ที่มา Thai E-Newsสถาบันฯกับการรัฐประหาร-การรัฐประหาร19กันยายน2549ก็เช่นเดียวกับรัฐประหาร23กุมภาพันธ์2534และทุกครั้ง คือกองทัพอ้างว่าเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ เป็นหัวใจหลักของการทำรัฐประหาร ข้ออ้างอันอัปลักษณ์นี้ยังจะดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยไปอีกนานแค่ไหน..?
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 กุมภาพันธ์ 2553ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ การหยิบยกสถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายปฏิปักษ์การเมืองมีมาตลอด นับแต่คราวรัฐประหารพฤศจิกายน 2490 ก็นำเรื่องคดีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 เป็นเหตุอ้างสำคัญ ในการรัฐประหารปี 2500 ก็มีหลักฐานว่า เพราะจะมีการรื้อฟื้นคดีลอบปลงพระชนม์ใหม่ ในเหตุการณ์ปฏิวัติประชาชนในเดือนตุลาคม 2516 ก็มีการใส่ความว่าพันเอกณรงค์ กิตติขจร บุตรชายจอมพลถนอมมักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นประธานาธิบดีคนแรก ในเหตุการณ์นองเลือดเดือนตุลาคม 2519 ก็มีการใส่ความนักศึกษาฝ่ายซ้ายว่าเล่นละครแขวนคอดูหมิ่นรัชทายาท..กรณีรัฐประหาร19กันยายน2549 หรือรสช.23กุมภาพันธ์2534ก็อยู่ในลักษณ์เดียวกัน
ทั้งหมดนี้ถูกพิสูจน์ภายหลังว่าเหลวไหลทั้งเพ
ปากคำเหยื่อรัฐประหาร23กุมภาพันธ์:ผมเรียก'เด็จยายทุกคำ"ผมชาไปทั้งใบหน้า และชาไปทั้งตัว เมื่อได้ยินเสียงประกาศการทำรัฐประหารจากปากของคณะรสช. พ่อผมเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ทราบแต่ว่าคณะรัฐประหารควบคุมตัวเอาไว้ที่กองทัพอากาศ ส่วนผมขับรถตระเวณไปเรื่อยๆในกรุงเทพฯ คิดถึงชะตากรรมของตัวเอง แต่ที่หนักหนาที่สุดคือชะตากรรมของประเทศชาติ"
ดร.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ "อาจารย์โต้ง"กล่าวภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 23 กุมภาฯไม่นานนัก เขามีแววตาตั้งคำถามมากมายในระหว่างที่หวนรำลึกถึงเหตุการณ์ทำรัฐประหาร23กุมภาพันธ์ 2534
"ผมอับอายขายขี้หน้าชาวโลก จนไม่รู้จะตอบคำถามสื่อมวลชนตะวันตกในเวลานั้นอย่างไรดี มันเป็นไปไม่ได้เลยในโลกยุคพ.ศ.นั้นที่จะเกิดการทำรัฐประหารยึดอำนาจขึ้นมาได้อีก รัฐบาลพ่อของผมกำลังนำประชาธิปไตยมาปักหลักในประเทศนี้ รัฐบาลกำลังพัฒนาเศรษฐกิจ อาจมีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ แต่เราก็กำลังทำกันอยู่"
ดร.ไกรศักดิ์ ซึ่งเวลานั้นมีอีกหมวกใบหนึ่งเป็นหัวหน้าทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
