WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 25, 2010

บ้านเมืองของเรานั้น ‘ความยุติธรรม’ ได้สูญสิ้นไปแล้ว!

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

จุดมุ่งหมายที่ชัดเจนของผม ในการเขียนบทความ มันกล้า ‘ยึดทรัพย์’ ...พระเจ้าแผ่นดิน!!!เมื่อสัปดาห์ก่อนคือ ก็เพียงเพื่อที่จะชี้ ให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า
การยึดอำนาจด้วยปากกระบอกปืนนั้น เป็นเรื่องไม่ถูกต้องชอบธรรม...โลกอารยะเขารับกันไม่ได้!
มีข้อน่าสังเกตว่า
คนที่ยึดอำนาจด้วย ‘ปืน’ นั้น ต่อมาเขาก็ไม่ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนในบ้านเมือง แถมยังตกเป็นขี้ปากของผู้คนเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หรือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพล ประภาส จารุเสถียร นายพล สุนทร คงสมพงศ์ นายพล สุจินดา คราประยูร
แม้กระทั่ง “ไอ้บัง กบฏ” เองก็เถอะ!
ตอนนี้มีใครที่ไหน เขาตั้งวงเรียกร้องให้ “ไอ้บัง” มันมาเป็น ‘ผู้นำ’ ชาติบ้านเมืองของเราบ้างล่ะ!?
ถึงแม้ว่าตัว “ไอ้บัง กบฏ” มันจะกลายเป็นคนมีเงินมีทอง เพราะร่ำรวยจากผลพวงของการยึดอำนาจไปแล้ว อีกทั้งยังจับพลัดจับพลู ได้ไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเล็กๆ ที่ดูกระจอกงอกง่อยเต็มที เพราะผลโพลสำรวจที่ออกมา เขาบอกว่า
หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันนี้ แม้เพียง 1 ที่ตั้ง ในสภาก็ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ ด้วยคะแนนเสียงความนิยมของพรรคที่ “ไอ้บัง” ไปเป็นหัวหน้า นั้น
ยังไม่พอได้ผู้แทนเพียงแค่ 1 คนด้วยซ้ำไป!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
ใครก็ตามที่เคยเป็นผู้รักษากฎหมาย คงยอมไม่ได้เด็ดขาดหากจะปล่อยให้นักเลงหัวไม้ ควงปืนโตไปไล่ข่มขู่ชาวบ้าน ถึงในบ้านเรือนของพวกเขา และไล่เจ้าของบ้านออกไป เราจะต้องเข้าไปจัดการทันทีทันใด เพื่อรีบดับความทุกข์ร้อนของชาวบ้าน
อย่างไม่รอช้า!
ในทำนองเดียวกัน เมื่อเห็นทหารควงปืนหลวง ออกมายึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง ผู้คนเขาก็ขัดเคือง ไม่พอใจ เพราะแทนที่จะเป็นรั้วของชาติ เสือกเป็นฝ่ายเอาปืนมา ‘ข่มขู่’ ชาวบ้านเสียเอง
ผมเองก็เป็นเช่นนั้น...ทนไม่ได้เหมือนกัน!
จึงได้วิจารณ์แหลกลาญ ทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์และเว็บไซด์ ซึ่งผู้ที่เคยอ่านหนังสือ “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” ของผม
คงจะรู้ดี!

ก่อนถึงวันพิพากษาคดีของคุณทักษิณนั้น บ้านเมืองเราแตกออกเป็นเสี่ยงๆเรียบร้อยไปแล้ว เพราะผลพวงที่พวก ‘ไอ้บัง’กับพวก มันทำร้ายประเทศชาติ อันเป็นที่รักของพวกเรา
คนในชาติเขาเห็นว่า กระบวนการพิจารณา ที่ใช้ดำเนินคดีกับทักษิณนั้น
ไม่เป็นธรรม!
ส่วนผู้ที่เป็นฝ่ายตรงข้าม ต่างพยายามแสดงความเห็นด้วย กับการยึดอำนาจ ว่าเป็นของดีงาม เป็นเรื่องที่ถูกต้องก็ยังมี
ไม่น่าเชื่อว่า 'มันโง่’ กันถึงขนาดเลย!

คนที่เป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัย ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆนาๆ ส่วนใหญ่ก็ได้ร้องขอผู้คนในบ้านในเมือง ให้เคารพในคำพิพากษาของศาล โดยเฉพาะ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์กฎหมาย ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องของการยึดทรัพย์ ทางวิทยุ Fm 96.5 “คลื่นความคิด” โดยเขาได้จีบปากจีบคออธิบายความ ว่า
การ ‘ยึดทรัพย์’ นั้น ศาลสามารถพิจารณาจากทรัพย์สินเดิมที่มีอยู่ ซึ่งเคยแจ้งกับทางการ ส่วนทรัพย์สินที่งอกเงยขึ้นมา หากเห็นว่าได้มาโดยไม่ชอบก็ยึดส่วนนั้น หรือศาลอาจยึดหมดเลยเพราะเป็นทรัพย์สินที่ “เกี่ยวข้อง” กัน ตามทฤษฎี “ควายในทุ่งหญ้า” ของไอ้หน้า E.T. ...อย่างที่พูดกัน
ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ
นายปริญญาฯ ในฐานะที่เป็นคนสอนกฎหมาย ไม่ได้พูดย้อนหลังไป ให้คนฟังเขาเข้าใจ ว่า
การที่คุณทักษิณฯถูกสอบสวนนั้น เป็นเพราะผลพวงของการรัฐประหาร ซึ่ง “ไอ้บัง กบฏ” มันตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาสอบสวนหาความผิด คือ... “ไอ้พวก ค.ต.ส.” นั่นเอง
การกระทำของ “ไอ้บัง กบฏ” เป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ คือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งยังใช้อยู่ในวันที่ทำรัฐประหาร และยังใช้มาจนปัจจุบัน
เมื่อสอบสวนเสร็จแล้ว ให้ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ หากพนักงานอัยการไม่เห็นด้วย ยังเอาเงินหลวงไปจ้างทนายมาฟ้องร้องเองได้อีก
ผมฟังนายปริญญาฯ พูด เลยอยากเปลี่ยนชื่อ Fm 96.5 ว่าเป็นคลื่น “คลื่นความคิด...หด”เพราะ...
ฟังแล้ว ‘หด’...หดหู่...จริงๆ!
คลื่นเดียวกันนี้ ก่อนหน้าไม่กี่วัน นายวีระ ธีรภัทร ซึ่งแม้ว่า จะไม่ใช่นักกฎหมาย เพียงแกเป็นนักข่าวมายาวนาน แต่ถึงกระนั้นยังออกมาแสดงความเห็น ที่ ‘เข้าท่า’ กว่านายปริญญาด้วยซ้ำไป โดยบอกว่า
เรื่องตั้ง ค.ต.ส. ขึ้นมาสอบสวนทักษิณนั้น...แกรับไม่ได้!

ค.ต.ส. มีความพิเศษอีกอย่าง ไม่เหมือนพนักงานสอบสวนปกติ ตรงที่สามารถเบิกเงินหลวง ไปจ้างทนายฟ้องร้องเองได้ ซึ่งก็เบิกไปจ่ายแล้วนับสิบล้านบาท สนุกสนานบานเบิกกันไป แต่ยอดเงินหลวงที่แท้จริง ซึ่งจ่ายไปนั้น ยังปิดกันอยู่ว่าใครเบิกเป็นเงินเท่าไหร่ แต่ข่าวเขาว่ามันแพงบรรลัยเลยทีเดียว คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่ผมจะไปหามารายงานแฟนๆ ว่ามันแพงหรือมันมีราคาเท่าไหร่กันแน่?
ท่านผู้อ่านก็คงเห็นได้ชัดจาก ‘คดีกล้ายาง’ และ ‘คดีหวยบนดิน’ ซึ่งไอ้หน้า E.T. ‘แก้วสรร อติโพธิ ‘ มันกำเริบเสิบสาน โดยหวังจะเป็นฝ่ายต่อยเข้าปลายคาง จนฝ่ายคุณทักษิณสลบเหมือดได้
มันถึงกับพูดว่า
จะไม่จับทุจริตเป็นรายตัว แต่จะเอาไฟฟ้าช็อตให้ตายหมู่!”
มันพูดอย่างนี้จริงๆ ครับ เพราะสื่อเขาเอามาลงกันให้เกร่อ
...ช่าง ‘ระยำ’ ได้สุดขั้วแท้ๆ!
ผมเคยเขียนบอกว่า การที่เจ้า E.T. พูดด้วยความ “มุ่งร้าย” อย่างนั้น ผิดหลักจรรยาของพนักงานสอบสวน ที่แสดงความไม่เป็นกลาง เต็มไปด้วยอคติ เหลิงลำพองในอำนาจ ที่ตัวมันเองไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิต เพราะคิดว่าจะเชือดคณะรัฐมนตรีของทักษิณ ให้ “ตายหมู่” ทั้งในคดีหวยบนดิน และคดีกล้ายาง...แล้วผลคดีเป็นอย่างไรครับ!?
...หลุดเกลี้ยงหมด!
ไม่มีใครต้องติดตะรางสักคน ศาลท่านก็ไม่ยึดทรัพย์ไม่ว่าเป็นที่ดิน เงิน หรือให้ตัวจำเลยคนไหนชดใช้เงิน ตามคำร้องแม้แต่บาทเดียว
...เห็นกันหรือยังล่ะ?

