WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 20, 2010

รวมสุดยอดเทคโนโลยีมือถือ จากงาน MWC 2010


Intel และ Nokia ประกาศร่วมพัฒนา MeeGo

ก่อนหน้านี้ทั้ง Intel และ Nokia มีโครงการพัฒนาระบบปฏิบัติการสำหรับใช้งานในโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเองมานานหลายปี คือ Mobiln ของ Intel และ Maemo ของ Nokia ซึ่งต่างพยายามผลักดันแพลตฟอร์มสำหรับโทรศัพท์มือถือที่ต่อยอดมาจากระบบปฏิบัติการลินุกซ์ แต่ทั้ง Moblin และ Maemo กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก

ในการรวมกันพัฒนาแพลตฟอร์มในครั้งนี้ จะเป็นการรวมแกนในที่ Intel พัฒนา นำมารวมเข้ากับหน้าจอของ Maomo ของ Nokia ภายใต้ชื่อ MeeGo

รายงานข่าวอธิบายว่า จุดแข็งของ MeeGo จะเป็นการทำงานร่วมกับลินุกซ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กล่าวคือ MeeGo เลือกที่จะยึดติดกับลินุกซ์มาตรฐาน ทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์เดิมๆ ที่มีอยู่บนลินุกซ์อยู่แล้วทำได้ง่าย ต่างจาก Android ที่มีปัญหาในส่วนของ API ที่ต่างไปจากลินุกซ์ ทำให้ไดร์เวอร์จำนวนมากทำงานร่วมกับลินุกซ์ทั่วไปไม่ได้

เครือข่ายมือถือ 24 ราย ผนึกกำลังสร้าง App Store ระดับโลก

ในยุคโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนเฟื่องฟู สิ่งที่ต้องมีคู่กันคือแอพลิเคชั่น หรือโปรแกรมเสริม เพื่อเป็นสิ่งเพิ่มอรรถรสและความสามารถในการใช้งานของโทรศัพท์ให้มากขึ้น โดยทั่วไปแต่ละค่ายมือถือจะมีบริการจัดจำหน่ายโปรแกรมเหล่านี้เป็นของตัวเอง

ล่าสุดในงาน MWC 2010 เครือข่ายมือถือ 24 ราย อาทิ Orange, AT&T, China Unicom, Verizon, Vodafone, NTT DoCoMo, Telenor และ SingTel เป็นต้น ได้ประกาศรวมมือกันสร้างร้านจำหน่ายโปรแกรม (App Store) สำหรับโทรศัพท์มือถือที่สามารถใช้งานได้ทั่วโลก

โดยพันธมิตรทั้ง 24 รายได้รวมตัวกันใช้ชื่อว่า Wholesale Application Community ซึ่งมีฐานลูกค้ารวมกัน 3 พันล้านเลขหมาย นอกจากผู้ให้บริการเครือข่าย ยังผนึกกำลังกับผู้ผลิตมือถือ 3 รายใหญ่ คือ Samsung, LG, Sony Ericsson และสมาคม GSMA ด้วย

ทาง Wholesale Application Community แถลงว่าการร่วมมือกันสร้าง App Store ครั้งนี้จะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย เพราะจะเป็นการรวม App Store เป็นระบบเดียว ซึ่งสามารถร่วมกันใช้งานได้ทั้งหมด และคาดว่าจะพร้อมให้บริการภายใน 12 เดือน

Sony Ericsson เปิดตัวมือถือ Android รุ่น Xperia X10

ในเวที MWC 2010 ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือชื่อดังอย่าง Sony Ericsson ได้ทำการแนะนำ มือถือน้องใหม่ในตระกูลเดียวกับ Xperia X10 ซึ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดยเป็นโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android

คุณสมบัติเด่นของ Xperia X10 mini และ Xperia X10 mini pro (รุ่น pro มีแป้นคีย์บอร์ด) ดังนี้

  • ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 1.6 (Donut)
  • หน้าจอสัมผัสขนาด 2.55 นิ้ว ความละเอียดระดับ QVGA (240x320 พิกเซล)
  • ใช้ CPU Qualcomm MSM7227 600 MHz
  • มีหน่วยความจำในตัว 128MB และรองรับ microSD สูงสุดที่ 16GB
  • มีช่องหูฟังขนาดมาตรฐาน
  • กล้องออโต้โฟกัสความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
  • X10 mini หนา 16 มิลลิเมตร ส่วนรุ่น X10 mini Pro ที่มีคีย์บอร์ดแยกหนากว่านิดหน่อยคือ 17 มิลลิเมตร

โดยโทรศัพท์ทั้งสองรุ่น Sony Ericsson จะวางขายในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2010 และสามารถสั่งจองล่วงหน้าได้ในราคา 319 ยูโร และ 349 ยูโร ตามลำดับ

Vodafone เปิดตัวมือถือถูกที่สุดในโลก

ผู้ให้บริการเครือข่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Vodafone ทำการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือราคาถูก ตั้งเป้าสำหรับจับตลาดกลุ่มประเทศที่ยังต้องการเทคโนโลยี ได้แก่ อินเดีย ตุรกี คองโก กานา เคนยา แอฟริกาใต้ กาตาร์ แทนซาเนีย เป็นต้น ปัจจัยสำคัญคือการกำหนดราคาของเครื่องโทรศัพท์มือถือ ให้อยู่ที่ 15 ดอลลาร์ (ประมาณ 500 บาท)

โดยมือถือรุ่น Vodafon 150 จะเป็นมือถือจอขาวดำ ซึ่งรองรับการรับ-ส่ง SMS และใช้งานบริการจ่ายเงินผ่านมือถือได้ ราคา 15 ดอลลาร์ และรุ่น Vodafone 250 เป็นมือถือจอสี และมีวิทยุ FM ในตัว ราคา 20 ดอลลาร์