ซึ่งเวลานั้นมีด๊อกเตอร์หนุ่มสมองไบรต์และห้าวสุดขีด อย่างดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของทีม และเป็นสายล่อฟ้ามีเรื่องระหองระแหงกับผู้นำกองทัพอยู่เป็นระยะ"เชื้อไฟของการรัฐประหารเริ่มต้นจากสือมวลชน ไทยรัฐซึ่งเปิดธุรกิจผับกลางคืนอยู่ อาจเปิดเกินกว่ากฎหมายกำหนด คุณเฉลิม(เฉลิม อยู่บำรุง เวลานั้นเป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ)เข้าไปเข้มงวดกวดขันมาก ทำให้ไทยรัฐตอบโต้คืนด้วยการโจมตีว่ารัฐบาลพ่อผมเป็นบุฟเฟ่ต์ คาบิเนต โจมตีเรื่องคอรัปชั่น ทั้งที่รัฐบาลทำเรื่องก้าวหน้าตั้งมากอย่างนโยบายอินโดจีน เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า แต่เราก็ให้เสรีภาพกับสื่ออย่างมาก เราสนับสนุนให้ยกเลิกประกาศปร.42ที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็กลับกลายมาเป็นอาวุธทิ่มแทงเราเสียเอง ไทยรัฐซึ่งมีอิทธิพลมากในเวลานั้นเขียนว่า หากใครต้องการการปฏิวัติ ก็ให้เขียนจดหมายเข้ามาซัก1ล้านฉบับ"
อดีตหัวหน้าทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯเล่าชนวนเหตุการรัฐประหารครั้งนั้น
ซึ่งดูไม่ต่างไปจากรัฐประหาร 19 กันยายน2549 นัก นั่นคือพวกสื่อที่เสียประโยชน์จากรัฐบาลทักษิณเป็นผู้ก่อชนวนขึ้นมา"เรื่องคอรัปชั่นนั้นเป็นเงื่อนไขโดยทั่วไปที่กองทัพมักอ้างเป็นเหตุของการรัฐประหาร แต่ที่ผมยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิงก็คือการหยิบยกเอาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเงื่อนไขสำคัญ จะเป็นไปได้อย่างไรว่ารัฐบาลไม่ปกป้องสถาบันกษัตริย์ คนไม่รู้หรอกหรือว่าแม่ผม(ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ)เคยอยู่รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จย่า ผมตอนเด็กๆก็เข้าไปวิ่งเล่นในวังของท่าน ยังเรียกท่านว่าเด็จยายๆอยู่เลย"
ไกรศักดิ์มีแววตาที่ขมขื่นเมื่อกล่าวถึงตอนนี้
ความผิดพลาดของรัฐบาลพลเรือนคือประเมินกองทัพผิด
ก่อนหน้านั้นไม่นานกองทัพที่มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้นำ ซึ่ง"บิ๊กจิ๋ว"นั้นชัดเจนว่าเป็นทหารการเมือง เขาใช้ทรัพยากรกองทัพเปิดโครงการอีสานเขียว เพื่อสร้างความนิยมในภาคอีสาน และต่อมาประกาศตั้งพรรคความหวังใหม่ แต่ก็ถูกจปร.5ทหารรุ่นน้องโจมตีว่าไม่น่าไว้ใจ เพราะพลเอกชวลิตเผลอพูดเรื่อง"สภาเปรซิเดียม"
จนถูกนักการเมืองอนุรักษ์นิยมอย่างม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชตั้งคำถามแรงๆว่า"แล้วจะเอาในหลวงไปไว้ที่ไหน เมื่อมีสภาเปรซิเดียม!"
มวลชนของพลเอกชวลิตในเวลานั้นใต้การนำของประเสริฐ ทรัพย์สุนทรแห่งสภาปฏิวัติดูก้าวล้ำมวลชนมากไป ขาดฐานมวลชนสนับสนุน แม้จะแรงถึงขั้นที่นักศึกษาแนวร่วมจากรามคำแหงคือธนาวุฒิ คลิ้งเชื้อ จุดเพลิงเผาตัวตายเพื่อขับไล่รัฐบาลชาติชายออกไป และเรียกร้องหา"การเมืองใหม่"ในยุคนั้นคือให้เกิดสภาปฏิวัติ แต่ก็ไม่ก่อผลสะเทือนใดๆต่อรัฐบาล
เมื่อบิ๊กจิ๋วออกมาตั้งพรรคความหวังใหม่ รัฐบาลชาติชายได้ตั้งจปร.รุ่น 5 นำโดยพลเอกสุจินดาขึ้นยึดกุมกองทัพทั้งแผง พลเอกสุจินดาถูกชื่นชมจากสื่อมวลชนว่าฉลาดปราดเปรื่องกว่าบิ๊กจิ๋วเสียอีก ที่สำคัญเขาไม่ใช่ทหารการเมือง"เราประเมินเขาผิดพลาดจริงๆที่คิดว่าสุจินดาเป็นนายทหารอาชีพต่างจากพลเอกชวลิต"
ไกรศักดิ์กล่าวหวนรำลึก...
ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากพันตำรวจโททักษิณนักที่ไปคว้าเอาพลเอกสนธิ บุณยะรัตกลินขึ้นมาเป็นผู้นำกองทัพ เพราะเห็นว่าเขาเป็นมุสลิมที่อาจช่วยเยียวยานโยบายที่ผิดพลาดจากกรณีตากใบและกรณีกรือเซะห์ได้ และเห็นว่า"บิ๊กบัง"นั้นไม่ใช่ทหาร"การเมือง"
คดีลอบสังหารบุคคลสำคัญชนวนยึดอำนาจ
คณะรสช.นำภาพการสารภาพของพันเอกบุลศักดิ์ โพธิเจริญ ส.ส.พรรคพลังธรรม ลูกพรรคของพลตรีจำลอง ศรีเมืองว่าพัวพันกับคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญออกฉายวนไปเวียนมาทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในช่วงวันแรกๆของรัฐประหาร23กุมภาฯ เพื่อโฆษณาให้ประชาชนเห็นถึงความจำเป็นในการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่ประชาชนเลือกมา
ซึ่งไม่จำกัดเพดานอยู่ที่พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก อดีตผู้นำกองทัพ กับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังก้าวล่วงไปถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถอีกด้วย
"คดีลอบสังหาร"นั้นมีพลตำรวจเอกบุญชู วังกานนท์ ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนจปร.5รุ่นเดียวกับผู้นำรสช.คือพลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นคนทำคดี มุ่งเป้าไปที่นายทหารจปร.7ที่มีพลตรีมนูญ รูปขจร พลตรีจำลอง ศรีเมือง พันเอกประจักษ์ สว่างจิตร พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี เป็นแกนนำ ส่วนพันเอกบุลศักดิ์ โพธิเจริญ เป็นสมาชิกรุ่นจปร.7
คดีนี้จับจุดเอาภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารเมษาฮาวาย(1-3เมษายน2524)ของจปร.7ต่อรัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ล้มเหลวลง ทั้งที่มีกองกำลังมากกว่า ว่ากันว่าเพราะมีสตรีสูงศักดิ์มากเป็น"บุคคลสำคัญ"เข้าขัดขวางการรัฐประหาร และอุ้มชูพลเอกเปรมให้ครองอำนาจต่อมาอีก8ปี
ฝ่ายจปร.7อ้างว่าเมื่อพวกตนยอมแพ้ตามที่"คุณขอมา"แล้ว แทนที่จะได้รับการปฏิบัติตามสัญญาลับๆว่าจะไม่เอาผิด และให้กลับเข้ารับราชการ กลับเจอปลดพลตรีมนูญกลายเป็นนายมนูญ ส่วนพันเอกพัลลภ(ยศขณะนั้น)หนีไปทำไร่ที่ภาคอีสานก็ยังถูกลอบสังหาร จึงมีปฏิบัติการเอาคืนบ้าง จนเกิดกรณีที่เรียกว่า"คดีลอบสังหารบุคคลสำคัญ" แต่นายทหารจปร.7อ้างว่า ก็จำกัดอยู่ที่บุคคลระดับสามัญชนเท่านั้น
นายมนูญกลับมาก่อรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 9 กันยายน2528 แต่ล้มเหลวเป็นคำรบสอง ต้องหนีไปต่างประเทศ ต่อมาได้รับการคืนยศและก้าวเป็นพลตรีในยุคของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ทำให้จปร.5หวาดระแวงว่ารัฐบาลชาติชายจะใช้มนูญมาคานอำนาจ หรือสั่นคลอนพวกตน
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ขณะที่พลเอกชาติชายจะบินไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่เชียงใหม่ ก็ถูกทหารอากาศ ลูกน้องของบิ๊กเต้-พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล จับกุมตัว และประกาศการทำรัฐประหาร"เรายอมถอยหลังไป1ก้าว เพื่อจะได้ก้าวไปข้างหน้า10ก้าว"
เป็นคำประกาศต่อสื่อมวลชนของพลเอกสุจินดา ผู้นำการทำรัฐประหารในครั้งนั้น
การสอบสวนและยึดทรัพย์รัฐบาลพลเอกชาติชายโดยมือตงฉินคือพลเอกสิทธิ จิรโรจน์จบลงด้วยการยึดทรัพย์ใครไม่ได้ และต้องคืนทรัพย์สินทั้งหมดให้นักการเมือง เวลาต่อมาพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ประธานรสช.ตายลง เกิดเรื่องอื้อฉาวเมียน้อยเมียหลวงฟ้องแย่งสมบัติกว่า2,000ล้านบาท
ไม่มีใครรู้ว่าทหารอย่างบิ๊กจ๊อดร่ำรวยผิดปกติมาจากไหน...
การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือขจัดปฏิปักษ์การเมือง
ส่วนคดีลอบสังหารเปลี่ยนมือมาสู่มือปราบตงฉินพลตำรวจเอกธนู หอมหวล ครั้งสุดท้ายที่เราได้ยินเกี่ยวกับคดีนี้คือ"สำนวนอ่อน"และเรื่องก็กลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง
ส่วนพันเอกบุญศักดิ์มีข่าวไปบวชและเงียบหาย พลตรีมนูญกลายมาเป็นนักการเมืองที่ก้าวถึงตำแหน่งประธานวุฒิสภา
พลตรีจำลองกับพลเอกพัลลภกลายเป็นแกนนำพันธมิตร และใช้สถาบันกษัตริย์โจมตีเหยื่อรายใหม่คือพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรว่าไม่จงรักภักดี ตีตนเสมอเจ้า และนำมาสู่การรัฐประหาร19 กันยายน 2549 และยังใช้ข้อกล่าวหานี้ไล่ล่าทักษิณกับผู้สนับสนุนมาจนวันนี้
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ การหยิบยกสถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายปฏิปักษ์การเมืองมีมาตลอด นับแต่คราวรัฐประหารพฤศจิกายน 2490 ก็นำเรื่องคดีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่8เป็นเหตุอ้างสำคัญ ในการรัฐประหารปี 2500 ก็มีหลักฐานว่าเพราะจะมีการรื้อฟื้นคดีลอบปลงพระชนม์ขึ้นมาพิจารณากันใหม่ ในเหตุการณ์ปฏิวัติประชาชนในเดือนตุลาคม2516 ก็มีการใส่ความว่าพันเอกณรงค์ กิตติขจร บุตรชายจอมพลถนอมมักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นประธานาธิบดีคนแรก ในเหตุการณ์นองเลือดเดือนตุลาคม 2519 ก็มีการใส่ความนักศึกษาฝ่ายซ้ายว่าเล่นละครแขวนคอดูหมิ่นรัชทายาท..กรณีรัฐประหาร19กันยายน หรือรสช.23กุมภาพันธ์2534ก็อยู่ในลักษณ์เดียวกัน
ทั้งหมดนี้ถูกพิสูจน์ภายหลังว่าเหลวไหลทั้งเพ
การใช้สถาบันกษัตรยิ์เป็นเครื่องมือขจัดปฏิปักษ์การเมืองนั้นมีมาอย่างสืบเนื่อง และยังจะดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยสืบไป ตราบเท่าที่ยังไม่มีการปฏิรูปอย่างถึงรากถึงโคน แยกสถานะบทบาทสถาบันกษัตริย์ให้อยู่เหนือการเมือง หรือปราศจากการเมืองได้อย่างแท้จริง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, February 23, 2010
19ปีรสช. สถาบันกษัตริย์กับรัฐประหาร
ตาชั่งของผมไม่ได้เอียง.... แต่มันหักไปแล้วข้างหนึ่งต่างหาก!
ที่มา Thai E-News
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
22 กุมภาพันธ์ 2553
ตาชั่งของผมไม่ได้เอียง .... แต่มันหักไปแล้วข้างหนึ่งต่างหาก!
"เพื่อนผมที่เป็นคณะทำงานที่เกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ เขาพูดแบบนี้จริงๆ
ผมบอกว่า ตาชั่งคุณมันเอียง เขาสวนออกมาเลยว่า""ตาชั่งของผมไม่ได้เอียง.... แต่มันหักไปแล้วข้างหนึ่งต่างหาก!"
"ตอนนี้ทีมงานกำลังปวดหัวในการเขียนคำพิพากษา เพราะไม่รู้จะหาเหตุอะไรมาสนับสนุนในการยึดหมดทั้งก้อน" เสียง ผู้กำกับวัยกลางคน เล่าเรื่องราวให้ผมกับพี่นักข่าวสำนักพิมพ์หัวสีแห่งหนึ่งฟัง พร้อมกับสำทับประโยคต่อมาว่า "ผมเพิ่งเช็คไปเมื่อวันจันทร์ ถามเพื่อนว่า มีการเปลี่ยนแปลงธงบ้างหรือไม่ เพื่อนตอบกลับมาว่า ยังเลย เขายังยืนยันให้ยึดทั้งหมด"
