WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 26, 2010

แซ่ดเปรมใบสั่ง'เปาเจี๊ยบ'กุมชะตายึดทรัพย์

ที่มา Thai E-News



องค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์-9ผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์76,000ล้านบาท ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านในการตัดสินคดีประวัติศาสตร์ 26 กุมภาพันธ์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 กุมภาพันธ์ 2553

คน"แวดวงใน"โจษขานกันว่า มีคนของ"สายเปรม"อยู่ 2 รายมีบทบาทในการดูแล"ธง".. คนแรกมีชื่อเล่นว่า"เจี๊ยบ" อีกคนชื่อเล่นว่า"ชิน" เป็นคนที่ไม่นิยมแต่งงาน เข้าบ้านสี่เสาได้โดยไม่ต้องนัด.."เจี๊ยบ"เป็นคนที่คัดรายชื่อท่านเปาเสนอให้เปรมพิจารณา "เจี๊ยบ"ชอบแสดงตัวว่า"รู้ลึกรู้ดี" เช่นเคยพูดล่วงหน้าว่า นายสันติ ทักราล จะได้เป็นประธานศาลฏีกา ต่อมาก็ได้เป็นจริงๆ และพูดล่วงหน้าอีกว่า นายสันติจะได้เป็นองคมนตรี ก็ได้เป็นในเวลาต่อมา

นายจักรภพ เพ็ญแข เคยเปิดเทปลับเสียงของ"ท่านเจี๊ยบ"ที่สนามหลวงมาก่อนหน้านี้ที่อ้างว่า ท่านเจี๊ยบส่งตรงจากบ้าน4เสา เคยมีอิทธิฤทธิ์นัดประชุม3ศาลและมีธงให้เลือกตั้ง2เม.ย.49เป็นโมฆะ ให้จำคุกกกต.ชุดเดิม ส่งศาลไปเป็นกกต.ชุดใหม่ ที่เรียกกันว่าตุลาการภิวัฒน์

ส่วน"ชิน"นั้นคือตัวเชื่อมต่อไปยังท่านเปาในระดับต่างๆ ที่คุมคดีที่เกี่ยวกับอดีตนายกฯทักษิณ เช่น "ชีพ"คนมีตำแหน่งระดับอธิบดี เป็นคนคุมเกมระดับรองลงไป


ดังที่เอแบคโพลล์เสนอผลสำรวจว่า ประชาชนเชื่อมั่นในคำตัดสินคดียึดทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นและลุ้นระทึกในวันที่ 26 ก.พ. แต่องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่านก็ไม่วายตกอยู่ใต้แรงกดดันรอบด้าน

สายพันธมิตร นายสำราญ รอดเพชร กล่าวหาหนักหนาเรื่องมีการนำเสนอสินบน และอ้างว่า4รายใน9รายได้รับข้อเสนอไปแล้ว ซึ่งเป็นแรงกดดันชนิด"ตีปลาหน้าไซ"เพราะหากมีการตัดสินให้ทักษิณพ้นผิด พธม.ก็คงได้ทีอ้างว่า"นั่นไง ว่าแล้ว" หากผลออกไปอีกทาง ก็จะมีข้อแก้ตัวว่า"ว่าแล้ว ศาลซื้อไม่ได้" สรุปคือพันธมารได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณแม้จะเงียบในที่ตั้งไม่ออกมากดดันใดๆ รวมทั้งแกนนำ3เกลอปรับขบวนไม่ยอมม็อบใหญ่ มีเพียงสายสุรชัย แซ่ด่าน เปิดเวทีปราศรัยท้องสนามหลวง ทว่าก็มีข่าวแพร่มาจาก"วงใน" ตั้งข้อกังขาว่าท่านเปาสายเปรมอาจเป็นเงาตะคุ่มๆอยู่

เรามารู้จักผู้พิพากษาในองค์คณะดูว่า ไผเป็นไผ


1.นายกำพล ภู่สุดแสวง


ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

ประวัติผลงาน-เป็นองค์คณะคดีทุจริตปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้กับรัฐบาลพม่าวงเงิน 4,000 ล้านบาทที่ คตส.ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และองค์คณะคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ที่ คตส.ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ กับพวกรวม 47 คน

2.นายธานิศ เกศวพิทักษ์

ตำแหน่ง-ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา

ผลงาน-เคยเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ร่วมวินิจฉัยด้วยคะแนน 9ต่อ 0 ให้ยุบพรรคไทยรักไทย ในคดีทุจริตการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2548 แต่ธานิศเป็น 1 ใน 3 ตุลาการเสียงข้างน้อย ที่วินิจฉัยไม่ให้ตัดสิทธิทางการเมืองกับคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

3.นายประทีป เฉลิมภัทรกุล

ตำแหน่ง-ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา

ผลงาน-เป็นหนึ่งในองค์คณะคดีออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างจำหน่ายคดีชั่วคราว เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มาศาล


4.พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์(คนที่1แถวที่2ในภาพใหญ่)

ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

5.นายพิทักษ์ คงจันทร์

ตำแหน่ง-ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา

ผลงาน-มาแทน "นายบุญรอด ตันประเสริฐ" ที่ขอลาออกเนื่องจากเสียงวิจารณ์กรณีมติคดีกล้ายางพารา "รั่ว" ซึ่งบุญรอดเป็นองค์คณะผู้พิพากษาคดีดังกล่าวอยู่ด้วย

6.นายสมศักดิ์ เนตรมัย

ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนและหัวหน้าทีมผู้พิพากษาคดีนี้ ผู้มีประสบการณ์ตัดสินคดีสำคัญๆ ทางการเมือง มาอย่างโชกโชน

ผลงาน-เป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาที่ตัดสินให้จำคุก "วัฒนา อัศวเหม" อดีต รมช.มหาดไทย เป็นเวลา 10 ปี ในคดีทุจริตคลองด่าน และตัดสินจำคุกอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีขึ้นเงินเดือนตัวเอง เป็นเวลา 2 ปี

ที่สำคัญ เคยร่วมตัดสินคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ 772 ล้านบาท ที่พิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปีด้วย

7.นายอดิศักดิ์ ทิมมาตย์
ตำแหน่ง-ประธานแผนกคดีเยาวชนในศาลฎีกา

ผลงาน-มาแทน "ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช" ที่พ้นจากองค์คณะคดียึดทรัพย์ เนื่องจากอายุ 60 ปี และย้ายไปเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์

8.นายไพโรจน์ วายุภาพ

ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

9.ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล

ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

โจษขานสาย"เปรม"คุมคดี

ขณะเดียวกัน คน"แวดวงใน"โจษขานกันว่า มีคนของ"สายเปรม"อยู่ 2 ราย มีส่วนเกี่ยวพันประสานงาน โดยคนแรกมีชื่อเล่นว่า"เจี๊ยบ" อีกคนชื่อเล่นว่า"ชิน" เป็นคนที่ไม่นิยมแต่งงาน เข้าบ้านสี่เสาได้โดยไม่ต้องนัด.."เจี๊ยบ"เป็นคนที่คัดรายชื่อท่านเปาเสนอให้เปรมพิจารณา "เจี๊ยบ"ชอบแสดงตัวว่า"รู้ลึกรู้ดี" เช่นเคยพูดล่วงหน้าว่า นายสันติ ทักราล จะได้เป็นประธานศาลฏีกา ต่อมาก็ได้เป็นจริงๆ และพูดล่วงหน้าอีกว่า นายสันติจะได้เป็นองคมนตรี ก็ได้เป็นในเวลาต่อมา

ส่วน"ชิน"นั้นคือตัวเชื่อมต่อไปยังท่านเปาในระดับต่างๆ ที่คุมคดีที่เกี่ยวกับอดีตนายกฯทักษิณ เช่น "ชีพ"คนมีตำแหน่งระดับอธิบดี เป็นคนคุมเกมระดับรองลงไป

จักรภพเคยเปิดเทปลบแฉเปาเจี๊ยบคนคุมเกม

นายจักรภพ เพ็ญแข เคยเปิดเทปเสียงการสนทนาที่อ้างว่าได้จากการดักฟังทางโทรศัพท์ ในการปราศรัยที่สนามหลวงเมื่อวันที่22มิถุนายน 2550 กล่าวหาผู้พิพากษารายหนึ่งว่า รับใบสั่งจากเปรมทำลายล้างอดีตนายกฯทักษิณ

โดยนายจักรภพเปิดเทปลับ ที่อ้างว่าเป็นเสียงของข้าราชการ ซี 11 ผู้หนึ่ง กับ"ท่านเจี๊ยบ" ผู้พิพากษา ซึ่งนายจักภพอ้างว่าเป็นคนใกล้ชิดของพล.อ.เปรม และเทปลับอีกชุด อ้างว่าเป็นเสียงของข้าราชการ ซี 11 คนเดิม สนทนากับ"ท่านชิน"ผู้พิพากษาอีกรายที่ทำงานรับใช้เปรม

การสนทนาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสให้ศาลช่วยแก้ไขวิกฤติบ้านเมือง เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2549 ซึ่งเทปบันทึกเสียงที่นำมาเปิดในที่ชุมนุมเสียงไม่ชัดเจนนัก นายจักรภพต้องอธิบายเพิ่มเติมเป็นระยะๆ โดยสรุปได้ว่า เป็นการสนทนาเกี่ยวกับการเชิญประชุม 3 ศาล การแนะนำให้ กกต.ชุดเดิมลาออก เพราะจัดการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.ผิดพลาด และต้องมี กกต.ชุดใหม่ โดยจะส่งคนของศาลเข้าไปเป็น กกต.โดยนายจักรภพอ้างว่าเป็นการบิดเบือนพระราชดำรัส

นายจักภพอธิบายว่า เมื่อมีการประชุม 3 ศาลแล้ว ท่านชินยังบอกการประชุมครั้งนี้ท่านเจี๊ยบเป็นคนนัด มีอะไรถามท่านเจี๊ยบ ทั้งที่ท่านเจี๊ยบเป็นแค่ผู้พิพากษาที่ต่ำกว่า เป็นการชี้ให้เห็นว่า เขาคือผู้กำกับการแสดง มีอำนาจชี้นำมากกว่า 3 ศาล ทำให้ศาลไม่ยึดตามแนวพระราชดำรัส แต่ไปยึดตามท่านเจี๊ยบที่ส่งตรงมาจากบ้านสี่เสา

