ที่มา thaifreenews
Exclusive ยุบพรรคไทยรักไทย
พยานสำคัญ 2 คนในคดียุบพรรคไทยรักไทย(ทรท.) คือนายสุขสันต์ ชัยเทศ อดีตผู้อำนวยการพรรคพัฒนาชาติไทย และนายชวการ โตสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพัฒนาชาติไทย ร่วมแถลงข่าวถึงเบื้องหลังการยุบพรรคไทยรั กไทย โดยระบุว่าต้องการคืนความเป็นธรรมให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ตลอดจนอดีตผู้บริหารพรรคทั้ง 111 คน ที่โดนตัดสิทธิทางการเมือง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, February 21, 2010
เชิญชม "หม่อมปลื้ม" ถาม "ยุบพรรคไทยรักไทย ใครรับผิดชอบ?"
เจอทหารแก่ที่เพี้ยนจัด อีกรายแล้วค่ะ
ที่มา thaifreenews "พล.อ.บุญเลิศ"เตือนทักษิณดื้อรั้นดันทุรังไปไม่รอดชี้ควรหยุดทุกอย่าง พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือเสธ.อ้าย เลขาธิการกิตติมศักดิ์ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก(ทบ.) และประธานเตรียมทหารรุ่น 1 เพื่อนร่วมรุ่นพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯและองคมนตรี กล่าวผ่านรายการ ลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 เมกกะเฮิร์ซ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า ไม่น่าเป็นห่วง เพราะคนไทยไม่เคยฆ่ากันจริง เว้นแต่จะมีคนอื่นแปลกปลอม " สำหรับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นั้นไม่ว่ากับใครก็แล้วแต่ ท่านไม่ได้เป็นศัตรู และกับใครที่คิดจะเป็นศัตรูกับท่านนั้นก็คงจะไม่มีจริงๆ เพราะคงหวังจะเป็นศัตรูกับที่สูงขึ้นไปอีก เชื่อว่าเป้าหมายไม่ใช่ที่ พล.อ.เปรม อาจจะเป็นการหยั่งเชิงมากกว่า " พล.อ.บุญเลิศกล่าว เมื่อถามว่าในฐานะเป็นตท.รุ่น 1 อยากฝากอะไรถึงพ.ต.ท.ทักษิณ รุ่นน้องที่เป็นตท.รุ่น 10 พล.อ.บุญเลิศกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณควรหยุดทุกอย่างแล้วปล่อยให้ทุกอย่างสงบเรียบร้อย อีกหน่อยคนไทยก็ลืมแล้วเขาก็ได้กลับประเทศ แต่ถ้ายังดื้อรั้น ยังดันทุรังคงไปไม่รอด ไม่มีใครยอมหรอก โดยเฉพาะการใช้วิธีการจวบจ้างเบื้องสูงยิ่งไม่มีแนวร่วม คนไทยมียอมหรอก เมื่อถามว่า หากมีการปฏิวัติจะรุนแรงหรือไม่ พล.อ.บุญเลิศกล่าวว่า เมืองไทยไม่รุนแรงหรอก ยืนยันได้ เมื่อถามว่า หากมีการปฏิวัติก็คงมีการเตรียมการกันไว้แล้ว พล.อ.บุญเลิศ กล่าวว่า ถูกต้อง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทวิตข้อความผ่านเว็บไซด์ทวิตเตอร์ส่วนตัว (www.twitter.com) ถึงกรณีที่ พล.อ.บุญเลิศ ระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ และคนเสื้อแดง มีเป้าหมายสูงกว่า พล.อ.เปรมว่า “ มีข่าวมาว่า พล.อ.บุญเลิศ รุ่นเดียวกับคุณสุรยุทธ์ ออกมาพูดว่าเป้าหมายผมสูงกว่าตัวคุณเปรม ผมขอประณามว่าเลวมาก คงโกรธแทนกัน เป้าผมคือ ประชาธิปไตย/ยุติธรรม ” นอกจากนี้ ยังทวิตถึงคำพิพากษายึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทในวันที่ 26 ก.พ.ว่า “ไม่กังวลหรอกครับเงินครอบครัวมีมาก่อนการเมือง เชื่อว่าคงจะได้รับความยุติธรรม ถ้าขั้นนี้ไม่ได้ก็ต้องเสาะแสวงต่อจนเจอไม่ว่าจะอยู่ไหน ”
พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์
- คุณไม่ใช่ผู้ที่ถูกปล้นอำนาจ
- ครอบครัวคุณไม่ได้แตกแยกเพราะเรื่องการเมือง
- คุณ, ลูกหลานคุณ, ญาติพี่น้องคุณ ไม่ได้ถูกยึดทรัพย์สินที่ทำมาหากินมาด้วยน้ำพักน้ำแรงทั้งชีวิต
แต่คุณมาบอกให้ผู้ที่ถูกกระทำและกำลังสู้เพื่อความถูกต้องให้หยุด เป็นมุมมองที่คับแคบเห็นแก่ตัวมาก
และขอประนามว่าเลวมากด้วยคน ที่คุณกำลังโยงใยกับสิ่งที่สูงกว่าการเมืองเพื่อพวกพ้องของคุณ (และอาจเพื่อตัวคุณเอง) คุณกำลังดึงฟ้าต่ำค่ะ
เมื่อถามว่าดูเหมือนว่าจะมีการปล่อยให้ไปพาดพิง พล.อ.เปรมมากเกินไปหรือไม่ พล.อ.บุญเลิศกล่าวว่า ก็ดูเสมือนหนึ่งว่ารัฐบาลเหยาะแหยะ รัฐต้องให้เข้มแข็งกว่านี้
แม้วทวิตด่า"เสธ.อ้าย"เลวมากไม่กังวลโดนยึดทรัพย์เชื่อได้รับความยุติธรรม
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังทวิตข้อความว่า “ข่าวในไทยวันนี้มีข่าวจริงน้อยกว่าข่าวปล่อย ข่าวปล่อยแปลว่าข่าวที่คนปล่อยอยากให้เป็นจริง แต่บังเอิญมันไม่จริงครับ ”
NGOs ที่รักภาคพิสดาร(8):ขุดรากเหง้าภาคประชาชน จากสกย.อ.ถึงสมัชชาคนจน
ที่มา Thai E-Newsเอ็นโตดีขี้เหลือง-ผู้นำเอ็นจีโอ-ภาคประชาชนที่กลายร่างมาเป็นแกนนำพันธมิตรหลายคน อาทิ พิภพ ธงชัย สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สุริยะใส กตศิลา นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ สุริยันต์ ทองหนูเอียด เทิดภูมิ ใจดี เป็นต้น ได้รับการตบรางวัลจากโกเต็กซ์ลิ้มให้บินไปทัวร์อียิปต์ หลังเสร็จศึกยึดสนามบินโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนสำเร็จ
โดย คุณรักเอ็นโตดี ห่วงประชาชน
21 กุมภาพันธ์ 2553ในใต้หล้านี้“ยุทธจักรบู๊ลิ้ม”เอ็นจีโอและแวดวง"ภาคประชาชน"ยังคงมีเรื่องราวอีกมากที่ผู้คนมิอาจรับรู้...และความลับจะต้องตายไปพร้อมกับ “จอมยุทธ” ...และใน“ยุทธภพสยาม”นั้นแบ่งออกเป็น 2 ค่าย คือ “ฝ่ายธรรมมะ” กับ “ฝ่ายธรรมโม๊ะ”
เพือก “NGOs โลก” เนี่ยะอะนะ หากใช้ภาษาสุภาพ ๆ แบบเพือกมัน ก็ต้องบอกว่า ในด้านความคิดของเพือกมันกลายเป็นจำเพือก “สุนัขรับประทานไอคิว!!!” กันหมดแว้ววว!!!...
*บำรุง คะโยธา บนเวทีพันธมิตร
เพิ่งอ่าน “บทบรรณาธิการ” ของเวบไซต์ของเพือก “NGOs โลก” (WWW.Esaanvoice) มาหมาด ๆ เรื่อง “อย่าทำสังคมนิยมให้เป็นสังคมรังเกียจ” ...นอกจากเพือกแมร่งจะดูหมิ่นคนอีสานแบบโคตรสุด ๆ แว๊ววว..การใช้ทัศนะ หรือ ความคิดแบบนี้แหละ ที่กรูต้องให้เครดิตว่า “ไอ้เพือกหมากินความคึด!!!” แมร่งเสนอความเห็นออกมาได้...เหี้ยมเจง ๆ ๆ...
สงสัยแมร่งเอา “ส้นตีน” คิดแทนการใช้ “สมอง” อะนะ...อ้าว มันท่าจะจริงเพราะสมองนั่นอะนะ “สุนัขรับประทาน” ไปหมดแว๊วววว่ะสาดดด!!!
และต้องขอบคุณท่านผู้อ่าน หลังจากบทความนี้ผ่านมามา 7 ตอนแล้ว บางท่านกรุณาชี้แนะมาว่า ข้อมูลเยอะดีและอยากให้วิเคราะห์ถึงการคลี่คลายมาเป็นเหี้ยมหางเหลืองของพวกเอ็นจีโอ เพื่อตอบโจทย์คำถามที่ตั้งไว้ให้ด้วย...ก็อย่างว่าน่าแหละ กรูก็ให้ทั้งข้อมูลและวิเคราะห์สลับฉากไปเรื่อย ๆ ...ของอย่างเงี้ยะกรูจะนำไป “สังเคราะห์” ให้จั๋งหนับในตอนสุดท้ายอะนะ!!!...
โปรดอย่ารอคอยแต่จงติดตามด้วยความระทึกในดวงหฤทัย 
*บำรุง บุญปัญญา
ขอเริ่มแบบเนี้ยะอะนะ...กรูบอกไปแล้วว่า การก่อรูปของ “สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน”(สกย.-ตอนก่อตั้งครั้งแรกยังไม่มีตัวย่ออ.) นั้น...มันเริ่มจากการคัดค้าน “ร่าง พรบ.สภาการเกษตรแห่งชาติ”
ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องพูดแบบตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนประวัติศาสตร์อะนะ...การต่อสู้คัดค้าน พรบ. ดังกล่าวนี้ ต้องให้ “เครดิต” พี่เค้า คือ “กป.อพช.อีสาน” กับ เครือข่าย ที่เป็นผู้ริเริ่มก่อนใครเค้า และมีนักเคลื่อนไหวแวดวงเอ็นจีโอสำคัญ ๆ เป็นหัวหอก อาทิ สมภพ บุนนาค, สนั่น ชูสกุล, มานะ นาคำ, สน รูปสูง, วีระพล โสภา เป็นต้น (...ส่วนการเคลื่อนไหวอย่างไร?...
จนนำไปสู่การประกาศจัดตั้ง “สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน” (สกย.) ในวันที่ 4 – 6 มีนาคม 2535 นั้น...(ซึ่งอธิบายไปแล้วใน ตอนที่ 7 อะนะ...)....อะไรที่มันเป็น “ความดี” กรูก็อดชมพวก “เอ็นโตดีโลก” เค้าไม่ได้…แต่อันที่เป็น “ความชั่ว” อะนะ...กรูก็ต้องกัดให้จมเขี้ยวเหมียลลล์กัลล์ว่ามะ!!!
อย่างที่ว่าไปแล้ว...ภายหลังการกอ่ตั้ง สกย. ขึ้นมา การเคลื่อนไหวในนาม สกย. ก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวาอะนะ...การคัดค้าน พรบ.อันนั้น ก็ไปแบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ เน้นการสร้างความเข้าใจ และหาแนวร่วมด้านกว้าง ไม่ได้ใช้วิธีการ ชุมนุม-ประท้วง-กดดัน
แต่รูปแบบหลักที่ใช้ คือ การยื่นจดหมายคัดค้าน และ การจัดเวทีสัมมนาให้การศึกษา ตามความถนัดของเพือกเอ็นโตดีโลกอะนะ!!!...ด้วยเหตุดังนั้น สกย. ในช่วงแรก ๆ จึงแทบจะไม่มีบทบาททาง “การเมือง” แต่อย่างใด!!!(...ก็กรอบคิดเพือกแมร่ง...ชอบมองว่า ชาวบ้านชาวช่องเค้า “โง่” งัยคุณ...เค้าก็ต้องหลอกแดกเงินจาก “แหล่งทุนหน้าโง่” ไปจัดเวทีอบรม / สัมมนา / ศึกษาดูงาน เพื่อสร้างความ “ฉลาด” ให้ชาวบ้านงัยคุณ...)…
ในส่วนการ “จัดตั้ง” นั้น สกย. ในช่วงแรกไม่ได้จัดตั้งเป็นรูปแบบ “องค์กร” หากแต่เป็นรูปแบบของ “เครือข่าย” หลวม ๆ อะนะ...
แต่ที่เป็นกระแสคึกคักและระดับการเคลื่อนไหวเป็นการ “สู้รบ” ที่แท้จริงกลับเป็น ขบวนแถวของ “มูลนิธิดวงประทีป” ที่นำโดย “เฒ่าขี้ดื้อ” และกลุ่มครู “สคส.” ในภาคอีสาน ที่ร่วมกับพี่น้องที่ “ปะคำ-ครบุรี-เสิงสาง” ต่อสู้เพื่อล้มเลิก “โครงการ คจก.” ต่างหากเล่า!!!...
เมื่อประชาชนทุกชนชั้นได้เข้าร่วมขับไล่เผด็จการ รสช. และได้รับชัยชนะในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ 2535” แล้ว...สงครามการแย่งชิง “การนำ” มวลชนในภาคอีสานก็เริ่มเปิดฉากขึ้น!!!...
นัยว่า...เป็นการช่วงชิงการนำระดับ “ตำนาน” จนมาถึงปัจจุบันก็ว่าได้...มันเป็นการช่วงชิง “นิยามความคิด” ของแนวความคิดที่ไม่ตรงกันระหว่าง “สำนักวัฒนธรรมชุมชน” (...ที่มี “เปี๊ยก แมวเหมียว” เป็นเจ้าสำนัก) กับ “สำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง” (...ที่มีอดีต “สหายสากล”-ครูนคร ศรีวิพัฒน์ ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น “เจ้าสำนัก” คนหนึ่งในภาคอีสานแว้ววว์...โปรดติดตามในรายละเอียดข้างหน้า!!!)...
นอกจากนั้นมันยังเป็นการช่วงชิงทาง “ยุทธศาสตร์” หรือ “แนวทางการเมือง” กันด้วย...ช่วง“ม็อบ”พฤษภาทมิฬ 2535 นั้น... “สมาพันธ์ประชาธิปไตย” ได้ “ชิงการนำ” มวลชนมาจาก “คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย” (ครป.) ...พูดให้สั้นเข้าก็คือ เพือกขบวนแถว “ปีกซ้ายพฤษภา”(เช่น ขบวนแถวของครูประทีป, หมอเหวง, หมอสันต์ ซึ่งยังเหนียวแน่นเป็น “แดง” ในวันนี้งัย) ไปถีบยอดหน้า-เอาบาทาไปลูบพักตร์ของเพือก “ปีกขวาพฤษภา” (เช่น ขบวนแถวของ โคทม, พิภพมัจจุราช, ชาญวิทย์, นิติรัตน์, สมภพ, เปี๊ยก แมวเหมียว ซึ่งยังเหนียวแน่นเป็น “เหลือง” ในวันนี้งัย...)...
ขอรวบรัดตัดตอนอะนะ...การแย่งชิง “การนำ” ในขบวนการประชาชนอีสานยุคใกล้....หลังชัยชนะของประชาชนในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ 2535”...การเคลื่อนไหวของ “ภาคประชาชน” ก็ดูคึกคักมีความหวังมากขึ้น...นี่เลย... “เปี๊ยก แมวเหมียว” กับขบวนแถว “กป.อพช.อีสาน” และเครือข่าย...ได้เรียกประชุมไพร่ราบพลเลวทั้งหมดในอีสาน...อย่ากระนั้นเลย ข้าฯได้จับยามอุบากองแว๊ววว์ เพือกหมู่เฮาต้องระดมชาวบ้านที่มีปัญหา คจก. ตลุยรัฐบาลชุดนี้โลด ข้าฯรับรองว่า หมู่เฮาจะต้องได้ชัยชำนะเป็นแม่นมั่น เพราะ “ฟ้า” เปิดแว๊ววว์ !!!...
