแล้วพากันเดินหายไปทางโน้น”

“นั่นแหละ อีกเดี๋ยวคุณธวัชชัยก็คงมาคุยกับพี่และเพื่อนๆ”

“งั้นสาก็รอฟังข่าวละกัน”

“จ้ะ..แต่พี่วันต้องช่วยลุ้นอีกแรงนะ สี่เสียงต่อสองเสียง คุณอาร์มกับอโนชแพ้อยู่แล้ว” ชายหนุ่มทำหน้ายุ่งเมื่อคนรักใช้ความเป็นคนกันเองล็อบบี้กันจะๆ

“สานี่ น่าไปเล่นการเมืองจัง มีการล็อบบี้กันก่อนลงมติด้วย” นิสาหัวเราะ พลอยทำให้วันชัยหัวเราะตามไปด้วย ชายหนุ่มโอบไหล่บางคนรักพากันเดินเล่นกระทั่งค่ำจึงพาหญิงสาวไปส่งที่ห้องพัก พบ

อารยาและธวัชชัยมาถึงก่อนแล้ว

“เป็นไง..สำเร็จมั้ย” อารยาถามผู้มาใหม่

“ของกล้วยๆ มีหรือจะพลาด” นิสาตอบ สองหนุ่มหันมาสบตาแล้วถอนหายใจออกมาเกือบพร้อมกัน ทำเอาสองสาวตาเขียวใส่ อีกฝ่ายหลบวูบธวัชชัยเสไปรินน้ำให้เพื่อนผู้เข้ามาใหม่

**********************

คืนนั้นนิสาและอารยานอนดูรายการโทรทัศน์ และเมื่อถึงข่าวสั้นต้นชั่วโมงมีรายงานว่า

“กลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่พอใจรัฐบาล นัดชุมนุมใหญ่หน้าตึกบริหารในวันพรุ่งนี้...” ภายในทีวีมีภาพข่าวผู้คนจำนวนมากถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนออกไป นิสาลุกขึ้นนั่งพิงพนักเก้าอี้กล่าวสุ้มเสียงไม่พอใจ

“เอาอีกแล้ว ไม่รู้จะประท้วงกันไปทำไม”

“คงคิดจะเข้ามาปกครองประเทศเองนะสิ ดูสิไอ้พวกโพกหน้าพวกตามิดชิดไม่รู้มันจ้างมาจากว้าแดงหรือเปล่า เขาว่าพวกนี้โหดร้ายมาก นักล่าหัวคนดีๆ นี่เอง”

“สาว่าไม่น่าจะใช่ คงเป็นพวกเจ้าหน้าที่ของทางการที่ไม่ยอมรับคนที่ประชาชนเลือกเข้าไปมากกว่า คนพวกนี้คงถูกจ้างมาอีกที หรือไม่ก็อยากให้เจ้านายของตัวเข้าไปบริหารประเทศแทน”

“คิดจะปฏิวัติอีกหรือไง”

“น่าจะเป็นยังงั้น” นิสาตอบสีหน้าเคร่งเครียด

“แบบนี้ก็แย่สิ แล้วประชาชนมือเปล่าอย่างเราๆ อุตส่าห์ไปลงมติเลือกคนที่พวกเราเห็นว่าดีเข้ามาบริหารบ้านเมืองจะมีความหมายอะไร” นิสาส่ายหน้า

“ไม่รู้ป่านนี้พ่อกับแม่พี่วันจะเป็นยังไงบ้าง”

“ทำไมเหรอ”

“ก็ลุงนวมกับป้าทองแกชอบดูข่าวเรื่องการบ้านการเมืองจะตาย นี่ถ้ารู้ว่ามีพวกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่แกเลือกเข้าไปละก้อ..เป็นต้องนั่งด่าอยู่หน้าจอแน่ๆ”

“พ่อกับแม่พี่วันน่ะ..ช่างเถอะเพราะอยู่ไกล แต่วันชัยกับพี่วัชนี่สิ ไม่รู้ป่านนี้เป็นยังไงบ้าง หรือว่ามัวแต่ไปกล่อมสองคนนั่นจนเมาหัวทิ่มหลับไปด้วยกันแล้วก็ไม่รู้”

“ต้องเมาด้วยเหรอ” นิสาถามสีหน้าสงสัย อารยาพยักหน้า

“อือม์..สองพี่น้องนั่นชอบดื่ม เวลาเหล้าเข้าปาก จะคุยอะไรก็ง่ายหมด” นิสาทำหน้ายับขยับตัวลงจากเตียง

“จะไปไหนน่ะ..นิสา”

“ไปดูพี่วัน ไปด้วยกันมั้ย”

“ไม่ล่ะ สาก็อย่าไปเลย ปล่อยๆ เขาบ้างเถอะ เรามาพักผ่อน พวกเขาก็ไม่ได้ดื่มทุกวันซะหน่อย” นิ

สานิ่งอึ้ง มันก็จริงอย่างที่อารยาว่า หล่อนพ่นลมหายใจยาวทรุดตัวลงที่เดิม

“พรุ่งนี้ถ้าไม่ได้เรื่องละก้อ..น่าดู” นิสาพึมพำหน้าหงิก อารยาหัวเราะเบาๆ

“รับรอง สำเร็จ อาร์มกับอโนชน่ะ พอเหล้าเข้าปาก อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด เชื่อพี่เถอะ” คืนนั้นกว่าสองสาวจะเข้านอนก็ปาเข้าไปดึกดื่น เหตุเพราะนิสาผลุดลุกผลุดนั่งเปิดประตูออกไปดูห้องตรงข้ามซึ่งเป็นห้องของคู่หมั้นพักร่วมกับธวัชชัยบ่อยครั้ง จนทำให้อารยาพลอยนอนไม่หลับไปด้วย

วันรุ่งขึ้นนิสาตื่นขึ้นมาพบว่านาฬิกาหัวเตียงตีบอกเวลาแปดโมงเศษ หล่อนลุกพรวดเข้าห้องน้ำ ไม่นานก็กลับออกปลุกเพื่อนรุ่นพี่

“อารยาตื่นเถอะ..สายแล้ว” ร่างบางที่นอนเหยียดยาวหยีตา เมื่อมองเห็นเพื่อนร่วมห้องอยู่ในชุดเตรียมพร้อมก็ลุกขึ้นร้องถาม

“กี่โมงแล้ว..สา”

“จะเก้าโมงแล้ว” อารยาตาโตลุกขึ้นนั่ง

“ตายจริง ไม่เคยตื่นสายแบบนี้มาก่อนเลย”

“สงสัยเป็นเพราะสา เลยทำให้พี่ยานอนไม่หลับ เลยตื่นสาย”

“ช่างเถอะ สาไปปลุกสองหนุ่มห้องตรงข้ามเราด้วยนะ พี่ขอตัวอาบน้ำเดี๋ยว”

“ได้ค่ะ”

********************

นิสาออกจากห้องตรงไปเคาะประตูห้องตรงข้าม ชั่วครู่วันชัยซึ่งอยู่ในชุดเมื่อวานก็เปิดประตูให้เสร็จแล้วก็หันหลังกลับไปที่เตียงทำท่าจะล้มตัวลงนอนต่อ นิสาลมออกหูบิดเนื้อคนรักร้องลั่น

“โอ้ยยยยย.....เจ็บนะสา”

“ก็เพราะต้องการให้เจ็บนะสิ ดูสิเนี่ย..ลุกขึ้นมาแล้วยังจะกลับไปนอนต่ออีก ทำแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน”

“กี่โมงแล้วเนี่ย”

“เกือบเก้าโมง ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว เสร็จแล้วปลุกคุณธวัชชัยด้วย สิบโมงพบกันที่ห้องอาหาร”

