WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 26, 2010

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

"ซีเอ็นเอ็น"เกาะข่าวตีแผ่ภูมิหลังทักษิณ คดียึดทรัพย์7.6หมื่นล้าน จ่อขึ้นแท่นเหมือนอดีตผู้นำรายอื่น

ยึด 46, 373 ล้านบาท ทหาร-ตำรวจเตรียมพร้อม

คำพิพากษาประวัติศาสตร์คดียึดทรัพย์

** Blacklist! 212 คนสีแดง !!!!! **

ที่มา thaifreenews


บทความโดย...ลูกชาวนาไทย


บังเอิญผมไปเจอ รายชื่อ Blacklist คนเสื้อแดงจำนวน 212 คน ที่โด่งดังมานาน ว่าเป็นรายชื่อขึ้นบัญชีของกลุ่มอำมาตย์ ที่จะต้องจัดการ ในเว็บคนไทยยูเค ก็เลยเอามาขึ้นให้ดูนะครับ เพื่อเราจะได้ตรวจสอบรายชื่อว่ามีคนที่ตัวเองรู้่จักอยู่หรือไม่นะครับ

[url]http://www.konthaiuk.com/forum/index.php?topic=9669[/url]



--------------------------------------

การเมืองไทยในปี 2553 จะถอยหลังก้าวเข้าสู่ยุคมืด ยุคทมิฬ มากขึ้นทุกที ย้อนกลับไปมืดมิดเสียยิ่งกว่ายุคเผด็จการทหารในอดีต
หรือยุคทหารทำลายล้างทหารในอดีตเสียอีกการที่การเมืองของไทยต้องย้อนหลังกลับไปกว่า 50 ปี


ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานกระบวนการทำลายล้างประชาธิปไตย ของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย และนายทหารสาย คมช. ที่มุ่งทำลายล้าง
ทางการเมือง ต้องการกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ให้กลับมาบนถนนการเมืองได้อีกต่อไป

จึงทำให้แม้แต่บรรดาคนรอบข้าง คนที่เกี่ยวข้องมีสายสัมพันธ์ หรือกระทั่งคนที่มีวิญญาณอิสระและเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง
ก็ถูกพุ่งเป้าหมายหัวไปตามๆ กันทั้งๆ ที่กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ออกมาแสดงการไม่ยอมรับ
ระบบอำมาตยาธิปไตยที่ครอบงำประเทศชาติ

ล้วนแล้วแต่เป็นประชาชนคนไทยบนผืนแผ่นดินไทย ที่ไม่ได้แตกต่างหรือด้อยสิทธิ์ไปกว่าอำมาตย์คนใดๆ เลยและก็มีความจงรักภักดี
และหวงแหนประเทศชาติไม่ได้น้อยไปกว่ากลุ่มคนที่พยายามอ้างความจงรักภักดีต่อชาติด้วยเช่นกัน

แต่วันนี้การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ในการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับกับ
พฤติกรรม 2 มาตรฐานของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ด้วยเห็นว่าเป็นการทำร้ายประเทศชาติอย่างสาหัสสากรรจ์ จึงออกมาเรียกร้อง
ความยุติธรรม และต้องการหยุดยั้งอำนาจกลุ่มอำมาตยาธิปไตย

แต่กลับกลายเป็นถูกกลุ่มอำมาตยาธิปไตย หมายหัวว่าเป็นปรปักษ์ที่ต้องหาทางเล่นงานไปด้วยใครจะเชื่อว่าในปี พ.ศ. 2553
จะมีการทำรายชื่อบัญชีดำประชาชนคนไทยออกมามากมายถึง 212 รายชื่อ โดยออกมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553
ประเดิมศักราชกันเลยทีเดียวโดย 100 รายชื่อในชุดเครือญาติ คนใกล้ชิด นักการเมือง นักธุรกิจ นายทุน สื่อ ข้าราชการและ
อดีตข้าราชการ ไม่เว้นแม้แต่ตำรวจและทหาร ประกอบด้วย