ต้องเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า ผมด่ามันเช็ดเม็ดมาตั้งแต่ ไอ้พวก ค.ม.ช.ยังอยู่ในอำนาจ ด้วยบทความชื่อ “ทหาร” กับ “ชาวบ้าน” อาจต้องตะลุมบอนกันอีกรอบ ที่เขียนลง ‘ผู้จัดการออนไลน์’ มาตั้งแต่ 7 พ.ย.2549 (หลังปฏิวัติไม่ถึง 2 เดือนด้วย) และนำมาลงในหนังสือ “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” ซึ่งบัดนี้ ได้กลายเป็นคัมภีร์การเมืองโด่งดังอีกด้วย แม้แต่ทางสถาบันพระปกเกล้า ที่คนในนั้นเคยวิพากษ์วิจารณ์ผมแรงๆ ยังต้องมีเอาไปไว้ใน...
...ห้องสมุดสถาบัน ด้วยซ้ำไป!
จึงเห็นว่าเป็นการดี เพราะคนที่เข้าไปเรียนจะไม่ ‘โง่ดักดาน’ หรือคอยตามเลียตูดเผด็จการ เหมือนไอ้คนในสถาบันบางคน ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ เอาไว้ก่อนหน้านั้น!!

ผมขอบอกกับท่านผู้อ่านดังๆ และอยากให้ดังจนได้ยินไปถึงผู้พิพากษาซึ่งมีหน้าที่รักษาความเป็นธรรม ทั้งหลายว่า
การกระทำของแก๊ง ค.ม.ช.นั้น ได้รับการวางแผนทางกฎหมายอย่างแยบยล จากฝีมือของ
“ไอ้มีชัย กบาลใส”
วิธีการอันต่ำช้าของมัน ก็คือ...
ตั้งกรรมการสอบสวน ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์กับทักษิณขึ้น โดยอำนาจของคณะปฏิวัติ ซึ่งไม่ชอบธรรม แต่เมื่อสอบสวนเสร็จ ก็ให้มาโยงกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง คือ อัยการ และศาล เพื่อให้ดูดีและถูกต้อง
แท้ที่จริงแล้ว มันกระบวนการยุติธรรมซึ่งไร้ซึ่ง
“ศุภนิติกระบวน” (Due Process) ออกกฎหมายมายังคับเฉพาะบุคคล เลือกปฏิบัติ และที่สำคัญคือ...
ละเมิดสิทธิมนุษยชน...อย่างร้ายแรง!!!

ก่อนถึงวันพิพากษาคดีคุณทักษิณฯ ได้มีเรื่องดังเกิดขึ้น กรณี ป.ป.ช. ออกข่าวว่า เริ่มกระบวนการไต่สวนผู้พิพากษาที่ออกหมายจับ นายสุนัย มโนมัยพิบูลอดีตอธิบดี DSI กรณีหมิ่นคุณทักษิณฯ
คณะผู้พิพากษาได้ออกมาเคลื่อนไหว โดยบอกว่าผู้พิพากษาศาลอยุธยา ได้ใช้ดุลยพินิจโดยถูกต้อง ชอบธรรมแล้ว เพราะเป็นกรณีขัดหมายเรียกถึงสองครั้ง อีกทั้งผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ก็ได้มีการหารือผู้พิพากษาผู้ใหญ่ ไม่ได้ทำโดยพลการหรือลุแก่อำนาจด้วยซ้ำไป
ฝ่าย ป.ป.ช.ก็ได้โต้แย้ง ทั้งกรรมการคนหนึ่งยังอ้างความเป็นผู้พิพากษามาก่อน และความเป็นครูบาอาจารย์ มาข่มลูกศิษย์ผู้พิพากษาที่พวกตนชี้มูลความผิดเสียอีก
...ดูมันทำ!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
นี่ขนาดผู้พิพากษา เมื่อโดนเข้ากับตัวเอง หรือพวกตัวเองเข้าบ้าง ยังต้องร้องเรียนขอความเป็นธรรม เพื่อนผู้พิพากษาด้วยกัน ก็ช่วยกันออกมาเคลื่อนไหวกันอลหม่าน จนทำให้ผู้คนในบ้านในเมืองวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนาๆ
- บ้างก็ถือหางฝ่าย ป.ป.ช.
- ที่ถือหาง ฝั่งผู้พิพากษา ก็มีมาก
ปัญหาเลยไปตกอยู่ที่ว่า ใครที่เป็นฝ่าย ‘ถูกต้องชอบธรรม’ กันแน่!?

ย้อนไปดูคดีความของคุณทักษิณฯบ้าง ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเรื่องของผู้พิพากษาที่ถูกกล่าวหา ผิดกันแต่ว่า ผู้สนับสนุนคุณทักษิณฯนั้น
เป็นประชาชน...จำนวนมากมาย
เมื่อพวกเขาเห็นว่า คุณทักษิณฯไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาก็พากันออกมาเคลื่อนไหว คัดค้าน ในรูปแบบที่ไม่แตกต่างจากท่านผู้พิพากษา เพียงแต่คณะผู้พิพากษานั้น ไม่สามารถออกมาสู่ถนนเพื่อชุมนุมแสดงพลังได้ ด้วยเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะไม่ควรต่อฐานานุรูปของความเป็นผู้พิพากษา
แต่ประชาชนนั้น...ทำได้!
ชาวบ้านเขาเขาเห็นชัดเจนว่า ทักษิณได้ถูกนำเข้าสู่ด้วยกระบวนการพิจารณาทางกฎหมายที่บิดเบี้ยวไม่ชอบธรรม เพราะคณะรัฐประหาร เป็นผู้สั่งให้มีการดำเนินการนั่นเอง ไม่ได้เป็นไปตามระบบกฎหมายปกติ
ที่น่า ‘ทุเรศ’ มากที่สุดก็คือ
แม้อำนาจคณะรัฐประหารหมดไปแล้ว ยังมีคนเอาหัวโขกกระดาน คำนับและเคารพ โดยกล่าวว่า
ต้องยึดตามคำสั่งของ “ไอ้บัง กบฏ” มันอีก!
อีตรงนี้ ซิครับท่าน...มันน่าเจ็บแสบจริงๆ!!

ที่มันเจ็บก็เพราะว่า เราเป็นคนไทยเป็นชาติที่มีอิสรเสรี ไม่ได้เป็นทาสที่เขาปล่อยแล้ว เสือกยังไม่ยอมไปอีก เพราะถึงวันนี้ อำนาจของคณะรัฐประหารพวก ‘ไอ้บัง กบฏ’ หมดไปแล้ว แต่การที่มีความพยายาม ที่จะนำแอกพร้อมกระดึง หรือคำสั่งของไอ้เวร ‘บัง’ มาไว้บนคอบนไหล่กันอีก นั้น...
มันน่าสมเพช...นะครับท่าน!

content/picdata/205/data/A1.jpg

ชาวบ้านเขาเห็นว่า มันไม่สมควร ไม่ถูกต้องและไปเป็นธรรมต่อคุณทักษิณ ทำให้ความยุติธรรม...
มีอันต้องบิดเบี้ยว...เสียหายไป!
ที่ประชาชนเขาออกมาเคลื่อนไหว เป็นปากเสียงให้คุณทักษิณ เขาทำด้วยความเต็มใจ เพราะชาวบ้านได้ประโยชน์สูงจากการบริหารงานของทักษิณและคณะ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน,ฯลฯ อย่างที่เรารู้ๆกัน ชนิดที่ไม่เคนมีผู้ปกครอง หรือนักการเมืองหน้าไหน เคยสร้างให้กับผู้คนในบ้านเมืองได้ทั่วถึง
และมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งยวด...มาก่อนหน้านี้เลย!!

ดังนั้น ผมจึงแสดงได้ความดีใจและเป็นปลื้มใจเป็นล้นพ้น ที่ท่านกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาศาฎีกา ท่านแสดงความองอาจ สร้างคำวินิจฉัยที่กล้าหาญสะท้านโลก เคาะกะโหลกไอ้พวกยึดอำนาจว่า
...หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็น ‘วงจรอุบาทว์’ อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามาจัดการสิ่งต่างๆ...