“โอเคจ้า..ทูลหัว” นิสาค้อนขวับ ขยับตัวออกห่างเตียงนอนคู่หมั้น แต่อีกฝ่ายจับแขนหล่อนเอาไว้ หญิงสาวชะงักคิดจะแว้ดใส่ แต่วันชัยยกนิ้วขึ้นจุ้ปากแล้วชี้ไปที่ธวัชชัยซึ่งยังคงนอนหลับสนิทยู่บนเตียง นิสาจึงสงบลง วันชัยยิ้มเผล่แน่ใจว่าคู่หมั้นไม่กล้าแผงฤทธิ์เพราะเกรงใจเพื่อนร่วมห้องของเขา จึงลุกขึ้นโน้มหน้าหอมแก้มคู่หมั้นฟอดใหญ่ นิสาเบิกตากว้างเงื้อกำป้นฟาดเปรี้ยงไปที่อก วันชัยทำท่าจะร้อง แต่ นิสายกมือขึ้นปิดปากคู่หมั้นเสียทันท่วงที

“อย่าเอ็ดไป คุณธวัชชัยนอนอยู่ไม่เห็นเหรอ” ชายหนุ่มทำหน้าพิกลเมื่อถูกคู่หมั้นย้อนศร ดึงมือ

หล่อนออกแล้วยกขึ้นจุมพิตหลังมือหนักๆ นิสาหน้าแดงรีบดึงกลับ

“ก็พี่เจ็บนี่นา จะไม่ให้ร้องได้ไง”

“อยากมาแตะอั๋งฉันทำไมล่ะ..ปล่อย”

“นิดหน่อยน่า จะหวงไปถึงไหน เราหมั้นกันแล้วนะ” วันชัยทำท่าว่าจะดื้อตาใสกับหล่อน นิสาลืมตัวผลักคู่หมั้นหงายท้องผึ่งลงบนเตียง อีกฝ่ายรั้งหล่อนลงไปนอนเกยทับอยู่บนอก นิสาตกใจร้องลั่น

“ว้ายยยยยย......” เสียงของหล่อนทำให้ธวัชชัยผวาลุกขึ้นนั่ง แต่ตายังไม่ลืม วันชัยตกใจพลิกร่างออกห่างคู่หมั้น นิสาไม่ทันตั้งตัวกลิ้งตกลงจากเตียง

“ตุ๊บบบบบบ.....ว้ายยยย..”

“เกิดอะไรขึ้น” ธวัชชัยลืมตาขึ้นร้องถามพลางมองไปรอบๆ พบนิสาลุกขึ้นยืนหน้าแดงเรื่อ

“ไม่มีอะไรค่ะ สาแค่มาปลุก เห็นสายมากแล้วคุณสองคนยังไม่ออกจากห้องลงไปทานอาหาร” คนงัวเงียลากเสียงยาว หันไปมองเพื่อนที่นั่งเกาท้ายทอยอยู่บนเตียงไม่ยอมสบตา

“อ้อ..ฝากบอกอารยาให้รอผมเดี๋ยวนะ ขอเวลาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าครึ่งชั่วโมง”

“ค่ะ แล้วสิบโมงไปพบกันที่ห้องอาหารนะคะ”

“ได้จ้ะ”

นิสากลับเข้าห้องระหว่างรออารยาอาบน้ำ เปิดข่าวดูเรื่องม็อบบุกที่ทำการของรัฐบาลทั้งชูป้าย ตะโกนด่าขว้างก้อนอิฐก้อนหินเข้าไปภายในอย่างไม่สบายใจนัก จนอารยาออกจากห้องน้ำสังเกตเห็น

“สา..ถ้าดูแล้วไม่สบายใจก็อย่าดูมันเลย เปลี่ยนช่องอื่นเถอะ”

“มันก็มีข่าวเหมือนกันทั้งนั้นแหละ”

“งั้นก็ปิดเถอะ ลงไปรอหนุ่มๆ ที่ห้องอาหารดีกว่า”

*******************

เมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา อารยายิ้มหวานให้สองพี่น้องก่อนเอ่ยถาม

“คุณธวัชกับวันชัยบอกเรื่องที่พวกเราอยากข้ามไปฝั่งโน้นแล้วใช่มั้ยคะ”

“บอกแล้วครับ” อาร์มตอบ

“แล้วตกลงเห็นด้วยมั้ยคะ” นิสาถาม ตามองสองพี่น้องอย่างสนใจใคร่รู้

“ไม่เห็นด้วยได้ไงล่ะครับ เจ้าวันกับเจ้าวัชมันจะบีบคอผมสองคนตาย ถ้าไม่ยอมตามใจพวกคุณ” อโนชตอบแทนตามองผู้ถูกกล่าวถึงอย่าล้อเลียน วันชัยนึกอายปฏิเสธลั่น

“ไอ้บ้า ฉันไม่ได้ทำยังงั้นนะโว้ย”

“ยังจะปฏิเสธ แบบนี้มันน่าโนเค..ไม่ไป ซะดีมั้ยเนี่ย” ธวัชชัยเห็นท่าทางเพื่อนขึงขังก็นึกว่าพูดจริง

“เฮ้ย..อย่าทำยังงั้นนะโว้ย เดี๋ยวเป็นเรื่อง”

“ตกลงไปใช่มั้ยคะ” อายยารีบสรุป

“ครับ เราจะขยายเวลาจากเดิมเพิ่มอีกห้าวัน เพื่อไปเที่ยวฝั่งโน้น ตกลงมั้ยครับ” อโนชกล่าว ความอยากไปทำให้สองสาตอบออกมาเกือบพร้อมกัน

“ตกลงค่ะ”

วันนั้นทั้งหกพากันเที่ยวรอบๆ โรงแรม โดยไม่ได้ล่องเรือเหมือนวันก่อน บ่ายจัดจึงพากันกลับมาพักผ่อน

“พี่วัน สากับพี่อารยาเข้าห้องก่อนนะ เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ” นิสาบอกคู่หมั้น ขณะที่อาร์มและอโนชขอตัวขึ้นห้องไปก่อนแล้ว

“ได้จ้ะ..งั้นหกโมงพบกันที่ห้องอาหารนะ”

“แล้วพี่กับคุณวัชไม่กลับขึ้นห้องเหรอคะ”

“ขอหาอะไรเย็นๆ ดื่มสักหน่อย แล้วจะตามไปทีหลัง” ธวัชชัยตอบพลางตบไหล่วันชัย

“ค่ะ แล้วอย่าดื่มจนเมาล่ะ” อายรยาบอกคนรักอย่างรู้ทัน คว้ามือนิสาซึ่งยืนละล้าละลังไปที่ลิฟต์

“อย่าห่วงเลย เขาไม่ดื่มจนเมามายเหมือนเมื่อคืนหรอก” อารยาปลอบใจ

“แน่ใจเหรอคะ”

“แน่ใจสิ เพราะเย็นนี้เรามีนัดเขาทานข้าวกัน ขืนเมาหัวทิ่มให้เห็นละก้อ...เป็นเรื่อง” นิสายิ้มออก

“นั่นสินะ”

สองสาวกลับเข้าห้องได้ อารยาก็ตรงไปยังตู้เสื้อผ้าคว้าออกมาเข้าห้องน้ำ ส่วนนิสาเปิดทีวีดูรายการข่าวเหมือนเช่นเคย

“บ่ายวันนี้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ต่อต้านรัฐบาลท่านชินวรณ์รุมกระทืบชายคนหนึ่ง ซึ่งเข้าใจกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปลอมตัวมาสืบข่าว ชายคนนั้นร้องขอชีวิตและชูมือขึ้นเพื่อขอความช่วยเหลือ วินมอเตอร์ไซค์ที่เห็นเหตุการณ์จึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ไปช่วยผู้เคราะห์ร้ายออกมาได้สำเร็จ ขณะนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในสภาพเป็นตายเท่านั้น” นิสาดูข่าวนั้นอย่างเศร้าสลด ไม่คิดว่าคนในชาติเดียวกันจะทำกันได้ถึงเพียงนี้

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผู้คนที่รักสงบถึงได้ลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันเองแบบนี้” ความไม่สบายใจทำให้หล่อนอยากได้เครื่องดื่มเย็นๆ จึงเคาะประตูบอกอารยาก่อนจะลงไปที่ห้องอาหาร พบวันชัยและธวัชชัยนั่งดื่มอยู่ที่นั่น