ครานี้แหละวุ้ย จะได้มีชื่อจารึกเป็น “วีรบุรุษ” สมกับสมญานาม “ราชสีห์อีสาน” กะเค้าซะที หลังจากทำงานสายเย็นเจี๊ยบถึงระดับแช่แข็งมานานแสนนาน ไม่เคยม็อบ ไม่เคยเหมบกะเค้าสักกะที...(...ก็แมร่งท่องจำแต่คำว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” งัยสาดดด...รู้จักแต่การเผาพริกเผาเกลือ-ยื่นหนังสือ-เจรจาจูบปากกับกลไกราชการท้องถิ่น...เพือกมันเชื่อมั่นใน “พหุภาคี” ตามแนวทาง"เสด็จพ่อเอ็นโตดี”-ประเวศ วะสี ...ใครใช้วิธีการ ม็อบ คือ เพือกเล่น “การเมือง” คือ เพือกกวนบ้านกวนเมืองไปนู้นนน...)....
ก่อนจะชี้นำบรรดาสาวกต่อไปว่า...ไอ้เหี้ยมนก-ภาคภูมิ เพือกเมริงไประดมชาวบ้านมาให้หมดทุกป่าเลยอะนะ...ข้าฯจะเป็น “ทัพหลวง” คอยบัญชาการรบ ส่วน “ทัพหน้า”ไปตาม ไอ้โย-บำรุง คะโยธามา “นำทัพ” อะนะ...อย่าลืมหา “หมวก” ดี ๆ ให้มันสวมใส่ จะได้เท่ห์ ๆ ไอ้เพือกนักข่าวไม่มีมันสมอง ทั้งหลาย จะได้จำหน้าตาไอ้โยได้...
แน่ละ, หลังจากได้รับชัยชนะ รัฐบาลชุด “ผู้ดีรัตนโกสินทร์”-อานันท์ ปันยารชุน ได้มีคำสั่งยกเลิก โครงการ คจก. ดังกล่าว...เปี๊ยก แมวเหมียว ก็ประกาศจัดตั้ง “สมัชชาชาวนาชาวไร่ภาคอีสานเพื่อรับรองสิทธิที่ดินทำกินและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ” (สดท.) ดังที่เคยบรรยายไปแล้ว....
ข้างฝ่ายของ “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็แค้นฝั่งหุ่นอะนะ...แมร่งเพือกกรูเป็นฝ่ายเริ่มก่อน จนมีศูนย์อพยพคนไทยวัดสระตะเคียน ผู้นงผู้นำอย่าง “เฒ่าแตง”เพือกกรูก็ฟูมฟักมา แมร่งชุบมือเปิบยังไม่พอ ยังเสือกพาผู้นำของเพือกกรูไปเสียผู้เสียคนอีก...(ผู้นำ คจก.บ้านหนองใหญ่ นี่เลย “ด๊อกเตอร์”แตง ชุมหิรัญถูกเพือกเอ็นโตดีโลก พาตระเวนเป็น “วิทยากร” รับงานเละเทะ และชอบประชุมในร้านเงียบ ๆ ที่ไม่มีเด็กเสิร์พ...จากที่ไม่เคยใส่ร้องเท้าอะนะ พี่แกหันมาใส่ “เกิบโบก” ตามเพือกเอ็นโตดีโลก และท้ายสุดเสียผู้เสียคนไปแว้ว!!!...)
....อย่ากระนั้นเลย ชัยชนะของ คจก. ครั้งนี้นั้น ชาวบ้านก็ได้ประโยชน์ด้วย เพือกเราต้องทำใจ ปัญหาของชาวนาชาวไร่อีสานมันไม่ได้มีแค่ คจก. เพือกเราต้องศึกษาค้นคว้าปัญหาให้ลึกซึ้งแล้วค่อยกำหนดท่าทีในการเคลื่อนไหวกันใหม่....ว่าแล้ว “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็สาด เหล้ายาดองดีเม่น ลงในลำคอ พลางครุ่นคิด!!!...
เอ้า เอาอย่างเงี้ยะก็แล้วกันล์ ให้เพือก “นักศึกษา” มันทำการ“วิจัยเชิงปฏิบัติการ” เรื่อง มะม่วงหิมพานต์ ดูอะนะ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ทำข้อมูลเตรียมไว้แต่เนิ่น ๆ ตูว่างานนี้ได้เรื่องแน่ ๆ ว่ะ!!!...
กล่าวอย่างย่อ...การวิจัยเชิงปฏิบัติการในปี 2536 เรื่อง “การศึกษาและรณรงค์เกี่ยวกับปัญหาเกษตรกร กรณีการส่งเสริมให้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ของรัฐ” โดย “กลุ่มประสานงานนักศึกษาบุรีรัมย์” ที่มี “จืด จางนิรันด์”-สถิต ยอดอาจ และคณะ เป็นผู้ปฏิบัติงานทำให้ปัญหาการส่งเสริมการปลูก “มะม่วงหิมพานต์” อันเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น “โครงการสี่ประสาน” นั่นแหละ ที่ต่อมากลายเป็น 1 ใน 9 ประเด็น ปัญหาร้อนที่ สกย. นำมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐบาลอย่างดุเดือดแหลมคม!!!
ส่วนปัญหาชาวนาชาวไร่ในอีสานใต้ที่เป็นประเด็น “ฮ็อต” ตลอดเวลา...นอกเหนือจากเรื่อง “ข้าว” แล้วนั้น...ก็นี่เลย “มันสำปะหลัง” ที่มี“บักเสียงน้อย”-ธีระชาติ เสยกระโทก เอ็นโตดีสาย มอส. ฝังตัวปักหลักทำวิจัยเชิงปฏิบัติการจนมี “ข้อมูล” ล้นเหลือ...และยกระดับองค์กรชาวไร่มันสัมปะหลังจัดตั้งเป็น “สมาคม” ในเวลาตอมางัยกร๊าบบบ์พี่น้อง!!!...
และนี่เลย...ต้องเรียกเพือกเค้าว่า “องค์กรหมู” เอ้ย หามิได้...ชื่อองค์กรพี่เค้า คือ “ชมรมสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”...ความจริงเส้นทางการต่อสู้ของกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรในภาคอีสานนั้นมีมาอย่างยาวนาน...เริ่มตั้งแต่ปี 2519-2521 โน้นแนะ...แมร่งโคตรยาวจริง …กลุ่มผู้เลี้ยงหมูเนี๊ยะนะสู้กับรัฐบาลมายาวนาน อย่างว่า เมื่อราคาหมูตกต่ำกลุ่มผู้เลี้ยงหมูก็ไม่มีอำนาจการต่อรองอะนะ...เพราะอำนาจการกำหนดราคาหมูมีชีวิต (หมูเป็น) และหมูเขียง (ชำแหละ) นั้นตกอยู่กับกลุ่มพ่อค้าเจ้าของเขียงเพียงกลุ่มเดียว แม้ว่าราคาหมูเป็นที่รับซื้อจะราคาตกต่ำเท่าใด แต่ราคาหมูเขียง...แมร่งไม่เคยตกต่ำเลย...
ในสมัยรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้มีแนวทางแก้ไขปัญหาบนหลักการ “ผู้เลี้ยงอยู่ได้ ผู้ขายอยู่รอด และผู้บริโภคไม่เดือดร้อน” อันเป็นที่มาของการใช้ระบบ “สหกรณ์” (คำสั่ง ครม. 25 กรกฎาคม 2521) เข้ามาแก้ไขปัญหาหมู....นี่เลย!!! ในภาคอีสานก็จดทะเบียน สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกร 11 สหกรณ์ คือ สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดกาฬสินธุ์, สุรินทร์,นครพนม, ขอนแก่น, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, บุรีรัมย์, อุดรธานี, มหาสารคาม, หนองคาย และสกลนคร....และสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดกาฬสินธุ์ นั้นมีนี่เลย...เสี่ยโย-บำรุง คะโยธา เป็นผู้นำในฐานะรองประธานฯอะนะ...และมีผู้นำอื่น ๆ เช่น เสี่ยปราโมทย์ โสรินทร์ (สกลนคร), เสี่ยเขียน อุตรชัย (ร้อยเอ็ด), เสี่ยบุญถม อุทัยแพน (มหาสารคาม), เสี่ยจุฬามณี ธนสีลังกูร (ร้อยเอ็ด) เป็นต้น
...ว่ากันว่านับจาก ปี 2521 – 2535 กระแสความไม่พอใจของบรรดาสหกรณ์ผู้เลี้ยงหมูในภาคอีสานดังกล่าวต่อกรณีการยึด “อาญาบัตร” และ ราคาหมูตกต่ำ ทำให้เกิด “ขบวนการเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู” ทำการประท้วงปิดถนนสายกาฬสินธุ์-กรุงเทพฯ ในเดือนมกราคม 2534 จนในที่สุดรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ได้มีมติ ครม. 15 มกราคม 2534 ให้ปิดเขตจำหน่ายสุกร และมอบสิทธิอาญาบัตรให้แก่สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับรอง...
แต่อย่างว่าอะนะ เวลาขบวนการประชาชนจะได้รับดอกผลจากการต่อสู้......แมร่งเหมือนบุญมีแต่กรรมมาบังว่ะ...จู่ ๆ กองกำลังป่าเถื่อนในนาม รสช. ก็ ยึดอำนาจ จากรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน เสียฉิบ!!!...ที่นี้แหละอ้ายชิบหาย...รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ “ผู้ดีรัตนโกสินทร์”-อานันท์ ปันยารชุน สั่งการให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ เพื่อแก้ไขปัญหา “การผูกขาด”
อานันท์ ก็สนับสนุนให้มี “การค้าแบบเสรี”...ในที่สุดก็เข็น พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2535 ออกมาประกาศและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2535 ยังผลให้มติ ครม. ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาญาบัตรและเขตจำหน่ายเนื้อสัตว์ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย...ตั้งแต่บัดนั้น การค้าเสรีแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ก็เข้ามาแทนที่...
ไม่รู้ว่า เสี่ยโย-บำรุง คะโยธา ยังจดจำความแค้นฝั่งหุ่นกับรัฐบาลอานันท์ในครั้งกระโน้นได้หรือไม่?...กรูว่า ไม่น่าจะจดจำอะไรได้แล้วว่ะ เพราะเพือกมันได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับพันธมารฯ ด้วยกัน และกลายมาเป็นเพือก “เสื้อเหลือง”...ก็อานันท์ เป็นลูกหลาน “อำมาตย์” ที่มีเมียเป็น “ราชนิกูลปลายแถว” อยู่แล้ว...และ กลุ่มเพื่อนอานันท์-จำเพือกธีรยุทธ, โต้ง-ไกรศักดิ์, เพิก-สมเกียรติ ทั้งหลายทั้งปวงนี่แหละที่ขนเม็ด “เงิน” มาช่วย เสี่ยโย-บำรุง คะโยธา เอาชนะการเลือกตั้ง “นายกองค์การบริหารส่วนตำบล” (อบต.) ตำบลสายนาวัง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่เพิ่งผ่านไปหมาด ๆ อะนะ...
ข่าวเชิงลึกบอกว่า เม็ดเงินดังกล่าว ถูกฟอกมาจากกระเป๋าสตังค์แบรนด์เนม จากเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ของ “ไอ้เหี้ยมห้อยร้อยยี่สิบ”-เนรคุณ ชอบชิด อะนะ...เฮ้อ ไปทำแนวร่วมกะเพือก “เสื้อน้ำเงิน” ซะแว้ววพี่เรา.. อย่างเงี้ยะเวลานั่งประชุมเตรียมออกแบบเคลื่อนไหวที่มี ไอ้เหี้ยมเนรคุณ นั่งคุมหัวโต๊ะ...หันไปทางซ้ายก็เจอนี่เลย ยายสะอิ้ง ไถงสินธุ์ อ้าวหันไปทางขวาเสือกเจอนี่เลย เสี่ยคำตา แคนบุญจันทร์, เสี่ยอรรถฤทธิ์ เสียงหลอ, เสี่ยประพาส โงกสูงเนิน...
ถามจริง ๆ เหอะ...เสี่ยโย เจ้าคึดอีหยังอยู่ ?...
ฮ่วย ๆ ๆ หือ อือ หือ ?...แล้วที่ “เสี่ยน้อย YT.” ผู้เคยยกย่องว่า เสี่ยโย เป็น “นักพัฒนาดีเด่น”...”นักการเมืองท้องถิ่นตัวอย่าง” ผู้ไม่รับเหมา ไม่เอาเปอร์เซนต์ ไม่ขายตัว ไม่ซื้อเสียง (แต่เลือกตั้ง นายก อบต.. ทั้ง 2 ครั้ง หมดไปกว่า 3 ล้านบาทว่ะ พอ ๆ กะงาน “อีเวร-event” ของ กป.อพช.อีสาน ที่ บึงแก่นนคร จ.ขอนแก่นเลยว่ะ...อย่างเงียะแล้ว เพือกเมริงลองอธิบายให้กรูฟังหน่อยดิ๊ ๆ ๆ ...
แถมวันดีคืนดี ยังหลอกแดก “แหล่งทุนหน้าโง่” มาจัดอบรม/สัมมนา/ศึกษาดูงานที่ “แปลงนา” และยกย่องให้ “เสี่ยโย” เป็น “นักสิทธิมนุษยชน” ที่ดีที่สุดแห่งเอเชียอาคเนย์นู้นแน่ะ...นักสิทธิมนุษยชน เหี้ยอะไร ? สนับสนุนการ “รัฐประหาร” ซ้ำยังเห็นด้วยกะ ไอ้เหี้ยมเมธา "หลอกล่อ" เด็กในอ๊อฟฟิศ ...อยากถามพรรคเพือกว่า เสี่ยน้อย YT. มันเกิดอีหยังขึ้นกับเจ้าฮึ ?...
ขอรวบรัดตัดตอนอีกครั้ง...เมื่อทำการ “เอ๊กซเรย์” พื้นที่และประเด็นปัญหาของชาวนาชาวไร่ในภาคอีสานมาเป็นเวลากว่าครึ่งปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว... “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็ค่อนข้างมั่นใจในการกำหนดจังหวะก้าวขบวนการประชาชนอีสานครั้งใหม่!!!...ตูว่าหมู่ไทเฮาพร้อมแล้ว ต้องเอาอย่างปรมาจารย์เพิ่นว่าไว้ เริ่มจาก “เล็กไปสู่ใหญ่” อะนะ ตอนนี้มีประเด็นปัญหาอย่างน้อย 3 ประเด็น คือ หมู, มัน, มะม่วงหิมมะพานต์ แถมประเด็น ร่าง พรบ.สภาการเกษตรแห่งชาติ คิดว่าเราระดมพลได้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ฮ่า ฮ่า ฮ่า...
ว่าแล้ว “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็เอามือลูบหนวดที่ไว้ทรง “โฮจิมินห์” ไปมา ก่อนจะหันไปปรึกษาพรรคพวกว่า...เฮ้ย หมู่เฮาทั้ง ไอ้บ้า ไอ้โป๊ะ ไอ้พฤกษ์ ไอ้พิทักษ์ ไอ้ปุ๋ยไอ้ติ๋ง ไอ้จืด อีเล็กหัวโล้น เตรียมเดินหน้าตามแผน “ยุทธการลำตะคอง” ได้เลยนะเฟ้ย ตูกะไอ้บ้า จะไป “กล่อม” ไอ้เหี้ยมโย-บำรุง คะโยธา มา “นำทัพ” ให้ได้ว่ะ แมร่งมันกำลัง “ดัง” ใส่ชุดยีนส์ลีวายส์สวมหมวกปีกเคาวบอยโคตรเท่ห์สุด ๆ เลยอะนะ และนักข่าวกำลังให้ความสนใจอะนะ แล้วตูก็จะยึดเอาหัว “สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน” (สกย.) ที่เพือก “NGOs โลก”มันหมด “น้ำยา” ไม่มี “ปัญญา” จะเข็นต่อไปแว้วมาเป็นของหมู่เฮา ต่อไปภายภาคหน้าตูจะใช้ชื่อ สกย. เคลื่อนไหวให้จ้ำบ๊ะไปเล้ยยย์ ฮ่า ฮ่า ฮ่า....เอ้า หมูเฮา “ตำจอก” ...ว่าแล้วทั้งหมดทั้งมวลก็สาดเหล้ายาดอง “ดีสุนัข” เข้าลำคอ แล้วก็เงยหน้าขึ้นฟ้าหัวร่อ ฮ่า ฮ่า ฮ่า...(... “ดีเม่น” มันหมดเพราะ สหายสองคม พ่อประชา ไปแอบขโมยกินซะจ้ำบ๊ะอะนะ...)
