WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 18, 2010

แดงออสเตรเลียพร้อมผนึกมือทั่วโลกชุมนุมประนามเผด็จการ หากมีรัฐประหาร-ปราบเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 กุมภาพันธ์ 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:กลุ่มพลังไทยในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นองค์กรคนไทยเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการอำมาตย์ในออสเตรเลียได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งแสดงจุดยืนต่อต้านการก่อการรัฐประหาร และปราบปรามขบวนการประชาธิปไตยในไทย โดยประกาศว่าพร้อมจะร่วมมือกับขบวนการประชาธิปไตยทั่วโลก ออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวคัดค้าน และประณามต่อนานาชาติทันที


แถลงการณ์ ของ กลุ่มพลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย
ต่อต้านการรัฐประหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพไทยและรัฐบาล


จากความเคลื่อนไหวของกองทัพและรัฐบาลไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีสถานการณ์และความเป็นไปได้ ที่จะนำไปสู่การรัฐประหารอีกครั้ง

หลังจากกองทัพได้ทำการรัฐประหาร รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งส่งผลทำให้ประเทศชาติ ได้รับความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

และหากครั้งนี้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก ก็คงจะมีการกวาดล้างปราบปรามประชาชนที่ทำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ที่มีจุดยืนตรงข้ามกับฝ่ายกองทัพ อย่างทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเห็นได้จากการกระทำของกองทัพ ที่มีท่าทีข่มขู่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างต่อเนื่อง

โดยกองทัพมักจะกล่าวอ้างว่า ต้องการให้บ้านเมืองมีความสงบ เพื่อปกป้องชาติและสถาบัน แต่แท้จริงแล้วนั้น คือการป้องปรามและข่มขู่ประชาชนให้เกิดความหวาดกลัว เพื่อจะได้ไม่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย จึงนำเอาเหตุผลเรื่องความมั่นคงมาเป็นข้ออ้าง

ทั้งๆที่ความไม่สงบและความไม่มั่นคงของประเทศในขณะนี้ ล้วนเกิดจากผลของการรัฐประหารในครั้งก่อน รวมถึงการที่กลุ่มอำมาตย์ ได้ขยายโครงสร้างระบอบอมาตยาธิปไตย เพื่อบีบบังคับให้ประชาชนไม่ให้สามารถใช้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยได้ และการยังสร้างกฎเกณฑ์ให้ประชาชน ต้องตกอยู่ภายใต้โครงสร้างระบบกดขี่และควบคุมของกลุ่มอมาตย์ต่อไป

ประเทศไทยปกครองในระบอบอมาตยาธิปไตยเรื่อยมาตั้งแต่มีการรัฐประหาร โดยมีกองทัพเป็นผู้ปกป้องคุ้มครอง และยังช่วยส่งเสริมให้อำมาตย์และพรรคพวกเป็นอภิสิทธิ์ชน ดังจะเห็นได้จากกรณีเขายายเที่ยงและเขาสอยดาว ซึ่งล้วนแล้วแต่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอภิสิทธิ์ชนทั้งสิ้น แต่ส่วนประชาชนผู้ยากไร้ กลับถูกริดรอนสิทธิ์เสรีภาพ ถูกกดขี่ รวมถึงถูกละเมิดสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

การปราบปรามประชาชนจำนวนมาก เมื่อเดือนเมษายน 2552 และการพิจารณาคดีต่าง ๆ ด้วยระบบสองมาตรฐาน ก็เช่นกัน จนมีรายงานจาก Human Right Watch ประเมินสถานการณ์ การละเมิดสิทธิมนุษยชนว่า รัฐบาลไทยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้กระทำการละเมิดสิทธิชนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง

ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการรัฐประหารในครั้งนี้ กลุ่มพลังประชาธิปไตยไทยในออสเตรเลีย มีความเป็นห่วงต่อสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพของประชาชนไทย รวมถึงแนวทางของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากเกิดการรัฐประหารขึ้นอีก จะต้องเกิดการสูญเสียพี่น้องร่วมชาติอย่างแน่นอน ด้วยเพราะในปัจจุบัน มีการต่อต้านของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยขึ้นทั่วประเทศจำนวนหลายล้านคน ซึ่งอาจจะนำไปสู่สงครามระหว่างประชาชนและกองทัพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น เพื่อลดการสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อ และเป็นการปกป้องพี่น้องชาวไทยที่รักประชาธิปไตย ให้พ้นจากอำนาจของกองทัพและอำมาตย์ที่ต้องการเข่นฆ่าประชาชนและล้มล้างระบอบประชาธิปไตย พวกเราจึงขอประกาศเจตนารมณ์ และประกาศจุดยืนของพวกเราต่อสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการรัฐประหารในขณะนี้ ดังนี้

หากมีการระดมกำลังของกองทัพทำการรัฐประหาร หรือมีการปราบปรามประชาชนผู้รักประชาธิปไตย พวกเราและคนไทยที่รักประชาธิปไตยในออสเตรเลียทุกคน จะออกมารวมตัวกันที่บริเวณ Archibald Fountain(น้ำพุ) ของHyde Park, Sydney ด้าน St. James railway station โดยจะร่วมกันประกาศประนาม ให้ประชาชนและสื่อมวลชน รวมทั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศออสเตรเลียทราบ

รวมถึงจะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อรัฐบาลออสเตรเลียให้ทราบถึงการกระทำที่เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพไทยและกลุ่มอำมาตย์ โดยจะใช้สิทธิ์ของความเป็นคนไทย ดำเนินการในทุกวิถีทาง เพื่อต่อต้านการรัฐประหารในครั้งนี้จนถึงที่สุด