นายจักรภพอ้างว่า จากบทสนทนาของคนทั้ง 3 แสดงให้เป็นว่า ศาลมีธงจากการที่ประสานงานกันไว้แล้วว่ารัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณจะไม่มีทางรอด พระราชดำรัสของในหลวงให้ศาลไปหาวิธีทำให้มีสภาที่ครบถ้วน แต่กลับไประสานงานกันตั้งแก๊งกำจัดศัตรูทางการเมือง ทำการยกเลิกการเลือกตั้ง จำคุก กกต. ไล่มาเรื่อยจนคนของศาลมาอยู่ใน ตุลาการรัฐธรรมนูญ และยุบพรรคไทยรักไทยในที่สุด

“แผนของพวกเขามี 3 ขั้นตอน เริ่มจากนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ออกมาบอกว่ารู้ทันทักษิณ และนายสนธิ ก็บอกว่าสู้เพื่อในหลวง หลังจากนั้น ก็มีตุลาการภิวัฒน์ออกมา โดยมีท่านเจี้ยบเป็นตัวกลาง บ้านสี่เสาอำนวยการสร้าง บีบ กกต.ให้ลาออก ทำให้การเลือกตั้ง 2 เม.ย.เป็นโมฆะ จำคุก กกต. เกิดกระบวนการทำให้ตุลาการใหญ่โตเกินไป มีการตั้งศาลมาเป็น กกต.ทั้งหมด ไม่เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ตามพระราชกฤษฎีกา ที่ให้มีการเลือกตั้งวันที่ 15 ตุลาคมฯ”


อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ได้แต่หวังว่า การโจษขานทั้งหลายทั้งปวงทั้งจากฝ่ายพันธมิตร และชุมชนอินเตอร์เน็ตนั้น จะเป็นเพียง"ข่าวลือ"ที่ไร้มูล เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของไทยยังคงความน่าเชื่อถือต่อไป

Blacklist! 212 คนสีแดง ... คิดจะแบ่งแยกประชาชนกันจริงๆ หรือ ???

ที่มา Thai E-News


ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
26 กุมภาพันธ์ 2553

วันนี้ การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ในการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับกับพฤติกรรม 2 มาตรฐาน ของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ด้วยเห็นว่า เป็นการทำร้ายประเทศชาติอย่างสาหัสสากรรจ์ จึงออกมาเรียกร้องความยุติธรรม และต้องการหยุดยั้งอำนาจกลุ่มอำมาตยาธิปไตย

แต่กลับกลายเป็นถูกกลุ่มอำมายาธิปไตย หมายหัวว่า เป็นปรปักษ์ที่ต้องหาทางเล่นงานไปด้วย

ไม่น่าเชื่อว่า การเมืองไทยในปี 2553 จะถอยหลังก้าวเข้าสู่ยุคมืด ยุคทมิฬ มากขึ้นทุกที ย้อนกลับไปมืดมิดเสียยิ่งกว่ายุคเผด็จการทหารในอดีต หรือยุคทหารทำลายล้างทหารในอดีตเสียอีก

การที่การเมืองของไทย ต้องย้อนหลังกลับไปกว่า 50 ปี ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานกระบวนการทำลายล้างประชาธิปไตย ของกลุ่ม
อำมาตยาธิปไตย และนายทหารสาย คมช. ที่มุ่งทำลายล้างทางการเมือง ต้องการกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ให้กลับมาบนถนนการเมืองได้อีกต่อไป จึงทำให้แม้แต่บรรดาคนรอบข้าง คนที่เกี่ยวข้องมีสายสัมพันธ์ หรือกระทั่งคนที่มีวิญญาณอิสระและเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ก็ถูกพุ่งเป้าหมายหัวไปตามๆ กัน

ทั้งๆ ที่กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ออกมาแสดงการไม่ยอมรับระบบอำมาตยาธิปไตย ที่ครอบงำประเทศชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นประชาชนคนไทยบนผืนแผ่นดินไทย ที่ไม่ได้แตกต่างหรือด้อยสิทธิ์ไปกว่าอำมาตย์คนใดๆ เลย และก็มีความจงรักภักดี และหวงแหนประเทศชาติ ไม่ได้น้อยไปกว่ากลุ่มคนที่พยายามอ้างความจงรักภักดีต่อชาติด้วยเช่นกัน

แต่วันนี้ การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนใ นการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับกับพฤติกรรม 2 มาตรฐาน ของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ด้วยเห็นว่า เป็นการทำร้ายประเทศชาติอย่างสาหัสสากรรจ์ จึงออกมาเรียกร้องความยุติธรรม และต้องการหยุดยั้งอำนาจกลุ่มอำมาตยาธิปไตย

แต่กลับกลายเป็นถูกกลุ่มอำมาตยาธิปไตย หมายหัวว่า เป็นปรปักษ์ที่ต้องหาทางเล่นงานไปด้วย

ใครจะเชื่อว่า ในปี พ.ศ. 2553 จะมีการทำรายชื่อบัญชีดำประชาชนคนไทยออกมามากมายถึง 212 รายชื่อ โดยออกมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ประเดิมศักราชกันเลยทีเดียว

โดย 100 รายชื่อในชุดเครือญาติ คนใกล้ชิด นักการเมือง นักธุรกิจ นายทุน สื่อ ข้าราชการและอดีตข้าราชการ ไม่เว้นแม้แต่ตำรวจและทหาร ประกอบด้วย

1.นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์
2.นายพายัพ ชินวัตร
3.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
4.พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์
5.นายบรรณพจน์ ดามาพงษ์
6.นางเยาวเรศ ชินวัตร
7.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
8.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย
9.นายนพดล ปัทมะ
10.นายชานนท์ สุวสิน

11.นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
12.พล.ท.ปรีชา วรรณรัตน์
13.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย
14.นายยงยุทธ ติยะไพรัช
15.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
16.นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล
17.นายสมชาย สุนทรวัฒน์
18.นายโภคิน พลกุล
19.พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิต
20.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

21.นายสุชน ชาลีเครือ
22.นายประเกียรติ นาสิมา
23.นางอรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์
24.นายสุธา ชันแสง
25.นต.ศิธา ทิวารี
26.นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพท.
27.นายไพจิต ศรีวรขาน
28.นายสันติ พร้อมพัฒน์
29.นายปกรณ์ บูรณปกรณ์
30.นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล

31.นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร
32.นายประชา ประสพดี
33.นายสามารถ แก้วมีชัย
34.นายประยุทธ มหากิจศิริ นักธุรกิจ (เนสกาแฟ)
35.นายวิทยา บูรณศิริ
36.นายอนันต์ อัศวโภคิน นักธุรกิจ (แลนด์แอนด์เฮ้าส์)
37.นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีคลัง
38.นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม นักธุรกิจ (แกรมมี่)
39.นายประชา มาลีนนท์ นักการเมืองนักธุรกิจ (ช่อง 3)
40.นายบุญคลี ปลั่งศิริ อดีตผู้บริหารเครือชินวัตร

41.นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตนายแบงก์
42.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ นักธุรกิจ(อิมพีเรียล)
43.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้บริหารมืออาชีพ
44.นายโอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ อดีตเลขาธิการ พท.
45. นายปลอดประสพ สุรัสวดี
46.พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ.
47.นายสุชาติ ลายน้ำเงิน
48.พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
49.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย
50.พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีต ผบ.ทอ.

51.นายเรวัตร ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด
52.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดี DSIและรองปลัดกระทรวงยุติธรรม
53.นายดำรง พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ
54.นางลัดดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์
55.นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง
56.พล.ท.สีห์ศักดิ์ เกตุสุริยงศ์ อดีต ผช.เจ้ากรมสื่อสารทหาร
57.นายดุษฎี สินเจิมสิริ อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
58.นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร
59.พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ อดีต ผบ.สส.
60.พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผบ.ตร.

61.นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีคลัง
62.พล.ต.ท.วินัย ทองสอง อดีต ผบ.ก.ป.
63.นายสาโรช คัชมาตย์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
64.พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต
65.พล.ต.พฤณฑ์ สุวรรณทัต
66.พล.อ.พรชัย กรานเลิศ
67.พล.ต.ต.พีรพันธุ์ เปรมภูติ
68.พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว
69.พล.ต.ท.สถานพร หลาวทอง
70.พ.ต.ท.สำเนียง ลือเจียงคำ

71.พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์
72.พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา
73.พล.ต.ท.ชัยยันต์ มะกล่ำทอง
74.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
75.นายจาตุรนต์ ฉายแสง
76.นายภูมิธรรม เวชยชัย
77.นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา
78.นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์
79.นายวราเทพ รัตนากร
80.พ.ต.อ.สมชาย เพศประเสริฐ

81.พล.อ.อ.สุเมธ โพธิมณี
82.พล.ท.มะ โพธิงาม
83.นายวิศาล เดชะธีราวัฒน์
84.นายกันตธีร์ ศุภมงคล
85.พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค
86.พล.ท.มนัส เปาริก
87.พล.ต.ท.วัช บุญเมือง
88.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว
89.นายเฉลิมพล สนิทวงศ์
90.นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล

91.พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ
92.นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร
93.นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์
94.พล.ต.ต.วิทูรย์ คลังพลอย
95.พล.อ.อำนวย ถิระชุณหะ
96.นางทัสน์วรรณ มุสิกบุญเลิศ
97.นายฐิติมา ฉายแสง
98.นายกมล บันไดเพชร
99.พล.ร.ท.สิวิชัย สิริสาลี อดีตผบ.นาวิกโยธิน และ
100.พล.อ.อ.สมชัย พละพงศ์

ในขณะที่อีกบัญชี ถูกระบุว่าเป็นเครือข่ายระบอบทักษิณ มีจำนวนทั้งสิ้น 101 รายชื่อ แบ่งเป็นแกนนำ นปช. ชุดที่ 1 คือ

1.นายวีระ มุสิกพงศ์
2.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
3.นายจตุพร พรหมพันธุ์
4.นายจักรภพ เพ็ญแข
5.นพ.เหวง โตจิราการ
6.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
7.นายจรัล ดิษฐาอภิชัย
8.พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย
9.นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับแกนนำ นปช. ชุดที่ 2 (ชุดรักษาการ)
10.ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์

11.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)
12.นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ
13.นายชินวัตร หาบุญพาด
14.นายก่อแก้ว พิกุลทอง
15.นายสุชาติ นาคบางไทร
16.นายสมบัติ บุญงามอนงค์
17.นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
18.นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือนแกนนำหลักคนอื่นๆ
19.นายอดิศร เพียงเกษ
20.นายอิรสมันต์ พงษ์เรืองรอง