“สหายสากล”-ครูนคร ศรีวิพัฒน์ ได้ออกแบบวางแผนร่วม กับ กลุ่มครูก้าวหน้าในอีสาน “สภาองค์การครูเพื่อสังคม” (สคส.) อาศัย “ฐานงาน” เดิมตั้งแต่ “สหายร่วมรบ” พคท. และงานพัฒนาแบบเอ็นโตดีโลก เช่น โครงการพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (พ.ศ.ช.) / โครงการ “ธิดา” และ โครงการทุนการศึกษานอกพื้นที่ (MDM.) ของ มูลนิธิดวงประทีป และประสานเข้ากับ “กลุ่มแอ๊คติวิสต์ซ้ายใหม่”ที่นำโดย “เล็ก”-อภิเดช ขำชาติ....เอ้ย...ไม่ใช่ ๆ ๆ...เป็นเค้าแน่นอน... “บ้า”-อภิชาติ ขำเดช...งัยกร๊าบพี่น้อง...
(...เส้นทางชีวิตแบบพิสดารของเค้าเจ้าของสมญานามที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยนามว่า “บ้า” นั้นมันเหนือมนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างเพือกเรา ว่ากันว่า มันสมองของมันใกล้เคียงสิ่งที่เรียกว่า “อัจฉริยะ” อะนะ...แมร่ง เรียน “วิด’วะ พระนครเหนือ”, พอพี่เค้าอยากเป็น “เลขาธิการ” สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ก็มาสอบ “เอ็นสะท้าน” เข้าที่ ภาควิชาสังคมวิทยา คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (เมื่อก่อนยังไม่มีคณะสังคมวิทยามานุษยวิทยา ..) และก็ได้เป็น เลขาธิการ สนนท. ในปีการศึกษา 2530 อะนะ...เรียกว่าเป็นผู้ก่อตำนาน “กลุ่มแอ๊คติวิสต์ซ้ายใหม่” ในขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้ายไทยอะนะ...
เพือกสนนท. รุ่นนั้น เคลื่อนไหวหลายประเด็นที่สำคัญ ๆ เช่น กรณีกรรมกร “ศรีเก้าการทอ” –อันนี้ “บ้า” ลงทุนโกนหัวประท้วงเลยว่ะ / กรณีกฎหมาย “ฟาร์มแอ๊คต์” เป็นต้น...ต่อมา “บ้า”ก็เข้าไปทำงานในแวดวง NGOs หลายแห่ง...แต่ละแห่งไม่ว่าจะเป็น สสส. (สมาคมสิทธิเสรีภาพฯ) / มูลนิธิดวงประทีป / SIF / พอช.
เมื่อกรูปะหน้าและถามไถ่ว่า บัดเดี๋ยวเนียะทำอะไร ที่ใหน ? เจ้าของแนวทางการเคลื่อนไหวแบบดุเดือด...ฉายา “ม็อบทุบหุ้น” มักจะตอบว่า “...ตอนนี้อั๊วะไปขายตัวหลายสำนัก ไม่ว่าจะสำนัก สสส. / มดป. / SIF / พอช. /เครือข่ายหนี้สินชาวนาฯ / พรรคชาวนาฯ นั้น...อั๊วะขายแต่ตัวแต่ไม่ขาย “ใจ” และจิตวิญญาณว๊อย...” เอ้า...เพือกเมริงเอากะมันซิ!!!...ด้วยเหตุดังนั้น พี่เค้าจึงทำงานสังกัดองค์กรทั้งหลายได้ไม่นานอะนะ...และ “เฒ่าบ้า” ไม่ได้คิดค้นที่จะไป “ดาวอังคาร” หรือ “นิพพานรวมหมู่” ตามที่ “คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน” เธอเคยเขียนนินทาไว้ดอก...ในสมองและสองตีน สองแขน ของ “เฒ่าบ้า” นั้นยังคิดจะปลดปล่อยมวลมหาประชาชนทั่วทั้งสากลเหมือนเดิมอะนะ....)
เมื่อออกแบบวางแผนเรียบร้อย...และ “เสี่ยโย”-บำรุง คะโยธา ยินดีที่จะเป็น “แม่ทัพ” ...การเปิดยุทธการก็เริ่มขึ้น...แอ่นแอ้น โกญจนาจ-วราลักษณ์ ให้เสียงภาษาลาว!!!...
...ราวครึ่งปีแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน ปี 2536 ผู้นำชาวนาชาวไร่ 3 กลุ่มปัญหาหลัก คือ กลุ่มมันสำปะหลัง กลุ่มผู้เลี้ยงหมู และกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ ก็ได้ “ก่อรูป” ฟื้นฟู “สกย.” อย่างหลวม ๆ ...โดยได้เปิดการเคลื่อนไหวใหญ่ใน 3 ประเด็นปัญหาดังกล่าว...
เริ่มจาก การชุมนุมเรียกร้อง ครั้งที่ 1 ของกลุ่มผู้ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 3,000 คน เป็นเวลา 4 วัน ที่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์
การชุมนุมเรียกร้อง ครั้งที่ 2 ของกลุ่มผู้เลี้ยงหมู ที่ จังหวัดมหาสารคาม
และการชุมนุมเรียกร้อง ครั้งที่ 3 ของกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ จำนวน 3,000 คน เป็นเวลา 4 วัน ที่ จังหวัดร้อยเอ็ด...
ซึ่งรัฐบาลได้ใช้กลยุทธ์เจรจาตั้งกรรมการรับข้อเสนอปัญหาทั้ง 3 กรณี...แต่ผู้นำชาวนาชาวไร่ประเมินว่า รัฐบาลไม่จริงใจและต้องใช้วิธียืดเวลาออกไปจนไม่อาจประเมินได้ว่า ปัญหาของเกษตรกรที่พากันเรียกร้องนั้นจะได้รับการแก้ไขเป็นรูปธรรมตามข้อตกลงจริงหรือไม่...
ดังนั้น ผู้นำทั้ง 3 กลุ่มปัญหาจึงได้เปิด “เจรจา” กับ ผู้นำ “NGOs” สาย กป.อพช.อีสาน ที่เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง สกย. อะนะ...
...คุยไปคุยมา แมร่ง ก็ไม่รู้เรื่อง ข้างฝั่ง เอ็นโตดีโลก ก็บอกว่า...ต้องแก้ไขปัญหาที่ละปัญหา ไม่ใช่เอาปัญหาของชาวบ้านทุกปัญหามาเรียกร้องรวมกัน...ข้างฝั่งผู้นำชาวนาชาวไร่กลับเห็นว่า...มันต้องเอาปัญหาชาวบ้านทุกปัญหามาเรียกร้องรวมกัน ไม่เช่นนั้นเกษตรกรจะขาดพลังต่อรอง...มันจึงเป็นที่มาของการ “รัฐประหารเงียบ” ของกลุ่ม “เฒ่าขี้ดื้อ” ที่มีต่อ กลุ่ม “เปี๊ยก แมวเหมียว” และสมุน
และเป็นที่มาของการ “อุปโลกข์” นี่เลย..“เสี่ยโย”-บำรุง คะโยธา ขึ้นมานำทัพขบวนชาวนาชาวไร่อีสานในตำแหน่ง “รักษาการ เลขาธิการ สกย.” โดย “ปลด” เลขาธิการคนเดิม “คารวะ น้อยโสภา” กลางอากาศยังงัยละเหี้ยมเจง ๆ...
หลังจากนั้นก็เปิด “ยุทธการลำตะคอง” อันลือลั่น ด้วยการรวบรวมประเด็นปัญหาของเกษตรกรอีสานได้ 9 ปัญหา คือ ข้าว, มันสำปะหลัง, มะม่วงหิมพานต์, หม่อนไหม, วัวอีสานเขียว, เขื่อน, หมู, ที่ดิน และ ร่าง พรบ.สภาการเกษตรแห่งชาติ อะนะ (จำได้ลาง ๆ ว่า “ไอ้หวัง”-พฤกษ์ เถาถวิล ได้เขียน “บทเพลง” ให้กับยุทธการดังกล่าว น่าจะขึ้นต้นเพลงว่า...เก้าปัญหา ๆ ๆ พวกเรามาชุมนุม...อะไรเทือก ๆ นี้แหละ...ฮา ฮา ฮา !!!)...
การเปิดการชุมนุมใหญ่โดยเริ่มจัด “ม็อบ” ประท้วงขึ้นที่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ แล้วเดินทัพทางไกลสู่ ลำตะคอง และปากช่อง ระหว่างวันที่ 19 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2536 รวมเวลา 13 วัน...ผลจบลงที่การเปิดเจรจาตั้ง “อนุกรรมการไตรภาคี” ได้มา 3 คณะ คลอบคลุมทั้ง 9 ปัญหา คือ ชุดผลกระทบจากโครงการของรัฐ, ชุดราคมผลผลิตเกษตร และชุดที่ดินทำกิน...
และในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2536 นั่นเอง ที่ บ้านหนองน้ำใส อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เกษตรกรรายย่อยที่ร่วมกันชุมนุมราว 10,000 คน ก็ได้คัดเลือกตัวแทนเข้าร่วมประชุมที่หอประชุมโรงเรียนบ้านหนองน้ำใส ประกาศจัดตั้ง “สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน” ยุคใหม่ขึ้นเป็น “ทางการ” โดยให้ใช้ตัวย่อว่า “สกย.อ.” (...สมัชชาฯ จึงมีตัว “อ” ต่อท้าย ณ บัดเดี๋ยวนั้น....)...
และได้เลื่อน “เสี่ยโย”-บำรุง คะโยธา ผู้นำเกษตรกรรายย่อยจาก “สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดกาฬสินธุ์” และ “กลุ่มเกษตรกรทำนาสายนาวัง” อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ เป็น “เลขาธิการ” เรียบร้อยโรงเรียนเจ๊ตุ๊ก เอ้ย โรงเรียนจีน....เป็นการ “เอาคืน” จาก กลุ่มเอ็นโตดีโลก ของขบวนแถวดวงประทีปที่นำโดย “เฒ่าขี้ดื้อ”หลังจากถูก “ชิงการนำ” ไปเมื่อ “ยุทธการปากช่อง” กรณี คจก. หลังพฤษภาทมิฬ 2535 .....
....ในช่วงเดียวกันนั้น สกย.อ. ก็ได้จัดตั้งองค์กรที่มีลักษณะ “โครงสร้าง” ที่แน่นอนขึ้นด้วย...กล่าวคือ สกย.อ. ประกอบด้วย สมาชิก สกย.อ. ในนาม “สมัชชา” (ที่ประชุมใหญ่)เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด, ตัวแทนสมาชิกระดับอำเภอ ๆ ละ 3 คน เป็น “กรรมการระดับจังหวัด” เลือก 1 คน เป็น ประธาน สกย.อ.จังหวัด, ให้ตัวแทนระดับอำเภอทุกคนประชุมเลือกตั้ง “กรรมการกลาง” จำนวน 25 คน และในจำนวน 25 คนนี้เลือกให้เหลือ 9 คน เป็น “คณะกรรมการดำเนินงาน สกย.อ.” และเลือก 1 คน เป็น “เลขาธิการ สกย.อ” ซึ่งเลขาธิการเป็น “ประธาน” ในที่ประชุม...
*สุวิทย์ วัดหนู
และนี่เลย คณะกรรมการดำเนินงาน สกย.อ.ชุดแรก มี 9 คน ประกอบด้วย “เสี่ยโย”-บำรุง คะโยธา เลขาธิการ, “เสี่ยสัง”-วีรพล โสภา, “เสี่ยคำตา”-คำตา แคนบุญจันทร์, “ไอ้เหี้ยมแดงกะล่อน”-ฉลอง น้อยแสง, แก้ว ศรีประดู่, คำก่าย กองพร, ชูวิทย์ เลาหวิวัฒน์, วิเชียร สานโพธิ์ดา และทองเจริญ สีหาธรรม เป็น กรรมการ...(...เพือกเมริงโปรดจดจำชื่อเพือกเค้าเหล่านี้ไว้ดี ๆ หลายคนต่อมาได้เข้าร่วมและรับ “จ๊อบ” กรณีวิกฤติการณ์ทางการเมือง “เหลือง-แดง” อะนะ...)
และช่วงนี้นี่แหละที่ สกย.อ. ได้ขยายความสัมพันธ์และขอความช่วยเหลือจากองค์กรภาคีต่าง ๆ จำนวนมาก นอกเหนือจาก สภาองค์การครูเพื่อสังคม (สคส.) กับ ขบวนแถวของ “มูลนิธิดวงประทีป” แว๊ววว์...นี่เลย มาแว๊ววว์กร๊าบบบ์ท่าน “มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย” (มพศ.) นำโดย “เสี่ยจู๋”-สุวิทย์ วัดหนู (เสียชีวิตแล้ว-“เสี่ยจู๋” เนี๊ยะนะ พี่เค้าก็เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่ มศว.บางแสน ของ “ไอ้เหี้ยมป๋า”-สมภพ บุนนาค ...ก็เลยพากันเหลืองอ๋อยเลยโลด...)...
ว่ากันว่า หลังจากนั้น “4 เกลอ” คือ “เพิก ชุมแพ”-สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ / “เสี่ยโย” / “เสี่ยสังข์” / “เสี่ยจู๋” ก็เปรียบเสมือน “คอหอยกะลูกกะโปก เอ้ย ลูกกะเดือก” กันเลยทีเดียว...จนนำมาสู่เรื่อง “เล่า” ระดับตำนานที่ว่า เพือก “แอ๊คติวิสต์รุ่นใหม่” หากใกล้ชิดกะใคร ? ก็จะถูก “สวมหมวก” ว่าเป็นเด็กของผู้นำคนนั้นไปเลย...ดูถูกความคิดกันฉิบหาย...
อาทิ “เด็กเสี่ยโย” ก็นี่เลย ไอ้ไผ่, ไอ้บารมี, ไอ้หมี, ไอ้น้อย, ไอ้สุริยใส, ไอ้เกื้อ, ไอ้แดงกะล่อน ฯลฯ...
ส่วน “เด็กเฒ่าขี้ดื้อ” ก็นี่เลย ไอ้บ้า, ไอ้โป๊ะ, ไอ้พฤกษ์, ไอ้ทัก,ไอ้ติ๋ง, ไอ้จืด, ไอ้กุ้ย, ไอ้ปุ๋ย, อีเล็กหัวโล้น ฯลฯ...
เห็นหรือยังละว่าต่อมา “4 เกลอ” ก็นำพาลูกสมุนส์ทั้งหลายเข้า รกเข้าพง และมาโผล่เป็น “เหี้ยมหางเหลือง” ลูกกะโปกไอ้ลิ้มโกเต๊กส์ จนด้าย แมร่ง ช่างเหี้ยมเจง ๆ สัดเอ้ย!!!...
...ลุเข้าปีศักราช 2537 นับจากวันลงนามทำสัญญาสงบศึกกับรัฐบาล จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2537 เป็นเวลา 3 เดือน ปรากฏว่า อนุกรรมการชุดต่าง ๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลยอะนะ...อย่ากระนั้นเลย...จั๊งซี่มันต้อง “ม็อบ” ๆ ๆ...และในระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2537 นั้นแล การชุมนุมประท้วงใหญ่ ที่รู้จัดกันในนาม “ม็อบยกที่ 3” ก็เกิดขึ้น เริ่มจากปัญหา “เขื่อนลำแซะ” อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา...
(...กรณี “เขื่อนลำแซะ” นี่แหละเป็นที่มาของคำพูดที่ดูถูกพี่น้องประชาชนอันโด่งดังของ “เสี่ยโย”-บำรุง คะโยธา ว่า “ประชาหมา!!!”...เพราะภายหลังพี่น้องเขื่อนลำแซะประท้วงชนะ...เมื่อ สกย.อ. เรียกระดมพลเพื่อไปช่วยพี่น้องปัญหาอื่น ๆ ประท้วง ชาวบ้านเขื่อนลำแซะก็ไม่ไปช่วยเลย...มันจึงเป็นที่มาของวาทะอันโด่งดัง...ก็แมร่งเพือกเมิงแก๊งส์ “4 เกลอ” ไม่เคยให้การศึกษายกระดับ “จิตสำนึกทางชนชั้น” ให้กะมวลชนเขื่อนลำแซะเลย...แมร่งมีแต่ชวนเค้าไป “ม็อบ” ลูกเดียว ในที่ชุมนุมก็มีแต่ด่ารัฐบาลเหมือนเพือกพันธมารฯนั่นแหละ แล้วจะให้ชาวบ้านเค้า สุกงอม ไปร่วมขบวนการอย่างถึงที่สุดได้ยังงัยสัดเอ๋ย...)