กลุ่มพลังประชาธิปไตยไทยในออสเตรเลีย พร้อมทั้งคนไทยและคนในประเทศออสเตรเลียผู้รักประชาธิปไตย รวมถึงเครือข่ายของคนไทยที่รักประชาธิปไตยทั่วโลก จะร่วมกันดำเนินการต่อต้านการรัฐประหารหรือการเข้ามามีอำนาจใดๆโดยไม่ผ่านวิถีทางประชาธิปไตย และจะร่วมสนับสนุนการต่อสู้ของขบวนการประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในประเทศไทย เพื่อให้ได้มาของระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ และเพื่อปกป้องชีวิตพี่น้องร่วมชาติที่จะถูกกองทัพและกลุ่มอำมาตย์ละเมิดสิทธิมนุษยชนจนถึงที่สุดเช่นเดียวกัน

พลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย
14 กุมภาพันธ์ 2553


หมายเหตุ: จะมีการรวมตัวกันทันทีในวันที่มีการรัฐประหารเวลา 10.00 น. ณบริเวณน้ำพุ ของ Hyde Park, Sydney โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 040 1448370, 040 6979889, 040 8474090,041 3955320

(แถลงการณ์ฉบับภาษาอังกฤษ )

Statement by Thai Red Australia Group for Democracy
Oppose coups and human rights abuses by the Thai military and government!


We are concerned about recent rumours from the military, and their installed government, about a possible new coup in Thailand. This follows the previous and very damaging coup in September 2006, which toppled an elected government and resulted in the political and economic crisis which persists up to today. A new coup would usher in a brutal crackdown against the Democracy Movement and all those who stand against the army. The Thai military has consistently used violence and threats of violence against its opponents with the lame excuse that it is defending national security, peace and the Monarchy. In April last year the army shot down pro-Democracy activists in the streets of Bangkok. Yet the present unrest is not due to the pro-Democracy mass movement (the Red Shirts), but it is due to the illegal actions of the military and all those who oppose democracy. These undemocratic elite forces want to attack universal suffrage and basic human rights in order to maintain their power and corrupt privileges. This corruption and authoritarianism has been exposed by the Democracy Movement in a number of land grab cases. The double standards in law that are applied by the dictatorship have also been exposed by the movement and in the recent Human Rights Watch report.

The Thai Red Australia Group for Democracy is extremely concerned about the freedom, Democracy, human rights and safety of the Thai people. If another coup takes place there will be tragic loss of life. Given that millions of Thai citizens are prepared to defend Democracy, it can only result in a civil war between the army and the people. In order to try to avoid tragic losses and in order to defend Democracy, we declare that:

In the event of a coup and any crackdown by the military, we shall assemble, with all freedom loving people, at Archibald Fountain, Hyde Park, Sydney, near St. James railway station in order to show our opposition to such actions and expose the brutality of the dictatorship. We shall do all in our power to oppose a coup.


The Thai Red Australia Group for Democracy, together with pro-Democracy Thais throughout the World, will do all in our power to support the actions of those fighting for Democracy inside Thailand.


Thai Red Australia Group for Democracy
14 February 2010



Note: We shall assemble immediately at 10 am in the event of a coup.

Further details: 040 1448370, 040 6979889, 040 8474090,041 3955320

จะสร้างระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างไร

ที่มา Thai E-News




โดย ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น
ที่มา นสพ.ไทยเรดนิวส์

ระบอบ หมายถึงอำนาจ ระบอบการปกครอง หมายถึงอำนาจการปกครอง ระบอบเผด็จการหมายถึงอำนาจการปกครองเป็นของคนส่วนน้อย ระบอบประชาธิปไตยหมายถึงอำนาจการปกครองเป็นของปวงชน คนส่วนใหญ่ในสังคมนั้น

ภายใต้ความหมาย ระบอบประชาธิปไตยคืออำนาจการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน นั้น มีความจำเป็นที่การสร้างประชาธิปไตยไทย จะต้องเริ่มต้นจากการทำให้อำนาจการปกครองเป็นของประชาชนก่อน ไม่ใช่การเริ่มต้นจากการมีรัฐธรรมนูญก่อน หรือการใช้กฎหมายสร้างประชาธิปไตย เพราะจะไม่สามารถทำได้

ในอดีตจน ปัจจุบันสังคมไทย หลงผิดคิดว่า การสร้างประชาธิปไตยไทย จะต้องใช้กฎหมายหรือใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ แท้จริงแล้วรัฐธรรมนูญและกฎหมายนั้น เป็นเพียงเครื่องมือในการรักษาระบอบของผู้มีอำนาจ ที่เขียนกฎหมายหรือเขียนรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ล้นเกล้า รัชกาลที่ ๗ พระราชทานอำนาจการปกครองของพระองค์ที่มีมาแต่เดิมนั้น ให้แก่ประชาชน ให้คณะราษฎร ไม่ได้ให้แก่คนหนึ่งคนใด หรือคณะหนึ่งคณะใด แต่ข้อผิดพลาดของคณะราษฎรคือการไม่สามารถรักษาอำนาจการปกครองไว้ให้เป็นของราษฎรได้ อำนาจการปกครองได้ถูกแย่งไปโดยกลุ่มอำมาตย์ โดยคนกลุ่มน้อยเหล่านั้นได้ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือครองอำนาจ ได้ทำบ้านเมืองเสียหาย จนทำให้พระองค์ท่านทรงเสียพระทัย ถึงต้องทรงสละราชสมบัติในที่สุด

ประเทศสยาม แม้เปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยต่อมา ต้องอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบเผด็จการอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตั้งแต่บัดนั้น โดยการใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ ด้วยการหลอกให้สังคมเชื่อว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นระบอบการปกครองที่ใช้กฎหมายและรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มน้อย ตลอดมา