21.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์
22.นายพายัพ ปั่นเกตุ
23.นายไวพจน์ อาภรณ์วัตน์
24.นายการุณ โหสกุล
25.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
26.นายนิสิต สินธุภัย
27.พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก
28.นายสมชาย ไพบูลย์
29.นายวิสา คัญทัพ
30.นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก

31.นาง ไพจิตร อักษรณรงค์
32.นางธิดา โตจิราการ
33.นายสุทิน คลังแสง
34.นายเกียรติกร ภาคเพียรศิลป์
35.นายสุรชัย ด่านวิบูลชัย
36.นายวันชนะ เกิดดี
37.นายสะอาด จันทร์ดี
38.นายชูเกียรติ ด้วงชนะ
39.นายเสถียร วิพรมหา
40.นายบุญทัน ดอกไธสง

41.นายวรพล พรหมิกบุตร
42.นายศิลป์ ราศี
43.นายสิงห์ทอง บัวชุม
44.นายจารุพันธ์ กุลดิลก
45.นางดารุณี กฤตบุญญาลัย
46.นายขวัญชัย ไพรพนา
47นายสุธรรม แสงประทุม
48.นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ
49.นายเมธี อมรวุฒิกุล
50.นายเจ๋ง ดอกจิก

51.นายคารม พลทกลาง
52.นายพิชา วิจิตรศิลป์
53.นุช พจมาน
54.มุข เมธิณี
55.นายธีระเพชร ศิริกุล
56.นายเพชรวรรด
57.ดีเจอ้อม ชมรมรักเชียงใหม่ 51
58.นายวัชรพงศ์ คงมั่น
59.นายวรชัย เหมะ
60.นายเสงี่ยม สำราญรัก

61.นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ
62.นายบุญเลิศ จาวิโรจน์
63.นายสำเริง เกษมรัตน์
64.นายจิรายุ ห่วงทรัพย์
65.นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์
66.นายสุนา หินแก้ว
67.นางสาววิสาระดี เตชะธีระวัฒน์
68.นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง
69.นายภิญญา ช่วยปลอด
70.นายอภิชาต ทันพุฒ

71.นายวิบูลย์ แช่มชื่น
72.นางศิริวรรณ แกนนำอเมริกา
73.นายสุนัย จุลพงศ์ธร
74.นายลักษณ์ เรขานิเทศ
75.นายรัตนพล ส.วรพิน
76.นายอรรถชัย อนันตเมฆ
77.นายคำสิงห์ ศรีนอก
78.นายจิ้น กรรมาชน
79.นายสันต์ หัตถีรัตน์
80.นายประสิทธิ์ ค่ายกนกวงศ์

81.นางสุนันทา ธรรมธีระ
82.นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์
83.นายพันธ์ศักดิ์ ซาบุ
84.นายรัญ กอทอมอ FM94.75
85.นายเสนอ FM 95.25
86.นายพีระ FM 97.25
87.พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
88.พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล
89.พล.ต.ต.ไพฑูรย์ เชิดมณี
90.พล.ต.สุชาติ กาญจนวิเศษ

91.พล.ต.เกรียงศักดิ์ รักษาสัตย์
92.พล.ต.ต.ชวลิต มโนสุนทร
93.พล.ต.ต.จรัญ ชิตะปัญญา
94.พล.ต.ต.บุญเลิศ นันทวิสิทธิ์
95.พล.ต.ต.ชัยชาญ กิติจันทร์
96.พ.ต.อ.พลสันต์ พันธ์อาทิตย์
97.พ.ต.อ.เสนาะ เขมะประภา
98.น.ต.สมหมาย พงษ์ประยูร
99.ร.อ.นิพนธ์ งามเสน่ห์
100.พ.ต.อ.ชูเกียรติ ด้วงชนะ และ
101.พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัก

ที่สำคัญและน่าจะช๊อกสังคมอย่างหนักก็คือ แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า บัญชีดำชุดนี้ก็ยังไม่ยกเว้น เพราะมีการระบุ รายชื่อพระสงฆ์ที่เคลื่อนไหวทางศาสนาที่ควรเฝ้าระวัง ไว้ด้วยถึง 11 รูป คือ

1.พระธรรมกิตติเมธี วัดสัมพันธวงศ์
2.พระธรรมสุธี วัดมหาธาตุ
3.พระธรรม วัดประยูรวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์
4.พระธรรมสิทธินายก วัดสระเกศ
5.พระธรรมคุณาภรณ์ วัดสามพระยา
6.พระเทพวิสุทธิกวี วัดโสมนัสวิหาร
7.พระเทพปริยัติวิมล วัดบวรนิเวศ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
8.พระราชญาณวิสิฐ์ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ราชบุรี
9.พระสิทธินิติธาดา วัดมหาธาตุ
10.พระครูสังฆวินัย วัดมหาธาตุ และ
11.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย วัดชนะสงคราม

อีกทั้งยังมีหมายเหตุถึง กลุ่มพระสงฆ์ในเครือข่าย มจร. บางส่วนที่เคลื่อนไหวในต่างจังหวัดและกทม. (กลุ่มที่ดำเนินการทางด้านศาสนาในสายพระครูสังฆพินัย) อีก 6 รูป โดยไม่ระบุชื่อ

เป็นรายชื่อที่สร้างความตกตะลึง และช็อกอย่างรุนแรงให้กับผู้ที่พบเห็นเอกสารบัญชีดำดังกล่าว ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน?

เพราะจริงๆ แล้ว หากจะเหมารวมรายชื่อผู้ที่มีจิตใจประชาธิปไตยเช่นนี้ คงต้องมีคนไทยกว่าครึ่งประเทศ มีพระภิกษุสงฆ์อีกจำนวนกว่าครึ่งของวัดที่มีทั่วประเทศ

ตัณหาของอำนาจและผลประโยชน์การเมือง กำลังทำให้กลุ่มอำมาตยาธิปไตย แสดงพฤติกรรมด้านมืด และความดักดานทางความคิดออกมาให้สังคมไทยประจักษ์ชัดมากขึ้นทุกที

นี่คิดจะแบ่งแยกประชาชนกันจริงๆ หรือ???

วันที่ถูกจารึก ...

โดย คุณ พญาไม้
ที่มา เวบไซต์บางกอกทูเดย์
26 กุมภาพันธ์ 2553

วันนี้แล้ว ...วันประวัติศาสตร์วันแห่งการยึดทรัพย์ เจ็ดหมื่นหกพันล้าน ของคนในตระกูล ชินวัตร..

เงินและจำนวนมหาศาลของมัน ไม่ใช่สาระสำคัญของประวัติศาสตร์.. แต่มันจะเป็นเริ่มต้นของอวสานของหลักการและเหตุผลของผู้คนบนแผ่นดินนี้ เพียงเพราะต้องการหักล้างเอาชนะกันในทางการเมือง..

ผู้ชนะสามารถกระทำการเช่นใดก็ได้ อย่างไรก็ได้ กับผู้พ่ายแพ้..

มันก็เหมือนกับการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุคหนึ่งของประเทศจีน... ไม่มีศัตรูคนใดของเจียงจิงและสมุนทั้งสาม.. รอดพ้นจากการถูกคุกคามและบุกทำลาย.. มาดามเจียงจิงอ้างอิงบางคำพูดของประธานเหมา.. ก่อกรรมทำเข็ญให้กับคนทั้งแผ่นดิน

แต่.. ไม่มีความอยุติธรรมใดๆ จะคงทนอยู่ได้... ชีวิตและโลกดำรงตนอยู่ได้ ก็เพราะบนแกนหมุนของมันมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง..

ในที่สุด ความถูกต้องชอบธรรมก็จะต้องกลับคืนมา

ทว่ามันเดินมาเหนือหลุมศพของสมาชิกแห่งแก๊งออฟโฟร์ ..และเชือกคอคนของมาดามเจียงจิง

กลับมาถึงเรื่องราวของการยึดทรัพย์... เงินทั้งสิ้นนั้นมันมาจากหุ้นที่ถูกขาย.. และหุ้นที่ถูกขายในขันเดียวกันนั้น มันไม่ใช่ของ ทักษิณ ชินวัตร.. แต่ลำพังมันเป็นกรรมสิทธิ์.. ของผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์ที่ชอบธรรมตามกฎหมาย

ไม่ว่าจะเป็น ลูกสาว ลูกชาย คุณหญิงผู้ภริยา หรือ บรรณพจน์ ดามาพงษ์..

เขาเหล่านั้น.. ไม่ได้เล่นการเมือง ไม่มีอำนาจหน้าที่หรือบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน..

และทรัพย์สินเหล่านั้น มีมาแล้วก่อนหน้าที่ ทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาสู่การเมือง..

และทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นมาจากอำนาจทางการเมืองของทักษิณ..

และมันเคยมีราคาถึงแสนล้านมาแล้วก่อนหน้า..

มันจึงไม่ใช่วัวกินหญ้า.. ในทัศนคติของโคหรือควาย

ไม่ว่าผลของมันจะเป็นอย่างไร... มันก็จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของประเทศไทย..