"สลึงนึงก็ไม่ได้คืน เจ้าของประเทศเขาจะเอาแบบนั้น คุณจะสู้เขาไหวเหรอ"พี่นักข่าวเอ่ยวาจา พร้อมกับหันหน้ามาทางผมเป็นเชิงคำถาม
"พวกผมไม่ได้สู้กับบุคคลหรอกครับพี่ เราสู้กับระบบ ระบบที่มันไม่ยุติธรรม ระบบที่มันไม่เท่าเทียมกัน ตามหลักประชาธิปไตยเรื่อง ยึดทรัพย์ เราก็คิดว่าคงโดนหมด แต่ที่เราออกมา ไม่ใช่เพราะเรามาทวงเงินให้เขานะครับ เพราะเรารู้ไงว่า ยังไงก็ไม่ได้คืน ตราบใดที่ยังไม่ได้อำนาจบริหารคืนมา เราเพียงแต่มองว่า มันไม่ยุติธรรม มันเหมือนกับการปล้นกันกลางแดดชัดๆ ไม่ใช่พอเรามาเรียกร้องแล้ว เขาได้เงินคืน เขาจะให้เราสักล้านนึงซะที่ไหนหล่ะครับ จริงป่าวพี่ 555" ผมตอบกลับพร้อมกับหัวเราะ ทำให้ผู้กำกับ กับพี่นักข่าวพลอยหัวเราะไปด้วย
"จริงๆ แล้ว ถ้าจะยึดทั้งหมด จะเขียนคำพิพากษายังไงก็ได้ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ในอนาคต คำตัดสินมันสามารถใช้อ้างอิงในคดีคล้ายคลึงกันได้ และจะตอบคำถามกับสังคม กับต่างประเทศ กับบรรดานักกฎหมายด้วยกัน หรือตอบกับลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ทางด้านกฏหมายได้อย่างไร?" ผมเอ่ยสำทับ
"ใช่ๆๆๆ" ผู้กำกับกับพี่นักข่าวหัวสี พยักหน้าพร้อมกับเอ่ยรับ
"หรือตายไป จะไปตอบคำถามกับยมบาล หรือวิญญาณครูบาอาจารย์ ในนั้นได้ยังไงว่า ตัวเองได้ทำหน้าที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา ได้สมกับคำว่า ศาลสถิตย์ยุติธรรม เป็นที่สถิตของความยุติธรรมอย่างแท้จริง ใช่ป่ะครับพี่ 555" ผมอัดไปอีกประโยค สองคนนั้นพลอยหัวเราะไปด้วย
"นั่นแหละ ที่เพื่อนผมมันปวดหัวอยู่ ถ้ายึดเฉพาะในส่วนที่มันงอกเงยมา เฉพาะในช่วงที่รับตำแหน่ง มันก็ยังพอที่จะเขียนได้ แต่ถ้าให้ยึดทั้งหมด มันไม่รู้จะเขียนยังไง" ผู้กำกับเอ่ยออกมา พร้อมส่ายหัว
"ผมว่างานนี้ อาจจะต้องมีการเปิดเอ็นไซโคพีเดีย (สารานุกรม) ตัดสินกันแล้วมั้งครับพี่ พจนานุกรม คงเอาไม่อยู่ 555" ผมแซว
"ลำบาก ดูแล้วผมว่ายังไงก็ไม่ได้คืน เจ้าของประเทศเขาชี้นิ้วมาแล้ว คุณจะทำยังไงได้หล่ะ เสื้อแดงมันสู้แทบตาย ถ้าเป็นภาวะปกติ ป่านนี้รัฐบาลมันล่มไปนานแล้ว แต่นี้เขายังค้ำยันยังอุ้มมันอยู่ มันเลยอยู่ได้" พี่นักข่าวหัวสีเอ่ยออกมา
"แต่จริงๆ นะพี่ ผมว่าตอนนี้แดงมาถูกทางแล้วครับ ตั้งแต่เขายายเที่ยงเรื่อยมา ยุทธวิธีเราดีขึ้นเยอะ เราเป็นมวยขึ้นเยอะ ระบบการจัดการด้านการรักษาความปลอดภัยก็ดีขึ้นผิดหูผิดตา แนวทางการปราศัยก็เป็นแนวเดียวกัน" ผมเอ่ย
"ใช่ ถ้ามาแนวนี้ คนในสังคมเห็นคล้อยตามด้วย มันเป็นเรื่องที่สื่อหลักเองก็เล่นได้ อย่างเขายายเที่ยง สื่อหลักเองก็เล่นด้วย กระแสก็มาด้วย สุรยุทธ์เลยเดี้ยงเลย GT200 ถ้าแดงตีตรงๆ จังๆ นะ สบายเลย สื่อเล่นด้วยเรื่องนี้ ตีเรื่องนี้ เรียกว่า แยกกองทัพออกจากรัฐบาลได้เลยหล่ะ ประเด็นนี้" พี่นักข่าวหัวสีบอก