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี ท่านศรีอัมพร ศาลิคุปต์ เพิ่งอ้างอำนาจอธิปไตย ซึ่งอำนาจศาลหรือตุลาการเป็นหนึ่งในสามอำนาจนั้น ในการปกป้องผู้พิพากษาศาลอยุธยา ที่ถูก ป.ป.ช.กล่าวหาและตั้งกรรมการขึ้นมาไต่สวนไปหยกๆ
ดังนั้น คำพิพากษากรณีคุณทักษิณฯ ที่จะออกมาในวันที่ 26 ก.พ. นั้น คนไทยจำนวนมากในประเทศนี้ ที่เขาแสวงหาความเป็นธรรม คงจะปลาบปลื้ม...
ถ้าศาลท่านยืนยันในหลักการ ที่จะรักษาอำนาจศาล ซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย โดยไม่อินังขังขอบกับคำสั่งของหัวหน้าคณะรัฐประหารอย่าง...
‘ไอ้บัง สามจิ๋ม’
แต่หากศาลท่านยังจะยึดถือว่า คำสั่งของกบฏอย่าง “ไอ้บัง” เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ในขณะที่ตัวมันจะพ้นอำนาจไปนานแล้ว (แม้แต่ ป.ป.ช.ภาคประชาชน ก็แสดงทีท่าจะฟ้องร้องเอาเรื่องทุจริต) แล้วศาลท่านจะมีคำสั่งยึดเงิน 76,000 ล้านบาท ผมก็ไม่แปลกใจอะไรเลย...
...เพียงแต่คิดว่า

เงินจำนวนนี้ที่ยึดได้นี้ มันคงจะไม่พอสำหรับการซ่อมแซมประเทศ ที่จะต้องเสียหายอีกต่อไป เพราะความแตกร้าว ความเกลียดชังซึ่งกันและกัน ซึ่งปัจจุบันนี้...
มันล้ำลึก...สุดพรรณนาแล้ว!
เฉพาะความเกลียดชังของชาวบ้าน ต่อคนที่มีอำนาจในปัจจุบัน ที่ฉกฉวยเอาประโยชน์ จากการพิจารณาของศาลในครั้งนี้ มาตั้งแต่ยังไม่มีคำตัดสิน แต่ก็ได้ใช้สื่อของรัฐที่ฝ่ายตนควบคุม ปลุกระดม บ่มเพาะความแตกแยก ให้ผู้คนในบ้านในเมือง เพียงเพื่อให้ฝ่ายตนอยู่ต่อในอำนาจ เพื่อจะได้ ‘มูมมาม’ กันต่อไปในตำแหน่ง...ก็เท่านั้นเอง
แต่ความแตกแยกของผู้คน ยิ่งแผ่ขยาย กว้างไกลไปสุดกู่...
...น่าหดหู่ใจนัก!!

เผลอๆเราอาจต้องใส่เงินทองของชาติ ลงไปอีกหลายแสนล้าน เพื่อซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง แต่ถึงแม้จะซ่อมได้ก็คงไม่เหมือนเดิม เหมือนแก้วแตกเอาเศษมาปะติดใหม่ อย่างไรอย่างนั้น
ถ้าบังเอิญ ประเทศของเราโชคร้าย...
อาจต้องสังเวยด้วยชีวิตคนเป็นจำนวนมาก ถ้าหากความไม่สงบเกิดขึ้นในแผ่นดินจริงๆ เพราะประชาชนคนในชาติ คงยอมไม่ได้ ด้วยเขาเห็นเป็นที่ประจักษ์ ชัดเจนแล้วว่า

บ้านเมืองของเรานั้น ‘ความยุติธรรม’ ได้สูญสิ้นไปแล้ว!

...........

****ท้ายบท
ท่านผู้อ่าน ที่ต้องการทราบถึงกระบวนการยุติธรรมอัน
บิดเบี้ยวของบ้านเรา ในการจองล้างจองผลาญทักษิณ โปรดเข้าไปอ่านต่อใน 2 คอลัมน์สำคัญ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกัน และได้รับความสนใจจากท่านผู้อ่านเป็นจำนวนมาก คือ

1. ไทยกับกระบวนการ ‘ไม่’ ยุติธรรม อันน่าอับอาย!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=186 (จำนวนผู้อ่านแล้วร่วมครึ่งหมื่นราย)
2. จดหมายฟ้องโลก!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=187 (จำนวนผู้อ่านแล้ว เกือบหนึ่งหมื่นสองพันราย)

สำหรับจดหมายฟ้องโลก ได้แพร่หลายไปสู่สถานทูตทุกประเทศ ผู้นำชาติต่างๆ สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงทางกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ
อ่านแล้วท่านจะเข้าใจถึงความ ‘ไม่ยุติธรรม’ ที่แผ่ปกคลุมบ้านเมืองของเรา และสร้างปัญหาความแตกแยก ร้าวลึก ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืนมาได้...ตราบจนกระทั่งถึงวันนี้!!!

ด้วยความเคารพ
วาทตะวัน

Clip สัมภาษณ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม กรณียึดทรัพย์ 76,000 ล้านค่ะ !

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche


by future

จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ : เราต้องรู้ก่อนว่าสู้อยู่กับใคร ?


จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ : ยึด-ไม่ยึด


http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/23651

Clip สัมภาษณ์ คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา กรณียึดทรัพย์ 76,000 ล้าน

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

by future

หุ้นไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติ



พงศ์เทพ เทพกาญจนา1 : ยึด-ไม่ยึด


ทฤษฎีวัวกินหญ้า กับสิ่งมีชีวิตที่คล้ายวัว

พงศ์เทพ เทพกาญจนา2 : ทฤษฎีวัวกินหญ้า


สังคมไทยเดินเข้ามุมอับเพราะกลุ่มอำมาตย์

พงศ์เทพ เทพกาญจนา3 : ยึด-ไม่ยึด


http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/23664

คนเสื้อแดงมาชุมนุมล้านคนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

ที่มา thaifreenews


บทความโดย..ลูกชาวนาไทย



ผมเห็นคุณแมวอ้วนอ้วนตั้งประเด็นตามหัวข้อในกระทู้ในเว็บบอร์ดไทยฟรีนิวส์ มีประเด็นที่น่าสนใจ และคาดว่าเป็นที่สนใจของคนเสื้อแดงอยู่มากพอสมควร

เนื้อหาที่คุณแมวอ้วนอ้วนมีดังนี้ครับ

------------

กระทู้นี้เจตนาเพื่อให้พวกเราช่วยกันคิดอย่างสร้างสรรค์นะครับ
เจตนาให้ทุกๆ ท่านได้ใช้ความคิดให้รอบครอบ เพื่อจะได้ประโยชน์สูงสุดในการชุมนุม / หรือไม่ชุมนุม ก็ตาม

ถ้าประชาชนมารวมตัวกันชุมนุมเป็นล้านคน แล้วยังไงต่อครับ จะเกิดอะไรขึ้น
ลองมา ช่วยกันคิดนะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น

1. ชุมนุมโดยสงบ ปราศรัย แฉรัฐบาลไป 3- 5 วัน แต่รัฐบาลหน้าด้านก็ ปล่อยประชาชน นั่งตากแดดตากฝนไป เรื่อยๆ
2. เกิดการจลาจลขึ้น โดยมีผู้จุดฉนวน แล้วป้ายสีว่าเกิดจากเสื้อแดง แล้วรัฐบาลสร้างความชอบธรรมล้อมปราบ

Scenario ใหญ่ๆ ก็คงจะเป็นได้ 2 อย่างนี้ (ใครเห็นว่ามีอย่างอื่นๆ อีก ว่าต่อได้เลยนะครับ)

หากเกิดภาพแบบที่ 1 ชุมนุมโดยสงบ

คนมาชุมนุมกันเป็นล้าน รถติดในกรุงเทพ วินาศ สันตะโร คนกรุงรุมด่า
และ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ขยะ และปฏิกูล (ขี้ เยี่ยว) เต็มถนนไปหมด ภายในวันที่ 2ดังนั้น คงจะอยู่กันต่อลำบาก เต็มที่คงอยู่ได้ไม่เกิน5 วัน

ซึ่งก็เป็นการดีที่จะไม่ยืดเยื่อ เพราะว่า ขนาด พธม. ชุมนุม 193 วัน รุนแรงสารพัด
ก็ยังไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ แต่ที่มาล้มรัฐบาลจริงๆ นั้นคือ คำตัดสินของศาล

ดังนั้นเราชุมนุมอย่างไร รัฐบาลหน้าด้านมันก็ไม่ยอมลาออกหรอกครับ

หากเกิดภาพแบบที่ 2 เกิดการจลาจลขึ้น

หากมาชุมนุมกันล้านคนจริงๆ (หรือแม้นแต่ 3-4 แสนคนก็พอ) โอกาสเกิดภาพนี้มีสูง

ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายรัฐบาลมาสร้างแล้วป้ายผุ้ชุมนุม หรือ ฝ่ายผู้ชุมนุมทำเอง ( ไม่ได้มีการนำจากแกนนำ)
ก็จะเกิดภาพความรุนแรง เข้าทางรัฐบาล ที่จะสร้างความชอบธรรมในการล้อมปราบ
เมื่อเกิดการล้อมปราบ ผมเชื่อว่าคราวนี้ผู้ชุมนุม คงไม่ยอมกันง่ายๆ อีกแล้ว

แล้วจะเกิดอะไรขึ้น.....