อำนาจการปกครอง ยังไม่เคยได้เป็นของคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง สิทธิเสรีภาพบริบูรณ์ยังไม่เคยเป็นของประชาราษฎร แต่ผู้ปกครองมีสิทธิเสรีภาพมากเสมอ ความเสมอภาคในทางกฎหมาย ในทางการเมือง และในโอกาสของคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เคยเกิด ยังไม่เคยมีความเท่าเทียม ตามหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยเลย

ตรงกันข้าม คนชั้นสูงในสังคมจะทำอะไรก็ได้ ยึดภูเขาก็ได้ไม่ผิด มีสิทธิทางการเมืองมากกว่า มีโอกาสในการหาความสุขมากกว่า เขาจะมีมากกว่าประชาชนในทุกเรื่อง

อีกทั้งหลักนิติธรรม หลักกฎหมาย หลักความยุติธรรมสากล ก็ยังไม่มีการนำมาปฏิบัติในสังคมไทย เราใช้กฎหมายโดยการพิสูจน์ความหมายของตัวอักษร มากกว่ามองเจตนาและผลของการกระทำ ไม่ค่อยคิดถึงความจริงและความเป็นธรรมมากนัก การรับรองให้ภรรยาทำนิติกรรมก็ผิดกฎหมายได้ ให้ติดคุก ๒ ปี โดยไม่รอการลงโทษ ทำกับข้าวออกทีวีก็หลุดจากตำแหน่งนายกได้ เป็นต้น

โดย เฉพาะปัญหาในวันนี้ กฎหมายและรัฐธรรมนูญไทย ก็ร่างและประกาศใช้ โดยคนกลุ่มน้อยทั้งสิ้น การบังคับใช้กฎหมายก็เพียงใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจให้ตัวเองปกครอง ได้ มากกว่าที่จะให้เป็นเครื่องมือเพื่อรักษาความเป็นธรรมในสังคม คนไทยส่วนใหญ่ยังหลงผิดคิดว่า การปฏิบัติตามกฎหมายของเผด็จการเป็นสัญญลักษณ์ของการเป็นประชาธิปไตย ความจริงไม่ใช่เลย ถ้ากฎหมายเป็นเผด็จการ คนก็ถูกบังคับให้ปฏิบัติตามกฎของเผด็จการ แต่ไม่มีทางที่อำนาจเผด็จการ จะเขียนกฎหมายเพื่อคนอื่น “ชนชั้นใดเขียนกฎหมายก็ต้องเขียนไว้เพื่อชนชั้นนั้น” เป็นกฎที่เกิดขึ้นในโลก

ดังนั้นระบอบหรืออำนาจต้องมาก่อนกฎหมาย กฎหมายไม่ได้สร้างอำนาจ แต่อำนาจคือผู้สร้างกฎหมาย กฎหมายไม่ดีสามารถใช้อำนาจเปลี่ยนได้ อำนาจอธิปไตยของปวงชนเท่านั้นจึงจะสร้างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยของประชาชนได้ กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของเผด็จการจะไม่มีทางสร้างประชาธิปไตยได้เลย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จึงไม่ได้มีความหมายใดๆต่อการสร้างประชาธิปไตย จึงขอให้นักการเมืองไทย รวมทั้งนักสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่าได้หลงทางไปเป็นเครื่องมือของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยอีกเลย โปรดได้ตื่นจากภวังค์และความไม่รู้เสียที วันนี้เราต้องช่วยกันสร้างประชาธิปไตยให้ได้ สังคมไทยจึงจะไปรอด

ปัจจัย สุดท้ายที่ถือว่า มีความสำคัญมากต่อการสร้างประชาธิปไตย คือเรื่องของการทำให้ อำนาจการปกครองเป็นของประชาชนหรือจะต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน นี่คือหลักการที่รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง (Elected Government) อำนาจปกครองที่จะต้อยอมรับได้โดยประชาชนนั้น หมายรวมถึงทั้ง ๓ อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

ปัญหาของระบอบประชาธิปไตย ไทยดังกล่าวมาในตอนต้น ล้วนมีสาเหตุมาจากการที่อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของปวงชนทั้งสิ้น ดังนั้นหลักการทำให้อำนาจการปกครอง เป็นที่ยอมรับ จึงต้องใช้หลักการลงคะแนนเสียง ที่เรียกว่าประชาธิปไตยทางตรง Direct Democracy เช่น การทำประชามติ (Referendum) หรือใช้ประชาธิปไตยทางผู้แทน Representative Democracy แทน เพื่อมาทำหน้าที่แทนปวงชน คือหลักผู้ปกครองมาจากการเลือกตั้ง (Elected Government) เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน

แต่มีข้อแม้สำคัญคือ ขอให้เป็นผู้แทนในการตรากฎหมายเพื่อปวงชน ไม่ใช่สำหรับคนกลุ่มใดคณะใด ให้รัฐบาลต้องบริหารเพื่อประชาชน ให้เป็นศาลที่ให้ความยุติธรรมต่อประชาชนอย่างแท้จริง เท่านั้น

ปัญหา ของไทยที่ผ่านมา มีการทำผิดหลักการปกครอง เช่นให้มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยให้สามารถใช้อำนาจการปกครองที่เป็นอิสระ จากฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการได้ ซึ่งถือเป็นหลักการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ได้ฉกฉวยเอาอำนาจอธิปไตย ที่มาจากปวงชน ไปทำให้อำนาจปกครองเป็นของคนส่วนน้อย หากอำนาจใดเป็นอิสระจากอำนาจอธิปไตยของปวงชน ถือว่าผิดหลักการประชาธิปไตยทั้งสิ้น จึงจะต้องทำให้สิ้นสุด หรือยกเลิกไป

และ ที่ยังเป็นปัญหาสำคัญของไทย คืออำนาจตุลาการ ยังไม่ได้มีการยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนเลย การแต่งตั้งประธานศาลใดๆ ก็ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของผู้แทนประชาชน ไม่ว่าในสภาสูงหรือสภาล่าง การพิจารณาพิพากคดีของศาล ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ แม้แต่โดยรัฐสภา ว่าเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือหลักกฎหมายหรือไม่

เมื่อศาลคือผู้ตรวจสอบผู้อื่น โดยหลักการปกครองก็จะต้องมีการตรวจสอบผู้ตรวจสอบได้ด้วย ว่าได้ใช้อำนาจชอบธรรมหรือไม่ เช่นกรณีที่ให้อดีตนายกทักษิณ มีความผิดเพียงเพราะการรับรองให้ภรรยาทำนิติกรรม ในคดีที่ไม่มีผู้เสียหาย ต้องโทษจำคุกถึง ๒ ปี โดยไม่รอลงอาญา ด้วยมติ ๕ ต่อ ๔ นั้น น่าจะตรวจสอบได้ว่า ประธานแห่งคดี และคณะผู้พิพากษาทั้ง ๙ คน ที่พิจารณาได้ดำเนินการตาม ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๔ หรือไม่ ที่ต้องให้ผู้พิพากษาประชุม ลงมติทีละคน ประธานลงมติหลังสุด เมื่อคะแนนเท่ากัน กฎหมายบังคับให้ประธานลงมติโดยต้องให้เป็นประโยชน์กับจำเลยด้วย

กรณี นี้ ศาลไทยได้ทำผิดอะไรไว้ มีใครตรวจสอบได้หรือไม่? การใช้อำนาจตุลาการวันนี้ มีความเป็นอิสระจากอิทธิพลภายนอกจริงหรือไม่ ศาลในระบอบประชาธิปไตยต้องสามารถตรวจสอบได้

หรือในอนาคตอาจจะต้องใช้ระบบลูกขุนแทน จึงจะเป็นประชาธิปไตยได้...

Wednesday, February 17, 2010

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

เหตุเกิดที่บ้านนายกฯ

ฝ่ายมั่นคงเต้น!! สั่งสอบเอกสารลับจัดการ"ม็อบแดง"รั่ว "จตุพร"แฉจัดจนท.ป่าไม้6พันนายหวังใช้กำลังสกัด

ทบ.ปรับแผนส่ง'สุนัข-เซเบอร์4000'ลงภาคใต้

กมธ.กัดไม่ปล่อย โกงจีที200 โยงผู้ค้ำจุนรัฐ

ปาอึใส่ตัวเอง

ไทยติดโผท็อป10 เสี่ยงก่อการร้าย ยก3จว.ใต้ตัดสิน

SMSอัปยศ! 2มาตรฐานชัดๆ

"ณัฐวุฒิ"แฉบิ๊กทหารทุกยุคส่งส่วยบ้านสี่เสาฯเดือนละ2แสน ปูด"อ."รุกป่าด่านซ้าย แดงบุกธ.กรุงเทพ19ก.พ.


ประชาธิปัตย์-ประชาธิปไตย

ความขัดแย้งของคนในรัฐบาลเอง

ลับๆ ล่อๆ

เข้าทาง 'เทพเทือก'?

ไม่เชื่อคำตัดสินศาลฎีกา บ้านเมืองก็ไม่เหลือหลักอะไร

การเมืองถล่มเศรษฐกิจ

เรื่องบังเอิญ

ใต้เท้าขอรับ : ‘จีที 200’ และ ‘พันธมิตรฯ’ (ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม)

ที่มา ประชาไท


เป็นเรื่องใหญ่เสียแล้วสำหรับเครื่อง จีที 200 หลังผลพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ปรากฏออกมาชัดเจนว่า มันไม่ได้มีคุณสมบัติพอที่จะเรียกว่า ‘เครื่องมือหาระเบิด’ หรือหาวัตถุต้องสงสัยใดๆ

ผลทดสอบด้วยการค้นหา 20 ครั้ง แล้วเจอเพียง 4 ครั้ง พูดแบบสุดๆ หน่อยก็อาจจะเรียกว่า มีความน่าจะเป็นที่จะพบวัตถุต้องสงสัยมากกว่า การซื้อหวยวิ่งตัวเดียวเพียงเล็กน้อย

เรื่องนี้คงต้องยกความดีความชอบให้พลเมืองในเว็บบอร์ดทั้งหลายโดยเฉพาะ ‘พันทิป’ ที่สืบสาวราวเรื่องจนความจริงกระจ่าง กระทั่งเป็นอีกปรากฏการณ์ที่มีนัยสำคัญบ่งชี้ถึงบทบาทของพลเมืองในอินเทอร์เน็ต

เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เพียงเพราะเงินหลายร้อยล้านที่ต้องหมดไปกับการซื้อเครื่องนี้ ซึ่งจะต้องชำระสะสางกระบวนการทดสอบคุณภาพ ประสิทธิภาพ การจัดหา จัดซื้อ ไปจนถึง ทำไมบางหน่วยงานซื้อแพง บางหน่วยงานซื้อถูก

มาถึงตรงนี้ ต่อให้มันใช้ได้จริงเฉพาะในพื้นที่ และด้วยเหตุผลกลใดก็ตามทำให้มันใช้ไม่ได้ในห้องทดสอบตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่นั่นไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะถ้ามันไม่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับนี้แล้ว ต่อให้ใช้ได้ก็มีแต่จะสร้างปัญหา

ว่าไปก็มีมุมที่น่าเห็นใจ เพราะในภาวะอับจนปัญญาของหน่วยงานความมั่นคงที่จะต้องจัดการกับระเบิดที่มีอยู่เต็มเมืองนั้น การมีเครื่องมือสักชนิดที่จะสร้างความมั่นใจให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยจนกล้าลงไปเสี่ยงตายค้นหา ก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ และเมื่อมีคนมาเสนอขาย จึงอาจจะเป็นเหตุให้เกิดเป็นความลำเอียงต่อเครื่องมือ และกลายเป็นอุปาทานหรือ ‘คิดไปเอง’ ว่ามันใช้ได้ดีเป็นลำดับต่อมา แต่นี่ก็เป็นมุมที่พยายามคิดเข้าข้างแบบสุดๆ แล้ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ ทั้งในกองทัพและหน่วยงานความมั่นคง หากด้วยกระบวนการจัดหาจัดซื้อที่อาศัยเพียงความลำเอียง และอุปทานเพียงเท่านี้ มันก็เท่ากับ “การหาอะไรสักชิ้นเพื่อหลอกให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยลงไปเสี่ยงตาย”