มันเป็นผลพวงที่จะชี้ชัดไปในอนาคตของประเทศว่า.. ในยุคอันมืดมนยุคหนึ่ง.. ประเทศของพวกเขาปี้ป่นลงอย่างไร.. กับการแย่งชิงอำนาจของผู้ทรงอำนาจ ที่ขาดทั้งหิริโอตัปปะ

มันจะเป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลงจากประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งไปสู่อีกประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง

ยึดหรือไม่ยึด ..... คนไทยเขาก็จะเดินไปพร้อมกับ พตท.ทักษิณ เหมือนเดิม

ที่มา Thai E-News


โดย คุณอัคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
25 กุมภาพันธ์ 2553

ที่บ้านเมืองของเรายุ่งอยู่ทุกวันนี้ มีสาเหตุใหญ่มาจากเรื่องเดียวคือ การยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549

การยึดอำนาจครั้งนั้น มีเป้าหมายประการเดียวคือ กำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เป้าหมายการยึดอำนาจจากประชาชน 64 ล้านคน เพียงเพื่อขจัดบุคคลเพียงคนเดียว ย่อมเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล ไม่มีสาระจนกลายเป็นเรื่องเหลวไหลไปเลยทีเดียว

เพื่อให้เป้าหมายบรรลุผล หรือเพื่อขจัดการต่อต้าน คณะผู้ยึดอำนาจอ้างความเลวร้าย 4 ประการของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ

1.ทำให้ประชาชนแตกสามัคคี
2.ทำลายระบบราชการ แทรกแซงองค์กรอิสระ
3.ทุจริตคอร์รัปชัน
4.มีการกระทำอันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

คมช. หรือคณะผู้ยึดอำนาจในขณะนั้น คิดหาเหตุแห่งการยึดอำนาจได้เพียงเท่านี้ แล้วก็ตกเป็นภาระหน้าที่ที่ต้องพิสูจน์ให้ประชาชนประจักษ์ความจริง ปรากฏว่าพิสูจน์ไม่ได้สักข้อเดียว

ข้อ 1 นั้นปรากฏในเวลาต่อมาว่า คมช. ทำให้ประชาชนแตกแยกกันได้มากกว่า

ข้อ 2 ปรากฏในเวลาต่อมาว่า คมช. แทรกแซงองค์กรอิสระมากกว่า ถึงขั้นตั้งตัวบุคคลเอง กำกับเอง ออกกฎหมายให้อำนาจเอง เพื่อเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว

ข้อ 3 จนถึงวันนี้ ยังพิสูจน์ไม่ได้สักคดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณทุจริต

ข้อ 4 อัยการก็สั่งไม่ฟ้องไปแล้วทุกข้อหา

ทั้งที่เหตุทั้ง 4 ข้อไร้มูลความจริงอย่างนี้ คณะรัฐประหารยังไม่รู้สึกอับอาย และไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อคนไทยผู้ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย

เฉพาะตัว พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร นั้น ท่านยังได้ประกาศนโยบายส่วนตัวกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ และระบอบทักษิณ ด้วยบันได 4 ขั้น ย้ำกันอีกทีให้เห็นกันชัดๆ ว่าบันได 4 ขั้นประกอบด้วย

1. ยุบพรรคไทยรักไทย
2. แยกสลายจนกว่าจะไร้พลังเคลื่อนไหว
3. สนับสนุนพรรคการเมืองอื่นขึ้นแทนที่
4. ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ

มาตรการบันได 4 ขั้นนี้ เป็นมาตรการนอกเหนือจากมาตรการหฤโหดก่อนหน้าการยึดอำนาจ

นั่นคือการลอบสังหาร

แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณยังมีบุญคุ้มหัวอยู่บ้าง ทำให้รอดชีวิตมาได้ เพื่อจะได้ฟันฝ่าต่อไปจากอุปสรรคบันได 4 ขั้น เรื่องของเรื่องก็ต้องประสบกับปัญหาที่เรากำลังลุ้นกัน และกำลังจะรู้ผลลัพธ์ในวันพรุ่งนี้

นั่นคือการยึดหรือไม่ยึดทรัพย์สิน

การยึดหรือไม่ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของ พ.ต.ท.ทักษิณกับคณะนั้น ได้มีการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันมาแล้วมากราย ผู้เขียนเองก็พลอยเล่นสงกรานต์กับเขาแล้วด้วย เพียงแต่ประเด็นของผู้เขียน เน้นถึงเรื่องความไม่ชอบธรรมของกระบวนการยึดทรัพย์เท่านั้น ไม่ค่อยจะได้พูดถึงรายละเอียดของคดี

แต่ช่างเถอะ เพราะเหลือเวลาอีกเพียงวันเดียว เราก็จะได้รู้กันแล้วว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯท่านจะตัดสินว่าอย่างไร พูดไปก็ไร้ประโยชน์

มาดูกันดีกว่าว่า ต่อไปประเทศนี้จะเดินไปทางไหน เพราะถึงอย่างไรโลกก็จะไม่แตกในวันพรุ่งนี้

ความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น กลายเป็นบุคคลที่ฆ่าไม่ตาย ทำร้ายไม่บาดเจ็บไปเสียแล้ว

3 ปีเศษผ่านไป คณะผู้ยึดอำนาจ มีแต่เสื่อมทรุด พ.ต.ท.ทักษิณมีแต่พวยพุ่ง รุ่งเรือง

ประชาชนคนไทยต้องการ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่าๆ กับที่สาปส่งฝ่ายอำมาตย์

ยึดทรัพย์หรือไม่ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นที่ต้องการของมหาชน

คมช. เลยไร้ความหมาย
คตส. ก็ไร้ความหมาย
ศาลฎีกาก็มีฐานะไม่ต่างกัน
อำมาตย์ยังต้องออกทะเลไปเลย

คนไทยเขาจะเดินไปพร้อมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

9ท่านเปาคดียึดทรัพย์ วงในโจษขานสายเปรมคุม

ที่มา Thai E-News



องค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์-9ผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์76,000ล้านบาท ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านในการตัดสินคดีประวัติศาสตร์ 26 กุมภาพันธ์นี้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 กุมภาพันธ์ 2553

คน"แวดวงใน"โจษขานกันว่า มีคนของ"สายเปรม"อยู่ 2 ราย คนแรกมีชื่อเล่นว่า"เจี๊ยบ" อีกคนชื่อเล่นว่า"ชิน" เป็นคนที่ไม่นิยมแต่งงาน เข้าบ้านสี่เสาได้โดยไม่ต้องนัด.."เจี๊ยบ"เป็นคนที่คัดรายชื่อท่านเปาเสนอให้เปรมพิจารณา "เจี๊ยบ"ชอบแสดงตัวว่า"รู้ลึกรู้ดี" เช่นเคยพูดล่วงหน้าว่า นายสันติ ทักราล จะได้เป็นประธานศาลฏีกา ต่อมาก็ได้เป็นจริงๆ และพูดล่วงหน้าอีกว่า นายสันติจะได้เป็นองคมนตรี ก็ได้เป็นในเวลาต่อมา

ส่วน"ชิน"นั้นคือตัวเชื่อมต่อไปยังท่านเปาในระดับต่างๆ ที่คุมคดีที่เกี่ยวกับอดีตนายกฯทักษิณ เช่น "ชีพ"คนมีตำแหน่งระดับอธิบดี เป็นคนคุมเกมระดับรองลงไป


ดังที่เอแบคโพลล์เสนอผลสำรวจว่า ประชาชนเชื่อมั่นในคำตัดสินคดียึดทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นและลุ้นระทึกในวันที่ 26 ก.พ. แต่องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่านก็ไม่วายตกอยู่ใต้แรงกดดันรอบด้าน

สายพันธมิตร นายสำราญ รอดเพชร กล่าวหาหนักหนาเรื่องมีการนำเสนอสินบน และอ้างว่า4รายใน9รายได้รับข้อเสนอไปแล้ว ซึ่งเป็นแรงกดดันชนิด"ตีปลาหน้าไซ"เพราะหากมีการตัดสินให้ทักษิณพ้นผิด พธม.ก็คงได้ทีอ้างว่า"นั่นไง ว่าแล้ว" หากผลออกไปอีกทาง ก็จะมีข้อแก้ตัวว่า"ว่าแล้ว ศาลซื้อไม่ได้" สรุปคือพันธมารได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณแม้จะเงียบในที่ตั้งไม่ออกมากดดันใดๆ รวมทั้งแกนนำ3เกลอปรับขบวนไม่ยอมม็อบใหญ่ มีเพียงสายสุรชัย แซ่ด่าน เปิดเวทีปราศรัยท้องสนามหลวง ทว่าก็มีข่าวแพร่ผ่านกระดานสนทนาตามอินเตอร์เน็ต ตั้งข้อกังขาว่าท่านเปาสายเปรมอาจเป็นเงาตะคุ่มๆอยู่

เรามารู้จักผู้พิพากษาในองค์คณะดูว่า ไผเป็นไผ


1.นายกำพล ภู่สุดแสวง


ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

ประวัติผลงาน-เป็นองค์คณะคดีทุจริตปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้กับรัฐบาลพม่าวงเงิน 4,000 ล้านบาทที่ คตส.ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และองค์คณะคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ที่ คตส.ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ กับพวกรวม 47 คน

2.นายธานิศ เกศวพิทักษ์

ตำแหน่ง-ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา

ผลงาน-เคยเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ร่วมวินิจฉัยด้วยคะแนน 9ต่อ 0 ให้ยุบพรรคไทยรักไทย ในคดีทุจริตการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2548 แต่ธานิศเป็น 1 ใน 3 ตุลาการเสียงข้างน้อย ที่วินิจฉัยไม่ให้ตัดสิทธิทางการเมืองกับคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

3.นายประทีป เฉลิมภัทรกุล

ตำแหน่ง-ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา

ผลงาน-เป็นหนึ่งในองค์คณะคดีออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างจำหน่ายคดีชั่วคราว เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มาศาล


4.พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์(คนที่1แถวที่2ในภาพใหญ่)

ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

5.นายพิทักษ์ คงจันทร์

ตำแหน่ง-ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา

ผลงาน-มาแทน "นายบุญรอด ตันประเสริฐ" ที่ขอลาออกเนื่องจากเสียงวิจารณ์กรณีมติคดีกล้ายางพารา "รั่ว" ซึ่งบุญรอดเป็นองค์คณะผู้พิพากษาคดีดังกล่าวอยู่ด้วย

6.นายสมศักดิ์ เนตรมัย

ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนและหัวหน้าทีมผู้พิพากษาคดีนี้ ผู้มีประสบการณ์ตัดสินคดีสำคัญๆ ทางการเมือง มาอย่างโชกโชน

ผลงาน-เป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาที่ตัดสินให้จำคุก "วัฒนา อัศวเหม" อดีต รมช.มหาดไทย เป็นเวลา 10 ปี ในคดีทุจริตคลองด่าน และตัดสินจำคุกอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีขึ้นเงินเดือนตัวเอง เป็นเวลา 2 ปี

ที่สำคัญ เคยร่วมตัดสินคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ 772 ล้านบาท ที่พิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปีด้วย

7.นายอดิศักดิ์ ทิมมาตย์
ตำแหน่ง-ประธานแผนกคดีเยาวชนในศาลฎีกา

ผลงาน-มาแทน "ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช" ที่พ้นจากองค์คณะคดียึดทรัพย์ เนื่องจากอายุ 60 ปี และย้ายไปเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์