“อ้าว..ทำไมไม่พักผ่อนล่ะสา”

“อยากหาอะไรเย็นๆ ดื่ม เลยลงมาค่ะ” วันชัยมองคู่หมั้นที่นั่งถอนหายใจยาวบ่อยครั้งก็พอจะเดาออกว่าหล่อนกำลังไม่สบายใจ

“มีเรื่องไม่สบายใจเหรอ”

“ก็นิดหน่อยค่ะ”

“เรื่องอะไรบอกได้มั้ย” นิสานั่งอึ้งไม่แน่ใจว่าควรจะบอกคนรักดีหรือไม่ ธวัชชัยคิดว่านิสาต้องการคุยกับวันชัยเป็นการส่วนตัว จึงเปิดโอกาสให้

“วัน ฉันขอตัวไปดูอารยาหน่อยนะ เห็นบ่นๆ ว่าปวดหัว”

“อือม์..ตามสบาย” ลับร่างเพื่อนสนิทวันชัยก็หันมาถามคนรัก

“สามีเรื่องไม่สบายใจอะไร พอจะบอกพี่ได้มั้ย”

“คือมีกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่พอใจรัฐบาลท่านชินวรณ์ออกมาประท้วง มีกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบรุมทำร้ายประชาชนมือเปล่า จนอาการปางตายต้องเข้าไปนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล”

“ถึงขนาดทำร้ายร่างกายกันเลยเหรอ” นิสาพยักหน้าท่าทีสยอง

“แล้วเจ้าหน้าที่จับตัวคนร้ายได้หรือเปล่า”

“ไม่ได้จ้ะ มันมากันเป็นฝูง บางคนปิดหน้าปิดตามิดชิด พอเห็นตำรวจมันก็หนีกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว”

“แย่จัง..บ้านเรากลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนกฏหมู่อยู่เหนือกฏหมายไปแล้วเหรอเนี่ย”

“สาภาวนาขออย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย”

“พี่เป็นห่วงพ่อกับแม่จัง สองคนนั่นชอบไปวุ่นวายกับม็อบป่วนเมืองอยู่ด้วย”

“คงไม่มีอะไรมั้ง”

“เห็นทีคืนนี้คงต้องโทรถามพ่อกับแม่ซะหน่อย”

“ก็ดีค่ะ”

***********************

หลังอาหารเย็นอาร์มกับอโนชชวนสองหนุ่มดื่มกันต่อ ทำให้วันชัยลืมความตั้งใจเดิมที่จะโทรศัพท์หาคนทางบ้านเสียสนิท ส่วนนิสานั่งหน้าบูดอยู่ในห้องด้วยความโมโห อารยามองอย่างทอดถอน

“สา..โกรธวันวัชเหรอ”

“ก็มันน่าโกรธมั้ยละคะ กินเหล้าอยู่นั่นแหละ ไม่รู้จะกินให้ได้อะไรขึ้นมา”

“เขากินกับเพื่อนๆ ก็ช่างเขาประไร ไม่ได้ไปกินจนเมาเละเทะที่ไหนสักหน่อย” นิสาถอนหายใจยาวเถียงไม่ออกกับเหตุผลของอีกฝ่าย อารยากล่าวเท่านั้นก็หยิบเสื้อผ้าในตู้ตรงเข้าห้องน้ำ นิสาลุกขึ้นเปิดทีวี ขณะดูนักร้องๆ เพลงอยู่ดีๆ ก็มีข่าวด่วนเข้ามา

“กลุ่มชายฉกรรจ์รุมทำร้ายชายคนหนึ่งซึ่งแบกกล่องกีตาร์เข้าไปในที่ชุมนุม เหตุเพราะพวกเขาเชื่อว่าเป็นการนำปืนยาวใส่กล่องกีต้าร์เข้าไปเพื่อทำร้ายผู้ร่วมชุมนุม และเมื่อกลุ่มคนเหล่านั้นเห็นนักข่าวกำลังจับภาพการรุมทำร้ายผู้เคราะห์ร้ายในระยะไกล แทนที่จะยุติการกระทำต่อเหยื่อ กลับกรูกันเข้ามายกผ้าใบสีน้ำเงินขึ้นปิดกั้นการถ่ายภาพของกล้อง ซึ่งในช่วงที่มีการรายงานข่าวยังไม่มีรายละเอียดว่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเป็นใคร เป็นตายร้ายดีอย่างไร หลังจากนั้นได้มีชาวบ้านไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจซึ่งขับมอเตอร์ไซค์ผ่านมา จึงตรงเข้าห้ามปรามชายฉฏรรจ์กลุ่มนั้น แต่กลับถูกพวกเขารุมทำร้ายด้วยท่อนไม้ ท่อนเหล็ก และก่อนหน้านั้นพวกเขาได้ใช้ผ้าดำคลุมกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ชุมนุม ยกเว้นกล้องวงจรปิดตัวนี้ซึ่งพวกเขาไม่เห็น จึงทำให้บันทึกภาพที่เกิดขึ้นได้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนายได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว” นิสาปิดทีวีก้าวออกจากห้องด้วยความรู้สึกสับสนไม่เข้าใจว่าทำไมคนกลุ่มนั้นถึงร้ายกาจรุมทำร้ายเพื่อนร่วมชาติและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยไม่เกรงกลัวกฏหมายเช่นนี้

หล่อนเดินใจลอยกระทั่งมาถึงหน้าโรงแรม วันชัยเห็นคนรักไวๆ จึงตามออกมา

“สา..สา จะไปไหน”

“ไปเดินเล่น”

“คนเดียวเหรอ”

“แล้วพี่เห็นกี่คนล่ะ”

“ไม่เอาน่าสา อย่าตีรวนพี่สิ กลับขึ้นไปข้างบนเถอะ ค่ำมืดแบบนี้มันอันตราย”

“พี่จะไปไหนก็ไปเถอะ ไม่ต้องมาห่วงฉันหรอก”

“ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ สาเป็นคู่หมั้นพี่นะ ไม่ห่วงเธอแล้วจะให้พี่ไปห่วงใครที่ไหน”

“ก็บรรดาเพื่อนๆ พี่ไง” คำตัดพ้อของหล่อนทำให้วันชัยรู้ว่านิสาคิดอะไรอยู่

“โธ่..สาเพื่อนกับคนรักเหมือนกันซะที่ไหน สาอย่างอนไปเลยนะ เพื่อนกลุ่มนี้พี่คบกันมานาน พวกเขาสนุนสนามเป็นกันเอง ไม่มีพิษมีภัย เวลาทำงานก็ทำไม่ได้หยุดได้หย่อน แต่พอมีเวลาพักผ่อน พวกเขาก็อยากสนุกเต็มที่”

“สนุกด้วยการดื่มนะเหรอ”

“ผู้ชายก็มีอยู่แค่นี้แหละ จับกลุ่มได้ก็ดื่ม ทุกเทศกาลงานปีนั่นแหละ แถวบ้านเราก็เหมือนกัน สาก็เห็นนี่” คำกล่าวของคู่หมั้นทำให้นิสาอึ้ง บิดาหล่อนและลุงนวมก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” วันชัยกลืนน้ำลายพึมพำออกมาเบาๆ

“นี่ขนาดไมได้ว่านะ” ถึงแม้จะเบาแต่ร่างบางที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินถนัด หล่อนชะงักฝีเท้าหันมาถามสีหน้าเอาเรื่อง

“พี่ว่าอะไรฉัน”

“ปะ..เปล่าจ้ะ ไม่ว่าเลย เอ้อ..แล้วนี่สาจะไปไหน เดินมาไกลมากแล้วนะ” นิสาส่ายหน้า

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน พอไม่สบายใจเลยออกมาเดินเล่น”

“ไม่สบายใจเรื่องอะไร หรือว่าเพราะพี่”

“ไม่ใช่หรอกจ้ะ ฉันได้ดูข่าวเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชายคนหนึ่งถูกกลุ่มผู้ชุมนุมรุมทำร้ายแล้วสลดใจไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบ้านเมืองจะกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน กฏหมู่อยู่เหนือกฏหมายไปแล้วจริงๆ”