เรื่องบางเรื่อง เราอาจจะหลอกด้วยความเชื่อ อุดมการณ์ หรือวัตถุมงคล แต่เรื่องของชีวิตที่เห็นเป็นและตาย ซึ่งหลอกได้ยากกว่า ก็ใช้เครื่องมือที่ดูเป็นวิทยาศาสตร์ หาข้อมูลในพื้นที่สักหน่อย มีความเป็นไปได้ที่จะมีระเบิดแน่แล้ว ก็เอาเจ้าหน้าที่ลงไปค้นหา แล้วก็สร้างสิ่งที่เรียกว่า “อุปาทานหมู่” ขึ้นมา แต่ก็นั่นแหละ นี่ก็เป็นอีกมุมที่พยายามคิดเข้าข้างแบบสุดๆ

เป็นเรื่องใหญ่ เพราะอุปาทานหมู่นั้นคงเกิดขึ้นไม่ได้ตลอดต่อเนื่องมาหลายปี และคงเกิดขึ้นไม่ได้แน่ หากการค้นหาวัตถุต้องสงสัยมีอัตราการพบเจอเพียง 4 ใน 20 หรือร้อยละ 20 แล้วปล่อยให้ที่เหลือในสัดส่วนอีก 16 ลูก ระเบิดตูมขึ้นมา

กระนั้นเราก็ต้องเคารพเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องต่างก็ยืนยันว่า มันได้ผล และเชื่อมั่นเอามากๆ และนั่นคือคำถาม

เพราะหากตรวจเจอเพียง 4 นั่นก็หมายความว่า มีที่ตรวจไม่พบ หรือระเบิดขึ้นมาถึง 16 หรือหากภูมิใจในประสิทธิภาพของเครื่องมาก เพราะมันหาได้เจอถึง 100 กรณี ด้วยอัตราเทียบเคียงจากผลการทดสอบ ก็น่ามีตัวเลขของการหาไม่พบ กระทั่งอาจจะระเบิดขึ้นมาถึง 400 กรณี แต่ข้อเท็จจริงก็คือ มันก็ไม่ได้มีระเบิดเกิดขึ้นมากมายขนาดนั้น

สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ใครจะแอบคิดไปถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนว่า แท้ที่จริงแล้ว เครื่องมือนี้นอกจากไม่ใช่เครื่องตรวจหาระเบิดอย่างที่ว่าแล้ว หากมองโลกแง่ดีสักหน่อย อย่างมากเครื่องมือนี้ก็เป็นได้แค่เครื่องลางของขลังสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่ และหากมองแง่ร้ายแล้วล่ะก็ เครื่องมือนี้ก็มีเพื่อ ‘ยัด’ วัตถุต้องสงสัยอันทรงประสิทธิภาพ เพื่อที่จะ ‘ยัด’ ข้อหาให้กับเหยื่อที่ต้องการกำจัด โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

กล่าวอีกอย่างก็คือ มันเป็นข้อสงสัยว่า รัฐและกองทัพ ได้ซื้อเครื่องมือราคาแพงนี้ ในฐานะที่มันมีคุณสมบัติเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกำจัดเป้าหมายที่ตัวเองไม่ต้องการ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ เหมือนกับที่ต้องสร้างความชอบธรรมในการกำจัดศัตรูทางการเมืองด้วยการรัฐประหาร

ต่างกันก็ตรงที่ งานนี้ ‘ซื้อ’ แต่การรัฐประหารต้องสร้าง อย่างเช่นการเกิดขึ้นของ ‘กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ในกรณี 19 กันยายน 2549 และกลุ่มหัวรุนแรงเช่น ‘กระทิงแดง’ ‘นวพล’ ในกรณี 6 ตุลาคม 2519

และจีที 200 ก็เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด เป็นระเบิดที่ตรวจพบในกระเป๋ากางเกงของรัฐบาล ที่ต้องจัดการกับกองทัพที่อุ้มรัฐบาล และเป็นเรื่องบั่นทอนเอกภาพในกองทัพ ที่เพิ่มรอยแตกแยกระหว่างทหารผู้น้อยกับนายทหารระดับสูง

สำคัญที่สุด ในความพยายามของกองทัพและรัฐบาลที่จะขายภาพการเคารพสิทธิมนุษยชน นี่ย่อมเป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งบัดนี้แทบจะฟันธงได้เลยว่า ‘หมดกัน’

"ความซาบซึ้ง" คือ กุญแจสำคัญแห่งชัยชนะของทั้งสองฝ่าย

ที่มา thaifreenews


โดย...ลูกชาวนาไทย




มีคนถามผมนานแล้วว่า เราจะแพ้ได้อย่างไร

ผมตอบว่า กุญแจสำคัญของสงครามการเมืองครั้งนี้คือ "ความซาบซึ้ง"

หากคนเสื้อแดงยังสามารถรักษาใจของตน "ไม่ให้กลับไปซาบซึ้งได้อีก" ตราบนั้นก็ไม่มีทางแพ้ แม้จะผิดพลาดทางยุทธวิธีอย่างไรก็ตาม แต่ก็จะกลับไปตั้งตัว รุกรบใหม่ได้อีก หากคนเสื้อแดง "ตาสว่างอยู่" ไม่หลับตาซาบซึ้งอีก