8.นายไพโรจน์ วายุภาพ

ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

9.ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล

ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

โจษขานสาย"เปรม"คุมคดี

ขณะเดียวกันในกระดานสนทนาประชาไท คน"แวดวงใน"โจษขานกันว่า มีคนของ"สายเปรม"อยู่ 2 ราย คนแรกมีชื่อเล่นว่า"เจี๊ยบ" อีกคนชื่อเล่นว่า"ชิน" เป็นคนที่ไม่นิยมแต่งงาน เข้าบ้านสี่เสาได้โดยไม่ต้องนัด.."เจี๊ยบ"เป็นคนที่คัดรายชื่อท่านเปาเสนอให้เปรมพิจารณา "เจี๊ยบ"ชอบแสดงตัวว่า"รู้ลึกรู้ดี" เช่นเคยพูดล่วงหน้าว่า นายสันติ ทักราล จะได้เป็นประธานศาลฏีกา ต่อมาก็ได้เป็นจริงๆ และพูดล่วงหน้าอีกว่า นายสันติจะได้เป็นองคมนตรี ก็ได้เป็นในเวลาต่อมา

ส่วน"ชิน"นั้นคือตัวเชื่อมต่อไปยังท่านเปาในระดับต่างๆ ที่คุมคดีที่เกี่ยวกับอดีตนายกฯทักษิณ เช่น "ชีพ"คนมีตำแหน่งระดับอธิบดี เป็นคนคุมเกมระดับรองลงไป

อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ได้แต่หวังว่า การโจษขานทั้งหลายทั้งปวงทั้งจากฝ่ายพันธมิตร และชุมชนอินเตอร์เน็ตนั้น จะเป็นเพียง"ข่าวลือ"ที่ไร้มูล เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของไทยยังคงความน่าเชื่อถือต่อไป

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(25ก.พ.):ฝ่ายมารจั่วลม

ที่มา Thai E-News




พันธมารยึดสนามบินอีกแล้ว-คนตาดีเห็นแผงหนังสือในอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ มีแต่ นสพ. ASTV สื่อโฆษณาชวนเชื่อของผู้ก่อการร้ายพันธมิตรวางขาย เลยชักภาพมาให้ดูกัน พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า สงสัยพวกผู้ก่อการร้ายพธม.ยึดสนามบินรอบสองซะแล้ว


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
25 กุมภาพันธ์ 2553

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 อัดแน่นแต่เบาสบายๆด้วยข่าวภาพกิจกรรมของแวดวงคนเสื้อแดง ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยทั้งในไทยและทั่วทุกมุมโลกเช่นเคย ท่านใดอยากฝากข่าวคราวเชิญส่งมาที่thaienews99@googlegroups.com ***

***สรุปแล้วแกนนำเสื้อแดง 3 เกลอ แดงทั้งแผ่นดิน ไม่มีการจัดการชุมนุมใดๆในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ จะไปจัดการชุมนุมวันที่ 12มีนาคม แล้วเข้ากรุงเทพฯ 14 มีนาคม ยอดผู้ชุมนุมล้านคนจากสนามหลวง ล้นราชดำเนินมาที่ลานพระรูปทรงม้า งานนี้รัฐมาร สื่อสารมารชน พรรคการเมืองมาร พันธมิตร จั่วลมฟรี หลังจากสร้างภาพว่าคนเสื้อแดงจะมากดดันศาลตัดสินคดียึดทรัพย์ทักษิณ เอาไปเอามาพวกมันเองมากดดันศาลซะเองว่าท่านเปารับเงินทักษิณ เดี๋ยวคอยดู จะเจอบูมเมอแรง***

***อันนี้พวกพันธมาร รัฐมารเปิดฟังคลิปเสียงนี้หน่อยก็ดี เพราะยังเห็นงมโข่งบอกว่าเสื้อแดงจะยกพลมาม็อบล้อมศาลฎีกาในวันที่26กุมภาเป็นคลิปแถลงข่าวนัดชุมนุมใหญ่ นปช.แดงทั้งแผ่นดินเมื่อวานนี้ โดยมีกำหนดการเดินทางมาร่วมชุมนุม 12 มีนาคม 2553 ถึง กทม.พร้อมกัน 14 มีนาคม จะได้ไม่ปล่อยไก่ http://baygon5.no-ip.org/savefiles/Redintheland24-02-10.mp3

***วันนี้25กุมภาพันธ์ พรุ่งนี้ ไปยัน 27 กุมภาพันธ์ เวลาแดดร่มลมตก5โมงเย็นเป็นต้นไปจึงมีเพียงกลุ่มแดงสยามของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ตั้งเวทีที่ท้องสนามหลวง เพื่อที่ว่าจะได้ต้อนรับขับสู้คนเสื้อแดงที่จะไปฟังคำตัดสินพิพากษาศาลที่ศาลฎีกา ไม่ต้องไปมุงที่หน้าศาล ให้มานั่งฟังปราศรัยที่สนามหลวงแทน ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย นี่ถือว่าช่วยให้บ้านเมืองสงบนะเนี่ย มีใครขอบคุณสุรชัยแกซักคำรึยัง?***

***" งานรวมพลคนเสื้อแดง พัทยา ภาคตะวันออก และคนเสื้อแดงทั่วประเทศ " ก่อนคืนที่จะถูกตัดสินยึดทรัพย์ งานนี้พบกับการแสดงละครเวที พร้อมแสงสีเสียงแบบอลังการงานสร้าง เรื่อง " ยึดทรัพย์ & ปล้นทรัพย์ "ของทักษิณ ชินวัตร .....นำแสดงโดย คุณอริสมันต์ - คุณวรชัย - คุณอารีย์ - แกนนำคนเสื้อแดงภาคตะวันออก ฯลฯ

พร้อมด้วยการ โฟนอินจาก ทักษิณ ชินวัตร และพบกับพิธีกรความจริงวันนี้ คุณวีระ มุสิกพงษ์ - คุณจตุพร พรหมพันธ์ - คุณณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ - คุณอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง - นิสิต สินธุไพร - คุณอดิศร เพียงเกษ - สุรชัย แซ่ด่าน - นพ.เหวง - คุณก่อแก้ว - พตท.ไวพจน์ - พตท.สุทิน - คุณพายัพ - คุณวรชัย (แรมโบ้ อีสาน) - คุณสมชาย ไพบูลย์ - คุณวิสา คัญทัพ - คุณสุนัย - คุณไพจิตร อักษรณรงค์ - คุณดารุณี - คุณอารีย์ - ทีมงานคนรักประชาธิปไตยเมืองพัทยา และแกนนำภาคตะวันออก ฯลฯ

ในวันพฤหัสบดี ที่ 25 กพ..นี้ ณ ลานประชาธิปไตย ตรงปากซอยเขาตะโล ถนนสุขุมวิท เยื้องสามแยกเทพประสิทธิ์ พัทยาใต้ งานนี้ " ฟรี " ตลอดทั้งงาน.... เริ่มงานเวลา 16.00 น.เป็นต้นไป ... ถ่ายทอดสดทาง People Channel

ติดต่อสอบถาม Tel. 038-422-114 .... คุณจุรีพร 080-646-4678, 085-282-9517, 081-862-6857, 081-819-9183
จันทบุรี สจ.สำเริจ 086-338-4988 ... ระยอง คุณระพิน 081-256-1233 ... ปราจีนบุรี นพ.สง่า 087-108-3483 ... แดงสัมพันธ์ คุณอี๊ด 081-864-2463 ... ตราด คุณชูชีพ 081-945-3535 ... ชลบุรี ดาบแดง 083-828-7665 ... ฉะเชิงเทรา คุณกาน 087-133-3522 ... สระแก้ว ปัญญา 081-864-1533 ... ศรีราชา จิ๋ม 081-723-7130 ... บางพระ คุณอ๋อ 081-113-144 ... หนองปรือ สุวัฒ 081-821-6564 ... ตะเคียนเตี้ย-โรงโป๊ะ ไก่ 083-257-5159 ... บอวิน บุญยัง 086-070-5102 ...

เพื่อเป็นกำลังใจให้กับ คุณทักษิณ ชินวัตร ก่อนคืนที่จะถูกตัดสินยึดทรัพย์ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่www.pattayared.com / FM 89 MHz***

**VOICE TV เกาะสถานการณ์วันพิพากษาคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" จากดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป... รายงานสดจากศาลฎีกา โดยทีมข่าว VOICE NEWS รายงานสดจากดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดย ตวงพร อัศววิไล



ติดตามทุกสถานการณ์สดได้ 3 ช่องทางที่

1.www.voicetv.co.th/live

2.จานดาวเทียมระบบ C BAND ไทยคม 5 ช่อง Voice Channel ที่ความถี่ 3545 MHZ/30000 ออกอากาศ 24 ชั่วโมง

3.จาน DTV Channel 7 (จานเหลือง) เฉพาะช่วงเวลา 19.00-22.00 น.


พลาดไม่ได้กับรายงานสดจากดูไบที่ VOICETV ที่เดียวเท่านั้น.........***

***มีแท็กซี่เสื้อแดง แจ้งเตือนว่า มีการจัดตั้งแท็กซี่ ฝั่งพันธมาร และแท็กซี่สีน้ำเงินของเนรวิน ได้รับการว่าจ้าง 2,000 บาท จ้องจะสร้างสถานการณ์ปิดถนนในวันที่ 26 ก.พ.นี้ เพื่อโยนบาปให้เสื้อแดงขอให้เฝ้าระวังด้วย เพราะทุกวันนี้แท็กซี่ไม่ได้มี เพียงแท็กซี่ที่เป็นเสื้อแดง ยังมีสหกรณ์แท็กซี่ที่เป็นคนอำมาตย์ และเนรวิน ผลงานสร้างสถานการณ์ล่าสุดของพวกนี้ก็คือเป็นพวกเดียวกันกับที่เพิ่ง
ไปขับแท็กซี่เบียดรถขบวนนายอภิสิทธิ์ เพื่อโยนขี้ให้เสื้อแดง ดังนั้นหากเกิดการปิดถนน ขอให้รับรู้ว่าเป็นการสร้างสถานการณ์***

***นปช.สุรินทร์ แดงทั้งแผ่นดิน (เราคือภาคประชาชน) แจ้งช่าวมา จะทำการขอรับบริจาค เงิน และอาหารเพื่อเป็นเสบียง ใช้ในการร่วมชุมนุมใหญ่ขับไล่อมาตยา สนับสนุน นปช.ส่วนกลาง ในวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 16.00 -20.00 น. โดยประมาณ ณ ร้านอาหาร ส.ปลาเผา ปั๊ม ปตท. หน้าเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อสร้างความสัมพันธ์กำลังใจอันดีแก่ผู้นำมวลชนทุกอำเภอที่จะนำทัพร่วมชุมนุม และเป็นการเปิดโอกาสให้มวลชนผู้มีกำลังทรัพย์ได้แสดงความจริงใจสนับสนุนกิจกรรมของ นปช.แห่งชาติ