…ม็อบยกที่ 3 เป็นการเริ่ม “ยุทธการเดินทางไกลอันยากลำบาก” ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ถึง วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 เป็นเวลา 12 วัน โดยเริ่มต้นที่หน้าอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ถึง อำเภอหินกอง จังหวัดสระบุรี ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร...และก็เหมือนเดิมกร๊าบบบ์พี่น้องกร๊าบบบ์...จบลงด้วยการเจรจาสงบศึกของกองกำลังส่วนหน้าที่ไปปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาล อันประกอบด้วย ตัวแทน สกย.อ. , นักวิชาการ, โครงการฝึกอบรมเยาวชนเพื่อการพัฒนา (YT.) -อันมี “น้อย” “หมู” “ไท”ทำงานอย่างแข็งขัน และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) –เข้าใจว่าตอนนั้นมี “รักษาการเลขาธิการ” สนนท. ชื่อ “ไอ้เหี้ยมไผ่”-นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์
(...ก็คือ “เด็ก ๆ” ของพวกพี่เค้า “แก๊งส์ 4 เกลอ” อะนะ...เวลานั้น เมื่อใดที่ “เสี่ยโย” เจอหน้า “ไอ้เหี้ยมไผ่” ก็จะทักมันว่า “...ว่างัยท่านเลขา...” ..และเวลาที่ “ไอ้เหี้ยมไผ่” ปะหน้า “เสี่ยโย” ก็นี่เลย ยกมือไหว้ปั๊บ “...หวัดดีท่านเลขา...” ... “ไอ้เหี้ยมไผ่” เนียะอะนะ แมร่ง ไฝ่ฝันอยากจะเป็น “เลขาธิการ” สนนท. มั้ก ๆ แมร่ง พอหลุดมาจาก พระนครเหนือ ก็ไปลงเรียน “ราม” อะนะ...อ้าว...ก็เป็นรุ่นน้อง “พระนครเหนือ” ของ “เฒ่าบ้า” “เฒ่ากุ้ย” เป็นรุ่นพี่ของ “ไอ้อ้วน YT.” “ไอ้อุเชนทร์” นั่นแหละ...เพือกเค้าเนียะสำนักเดียว...แต่เดี๋ยวเนียะมี “ไอ้เหี้ยมไผ่” เนียะแหละหลงทางเดินจนกู่ไม่กลับ...จะกลับบ้านเดิมถูกได้งัย ก็แมร่งเพิ่งพาเพือกพันธมารฯ บุกถล่ม TV.ช่อง11 ซะยับเยินไป 1 ช่อง...แต่สมน้ำหน้าแมร่งชิบหายเลยว่ะสัดที่ “ไอ้เหี้ยมยะใส” เสือกให้สำภาษณ์นักข่าวสาวขาวอวบ ว่า “...ไผ่ใหนฮะ ไอ้กระผมไม่รู้จักมัน"..
นี่ยังดีนะไอ้ยะไสไม่ให้สัมภาษณ์ต่อไปอีกว่า " คนอะไรหน้าตาเหมือนส้นตีน แล้วอ้วนดำเหมือนหมูป่าแบบนั้น ไอ้กระผมไม่เคยรู้จัก เดี๋ยวเนี้ยะ ไอ้กระผมรู้จักแต่ เพือกไฮโซราชนิกูลชั้นปลายแถว เพื่อหลอกเอาเงินมาซื้อรถเบนซ์ขี่เท่านั้น...”...โหย อย่างเงี๊ยะไอ้เหี้ยไผ่มีสิทธิ์นอนซังเตแหง๋ม...ฮา ฮา ฮา)
...และท้ายสุดก็ได้ลงนามใน “บันทึกข้อตกลง” ที่จะแก้ปัญหาทั้ง 9 ปัญหา โดยรัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง คือ “คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อติดตามเร่งรัดและแก้ปัญหาปฎิบัติตามข้อตกลง” มี นายรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็น ประธาน ส่วนผู้แทน สกย.อ. และนักวิชาการ ประกอบด้วย ดร.สุรพล สุดารา, อ.บัณฑร อ่อนดำ, อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, อ.สุชาติ ชอบพิมาย, บำรุง คะโยธา, วีรพล โสภา, สวาท สุดหา, บุญถม อุทัยแพน, อ.นิรมิต สุจารี และคนสุดท้ายนี่เลย “เฒ่าขี้ดื้อ”-นคร ศรีวิพัฒน์...
โปรดสังเกตว่า “เฒ่าขี้ดื้อ” จะเริ่มค่อย ๆ เข้ามามี “บทบาท” ในขบวน สกย.อ. ทีละนิดทีละหน่อย และท้ายสุดก็กุมการนำไว้ได้หมด และจัดการ “ยึดอำนาจ” สกย.อ.ไปโดยละม่อม...เรียบร้อยโรงเรียนเจ๊ตุ๊ก เอ้ย โรงเรียนจีน อะนะ....
...กล่าวอย่างสั้น หลังได้ทำบันทึกข้อตกลงกับรัฐบาลแล้ว สกย.อ. ก็กำหนดให้มีการยกเครื่ององค์กรใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับมวลสมาชิกกำลังเติบใหญ่และขยายตัวมากขึ้น...และมันช่างตรงกับเวลาที่ “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็กำลังครุ่นคิดวางแผนการเข้าไปยึดกุม “อำนาจนำ” ใน สกย.อ. ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอะนะ...ไอ้เพือกสามสี่ตัว แมร่ง ไม่เคยเข้าป่า เรียนทฤษฎีปฏิวัติก็งู ๆ ปลา ๆ กรูตะหากของจริง อย่ากระนั้นเลย กรูจะออกแบบปรับโครงสร้าง สกย.อ. ให้เป็นแบบ พคท. แมร่งโลด ที่นี้จะได้ลุยเละแบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง...
“เฒ่าขี้ดื้อ” นั่งคุยงานพร้อมจิบยาดองดีเม่นที่สี่แยกปากหมาหน้าสลัม 70 ไร่คลองเตยกะบรรดา “เด็ก ๆ” ของพี่เค้าอะนะ...และการปรับโครงสร้างใหม่นี่แหละ ที่ต่อมาเป็นเหตุผลหนึ่งที่บรรดา “แก๊งส์ 4 เกลอ” ได้เอาไปเป็นข้ออ้างในการละทิ้งขบวนการ “สกย.อ.” ไปจัดตั้ง “สมัชชาคนจน” (สคจ.) ในเวลาไม่นานนัก!!!
ไอ้โครงสร้างใหม่ของ สกย.อ. นั้น ได้แบ่งองค์กรบริหารออกเป็น 6 เขต คือ สกย.อ. เขต 1 มี ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม, เขต 2 มี ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ , เขต 3 มี กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม , เขต 4 มี เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย เขต 5 สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี, เขต 6 นครราชสีมา บุรีรัมย์...
ในแต่ละเขตมี กรรมการระดับสูง 2 คน...คนแรกเป็น “เลขาธิการประจำเขต” ส่วนอีกคนเป็น “ผู้ประสานงานประจำเขต” ...ด้วยเหตุดังนั้น การจัดรูปขบวนของ สกย.อ. จึงมีกรรมการ 2 ชุด คือ ชุดแรกเรียกว่า “คณะกรรมการกลาง สกย.อ.” มีจำนวน 7 คน (เลขาธิการประจำเขต 6 คน และ เลขาธิการ สกย.อ. อีก 1 คน) คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจเต็มในนาม สกย.อ....
ส่วนกรรมการอีกชุดหนึ่งเรียกว่า “สำนักงานคณะกรรมการ สกย.อ” อันประกอบด้วยกรรมการและเจ้าหน้าที่รวม 8 คน (เลขาธิการ สกย.อ. 1 คน, ผู้ประสานงานประจำเขต 6 คน และหัวหน้าสำนักงาน สกย.อ. อีก 1 คน)...แหมออกแบบโครงสร้างแบบนี้คุ้น ๆ ยังกับระบบ “กรมการเมือง” กะ “สำนักเลขาธิการใหญ่” ของ พคท. เลยว่ามั้ย “สหายใหม่”!!!....
และส่วนที่สำมะคัญก็คือ ตำแหน่ง “หัวหน้าสำนักงาน สกย.อ.” ก็ได้นี่เลยดีหนึ่งประเภทหนึ่ง... “เจ๊ตุ๊ก”-สมศิริ วงศ์วินัย บัณฑิตวิชาเอกอังกฤษ จาก มศว.ประสานมิตร และเป็นอดีตสหายร่วมรบเขตงานอีสานใต้...และที่สำมะคัญเป็น “ภรรเมีย” ของ “เฒ่าขี้ดื้อ” อีกตะหาก ส่วน เฒ่าขี้ดื้อ ก็กินตำแหน่ง “ผู้ประสานงานสกย.อ.” อีกด้วย...อย่างเงี๊ยะแล้ว “แก๊งส์ 4 เกลอ” จะสู้งัยไหวว่ะ...ฮา ฮา ฮา...
หลังจากนั้นการออกแบบบัญชาการรบ ก็ล้วนมาจากสองสามีภรรยาเป็นด้านหลัก...แถมช่วงหลัง “เจ๊ตุ๊ก” ก็ทำแสบ ไปเอานี่เลย “สายน้ำ ตรัสกมล” ซึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ ของตัวเองมาทำงานในสำนักงานอีก...ก็เลยโดนด่าเละหละทีนี้ แต่ไม่เป็นไรอะนะ เพราะรุ่นเจ๊ตุ๊กเนี๊ยะ “กระเบื้องตราช้าง” ยังเรียกพี่อะนะ...ฮา ฮา ฮา
*วีรพล โสภา
ขอรวบรัดตัดตอนอีกสักครั้ง...การเคลื่อนไหวของ สกย.อ. ยุคใหม่ นับตั้งแต่ปี 2536 ถึง 2538 เป็นช่วงเวลา 3 ปี การต่อสู้ของ สกย.อ. จบลงที่รัฐบาลรับปากว่าจะแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้อง แต่หลังการชุมนุมเกือบจะไม่มีการแก้ไขปัญหาที่สำคัญตามที่ได้สัญญาไว้...จนเกิดคำถามขึ้นกับ สกย.อ. ว่า ควรจะดำเนินยุทธศาสตร์เดิมต่อไป หรือ จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธการต่อสู้ใหม่ ?...
คำถามนี้นำมาสู่การความเห็นที่แตกต่างของผู้นำ สกย.อ. ฝ่ายแรก นำโดย เลขาธิการ สกย.อ.-บำรุง คะโยธา และคณะ เห็นว่า ต้องใช้ยุทธวิธีกดดันทางการเมืองต่อไป เพราะเป็นวิธีสร้างอำนาจต่อรองแต่เพียงวิธีเดียวของเกษตรกร การกดดันในอดีตที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะยังไม่มีกำลังคนมากพอ จึงต้องเพิ่มพลังในการกดดันให้มากขึ้น...
ฝ่ายสอง นำโดย ผู้ประสานงาน สกย.อ.-นคร ศรีวิพัฒน์ เห็นว่า ต้องมีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการเคลื่อนไหว การใช้วิธีประท้วงกดดันเพียงอย่างเดียว จะทำให้ สกย.อ. ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม และการประท้วงอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดความสิ้นเปลืองและสมาชิกอ่อนล้า จำต้องใช้วิธีแก้ปัญหาโดยผ่านการเจรจาล็อบบี้...
นี่คือ เหตุผลอีกประการหนึ่ง นอกเหนือจากเหตุผลที่ว่า โครงสร้างของ สกย.อ. มีลักษณะรวมศูนย์อำนาจแนวดิ่ง...ที่ทำให้ “แก๊งส์ 4 เกลอ” และ “เด็ก ๆ” พากันยกทีมไปสร้าง “สมัชชาคนจน” -สคจ. ในเวลาต่อมา...เพราะข้อโต้แย้งดังกล่าวจบลงด้วย “เสียงข้างมาก” สนับสนุนการปรับเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ขององค์กร...ก็จะไม่ให้เป็นไปตามนั้นได้งัย...ก็ทั้งผู้นำ ทั้งมวลชนสมาชิกได้ถูก “เฒ่าขี้ดื้อ” กุมสภาพไว้ได้หมดแล้วนะซิ...
*คำตา แคนบุญจันทร์
...การต่อสู้ทางความคิดดังกล่าว ทำให้ “แก๊งส์ 4 เกลอ” ได้แยกตัวไปก่อตั้ง “สมัชชาคนจน” (สคจ.)ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2538 และดำเนินยุทธศาสตร์การต่อสู้กดดันโดยการชุมนุมใหญ่ยืดเยื้อต่อไป...(...ไอ้ข้อเท็จจริงของการแยกตัวไปจัดตั้ง สคจ. นั้น ลึก ๆ แล้ว แมร่งมาจากปัญหาการแย่งชิง “การนำ” อะนะ...เนื่องเพราะฝ่ายข้าง “เฒ่าขี้ดื้อ” อาศัยโครงสร้างใหม่เป็นเครื่องมือในการจัดตั้งสมาชิกเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ทำให้พี่เค้ากุมสภาพมวลชนไว้ได้หมด...ข้างส่วน “เสี่ยโย” “เสี่ยสังข์” “เสี่ยเพิก” “เสี่ยจู๋” มัวแต่งมโข่งอยู่กะการให้สัมภาษณ์นักข่าวสาวขาวอวบอยู่นั่นแหละ...พอเหลียวหลังมาอีกที อ้าวว่ะ...บักขี้ดื้อ มันรวบอำนาจใส่หน้าอกมันผู้เดียวว่ะ... “เสี่ยเพิก” กะ “เสี่ยจู๋” ในฐานะ “เสนาธิการ” สองนักคิดคนสำคัญก็วิเคราะห์สถานการณ์พร้อมกับ “เป่าหู” พรวด ๆ ให้ “เสี่ยโย” “เสี่ยสัง” ฟังทุกวันว่า...ไอ้ห่าโย ไอ้ห่าสัง บักนคร มันซิมาโค่นล้มเจ้าเด้อ!!! เพือกเองต้องหาทางเล่นมันก่อน เนี๊ยะไอ้โย กำลังจะหมดวาระเลขาธิการพอดี เอ้า เพือกเฮาต้องช่วยกันดันก้นไอ้สังขึ้นเป็นว่ะงานนี้ว่ะ...
(...ข้อเท็จจริง มีการคุยกัน และตกลงกันภายในแล้วว่า พอ “เสี่ยโย” หมดวาระลงก็จะดันก้น “เสี่ยสัง” ขึ้นสวาปามตำแหน่ง “เลขาธิการ สกย.อ.” คนต่อไป...แต่ปรากฏว่า เฒ่าขี้ดื้อ ก็ขี้ดื้อสมชื่อ คือ ไม่ยอมท่าเดียว และคิดจะขึ้นเป็น “เลขาธิการ” เองอยู่แว๊ว...ไอ้เหี้ยเรื่องอะไรกรูจะยอมว่ะ กรูเตรียมการเป็น “เลขาธิการ” มาเป็นเวลานานแว๊ววว์ในการยึดอำนาจช่วงชิง “การนำ” มาเป็นของกรู อยู่ ๆ จะให้ไอ้สังเด็กเมื่อวานซืนมาเป็น เลขาธิการ คนใหม่ แมร่งต้องข้ามศพกรูไปก่อนว้อย...