ก็จะต้องเกิดการปะทะกัน ระหว่าง M16 กับ...อะไรล่ะครับ ประชาชนมีอะไรที่จะไปสู้กับเขา
เกิดการบาดเจ็บล้มตาย (คราวนี้ท่าทางจะมากกว่าคราวที่แล้ว)
สุดท้ายก็จะต้องสลายการชุมนุมไป

แน่นอนครับ พวกเราที่สู้เพื่อประชาธิปไตย นั้นไม่มีวันพ่ายแพ้
ถึงเขาจะสลายการชุมนุมได้เราก็ไม่ได้พ่ายแพ้ เพียงแต่รอวันกลับมากันใหม่เท่านั้นเอง

ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องมาชุมนุมนะสิ.....

ไม่ใช่ครับ ผมคิดว่าการมาชุมนุมแสดงพลังนั้นเป็นสิ่งจำเป็น

แต่เราไม่ควรไปเร่ง หรือสร้างเงื่อนตายมัดตัวเอง
ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นล้าน หรือต้องชุมนุมจนกว่าจะชนะ อะไรเช่นนี้

เรามาชุมนุมใหญ่ แสดงพลัง ชุมนุมอาจจะนานสัก 2- 3 วัน ( เพื่อคนที่เขามาจากไกลๆ จะได้ไม่เหนื่อยมากนัก)

แล้วเราก็กลับไปขยายมวลชนตาสว่าง ทำโรงเรียน นปช. ขยายไปอีกเรื่อยๆ
เราก็จะได้มวลชนตาสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนวันนั้นมันจะถึงเอง โดยมิได้นัดหมาย

เมื่อถึงวันนั้น คนอาจจะเป็นหลายล้านคนเลยก็ได้

---------------

******

ที่จริงผมคิดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว แต่ไม่อยากที่จะพูดถึงมากนัก ทฤษฎีของผมคือ "ม็อบไม่อาจล้มรัฐบาลได้" ไม่ว่ากรณีใดๆ ยกเว้นแต่จะมีอำนาจอื่น ใช้ตามหลังม็อบมา เช่น รัฐประหาร หรือ "ผู้มีบารมียิ่งใหญ่ยื่นคำขาดให้รัฐบาลออก"

ม็อบเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอในการล้มรัฐบาล

นั่นคือทฤษฎีของผม

แต่มันก็คงมี ข้อยกเว้นเช่นกัน เช่น ม็อบหลายล้านคน เกิดจลาจล แล้วแกนนำม็อบประกาศจัดตั้งรัฐบาลประชาชนขึ้น (หากกล้าเสี่ยง)และสามารถดึงทหารบางส่วนมาเข้าข้างรัฐบาลใหม่ (ก็เข้าทฤษฎีว่ามี"อำนาจอื่นประกอบกับม็อบ" ไปอีกที)

แต่ในสงครามประชาชน เราก็ไม่อาจไม่มีม็อบได้ หากเราไม่แสดงพลังมวลชน การสร้างเครือข่ายประชาชน ที่เข็มแข็งก็ไม่อาจเกิดขึ้น หากไม่ "ตั้งเป้าหมายอ้นยิ่งใหญ่และท้าทาย คนก็ไม่ออกมา"

ดังนั้น หากประกาศว่าจะชุมนุม 3-5 วัน คนก็ไม่ออกมา โดยยุทธศาสตร์จึงต้องประกาศ"สงครามใหญ่" เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เพื่อเรียกพลังให้เพียงพอ

อนึ่ง ผมคิดว่าเราไม่ควรวิตกกังวลกับ "ความผิดพลาดมากนัก" เพราะสงคราม ย่อมมีสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นอยู่แล้ว มีสิ่งที่ไม่ต้องการ แต่เกรงว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งในทางทฤษฎีมันเกิดขึ้นแน่นอน เช่น การใส่ร้าย และสร้างสถานการณ์เพื่อให้ม็อบเป็นผู้ร้ายเป็นต้น

ในช่วงนี้ผมได้ศึกษาประเด็นเรื่อง Political Polarization หรือ"การเมืองแบบแบ่งขั้ว" ทีมี เอกสารทางวิชาการของตะวันตกเขียนถึงมากพอสมควร หากเกิด "การแบ่งขั้วทางการเมืองขึ้นแล้ว" ประเด็นต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นคือ การใช้เหตุผลทางการเมืองจะน้อยลง และขั้วตางๆ มักจะไม่ค่อยสนใจ การทำผิดของฝ่ายตน นอกจากนี้ "ขั้วที่เป็นกลาง" (พวกเสื้อขาว)มีแนวโน้มที่จะ "ด้อยอิทธิพลลงและไม่มีอำนาจต่อรอง" รวมทั้ง "สื่อต่างๆ จะมีการบิดเบือนและมีอคติ" แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อขั้วตรงข้าม เพราะ "คนในแต่ละขั้ว จะรับข่าวสารจากขั้วของตนเท่านั้น"

สื่อโดยภาพรวมจะเสื่อมอิทธิพลลงต่อทั้งสองขั้วการเมือง ยกเว้นคนในขั้วเดียวกับสื่อนั้น

นอกจากนี้ "ภาครัฐจะเสื่อมอิทธิพลลงต่อประชาชนทั้งสองขั้ว"บทบาทของ พนักงานของรัฐจะมีผลน้อยต่อประชาชนทั้งสองขั้ว

พลังของแต่ละขั้ว ก็คือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรของประเทศ ดังนั้น ภาครัฐและสื่อจะเสื่อมอิทธิพลลงต่อประชาชนกว่า 80-90% ของประชากรทั้งประเทศ

คือทั้งสองขั้วไม่มีใครฟังรัฐว่างั้นเถอะ ผู้ว่าฯ นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร จะมีอิทธิพลต่อความคิดของประชาชนทั้งสองขั้วน้อยมาก

ดังนั้น การใส่ร้ายป้ายสี การสร้างสถานการณ์ของฝ่ายต่างๆ จะมีผลให้ ประชาชนที่อยู่ในขั้วต่าง ๆ "แตกตัวออกจากขั้วตน" น้อยมาก

ตัวอย่างชัดเจนคือ "ภาคใต้ที่เลือกขั้ว ปชป. มานาน" แม้ ปชป. จะทำเลวร้ายอย่างไร คนใต้ก็ "แตกตัวไปจาก ปชป." น้อยมาก

ผมคาดว่าคนเสื้อแดงภาคใต้ คือ คนที่เลือก พรรคไทยรักไทยก่อนหน้านี้ (มี 20-30% ซึ่งก็แพ้เลือกตั้งตลอดมา แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีคนใต้นิยม)


ผมจึงไม่ได้กังวลถึงผลร้ายของการชุมนุมใหญ่มากนัก เพราะหากเขาปรับยุทธศาสตร์ในตอนหลัง (คงต้องปรับอยู่แล้ว) คนเสื้อแดง ก็คงเข้าใจ แม้จะไม่เข้าใจ ก็คงมีการ "วิจารณ์กันเอง" เพื่อปรับขบวนใหม่อยู่ดี แต่คนเสื้อแดง ก็ไม่มีทาง "แตกขั้ว" ไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม

การกลัวว่า การประกาศว่า "สงครามครั้งสุดท้ายแล้วแตกหัก" หากทำไม่ได้ก็จะเสียหาย

ผมคิดว่า "คงเสียหายบ้าง" แต่คงไม่ใช่ประเด็นเสียหายใหญ่โตมากนัก เพราะคนที่ประกาศคือ "คุณจตุพร" ที่เขาวางบทบาทให้สามารถ"กลับคำประกาศ" ได้อยู่แล้ว นั้นคือ บทบาทของคุณตู่ "เตียวหุยแห่ง นปช." บุคลิกของเขาคือลุย เจ็บกลับมาเขาก็ลุยต่อไปอีก

สงครามคงต้องมีการโจมตี ด้วยสรรพกำลังทั้งหมด "หลายครั้ง" หากตีไม่ได้ ก็ถอนทัพกลับ ก็ไม่เสียหายอะไร (มีเสียหายบ้าง) แต่ก็สามารถ "บ่มกำลัง" และรวบรวมพล โจมตีได้ใหม่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ได้อีก