“เอาอีกแล้วเหรอ”

“จ้ะ ขนาดตำรวจเข้าไปห้ามปรามกลุ่มชายฉกรรจ์พวกนั้นยังไม่เว้น โหดร้ายป่าเถื่อนสิ้นดีเลย”

“พวกเขาคงมีเหตุผลของเขา”

“ถึงจะมีก็ไม่น่าลงมือทำร้ายเพื่อนร่วมชาติซ้ำยังมือเปล่าด้วยนะพี่” วันชัยอึ้ง พูดไม่ออกเพราะไม่รู้ที่มาที่ไปของกลุ่มคนเหล่านั้น เขารู้แต่เพียงว่ามีกลุ่มคนไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลท่านชินวรณ์และรวมตัวกันออกมาขับไล่ แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำร้ายผู้บริสุทธิ์

“เออ..จริงสิ พี่โทรหาลุงกับป้าหรือยัง” นิสาถามเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

“ยังจ้ะ ทานข้าวเสร็จว่าจะขึ้นไปโทรแต่พอดีธวัชชัยชวนลองมาดื่มต่อ”

“งั้นพรุ่งนี้ลองโทรหาลุงกับป้าดูนะ ฉันว่าจะโทรหาพ่อกับแม่เหมือนกัน” ชายหนุ่มพยักหน้า

“งั้น ฉันขึ้นไปพักผ่อนก่อนล่ะ พี่ก็อย่าดื่มจนเมามายเหมือนเมื่อคืนอีกล่ะ”

“จ้า..” วันชัยรับปากยื่นหน้าไปหอมแก้มคู่หมั้น นิสาทำหน้าย่นถอยออกห่าง

“ยี้..เหม็นกลิ่นเหล้าหึ่งเชียว” ว่าจะไม่โกรธแต่พอได้กลิ่นหล่อนหันหลังจ้ำอ้าวกลับเข้าโรงแรม วันชัยโคลงหัวไปมาเดินตามไปห่างๆ เพราะหากเข้าใกล้ไปมากกว่านี้ เชื่อแน่ว่าต้องได้ยินเสียงบ่นของคู่หมั้นเข้าหูอีกเป็นแน่

**********************

“ไปไหนมาเหรอสา” อารยาถาม เมื่อเพื่อนรุ่นน้องเปิดประตูเข้าไปในห้อง

“ออกไปเดินเล่นค่ะ”

“ไปถึงไหนเหรอ หายไปตั้งนาน”

“หน้าโรงแรมนี่แหละ พอดีเจอพี่วันเลยคุยกันนานไปหน่อย”

“งั้นเหรอ” อารยาตรงไปที่ทีวีหมายจะเปิดดูรายการที่ชอบ นิสาเห็นดังนั้นก็ขัดขึ้น

“อย่าเปิดเลย มีแต่รายการน่าเบื่อทั้งนั้น”

“มีอะไรเหรอ”

“ข่าวกลุ่มผู้ชำนุมรุมทำร้ายคนมือเปล่า พอผู้หวังดีเรียกตำรวจสายตรวจให้มาห้ามปราม คนพวกนั้นกลับรุมทำร้ายตำรวจบาดเจ็บต้องเข้าโรงพยาบาล ตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”

“โหดเหี้ยมป่าเถื่อนถึงขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ข่าวมันออกมาอย่างนั้น”

“แย่จัง ทำเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ใช้กฏหมู่อยู่เหนือกฏหมายยังงั้นแหละ แล้วนี่รัฐบาลท่านชินวรณ์ไม่ทำอะไรเลยเหรอ” นิสาส่ายหน้า

“แบบนี้เราต้องดูข่าวสิ จะได้รู้ไงว่าท่านจะทำอะไรต่อไป”

“สาว่าท่านชินวรณ์คงไม่กล้าสั่งเจ้าหน้าที่ทำร้ายประชาชนหรอก ท่านรักและเป็นห่วงคนของท่านออกอย่างนั้น”

“ก็จริงของเธอ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะแคร์ความรู้สึกประชาชน ผิดกับพวกที่ถูกฝึกมาให้ใช้กำลังห้ำหั่นคนอื่น สั่งให้ฆ่าได้แม้กระทั่งเพื่อนร่วมชาติ” อารยากล่าวสีหน้าเคร่งเครียดบอกชัดว่าเกลียดชัง

คนในคราบสัตว์ป่า

“แต่สาคิดว่าคนพวกนั้นกำลังถูกใช้ให้ฆ่าฟันคนในชาติ เพื่ออำนาจของคนบางกลุ่มที่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ” อารยาถอนหายใจยาว นิสาตรงไปเปิดตู้คว้าเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำ ไม่นานก็กลับออกมาล้มตัวลงนอน

รุ่งเช้านิสาตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงดังจากโทรศัพท์แว่วเข้าหู หล่อนลุกขึ้นนั่งเห็นภาพข่าวผู้คนชุลมุนวุ่นวายก็ร้องบอก

“ปิดเถอะ” นิสาบอกเพื่อนร่วมห้อง

“แต่พี่กำลังดูข่าวอยู่นะสา เขาว่าวันนี้มีการประชุมผู้บริหาร แล้วพวกกลุ่มผู้ชุมนุมยกพลไปล้อมไม่ให้รัฐบาลท่านชินวรณ์เข้าไปประชุมผ่านร่างงบประมาณ”

“ดูไปก็เท่านั้นแหละมีแต่เรื่องคนในชาติทำร้ายกันเอง”

“แต่ถ้าไม่ดูเราจะรู้เหรอว่าบ้านเมืองไปถึงไหนกันแล้ว” นิสาอึ้ง อารยาไม่สนใจจะคุยต่อ ดวงตาสองคู่จับจ้องไปยังภาพเคลื่อนไหวในทีวี เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมจนมีได้รับบาดเจ็บหลังจากรัฐบาลหนีกระเจิดกระเจิงออกหลังสำนักงานไปก่อนหน้า

“ตายแล้วแก๊สน้ำตาประเทศไหนเนี่ย ทำไมประสิทธิภาพรุนแรงแบบนี้”

“นั่นสิ มีคนแขนขาขาดด้วย แล้วยังมีคนตายอีก”

“พี่เคยได้ยินแต่ว่าแก๊สน้ำตาทำให้คนเคืองตาจนมองไม่เห็น น้ำตาไหลไปสักพักอะไรทำนองนั้น แต่ที่ทำให้แขนขาขาด คนตาย พี่ไม่เคยได้ยิน”

“ถ้ามีจริง มันต้องยกเลิกการนำเข้า แล้วฟ้องร้องทั้งบริษัทและประเทศที่จำหน่ายสินค้าด้วย มันถึงจะถูก” นิสาสนับสนุน ขณะสองสาวสนทนากันอยู่นั้น เสียงรายงานข่าวด่วนจากโทรทัศน์ก็ดังขึ้น

“ปฏิบัติการเป่านกหวีดของแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมทำให้เกิดสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นหลายจุด ทั้งในเขตเมืองและต่างจังหวัด จนเกิดความวุ่นวาย ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมีไม่เพียงพอ รัฐบาลภายใต้การนำของท่านชินวรณ์จึงจำต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตเมืองและบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง”

“นิสา อารยา ไม่ลงไปทานข้างเหรอ” เสียงเคาะประตูและเสียงเรียกที่ดังอยู่หน้าห้องทำให้นิสาลุกขึ้นปิดทีวีตรงไปเปิดประตู พบคู่หมั้นอยู่ในชุดเตรียมพร้อมยืนยิ้มเผล่ นิสาชะโงกหน้ามองไปทางด้านหลังไม่เห็นธวัชชัยจึงเอ่ยถาม

“คุณธวัชชัยล่ะ”

“กำลังแต่งตัว เราลงไปห้องอาหารก่อนมั้ย”

“ก็ได้จ้ะ พี่อารยาจะลงไปที่พร้อมกันมั้ย” หล่อนตอบคนรักก่อนหันกลับไปถามเพื่อนร่วมห้อง