มือถือ Android 19 รุ่น จาก 9 ผู้ผลิต

Android เป็นระบบปฏิบัติการแบบ Open Source ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ ที่ได้รับการสนับสนุนหลักจาก Google (และเมื่อไม่นานมานี้ Google เปิดตัวโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ในชื่อรหัส Nexus One ใช้ระบบปฏิบัติการ Android)

ในงาน MWC 2010 ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือหลายเจ้า ได้เปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android นับได้รวม 19 รุ่น ดังนี้

  • Acer Liquid E
  • Acer E110
  • Acer E400
  • Garmin Asus Nuvifone A50
  • HTC Desire
  • HTC Legend
  • LG GT540
  • Lumigon T1
  • Lumigon S1
  • Lumigon E1
  • Motorola MOTOROI
  • Motorola Cliq XT
  • Huawei U8100
  • Huawei U8300
  • Huawei U8800
  • Huawei U8110
  • Samsung Beam
  • Sony Ericsson Xperia X10 mini pro
  • Sony Ericsson Xperia X10 mini

ที่มา:

เลื่อนคดียึดทรัพย์ทักษิณ หรือไม่เลื่อน ผมสองจิตสองใจจริงๆ

ที่มา thaifreenews


โดย..ลูกชาวนาไทย



ในทางยุทธศาสตร์แล้ว ผมฟันธงเลยว่ามันต้องเลื่อน เพราะการยึดทรัพย์นี้เป็นอาวุธทางการเมืองที่คิดว่าสามารถ"ฆ่าทักษิณได้" และสยบกลุ่มเสื้อแดงได้อย่างเด็ดขาด

ตัดท่อน้ำเลี้ยงโดยสิ้นเชิง
นี่เป็น "ข้อสมมุติฐานหลักของอำมาตย์" คิดอย่างนี้มาตลอด
แต่เมื่อคนเสื้อแดง "เลื่อนการชุมนุมใหญ่ออกไป" หลัง 26 กพ.
สมมุติฐานเรื่องการยึดทรัพย์ ก็ไม่เป็นความจริง

อาวุธมหาประลัยก็ด้านอย่างสิ้นเชิง หากยังขื้นใช้อาวุธที่ด้านก็ไม่มีประโยชน์ และอาวุธชิ้นสุดท้ายที่มีอยู่ก็ไล่ความหมาย

นั่นเป็นการประเมินทางยุทธศาสตร์นะครับ

แต่ก็มีคนแย้งผมว่า "เขาคิดไม่เหมือนใคร" และไม่เคยคิดอย่างที่เราคิดมาตลอด ดังนั้น การคาดการณ์ความคิดของ "พวกเขา" โดยใช้ "บรรทัดฐานปกติ" ของคนทั่วไปอาจใช้ไม่ได้ผล พวกเขามี Ego แรงมาก หากมีสติปัญญาอย่างที่เราคิด หรือคิดเหมือนที่เราคิด พวกเขาก็คงไม่เดินเกมจนย่ำแย่ สูญศรัทธามากว่า 3 ปี

ดังนั้น ผมก็ไม่อาจตัดตัวแปร มนุษย์พันธุ์พิเศษ พวกนี้ได้

ผมก็เลยสองจิตสองใจไม่กล้าฟันธงตาม "กรอบการวิเคราะห์ฺเิชิงเหตุและผล"

แต่สิ่งที่ผมภาวนาคือ "ขอให้พวกเขายึดทรัพย์เลยดีกว่า" เอาให้เกลี้ยง ตัดท่อน้ำเลี้ยงให้หมด

(บางคนกระซิบผมว่า อย่าบอกมัน เดี๋ยวพวกมันรู้ ผมคิดว่า หากพวกนั้นฉลาดและรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจริง ก็ไม่พาพวกตัวเองติดหล่ม ขึ้นไม่ได้มา 3-4 ปีแล้วหรอก)

สรุปคือ ผมรอดูไม่มั่นใจ 50/50

ผมค่อนข้างเชื่อว่าคนพวกนี้ ไม่ได้ฉลาดอย่างที่พวกเราคิด แต่ดื้อและด้าน

ดังนั้น ต้องประเมินว่าเรากำลังสู้กับ "เด็กดื้อ+คนแก่ดื้อ)" ที่ไม่ฉลาดมากนัก ไม่ฟังใคร

เกมแบบนี้อย่าเข้าปะทะตรงๆ หลอกล่อให้ัหัวหมุน ชกหมัดแย็ปเข้าปลายคางไปเรื่อยๆ

อย่างน้อย สุรยุทธ์ เปรม พิจิตร ก็ตายไปแล้ว

ถุด มาร์กปกครองประเทศเลวจนโลกจัดไทยเป็นแผ่นดินโจรก่อการร้ายที่ 9 ในโลก แพ้เขมร

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

by เสรีชน

ถุด มาร์กปกครองประเทศเลวจนโลกจัดไทยเป็นแผ่นดินโจรก่อการร้าย
ที่ 9 ในโลก แพ้เขมร พม่า ลาว เวียดนามเรียบ


เศร้า ไอ้เด็กเวรกับทหารมันโกหกตอแหลว่า ในยุคของพวกมัน ภาคใต้สถานการณ์ดีขึ้น ทั้งที่ตัวเลขเด่นชัดแล้วว่า สถานการณ์ความรุนแรงไม่ได้ลดลง แต่เสือ่มทรามหนักกว่าครั้งยุคนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีมาก

บริษัท เมเปิ้ลครอฟท์ บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงในอังกฤษ เผยดัชนีความเสี่ยงจากการก่อการร้าย
ประจำปี 2553 ว่า ไทยอยู่ในอันดับ 9
ของความเสี่ยงจากการก่อการร้าย หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือ
เราเป็นประเทศโจรก่อการร้ายลำดับต้นของโลกไปแล้ว