สงครามครั้งนี้ เป็นสงครามประชาชน ไม่มีใครรู้ล่วงหน้ามากนักว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่หากไม่บุกไปข้างหน้า ผู้คน ทหารหาญฝ่ายเรา ก็จะท้อถอย หมดกำลังใจ ก็ต้อง "ออกรบใหญ่เป็นระยะๆ"

ก็ต้องทำใจกับ "ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น" ไม่มีสงครามครั้งใดที่ไม่เสียหาย หากกลัวความเสียหาย เสียชีวิต แล้วเลือกที่จะไม่ "ออกรบ" ชัยชนะก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

ให้ประชาชน เขาได้รบเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจบ้าง

หากเกิดความผิดพลาด ประชาชนและแกนนำ ก็จะได้ "เรียนรู้และนำเอามาปรับใช้" ในสงครามครั้งต่อไป

ถึงอย่างไร สงครามครั้งนี้ คนเสื้อแดงก็ไม่แพ้ แต่ "อาจฟลุ๊ค" ชนะได้กับ "การบุกครั้งนี้" แม้จะมีความหวัง 30% ก็คงต้องบุกสักครั้ง

อยากเพิ่มเติมอีกนิดครับว่า ชัยชนะทางการเมืองครั้งนี้ของคนเสื้อแดง ไม่ได้อยูที่การยึดอำนาจรัฐได้ หากยึดอำนาจรัฐได้ แต่ “ความคิดของประชาชน” ยังเป็นระบบเก่า ยังซาบซึ้งอยู่ ชัยชนะที่ได้มา ก็เป็นชัยชนะเพียงชั่วคราวและจอมปลอม ไม่มั่นคงอะไรครับ ก็เหมือนๆ กับ 70 ปีที่ผ่านมา

ชัยชนะที่ถาวรคือ “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง จิตสำนึกและการรับรู้ในใจของประชาชน” หากมันเปลี่ยนไป “โครงสร้างทางการเมือง” ในที่สุดก็จะเปลี่ยนตามไป

โครงสร้างสังคม การเมืองในสังคมใด ขึ้นอยู่กับ “โปรแกรมในจิตใจของประชาชน” ในสังคมนั้น หากยังเป็นแบบ “เจ้า-ไพร่-มูลนาย” โครงสร้างก็จะเหมือนกับสังคมไทยเวลานี้

หากประชาชนทั้งประเทศ เปลี่ยนโปรแกรมใหม่ ไม่ยอมรับใน “ระบบการคิดแบบเดิม” สุดท้าย สังคมก็จะปรับตัวตามไปในที่สุด

ผมว่า “วันนี้โปรแกรมในใจของประชาชนเปลี่ยนไปแทบหมดแล้ว รอเวลาปรับเปลี่ยน ซากเดนของโครงสร้างเก่าที่เหลืออยู่เท่านั้น

คนไทย31ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมองค์กรแดงระหว่างประเทศ ลั่นสู้เพื่อสถาปนาปชต.ที่แท้

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 กุมภาพันธ์ 2553


เพื่อมาตุภูมิ-จดหมายข่าวแดงออสเตรเลีัย แจ้งว่าเมื่อ21กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มTHAI RED AUSTRALIAได้ร่วมประชุมหารือกับRED SHIRT INTERNATIONAL ORGANIZATION เป็นครั้งแรก โดยมีตัวแทนเสื้อแดงไทยในหลายประเทศเข้าร่วมประชุม เช่น อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น เดนมาร์ค เป็นต้น (คลิ้กดูที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)

หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังจากนปช.USAได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเพื่อจัดตั้งองค์กรเสื้อแดงระหว่างประเทศ โดยเชิญชวนคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศทั่วโลก และคนไทยในประเทศผนึกกำลังเข้าเป็นสมาชิกเพื่อประสานงานเคลื่อนไหวอย่างทรงพลัง โดยเฉพาะบางประเด็นที่เคลื่อนไหวภายในประเทศไทยไม่ได้ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ล่าสุดได้เปิดเผยความคืบหน้าว่ามีคนไทยทั่วทุกมุมโลกเข้าร่วมเป็นสมาชิก


แถลงการการจัดตั้งองค์กรเสื้อแดงระหว่างประเทศ
RED SHIRT INTERNATIONAL ORGANIZATION (RSIO)


หลักการและเหตุผล

การเคลื่อนไหวเพื่อ ต่อต้านการทำรัฐประหารของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในประเทศไทย และต่างประเทศ ภายหลังวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนา และเติบโต เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังเหตุการณ์ การสลายการชุมนุม ในช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมา มีเว็บไซต์เสื้อแดง วิทยุชุมชน และสื่อต่างๆ ของฝ่ายเสื้อแดง เกิดขึ้นอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ โดยการเกิดขึ้นของสื่อต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นมาจากความตั้งใจ และการจัดตั้งกันเอง ด้วยความสมัครใจ ด้วยงบประมาณส่วนตัวของกลุ่มคนเหล่านั้น

ที่ผ่านมาการเคลื่อน ไหวของประชาชนในประเทศไทย ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ อันเนื่องจากมีกฎหมายบางมาตราควบคุมอยู่ และมีบทลงโทษที่รุนแรง ดังนั้น จึงทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อการเผยแพร่ข้อเท็จจริงบางอย่าง ไม่สามารถที่จะนำเสนอได้อย่างอิสระ เป็นผลทำให้ประชาชนส่วนหนึ่ง ยังคงมีความคิด ความเชื่อ และเข้าใจในด้านการเมืองการปกครองของไทยผิดไปจากความเป็นจริง อันนำมาสู่ความด้อยพัฒนา ของระบอบประชาธิปไตยของไทย และจะยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป หากประชาชนไทยส่วนใหญ่ ยังคงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริงได้

การสร้างความ เข้าใจในที่มาที่ไปของระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทย และระบอบศักดินาของไทย ที่เป็นตัวปัญหาต่อความล้าหลังของประชาธิปไตยในเมืองไทย จึงเป็นสิ่งสำคัญ เราเองมีบุคลากรที่ได้เสียสละเวลา และอิสระภาพของตนเอง ผลิตชิ้นงานเพื่อเผยแพร่แนวคิดด้านประชาธิปไตยที่ถูกต้อง อยู่มากมายหลายท่าน ทั้งที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไทยเอง และอยู่ในต่างประเทศ และมีสื่อเพียงไม่กี่กลุ่ม ที่กล้าจะนำเสนอความจริง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศทั้งนั้น

เมื่อการเคลื่อนไหว ภายในประเทศไทย ในการเผยแพร่ข้อมูลด้านประชาธิปไตยเป็นไปได้ยาก ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องอาศัยพลังมวลชนชาวไทย ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนการเผยแพร่ความรู้ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบัน มีคนไทยที่รักประชาธิปไตยฝ่ายเสื้อแดง กระจัดกระจายอยู่หลายประเทศทั่วโลก ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีศูนย์กลางของคนไทยเสื้อแดงทั่วโลก เพื่อการเคลื่อนไหวอย่างเป็นเอกภาพต่อไป

วัตถุประสงค์ของโครงการ

เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูล (Information Center) ของคนไทยเสื้อแดง ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ และเพื่อสร้างความเข้มแข็ง เป็นปึกแผ่น ของคนไทยเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยในต่างแดน



เป้าหมายของโครงการ

1. เป็นศูนย์กลางการกระจายข้อมูลข่าวสารด้านประชาธิปไตย ที่ไม่สามารถเผยแพร่ได้ในประเทศไทย ให้กับคนไทยในประเทศไทย โดยคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ

2. เป็นศูนย์กลางข้อมูลคนไทยในต่างประเทศ เพื่อการจัดตั้งกลุ่มคนไทยเสื้อแดงในประเทศต่างๆ อย่างเป็นระบบ และมีพลัง

วิธีดำเนินการ

1. จัดทำฐานข้อมูลคนไทยในประเทศต่างๆ โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซต์ และสื่อเสื้อแดงเท่าที่มี เพื่อรวบรวมรายชื่อคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ เข้าด้วยกัน จากนั้นประสานงานให้กลุ่มคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ใกล้กัน ได้พบกันและทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่วมกัน

2. สนับสนุนให้เกิดกลุ่มคนไทยที่รวมตัวกันได้แล้ว จัดตั้งเป็นองค์กร อย่างเป็นรูปธรรม และประกาศประชาสัมพันธ์ให้คนไทยทั่วโลกได้รับรู้ถึงการเติบโตของกลุ่มนั้นๆ

3. ดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลด้านประชาธิปไตย โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ของคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้ถูกปิดกั้นด้วยกฎหมายบางมาตราเหมือนกับประเทศไทย

ระยะเวลาในการดำเนินการ

สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย และแม้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว เราก็จะยังคงองค์กรนี้ต่อไป เพื่อรองรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต


ผู้รับผิดชอบโครงการ

ทีมงาน นปช.ยูเอสเอ โดย คุณวูดไซด์ นิวยอร์ก

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. มีการจัดตั้งกลุ่มเสื้อแดงในแต่ละประเทศ อย่างมีทิศทาง และเป็นระบบ เพื่อเป็นพลังตัวแทนของคนเสื้อแดงในประเทศไทย ในกรณีที่คนเสื้อแดงในประเทศไทยถูกคุกคาม

2. มีการเผยแพร่ความรู้ด้านประชาธิปไตยให้กับประชาชนอย่างแพร่ หลายมากขึ้น ในแง่มุมที่ไม่สามารถนำเสนอได้ในเมืองไทย

3. เกิดการเปลี่ยนแปลง.. ด้วยความเข้าใจ และมั่นคง โดยมวลชนเสื้อแดง ที่มีความเข้าใจ และมีความต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง


จึงเรียนมาให้ทราบโดยทั่วกัน

ทีมงาน นปช.ยูเอสเอ


** สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมองค์กร RSIO สามารถอีเมล์มาสมัครได้ที่ RSIO@norporchorusa.com (กรุณาแจ้ง รัฐ จังหวัด หรือเมือง และประเทศที่ท่านอาศัยอยู่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการจัดกลุ่มเพื่อดำเนินการปฏิบัติการต่อไป)

ปัจจุบันมีคนไทยทั่วทุกมุมโลกเข้าร่วมองค์กรRSIOแล้วดังนี้


ALL COUNTRIES

01. Australia Canberra, Minto, Sydney
02. Cambodia
03. Canada
04. Denmark Copenhagen
05. France lille (Nord pas de calais)
06. Germany (Frankfurt, Munich, Hannover, Bad-Bergzabern)
07. Greece Athens
08. Hong Kong
09. Japan
10. Laows
11. Netherlands (Netherlands)
12. New Zealand (Queenstow)
13. Norway Sanvika, longyearbyen Svalbard
14. Sweden stockholm
15. Switzerland
16. Turkey
17. United Kingdom Sussex
18. Unites State*
19. Viet Nam
20. Maldives
21. Cyprus (Nicosia)
22. Canada
23. Saudi Arabia
24. China (Nanning, GuangXi)
25. India (New Delhi)
26. U.A.E. (Abu Dhabi)
27. Fiji (Suva)
28. Greenland (NUUK) 2010-02-19

UNITED STATE

01. California (San Francisco, Santa Rosa, Long Beach, San Diego, Rialto)
02. Colorado (Highlands ranch)
03. Kansas
04. Massachusetts New Bedford
05. Mississippi
06. Missouri
07. New York (Bayside, Queens)
08. Washington (Seattle)
09. Florida Tampa
10. Nevada Las Vegas
11. Texas Dallas-Fort Worth
12. Illinois Chicago
13. Washington DC
14. Wisconsin Milwaukee
15. Michigan
16. New Mexico
17. Arizona Kingman
18. Oklahoma Oklahoma City
19. Minnesota Worthington

CANADA

01. Alberta (Edmonton)
02. British Columbia (Vancouver)
03. Ontario (Toronto) 2010-02-19


THAILAND

ภาคกลาง 12 of 22

01. กรุงเทพฯ
02. กำแพงเพชร
03. นครสวรรค์
04. นนทบุรี
05. ปทุมธานี
06. พิษณุโลก
07. ลพบุรี
08. สมุทรปราการ
09. สมุทรสงคราม
10. สระบุรี
11. สิงห์บุรี
12. อยุธยา

ภาคอีสาน 8 of 19

01. เลย
02. หนองคาย
03. โคราช
04. ขอนแก่น
05. หนองบัวลำภู
06. สกลนคร
07. อุบลราชธานี (2010-02-18)
08. ชัยภูมิ (2010-02-18)

ภาคใต้ 4 of 14

01. นครศรีธรรมราช
02. ภูเก็ต
03. สงขลา
04. สุราษฎร์ธานี

ภาคตะวันตก 1 of 5
01. ราชบุรี

ภาคเหนือ 5 of 9
01. เชียงใหม่
02. เชียงราย
03. พะเยา
04. ลำปาง
05. ตาก

ภาคตะวันออก 4 of 6

01. จันทบุรี
02. ชลบุรี
03. ปราจีนบุรี
04. ระยอง

โวยสนั่นเว็บ!! นร.เครียดจัด หลังทำข้อสอบ o-net’53 : คำถามปลายเปิด แต่ออกข้อสอบแบบปลายปิด เหมาะสมหรือ ???? วัดผลอะไรได้ ????

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบบอร์ด dek-d.com
ภาพ จากเวบ zaire.exteen.com
25 กุมภาพันธ์ 2553

พวกเราไม่ได้ต้องการเอาชนะ
แต่พวกเรามาขอใช้สิทธิความเป็นประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
และที่พวกเราออกมาเรียกร้อง ไม่ได้เรียกร้องให้มีการสอบใหม่
พวกเราเพียงแค่อยากให้ทางสทศ.นำข้อสอบมาแสดงให้สาธารณชนรับรู้ว่า
ข้อสอบแบบนี้สมควรนำมาสอบกับเด็กหรือไม่
และมีเหตุผลอะไรเอาข้อสอบแบบนี้มาให้พวกเราสอบ
เพื่อให้สังคมได้รับรู้และตัดสินเอง
นี่คือจุดประสงค์ที่พวกเราออกมาเรียกร้อง

พวกเราเรียกร้องความโปร่งใสความยุติธรรม และตรวจสอบได้
ถ้าคุณได้เห็นข้อสอบจริงๆ
พวกคุณจะรู้และเข้าใจความรู้สึกของพวกเราเอง
ดังนั้นโปรดช่วยพวกเราด้วยโปรดเข้าใจพวกเราด้วย

============================

เรียกร้อง ให้ (ดร.อุทุมพร) มาชี้แจงหน่อยว่า ออกข้อสอบแบบนี้ จะให้เด็กตอบอย่างไร?
ออกแบบนี้มาแล้ว เด็กทำไม่ได้ ก็ทำให้วัดผลอะไรไม่ได้
เปลืองทรัพยากรต้นไม้ที่เอามาทำกระดาษมั้ย?
แล้วบางข้อ ก็ถามความคิดเห็น แต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน จะคิดคะแนนให้เด็กอย่างไร?

ขอความกรุณา สทศ. หรือผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง นำตัวข้อสอบจริงมาแสดงต่อสาธารณชนด้วยวิธีใดก็แล้วแต่
จะจัดแถลงข่าว ออกโทรทัศน์ หรือลงหนังสือพิมพ์ ก็ตามสะดวกท่านเถิด
ให้คนทั้งประเทศเป็นประจักษ์พยานว่า
ข้อสอบแบบนี้ ควรเอามาสอบกับเด็กหรือไม่!?!?!
============================

อนาคตหรือความหวังของเด็ก มันไม่ใช่ของเล่น หรือของทดลองนะคุณ
ถึงพวกเราจะไม่เก่งถึงขั้นต้องตอบ 2 คำตอบ 3 คำตอบจึงจะได้ 1 คะแนน ตามข้อสอบที่คุณออกมา
แต่พวกเราก็เป็นห่วงอนาคตของตัวเองนะ!!!

ไม่งั้นพวกเราไม่มานั่งเครียดกับข้อสอบแบบนี้หรอก
แล้วคิดว่า พวกเราสะใจมากหรอ ที่ได้พูดตัดพ้อต่อว่าประชดประชัน
พวกเราเครียด!!! พ่อแม่เราเครียด!!!! ครูบาอาจารย์เราเครียด!!!!
พวกคุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร!?!?!
ไม่สงสารพวกเราบ้างหรือ!?!?

ใครกันที่พูดว่า "เด็กคืออนาคตของชาติ"
ทำแบบนี้แล้วอนาคตของชาติจะเหลือหรอคุณ!?!?!?
==================================

ความเห็นจากเวบบอร์ด พันทิป

ร้องเรียนข้อสอบ o-net'53 จาก เวบบอร์ด พันทิป

การ์ตูน 0-net หัวเราะทั้งน้ำตา ลิงก์

คำชี้แจงจาก ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ลิงก์

แถลงการณ์สมัชชาสังคมก้าวหน้า:ประณามการยอมรับผลของการรัฐประหาร ในทุก ๆ รูปแบบ

ที่มา Thai E-News



“คดียึดทรัพย์นี้..เป็น “ส่วนหนึ่งในกระบวนการ และ ผลิตผลของการรัฐประหาร” ซึ่งไม่สามารถยอมรับได้เลยทั้งในแง่กฎหมายและแง่การเมือง ในบ้านเมืองที่เป็น นิติรัฐ คำพิพากษาที่ไร้การพิพากษา ย่อมไม่อาจยอมรับได้ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจอธิปไตยจากปวงชน พลังของคำพิพากษาย่อมสิ้นไป หากมหาชน “กระหน่ำต่อต้านมัน!”