“ไปก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ตามไปที่หลัง”

“รอธวัชเหรอ” วันชัยถามอย่างรู้ทัน อีกฝ่ายพยักหน้า สองหนุ่มสาวจึงตรงไปที่ลิฟต์กดลงไปที่ชั้น

ล่างด้วยกันตามลำพัง

“สองคนนี่เขาคบหากันมานานหรือยัง” ระหว่างทางนิสาถามคู่หมั้น

“ก็ตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัย”

“มิน่า..เขาสองคนดูเข้าอกเข้าใจกันดีจัง”

“คู่เราก็เหมือนกันนั่นแหละ” นิสายิ้ม

“ต่อไปสาจะพยายามเข้าใจพี่วันในเวลาที่พี่อยู่กับเพื่อนๆ ให้มากกว่านี้”

“ถ้าฝืนตัวเองนักก็ไม่จำเป็นหรอกนะ สาเป็นตัวของตัวเองน่ะ ดีที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องเพื่อนๆ หลังจากกลับบ้านก็จะห่างไปเอง และเมื่อเราแต่งงานกันแล้วพี่จะให้เวลาครอบครัวทั้งหมด” วันชัยจับมือข้างที่แหวนเพชรเม็ดงามของคู่หมั้นมาเกากุม ดวงตาคมจ้องมองหน้านวลของหล่อนเหมือนดั่งจะสัญญาว่ามันจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ

“ฉันก็หวังให้เป็นอย่างนั้น” หล่อนตอบพลางกระชับมือเขาแน่นขึ้น และเมื่อประตูลิฟต์เปิดทั้งคู่พากันตรงไปยังห้องอาหารพบอาร์มและอโนชสองพี่น้องนั่งทานกันอยู่ก่อนแล้ว

************************

วันนั้นทั้งหกพากันเที่ยวจนเหนื่อยอ่อนกลับมาก็พอดีเวลาอาหารเย็นหลังจากนั้นต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน นิสาแทบกระโจนลงที่นอนหลับไปในนาทีนั้นโดยไม่ได้อาบน้ำ แต่แล้วก็สะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงเรียกของอารยา

“สา..สา ตื่นเร็ว ลุกขึ้นมาดูอะไรนี่” นิสางัวเงียลุกขึ้นมาร้องถาม

“อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ”

“เสร็จนานแล้ว สา ดูสิ” นิสาปรือตาขึ้นมองหน้าจอทีวีเห็นผู้นำทหารนั่งเรียงกันสลอน ชั่วครู่เสียงที่หล่อนและอีกหลายๆ คนไม่อยากได้ยินก็ดังขึ้น

“แถลงการณ์จากคณะปฏวัติ เนื่องด้วยการบริหารราชการโดยรัฐบาลปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มว่านับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เหตุเพราะประชาชนส่วนใหญ่เคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวางของรัฐบาล ซึ่งเข้าไปก้าวก่ายการบริหารทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซ้ำองค์กรอิสระยังถูกนักการ เมืองครอบงำจนไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซ้ำยังหมิ่นเหม่ต่อการก้าวล่วงท่านผู้นำแห่งประเทศ ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูนสุงสุดของปวงชนอยู่บ่อยครั้ง คณะปฏิวัติซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ จึงมีความจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครอง นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”
นิสาตาสว่างสบตาอารยาซึ่งมองหล่อนอยู่ก่อนแล้ว

“สา ผู้นำทหารยึดอำนาจแล้วจะเกิดอะไรขึ้น”

“พวกเขาก็จะหาคนที่คิดว่าดีและเหมาะสมมาปกครองพวกเราไง”

“แล้วประชาชนล่ะ”

“ก็อยู่ภายใต้การปกครองของคนที่เขาเลือกนะสิ” อารยาส่ายหน้าเดินออกจากห้องตรงไปเคาะประตูห้องตรงข้าม นิสาลงจากเตียงตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าคว้าขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ใจนึกเป็นห่วงบิดามารดาของตัวเองและคนรัก ซึ่งบ้านอยู่ไม่ไกลจากสำนักงานบริหารราชการแผ่นดินเท่าใดนัก

*******************

เมื่อกลับออกมาพบวันชัยนั่งอยู่บนเตียงนอน

“พี่วันรู้ข่าวเรื่องมีการยึดอำนาจจากท่านชินวรณ์แล้วใช่มั้ย”

“รู้แล้ว พวกทหารยึดอำนาจขณะที่ท่านเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศ พี่เป็นห่วงพ่อกับแม่จัง”

“ไม่เกี่ยวกันนี่พี่”

“แต่พี่ก็ยังห่วงอยู่ดี เรากลับบ้านกันเถอะนะ” วันชัยเอ่ยชวน นิสาส่ายหน้าทันควัน

“ไม่นะ ถึงเรากลับไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก อีกอย่างพ่อกับแม่เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่กระทบกระเทือนอะไรหรอก เชื่อฉันสิ”

“แต่พ่อกับแม่พี่สนใจเรื่องการบ้านการเมืองมาก พี่กลัวว่าท่านจะออกไปประท้วงพวกที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลของประชาชนนะสิ”

“ท่านไม่ทำหรอก เชื่อสาสิ พี่เห็นมั้ยล่ะพอพวกทหารยึดอำนาจปุ๊บ พวกผู้ชุมนุมก็สลายตัวปั๊บ เหตุการณ์ก็กลับมาสงบเหมือนเดิมแล้ว”

“พี่ไม่เชื่อหรอกว่าจะสงบ พวกชาวบ้านที่ไม่พอใจการยึดอำนาจครั้งนี้ต้องออกมาต่อต้านตามวิธีทางของชาวบ้านมือเปล่าไม่ช้าก็เร็ว” นิสาส่ายหน้า ยังไม่อยากกลับตอนนี้เนื่องจากยังอยากไปเที่ยวในฝั่งไทย

“เป็นไปไม่ได้หรอกพี่ ประชาชนมือเปล่าจะออกไปต่อสู่กับผู้ที่มีกำลังอาวุธครบมือได้ยังไง เชื่อฉันเถอะ กลับไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าพี่ห่วงลุงกับป้ามากก็โทรถามข่าวคราวก็ได้นี่” ท่าทีคู่หมั้นทำให้เขาใจอ่อน คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาบิดามารดา

“แม่เหรอ ฉันเองนะ ทางโน้นเป็นไงบ้าง”

“แม่นะยังอยู่ดี ส่วนพ่อแกเมื่อคืนนอนไม่หลับ เช้านี้ก็ขับรถออกไปรับจ้างตามปกติ”

“พ่อปกติจริงเหรอแม่”

“จะว่าปกติก็ไม่เชิง เมื่อเช้าแกเอารถออกจากบ้าน ไม่ยอมพูดกับแม่สักคำ ข้าวปลาก็ไม่กิน สงสัย

จะเครียด ส่วนแม่คิดว่าหลังทำงานบ้านเสร็จจะออกไปดูพวกกำลังเจ้าหน้าที่มันขนอาวุธ มีทั้งเอ็ม 16 รถถังออกมาจ่อเตรียมพร้อมทำร้ายประชาชนมือเปล่าสักหน่อย”

“ฉันว่าแม่อยู่บ้านเถอะ ออกไปก็ไม่มีประโยชน์ ดีไม่ดีถูกทำร้ายเอาด้วย”

“ก็ลองทำร้ายแม่สิ จะด่าสิบวันไม่ซ้ำให้ดู”

“อย่าทำอย่างนั้นนะแม่ พวกนั้นถูกฝึกมาให้ต่อสู้ รบและฆ่า ดีไม่ดีเขาอาจเห็นเราไม่ใช่คนอย่างพวกเขา มันจะส่องแม่เอา” นางทองหัวเสีย แต่พยายามสะกดอารมณ์เอาไว้เพราะไม่อยากให้บุตรชายคุยนาน