"ใช่ครับพี่ ถ้าสื่อหลักเอาด้วย กระแสสังคมมา เสื้อแดงเดินในแนวนี้ต่อไป รัฐบาลไม่รอดแน่ๆ เพราะสังคมไม่เอา สื่อไม่เอา ต่อให้เจ้าของประเทศเขาจะอุ้มต่อไป ก็คงคิดหนัก เพราะมันคงเน่าเกินกว่าจะอุ้มไหวแล้ววันนั้น" ผมเอ่ยสำทับไป
"แล้วทางผู้กำกับ เขาสั่งอะไรเป็นพิเศษไหมครับ ในวันที่ 26" ผมเอ่ยถาม
"ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่จับตาดู แต่ในส่วนตัวพี่ เชื่อว่าคงไม่มีอะไรหรอกครับในวันนั้น แต่หลังจากนั้น ก็ไม่แน่ ถ้ายึดหมด ก็ยิ่งน่าห่วง กระแสอาจจะตีกลับมาด้านเสื้อแดงระลอกใหญ่ คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนขี้สงสาร เห็นแบบนี้ คงเห็นใจครอบครัวเขาที่โดนยึด อาจจะออกมาร่วมด้วย" ผู้กำกับบอก
"ออกมาร่วมเหมือนตอนที่ตำรวจโดนพันธมิตรเล่นงานใช่ไหมครับ" ผมเอ่ยประโยคแซวแบบเบาๆ
ผู้กำกับพยักหน้าช้าๆ เหมือนกับยอมรับข้อจำกัดของตัวเองว่า ทำได้แค่ระดับหนึ่งช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง ระดับที่ไม่กระทบต่อหน้าที่การงานมากนัก
"เดี๋ยวผมไปถ่ายรูปก่อนนะครับพี่ ใกล้ 6โมงแระ เดี๋ยวคงเลิกกันแล้วครับ" ผมเอ่ยลาสองท่าน ไม่ถ่ายรูปม๊อบต่อ
แต่ก็นึกสะท้อนใจในประโยคที่ว่า "ตาชั่งของผมไม่ได้เอียง .... แต่มันหักไปแล้วข้างหนึ่งต่างหาก!"
ย้อนกลับมาคิดดู ถ้าผมเป็นผู้พิพากษาในคดีนี้ ผมจะเลือกความยุติธรรมหรือจะเลือกความก้าวหน้าในอาชีพ
พันท้ายนรสิงห์ ในโลกปัจจุบันยังมีเหลืออีกหรือไม่? วันที่ 26 ผมคงได้คำตอบ...
Monday, February 22, 2010
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553
ทะเลาะและถลำ
"เสธ.แดง"เตือน"อนุพงษ์"ระวังติดคุก ทุจริตจีที200 ยังมีแฉอีกเยอะ นายกฯปัดไม่แตะกองทัพโวเจอฟันแน่
"แม้ว"ทวิตขอยืม"ลิง3ตัว"ของสุทธิชัย หยุ่น! เหน็บรบ.ปิดหูปิดตาปิดปาก สื่อยุค ปชป.ตกต่ำยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์
แกะพิรุธมหาดไทยซื้อเงียบเครื่อง"อัลฟ่า6"จาก บ.เครือนักการเมืองโยง"วัฒนา อัศวเหม"ฟาดส่วนต่าง100ล.?
พธม.เมืองคอนบุกสนามบินไล่เสื้อแดงเก้อ
ศึกในเพื่อไทยสะเทือนทักษิณ?
ไทยถกยูเออีส่งตัว แม้วไม่หวั่น บินไปได้ทั่วโลก
คำตัดสินศาลโลก ไม่มีผลไทย แม้วร้องมีแต่เสีย
การเมืองอำมหิต
ดาบ 2 คม
การ์ตูน เซีย 22/02/53
เสื้อแดงบุกทำเนียบไล่'สาทิตย์'
น่าน้อยใจ
"เสธแดง"ชี้"ทักษิณ"ไม่ยอมเสียสักบาท ลั่นฟ้องศาลโลก ออกแถลงการณ์26ก.พ. หลังรู้คำตัดสินยันมีช่องสู้ต่อ
เหยื่อGT200แห่งคอลอบาแล วิบากกรรมที่ไม่ได้จบลงตามไปด้วย
ที่มา ประชาไท เรื่องราวการจบเห่ของเครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT200 ไม่ได้สร้างความยินดีปรีดาให้ใครแน่นอน ยิ่งกับเหยื่อเครื่องมือลวงโลกชนิดนี้แล้ว พวกเขายิ่งไม่ค่อยอยากพูดถึงมากนัก เพราะเอาแค่ปัญหาเฉพาะหน้าที่ตามมาหลังจากถูกควบคุมตัวไป โดยเชื่อว่าเป็นเพราะเครื่องมือชนิดนี้ ก็น่าปวดหัวอยู่ไม่น้อย
หยุดหลอกลวงทำร้ายประเทศไทย...