โดยลำดับแรกคือ อิรัก สองคือ อัฟกานิสถาน สาม ปากีสถาน เลบานอน มาที่ห้า อินเดีย
ที่หก อัลจีเรีย ที่เจ็ด โคลัมเบีย ที่แปด และไทยแลนด์ยุคไอ้เด็กนรกมาที่เก้า
ที่สิบคือ ฟิลิปปินส์
ทั้งนี้จากการเปรียบเทียบกับ 196 ประเทศ ส่วนเขมร ลาว เวียดนาม อิหร่าน
ที่เราไปดูถูกเขาไม่ติดสิบอันดับแรกเลย
รายงานยังบอกว่าในยุคที่พรรคเพื่อไทยปกครองสั้นๆ แต่ลำดับความปลอดภัยอยู่ที่ 11
แต่พอ ปชป ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ความปลอดภัยก็น้อยลงมาตลอด
โดยยกเรื่องความรุนแรงในภาคใต้ที่มีทหารและประชาชนเสียชีวิตไปเกือบสี่พัน ราย นับแต่ปี 2548 เป็นต้นมา
และยกความรุนแรงจากเหตุระเบิดสุไหงโกลกเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2552
และความถี่ของความรุนแรงที่เพิ่มมาตลอดในยุคของพรรค ปชป
ทั้งที่นายชวน หลีกภัย เจ้าของตำนานแหลนิรันดร์กาลเคยบอกว่า ถ้าทักษิณออกไป ภาคใต้ก็สงบ
แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น จอมตอแหลไม่มาอธิบายความโกหกของตนหน่อยหรือว่า
ทำไมมันถึงเลวร้ายลงเรื่อยๆ
นี่ไง โกหกตอแหลว่าทักษิณทำภาคใต้พัง เพื่อไทยทำไม่ดี พอตนเองมาแก้ปัญหา
มีแต่น้ำลายแตกฟอง โกงกิน เครื่องตรวจจับระเบิดทำให้ทหารประชาชนมากมายตาย และบาดเจ็บ

ข่าวแบบนี้ รัฐบาลไม่ยอมรับ และอ้างว่าข้อมูลฝรั่งมั่วตามเคย ส่วนทีวีก็ไม่อยากเสนอข่าวมากนัก
เพราะทิศทางข่าวปัจจุบันมันสนองกับการทำงานของรัฐบาลเผด็จการมาตลอด
จึงเป็นการสมควรแล้วที่ชาวเสื้อแดงผู้รักชาติรักประชาธิปไตยจะร่วมกันคัด ค้านรัฐบาลทรราชเข่นฆ่าประชาชน
และเรียกร้องกับพี่น้องทั่วประเทศ รวมทั้งได้กำลังจากคนบนถนนสีลมให้ร่วมแรงร่วมใจกันสู้
เพื่อโค่นล้มแก๊งค์ อุบาทว์ของโมฆะบุรุษเปรม และพรรคประชาธิปด ให้จงได้
เรามาไกลเกินไปกว่าจะกลับหลังและก้มหัวจำนนต่อกระบอกปืนของทหารเผด็จการแล้ว !!!!

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/22550

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(20ก.พ.):ยึดเขย่าเมือง

ที่มา Thai E-News



ยึดเขย่าเมือง-เชิญร่วมงานเสวนาวิเคราะห์สถานการณ์"ยึดเขย่าเมือง ล่าขุมทรัพย์76,000ล้าน 26 กุมภาพันธ์เส้นแบ่งแห่งความยุติธรรม"ในวันที่23ก.พ.ที่ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์ 13.00-17.00 น.พบกับสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พงศ์เทพ เทพกาญจนา สุนัย จุลพงศธร จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ สอบถาม0811048842 0892059513


เล่มนี้อิ่มอาบ เล่มหน้าซาบซึ้ง-นิตยสารVOICE OF TAKSINเล่มล่าสุด(ขวา)ว่าด้วยการตัดสินลงโทษผู้พิพากษาตุลาการที่ทำตัวเป็นสมุนบริวารตัดสินคดีตามใบสั่งเผด็จการฮิตเลอร์ พร้อมเผยรายชื่อองค์คณะผู้พิพากษาคดี76,000ล้าน ส่วนเล่มหน้า"ซาบซึ้ง"(ซ้าย)โปรดอดใจรอ


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553 อัดแน่นแต่เบาสบายๆด้วยข่าวภาพกิจกรรมของแวดวงคนเสื้อแดง ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยทั้งในไทยและทั่วทุกมุมโลกเช่นเคย ท่านใดอยากฝากข่าวคราวเชิญส่งมาที่thaienews99@googlegroups.com ***

***ภาพกิจกรรมโครงการ สองขาเพื่อประชาธิปไตย

ภาพที่ ๑. เป็นบรรยากาศก่อนเริ่มปั่นในตัวเมืองจันทบุรี ซึ่งมีพี่ดารุณี กฤตบุญญาลัย, พี่พิศ, พี่สุ, พี่วินัย มาร่วมสร้างสีสันประชาธิปไตยกับทีมสองขา ฯ ขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ

ภาพที่ ๒. เขาสอยดาว ซึ่งมีพี่น้องจากจันทบุรีมาร่วมสมทบอีก ๔ ท่าน และมาช่วยประคองผมอีกต่างหาก ขอบคุณในความกรุณาครับ

และในวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ก.พ.๕๓ บรรยากาศแบบนี้จะไปเกิดที่ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร

วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ก.พ.๕๓ ที่หนองตาโล อ.พัทยา จ.ชลบุรี

ซึ่งทั้งสองรายการล้อหมุนเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. และได้รับความกรุณาจากwww.newskythailand.com โดยน้อง ซาล่า ถ่ายทอดสดครับ