ฝ่ายโน้นเขาจะชนะเด็ดขาด หรือปราบเสื้อแดงให้สิ้นซากได้ก็ต่อเมื่อ ทำให้คนเสื้อแดงที่เป็น "มวลชน" กลับไปซาบซึ้ง" น้ำตาไหลพรากๆ ได้อีก และยินดีจะเป็น Dust ตลอดไป เหมือนทีเคยเป็นมาแล้วก็กว่าครึ่งทศวรรษ

ถามใจคุณดูว่า อำมาตย์ต้องทำอย่างไร พวกคุณคนเสื้อแดงจึงจะซาบซึ้งน้ำตาไหลพรากๆ ได้อีก
พูดถึงเขาก็ตัวเย็นเฉียบ หากพวกเขามี "วิธีการแบบนั้นอีก"

เราก็แพ้ครับ

ชัยชนะของคนเสื้อแดงจะวัดได้จาก "จำนวนคนตาสว่าง"
ชัยชนะของอำมาตย์จะวัดได้จาก "จำนวนคนซาบซึ้ง"

นี่เป็น Critical Point หรือจุดที่จะตัดสินความขัดแย้งครั้งนี้ครับ

ผมเคยลองถามตัวเองว่า ทำอย่างไร "ผมจะกลับไปซาบซึ้งได้อีก"
แม้แต่ตัวผมเอง ผมยังคิดไม่ออกเลยว่า ผมจะกลับไปซาบซึ้งได้อีกอย่างไร

มีวิธีหนึ่งคือ "ชิงเป็นผู้ปฎิวัติประชาธิปไตย" เสียก่อน นั่นอาจเป็นวิธีเดียวก็ได้

หากพ้นจากวิธีนี้แล้ว ยากครับ

และอย่าหลอกหรือทำด้วยการพูดต้องทำด้วยการกระทำ จนคนเห็นได้ชัดว่า ได้กระทำแล้วและได้ผลอย่างจริงจัง

ผมรู้สึกว่า “แกนนำเสื้อแดง” จะเดินยุทธศาสตร์สงครามยืดเยื้อ”

ที่มา thaifreenews


โดย...ลูกชาวนาไทย




ฟังแกนนำหลายคนพูด เช่น คุณวิสา หรือคนอื่นๆ และลักษณะการเดินเกมของแกนนำ นปช. ผมคิดว่า เขามุ่งไปที่ “ยุทธศาสตร์แห่งสงครามยืดเยื้อ”

เมื่อคนผมฟังท่านทักษิณ พูดจากคองโก ว่า ท่านสามารถรอได้ และไม่ใจร้อนอะไร แต่จะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด นั้นเหมือนกับเป็น “สัญญาประชาคม” เลยทีเดีย ผมจึงสรุปว่า แผนการจริงคือสงครามยืดเยื้อ

นวดให้น่วม สูญเสียความชอบธรรมไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จะล่นลงจากขั้ว

แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะใจร้อน เพราะแก่ชราแล้ว หากคนเสื้อแดงไม่เดินเกมใจร้อน พวกเขาก็จะทนไม่ได้ สุดท้าย ก็อาจทำรัฐประหาร หรืออื่นๆ ซึ่งก็ยังกำหนดไม่ได้ ขึ้นกับ ภาวะสุขภาพของ “มหาอำมาตย์” ว่าจะอยู่ได้ยาวหรือไม่ หากทำรัฐประหาร คนเสื้อแดงก็จะเร่งเกมให้จบเร็วขึ้น

ยุทธศาสตร์ตอนนี้ที่เป็น ยุทธศาสตร์หลัก แม้จะไม่ประกาศ หรือประกาศไปอีกทาง แต่จริงๆ ที่เขาทำคือ การขยายเครือข่าย กระตุ้นมวลชน อาจมีการชุมนุมใหญ่ แต่ผมเชื่อว่า เขาจะไม่เดินเกมแตกหัก
แต่จะเป็นการเดินเกม บุกแล้ว ก็สลายตัวไปและบุกอีก เรื่อยๆ

ผมอาจวิเคราะห์ผิดก็ได้

แต่ผมก็ชอบยุทธศาสตร์สงครามยืดเยื้อ

เพราะการรบกับ “จักรวรรดิ อันยิ่งใหญ่นั้น “เราไม่มีกำลังกองทัพที่เข็มแข็งเพียงพอที่จะ “บุกทะลวงเข้าไปในใจกลางจักรวรรดิ ล้มเมืองหลวงของข้าศึกได้ได้ทันที” เราก็ทำได้คือ ขยายเครือข่ายมวลชน สร้างความตาสว่างไปเรี่อยๆ สุดท้าย “ประชาชนจะเข็มแข็งและการปฎิวัติประชาชนจะสมบูรณ์” มากกว่าชนะอย่างรวดเร็ว แต่อำนาจทางการเมืองไปอยู่กับนักการเมือง (แม้จะเป็นฝ่ายเรา) ประชาชนยังไม่เข็มแข็งพอ สุดท้ายเราก็ได้ประชาธิปไตยที่สุกๆ ดิบๆ เหมือนที่ผ่านมา

อยากทำอะไรก็ทำไป.....แล้วทีข้าเองอย่าโวยอภิสิด

ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา

นี่หรือ..........แผนกระจอกๆ








































ทำบุญทีเส้นทางเงินซับซ้อนมันไม่ใช่เงินทำบุญหรอก มันเป็นเงินเบิกทางผ่านผีห่าซาตาน

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

by เสรีชน

ทำบุญทีเส้นทางเงินซับซ้อน มันไม่ใช่เงินทำบุญหรอก มันเป็นเงินเบิกทางผ่านผีห่าซาตานต่างหาก