ที่มา Thai E-News

โดย สมสุริยะ ทองสุกใส
22 กุมภาพันธ์ 2553การเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเสนอความคิดเห็น เป็นสิ่งที่ดี แต่ทุกฝ่ายต้องมิใช่ ประเภท"ปากสองไม่"แต่"ใจเหลือง"อย่างหลายคนในเครือข่ายของพวกท่าน
ไม่กี่วันที่ผ่านมา เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย ได้แสดงท่าทีทางการเมืองที่อาจจะสร้างความสับสนคลุมเครือให้กับสังคมไทย เหมือนเช่นครั้งก่อนโดยได้เสนอให้ทุกฝ่าย “หยุดทำร้ายประเทศไทย”
ทั้งๆที่กลุ่มคนเราเหล่านี้บางคนได้เคยแสดงบทบาทในการทำร้ายประเทศไทยโดยการสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร19 กันยายน ที่ผ่านมา
และบางส่วนก็เป็นนักวิชาการ สื่อมวลชน นักธุรกิจ ฯลฯ เคยได้ออกสื่อสารมวลชนสร้างความชอบธรรมในการปราบปรามประชาชนในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เมื่อเดือนเมษายน ปีที่ผ่านมา
พวกนี้บางส่วนอ้างตัวเป็นนักสิทธิมนุษยชน แต่พวกเขากลับละเลยที่จะคัดค้านกฎหมายทำร้ายประเทศไทย เช่น พรบ.คอมพิวเตอร์ พรบ.ความมั่นคง การประกาศภาวะฉุกเฉิน อย่างจริงจัง
หรือพวกเขาเป็นนักสิทธิมนุษยชน สองมาตรฐาน (เหมือนเช่นขยันขันแข็งปกป้องสิทธิมนุษยชนรองรับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ)
การแสดงตัวต่อสาธารณชนในครั้งนี้ ก็ไม่มีความชัดเจนในรูปธรรมที่เสนอต่อสังคมไทย เพียงแต่กล่าวอ้างถึงความรุนแรง และให้ความหมายความรุนแรงเพียงเท่ากับการชุมนุมของคนเสื้อแดงมากกว่าความรุนแรงที่เกิดมาจากภาครัฐ
ทั้งๆที่เครือข่ายเหล่านี้ก็น่าจะรู้ดีถึง ความรุนแรงของการรัฐประหาร ความรุนแรงของการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างสันติวิธีเมื่อเดือนเมษายน ปีที่ผ่านมา
ความรุนแรง จากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ มีนโยบายในการจัดการพื้นที่ 38 จังหวัด เป็นการข่มขู่ให้ประชาชนมีความหวาดกลัว มีการซ้อมการปราบปรามการชุมนุมอย่างดุเดือดผิดปกติ และอื่นๆ ล้วนเป็นความรุนแรงทั้งสิ้น
การที่เครือข่ายบอกกับสื่อมวลชน ถึงการต้องให้ทุกฝ่ายแสดงจุดยืนของตนเอง จึงเป็นเพียงความว่างเปล่า
ทุกวันนี้ เครือข่ายก็น่ารู้ดีว่า ช่องทีวีของรัฐโดยเฉพาะหอยม่วง รายการเจาะลึกฯ โดยสำนักข่าวTNEWS ของสนธิญาณ หนูแก้ว และทีวีเอกชน ทีบีพีเอสที่รับใช้ระบอบอำมาตยาธิปไตย ช่องเนชั่น ก็ล้วนแต่เสนอภาพความรุนแรง ใสร้ายป้ายสี มีการนำเชิญวิทยากรล้วนเป็นผู้รับใช้ระบอบอำมาตยาธิปไตย มาออกทีวีกล่าวหาคนเสื้อแดงว่าเป็นพวกไม่จงรักภักดี ถูกจ้างมาชุมนุม เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา มีการจัดทำสกู๊ปสารคดี เพื่อสร้างความเกลียดชังคนเสื้อแดงอย่างชัดเจน
ไฉนเครือข่ายฯไม่ได้เรียกร้องไปยังกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นตัวก่อความรุนแรง ซึ่งสื่อเหล่านี้ได้กระทำมานานแล้วและยังกระทำอยู่ทุกวัน หรือพวกคุณไม่เคยติดตามข่าวสารกันเลยหรือ ?