เพื่อเป็นสีสันของการรณงค์เรียกร้องประชาธิปไตย จึงขอเรียนเชิญพี่น้องที่สนใจจะเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อได้ที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์ พิพุต โทร.๐๘๙-๒๒๘-๐๗๐๘ หากท่านใดสนใจร่วมสมทบทุนบริจาคเพื่อจัดซื้อจานดาวเทียมมเพื่อชมทีวีประชาธิปไตยพีเพิลแชนัล ก็เรียนเชิญครับ

ทีมเราหวังว่าเมื่อสองล้อหมุุนไป ประชาธิปไตยต้องเติบโต***

***สังคมข่าวดีๆ นปช.อุตรดิตถ์ โดยการนำของนางมัณฑนา(ป้าแป๋ว) เชียงไฝและคนายปัณณวัฒน์ นาคมูลพบปะมวลชนคนเสื้อแดงเพื่อจัดตั้งแกนนำระดับตำบลและหมู่บ้าน ตามโครงสร้างของนปช.อุตรดิตถ์โดยยึดรูปแบบการขยายมวลชนสู่ฐานรากของสังคมคือหมู่บ้าน ดังนี้

19 ก.พ. 53 (15.00 น.) บริเวณตลาดนัดข้างที่ว่าการอำเภอตรอน จ.อุตรดิตถ์
20 ก.พ. 53 (16.00 น.) บริเวณตลาดนัดสี่แยกบ้านป่าขนุน ต.คุ้งตะเภา อ.เมืองฯ จ.อุตรดิตถ์
21 ก.พ. 53 (19.00 น.) บ้านแกนนำ ม.3 ต.หาดสองแคว อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์
24 ก.พ. 53 (19.00 น.) บ้านแกนนำ ม.3 ต.นานกกก อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์


พบกับพิธีกรวัยรุ่นน้องบลูและน้องฟางแสนสวยและน่ารักทั้งวิทยากร(สว.)สุดมันส์เวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามาภระกิจของดนเสื้อแดงในพื้นที่คนเสื้อแดงที่อยู่ใกล้เคียงเชิญเข้าร่วมไม่เสียค่าใช้จ่ายมีแต่ได้ความรู้เรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริงเป็นอาวุธ***

***งานศพคุณแม่ของอาจารย์ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (A cremation for my mother, Sat. Feb 20 at 16:45-Paknam)กำหนดการ วันเสาร์ ๒๐ กุมภา

๑๐.๐๐ พระสงฆ์ ๑๐ รูป สวดพระพุทธมนต์ ถวายอาหารเพล
๑๔.๐๐ พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา
๑๕.๑๕ เคลื่อนศพสู่เมรุ
๑๖.๔๕ ประชุมเพลิง
ณ เมรุวัดมหาวงษ์ (ปากน้ำ) ข้างโรงเรียนนายเรือ
ถนนสุขุมวิท สมุทรปราการ***

***ข่่าวจากเรดอินฮอลแลนด์ พร้อมแล้วที่จะแสดงพลังร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงคนรักประชาธิปไตยจากทั่วทุกมุมโลก เรายินดีและปรารถนาที่จะร่วมงาน ประสานงาน กับพี่น้องชาวเสื้อแดงทุกกลุ่ม เพื่อจะได้ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงกลับคืนมาสู่ประเทศไทย

พร้อมกันนี้เราได้จัดงานจิบน้ำชา พร้อมเสวนา ทางวิชาการ ในหัวข้อ"ประชาธิปไตย แบบไหน บ้านเมืองจึงเจริญ" ในวันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ นี้ ที่ร้านอาหาร Top Thai ถนน HERENSTRAAT เลขที่ 28 กรุงอัมสเตอรดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเวลา 11.00 นาฬิกา ด้วยบรรยากาศอบอุ่นแบบพี่ๆ น้อง ของคนรักประชาธิปไตย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ท่านที่เดินทางมาจากประเทศใกล้เคียง เรามีที่พักรับรอง

ท่านที่ประสงค์จะมาร่วมงานกรุณาแจ้งความจำนงมาได้ที่ คุณ พอกันธี อำมาตยา ผู้ประสานงานกลุ่มเรดอินฮอลแลนด์ +31 624 15 4693 หรือ email: rednederland@gmail.com***

***นปช.กำหนดการจัดโรงเรียน นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ครั้งที่ 2 ของภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเจ้าภาพ ในวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ นี้ ที่เขาพรายดำรีสอร์ท อำเภอสิชล นครศรีธรรมราช โดยจะจัดการเรียน หลักสูตรประชาธิปไตย เพียง 1 วัน ช่วงเย็น จะมีการเปิดปราศรัยของแกนนำ นปช. ท่านใดที่มีญาติพี่น้องในภาคใต้ีี่่ บอกกล่าวไปยังพี่น้องด้วย สนใจเข้าอบรมโรงเรียน นปช. ติดต่อที่ ประชาสัมพันธ์ ของรีสอร์ท เขาพรายดำ โทร. 075-771-111 และที่ คุณธนวุฒิ เลขา นปช. นครศรีธรรมราช 086-684-6569 ลงทะเบียนตั้งแต่ 7.30 - 8.30 น.