...และนี่เลย ทางด้าน “เสี่ยจู๋” ก็มีสายสัมพันธ์อันดีอยู่แล้วกับ “เหี้ยมป๋า”-สมภพ บุนนาค รวมทั้ง “เปี๊ยก แมวเหมียว” ก็ทำหน้าที่ประสานงานเคลียร์คนเข้าร่วมก่อตั้ง สคจ. อะนะ...อย่ากระนั้นเลย ไอ้นคร แมร่งมันกะเล่น พี่เปี๊ยก ยาวเลยอะนะ เห็นมั๊ยมันอาศัยโครงสร้าง สกย.อ.ใหม่มาคุมการนำมวลชนหมดแล้ว พี่เปี๊ยก แมวเหมียวเอ๋ย พี่เปี๊ยกต้องนำ “เครือข่าย” มวลชนทุกที่เข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน มาก่อตั้ง “สมัชชาคนจน” นะพี่เปี๊ยกนะ...เออว่ะ ข้าฯก็เฝ้ามองและหมั่นไส้ไอ้นครมานาน แมร่ง มันจะมาแย่งตำแหน่ง “ประธานใหญ่อีสาน” ไปจากอ้อมอกกรู แมร่ง เคลื่อนไหวแนวซ้ายตลอด เพือกมันไม่เคยเคารพกรู ไม่เคยเชื่อ แนวทางวัฒนธรรมชุมชน ยั่งยืน พอเพียง หวานแหวว ของกรูเล้ย...เปี๊ยก แมวเหมียว พูดพลางผงกหัวพลาง...งานนี้กรูเอาด้วยกะเพือกมรึงว่ะ...(...ในส่วน “เสี่ยจู๋” พี่เค้าเองก็ได้พา “เครือข่ายสลัม 4 ภาค” เข้าร่วมจัดตั้ง สคจ. ด้วย...อันเป็น 1 ใน อีก 10 เครือข่ายที่ร่วมก่อตั้งและเป็นสมาชิกของ สคจ.อะนะ...)
กล่าวอย่างสั้น... “สมัชชาคน” หรือ สคจ. มียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีการต่อสู้ที่ “แตกต่าง” ไปจาก สกย.อ. กล่าวคือ สคจ. ไม่เชื่อว่า แนวทางการเจรจา แบบ สกย.อ. จะแก้ปัญหาเกษตรกรได้ และ สคจ. สรุปบทเรียนว่า การกดดันของ สกย.อ. ในอดีตล้มเหลวเพราะพลังในการกดดันไม่มากพอ ดัวยเหตุดังนั้น ต้องเพิ่มพลังในการกดดันโดยเพิ่มปริมาณของผู้ชุมนุมและช่วงเวลาในการกดดัน และใช้การจัดชุมนุมที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐแทนการชุมนุมต่างจังหวัดแบบที่ สกย.อ. เคยทำมา
เป้าหมายของการชุมนุมใหญ่ของ สคจ. จะต้องยืดเยื้อ กดดันรัฐบาลให้มีการแก้ปัญหาให้เสร็จสิ้นจึงยุติการชุมนุม...จึงเป็นที่มาของการจัดการชุมนุมครั้งสำคัญในปี 2540 เป็นเวลา 99 วัน ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คนอะนะ...
(...ผลการชุมนุมใหญ่ครั้งกระโน้นก็ได้มาซึ่ง “คณะกรรมการ” หลายชุดอะนะ...แต่ที่เจ๋งสุด ๆ ก็คือ ได้งบประมาณติดปลายนวมมา 400 กว่าล้านบาทอะนะ...อ้าว...ก็งบประมาณที่เพือกเค้า เอามาทำ “เกษตรหลงทาง” เอ้ย! “เกษตรทางเลือก” และเป็นที่มาของ “โครงการเกษตรกรรมทางเลือกภูมินิเวศน์” อันโด่งดังงัย...
และนำมาสู่การก่อตั้ง “มูลนิธิเกษตรกรรมการยั่งยืน” (ประเทศไทย) ซึ่งทำให้ “เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก” มีตัวตนและที่อยู่ที่ยืนในแวดวง “เอ็นโตดีโลก” และสอดคล้องกะทฤษฎีใหม่ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระองค์ท่าน...อย่างไรก็ดี พอเงินทุนก้อนนี้หมด เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ก็ค่อย ๆ พากัน “เลือกทาง” อะนะ...กล่าวคือ...ทางใครก็ทางมัน)
...นี่เลย “เสี่ยต้อย”-สุเมธ ปานจำลอง “เสี่ยบล”-อุบล อยู่หว้า ก็ถอยออกห่างจาก “ดอนแดง” ถอยออกห่างจาก “เปี๊ยก แมวเหมียว” รวมถึง “กป.อพช.อีสาน” โดยสิ้นเชิง!!!...
และ“เสี่ยต้อย” ก็หันมาจูบปากกะ...นี่เลย “แหล่งทุนหน้าโง่”-พอช.อีสาน มีการอนุมัติงบประมาณสนับสนุน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน เป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง ทั้งงาน “อีเวร-event” ตามกระแส ทั้งโครงการปกติอะนะ...ก็เลี้ยงดูปูเตียงกันไปอะนะ...
อย่าง ปี 2551-52 เนียะ พอช.อีสาน ก็อนุมัติเงินให้ไป 6 ล้านบาท
ปี 25523-53 ก็ให้ไปอีก 3 ล้านกว่าบาท เหนาะ ๆ อุไรวรรณ ๆ ๆ...
ข้างฝ่าย พอช.อีสาน แมร่งมันจะ “โง่” จริง ๆ หรือว่า “แกล้งโง่” กรูก็เดาไม่ถูกอะนะ เพราะเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกอีสาน เนียะนะ...พี่เค้า แมร่ง หาเงินเก่งบรรลัยเลยว่ะ ไม่ว่าจะเป็น “แหล่งทุนหน้าโง่” อะไร ? ทั้ง พอช. สสส. สกว....โหย ได้เงินมาทุกปีอะนะ...
ยังไม่พอนะ...เงินที่หลอกแดก “แหล่งทุนหน้าโง่” ทั้งหลายทั้งปวงมานั้น...วันดีคืนดีก็เอาเงินนั่นแหละ “เหมารถ” พาบรรดาแกนนำ สมาชิกเครือข่ายฯ ไปสนับสนุนเพือก “เหี้ยมหางเหลือง” ทำตัวเป็น “ลูกกะโปกไอ้เหี้ยมลิ้มโกเต็กซ์”...แถมยังมีข่าวรายงานมาว่า บรรดาผู้นำเครือข่ายฯหลายคน ถึงกะส่งบรรดา “ลูก ๆ “ ของตนเอง ไปทำงานรับใช้ใกล้ชิด"ลิ้มโกเต๊กซ์”...และยังเสือกมาโพนทะนาว่า...ลูก ๆ เพือกกรูไปอยู่กะประมุขลิ้มเนี๊ยะดีจริงเลย กลับมาความคิดก้าวหน้าขึ้นกว่าอยู่กะเพือกเราเยอะเลยว่ะ
...อพิโถ อภิถัง ไอ้เพือก “สุนัขรับประทานไอคิว” เอ้ย!!!....ไม่เชื่อก็ลองไปถามนี่เลย “เสี่ยอุบล” เค้าดู...ช่างเหี้ยมเจง ๆ ...รีบ ๆ เอาลูกหลานกลับมาซะ ก่อนที่มันจะเสียคนไปมากกว่านี้...
จะว่าไปแล้วนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองจาก ปี 2548 – ปัจจุบัน ดู ๆ แล้ว “แนวทางการเมือง” ของ สคจ. ก็ไม่ชัดเจน คลุมเครือมาโดยตลอด หากใช้ภาษากรูก็ต้องจัดเพือกมันส์ไว้ในประเภท “อีแอบ”อะนะ...(...ก็ “แอบ” เชียร์ “เสื้อเหลือง” แบบสุดจิตสุดใจแต่ไม่กล้าแสดงออกนอกหน้าอะนะ ก็ใช้วิธี “แทงกั๊ก” ตลอดเวลา...ผู้นำบางคนก็ “แดงแจ๋” แต่ไม่กล้าหืออือกะท่าน “ที่ปรึกษา” และ “พ่อครัวใหญ่” ...ก็ออกแนวทางกลาง ๆ “รัฐธรรมนูญกินได้” “การเมืองกินได้” ไปนู้น...สมควรแล้วที่ “ไอ้หวัง” มันด่าเอาในงานศพครบรอบ 100 วัน ของ“ปุ๋ย” ที่ “ราษีไศล” ...)
พอเพือก “แก๊งส์ 4 เกลอ” แยกตัวออกไปจาก สกย.อ. ไปจัดตั้ง สคจ. และแน่นอนที่สุด เพือกมันก็ก็ต้องกล่อมบรรดา “เด็ก ๆ” ไปใช้สอยด้วย และรวมทั้งเด็ก ๆ ที่ใกล้ชิด “เฒ่าขี้ดื้อ” ที่ช่วงหลังไม่ค่อยเห็นด้วยกะการทำงานลักษณะปิดลับ ใต้ดิน บนดิน ในรู ในส้วม แบบบ สหาย พคท. อะนะ ก็ไปอยู่กะ สคจ. กันหลายคน อาทิ บารมี, น้อย, ไท, ต๋อม, โป๊ะ, ปุ๋ย, ไผ่, หมี, ปราโมทย์, ทอม ฯลฯ...และเพือกที่ว่าเนียะก็คือ กำลังสำคัญของ สคจ. โดยมีตำแหน่งเป็น “ที่ปรึกษา” โก้หรูไปเลยว่ะ...
นัยว่า ตามโครงสร้างองค์กรของ สคจ. นั้น...ว่ากันว่า เป็นแบบ เครือข่าย หลวม ๆ แนวลาบแนวก้อย เอ้ย แนวราบ อะนะ...
กระนั้นก็ดี...วันดีคืนดีกรูก็เห็นเพือกแมร่ง “ผู้นำ สคจ.” แว๊บบบ์ ๆ ๆ อยู่บนเวทีพันธมารฯ แถว ๆ ทำเนียบ...มองไปมองมาก็เห็นนี่เลย “ไอ้เหี้ยมบารมี” อยู่หลังเวทีพันธมารฯ แถว ๆ สนามหลวงแว๊บบบ ๆ ๆ อะนะ (...สงกะสัย “ไอ้เหี้ยมบารมี” กลัวตกขบวนรถไฟ หรือ ไม่ก็กลัวตกหล่นไม่มีชื่ออยู่ในฝ่ายก้าวหน้าที่ร่วมส่วนอยู่ในเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยกระมัง...เอ้ หรือว่าพี่เค้าต้องการสะสม “แต้ม” เพื่อเสนอความดีความชอบไปรับ “เครื่องราช” จะได้ขยับเข้าไปใกล้ ๆ รั้วใกล้วังเหมีอน “เจ้าคุณสอ” ลูกพี่ใหญ่ของมันว่ะ...ไอ้เพือก “เอ็นโตดีโลก” ที่จ้องอยากได้ “เครื่องราชฯ” เนี่ยะอะนะ...กรูขอตั้ง “ฉายา” ให้เพือกเมริงใหม่ละกัลล์ว่า เพือก “NGOs บรรณาการ” (...ความหมายของ “เอ็นโตดีบรรณาการ” กรูขอยกไปอธิบายใน ตอนหน้า กรูละเหนื่อยกะเพือกเหี้ยมเนี๊ยะเจง ๆ ว่ะ!!!...) ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก อิ อิ อิ ก๊าก ก๊าก ก๊าก !!!...
*สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
แม้กระนั้น...กรูก็ต้องยอมก้มหัวให้กะ “คุณูปการ” ที่ สคจ. ได้สร้าง “ผลสะเทือน” ด้านบวกไว้กะสังคมไทยเยอะแยะอะนะ...อย่างน้อย “คนจน” “คนเล็กคนน้อย” (คำของเพือกมัน...) ก็ได้มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีขึ้นมาหน่อยหนึ่งว่ะ...แต่อนิจจา สังขารไม่เที่ยงแท้ สคจ. ในวันนี้ต้องประสบปัญหากะผู้นำคนสำคัญ ๆ มาเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ “เสี่ยจู๋” “เจ๊มด”-วนิดา ตันติฯ “ปุ๋ย” ทำให้สถานการณ์ภายในของ สคจ. ไม่สู้จะดีนัก...
สำนักข่าวผ้าปูเตียง รายงานมาว่า เฉพาะที่ “เขื่อนปากมูล” เนียะ พอสิ้นบุญ “เจ๊มด”กับ “ปุ๋ย” นี่เลย...“ไอ้เหี้ยมป้าย”-ไพจิตร ศิลารักษ์เจ้าของฉายาที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย คือ “อยู่ที่ไหนหัวหน้าตายหมด”เข้าไปกุมสภาพแกนนำไว้หมดแล้ว แถมยังไม่พอเสือกไปกุม “สภาพ” ของ“ผู้ปฏิบัติงานสาว”เอาทำเป็น “กิ๊ก” ซะอีก...สำนักข่าวผ้าปูเตียง ยังบอกอีกว่า งานนี้ “ไอ้เหี้ยมบารมี” เคืองมั้ก ๆ (...จะไม่ให้พี่เค้าเคืองได้ยังงัย ก็ไอ้ป้าย เล่นประกาศไม่ยอมให้พี่เค้าเข้าพื้นที่อะนะ...ฮา ฮา ฮา...เอ้าเร็วเข้า ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้ร่วมก่อตั้ง สคจ. “ที่ปรึกษา” “พ่อครัวใหญ่” ไม่ว่าจะเป็น จารย์สุธี, จารย์ตุ๊ รีบ ๆ “เคลียร์” หน่อย...กำลังคนของ สคจ. ยิ่งร่อยหรอลงทุกวัน ๆ ...)
ว่ากันว่า ก่อนหน้านี้ก็เริ่มมีการค่อย ๆ แยกตัวของเครือข่ายสมาชิกสำคัญ ๆ อย่างเงียบ ๆ จาก สคจ. ไปหลายเครือข่ายอะนะ...อย่างในอีสาน “เครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน” (คปท.อีสาน) ก็ได้แยกตัวออกหางจาก สคจ. มาระยะหนึ่งแล้ว นำโดย “เสี่ยโมทย์”-ปราโมทย์ ผลภิญโญ จับมือกะ“เสี่ยแดน ดอนกุลา” มาทำวิจัยที่ดินกะ สกว. ภายใต้การนำของ “จารย์วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์” (เสียชีวิตแล้ว) และได้ก่อตั้ง “ศูนย์ศึกษานิเวศน์ชุมชน” (ศนช.) ขึ้น ที่ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ
และ “เสี่ยโมทย์” ก็ไปจับมือกะมิตรสหายทั่วประเทศ เช่น ภาคเหนือ มีโป๊ะ, มิว, สรรค์, เอก, เป็ดภาคใต้ มี แก้ว, เอก, จ้อน และส่วนกลาง มีป้อม...ซึ่งส่วนใหญ่ก็ คือ “ที่ปรึกษา” และ “พ่อครัวใหญ่” เดิมของ สคจ. นะแหละ เพือกเค้าได้ประกาศจัดตั้ง “เครือข่ายปฎิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย” (คปท.) และได้งบประมาณสนับสนุนจาก “แหล่งทุนหน้าโง่”-พอช.อีสาน ในการเคลื่อนไหวแนวทางปฏิรูปที่ดิน โดยอาศัยเงื่อนไขนโยบายของรัฐบาลยุคปัจจุบัน “โฉนดชุมชน” เป็นเครื่องมือในการ “ออแกไนซ์” ชาวบ้านอะนะ...
งานนี้เล่นเอาพี่เค้า “ไอ้เหี้ยมบารมี” โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง...แมร่ง สคจ. คนแมร่งยิ่งไม่มีอยู่ เสือกพากันแยกตัวตีห่างไปอีก แล้วกรูจะอยู่ยังงัยละที่นี้...อ้าว พี่บารมีขา พี่ก็อยู่กะ “สวาท” “อุทัย” ไปสามคนพลาง ๆ ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวลูกพี่อีกคน “ชัยพันธ์” คงให้อภัยกันได้ แล้วค่อย ๆ กับมาก่อรูปขบวนแถวกันใหม่ละกัน ฮา ฮา ฮา...
แมร่งมรึงเคยทำมั้ย และทำเป็นมั้ย “งานแนวร่วม” หาเพื่อนมิตรนะ หรือ ถนัดแต่งานสร้าง “ศัตรู” ไอ้สัดกะหมา!!!