“เออๆ แม่จะอยู่บ้าน แค่นี้นะกำลังซักผ้าอยู่” นางกล่าวเท่านั้นก็วางสาย วันชัยโล่งอกคิดว่ามารดาจะทำตามคำพูดที่ให้ไว้

“ป้าทองว่ายังไงบ้าง” นิสาถาม

“ตอนแรกแกจะออกไปดูนะสิ แต่พอพี่ห้ามแกก็ยอมเชื่อ”

“แล้วลุงนวมล่ะ”

“ออกไปขับรถรับจ้างตามปกติ”

“บอกแล้วไงว่าไม่มีปัญหา พี่กังวลไปเอง กลับเข้าห้องไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะ ทานข้าวเสร็จจะได้ไปทัวร์กันต่อ เที่ยวฝั่งนี้อีกสองวันจะได้เข้าฝั่งไทย”

“จ้ะ..” วันชัยรับปากลุกขึ้นออกจากห้องคนรัก ไม่นานอารยาก็กลับเข้ามา อาบน้ำแต่งตัวแล้วพากันไปยังห้องอาหาร

***************************

รุ่งเช้าขณะที่อารยากำลังแต่งตัวโดยเปิดทีวีทิ้วไว้ ส่วนนิสาอยู่ในห้องน้ำ หูแว่วได้ยินรายงานข่าวว่า

หลังการปฎิวัติไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ได้มีรถกระบะรับจ้างคันหนึ่ง คนขับเป็นชายวัยร่วมหกสิบ ชื่อนายนวม ไพรวัลย์ ขับรถกระบะ ยี่ห้อ.....ทะเบียน... พุ่งเข้าชนรถถังของเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้คนขับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว ทราบภายหลังว่าซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก”
นิสาฟังเพียงผ่านๆ โดยไม่สนใจว่าชายผู้นั้นเป็นใคร

และเมื่อนิสาออกจากห้องน้ำ อารยาก็เล่าให้ฟัง

“เมื่อกี้มีข่าวว่าชาวบ้านขับรถกระบะพุ่งชนรถถังของทหารบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว”

“ขับกระบะชนรถถังเนี่ยนะ บ้าจริงๆ แกจะฆ่าตัวตายหรือไง”

“นั่นนะสิ สงสัยพวกจิตไม่ปกติ ถึงกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้”

“เป็นใคร ชื่ออะไรรู้มั้ย”

“พี่ก็ฟังไม่ถนัด ไม่ได้สนใจด้วย” อารยาตอบก่อนตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง

วันนั้นทั้งวัน ทั้งหกออกไปเที่ยวตามปกติโดยไม่สนใจติดตามข่าวคราว เหตุเพราะนิสากลัวว่า

คู่หมั้นจะพากลับขณะที่ยังไม่ได้ข้ามไปเที่ยวยังฝั่งไทย และเมื่อมีโอกาสเดินดูของด้วยกันตามลำพังนิสาก็เอ่ยถามวันชัย

“พี่วัน เมื่อคืนดื่มกันดึกหรือเปล่า” วันชัยไม่กล้าโกหกจึงตอบไปตามตรง

“เกือบตีหนึ่งจ้ะ”

“มิน่า ขนาดมาเที่ยวกับสายังออกอาการง่วงหงาวหาวนอนอีก มันน่านัก”

“โธ่..นานทีปีหนน่าทูลหัว”

“ก็เพราะนานทีปีหนนะสิ ถึงได้ยอม ตั้งแต่มานี่พี่กับเพื่อนๆ ดื่มไม่เว้นสักคืน นี่ถ้ากลับไปยังเป็นแบบนี้อีกละก้อ ไม่ต้องต่งต้องแต่งมันแล้ว” วันชัยคว้าข้อมือคนรักมาเกาะกุมกล่าวเสียงอ่อน

“ไม่แน่นอนจ้ะ สาบานได้ ถ้าพี่ดื่มเมาเละเทะละก้อ.. ให้ฟ้าผ่าไอ้ด่างที่บ้านตายก็ได้อ้าว”

“แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับไอ้ด่างด้วยลั่ ถ้าพี่ผิดคำสาบาน ก็ต้องให้ฟ้าผ่าพี่สิ ให้ผ่าหมาทำไม”

“อ้าว..ก็ถ้าฟ้าผ่าพี่ตาย แล้วใครจะดูแลสาล่ะ” หล่อนค้อนขวับกล่าวเสียงไม่จริงจังนัก

“นี่แสดงว่ากลับไปถ้าเพื่อนมาหาที่บ้านก็จะดื่มอีกใช่มั้ย”

“จ๊ะ..” ไม่ทันจบประโยคหล่อนเงื้อกำหมัดเตรียมประเคนใส่ วันชัยเผ่นพรวดออกไปยืนห่างๆ

“แต่เพื่อนพี่นานทีปีหนจะแวะไปหาสักครั้งสองครั้งเท่านั้นเอง”

“งั้นก็ยังพอไหว ถ้ามาเยี่ยมแล้วพากันดื่มหนักละก้อ ฉันไม่ยอมจริงๆ ด้วย” วันชัยยิ้มรับ

“เออ..เห็นคุณธวัชบอกว่า เมื่อคืนพี่ลืมโทรศัพท์ไว้ในร้านเครื่องดื่ม โชคดีที่พนักงานเก็บไว้ให้ใช่หรือเปล่า”

“จ้ะ” ชายหนุ่มยอมรับเสียงอ่อย

“งั้นเอานี่เลย ฉันเก็บให้เอง”

“อ้าว..แล้วพี่จะเอาที่ไหนใช้ล่ะ”

“ก็เครื่องนี้แหละ แต่อยากใช้เมื่อไหร่ หรือมีใครโทรหาก็มาเอาไปละกัน”

“ก็ได้จ้ะ” ชายหนุ่มรับคำพลางส่งโทรศัพท์มือถือให้คนรัก

*********************

หลังทานอาหารกลางวันเสร็จ บรรดาหนุ่มๆ และอารยานั่งคุยอยู่ในร้าน ส่วนนิสาขอตัวออกไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

หล่อนเข้าไปในร้านขายหนังสือ หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน เห็นมีภาพข่าวทหารนายหนึ่ง ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า

“ผู้ที่ขับรถกระบะชนรถถังได้รับค่าจ้างจำนวนมหาศาลจกรัฐบาลเดิม เพื่อแลกกลับการเข้าไปนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน” จากนั้นก็มีคำถามตามมาจากผู้สัมภาษณ์ว่า

“ทำไมถึงถึงคิดแบบนั้นค่ะ คือก่อนหน้านี้มีนักข่าวหลายสำนักได้สัมภาษณ์นายนวม ไพรวัลย์แกบอกว่าทำเองโดยไม่มีใครจ้างวาน ที่ทำไปเพราะรับไม่ได้กับการที่พวกท่านปฏิวัติรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน”

“ลุงนวม พ่อพี่วันนี่” หล่อนพึมพำตามองภาพบิดาคู่หมั้นซึ่งนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยภายในโรงพยาบาล ข้างกายมีป้าทองและบิดามารดาของหล่อนอยู่ที่นั่นด้วย นิสาใจเต้นระทึกก้มลงกวาดสายตาไปตามข้อความในหนังสือ

“แต่สายข่าวของผมรายงานว่าเขาได้รับค่าจ้างจำนวนเงินมากโขจากรัฐบาลท่านชินวรณ์ คุณเชื่อผมสิ มีใครมีอุดมการณ์ประชาธิปไตยถึงขนาดยอมพลีชีพได้หรอก" นิสาอ่านได้เพียงเท่านั้นก็เหลือบไปเห็นคู่หมั้นเดินเข้ามาในร้าน

ความกลัวว่าหากคนรักรู้เรื่องนี้จะรีบแจ้นกลับบ้านไปดูอาการบิดาซึ่งหล่อนเห็นจากภาพข่าว แน่ใจว่าท่านปลอดภัยแล้ว และถึงวันชัยไปก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น จึงรีบวางหนังสือแล้วเดินเข้าไปหาคู่หมั้น

“พี่วัน มาตามฉันเหรอจ้ะ”