บรรยากาศของ เขาพรายดำรีสอร์ท อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช บ้านของ ณัฐวุฒิเอง บริการเต็มที่***


***กลุ่มกรุงเทพ 50 จะจัดเสวนาทิศทางประเทศไทย ปี 53 วันที่ 22 ก.พ. เวลา 18.00-22.00 น.ในรูปแบบโต๊ะจีน 200 โต๊ะ ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ โดยเชิญนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต สสร.นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา และนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยซึ่งไฮไลท์สำคัญคือการวีดิโอลิงก์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

การจัดเสวนาดังกล่าวมีขึ้นก่อนจะมีการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท เพียง 4 วัน จะได้รู้ถึงจิตใจของอดีตนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งวิเคราะห์ว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป สำหรับรายได้ในการจัดงานจะมอบให้สาธารณะกุศล บางส่วนจะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยประเทศเฮติ มูลนิธิเด็กพิการซ้ำซ้อน มูลนิธิเด็กปัญญาอ่อน***

***ปิดท้ายสาวเสื้อแดงวันนี้ เธอไม่ได้ใส่เสื้อแดงเพราะเป็นสาวออฟฟิศย่านสีลม เข้ามาฟังปราศรัยเสื้อแดงบุกแบงก์กรุงเทพเมื่อวานนี้จ้า งานนี้มีไวต์คอลลาร์หนุ่มสาวออฟฟิศมาฟังกันตรึม โดยเฉพาะตอนเลิกงาน ทำให้ม็อบเสื้อแดงกลายเป็นม็อบหนุ่มสาวออฟฟิศไปกลายๆ***

ข่าวกรอง(โปรดอ่านอย่างมีวิจารณญาณ)คำตัดสินจะออกมาในรูปแบ่งทรัพย์สินทักษิณเป็น3ส่วน

ที่มา Thai E-News



โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา กระดานสนทนาคนเหมือนกัน
20 กุมภาพันธ์ 2553

"ข่าวกรอง" (โปรดอ่านอย่างมีวิจารณญาณ) คำตัดสิน จะออกมาในรูป แบ่งทรัพย์สินทักษิณ เป็น 3 ส่วน .... (จากบล็อก Bangkok Pundit)


Pavin Chachavalpongpun(ปวิน ชัชวาลย์พงศ์พันธ์ ? - ขออภัยถ้าแปลชื่อผิด) ซึ่งกำลังอยู่ที่ Institute of Southeast Asian Studies สิงคโปร์ มีบทความใน Strait Times (เข้าถึงไม่ได้ ยกเว้นเป็นสมาชิก) ส่วนสำคัญของบทความกล่าวว่า (คำแปลของผม)

สัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้อยู่ "วงใน" ที่เกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์ของทักษิณ ผมได้รับการบอกว่า ตุลาการ 9 คนที่ได้รับมอบหมายให้พิจารณาคดีตระหนักดีว่า คำตัดสินของพวกเขาสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยได้ ดังนั้น พวกเขาจะพยายามทำให้สถานการณ์มีความสงบและบรรลุซึ่งการประนีประนอมบางอย่าง กับขบวนการที่เชียร์ทักษิณ

เป็นไปได้อย่างมากว่า ตุลาการจะแบ่งทรัพย์สินทักษิณออกเป็น 3 ส่วน เพื่อยุติจุดตันทางการเมืองของไทย ทรัพย์สินบางส่วนคงจะถูกยึด, บางส่วนอายัดไว้ (frozen) และบางส่วนคืนให้ทักษิณ
....
สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือ ตุลาการจะคืนให้ทักษิณ ทรัพย์สินส่วนที่เขามีอยู่ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544 - ทรัพย์สินที่เขาอ้างว่า เขาได้มาอย่างสุจริต


(ต้นฉบับ):

Last week, I had the chance to interview an insider who has been involved in Thaksin's court case. I was told that the nine judges assigned to the case are well aware that their verdict could change the face of Thai politics. Therefore, they are trying to calm the situation and reach some kind of compromise with the pro-Thaksin movement.

It is highly likely that the judges will split Thaksin's assets into three parts to end Thailand's political deadlock. Some assets will probably be seized, some frozen and some returned to him.
...
The likely scenario is that the judges will return to Thaksin the assets he earned before assuming the premiership in 2001 - assets that he claimed he earned honestly.

คำถาม - ข้อโต้แย้งต่อความเห็นคตส.คดียึดทรัพย์76,000ล้าน:วัวกินหญ้า หรือคนกินหญ้ากันแน่?

ที่มา Thai E-News



ทฤษฎีวัวกินหญ้านั้น ใครๆก็รู้ว่าเป็นการยกตัวอย่างเปรียบเทียบที่เลอะเทอะที่สุด ดูข้อกล่าวหาและเหตุผลของคตส.แล้ว จะเห็นว่าขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ทฤษฎีวัวกินหญ้าจึงเหมาะที่จะเป็นคำอธิบายของผู้ที่กินหญ้าเป็นอาหารเสียมากกว่า


โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
ที่มา สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย
19 กุมภาพันธ์ 2553

เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้แสดงความเห็นต่อกรณีคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทไปว่า ผมคาดว่าคงมีการยึดทรัพย์ทั้งหมดด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ส่วน

ส่วนที่หนึ่งคือ รัฐธรรมนูญของไทยได้รับรององค์กรตรวจสอบที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร ทั้งยังรับรองให้กระทำการใดๆก็ได้แม้การกระทำนั้นจะผิดกฎหมายก็ตาม และระบบยุติธรรมของไทยก็ยอมรับการรัฐประหารและคำสั่งต่างๆของคณะรัฐประหาร

ส่วนที่สองคือ ได้มีการแสดงความเห็นในลักษณะชี้นำสังคมและการกดดันศาลโดยบุคคลสำคัญในรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรฯและอดีตกรรมการคตส.อย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ โดยใช้สื่อของรัฐบาลเพื่อการนี้อย่างเต็มที่

ที่ผมเสนอความเห็นไปนั้นก็เพื่อเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐและผู้เกี่ยวข้องยุติการชี้นำสังคมเพื่อให้สังคมตัดสินไปก่อนการตัดสินของศาล และเลิกล้มการวางแผนปูทางไปสู่การปราบประชาชน

ขณะเดียวกันผมก็เรียกร้องให้ฝ่ายประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยืนยันการต่อสู้โดยสันติวิธีอย่างเคร่งครัด ระมัดระวังไม่ให้เข้าทางฝ่ายรัฐบาล