นปช.สุรินทร์คณะผู้ดำเนินงานยังขาดทุนทรัพย์ และ อาหาร จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ ผู้มีอุปการคุณที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของนโยบายนปช. แห่งชาติ(แดงทั้งแผ่นดิน) ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ สิ่งของตามกำลังสมควร พร้อมกันนี้ขอเชิญร่วมรับประทานอาหารค่ำ ทำบัตรสมาชิก นปช. แดงทั้งแผ่นดิน พบปะคนมีอุดมการณ์เดียวกันในวันและเวลาดังกล่าว***

***คุณหลุยส์ เรดอินเจแปนแจ้งข่าวจากญี่ปุ่น กลุ่มเรดอินเจแปน จะได้มีการจัดงานในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เริ่มเวลา9.30น.(เวลาท้องถิ่น)ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านในญี่ปุ่นและทั่วทุกมุมโลกร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อขยายฐานข้อมูลข่าวสาร และประเมินสถานการณ์ในประเทศไทยกับเราชาวเรดอินเจแปน งานนี้นายกฯทักษิณ ชินวัตร และจักรภพ เพ็ญแข โฟนอินมาร่วมงาน พบกันที่ร้านอาหารไทยดาวอุดร อำเภอโชชิ จังหวัดชิบะ

วิทยากรร่วมโฟนอินวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน

ช่วงเช้า10.00น.-11.00น. อ.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน
11.15น.-12.00น. อ.สุรชัย แซ่ด่าน
12.00น.-13.00น. ผู้มาร่วมชุมมแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
13.15น.-14.15น. ดร.จักรภพ เพ็ญแข
15.00น.- นายกฯทักษิณ ชินวัตรโพนอิน
หลังจากนายกทักษิณโฟนอินจบ คุณขวัญชัย ไพรพนา คุณอริสมัน พงษ์เรืองรอง ร่วมให้เกียรติโฟนอินให้กำลังใจชาวเรดอินเจแปน
" ประชาธิปไตยจะต้องเป็นของปวงชนชาวไทยตลอดไป "

ปล.มีการถ่ายทอดสัญญาณเสียงผ่านทางเวบไซต์นปช.USA และเครือข่าย ต่างๆ(ผังรายการเป็นเวลาท้องถิ่นญี่ปุ่นซึ่งจะเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 2ชั่วโมง


ติดต่อสอบถามคุณพิทักษ์ 090 6143 7059 คุณดาว 090 2436 6491 คุณอำนวย 080 6649 5102 คุณเป็ด 0479 25 7608 คุณอมร 090 7719 5949 คุณหลุยส์ 090 7416 4123***

***กลุ่มนักเขียนเพื่อชีวิตและสังคม ขอเชิญร่วมงาน "ปลุกชีวิต บุญสนอง บุณโยทยาน ตื่นตระหง่านเดินสู่สังคมนิยม" พบกับ



-จรัล ดิษฐาภิชัย
-วัฒน์ วรรลยางกูร
-ทองธัช เทพารักษ์

และร่วมหาคำตอบว่า

"บุญสนอง บุณโยทยาน อยู่ตรงไหนในใจนักคิดนักเขียนไทยร่วมสมัย" กับ

-ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
-วาด รวี
-และคำ ผกา

พร้อมทั้งการแสดงภาคศิลปวัฒนธรรม (ดนตรี บทกวี) วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 13.00-17.00 น. ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ***

***ขอเชิญเข้าร่วมอบรม โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช. แดงทั้งแผ่นดิน หลักสูตรระยะสั้น ฉะเชิงเทรา ในวัน
พฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2553 ณ สมาคมสงเคราะห์การกุศลฉะเชิงเทรา อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ 087-781-0471 หรือ 087-694-3174 หรือ เต้นส์ลานประชาธิปไตย นปช.ฉะเชิงเทรา ข้างสวนสมเด็จฯ***

***พณฯท่านป๊อก ผบ.ทบ. จะเดินทางไปราชการที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 2 มี.ค.53 มีกำหนดการดังนี้ (คร่าว ๆ)

0800 ถึงท่าอากาศยานทหาร บน.41
0810 ไปพื้นที่ฝึกทางยุทธวิธีห้วยตึงเฒ่า
0840 ฟังบรรยายสรุป
1130 รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมกรีนเลครีสอร์ท
1300 เดินทางไป บน.41 กลับ กทม.

ขอเชิญพี่น้องทางเชียงใหม่ให้การต้อนรับขับสู้อย่างถึงใจด้วย***





***ปิดท้ายสาวเสื้อแดงวันนี้ ด้วยภาพ"สาวพลร่มเสื้อแดง" เป็นที่รู้กันว่าเสื้อแดงชุมนุมเมื่อไหร่ ฝนต้องตกเมื่อนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นฝนนอกฤดูกาลซะด้วย อุปกรณ์การชุมนุมสำคัญของคนเสื้อแดงจึงต้องเป็นร่ม ภาพนี้เก็บตกจากการชุมนุมหน้าแบงก์กรุงเทพ สีลม กลางวันแสกๆ ฝนก็ยังอุตส่าห์เทลงมาจนด๊าย... อิอิอิ***

Thursday, February 25, 2010

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

‘ยิ่งลักษณ์’ หนักแน่น หวังได้รับความยุติธรรม

ไทยบอม

ฮุนเซนเผยกัมพูชาทดสอบยิงจรวด 4 มี.ค.

ฮุนเซนประชิดไทย ทดสอบอาวุธ ห่างจ.ตราด35กม.

เรื่องที่ยังไม่ขึ้นศาล

"อภิวันท์"ชี้"แม้ว"เกินทนรอมชอมคดียึดทรัพย์ อ้างถูกยื่นมือยื่นเท้าใส่ตลอด"พท."เตรียมหาทางช่วยถ้าแพ้

นักประชาธิปไตยจอมปลอม (23 ก.พ. 53)

"จตุพร"ซัด"เฉลิม"อย่าพูดแทน"เทพไท"ดูถูกม็อบแดงไม่ถึงล้าน ท้าพิสูจน์มาดู14มี.ค.มีมาชุมนุมกี่คน

"เสื้อแดงเชียงใหม่"ทำบายสีบวงสรวงเทพให้"ทักษิณ"แคล้วคลาด

"เสธ.แดง"เตรียมขึ้นเวทีปราศรัย ชมรมคนรักอุดรเย็นวันนี้

"จตุพร"แนะจับตาเหตุการณ์ เชื่อมีสร้างเงื่อนไขไปสู่รัฐประหาร

เหลิมยันพร้อมร่วมศึกซักฟอก เชื่ออภิวันท์เข้าใจผิด

พ.ร.บ.หมกเม็ด

วันชี้ชะตาคดียึดทรัพย์"แม้ว"

"ตู่"ซัดเลขาฯศาลสมรู้ร่วมคิดโฆษกกมม.กุข่าวติดสินบน ปูดผู้มีบารมีหวังมติ9:0คดียึดทรัพย์

ใต้เท้าขอรับ : คิดให้ไกลกว่า ‘ทักษิณ’

ที่มา ประชาไท


ด้วยความรู้ทางกฎหมายอันน้อยนิดของกระผม หากเข้าใจไม่ผิด โดยปกติ คำพิพากษาศาลฎีกานั้น ท่านว่าจะใช้เป็นแนวเทียบเคียงให้กับคดีอื่นๆ ที่จะตามมา

หากเป็นเช่นนั้น ย่อมหมายความ คำพิพากษาของศาลฎีกา จะส่งผลในเชิงโครงสร้างให้กับมาตรวัดต่างๆ ในสังคม

ผมเชื่อเหมือนที่เพื่อนๆ หลายคนเชื่อว่า หากในอดีตศาลฎีกาไทย ซึ่งทำหน้าที่หนึ่งเหมือนศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน มีคำพิพากษาอย่างกล้าหาญว่า การรัฐประหารของคณะรัฐประหารในอดีต เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งแม้จะได้ยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญไปในแต่ละครั้งแล้วก็ตาม ก็อาจจะทำให้การรัฐประหารเกิดขึ้นไม่ได้อีกเลย

ดังนั้น ในขณะที่ใครๆ ให้ความสนใจถึงผลของคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจะออกเช่นใด แม้จะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ด้วยความที่คนอื่นๆ ได้พูดและวิเคราะห์ไปมากแล้ว กระผมกลับคิดไปไกลกว่านั้นว่า หากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์อดีตนายกฯ จะให้คำอธิบายเช่นใด และได้วางหลักอะไรให้กับมาตรฐานทางการเมืองในอนาคตบ้าง

โดยความเห็นส่วนตัว ผมย่อมไม่เห็นด้วยกับการยึดทรัพย์คุณทักษิณ ตามเหตุผลต่างๆ ที่ คตส. ให้กับสาธารณะ หรือที่ปรากฏอยู่ในคำฟ้องของอัยการ เพราะจะอย่างไรเสีย เงินนั้นก็ไม่ใช่ของคุณทักษิณคนเดียว แต่เป็นของครอบครัวและคนอื่นๆ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความผิด (หากมี) ของคุณทักษิณ

ยังไม่ต้องนับว่า ความผิดของคุณทักษิณที่หากจะมีนั้น เป็นความผิดชนิดไหน ซุกหุ้น (โทษยกเลิกสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี) หรือทำให้รัฐเสียหาย ความผิดทางนโยบาย (ลงโทษตามกระบวนการทางการเมือง) หรือทุจริตโกงรัฐ (ความผิดเท่าเงินที่โกงบวกโทษอาญา) แต่การยึดทรัพย์นั้นจะกระทำได้หรือไม่ ซึ่งเราต่างก็รู้ว่า อย่างไรเสียก็มีทรัพย์ที่เป็นของเดิมคุณทักษิณอยู่

ซึ่งคำอธิบายและเหตุผลต่างๆ ครอบคลุมทั้งเนื้อความในคดี และกระบวนการยื่นฟ้องนั้น ปรากฏอยู่ในข้อเขียนของคุณ ‘ใบตองแห้ง’ เรื่อง ‘เรียน คุณสฤณี อาชวานันทกุล ที่นับถือ’ ซึ่งมีบทถกเถียงในความเห็นท้ายข่าว หรือในบทความของคุณประวิตร โรจนพฤกษ์‘ศุกร์นี้ ถ้าทักษิณผิดจริงแล้วควรทำอย่างไรต่อ’ ของคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ‘คำถาม-ข้อโต้แย้งความเห็น คตส.ในคดียึดทรัพย์ “วัวกินหญ้าหรือคนกินหญ้ากันแน่”’ รวมทั้งในการแถลงของคุณจาตุรนต์ ฉายแสง เรื่องคำแถลงจาตุรนต์ ฉายแสง กรณีคดียึดทรัพย์ทักษิณซึ่งผมขออนุญาตไม่นำมาพูดซ้ำอีก