“จ้ะ..พวกเรากำลังจะไปต่อแล้ว สาเลือกของได้หรือยัง”

“ฉันไม่คิดจะซื้ออะไรหรอก มาเดินเล่นเฉยๆ” หล่อนตอบพลางคว้าแขนคู่หมั้นออกจากร้านหนังสือ

*************************

สองหนุ่มสาวพากันกลับไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนฝูงภายในร้านอาหารวันชัยและอโนชาขอตัวเข้าห้องน้ำ คล้อยหลังสองหนุ่มโทรศัพท์ของวันชัยก็ดังขึ้น นิสามองดูเบอร์ที่โชว์อยู่หน้าจอแน่ใจว่าเป็นมารดาคู่หมั้นจึงขอตัวลุกขึ้นออกไปรับสาย

“สวัสดีค่ะ”

“หนูสาเหรอลูก วันชัยอยู่แถวนั้นหรือเปล่า”

“ออกไปซื้อของค่ะ คุณป้ามีอะไรเหรอคะ พี่วันกลับมาสาจะบอกเขาให้”

“ฝากบอกด้วยว่าตานวมประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล”

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าจ้ะป้า”

“ก็ไม่เท่าไหร่ อีกไม่กี่วันก็ออกจากโรงพยาบาลได้”

“เอ้อ..แล้วป้าจะให้พี่วันกลับบ้านใช่มั้ยจ้ะ” ต้นทางอึ้งไปอึดใจก็ตอบกลับมา

“ป้าแค่โทรมาบอกเฉยๆ กลัวรู้ข่าวทางนี้แล้วจะตกใจ”

“ข่าวอะไรจ้ะป้า” นิสาแกล้งถามทั้งที่รู้อยู่เต็มอก มารดาชายหนุ่มคิดว่าหล่อนและบุตรชายไม่ได้ติดตามข่าวเพราะมัวแต่เที่ยวกันเพลินจึงเล่าให้ฟังอย่างละเอียด

“ตอนแรกป้าคิดว่าตานวมไม่ได้สนใจอะไร แต่พอแกขับรถไปชนรถถังป้าถึงได้รู้ว่าคิดผิด แล้วนี่ยังมีคนออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่าที่แกทำไปทั้งหมดเพราะรับค่าจ้างมาจากคนของท่านชินวรณ์อีก แกเลย

โกรธใหญ่”

“แย่จัง..ยังไงป้าก็อย่าปล่อยให้ลุงอยู่คนเดียวนะจ้ะ สากลัวลุงแกจะเครียด”

“ป้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ตอนนี้พ่อกับแม่หนูก็อยู่กับตานวมที่โรงพยาบาล ส่วนป้ากลับบ้านมา

เตรียมข้าวของไปเฝ้าแก”

“งั้นถ้ามีอะไรป้าโทรหาสาได้ตลอดเลยนะจ้ะ โดยเฉพาะตอนกลางคืน คือพี่วันเขาคอยจะออกไปดื่มกับเพื่อนๆ กลับเข้าห้องพักดึกดื่น สากลัวเขาจะทำโทรศัพท์หายเลยเก็บไว้ให้”

“เออ..ดีแล้วลูก ป้าโทรมาจะบอกแค่นี้แหละ ยังไงหนูบอกเจ้าวันด้วยละกันว่าอีกไม่กี่วันพ่อก็จะออกโรงพยาบาลแล้ว ไม่ต้องห่วง”

“จ้ะป้า” นิสาว่างสายด้วยความรู้สึกโล่งอก

และเมื่อหญิงสาวกลับมาไปที่โต๊ะพบว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า วันชัยเอ่ยถาม

“ใครโทรมา”

“ป้าทองจ้ะ แกโทรมาถามสารทุกข์สุขดิบทั่วๆ ไป” หล่อนตอบโดยไม่ยอมสบตาคนรัก

“คงโทรมาทวงของฝากละสิ” นิสาได้แต่ยิ้มไม่ยอมตอบ

หลังทานอาหารเย็นวั้น นิสาสองจิตสองใจจะบอกคู่หมั้นดีหรือไม่ สุดท้ายสามัญสำนึกที่ดีทำให้หล่อนตัดสินใจชวนเขาออกไปคุยกันตามลำพัง

“จะบ่นเรื่องที่พี่ดื่มเหล้ากับเพื่อนอีกละสิ”

“เปล่าจ้ะ แต่ฉันมีเรื่องจะบอก”

“อะไรเหรอ”

“คือ..เมื่อกลางวันแม่พี่โทรมา..” นิสาพูดไม่ทันจบ วันชัยก็แทรกขึ้น

“รู้แล้ว ท่านทวงของฝากละสิ แม่บอกหรือเปล่าว่าอยากได้อะไร”

“เปล่าจ้ะ”

“อ้าว..แกไม่บอกแล้วจะรู้เหรอ”

“คือ..ท่านไม่ได้โทรมาเรื่องของฝาก”

“งั้นเรื่องอะไร”

พ่อพี่ขับรถชนรถถังตอนนี้ ตอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาล” วันชัยเบิกตากว้างเสียงหลง

“เมื่อไหร่”

“เอ่อ..ไม่แน่ใจ แต่แม่พี่โทรมาบอกเมื่อตอนกลางวัน” หล่อนตอบคู่หมั้นโดยไม่ยอมสบตา วันชัยมองนิสาสายตาตัดพ้อ

“แล้วทำไมเพิ่งมาบอกพี่”

“ก็ป้าทองบอกว่าลุงนวมไม่ได้เป็นอะไรมาก อีกไม่กี่วันก็กลับบ้านได้แล้ว และตอนนี้พ่อกับแม่ ฉันก็ดูแลอยู่ ฉันถามว่าจะให้พี่กลับไปหรือเปล่า แกก็บอกว่าไม่ต้องเพราะกลับมาก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้”

“แล้วเพราะอะไรพ่อถึงต้องขับรถไปชนรถถังด้วยล่ะ” นิสานิ่งไปอึดใจก็เล่าให้วันชัยฟัง ชายหนุ่มฟังอย่างสงบกระทั่งหล่อนเงียบเสียง เขาก็พูดขึ้น

“พรุ่งนี้พี่จะกลับบ้าน”

“แล้วแต่พี่เถอะ” หล่อนกล่าวเสียงเศร้าสร้อยนึกเสียใจที่ไม่ได้ไปทัวร์ต่อตามที่หวัง

“พี่ขอโทษนะที่ไม่ได้พาสาข้ามไปเที่ยวฝั่งโน้น”

“ไม่เป็นไรจ้ะ วันหน้าเรามากันใหม่ก็ได้นี่”

“ขอบใจนะที่เข้าใจพี่”

“ฉันควรจะบอกพี่ก่อนหน้านี้ ขอโทษนะจ้ะ”

“ไม่เป็นไร สาเองก็เพิ่งรู้ไม่ใช่เหรอ” หล่อนยิ้มจืดชืดให้คนรัก วันชัยเอื้อมไปจับมือคู่หมั้นพากันเข้าไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เพื่อบอกถึงการตัดสินใจกลับก่อนกำหนดของเขาและนิสา

***********************

สายวันรุ่งขึ้นวันชัยพาคู่หมั้นออกจากโรงแรมเพื่อต่อรถประจำทางไปยังสถานีขนส่ง ขณะพากันเดินข้ามถนนนิสาถูกมอเตอร์ไซค์กระชากกระเป๋า วันชัยพยายามแย่งกลับมา จึงถูกคนซ้อนท้ายยิงเข้าที่ไหล่กระสุนฝังใน แทนที่จะได้กลับบ้าน สองหนุ่มสาวจึงต้องพากันเข้าโรงพยาบาลแทน

“สา..อย่าบอกพ่อกับแม่นะ พี่ไม่อยากให้ท่านเป็นห่วง” เขาบอกหล่อนก่อนถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัด

“จ้ะ..พี่อย่าห่วงไปเลย”

ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลนิสาอยู่ดูแลคนรักตลอด และบ่อยครั้งที่ทั้งคู่โทรศัพท์กลับไปหาทางบ้าน แต่น้อยครั้งที่ชายหนุ่มจะได้คุยกับบิดา