เคยบ้างไหม.. ติดตามดูพีเพิลชั่นแนล ฟังวิทยุชุมชน อย่างมีจิตใจเป็นธรรม จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่ของรายการ ได้ใช้เหตุใช้ผลในการสื่อสารกับผู้ฟังมากกว่าหาเรื่อง ใส่ร้ายอย่างไร้หลักฐานและมีเหตุมีผล (อาจมีบางส่วนที่นอกลู่นอกทางที่ทางเสื้อแดง ที่ต้องเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยน)
หรือพวกท่านปิดหูปิดตา จนปิดสมองให้กลวงเปล่า ไม่ตั้งใจไม่ฟังข่าวสารจากส่วนนี้
เคยบ้างไหมที่จะเปิดเวปไซต์เนื้อหาประชาธิปไตย ที่มีจำนวนมากในยุคข้อมูลข่าวสารซึ่ งยากที่รัฐจะจัดการควบคุมได้หมดสิ้นในยุคโลกไร้พรมแดน ซึ่งได้เสนอข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน อย่างมีเหตุมีผล
หรือพวกท่านรู้จักเพียง manager.co.th!?
ใครกันละที่ได้สร้างภาวะตรึงเครียดมาร่วม 4 ปี ก็การที่ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตยมิใช่หรือ? พวกท่านเคยเรียกร้องเหล่านี้กันบ้างไหม หรือชื่มชมการรัฐประหาร และระบอบอำมาตยาธิปไตย กระทำการปกป้องมันจนถึงบัดนี้
ยังไม่สรุปบทเรียนกันบ้างเลยหรือ ?
ถ้าเดาไม่ผิดอีกไม่กี่วัน พวกสื่อรัฐและสื่อรับใช้ระบอบอำมาตยาธิปไตย ก็จะเชิญพวกท่านไปให้วิทยาทานในฐานะวิทยากร เข้าข้างรัฐบาลอภิสทธิ์ มองคนเสื้อแดงเป็นพวกความรุนแรงกันอีก โดยแสดงภาวะความเป็นผู้นำสังคม อย่างไร้ปัญญา ไร้ข้อมูลพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบด้านเหมือนที่ผ่านมา
เพราะในใจพวกท่านมีแต่เสื้อแดงเท่านั้นรุนแรง
ทำไมไม่บอกรัฐอภิสิทธิ์ อำมาตยาธิปไตยให้หยุดความรุนแรง ยุติสร้างกระแสเพื่อสู่ความรุนแรง สร้างความเกลียดชังกัน
คนเสื้อแดง เขาประกาศชัดว่า ต้องการสันติวิธี ต่อสู้ยืดเยื้อ ปราศจากอาวุธ ตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐกระทำตรงกันข้าม ทำไปไม่กดดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ชน
การเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเสนอความคิดเห็น เป็นสิ่งที่ดี แต่ทุกฝ่ายต้องมิใช่ ประเภทปาก"สองไม่"แต่ใจ"เหลือง"อย่างหลายคนในเครือข่ายของพวกท่าน
อย่ามาอ้างความห่วงใยกันเลย ถ้าตราบใดความห่วงใย อย่างไร้สิต ไม่วิเคราะห์ปัญหา และมีอคติอย่างที่เป็นอยู่
และอยากจะถามพวกท่านว่า การที่เสื้อแดง เสนอให้ยุบสภา ให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ เป็นข้อเสนอที่สันติวิธีไหม
เป็นการคืนอำนาจให้ประชาตัดสินใจความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ไหม
แล้วทำไมพวกท่านผู้ห่วงใยประเทศไทยทั้งหลาย จึงไม่สนับสนุนไม่เรียกร้อง กลัวเพียงเข้าทางคนเสื้อแดงแค่นั้นหรือ มันไม่เข้าทางแนวทางสันติวิธีของพวกท่านกันเลยหรือ ?
…..อมิตตาพุทธ …..
..พวกท่านเป็นได้แค่เพียงเครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย”จอมปลอมและหลอกลวง”เท่านั้นเอง..
ทางเลือกที่สาม
ที่มา ประชาไท นักปรัชญาชายขอบ มีบทกวีปรัชญาบทหนึ่งตั้งคำถามชวนคิดว่า “ในท่ามกลางข้อมูลข่าวสารที่เรามีอยู่มากมาย ความรู้หายไปไหน ท่ามกลางความรู้ที่เรามีอยู่นั้น ปัญญาหายไปไหน และท่ามกลางการใช้ชีวิตทุกวันนี้ ชีวิตที่แท้จริงของเราหายไปไหน”