ผมยังได้คาดการณ์ไว้ด้วยว่าผลการตัดสินคดีนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่พอใจยินดีและไม่พอใจ หรือแม้แต่โกรธแค้น ซึ่งก็คงต้องช่วยกันเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีความอดทนอดกลั้น ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาอย่างสันติ

นอกจากนี้ผมก็คาดการณ์ว่าผลการตัดสินคดีนี้จะนำไปสู่การตั้งคำถามต่อระบบยุติธรรมของประเทศไทยอย่างมาก ซึ่งทางที่ดีก็ควรส่งเสริมให้มีการศึกษา วิพากษ์วิจารณ์อย่างเต็มที่ เพื่อสังคมไทยจะได้หาทางปรับปรุงระบบยุติธรรมของประเทศให้เกิดความยุติธรรม

ถึงวันนี้ผมก็ยังคาดการณ์อย่างเดิม แม้ว่าจะอยากให้คาดผิดอย่างที่เคยพูดไว้แล้วนั่นเอง

การคาดการณ์และวิเคราะห์ทั้งหมดที่ได้ทำไปก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดจากการศึกษาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายของคดีนี้เท่าไรนัก ส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์จากการติดตามพฤติกรรมของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องเสียมากกว่า

เมื่อปรากฏว่าการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคดีนี้สามารถกระทำได้ทั่วไป ผมจึงเห็นว่าควรจะแสดงความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้เพิ่มเติม เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยเฉพาะผู้สนใจบ้างตามสมควร

ในการแสดงความเห็นนี้ ผมไม่ประสงค์จะอธิบายอะไรแทนใคร และไม่ประสงค์จะตอบคำถามหรือเสนอข้อสรุปว่าควรจะเป็นอย่างไร แต่จะขอตั้งคำถามและเสนอปัญหาให้ผู้สนใจช่วยกันคิดต่อไป

ทรัพย์สิน 76,000 ล้านบาทนี้ ตามกฎหมายไม่ใช่ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นของผู้อื่น คือน้องสาวและลูกซึ่งมิใช่ข้าราชการการเมือง คตส.อาศัยเหตุผลอะไรในการยึดเป็นของรัฐ

หากจะใช้เหตุผลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ซุกหุ้นโดยถือว่าหุ้นทั้งหลายนั้นแท้จริงเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ พ.ต.ท.ทักษิณก็จะมีความผิด ๒ ประการคือ ๑).ทำผิดข้อห้ามที่ไม่ให้รัฐมนตรีถือหุ้น และ ๒).จงใจปกปิดไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินให้ถูกต้อง

สมมุติว่าผิดทั้งสองข้อจริง ก็ไม่มีกฎหมายข้อไหนให้ยึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณได้

ที่ผ่านมามีรัฐมนตรีในหลายรัฐบาลถือหุ้นอันเป็นการขัดต่อข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็เห็นเพียงแค่ทำให้รัฐมนตรีเหล่านั้นขาดคุณสมบัติไป ไม่มีการลงโทษอย่างอื่น หากรัฐมนตรีเหล่านั้นต้องการที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งอีก ก็สามารถกระทำได้โดยไม่ขาดคุณสมบัติแต่อย่างใดด้วย

ส่วนรัฐมนตรีที่จงใจปกปิดทรัพย์สินก็มีมาแล้วหลายคน ผลก็คือต้องพ้นจากตำแหน่งไป และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี

แต่ในทั้งสองกรณีไม่มีใครถูกยึดทรัพย์

คตส.กล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณใช้นโยบายเอื้อประโยชน์

ข้อกล่าวหานี้มีคำถามหลายอย่าง การดำเนินนโยบายเหล่านั้นเป็นไปโดยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ที่ว่าเอื้อประโยชน์นั้นเอื้อแก่ใครบ้าง เอื้อเป็นการทั่วไปหรือเอื้อเฉพาะราย ทำให้รัฐเสียประโยชน์จริงหรือไม่ ใครควรเป็นผู้วินิจฉัยว่าการใช้นโยบายเหล่านั้นดีหรือไม่ดี และการดำเนินนโยบายเหล่านั้นใครควรเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย นายกฯคนเดียวหรือคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ และสมมุติว่าผิดกฎหมายจริง มีบทลงโทษให้ยึดทรัพย์ทั้งหมดเป็นของรัฐหรือไม่

ดูจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าการดำเนินนโยบายต่างๆนั้นไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การออกพรก.ซึ่งมีการร้องค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วและศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยมาแล้วว่าสามารถออกได้โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

การตกลงให้เงินกู้แก่ต่างประเทศก็เป็นไปตามมติครม. ซึ่งกฎหมายให้อำนาจไว้ให้ทำได้

ปัญหาที่เหลือในส่วนนี้คือ เป็นการเอื้อประโยชน์หรือทำให้รัฐเสียประโยชน์หรือไม่ เสียประโยชน์เท่าไร และถ้าเอื้อประโยชน์หรือทำให้รัฐเสียประโยชน์ เอื้อประโยชน์ไปเท่าไร ทำให้รัฐเสียประโยชน์ไปเท่าไร และจะเรียกค่าเสียหายกันอย่างไร

กรณีเอื้อประโยชน์ในการให้ต่างประเทศกู้เงินนั้น เมื่อเป็นการกู้ก็ย่อมมีสัญญากู้เงิน มีการชำระดอกเบี้ยและเงินต้น ต้องถามว่ามีการชำระหรือไม่ ทวงหนี้ได้หรือไม่ หนี้เสียไปเท่าไร

ถึงแม้หนี้สูญไปทั้งหมด ๔,๐๐๐ ล้านบาท ก็ควรจะเรียกเงินชดเชยเอากับผู้ทำให้เกิดความเสียหายแต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบความเสียหาย จะเอามาเป็นเหตุในการยึดทรัพย์ทั้งหมดไปได้อย่างไร