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 กุมภาพันธ์ 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:สมัชชาสังคมก้าวหน้าได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง เรื่อง "ประณามการยอมรับผลของการรัฐประหาร ในทุก ๆ รูปแบบ" ซึ่งมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งกล่าวถึงคดียึดทรัพย์76,000ล้านบาทว่าขาดความชอบธรรมมานับแต่ต้น ดังรายละเอียดต่อไปนี้


หลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ คณะรัฐประหารได้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ และพยายามกำจัดฝ่ายรัฐบาลเดิมซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งที่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างบ้าคลั่งเอาเป็นเอาตาย โดยไม่ละอายใจในการระเบิด “ความร่านทางการเมือง” โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ที่พวกตนก่อเลย

ยิ่งไปกว่านั้น คณะรัฐประหารได้ใช้วิธีการอัน “เนียนทราม” จัดตั้ง“กระบวนการยุติธรรมแบบยัดไส้”ตามประกาศ คปค.ฉบับที่๓๐ โดยเลือกเฟ้นฝ่ายปฏิปักษ์รัฐบาลเดิม ให้เป็นกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในนาม “คตส”

ซึ่งคณะรัฐประหารทราบดีว่า การตั้งฝ่ายปฏิปักษ์ดำรงตำแหน่งดังกล่าวขัดต่อคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งตาม มาตรา ๒๙ และ ๔๖ แห่ง พรบ.ประกอบฯว่าด้วย ปปช. พ.ศ.๒๕๔๒ และอีกหลายฉบับ

ฉะนั้น ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐ ข้อ ๒ วรรค ๒ จึงกำหนดว่า “มิให้นำกฎหมายนั้นมาบังคับแก่การได้รับแต่งตั้งและการปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการตรวจสอบ” นอกจากนี้ ประกาศฉบับดังกล่าว ยังได้ขยายอำนาจหน้าที่ คตส.ให้กว้างมหาศาล (ตามข้อ ๕ วรรค ๓ (๑) – (๓) และ วรรค๔) ผิดจากกรอบอำนาจภายใต้ชื่อ “คตส” ตามรัฐธรรมนูญ๔๐ และด้านการจัดเนื้อหาภายใน ปปช. (ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๑๙) ก็มีความสกปรกลักษณะเดียวกัน

ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพิจารณาถึง การดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อนกันของบุคคล คนเดียวกัน ใน ๒ องค์กรที่มีลักษณะต้องถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ซึ่งสะท้อนความสำส่อนในกระบวนการยุติธรรมของผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย เมื่อ “หาพยานหลักฐาน” แล้วเสร็จ คตส.ต้องส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณายื่น/ไม่ยื่น คำร้องต่อศาล ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ แต่มีข้อยกเว้นบางกรณี (ประกาศ คปค. ฉบับ๓๐ ข้อ๙ วรรค๑)

ที่น่าสนใจก็คือ อำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุด ตามกระบวนการปกติ เป็นเช่นไร ???

การส่งเรื่องของ คตส. ไปยังอัยการสูงสุด เพียงเพื่อให้ อัยการสูงสุด พิจารณาความสมบูรณ์ของพยานหลักฐานว่าครบถ้วนแล้วหรือไม่ และหากไม่ครบถ้วนอย่างไร อัยการสูงสุดมีหน้าที่ “ระบุรายงาน” ในแก่ คตส. เพื่อแก้ไขให้ครบถ้วนต่อไป (มาตรา ๘๐ วรรค ๒ พรบ.ประกอบฯ ว่าด้วย ปปช.) และถ้า คตส.ยืนยันความเห็นเดิม ก็ให้ คตส.มีอำนาจดำเนินการยื่นคำร้องไปยังศาลฎีกา แผนกคดีอาญาฯ เองได้ (ประกาศ คปค.ฉบับที่๓๐ ข้อ ๙ วรรค๑)

จะเห็นได้ว่า อัยการสูงสุด ซึ่งมิได้ถูก คณะรัฐประหาร แต่งตั้งนั้น ไม่ได้ “มีส่วน” ในการค้นหาความจริงในพยานหลักฐานแต่ประการใด หากแต่พิจารณาความ “สมบูรณ์ครบถ้วน” ของพยานหลักฐานในการฟ้องคดีตามที่ คตส.มุ่งหมายเท่านั้น และเป็นอำนาจยับยั้งที่ไม่เด็ดขาด นั่นหมายความว่า กระบวนการ “ผ่านอัยการสูงสุด”ก็มิได้ทำให้พยานหลักฐานมีความบริสุทธิ์ ขึ้นมาแต่ประการใด

บนฐานของ “ความปฏิปักษ์” ในการค้นหา-ไต่สวน ให้ได้“พยานหลักฐาน” ในการฟ้องคดีทุจริตของรัฐบาลที่ถูกรัฐประหารโค่นไปนั้น “พยานหลักฐานโดยอคติ” นี้ ก็ถูกส่งผ่านไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ และการพิจารณาพิพากษาก็เป็นการพิจารณา ไปตามพยานหลักฐานจริงๆเท็จๆ จาก องค์กรปฏิปักษ์ต่อจำเลย เหล่านั้น

นับว่าน่าเจ็บใจ ที่องค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการแทนปวงชน(แทบทุกครั้งในประวัติศาสตร์)กลับเพิกเฉยสยบยอม ต่อกระบวนการจัดตั้งองค์กรต่างๆ อันส่งผลโดยตรงต่อรูปคดี โดยวิธีโดยการล้มล้างรัฐธรรมนูญ (เช่น กรณีสวรรคต ) และขัดต่อ กระบวนการอันเป็นธรรมตามกฎหมาย (due process ; state-under-law ) ซึ่งเป็นสารัตถะของหลักนิติรัฐโดยแท้

ซึ่งในรัฐสมัยใหม่ due process ถือเป็นหัวใจของระบบกฎหมายในการประกันความมั่นคงทางนิติฐานะของประชาชน ไม่ให้ถูกรัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจ มิฉะนั้น ก็นับเป็นการพังทลายความมั่นคงของระบบกฎหมายของรัฐนั้นโดยสิ้นเชิง จริงอยู่ ที่การทุจริตคอรัปชั่นเป็นการ “ละเมิดกฎหมาย” แต่หากเทียบความร้ายแรง “รัฐประหาร”คือ การทำลายทั้งระบบกฎหมาย (throw out ; ยกเลิกมันทิ้งไปเลย) องค์กรตุลาการ พึงยึดมั่นในหลักการสากลว่า การจับใครมาขึ้นศาล หรือได้พยานหลักฐานมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นการดำเนินคดีมิได้ ตามหลักการรักษาสมดุลระหว่าง crime control model กับ due process model

“กลไกต่างๆ”ที่ถูกสถาปนา โดย/ ระหว่าง การรัฐประหาร ย่อมไม่ใช่ Due Process เพราะ เป็นการล้มล้างระบบกฎหมาย และคดียึดทรัพย์นี้ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็น “ส่วนหนึ่งในกระบวนการ และ ผลิตผลของการรัฐประหาร” ซึ่งไม่สามารถยอมรับได้เลยทั้งในแง่กฎหมายและแง่การเมือง ในบ้านเมืองที่เป็น นิติรัฐ

ที่ผ่านๆมา ศาลไทยยอมรับ “การอยู่ร่วมกันเยี่ยงสัตว์”(Might is Right ; Law of the jungle)โดยไม่พยายามแสดงความรับผิดชอบต่อ “ปวงชน” ทั้งๆที่ “องค์กรตุลาการ”ได้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชน จริงอยู่ที่เป็นได้ว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายก็ย่อมเงียบเสียงลง”(Inter arma Silent leges) แต่กระนั้น เมื่อเสียงปืนสงบเงียบลงไปแล้ว กฎหมายหรือความยุติธรรม จะมีเสียงขึ้นมาบ้างไม่ได้หรือกระไร !!

กลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า จึงขอประณามการยอมรับ “ผลของการรัฐประหารในทุก ๆ รูปแบบ” และ ขอประกาศว่า “คำพิพากษาที่ไร้การพิพากษา ย่อมไม่อาจยอมรับได้ สามัญชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านโดยปฏิเสธการดำรงอยู่ของคำพิพากษาที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจอธิปไตยจากปวงชน พลังของคำพิพากษาย่อมสิ้นไป หากมหาชน “กระหน่ำต่อต้านมัน!”

โค่นอำมาตยาธิปไตย จุดไฟสร้างสรรค์สังคมใหม่ พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์!