จะทำบุญกับวัดทั้งที ทำไมมันยุ่งยากขนาดนี้

ก็เอาเงินไปถวายวัด แต่นี่แม่เจ้าของบริษัทจำหน่ายรถมิตซูบิชิ อ้างว่าเช็คออกให้เปรมเพื่อทำบุญ แต่เอาเงินไปให้พลเอกเปรมทำไม ไม่มอบในนามมูลนิธิ แต่มอบในนามส่วนตัว แล้วเปรมเอาเงินไปให้บริษัทรับเหมาก่อสร้าง บอกว่าถวายวัด

นี่มันไม่ใช่เงินทำบุญ แต่เป็นเงินเปรตขอส่วนบุญต่างหาก แท้จริงคือ การใช้เงินให้พลเอกเปรมเพื่อเป็นใบเบิกทางทางธุรกิจ
เพื่อให้การทำธุรกิจได้รับการคุ้มครองจากประธานองคมนตรี เรื่องมันก็ชัด แต่แถไปให้ยุ่งยาก

มิน่า เมื่อพันตำรวจโททักษิณขึ้นมาเป็นนายก ท่านไม่ไปหมอบค้อมหัวให้พลเอกเปรม
มันถึงริษยา หาทางทำลาย ไม่ส่งรายชื่อทหารผ่านมัน มันก็แค้น
การทำธุรกิจไม่ต้องผ่านมือเปรม ทำได้เสรี นั่นคือ
การตัดทางทำมาหากินของรัฐบุรุษ เขาถึงทนทักษิรไม่ได้ ต้องกำจัด

ทำแบบนี้ ไม่สมควรเป็นรัฐบุรุษ พลเอกเปรม คือ โมฆะบุรุษต่างหาก
เลวร้ายตั้งแต่พาทหารไปตายที่ร่มเกล้าสี่ร้อยศพ แพ้ลาว
เลวร้ายที่หักหลัง จปร 7 ที่ช่วยดันมันขึ้นเป็นนายก
หักหลังพลเอกอาทิตย์ที่ป้องกันเปรมจากการถูก จปร 7 รัฐประหาร
หักหลังพลเอกชวลิต ใส่ร้ายว่าเข้าเพื่อไทยระวังกลายเป็นคนขายชาติ เลวร้ายถึงกับยอมให้ธนาคารกรุงเทพที่ตนเป็นประธานบุกรุกออกที่ทับซ้อนกับ
ที่ป่าสงวนและเขตอนุรักษ์พันธ์สัตว์ป่า ทั้งยังอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยา
ที่ทำให้ประเทศไทยพังมาจนทุกวันนี้ เมื่อนักธุรกิจจะประกอบการค้าก็เรียกค่าคุ้มครอง
แล้วอ้างว่าเป็นเงินทำบุญ โดยวัดไม่ได้เกี่ยวข้อง แล้วมาอ้างว่า
วัดออกใบอนุโมทนาบัตร แต่หลักฐานชัด อนุโมทนาบัตรออกปี 2546
แต่อาคารเลี้ยงเด็กเสร็จ 2547 มันแย้งกันในตัว
เพราะต้องอนุโมทนาเมื่อบ้านเลี้ยงเด็กเสร็จก่อนต่างหาก

ไม่ต้องแปลเป็นอื่น เงินเปรตพวกนี้คือ
ใบค่าผ่านทางในการให้ความสะดวกทางธุรกิจชัดเจนที่สุด ดีใจมากที่
นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดงกล้าเปิดเผยข้อเท็จจริงนี้สู่สังคม

นี่คือ การล่มสลายของชาติ เมื่อรัฐบุรุษของชาติกลายเป็นคนโกงเสียเอง ยุ่งการเมือง
ด้วยสมองโง่ๆ เลอะเทอะ พ้นสมัย คนใกล้ตายคนนี้แปลก ตายคนเดียวไม่พอ
แต่มันจะพาคนทั้งชาติตายไปกับมันด้วย

คนแบบนี้ หาควรแก่การกราบไหว้ แต่สมควรแช่งชักหักกระดูกให้ตายในสามวันเจ็ดวัน แก่บางคน ควรแก่การเคารพกราบไหว้ของลูกหลาน แต่แก่กระโหลกกะลา ทำตัวเป็นเสี้ยนตำพระบาท แสดงตนเป็นโมฆะบุรุษของแผ่นดิน คนแบบนี้ชอบแต่เตะให้ม้วยกลิ้นกล้อนกลางถนน !!!

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/21872

การ์ตูนเซียแห่งไทยรัฐ วันนี้

ที่มา thaifreenews

โดย tongtata

หมื่นคำหรือจะสู้ภาพเดียว!!

ช็อค เขื่อนขันธ์ สารภาพความจริง สงครามสื่อและการข่าว ปชป แพ้ นปช ทุกทาง

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

by เสรีชน

ช็อค เขื่อนขันธ์ เดลินิวส์ที่เกลียดแดงเข้ากระดูก วันนี้สารภาพความจริง
สงครามสื่อและการข่าว ปชป แพ้ นปช ทุกทาง หึห หึ เพิ่งฉลาด!!


ถ้าใครบ้าขี้เหลือง เกลียดท่านทักษิณ คงชอบอ่านหน้าสาม
นสพ เดลินิวส์ คอลัมน์ขวามือ ของนายเขื่อนขันธ์
คนๆ นี้โง่ ประกอบด้วยโมหะคติ แฝงด้วยความเกลียดชัง
และที่สำคัญไร้รสนิยม ออกจะเพี้ยนๆ วันที่ 15 ยังด่าแดงว่า พวกนรกป่วนเมือง
แต่วันนี้ ไอ้นรกเดลนิวส์คนนี้ ยอมรับแล้ว หลังแดงแลกหมัดกับเหลืองแถม ปชป
มันยอมรับว่า ....