ส่วนเรื่องการเปลี่ยนจากระบบสัมปทานมาเป็นภาษีสรรพสามิตนั้น ดูเหมือนจะมีข้อโต้แย้งทั้งในเชิงหลักการและข้อเท็จจริงว่าทำให้รัฐเสียประโยชน์จริงหรือไม่ และทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจจริงหรือไม่ ประเด็นนี้ผมไม่ขอวิจารณ์ในที่นี้ เพียงแต่อยากให้มีการรับฟังความเห็นของฝ่ายที่เขาชี้แจงกันมากกว่าที่เป็นอยู่เท่านั้น

ประเด็นที่ผมจะเสนอเกี่ยวกับการเปลี่ยนระบบสัมปทานมาเป็นการเก็บภาษีสรรพสามิตก็คือ การตัดสินใจว่าจะใช้ระบบใด จะเก็บภาษีหรือไม่ จะเก็บมากหรือน้อย รัฐจะเก็บภาษีมากหรือน้อย เป็นปัญหานโยบายไม่ใช่หรือ ทั่วโลกเขาถือเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่ใช่หรือ ความรับผิดชอบต่อเรื่องเช่นนี้ เมื่อไม่เป็นการผิดกฎหมาย แท้จริงแล้วย่อมเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองที่รัฐบาลพึงมีต่อสภาและต่อประชาชน กระบวนการที่พึงตรวจสอบเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมายมาตั้งแต่ต้นนี้ จึงควรเป็นรัฐสภาและประชาชน

ถึงแม้ว่าเป็นไปโดยผิดกฎหมายและให้รัฐเสียประโยชน์จริง ก็ต้องลงโทษทางอาญาและให้ชดเชยความเสียหาย ไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการยึดทรัพย์ได้อยู่ดี

คำถามที่คนจำนวนมากยังสงสัยอยู่ก็คือ แล้วคตส.อาศัยข้อกล่าวหาและเหตุผลอะไรมาใช้ในการเสนอให้ยึดทรัพย์ทั้งหมด 76,000 ล้านบาท

คตส.บอกว่าเขาเห็นว่าทรัพย์สินนี้แท้จริงแล้วเป็นของ พตท.ทักษิณ ที่โอนให้ลูกและน้องนั้นไม่ได้โอนขาด แต่เป็นการอำพรางว่าโอน

คตส.ไม่ได้เล่นงานเรื่องถือหุ้นหรือซุกหุ้น ไม่เปิดเผยทรัพย์สิน แต่กล่าวหาว่าพ.ต.ท.ทักษิณในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ทำให้ทรัพย์สินของตนนั้นมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งเป็นการทำให้ “ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร”

ถือว่าเป็น “การร่ำรวยผิดปกติ”

เมื่อร่ำรวยผิดปรกติ ก็สามารถใช้กฎหมายว่าด้วยการร่ำรวยผิดปรกติมายึดทรัพย์ได้

ธรรมดาข้อหาร่ำรวยผิดปรกติเป็นเรื่องที่ต้องดูว่าทรัพย์สินส่วนไหนที่ไม่สามารถแสดงที่มาได้ ก็ต้องยึดส่วนนั้น

แต่กรณีนี้ถือว่าเมื่อทรัพย์นี้ “ได้มาโดยไม่สมควร” ก็ต้องยึดเสียทั้งหมด โดยไม่ต้องคำนวณว่าเดิมมีอยู่เท่าไร และที่เพิ่มมาโดยชอบและไม่ชอบเป็นเท่าไร

ทฤษฎี “วัวกินหญ้า” ก็เข้ามาเกี่ยวข้องตรงนี้

เขาบอกว่าเมื่อมีคนเอาวัวไปกินหญ้าของทางการจนอ้วน ก็ต้องยึดวัวทั้งตัวนั้นเป็นของทางการ

การใช้เหตุผลในประเด็นนี้มีปัญหามากกว่าประเด็นที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เพราะเป็นประเด็นเดียวที่ใช้เป็นเหตุผลในการยึดทรัพย์ทั้งหมดในครั้งนี้

รัฐธรรมนูญห้ามรัฐมนตรีถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานของรัฐ เพราะฉะนั้นใครที่มีหุ้นแบบนี้อยู่ก่อนมาเป็นรัฐมนตรี ก็ต้องขายหรือโอนให้คนอื่นไปเสีย รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามโอนให้ลูกที่บรรลุนิติภาวะแล้วหรือญาติพี่น้อง

เมื่อโอนให้ลูกและน้องไม่ผิดกฎหมาย การตามไปดูว่าโอนให้กันอย่างไร ซื้อขายกันในเวลาต่อมาในราคาอย่างไร อย่างที่คตส.นำมากล่าวหานั้น ต้องถือว่าเป็นปัญหาโลกแตก จะจับผิดใครในกรณีทำนองเดียวกันก็ได้ทั้งนั้น ที่ถูกก็จะกลายเป็นผิดได้หมด

เช่นที่บอกว่ามีการขายให้กันในราคาถูกผิดปกติ หรือพ่อยังใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของลูกได้ แสดงว่าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ของลูกจริง แต่ยังเป็นของพ่ออยู่