สมัชชาสังคมก้าวหน้า
Social Move Assembly

ผู้พิพากษาหรือตุลาการย่อมถูกตรวจสอบจากองค์กร

ที่มา Thai E-News




โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
24 กุมภาพันธ์ 2553

อนุสนธิกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาที่อนุมัติออกหมายจับอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดี เอส ไอ จนเกิดการโต้แย้งจากฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมผ่านทางสื่อมวลชนว่า ป.ป.ช.ไม่สามารถทำได้เพราะเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของตุลาการ ซึ่งผู้พิพากษามีดุลพินิจอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีตามที่รัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความอาญาบัญญัติไว้ โดยไม่อาจมีการแทรกแซงหรือก้าวล่วงจากหน่วยงานหรือบุคคลอื่นใด

หากคู่ความไม่เห็นด้วยกับดุลพินิจของผู้พิพากษาในการพิจารณาคดี หรือมีคำสั่งคำพิพากษา คู่ความย่อมสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในศาลที่มีลำดับชั้นสูงกว่าได้ ซึ่งทางฝ่าย ป.ป.ช.ยืนยันในอำนาจของตนเองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฯของตนว่าสามารถทำได้ จึงเป็นสิ่งที่สร้างความงุนงงแก่ประชาชนทั่วไป ที่ไม่ใช่ นักกฎหมาย(แม้นักกฎหมายเองก็ตามเถอะ)ว่าจริงๆแล้ว ป.ป.ช.หรือองค์กรอื่นสมารถตรวจสอบผู้พิพากษาหรือตุลาการได้หรือไม่ อย่างไร

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๐ บัญญัติไว้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าทีราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ใน การยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภามีอำนาจถอนถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้

ซึ่งบทบัญญัตินี้ใช้บังคับกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ในส่วนของกระบวนการหรือขั้นตอนนั้นมาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาให้ถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ที่ว่านี้ออกจากตำแหน่งได้ คำร้องขอดังกล่าวต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวกระทำความผิดเป็นข้อๆให้ชัดเจน ซึ่งก็รวมไปถึงการที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งด้วยเช่นกัน


โดยเมื่อวุฒิสภาได้รับคำร้องขอแล้วประธานวุฒิสภาจะต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน เมื่อไต่สวนเสร็จแล้ว ป.ป.ช.ก็จะรายงานต่อวุฒิสภา ซึ่งในตอนที่ ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล นับแต่วันดังกล่าวผู้ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ และให้ประธาน ป.ป.ช.ส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณากรณีดังกล่าวโดยเร็ว ในขณะเดียวกันที่นำเรื่องเข้าวุฒิสภาเพื่อพิจารณาถอดถอนหรือไม่นั้น ประธานยังต้องส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปอีกด้วย แต่ถ้า ป.ป.ช.เห็นว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป

แต่หากวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่งให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในการรับราชการเป็นเวลาห้าปี ซึ่งมติของวุฒิสภาในกรณีนี้ถือเป็นที่สุด และจะมีการร้องขอให้บุคคลดังกล่าวโดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกมิได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

จากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ยกมาข้างต้นประกอบกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๗ วรรคสองที่บัญญัติให้ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้ว จะเห็นได้ว่าทั้งความเห็นของทั้งฝ่ายตุลาการและ ป.ป.ช.ต่างก็ถูกทั้งคู่

ที่ว่าถูกทั้งคู่ก็เพราะว่าผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีดุลพินิจอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีตาม ซึ่งในกรณีนี้หมายกรณีการออกหมายจับอดีตอธิบดี ดี เอส ไอ ป.ป.ช.ย่อมไม่มีสิทธิไปตรวจสอบว่าออกหมายจับได้หรือไม่ ควรหรือไม่ควร เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เพราะเป็นการใช้อำนาจตุลาการโดยแท้

แต่อย่างไรก็ตามจากมาตรา ๒๗๐ ป.ป.ช.ย่อมมีอำนาจตรวจสอบประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งรวมถึงผู้พิพากษาหรือตุลาการตามมาตรา๒๗๐ วรรคสอง (๒) ว่าผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งผลจากการชี้มูลของ ป.ป.ช.ดังกล่าวจะไปจบลงที่วุฒิสภาว่าจะมติถอดถอนหรือไม่ และ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอย่างใด

ในทำนองกลับกันสมาชิกวุฒิสภาก็สามารถถูกตรวจสอบได้ไม่ว่าจะเป็นการถอดถอนจากวุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๐และ ๒๗๑วรรคสอง และ ป.ป.ช.เองหากผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการมาตรา ๒๔๙ ก็บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาขิกวุฒิสภาหรือสมาชิทั้งสองสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยการทำคำร้องระบุพฤติกรรมที่กล่าวหาเป็นข้อๆให้ชัดเจนและยื่นต่อประธานวุฒิสภาเมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้องแล้วก็ส่งต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาต่อไป


กล่าวโดยสรุป องค์กรตามรัฐธรรมนูญและบุคลากรในองค์กรย่อมถูกตรวจสอบได้เสมอจะด้วยกระบวนการขั้นตอนใดนั้นย่อมเป็นไปโดยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หากองค์กรใดหรือบุคคลใดไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ย่อมกลายเป็นองค์อธิปัตย์อิสระที่อยู่เหนือรัฐหรือแยกออกจากรัฐไป

หากทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ปัญหาเรื่อง ความขัดแย้งในเรื่องของอำนาจหน้าที่ย่อมหมดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใช้กฎหมายเป็นหลัก ซึ่งในกรณีนี้ก็คือผู้พิพากษาหรือตุลาการและ ป.ป.ช.นั่นเอง


-------------------------

หมายเหตุ:เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

Wednesday, February 24, 2010

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

ฎีกา ‘วัวกินอ้อย’

อารักขาขั้นเทพ

ติ๊งต๊อง

บิ๊กปชป.ฟันธงยึดเกลี้ยงขุมทรัพย์7.6หมื่นล.

เปิดตัว 9 อรหันต์ ผู้ชี้ชะตา "ยึด-ไม่ยึด" ทรัพย์ "ทักษิณ" 7.6 หมื่นล้าน

กรมราชทัณฑ์ทยอยส่งรายชื่อฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ "แม้ว" ให้มหาดไทย

แกนนำ พธม.ส่งทนายเลื่อนนัดสั่งคดีบุกชุมนุมทำเนียบ

แดงห้วยขวางต้อนรับ 'มาร์ค'

เสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่14มี.ค.เรียกร้องรบ.ยุบสภา ระดมพลทั่วปท.เคลื่อนเข้ากรุง12มี.ค.

ถึงเวลา! ตรวจทรัพย์สินทั่วหน้า!!

2 จอมพล

เอกสิทธิ์-อภิสิทธิ์

ระวัง ‘ป’ ให้ดีเถอะ!

ยึด?7.6หมื่นล้าน แล้วอะไรจะตามมา

'ชัย'โดดป้องลูก ปัดมีเอี่ยว ทุจริตมหาดไทย

"ณัฐวุฒิ"เผยมุข ปราบฮัลโหลป่วน

ก้าวล่วง

เพื่อไทยตั้งกลุ่ม"9-10-11"วิเคราะห์การเมืองหวังหาทางออกให้ประเทศ เผยส.ส.พรรคร่วมโผล่ร่วมซักฟอก

กรณีการปฏิเสธวีซ่าไปออสเตรเลียของอัญชลี ไพรีรัตน์

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

จากคุณ : บก.ลายจุด

ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องส่วนตัวของคุณปอง แต่การขอวีซ่าครั้งนี้ ได้รับการปฏิเสธไปถึง 2 ครั้ง จากสถานฑูตออสเตรเลีย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การยึดสนามบินครั้งที่แล้วของ พธม มีผลในระดับนานาชาติจริง และความพยายามยื่นเอกสารเป็นครั้งที่ 3 ของคุณปอง ก็ดูจะไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลของชาติอื่นที่มองมายังการกระทำของตน แต่ใช้วิธีการให้มีการวิ่งเต้นถึงขนาดมีหนังสือจากตำรวจไปช่วยอธิบาย ผมไม่รู้ว่า เป็นการออกหนังสือราชการเพื่อช่วยเหลือเรื่องการขอวีซ่า หรือว่า เป็นการยื่นเอกสารความเห็นส่วนตัวของตำรวจคนหนึ่ง

พอดีเธอ Add Facebook ผมมาเมื่อวานนี้ เลยได้มีโอกาสเข้าไปอ่านความเห็นของคนที่ระบบเรียกว่า "เพื่อน"

Anchalee Paireerak

http://www.facebook.com/#!/profile.php?id=100000292247309&ref=search&sid=100000071610230.1552014502..1

ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องการลี้ภัย เพราะถ้าลี้ภัย ไปประเทศอื่นที่ไม่ต้องใช้ Visa ได้มากมาย แถมอาเซียน

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8917469/P8917469.html