ถ้าให้คะแนนกันช่วงนี้ ต้องบอกได้ว่าการออกมา เปิดเผยข้อมูลของ แกนนำ นปช. ดูจะมีหลักฐานและน้ำหนักทำให้คนทั่วไปเชื่อถือได้มากกว่า

คงเป็นเพราะ “วอร์รูม” ของนายใหญ่ มีทั้งตำรวจ ทหาร ข้าราชการที่เคยได้ดิบได้ดี
ในช่วง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เป็นใหญ่เป็นโตทางการเมือง แถมยังได้บุคคล หลากหลายอาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดวางยุทธศาสตร์ ประสิทธิภาพจึงไม่ธรรมดา เอาเป็นว่าบุคลากรที่เข้ามาช่วยงาน อยู่ในหน่วยงานหลักที่ดูแลงานทางด้านความมั่นคง เอ่ยชื่อออกมาหลายคนคงนึกไม่ถึง

อย่างล่าสุดที่ “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ออกมาตอบโต้ข้อหา “สู้แล้วรวย”
และโชว์หลักฐานซึ่งเกี่ยวพันกับเงินบริจาคของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

แม้ว่าล่าสุดจะมีคำชี้แจงของนักธุรกิจที่ถูกพาดพิงว่า เป็นเงินที่ใช้ทำบุญร่วมกัน พร้อมทั้งแสดงหลักฐานว่าเส้นทางเงินไปอยู่ตรงไหน ก็ต้องถือว่าประสิทธิภาพของ นปช. ไม่ธรรมดา ขนาดไม่ได้อยู่ในฝ่ายคุมกลไกอำนาจรัฐ ยังค้นหาหลักฐานสำคัญนำมาดิสเครดิตผู้ใหญ่ในบ้านเมืองได้

ขณะที่ “วอร์รูม” ของพรรคประชาธิปัตย์ เท่าที่ผมติดตามความเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นการตอบโต้ หรือจุดประเด็นกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม ส่วนใหญ่ล้วนแต่ เต็มไปด้วยโวหารและฟองน้ำลาย ไม่มีหลักฐานอะไรที่พอจะจับให้มั่นคั้นให้ตาย ก็เห็นจะมีแต่เรื่อง นปช. บางคนใช้บริการของการบินไทย โดยมีข้อครหาว่าไม่ยอมซื้อตั๋วเครื่องบิน แต่เรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนฟ้องร้องกันอยู่ในศาล

หรืออย่างล่าสุดที่มีการที่สมาชิกพรรคแกนนำรัฐบาลคนหนึ่งออกมาปูดข่าวว่า มีนักธุรกิจหรือนักการเมืองสนับสนุนทางการเงิน นปช.
ประกอบด้วย
1 “ส” ซึ่งเคยมีฐานะเป็นอดีตรัฐมนตรี
2 “พ” อดีตรัฐมนตรีและนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
3 “ป” นักธุรกิจเครื่องดื่มชื่อดัง
4 “ส” เจ้าของห้างสรรพสินค้า และ
5 “ว” ทนายความ คอยทำหน้าที่เป็นแคชเชียร์

พออ่านข่าวทีแรกหลายคนคงรู้สึกตื่นเต้น ยิ่งโฆษกพรรคประชาธิปัตย์อธิบายเส้นทางการโอนเงินด้วยวิธีการหรือรูปแบบต่าง ๆ
แต่พอซักไปซักมา ก็ยังไม่มีหลักฐานอะไร
ที่พอจะเชื่อมโยง ให้ได้เห็นชัดว่า เกี่ยวข้องกับใครบ้าง
ซึ่งกำลังอยู่ขั้นตอนการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อยู่ ......

นี่ผมไม่ได้พูดเองนะ ศัตรูของเรายอมรับแล้วว่า เขาอ่อนล้า
แต่ทำเป็นปากกล้า โว เต้นฟุตเวิร์คไปมาทั้งที่ลำตัวโดนเข้าไปจุกเสียดที่สุด
หมัดอ่อนแรง ขาพันกันแล้ว หมดสภาพ

ช่วยกันตีตลุยต่อ
เปิดเผยความจริงออกไปใหมากที่สุด
กรณีเขายายเที่ยง จีที 200 เขาสอยดาว
เงินที่เปรมรับจากเศรษฐีแม่เจ้าของบริษัทรถมิตซูบิชิอ้างทำบุญ
(น่าจะเอาไว้ทำศพมันจะดีกว่า)
สัจจธรรมนี่แหล่ะที่ทำให้ศัตรูแม้จะมีสื่อในมือ
แต่ก็แพ้ต่อความจริง เพราะ ปชป มีแต่เด็กปัญญาอ่อน
ตอบโต้แบบที่ฝรั่งเรียกว่า feeble response ป้อแป้เหลือเกิน
อย่างบอก ทักษิณแปลงชาติเขมร
แดงปาขี้บ้านนรกมาร์ก
แดงขับรถปาดหน้ารถนายก รณรงค์ใส่ชมพูแทน
แดงวันสงกรานต์ แดงชุมนุมเพราะท่อน้ำเลี้ยงจ้างมา
แดงวางระเบิดศาลฎีกา ผมว่าถ้ารัฐบวมประเมินประชาชนเป็นคนไร้ปัญญา
แน่นอน รัฐบาลชุดนี้ล้มไม่เป็นท่าแน่
แต่อาจต้องใช้เวลาอีกนิดเพราะเขามีปืนคุ้มกะลา
แต่ที่แน่ๆ ไม่นาน ปืนก็หันมาดันกันเอง
เมื่อทหารฝ่ายประชาชน ทหารที่ยอมรับความเป็นจริง
ที่สุดก็จะหันกลับมาสู่แนวทางประชาธิปไตยเอง หลังเขาพบแล้วว่า
อีเปรม มันแค่ของปลอม ลวงโลก แต่ประชาธิปไตย
และทักษิณ ชินวัตรคือ ของจริงเพื่อประชาชน !!!!

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/21843