กล่าวโดยสรุป ภายหลังที่ “เฒ่าขี้ดื้อ” ได้รับเลืกเป็น “เลขาธิการ” สกย.อ. โดยเอาชนะคะแนนต่อ “เสี่ยสัง” อย่างท่วมท้นในที่ประชุมใหญ่ “สนามม้า” จ.ขอนแก่น และต่อมา “แก๊งส์ 4 เกลอ” ก็แยยกตัวไปก่อตั้ง สคจ. ตามที่อธิบายไปแล้วนั้น...ในส่วนของ สกย.อ. เองก็ใช่ว่า “เฒ่าขี้ดื้อ” จะดำเนินงานไปได้อย่างราบรื่น เพราะต่อมา สกย.อ. เองก็ได้ประสบเคราะห์กรรม คือ การ “แตกแยก” ภายในองค์กรครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครา...
กล่าวคือ การที่ สกย.อ. ได้เข้าร่วม “โครงการปรับโครงสร้างระบบการผลิตการเกษตร” (คปร.)-โครงการนี้เริ่มในปี 2537 อะนะ...ต่อมามีการเจรจากับรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2540 สกย.อ.ได้รับอนุมัติให้เสนอชื่อสมาชิกเข้าร่วม คปร. อีกปีหนึ่ง...
ก็ไอ้ คปร. นี่แหละที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้นำ สกย.อ. “แตก” กัน...เนื่องเพราะโครงการ คปร. มันเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มผู้นำ สกย.อ. อะนะ...
“สำนักข่าวผ้าปูเตียง” รายงานว่า ผู้นำบางคนหักหัวคิวสมาชิกจนอ้วนพี, บางรายออกรถแบ็คโฮไว้ขุดสระน้ำให้สมาชิกจนร่ำรวย เช่น “เสี่ยคำตา”-คำตา แคนบุญจันทร์ เงี้ยะมีรถยนต์เก๋งยุโรปขับขี่เล่นเลยอะนะ...อย่ากระนั้นเลย ผู้นำเหี้ยม ๆ เพือกนี้ กรูไม่เอาไว้ทำส้นตีนดอก ไล่แมร่งออกให้หมดเลย...และ “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็ทำตามคำพูด “ขับ” ผู้นำผลประโยชน์ออกไปจาก สกย.อ.
ซึ่งต่อมาผู้นำเหล่านั้น อาทิ คำตา แคนบุญจันทร์ และคณะ ก็ออกไปก่อตั้ง “สมัชชาเกษตรกรรายย่อย-สกย.อ. ( 2 )...แหะ ๆ เห็นหรือยังละสัด สกย.อ. เริ่มมี “วงเล็บ” แว๊ววว์...ต่อมา “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็ปรับโครงสร้าง สกย.อ. อีกครั้ง คราวนี้ให้มี “กรรมการบริหาร” ด้วย...จำได้คลับคลายคลับคราว่า “ประธานคณะกรรมการบริหาร” ยุคแรก ๆ คือ “ลุงเคน”
ต่อมาก็นี่เลย.."เหี้ยมหางเหลือง”-อวยชัย วะทา ในช่วงที่ “เสี่ยอวย” ขึ้นเป็น “ประธาน” (...แต่ตำแหน่ง “เลขาธิการ” ยังเป็นของ “เฒ่าขี้ดื้อ” อยู่อะนะ...) นี่แหละก็เกิดการ “แตก” ภายในองค์กรอีกครา.......ก็แมร่ง ไอ้อวยมันบ้าอำนาจ ลุแก่อำนาจไม่ฟังเสียงใคร แมร่งกะจะมาใหญ่กว่ากรู กรูหรือจะยอมก็ไล่แมร่งมันไปอีกคน... “เฒ่าขี้ดื้อ” ชี้แจงกะมิตรสหายเช่นนั้น!!!...ซึ่งต่อมา “เสี่ยอวย” ก็ยกพรรคเพือก เช่น ยุทธ บุญเกษ และคณะ ออกไปจาก สกย.อ. และไปก่อตั้ง “สมัชชาเกษตรกรอีสาน” (สกอ.)...
อ้าว คราวนี้ “ตัวย่อ” ไม่มีตัว “ย” แล้วอะนะ...แมร่งยุ่งฉิบหาย
...เมื่อหมดเสี้ยนหนามแล้ว การนำแบบเบ็ดเสร็จใน สกย.อ. ก็ตกเป็นของ “เฒ่าขี้ดื้อ” โดยสิ้นเชิง...ต่อมาราว ๆ เดือนพฤษภาคม 2540 สกย.อ. ก็ทำ “แนวร่วม” กับ “มูลนิธิเกษตรกรไทย” ของ“เสี่ยอโศก ประสานสอน” , “ชุมนุมสหพันธ์สหกรณ์ภาคอีสาน” (ช.สสอ.) ของ “ส.วา”-ครูสน รูปสูง” , “กลุ่มแนวร่วมพันธมิตรประชาชนอีสาน” (กพอ.) ของ “กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยภาคอีสาน” และภาคีองค์กรเกษตรกรภาคอีสานอีกจำนวนหนึ่ง จัดตั้ง “คณะกรรมการองค์กรประชาชนอีสาน” (คปอ.)...(...แหะ ๆ ชื่อตัว “ย่อ” ช่างมาเหมือนกะองค์กรผู้นำชุมชนใน “คาถา” ของ “แหล่งทุนหน้าโง่”-พอช.อีสาน ในปัจจุบันที่มีชื่อว่า “คณะประสานงานองค์กรชุมชน” (คปอ.) อะนะ...ทั้ง ๆ ที่ “ประวัติศาสตร์” คนละเรื่องเดียวกัน...เอ หรือว่า ไปขโมยชื่อตัว “ย่อ” พี่เค้ามาระวังพี่เค้าเคืองเอานะ“จารย์สังคม” ฮา ฮา ฮา...)
ภาคีความร่วมมือขององค์กรประชาชนอีสานภายใต้ชื่อ คปอ. ได้ผลักดันเชิงนโยบายต่อรัฐบาลจนในเดือนตุลาคม 2542 สภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่าน ร่าง พรบ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และประกาศใช้ในเวลาต่อมา...ที่นี้แหละ “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็เหมือน “คนป่าได้ปืน” อะนะ...แต่อย่างว่าอะนะปัญหาอุปสรรคมันเยอะอะนะ ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว “กองทุนสัปะรังเค” (...ภาษาของ “เสี่ยเพิก” เค้า...ไม่ใช่ของกรู อย่างเคืองกรูนาโว้ย กรูไม่เกี่ยวเจี๊ยวยังเล็ก!!!) ก็ไม่ไปหน้ามาหลังซะกะที...
อย่ากระนั้นเลย แมร่งยุ่งนักไอ้เพือกการเมือง กรูจะเป็น เลขาธิการกองทุนฯ เองวะ...ว่าแล้ว “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็ลาออกจากตำแหน่ง “เลขาธิการ” สกย.อ. และมอบไม้ต่อให้ “ลุงยาง” เป็น “เลขาธิการ” สกย.อ. ต่อจากพี่เค้า...และแล้วพี่เค้าก็ได้รับเลือกจากคณะกรรมการสรรหาของกองทุนฯ ในตำแหน่ง “เลขาธิการ” กองทุนฯ เรียร้อยโรงเรียนเจ๊ตุ๊ก เอ้ย โรงเรียนจีน!!!..
แต่แมร่ง เหมือนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก เสือกมี “มือดี” แต่ปาก “แหว่ง ๆ” ชื่อ “ชรินทร์ ดวงดารา”จาก “เครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย” มาเตะตัดขา และโยนเข่าเข้าลูกกะโปกซะจุกอั๊ก ๆ ไปร้องเรียนต่อ “ศาลปกครอง” และจนบัดเดี๋ยวนี้ “เฒ่าขี้ดื้อ” ยังไม่ได้นั่งบัลลังก์ทองแต่อย่างใด...ครั้นจะกลับไปนั่งในตำแหน่งเดิมที่ สกย.อ. ก็เจอนี่เลย...กรูไม่ให้เมริงอีกแว๊ววว์ ให้แล้วให้เลยโว้ย!!!...เสียงตะโกนคุ้น ๆ หูมาจากฝั่ง “ดงหลวง” ภูพาน อะนะ...ฮา ฮา ฮา
สรุปแล้วในใต้หล้านี้“ยุทธจักรบู๊ลิ้ม”เอ็นจีโอและแวดวง"ภาคประชาชน"(ตามที่เรียกๆกัน) ยังคงมีเรื่องราวอีกมากที่ผู้คนมิอาจรับรู้...และความลับจะต้องตายไปพร้อมกับ “จอมยุทธ” ...
และใน “ยุทธภพสยาม” ที่แบ่งออกเป็น 2 ค่าย คือ “ฝ่ายธรรมมะ” ที่อยู่ในด่าน!!! กับ “ฝ่ายธรรมโม๊ะ” เอ้ย “ฝ่ายอธรรม” ที่อยู่นอกด่าน!!! กำลังต่อสู้ห้ำหั่นกันแบบเอาเป็นเอาตายอยู่ในขณะนี้นั้น...บางคนเคยเป็น “เพื่อนมิตร” บางคนเคยเป็น “สหาย” เคยร่วมรบ ร่วมม็อบ นอนกลางดินกินกลางทรายมาด้วยกัน ผ่านความยากลำบาก ผ่านร้อยผ่านหนาวมาด้วยกัน...แต่แมร่งเสือกมาแตกแยกกัน กลายเป็น “ศัตรู” กันในวันนี้นั้น...
จากรายชื่อ “จอมยุทธ์” ในภาคอีสานทั้งหมดทั้งมวลนั้น...จะไม่บอกดอกว่า มันผู้ใดเป็น “เสื้อเหลือง” และมันผู้ใดเป็น “เสื้อแดง”...แต่หากจะดูว่า “ใครเปลี่ยนสีแปรธาตุ” ไปแล้วอะนะ...ขอให้พิจารณาเหตุปัจจัย 3 ประการ คือ
จุดยืนทางการเมือง หรือ จุดยืนทางชนชั้น ให้ดูว่า เค้าผู้นั้นมีจุดยืนเพื่อประชาชนหรือไม่ ? ปัญหานี้สำคัญที่สุดเพราะเป็นเรื่อง “อุดมการณ์” แก้ไขยากมาก...ปล่อยเพือกแมร่งมันไปเถอะ!!!
ปัญหาการรับรู้ ให้ดูว่า เพราะเค้าขาดข้อมูลที่รอบด้านใช่หรือไม่ ? เช่น เสพเฉพาะข้อมูลจาก ASTV. ด้านเดียว หรือ เสพเฉพาะ PTV. ด้านเดียว !!!...หากเค้ามีแค่ปัญหาการรับรู้ ก็แก้ไม่ยาก ก็เอาข้อมูลข้อเท็จจริงให้เค้าไป แล้วค่อย ๆ ดึงให้กลับมาในทางที่ถูกต้อง!!!
ปัญหาผลประโยชน์ ให้ดูว่า เค้าคนใหนไปเข้าร่วมกับฝ่ายนั้นฝ่ายนี้เพราะผลประโยชน์อะไร ?เช่น เงิน, อำนาจหน้าที่, ตำแหน่งทางการเมือง ฯ ล ฯ...อันนี้ก็พอแก้ไขได้ต้องค่อย ๆ จัดการปัญหาเหล่านี้ให้กับเค้า แล้วให้การศึกษาเค้าอย่างถูกต้อง!!!
สรุปว่า ทั้งบรรดา “ผู้นำ” และมวลสมาชิก ของทั้ง 2 องค์กร ไม่ว่าจะเป็น “สกย.อ.” หรือ “สคจ.” ต่างก็ป้วนเปี้ยนอยู่ทั้ง “เสื้อเหลือง” และ “เสื้อแดง” อะนะ...ก็ให้ใช้เครือมือ 3 ประการไป “ส่องดู” หรือ “คลำเมิงคีง” แต่ละคนเอาเองเด้อ!!!...
แต่ที่แน่เหมือนแช่แป้ง...ก็นี่เลย ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น “เทวดา” หน้าไหน ? ก็มิบังอาจสามารถทำให้ขบวนการประชาชนทั้ง 2 องค์กรดังกล่าวนี้กลับมา “คืนดี” กันได้ดอก...เพราะ “แนวทางการเมือง” มันคนละเรื่องกันไปแว๊ววว์...
โอ้หนอที่รัก...ชาตินี้เราคงรักกันลล์บ่ได้ดอก!!!...
00000000
บทความตอนที่ผ่านมา:NGOsที่รักภาคพิสดาร(7):แหล่งทุนหน้าโง่ กับ องค์กรประชาชนอีสาน
บทเรียนจากเมียนมาร์
ที่มา Thai E-News
โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 38
20 กุมภาพันธ์ 2553
หลังจากประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมาร์ภายในพุทธศักราชนี้ โดยมิได้ระบุวันเวลา ระบอบเผด็จการทหารเมียนมาร์ก็ออกข่าวเมื่อเดือนมกราคมว่า นางอองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านและผู้ก่อตั้งสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (The National League of Democracy: NLD) จะได้รับอิสระทันทีที่คำสั่งจำคุกในบ้านของเธอสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายนปีนี้
ต่อมาไม่กี่วันก็ปล่อยตัว ถิ่นอู ผู้เป็นหมายเลข ๒ ของ NLD เป็นอิสระ ถิ่นอูผู้นี้เป็นอดีตนายทหารยศนายพลที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญกล้าหาญต่างๆ มากมาย แต่ด้วยความที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ก็แตกร้าวอย่างหนักกับทหารยศสูงคนอื่นๆ จนถูกบังคับให้ออกจากราชการก่อนเกษียณ
พอถึง พ.ศ.๒๕๒๗ มาร่วมก่อตั้ง NLD กับนางซูจี ทีนี้เข้าคุกเลยทีเดียว รวมเวลาเทียวเข้าออกจากคุกและการถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านจากบัดนั้นเป็นต้นมานับสิบปี ครั้งล่าสุดก่อนจะได้รับอิสรภาพนี้ก็คือ ๖ ปีเต็ม
เดินก้าวแรกออกมาจากคุก ถิ่นอูในวัย ๘๒ ปีที่ยังแข็งแรง ให้สัมภาษณ์ทันทีว่าเขาจะเดินสายเดิมคือประชาธิปไตยต่อไปอย่างไม่เหลียวหลังหรือลังเล แต่ยังไม่ตอบชัดเจนว่า NLD ซึ่งมีสมาชิกระดับนำอยู่ในคุกมากมายหลายร้อยคน จะเข้าร่วมรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยหรือไม่
ความเคลื่อนไหวระยะนี้ทำให้ทั่วโลกอื้ออึงกันว่าดูจะมีแสงสว่างขึ้นบ้างในเมียนมาร์ ถึงขนาดที่ผู้แทนพิเศษขององค์การสหประชาชาติ โทมัส โอจี ควินตาน่า วางแผนเดินทางไปยังเมียนมาร์ทันที่รู้ข่าว เพื่อประเมินว่าระบอบประชาธิปไตยและการปฏิรูปการเมืองในเมียนมาร์มีโอกาสจริงตามข่าวหรือไม่
โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อเลยว่า ระบอบทหารของเมียนมาร์จะโอนอ่อนผ่อนตามแรงกดดันสากลจริง เพราะถ้าจะยอมก็คงยอมมานานแล้ว การคว่ำบาตรเศรษฐกิจก็เนิ่นนานมากว่าสิบปีแล้ว และแม้จะเกิดความขัดแย้งแรงๆ ในหมู่ผู้นำอย่างคราวพลเอกขิ่นยุ้นต์ถูกจับและติดคุกยาวอยู่ในขณะนี้ ก็ยังรวมสังขารกันติด
ความปีนเกลียวระหว่างพลเอกอาวุโสตานฉ่วยกับผู้นำหมายเลขสองและสามอย่างหม่องเอและตุระฉ่วยมานก็เป็นเพียงข่าวลือ ทั้งนี้ก็เพราะเมียนมาร์ไม่เปิดประตูสู่โลกอย่างแท้จริง ไม่สนใจจะเป็นโลกาภิวัตน์กับใคร และเลือกคบประเทศที่เอื้อประโยชน์โดยตรงและเป็นประโยชน์ในปัจจุบันอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มาตั้งฐานทัพใหญ่ใกล้นอปิดอว์-นครหลวงใหม่
แรงกดดันระหว่างประเทศจึงไม่ระคายผิวหนาๆ ของเผด็จการทหารในเมียนมาร์
การปรับตัวคราวนี้จึงน่าจะเป็นความพยายามป้องกันความขัดแย้งภายในหมู่ผู้นำที่อาจเกิดได้ในอนาคตมากกว่า เพราะหากปล่อยให้ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกาน้ำใกล้ระเบิด อาจกระเทือนถึงตัวผู้นำได้เหมือนเมื่อคราวขิ่นยุ้นต์ ซึ่งแม้จะมีความผิดฐานฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ก็มีความเห็นที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการปล่อยตัวนางอองซานซูจีอยู่ด้วย ประกอบกับสุขภาพที่ไม่สู้ดีนักของตานฉ่วย ที่อาจเป็นเหตุให้คนคิดการใหญ่กันได้เหมือนคราวตะเบงชะเวตี้จะสิ้นพระชนม์ ก็นำมาสู่นโยบายลดอุณหภูมิ
ถามว่าอยู่ใกล้กันขนาดมีชายแดนร่วมเกือบ ๑,๘๐๐ กิโลเมตร การเมืองที่เข้าสู่ทางตันของไทยจะนำบทเรียนอะไรจากเมียนมาร์มาใช้ได้บ้าง?