ด้วยความที่สนใจเฉพาะที่ว่า คำพิพากษาให้ยึดทรัพย์อดีตนายกฯนั้น ได้วางหลักอะไรให้กับมาตรฐานทางการเมืองในอนาคตบ้าง ผมจึงห่วงใยอยู่เพียงประเด็นเดียว นั่นคือประเด็นที่ว่าด้วย ‘ตรรกะอันตราย’ ‘การลงโทษเก้าชั่วโคตร’ ของคำอธิบายจากตรรกะอันผิดเพี้ยนของนักกฎหมายภาพดีจอมกะล่อน ซึ่งอธิบายอย่างไรก็ได้เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของตัวเอง เช่น ‘ทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐ’ ที่เสนอให้ยึดทรัพย์ทั้งหมด

ห่วงใยว่า สังคมไทย และกระบวนการยุติธรรมไทย จะต้องสูญเสียหลักนิติธรรมอะไรไปบ้าง เพื่อจ่ายสังเวยให้กับเป้าหมายที่จะอย่างไรก็ต้องนับว่า เป็นเป้าหมายอันเป็นส่วนตัวของจอมทฤษฎีผู้นี้ เหมือนที่เราเสียหลักอะไรไปมากมายจากกระบวนการทางการเมืองตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เรื่องหลักอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย จากกรณีเลือกตั้งเป็นโมฆะ และการขอพระราชทานนายกฯตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ 2540 การรวมตัวเป็นพรรคการเมือง จากกรณียุบพรรค นิติรัฐ นิติธรรม จากกรณีเลือกปฏิบัติ และอีกมากมายเกินกว่าจะกล่าวนับ

แต่พูดตามตรง หากสถาบันยุติธรรมของไทย และสังคมไทยจะได้ยอมรับ ‘ทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐ’ จนให้เป็นหลักในการพิจารณาคดี ผมก็แอบยินดี เพราะก็เชื่อมั่นว่า อย่างไรเสีย ช้าหรือเร็ว หลักนี้จะได้นำไปใช้ยึดทรัพย์กลุ่มธุรกิจที่ใช้อำนาจรัฐฉ้อฉล ผูกขาด เป็นนายธนาคาร เป็นนักธุรกิจ และเป็นอื่นๆ ที่มีอำนาจมากมายมหาศาล จนทำให้นอนอยู่บนกองเงินกองทอง ชนิดที่ตรวจสอบได้ยากกว่าทักษิณอยู่ในเวลานี้

แน่ล่ะ โอกาสที่จะเป็นไปได้นั้นน้อยมาก แต่ขอแค่ 1% มันก็มากพอแล้วไม่ใช่หรือ ถึงความไม่มั่นคงในทรัพย์ศฤงคารที่เกิดขึ้น

ใบตองแห้งออนไลน์: วัวกินหญ้า ทฤษฎีโก๋หลังวัง

ที่มา ประชาไท


ติ๊งต่างว่า คนเลี้ยงวัวปล่อยวัวในทุ่งให้ข้ามไปกินหญ้าของเพื่อนบ้านบ่อยๆ วันหนึ่ง เพื่อนบ้านมาอ้างว่า วัวเอ็งโตมาเพราะหญ้าของข้า ต้องริบวัวทั้งฝูง คุณว่ายุติธรรมไหม

เอาใหม่ ติ๊งต่างว่า ไม่ใช่เพื่อนบ้านแต่เป็นรัฐ เป็นของหลวง ของส่วนรวม ริบวัวมาฆ่ากลางหมู่บ้านแจกทุกคนกิน คุณว่ายุติธรรมไหม

ถ้าติ๊งต่างให้ใกล้เคียงที่สุด ต้องเปรียบเป็นสหกรณ์การเกษตร เอาที่ดินให้เช่าเลี้ยงวัว แล้วคนเช่ารายหนึ่งได้รับเลือกเข้ามาเป็นประธานสหกรณ์ เปลี่ยนชื่อให้ลูกเช่าแทน ไอ้ที่ดินนั้นก็มีปัญหา มีการแก้ไขสัญญา อ้างภัยแล้ง หรืออ้างคู่แข่ง ราคาตก ขอลดค่าเช่า เปลี่ยนวิธีจ่ายเงิน ฯลฯ เป็นที่ครหาว่ามันตุกติก แต่จับไม่ได้คาหนังคาเขาเพราะมันก็อ้างว่าทำถูกต้องตามกฎระเบียบ

อย่ากระนั้นเลย ริบวัวแม่มให้หมดดีไหม

นั่นคือทฤษฎีวัวกินหญ้า ของ’จารย์แก้ว ซึ่ง-ด้วยความจริงใจ ผมเนี่ยรัก’จารย์แก้วนะ รักน้ำใจ แบบว่าแกใจนักเลง แฟร์ในหลายๆ เรื่อง ใครที่บอกว่าตั้ง คตส.ล้วนศัตรูทักษิณ ผมเถียงอยู่เสมอว่า ‘จารย์แก้วไม่ใช่ สมัยเป็น สว. ‘จารย์แก้วไม่ใช่เจิมนะครับ แกมีเหตุผล แยกแยะถูกผิด ไม่ได้ด่าตะพึดตะพือ แม้แต่เป็น คตส. ผมก็ว่าแกเป็นคนมีเหตุผลที่สุดใน คตส. (เพียงแต่ผม hurt ไปพักใหญ่ตอนที่แกรับเป็น คตส.) คุยกันครั้งหลัง แกก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 50 และความสุดขั้วสุดโต่งหลายประเด็น

เพียงแต่’จารย์แก้วยังยืนยันทฤษฎีวัวกินหญ้า ซึ่งต้องขอแยกแยะว่าผมไม่เห็นด้วย เพราะรู้สึกมันออกจะนักเลงๆ ไงไม่รู้ เป็นตรรกแบบโก๋หลังวัง ที่คนฝ่ายตรงข้ามเขารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม

ติ๊งต่างกลับไปอีกที ถ้าประธานสหกรณ์แอบเอาลูกวัวมาเลี้ยงในที่ของสหกรณ์ กินหญ้า ฉีดยา ใช้ทุกอย่างของสหกรณ์ จนวัวตัวอ้วนพี แบบนั้นไม่มีปัญหาครับ ยึดแม่มเลย ไม่ต้องชดใช้ค่าลูกวัว แบบที่’จารย์แก้วเปรียบว่าเหมือนคนเอาเงินซื้อยาเสพย์ติด แม้เป็นเงินหาได้โดยสุจริตก็ต้องยึดเพราะมันเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิด

แต่ในกรณีของทักกี้ มันเป็นอะไรที่แม้รู้สึกว่าไม่ใคร่โปร่งใส แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องก้ำกึ่ง แปรสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เงินเข้ารัฐเท่าเดิม (ดีกว่าเดิมด้วย ไม่ถูกรัฐวิสาหกิจเบียดบัง) ว่ากีดกันคู่แข่งก็มองไม่เห็นเป็นรูปธรรม แก้ไขสัญญาหรือ ผู้รับสัมปทานกับรัฐล้วนมีการเจรจาต่อรองแก้ไขสัญญาอยู่บ่อยๆ เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยนไป แม้แต่สร้างถนนก็มีการยืดเวลา ไอ้ที่น่าเกลียดกว่านี้ยังมี เช่น รัฐบาลขิงแก่ก็แก้สัญญาให้ดอนเมืองโทลเวย์ (จะยึดทรัพย์ใครไหม) ลดภาษีไอพีสตาร์ให้ชินแซท ก็อยู่ในเกณฑ์เดียวกันกับที่รัฐบาลอื่นเคยลดให้ไทยคม 3 หรือที่ว่าแก้กฎหมายให้ตัวเองขายหุ้นสิงคโปร์โตก พลิกไปดูดีๆ นะครับ บริษัทที่ร้องขอให้แก้กฎหมายมี 3 รายคือ ดีแทค, ทรู แล้วก็ทีทีแอนด์ที ชินไม่ได้ร้องขอให้แก้ แต่แก้เสร็จทักกี้ขาย เสียค่าโง่ โกรธกันทั้งเมือง รวมทั้ง ปชป.ที่ยกมือให้แก้กันสลอน

เรื่องแบบนี้มันเปรียบกันไม่ได้กับการเอาเงินไปซื้อยาเสพย์ติด หรือทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐ แต่มันเปรียบได้กับพ่อค้าเจ้าเล่ห์ ขายของตุกติก แล้วจิ๊กโก๋ปากซอยยัวะ ยึดร้านแม่มเลย

คือผมไม่ได้บอกว่าทักกี้มันโปร่งใส ชอบธรรม ถูกทุกอย่าง แต่ขณะเดียวกันการจัดการกับทักกี้ก็ต้องเป็นธรรม ถ้าคุณคิดว่าต้องการสร้างความเป็นธรรมขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ ไม่ใช่แค่ต้องการเอาชนะทางการเมือง

ทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐยังมีคำถามว่า แล้วเราจะใช้กับคนอื่นด้วยไหม ยกตัวอย่างหัวหน้าพรรคตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่ ทุกคนก็รู้ว่าอีขายคลอรีน รับเหมาก่อสร้าง พร้อมกับเล่นการเมือง หัวหน้าพรรคเล็กอีกรายก็รับเหมาก่อสร้าง เล่นการเมืองมายี่สิบกว่าปี จากบริษัทเล็กกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ จะถือว่า “กินหญ้ารัฐ” ไหม

หรือเอาง่ายๆ ไม่นานนี้เอง ตอนที่ กกต.มัวไล่จับสมชาย แสวงการ ถือหุ้น ปตท.ไม่กี่หุ้น บริษัทชิโนไทยก็ประมูลได้รถไฟฟ้าสายสีม่วง ใครเป็นผู้ก่อตั้งชิโนไทย ก็ปู่จิ้น มท.1 ถึงจะบอกว่าไม่มีหุ้นแล้วยกให้ลูกหลานไป มันต่างตรงไหนกับทักษิณ แต่ถามกลับอีกว่า เอ้า ก็เขาทำมาหากินกับการก่อสร้าง คุณจะไม่ให้เขาประมูลงานเลยหรือ จะให้ปิดบริษัทเลยหรือ นี่ไง ที่เรียกว่าทับซ้อน ถ้าจะไม่ให้มีเลย ก็เท่ากับห้ามนักธุรกิจเล่นการเมือง ปล่อย “นักการเมืองอาชีพ” เขาเล่นไป แล้วกลุ่มธุรกิจคอยล็อบบี้ใต้โต๊ะ