ใช้บรรทัดฐานอย่างนี้เท่ากับไม่คำนึงถึงความเป็นพ่อลูกเลยแม้แต่น้อย

ถ้าใช้หลักเกณฑ์เดียวกันนี้ สมมุติว่าทรัพย์สินนั้นเป็นรถยนต์สักคันหนึ่ง พ่อซื้อให้ลูก จดทะเบียนในชื่อลูก ต่อมาพ่อไม่มีรถใช้หรือไม่ชอบรถของตัวเอง ก็ขอยืมรถลูกมาใช้เรื่อย แถมขอให้ลูกมาช่วยขับรถให้ทุกวันด้วย ลูกก็ไปขับรถของตนเองให้พ่อนั่งทุกวัน ไม่ได้ใช้สำหรับตัวเองเลย มีปัญหาขึ้นมาว่ารถนี้เป้นของใคร ถ้าใช้หลักเกณฑ์ของคตส.ที่ใช้ในเรื่องหุ้น ก็คงต้องสรุปว่ารถคันนี้เป็นของพ่ออยู่ ใครจะมายึดทรัพย์พ่อ ก็คงสามารถยึดรถคันนี้ได้ด้วย หลักกฎหมายที่จะใช้พิจารณาว่าทรัพย์สินใดเป็นของใคร และจะกลายเป็นของใครเมื่อใดก็คงสับสนไปหมด

ส่วนการตีขลุมเอาดื้อๆว่า เมื่อมีการใช้นโยบายเอื้อประโยชน์แล้วไม่ต้องพิจารณาเลยว่าเอื้อประโยชน์ไปเท่าไร ทำให้รัฐเสียประโยชน์ไปเท่าไร และทำให้ทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมเพิ่มขึ้นเท่าไร โดยการถือว่าทั้งหมดเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร แล้วสนับสนุนโดยใช้ทฤษฎีวัวกินหญ้านั้น ใครๆก็รู้ว่าเป็นการยกตัวอย่างเปรียบเทียบที่เลอะเทอะที่สุด

สมมุติว่ามีวัวอยู่ฝูงหนึ่งมีราคารวมกันสัก ๑ ล้านบาท ไปกินหญ้าในหมู่บ้านเสียเรียบ สมมุติว่ากินหญ้าของทางราชการไปด้วยก็ได้ แต่ถ้าปรากฏว่าหญ้าที่วัวกินไปนั้นมีมูลค่ารวมกันคำนวณได้ประมาณ ๑ หมื่นบาท ถามว่าควรจะทำยังไงกับเจ้าของวัว จะยึดวัวทั้งฝูงได้หรือ จะถือว่าวัวเป็นเครื่องมือในการกระทำผิดจึงต้องยึดเสียทั้งหมดได้หรือ

ทฤษฎีวัวกินหญ้าจึงเหมาะที่จะเป็นคำอธิบายของผู้ที่กินหญ้าเป็นอาหารเสียมากกว่า

ดูข้อกล่าวหาและเหตุผลของคตส.แล้ว จะเห็นว่าเป็นการจับแพะชนแกะเสียมากกว่าการอาศัยข้อกฎหมายที่มีเหตุผล หรือยึดหลักความยุติธรรมใดๆ

ถือว่าเป็นการกล่าวหาที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง

ข้อกล่าวหาและเหตุผลของคตส.นี้นอกจากขัดต่อหลักนิติธรรมและไม่ยุติธรรมแล้ว ยังจะทำให้เป็นปัญหาต่อหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องสำคัญดังนี้

ข้อกล่าวหาและเหตุผลของคตส.มีความหมายเท่ากับการห้ามรัฐมนตรีโอนหุ้นให้ลูกหรือญาติพี่น้อง ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้นั่นเอง

มีความหมายว่า ความที่ว่าคณะรัฐมนตรีย่อมรับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการ ใช้ไม่ได้อีกต่อไป

มีความหมายว่าผู้ใดจะร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องคำนึงว่ามีทรัพย์สินเดิมอยู่เท่าใด ไม่จำเป็นต้องดูว่าสามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ แต่หากทางการเห็นว่าได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยไม่สมควรแม้เพียงบางส่วน ก็สามารถยึดทรัพย์นั้นทั้งหมดได้ รวมทั้งทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนแล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย และที่เคยถูกตรวจสอบว่าถูกกฎหมายมาแล้วด้วย

มีความหมายว่าบุคคลหรือบริษัทเอกชนอาจถูกลงโทษถึงขั้นยึดทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบของตนตามกฎหมายเนื่องจากการกระทำผิดของผู้อื่น

มาถึงตรงนี้ก็นึกถึงความเห็นที่ได้ยินอยู่บ่อยๆในช่วงนี้คือ หากยึดทรัพย์นี้มาได้หมด แล้วเอามาแบ่งให้ประชาชนทั้งประเทศก็ดีเหมือนกัน เพราะคงได้คนละเป็นพันบาท บางคนก็ว่าการเอาทรัพย์คนรวยมาช่วยคนจนเป็นเรื่องไม่บาป เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ

ความเห็นนี้ฟังดูเผินๆก็เข้าทีดีอยู่หรอก คนเดือดร้อนก็มีแค่ครอบครัวเดียว แต่สังคมไทยไม่ควรลืมว่านี้เป็นความคิดแบบคอมมิวนิสต์ ที่แม้แต่ประเทศที่นิยมในลัทธินี้ก็ไม่ทำกันมานานแล้ว

พิจารณาจากข้อกล่าวหาและเหตุผลของคตส.แล้ว เรื่องคดียึดทรัพย์นี้อาจมีผลทำให้มีคนเดือดร้อนเพียงครอบครัวเดียวก็จริง แต่ความเสียหายอื่นที่อาจจะตามมาก็คือ ผลกระทบอย่างใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับความเชื่อถือต่อระบบยุติธรรมของประเทศไทย และความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดในสังคมไทยอาจจะมากยิ่งกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา

สังคมไทยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมรับกับสภาพการณ์เช่นนี้ วิธีป้องกันมิให้ปัญหาบานปลายและทางออกที่ดีก็คือ เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ใช้เหตุผลแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะหาทางทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

และทำให้ระบบยุติธรรมของประเทศนี้มีความยุติธรรมจริงๆได้โดยสันติวิธี
0000