ประการแรกเลยก็คือ หากเผด็จการอำมาตยาธิปไตยไทยคิดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องว่าจะเอาอย่างเมียนมาร์ด้วยการปิดประเทศบ้าง ก็ขอบอกเอาบุญว่าไม่มีทาง เมียนมาร์ตลอดเส้นทางอันยาวนานหลังจากได้รับเอกราช คือรัฐที่ใช้อุดมการณ์เศรษฐกิจการเมืองฝ่ายซ้ายคือสังคมนิยมมาโดยตลอด ไม่ใส่ใจต่อระบบทุนนิยมเลย ถึงขนาดมีลัทธิของตัวเองคือ“สังคมนิยมตามแนวทางแบบพม่า” หรือ “Burmese Way of Socialism” และใช้อำนาจเผด็จการทหารปกป้องแนวคิดเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
แต่ชนชั้นปกครองไทย โดยเฉพาะสถาบันระดับสูงและสถาบันทหารที่ปกป้องสถาบันระดับสูง มีวิสัยเป็นทุนนิยมมาตั้งแต่ต้น ถึงขนาดลงทุนตั้งบริษัทที่มุ่งทำกำไรสูงสุดจากประเทศที่ตนมีอำนาจอยู่ แม้รัฐวิสาหกิจก็มีแนวคิดทุนนิยมอนุรักษ์จนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจถูกเรียกว่า กรรมกรศักดินา กันถ้วนหน้า และคนระดับสูงของไทยก็กางปีกปกป้องรัฐวิสาหกิจราวกับไข่ในหิน
อย่างคราวที่เกือบจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อหยุดยั้งการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่อำมาตย์รวมหัวกันหากินและได้รับประโยชน์ส่วนตน ในขณะที่รีบผลักดันการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอีกแห่งหนึ่งคือ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ให้เป็นรูปบริษัท เพราะอำมาตย์ระดับสูงสุดมีผลประโยชน์โดยตรงจากการถือครองหุ้นและการซื้อขายหุ้นในระดับโลก
เช่นเดียวกับสถาบันทหารที่ได้รับผลประโยชน์จากภาคธุรกิจที่ได้รับการเอื้อเฟื้อจากรัฐอีกต่อหนึ่ง ต่างก็เป็นนายทหารหาเงินก่อนเกษียณอายุราชการกันทั้งสิ้น ฝ่ายอำมาตย์ไทยจึงไม่มีอะไรจะอ้างได้ในการปิดประเทศ ทหารของชาติที่อำมาตย์ใช้เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยหรือ รปภ.ส่วนตัวก็เป็นผลผลิตของทุนนิยม เกิดแก่เจ็บตายอยู่ในระบบทุนนิยมเหมือนกัน
ประการที่สอง ระบอบเผด็จการเมียนมาร์ออกมาแสดงบทบาทผู้กุมอำนาจโดยตรง ต่างจากฝ่ายไทยที่ใช้ระบบร่างทรง (proxy) ในรูปของกองทัพแห่งชาติ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
ทำให้เมื่อถึงคราววิกฤติหรือสงครามระเบิดขึ้น ฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีตัวจริงที่จะนั่งเจรจากับตนได้ มีแต่ร่างทรงและตัวแทนที่ไม่มีอำนาจจริง ไม่มีทางบรรลุข้อตกลงได้ ในขณะที่ฝ่ายค้านเมียนมาร์ มหาอำนาจที่คว่ำบาตรเมียนมาร์ มหาอำนาจที่สนับสนุนเมียนมาร์ องค์การสหประชาชาติ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่างรู้ว่าศูนย์อำนาจของระบอบเผด็จการทหารของเมียนมาร์อยู่ที่ใด คือมีคู่เจรจา (counterpart) ถึงจะยังไม่อาจตกลงกันได้ แต่ก็มีทิศทางและความหวังที่จะตกลงกันได้ในอนาคต
ส่วนอำมาตย์ไทยซ่อนตัวอย่างมิดชิด ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและความเป็นคนดีเสมอไป ในที่สุดเมื่อถึงคราววิกฤติ จะไม่สามารถแสดงบทบาทใดๆ ได้อย่างสะดวกเลย ฝ่ายประชาธิปไตยจะเดินทางสู่จุดที่ไม่มีทางเลือกและต้องทำลายอุปสรรคเหล่านั้นลงไป ซึ่งก็คือการทำสงครามชนชั้นอย่างที่ไม่น่าจะเป็น
การซ่อนตัวของอำมาตย์ไทยจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การเผชิญหน้าเที่ยวนี้รุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อ
ประการสุดท้าย นางซูจีเคยผ่านการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียวเมื่อราวยี่สิบปีก่อน ความนิยมใดๆ ที่นางและ NLD มี บัดนี้จางไปตามกาลเวลาจนคนทั่วโลกและชาวเมียนมาร์เองไม่แน่ใจเสียแล้วว่ายังได้รับความนิยมขนาดจะเป็นรัฐบาลบริหารประเทศอยู่หรือไม่
อย่าลืมว่านางไม่เคยมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองซ้ำอีกเลยตั้งแต่บัดนั้น ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับเลือกตั้งในปี พ.ศ.๒๕๔๔ และได้รับเลือกตั้งซ้ำอย่างหนักแน่นกว่านั้นในปี พ.ศ.๒๕๔๘ หลังจากเหตุวุ่นวายทางการเมืองมาก็ได้รับเลือกตั้งครั้งที่สามในปี พ.ศ.๒๕๔๙ และได้รับเลือกตั้งท่ามกลางอำนาจเผด็จการทหาร-หลังการรัฐประหารในปี พ.ศ.๒๕๕๐ อีก จนคนทั่วโลกและทั่วประเทศยอมรับว่าได้รับความนิยมจริง ความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลจึงมีสูง เมื่อถูกกีดกันและถูกทำลายลง กระแสต่อต้านจึงค่อยๆ แรงขึ้นด้วยความชอบธรรมที่มีนั้นเอง จนบัดนี้กลายเป็นขบวนประชาธิปไตยที่ระบอบอำมาตยาธิปไตยกดไม่ลงอีกต่อไป
ผมคิดว่ากรณีเมียนมาร์และนางซูจีสอนอะไรกับเรามาก ส่วนใหญ่เป็นบทเรียนในด้านกลับให้รู้ว่าฐานประชาธิปไตยของเรามีความมั่นคงและเสถียรกว่าเมียนมาร์มากนัก
การที่อำมาตย์ฝันจะย้อนกลับไปเป็นเมียนมาร์จึงเป็นฝันกลางวันของเขาที่เราไม่ต้องกังวล.
----------------------------TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
Saturday, February 20, 2010
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553
'แม้ว' ทอล์คแฉ เครือข่าย มท. เดินเกมทำลาย
วิกฤติในวิกฤติ
เงื่อนไขเข้าเหลี่ยม?
เขื่อนแตก
งมงาย
ไม่ควรใช้จีทีี200 โพลฟันธง ชาวบ้านสับสน
จนท.รปภ.เข้มบ้านสี่เสา ยกแผงเหล็กกั้นรอบศาลฎีกา
หนทาง ‘สันติวิธี’ เพียงสถานเดียว อันนำไปสู่ชัยชนะ!
‘ป๊อก’ ดื้อด้าน! ยิ่งแถลง...ยิ่งถลำ...ประจานตน
แผ่นดินของเรา
“อภัย”
เปลือกกล้วย
แก้ไขด่วน
อยากจะโกยแนบ!!
แม่นไหมไม่ทราบ ประจำวันที่ 20-26 ก.พ. 53
ที่มา ประชาไท ชอบชมนกชมไม้ ชอบดอกไม้สวยๆ เห็นสวยทุกสี สีอะไรก็ชอบ ไม่เหมือนเด็กพวกนั้นดอก จิตใจอกุศล ทั้งพี่ทั้งน้อง จ้องปลาตาเป็นมัน วันๆ คิดแต่เรื่องของกิน ป้าละเซ็ง ราศีเมษ Aries (13 เมย.-13 พค.) ความรัก ความสัมพันธ์ The Emperor หากมีคู่หมายถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง มีบ้างที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งควบคุมกันหนักๆ ใช้อำนาจต่อกัน แต่ก็อาจเป็นสิ่งที่พึงพอใจ สำหรับคุณโสดอยู่ในภาวะที่จัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ดี สถานการณ์การเงิน Nine of Wands ถึงจะมีรายได้สูงแต่ก็ยังไม่ค่อยพอใจ มองหาทางขยับขยาย บางคนออกจะงกหน่อยๆ ในช่วงนี้ :-) ในภาพรวมไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่ (เหรอ) ธุรกิจ การงาน Ace of Pentacles จะมีข่าวดีค่ะ อาจมีงานที่ก่อให้เกิดรายได้ใหม่ๆ หรือหากมีการลงทุน การใช้จ่าย ก็จะนำความสำเร็จมาให้ คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น King of Swords สิ่งที่เรียกร้องให้ต้องเข้มแข็ง ตัดสินใจเด็ดขาด คำแนะนำพิเศษ Four of Cups มองให้ทะลุสิ่งที่ทำให้คุณลังเล สาเหตุแห่งความไร้สุข ความไม่พึงพอใจ การอยู่ตรงไหนแต่ใจไม่อยู่ตรงนั้น เดี๋ยวร่อนไปในอดีตเดี๋ยวร่อนไปในอนาคต ปัจจุบันอยู่ที่...(ที่ไหนดีล่ะ) ราศีพฤษภ Taurus (14 พค.-13 มิย.) เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Wheel of Fortune การเปลี่ยนแปลงที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดี เดี๋ยวจิตตก เดี๋ยวใจฟู สถานการณ์ต่างๆ ยังคาดเดาความเสถียรไม่ได้ แต่ตอนนี้มีสัญญาณทางฝั่งดีๆ แต่ก็ต้องรอดูไปอีก ความรัก ความสัมพันธ์ The Tower หมายถึงสิ่งที่เกิดโดยกะทันหัน อาจเป็นเรื่องร้ายที่กลายเป็นดีภายหลัง อย่างที่เคยบอกว่าเช่นการ “รื้อ” เพื่อสร้าง หรือมีจุดเปราะบางในความสัมพันธ์ มีสิ่งที่มาทำลายความคิดความเชื่อ มาช็อคคุณ บางคนได้ค้นพบตัวเองในมุมที่น่าตกใจ สถานการณ์การเงิน Page of Cups ไม่ลำบากนะคะ อาจมีรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ (แต่สม่ำเสมอ) ด้วยซ้ำไป หากมีค่าใช้จ่ายจะเพื่อชีวิตส่วนตัว ของประดับ ของสวยงาม หรือกับบุตรหลานบริวาร จ่ายอย่างเต็มใจค่ะ ธุรกิจ การงาน Queen of Wands ไม่มีปัญหาอีกเช่นกัน จัดการสิ่งต่างๆ ได้ดี อาจได้ร่วมงานกับคนเก่ง เป็นผู้นำ ได้รับมอบหมายงานสำคัญ อยู่ในช่วงทำงานมีประสิทธิภาพมาก คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The Fool ประตูที่ท้าทายให้คุณกระโจนเข้าไป ระวังการมัวมองแต่บนฟ้าขณะยืนหน้าหุบเหว คำแนะนำพิเศษ Three of Pentacles เป็นสุขกับสิ่งดีๆ ที่คุณได้รับเข้าไว้ ถึงจะเป็นแค่ของพิเศษ งานพิเศษ เงินพิเศษ การยังไม่คาดหวังความจีรังยั่งยืนอาจนำคุณไปสู่นาทีสั้นๆ ที่ต่อร้อยกันไปไม่รู้จบ ราศีเมถุน Gemini (14 มิย.-14 กค.) เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Page of Swords เรื่องชวนป่วนปั่น ความวุ่นวายซึ่งตัวเองไม่ได้ก่อ ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากแต่ก็น่ารำคาญ บางเรื่องที่ลอยลมมาเข้าหู ข่าวลือข่าวลวง ต้องตั้งสติให้ดี ความรัก ความสัมพันธ์ Ten of Wands สำหรับคนโสดมุ่งหน้าหางานก็ถูกแล้วค่ะ แต่ใครที่มีคู่บางทีสิ่งที่มีอยู่อาจเป็นภาระเงียบๆ เป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ ต้องเกี่ยวก้อยกันไปทั้งๆ ที่เหนื่อยใจและเหนื่อยกาย สถานการณ์การเงิน Five of Cups ไม่สู้จะดีนัก มีเรื่องไม่ค่อยได้ดั่งใจ จ่ายเงินไปก็ผิดหวัง หรือหากรอค่าตอบแทนใดอยู่ก็ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ ไม่มีโชคลาภในช่วงนี้ บางคนต้องเอาเงินเก็บมาใช้ ธุรกิจ การงาน Seven of Cups หากเป็นอุปนิสัย หมายถึงคนชอบของสวยๆ งามๆ ชอบการทำงานที่สะดวกสบาย เต็มไปด้วยจินตนาการและความ (เพ้อ) ฝัน ทำงานศิลปะถือว่าดี แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องอยู่กับความจริงของมนุษย์และสังคม วันๆ มีแต่เรื่องน่าถอนใจ คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Eight of Swords ความซวยมาเยือน ถูกมัดมือชก ตกในสถานการณ์น้ำท่วมปาก ยากจะหนีความยุ่งยากไปได้ คำแนะนำพิเศษ Six of Swords ดูท่าแล้วคุณจะเจอปัญหาใดปัญหาหนึ่งยืดเยื้อคาราคาซัง ยากจะเร่งรัดแก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้น ต้องอดทนและใจเย็น กล่าวว่าเมื่อได้ไพ่ใบนี้และเจอเรื่องไม่เข้าท่าให้หนีไปพักผ่อนใกล้ๆ น้ำ(สงสัยจะได้เย็นๆ ชิลล์ๆ) ราศีกรกฎ Cancer (15 กค.-16 สค.) เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Ten of Swords ดาบมาเต็มเอี๊ยดค่ะ เผื่อใจไว้สำหรับความยุ่งยากต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นแล้วกันนะคะ หลักๆ อาจมาจากกลุ่มคน เพื่อนร่วมงาน การใช้กฎหมู่ การโหวต การรุมประชาทัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ หากต้องเข้าร่วมการโหวตหาข้อตกลงใดๆ คุณจะแพ้ ความรัก ความสัมพันธ์ Knight of Wands คนโสดอยู่ในช่วงกระตือรือร้นมองหาคนที่น่าสนใจ แต่ก็ยังไม่พบสักที หรือมีมาเรื่อยๆ แต่ก็ผ่านไปเรื่อยๆ เหมือนกัน ส่วนคนที่มีคู่กำลังเซ็กซ์จัด (แม่นแล้วต้องบอกนะ) สถานการณ์การเงิน Seven of Wands จะได้เงินก็ด้วยน้ำพักน้ำแรง เหงื่อไหลไคลกระเซ็น มีอุปสรรคมากมายให้ฟันฝ่า เวลาได้เงินจึงมักกระเบียดกระเสียรใช้ แต่ลืมตัวทีไรก็ช็อปกระหน่ำเหมือนกันแหละ ธุรกิจ การงาน Four of Swords อาจต้องพักงานสักระยะ หรือมีโครงการต้องชะลอ ดูแลสุขภาพด้วยค่ะ อาจมีความตึงเครียดแอบแฝง ตัวเองดูตัวเองไม่ออก ส่วนคนรอบตัวเค้าเห็นแต่จะบอกก็เกรงใจ คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Three of Wands บางครั้งการคบหามิตรใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ดูตาม้าตาเรือด้วย คำแนะนำพิเศษ Two of Cups ถ้ามองหารัก รักนั้นอาจอยู่กับคุณอยู่แล้ว ถ้ามีคู่อยู่-นั่นล่ะคู่ที่มอบสิ่งดีๆ ให้กันอย่างแท้จริง ไพ่ใบนี้คือใบแทนของความสัมพันธ์ที่เสมอภาค การเกื้อกูล การให้และรับอย่างเห็นคุณค่าของทั้งสองฝ่าย ราศีสิงห์ Leo (17 สค.