ถ้ายึดทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐ ก็อาจตั้งแง่ได้กระทั่งคุณหญิงกัลยากับแบงก์กรุงเทพฯ ที่ได้ทำเช็คช่วยชาติ (กำไรสูงสุดปีที่แล้ว 2.2 หมื่นล้าน) บางคนอาจเถียงว่าคุณหญิงไม่เกี่ยวกับกระทรวงการคลัง ให้กลับไปอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ในคดีวัฒนา อัศวเหม ตอนนั้นวัฒนาก็เถียงว่าเป็นแค่ รมช.มหาดไทย ไม่ได้มีอำนาจสั่งการ

คือในบรรดาการปลุกระดมก่อนขึ้นบันไดศาล ที่โหมกระหน่ำข้างเดียวอยู่ตอนนี้ ถ้าเอาเฉพาะเนื้อหาไม่นับถ้อยคำสกปรก แบบกล่าวหาว่าจะมีการติดสินบนศาล 5 พันล้าน ในทางกฎหมายมีประเด็นน่าสนใจอยู่ 2-3 อย่าง อย่างแรกก็คือความพยายามตีแผ่ข้อมูลอันซับซ้อนว่าทักกี้ “ซุกหุ้น” อย่างที่สองคือความพยายามให้ข้อมูลด้านเดียวว่า ทักกี้ทำทุกอย่างเพื่อเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปฯ อย่างที่สามก็คือ โน้มนำเข้ามาสู่ทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐ

ผมอ่านข้อมูลตีแผ่การ “ซุกหุ้น” ทักกี้แล้วก็ขำ คือพยายามโยงใยให้เห็นความลี้ลับพิสดาร เช่น การโอนหุ้น 900 ล้านไปเมื่อปี 43 ไม่ใช่ไม่เชื่อนะครับ ผมเชื่อ แต่ถามว่าการ “ซุกหุ้น” เป็นความผิดฐานใด เป็นเหตุให้ยึดทรัพย์หรือไม่ เปล่าเลยนะครับ ถ้าจะเป็นก็เป็นความผิดฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง เหมือนที่ทักกี้เคยโดนร้องศาลรัฐธรรมนูญแต่รอดมาอย่างน่ากังขา

ฉะนั้นไม่ว่ามันจะมีการโอนหุ้นพิสดารพันลึกเพียงไร (ในปี 43 คือก่อนเป็นนายกฯ) มันก็ไม่ใช่ความผิดที่ต้องยึดทรัพย์ ถ้าไม่มีองค์ประกอบของการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปฯ โดยมิชอบ และไม่ใช่ความผิดฐานฟอกเงินด้วย เพราะต้องเป็นเงินที่ได้มาโดยผิดกฎหมายหรือได้มาโดยมิชอบ จึงค่อยเอาไปซุกซ่อนเรียกว่าฟอกเงิน

อันนี้เปรียบเทียบได้กับรัฐมนตรีคนหนึ่ง ที่เอาทรัพย์สินไปซุกเมียไว้ ก็ถูกถอดจากตำแหน่ง แต่ไม่ถูกยึดทรัพย์ หรือเปรียบได้กับเสธหนั่น ถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี แต่ไม่ถูกยึดทรัพย์

แต่ คตส.พยายามจะอ้างว่าในเมื่อมันเป็นของทักกี้แล้วทักกี้ไปสั่งการให้ได้ประโยชน์ ถือเป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ ก็ต้องตีความกันตรงนี้ว่า ไอ้การเอื้อประโยชน์นั้นเป็นไปโดยมิชอบหรือไม่ ขัดต่อกฎหมายจริงหรือ เลือกปฏิบัติให้เฉพาะบริษัทตัวเองหรือเปล่า

ตรงนี้ต่างหากที่เราต้องรอฟังศาลวินิจฉัย (แล้วเอาไว้ค่อยว่ากัน)

ที่ผมทักท้วงทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐ ก็เพราะตั้งข้อสังเกตสงกาว่า ในคดีความผิดที่เกี่ยวกับทักษิณและพวกพ้อง มักจะมี “ทฤษฎีใหม่” ที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน อย่างเช่น ไม่ทุจริต แต่ทำผิดจริยธรรม ต้องติดคุก

หรือเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมสูง เป็นภริยาผู้บริหารประเทศ ควรดำรงตนเป็นเยี่ยงอย่าง

หรือย้อนไปถึงการใช้กฎหมายย้อนหลังตัดสิทธิ 111 กรรมการบริหารพรรค ก็มีข้ออ้างว่า ไม่ใช่โทษอาญาแต่เป็นความรับผิดทางการเมือง มาจนมาตรา 237 ผิดคนเดียวเหมายกเข่ง ก็บอกว่านักการเมืองจะต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าคนทั่วไป

หรือคดีปราสาทพระวิหาร ก็มีคำวินิจฉัยว่าอาจจะเสียดินแดน ซึ่งแปลว่ายังไม่เสีย แต่ขยายมาตรฐานให้สูงกว่าที่กฎหมายเขียนไว้ แค่อาจจะก็ต้องมีความผิดด้วย

ทำไมจึงต้องมี “มาตรฐานอันสูงส่ง” ออกมาทุกครั้ง ในขณะที่คดีไอ้ห้อย เป็นมาตรฐานปกติที่ประชาชนเข้าใจได้ คือพยานหลักฐานไม่ชัดเจน ยกประโยชน์ให้จำเลย จบ

เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบครับ

ขอส่งท้ายอีกนิดว่า การที่ศาลยกคำร้องของพานทองแท้ ไม่ห้าม คตส.ออกมาให้ข่าว ในหลักการแล้วผมเห็นด้วยนะครับ เพราะการตีความเรื่องละเมิดอำนาจศาลควรตีความอย่างจำกัด เฉพาะการออกมาชี้นำศาลอย่างชัดแจ้ง คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะ เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเรื่องผลประโยชน์สาธารณะ จึงไม่ควรห้ามการโต้แย้งในประเด็นที่เป็นเนื้อหาทางสาธารณะ

เพียงแต่ประเด็นสำคัญคือต้องเปิดให้มีการโต้แย้งให้ข้อมูลให้ความเห็นทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายเดียว และไม่ใช่สื่อกระแสหลักแสดงจุดวางตีนเอียงกะเท่เร่อย่างนี้

แล้วก็ต้องไม่ก้าวล่วงถึงขนาดไปกล่าวหาโดยไม่มีมูล ว่าทักษิณติดสินบนผู้พิพากษา เพราะพูดเช่นนี้เป็นการสร้างกระแสกดดันศาลล่วงหน้า สมมติมีผู้พิพากษา 1-2-3-4 คน เห็นว่าทักษิณไม่ผิด ก็จะถูกตั้งข้อครหาว่ารับเงินทักษิณมาหรือเปล่า ทั้งที่ความเห็นทางกฎหมายสามารถแตกต่างกันได้ ผู้พิพากษามีอิสระที่จะวินิจฉัย ไม่ใช่ต้องลงมติตามความต้องการของพรรคการเมืองใหม่ ถึงจะเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง

ตอนคดีที่ดินรัชดาฯ ก็เหมือนกัน ผู้พิพากษา 4 ท่านที่ตัดสินว่าไม่ผิดก็ถูกครหา ทั้งที่คำวินิจฉัยของศาลฏีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ผู้พิพากษาแต่ละท่านจะต้องเขียนคำวินิจฉัยอธิบายเหตุผล ซึ่งความเห็นของผู้พิพากษาเสียงข้างมาก กับเสียงข้างน้อยที่นำโดยอาจารย์ประพันธ์ ทรัพย์แสง จะคงอยู่ให้นักกฎหมายรุ่นหลังได้อ่านอีกเป็นร้อยๆ ปี ใครมีเหตุผลกว่า มันเห็นชัดเจน บิดเบือนไม่ได้หรอกครับ ใครไม่มีเหตุผล ก็จะประจานตัวเองไปชั่วลูกหลานเหลน

ในส่วนของสื่อ ผมเห็นด้วยว่าศาลไม่ควรห้ามสื่อ เพียงแต่เป็นปัญหาจรรยาบรรณของสื่อ ที่ทำตัวเป็นกระดาษเปื้อนหมึก ยอมตนเป็นเครื่องมือให้ข้อมูลด้านเดียว จนภาพออกมาเอียงกะเท่เร่

แต่อีกด้านหนึ่งก็ฝากเตือนไว้ว่า การที่พวกคุณทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง โหมกระแสก่อนศาลวินิจฉัยว่า ทักษิณต้องผิด คตส.ต้องถูก มันจะเกิดผลกระทบต่อศาลนะครับ ไม่ว่าศาลตัดสินอย่างไรก็ตาม ยิ่งถ้าศาลตัดสินว่าผิด ก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม (ที่เหลืออยู่น้อยแล้ว) เพราะแม้ตุลาการทั้ง 9 อาจวินิจฉัยโดยไม่หวั่นไหวไปกับกระแสเลยก็ตาม แต่ก็จะเข้าทางความเชื่อที่ว่า มิน่า! มันถึงได้โหมปูพรมกันเต็มเหนี่ยว

อย่าคิดว่าชาวบ้านโง่หรือไม่มีความรู้สึกนะครับ โอ้โห รุมยำกันน่าเกลียดยิ่งกว่าแฟนบอลท่าเรือรุมเสื้อแดง (เมืองทอง) รัฐบาล พันธมิตร สื่อ นักวิชาเกิน คนละตุ้บคนละตั้บ ปลุกอารมณ์คนไว้ก่อนแล้ว ทั้งที่ยังไม่ถึงวันตัดสิน แม้แต่คนไม่เข้าข้างฝ่ายไหนที่มีใจเป็นธรรมหน่อยก็ยังเห็น ไม่ต้องพูดถึงพวกเสื้อแดงที่ดูช่อง 11 เห็นชัยนันต์ เจิม ลอยหน้าลอยตา คงเผลอโครม! ทีวีไปหลายราย แหม ช่วยบิวท์กันดีจริ๊ง

ใบตองแห้ง
25 ก.พ.53