“แปลกนะ พ่อไม่ค่อยรับโทรศัพท์พี่เลย” วันชัยบ่นกับคนรัก

“ฉันว่า แกไม่รู้จะคุยอะไรมากกว่า”

“พี่คิดว่าไม่ใช่ เมื่อสองวันก่อนพี่โทรหาพ่อ แกบ่นให้พี่ฟังเรื่องที่นายทหารออกมาให้สัมภาษณ์ว่าแกรับจ้างรัฐบาลเดิมขับรถไปชนรถถัง แกน้อยใจหาว่าเขาปรามาส ว่าไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”

“คนแก่ก็แบบนี้แหละ แต่มีป้าทองกับพ่อแม่ฉันอยู่ด้วย พี่ไม่ต้องห่วงหรอก”

“ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ”

วันชัยนอนรักษาตัวอยู่หลายวัน และวันสุดท้ายซึ่งเป็นวันที่เขาได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล ขณะนิสากำลังเก็บข้าวของ ชายหนุ่มก็ได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากมารดา

“ชัย นี่แม่นะ พ่อเสียชีวิตแล้ว” เสียงต้นทางสั่นเครือ แต่ปลายทางได้ยินถนัดแต่ไม่เชื่อหูตัวเอง

“อะไรนะแม่ แม่พูดอีกทีสิ”

“พ่อของลูกเสียชีวิตแล้ว” วันชัยถือโทรศัพท์ค้างจนนิสาต้องมาคว้าออกจากมือ

“พี่วัน เกิดอะไรขึ้น”

“แม่บอกว่าพ่อพี่ตายแล้ว”

“เป็นไปได้ยังไง ก็ท่านหายดีแล้วนี่ หมออนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วด้วย”

“แกผูกคอตายที่หน้าสำนักพิมพ์บุ๊คเชียงกง” วันชัยกล่าวพลางรวบข้าวของที่นิสานำมาวางไว้บนเตียงผู้ป่วยใส่กระเป๋ามือไม้สั่น น้ำตาลูกผู้ชายไหลซึมออกมา

*******************

กว่าสองหนุ่มสาวจะกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปบ่ายของอีกวัน ทั้งคู่ตรงเข้าไปหานางทองและบิดามารดาหญิงสาวซึ่งนั่งอยู่บนศาลาการเปรียญ

นางทองเห็นบุตรชายก็โผเข้าร้องไห้โฮ นิสาเมินหน้าหนีรู้สึกสลดใจกับภาพที่ได้เห็น

“แม่..พ่อตายได้ยังไง” นางทองไม่ตอบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบกจดหมายที่สามีเขียนสั่งลาออกมายื่นให้ วันชัยรับมาคลี่ออกอ่าน เห็นเป็นลายมือบิดาใจความว่า

สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพตัวเองเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรก ก็เพื่อต้องการลบคำสบประมาทของนายทหารที่ทำการปฏิวัติยึดอำนาจไปจากประชาชน แล้วยังมีหน้าออกมาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”


เหตุพลีชีพครั้งแรกของผม ผมยอมรับว่าคำณวนความเร็วของรถผิดพลาด ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลสิบกว่าวัน มีผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์มาขอสัมภาษณ์ผม ถามว่าไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ผมตอบไปว่าใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย

ที่ผ่านมามีเบื้องหลังเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย แต่ไม่เห็นทีวีช่องไหนนเสนอข่าว รวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าววันเดียวแล้วเงียบหายไป

ครั้งเมื่อคุณหมออนุญาตให้ผมกลับไปพักฟื้นที่บ้าน ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวว่าผมขับรถชนรถถังเพื่อประท้วงคณะปฏิวัติ ผมอ่านพบคำสัมภาษณ์นายทหารท่านหนึ่งซึ่งมีข้อความตรงกันหลายฉบับ ถ้อยคำที่ท่านให้สัมภาษณ์ว่าผมแก่แล้ว คงทำไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ บ้างก็ว่าผมรับจ้างรัฐบาลเดิม ทำให้ผมเครียดหนัก และคิดว่าคำพูดชนิดนี้ ไม่น่าออกจากปากคนที่ทำงานกินเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชนเลย
ความจริง ตอนแรกผมคิดว่าเมื่อหายป่วย ก็จะกลับไปทำมาหากินเหมือนเดิม ไม่คิดจะก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่เมื่อพบข้อความการให้สัมภาษณ์ในเชิงปรามาสดังกล่าว ก็เลยต้องตอบสนองกันหน่อย เพราะนิสัยผมฆ่าได้แต่หยามไม่ได้

และผมขอยืนยันจนถึงลมหายใจสุดท้ายว่า ปฏิบัติการทั้งสองครั้งของผมทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง
สุดท้ายนี้ขอให้ลูกและภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าฉันท์ใด ขออย่าได้พบเจอการปฏิวัติอีก และขอให้ศพของผมเป็นศพสุดท้ายอย่าได้มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกต่อไป

เทิดทูนท่านผู้นำ รัฐทหารและรัฐตำรวจ (ต้องไม่มี)
ลาก่อน พบกันชาติหน้า
นายนวม ไพรวัลย์


“พี่วัน ลุงนวมแกว่าไงบ้าง” นิถามถามเมื่อเห็นคนรักพับกระดาษจดหมาย ชายหนุ่มไม่ตอบแต่กลับส่งมันให้หล่อน นิสารับมาอ่านแล้วส่ายหน้าไปมา

“ฉันไม่อยากเชื่อเลย ว่าลุงนวมจะคิดมากขนาดนี้”

************************

งานฌาปณกิจศพบิดาวันชัยเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งที่สองแม่ลูกไม่เคยรู้จักมักคุ้นมาก่อน นิสาอยู่เคียงข้างคู่หมั้นและมารดาของเขาเกือบตลอดเวลา ก่อนเผาศพมีชายกลางคนนำป้ายขนาดใหญ่มามอบให้เจ้าภาพ ข้อความในป้ายมีใจความว่า

หนึ่งธุลี มีค่า น่ายกย่อง
ลุงนวม ผ่องผุด ดุจโคมฉาย
เขาอุทิศ ชีวิตให้ ไม่เสียดาย
เพื่อท้าทาย เหล่าปีศาจ อำมาตย์มาร

ขับรถยนต์ ชนรถถัง อย่างคนกล้า
ด้วยศรัทธา มวลมหา ประชาหาญ
ด้วยสำนึก ผนึกแห่ง อุดมการณ์
ยืนหยัดต้าน โจรกบฎ กดขี่คน

ไม่ร้องรอ ขอฟ้า มายุติ
ตั้งสติ ที่ใจ ไม่สับสน
ไม่วนวก สกปรก แฝงเล่ห์กล
จักดั้นด้น ชนดะ ระยะยาว

หลับเถิด เกิดใหม่ ในชาติหน้า
อาจดีกว่า ชาตินี้ ที่ปวดร้าว
ผู้ยังอยู่ สู้ต่อ ทุกเรื่องราว
ต้นลมหนาว เฝ้าคิดถึง มิเว้นวาย

จากกวีนิรนาม

ขอสดุดีวีรกรรมแห่งผู้กล้า

นามนายนวม ไพรวัลย์


นางทองมองป้ายนั้นน้ำตาซึม นึกเสียใจที่สามีตัดสินใจทำเช่นนั้น แทนที่จะเลือกต่อสู้ด้วยการมีชีวิตอยู่ ขณะที่วันชัยเกาะกุมมือคนรักเอาไว้

นิสาถอนหายใจยาวรู้สึกใจคอไม่ดี ยิ่งเมื่อได้เห็นประกายตาคู่หมั้นมองป้ายสดุดีวีรกรรมแห่งผู้กล้า

หล่อนเกรงว่าสักวันเขาจะลุกขึ้นมานำมวลชนด้วยมือเปล่าเพื่อต่อสู้กับผู้ที่แย่งชิงอำนาจไปจากประชาชน

******************