-16 กย.) เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Eight of Pentacles กำลังมือขึ้นค่ะ งานเดินเงินดี ฝีมือพัฒนา สามารถหารายได้เป็นกอบเป็นกำ ใช้ประโยชน์ได้มากจากความสามารถเฉพาะตัว ความรัก ความสัมพันธ์ Ace of Wands ถือว่ามีความสัมพันธ์ที่ดี นำไปสู่การทำงานใหม่ๆ การเริ่มต้นโครงการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต หรือกำลังคบหาดูใจกับคนเก่งๆ พบรักจากการทำงาน สถานการณ์การเงิน The Magician โชคดีอย่างยิ่งค่ะ มักได้โชคลาภไม่คาดฝัน มีรายได้จากการพลิกแพลงเล่นแร่แปรธาตุ การซื้อขายแลกเปลี่ยน ตลอดจนการเดินทางก็จะอำนวยประโยชน์ให้ ธุรกิจ การงาน Four of Pentacles การงานดำเนินไปด้วยดี แต่คุณอาจไม่ใช่คนที่ทุ่มเททุกอย่าง ต้องมีกั๊กไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด หรืออย่างน้อยๆ ต้องไม่สูญเสียอะไรไปมากกว่าจะได้เข้ามา แต่บางครั้งแสดงถึงความกังวลลึกๆ กลัวตัวเองโง่ (?) คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Ten of Cups ปัญหาจากบุคคลอันเป็นที่รัก คนในครอบครัว เรื่องภายในครัวเรือน คำแนะนำพิเศษ Six of Cups มองย้อนไปในอดีต ถึงสิ่งเคยได้รับอันเนื่องจากมิตรภาพหรือผู้คนซึ่งเคยสัมพันธ์กันมา ประสบการณ์เก่าๆ ควรถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ราศีกันย์ Virgo (17 กย.-16 ตค.) เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Eight of Wands การทำงานที่ขยับขยายจากแวดวงเดิมออกไป มีความรับผิดชอบมากขึ้น มีคำสั่งซื้อจำนวนมากเข้ามา หากทำธุรกิจส่วนตัวเป็นช่วงจังหวะดีมากๆ ความรัก ความสัมพันธ์ Six of Wands สำหรับคนโสดยังต้องอยู่เดียวดายไปอีกพักใหญ่ หรือบางทีก็มีคนแก่มาชอบ ส่วนคนมีคู่ดูๆ แล้วก็พอประทังกันไป ไม่ใช่เวลาโรแมนติคอะไรมาก แต่อาจมีแผนการสำคัญบางอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน สถานการณ์การเงิน King of Wands ตัวเงินไม่เด่นขึ้นมาโดยตรง แต่แสดงถึงศักยภาพที่จะจัดการหรือแสวงหารายได้ อาจได้ร่วมงานกับคนเก่ง คนมีอำนาจ ได้ประโยชน์หลายอย่างในรูปแบบอื่นๆ ธุรกิจ การงาน The Hierophant ราบรื่นด้วยดีค่ะ หากมีปัญหาก็จะมีผู้ให้ความช่วยเหลือ ผู้ใหญ่เมตตา บางคนเข้ามาให้คำแนะนำมากมายแต่จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Death สิ่งที่ต้องจบลง ต้องหยุด ต้องพอ หรือต้องยอมรับการสิ้นสุด การเปลี่ยนแปลง คำแนะนำพิเศษ Eight of Cups ทำใจค่ะว่าจะมีเรื่องที่คุณไม่สามารถแก้ไขได้ มีความเสียใจ ความเศร้าโศก หรือความผิดพลาดเกิดขึ้น คู่รักอาจแยกห่างจากกันสักระยะ บ้างอยู่ใกล้แต่เหมือนไกลสุดขอบฟ้า สิ่งดีที่สุดคือการเป็นมิตรแท้ของตัวเอง อยู่ให้ได้ในภาวะทุรกันดาร ราศีตุลย์ Libra (17 ตค.-15 พย.) เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Queen of Swords การต่อสู้กับคนแกร่ง เก่ง คนที่ไม่ยอมใคร ซึ่งด้านหนึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับคุณ และยังหมายถึงการเผชิญหน้ากับอุปสรรคใหญ่ ต้องใจแข็งให้ถึงที่สุด ความรัก ความสัมพันธ์ Six of Pentacles การให้และรับเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ลองทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งดูค่ะ สถานการณ์การเงิน The Chariot อาจมีค่าใช้จ่ายหนักๆ เกี่ยวกับยานพาหนะ การเดินทาง การขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย การงานที่หวังถึงค่าตอบแทนจะไม่มีอะไรง่าย ต้องมีวินัย ต้องขยันอย่างมาก ธุรกิจ การงาน Queen of Cups หน้าไพ่บอกว่าคุณจะมีความทุกข์แฝงอยู่ในความสุข หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดูดีทุกอย่าง แต่ข้างในเหมือนขาดแคลนอะไรอยู่ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมึความนัยซ่อนเร้น แต่ถ้าทำงานศิลปะถือว่าจะได้แรงบันดาลใจสูง คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The High Priestess บางทีการเก็บทุกอย่างเป็นความลับ พยายามทำให้อะไรๆ คลุมเครือ ยิ่งก่อให้เกิดปัญหา คำแนะนำพิเศษ The Moon คุณมีไพ่สามใบที่ย้ำเตือนเกี่ยวกับ “โลกส่วนตัว” หรือโลกภายในที่แตกต่างจากภาพภายนอก คุณอาจมีวิกฤติส่วนตัวอยู่เงียบเชียบ จิตตกจนควบคุมแทบไม่ไหวแต่ยังพยายามแสดงละคอนอยู่ ดูใจตัวเองให้กระจ่างแจ้งได้จะดี ราศีพิจิก Scorpio (16 พย.-15 ธค.) เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Queen of Pentacles การเงินที่ดี การจัดสรรทรัพยากร การได้รับค่าตอบแทนก้อนใหญ่ ได้ผู้ช่วยเหลืออุปถัมภ์ หมายถึงการดูแลการเงินอย่างละเอียดด้วยค่ะ ความรัก ความสัมพันธ์ Ace of Cups ชุ่มฉ่ำค่ะ ในคนรักจะมีเรื่องอย่างว่ากันบ่อยๆ (หรือย๊ากอยากจะมี) ถูกอกถูกใจ ส่วนคนโสดก็ได้เวลาวาบหวาม มีความสัมพันธ์ใหม่ๆ อย่างน้อยๆ ก็มีสิ่งทำให้จิตใจสดชื่น สถานการณ์การเงิน Ten of Pentacles ล่ำซำเชียวค่ะ การเงินมาเต็มๆ ถึงสองใบ ได้โชคได้ลาภ ได้สมหวัง หากเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์จะได้ข่าวดี ธุรกิจ การงาน Nine of Swords กลุ้มค่ะ มีเรื่องให้จิตตก กังวล บางทีไม่ใช่เรื่องแก้ไขไม่ได้ แต่ใจนี่สิ ต่อหน้าคนอื่นอาจดูสบายดี แต่อยู่กับตัวเองทีไรใจร่วงกระรุ่งกระริ่ง คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Three of Cups ความรื่นเริงชั่วครั้งชั่วคราว คำแนะนำพิเศษ Four of Wands ไพ่บอกว่าคุณมีพื้นฐานที่มั่นคงหลายอย่าง อาจเป็นการงาน วิชาความรู้ ฐานะดั้งเดิม หรือกิจการงานที่ได้หุ้นส่วนดีๆ มาแต่แรก พยายามรักษาความเข้มแข็งภายในไว้ อดทนกับอุปสรรคเฉพาะหน้า ในระยะยาวคุณจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำอยู่เวลานี้ ราศีธนู Sagittarius (16 ธค.-13 มค.) เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Ace of Swords การตัดสินใจอย่างเด็ดขาด การเข้าปะทะสู้กับปัญหาอย่างต่อตัวต่อ ตาต่อตา เดินหน้าเพื่อทะลุกำแพงให้ได้ ความรัก ความสัมพันธ์ The Lovers มีความวุ่นวายใจ ไม่ว่าคุณจะโสดหรือมีคู่ มีเรื่องให้ต้องเลือก ต้องตัดสินใจ อาจแยกทางหรือคืนดี หรืออยู่ระหว่างคบหาดูใจ จิตใจสับสน สถานการณ์การเงิน Five of Swords จำยอมสูญเสียรายได้ หรือใช้จ่ายเพื่อตัดปัญหา การเงินไม่สู้นัก ต้องรับเงื่อนไขเท่าที่พอประทังไปได้ ต้องรอโอกาสใหม่ (ที่ยังไม่มีวี่แววจะมาถึง) ธุรกิจ การงาน The Hermit เงียบเหงาหน่อยค่ะ ถ้าตกงานอยู่คงต้องทำสมาธิไปพลางๆ แต่หากอยู่ในสายงานเพื่อการศึกษา กำลังทำวิจัย ด้านการเรียนการสอนจะได้โอกาสดีในการทำงาน สำหรับอาชีพอิสระหรือมือปืนรับจ้างทั้งหลายบรรยากาศน่าหาวมาก คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Knight of Cups ยังเป็นใบเดิมอยู่ค่ะ ปัญหาเรื่องรัก ไม่ว่าจะมีคนเข้ามา หรือคุณเป็นฝ่ายเดินหน้าไปหา ความสับสนวุ่นวายใจเกิดได้เสมอ คำแนะนำพิเศษ King of Pentacles คุณจัดการกับทรัพยากรที่อยู่ในมือดีพอหรือยัง? ราศีมังกร Capricorn (14 มค.-12 กพ.) เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ The Star สิ่งที่ใดที่มุ่งหวังจะสมหวัง การรอคอยกำลังใกล้เข้ามา จะมีมิตรภาพที่ดีชื่นอกชื่นใจ บ้างได้เข้าร่วมในกิจกรรมการกุศล อยู่กับคนที่มีทัศนคติแบบเดียวกัน ความรัก ความสัมพันธ์ Page of Pentacles ไพ่ใบนี้เกี่ยวข้องกับข่าวคราว สิ่งที่มีมาถึงแบบกระเซ็นกระสาย อาจเป็นความสัมพันธ์ที่ก่อตัวทีละเล็กน้อย ให้บางสิ่งที่มีความหมายกับคุณ การได้สิ่งมีมูลค่าพอชุ่มชื่นใจ สถานการณ์การเงิน The Devil ระวังพันธะหนี้สิน การใช้จ่ายอันเนื่องจากกิเลสตัณหา การขาดความยับยั้งชั่งใจ หรือการเงินที่ต้องคอยติดตามถามทวง มีโอกาสตกเป็นลูกหนี้ ธุรกิจ การงาน The Hanged Man อาจมีการปรับเปลี่ยนในจุดที่สำคัญ ต้องมีการเสียสละหรือรับเงื่อนไขอย่างจำยอม ใช้ความอดทนกับสิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เป็นต้นว่าปัญหาหมักหมม จิตใจเร้นลับของเพื่อนร่วมงาน คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น King of Cups การถูกชักจูงจิตใจจากผู้มีประสบการณ์มากกว่า คำแนะนำพิเศษ The Sun ไพ่คุณเด่นมากค่ะ ใบสุดท้ายบอกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทุกอย่างจะชิลล์ๆ จะมีเกียรติยศชื่อเสียง ได้เงินทองของประดับ ได้รับความเพลิดเพลินจำเริญใจ บางคนอาจได้บุตรชาย ราศีกุมภ์ Aquarius (13 กพ.-13 มีค.) เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Two of Pentacles การหมุนเงิน การจัดสรรเวลา ดูแลการเงินให้ดีค่ะอย่าประมาท บางคนมองหาช่องทางรายได้ใหม่ๆ หาวิธีแก้ไขอุปสรรคเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะมั่วยังไงก็ต้องผ่านไปให้ได้ ความรัก ความสัมพันธ์ Three of Swords มีเรื่องไม่ค่อยพึงใจ อาจทะเลาะเบาะแว้งกันง่าย หรือคบหากับคนอารมณ์ร้อนแรง ทัศนคติไม่ตรงกัน คุยกันสามคำทะเลาะกันแปดคำ สถานการณ์การเงิน Seven of Pentacles เก็บหอมรอมริบมาได้ระดับหนึ่ง ได้ค่าตอบแทนจากงานหนักๆ ที่ได้ทำมา แต่ยังต้องอดทนวางรากฐานต่อไปเผื่อข้างหน้า ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ธุรกิจ การงาน Seven of Swords อาจต้องใช้เทคนิคเพื่อพลิกแพลงเอาตัวรอด วางกลยุทธ์อย่างมีชั้นเชิง ระวังการโจรกรรมในรูปแบบต่างๆ รวมถึงข้อมูลสูญหาย บางคนทำอะไรบางอย่างลับลวงพรางหน่อยๆ คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Two of Swords สัปดาห์นี้ดาบคุณเยอะมาก ระวังปัญหาเรื่องการพูดจา การสื่อสาร การเข้าใจผิดกันด้วยค่ะ คำแนะนำพิเศษ Judgement สิ่งใดก็ตามล้วนเป็นไปตาม “กรรม” อันหมายถึงการกระทำนั่นเอง อย่างไรก็ดี คุณจะมีโอกาสแก้ไขสิ่งที่เคยผิดพลาดไปแล้ว หรือได้รับโอกาสใหม่ เงี่ยหูฟังจังหวะที่ว่าให้ดี ราศีมีน Pisces (14 มี ค.-12 เมย.) เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ The World การงานอาจเดินทางมาถึงปลายทางสุดท้าย แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวจะมีการเริ่มใหม่ๆ ต่อไปอีก หากมีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีความสะดวกสบายบริบูรณ์ บ้างได้พบมิตรแท้ คู่ทางจิตวิญญาณ ความรัก ความสัมพันธ์ The Empress ไพ่ดีมากค่ะ หมายถึงคนรักที่เกื้อกูลกัน การได้คู่ครองมีฐานะ หรือว่าสนับสนุนการงานที่คุณทำ มีความมั่นคงถึงขั้นหมั้นหมายแต่งงาน การที่ครอบครัวสองฝ่ายเข้ามามีบทบาทด้วย สถานการณ์การเงิน Knight of Swords ถือว่ายังเหนื่อยอยู่ค่ะ ต้องวิ่งๆๆ ไปข้างหน้าไม่หยุดหย่อน เงินทองหามาหมดไป หาใหม่ก็พร่องอีก เป็นช่วงรายจ่ายมากทีเดียว ธุรกิจ การงาน Ten of Pentacles แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ การงานคุณจะให้ดอกออกผลชื่นใจ ได้ค่าตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยแน่นอน ธุรกิจในครอบครัวจะประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงนี้ คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Two of Wands เพื่อน หุ้นส่วน คนที่ควรสนับสนุนกันและกันกลับกลายมาเป็นเหมือนคนแปลกหน้า
ป้านึ้งเป็นแมวมีอารยธรรม
เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Nine of Pentacles การเงินที่เกือบบริบูรณ์ รายได้หรือค่าตอบแทนงามๆ ค่ะ บางคนได้แหล่งทุนที่มั่งคั่ง หรือมีผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ มีโชคด้านการเงิน
คำแนะนำพิเศษ Knight of Pentacles เดินหน้าไปเถอะค่ะ สู่สิ่งที่คุณคิดว่ามีประโยชน์ต่อชีวิต การจัดการกับการเงินทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่เพราะความงกหรือเห็นแก่ได้ แต่เป็นการมองไปในอนาคตยาวๆ