1.นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์
2.นายพายัพ ชินวัตร
3.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
4.พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์
5.นายบรรณพจน์ ดามาพงษ์
6.นางเยาวเรศ ชินวัตร
7.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
8.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย
9.นายนพดล ปัทมะ
10.นายชานนท์ สุวสิน

11.นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
12.พล.ท.ปรีชา วรรณรัตน์
13.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย
14.นายยงยุทธ ติยะไพรัช
15.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
16.นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล
17.นายสมชาย สุนทรวัฒน์
18.นายโภคิน พลกุล
19.พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์
20.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

21.นายสุชน ชาลีเครือ
22.นายประเกียรติ นาสิมา
23.นางอรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์
24.นายสุธา ชันแสง
25.นต.ศิธา ทิวารี
26.นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพท.
27.นายไพจิต ศรีวรขาน
28.นายสันติ พร้อมพัฒน์
29.นายปกรณ์ บูรณปกรณ์
30.นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล

31.นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร
32.นายประชา ประสพดี
33.นายสามารถ แก้วมีชัย
34.นายประยุทธ มหากิจศิริ นักธุรกิจ (เนสกาแฟ)
35.นายวิทยา บูรณศิริ
36.นายอนันต์ อัศวโภคิน นักธุรกิจ (แลนด์แอนด์เฮ้าส์)
37.นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีคลัง
38.นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม นักธุรกิจ (แกรมมี่)
39.นายประชา มาลีนนท์ นักการเมืองนักธุรกิจ (ช่อง 3)
40.นายบุญคลี ปลั่งศิริ อดีตผู้บริหารเครือชินวัตร

41.นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตนายแบงก์
42.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ นักธุรกิจ(อิมพีเรียล)
43.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้บริหารมืออาชีพ
44.นายโอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ อดีตเลขาธิการ พท.
45. นายปลอดประสพ สุรัสวดี
46.พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ.
47.นายสุชาติ ลายน้ำเงิน
48.พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
49.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย
50.พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีต ผบ.ทอ.

51.นายเรวัตร ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด
52.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดี DSI และรองปลัดกระทรวงยุติธรรม
53.นายดำรง พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ
54.นางลัดดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์
55.นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง
56.พล.ท.สีห์ศักดิ์ เกตุสุริยงศ์ อดีต ผช.เจ้ากรมสื่อสารทหาร
57.นายดุษฎี สินเจิมสิริ อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
58.นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร
59.พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ อดีต ผบ.สส.
60.พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผบ.ตร.

61.นายสุชาติ ธาดาธำรงค์เวช อดีตรัฐมนตรีคลัง
62.พล.ต.ท.วินัย ทองสอง อดีต ผบ.ก.ป.
63.นายสาโรช คัชมาตย์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
64.พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต
65.พล.ต.พฤณฑ์ สุวรรณทัต
66.พล.อ.พรชัย กรานเลิศ
67.พล.ต.ต.พีรพันธุ์ เปรมภูติ
68.พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว
69.พล.ต.ท.สถานพร หลาวทอง
70.พ.ต.ท.สำเนียง ลือเจียงคำ

71.พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์
72.พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา
73.พล.ต.ท.ชัยยันต์ มะกล่ำทอง
74.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
75.นายจาตุรนต์ ฉายแสง
76.นายภูมิธรรม เวชยชัย
77.นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา
78.นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์
79.นายวราเทพ รัตนากร
80.พ.ต.อ.สมชาย เพศประเสริฐ

81.พล.อ.อ.สุเมธ โพธิมณี
82.พล.ท.มะ โพธิงาม
83.นายวิศาล เดชะธีราวัฒน์
84.นายกันตธีร์ ศุภมงคล
85.พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค
86.พล.ท.มนัส เปาริก
87.พล.ต.ท.วัช บุญเมือง
88.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว
89.นายเฉลิมพล สนิทวงศ์
90.นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล

91.พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ
92.นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร
93.นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์
94.พล.ต.ต.วิทูรย์ คลังพลอย
95.พล.อ.อำนวย ถิระชุณหะ
96.นางทัสน์วรรณ มุสิกบุญเลิศ
97.นายฐิติมา ฉายแสง
98.นายกมล บันไดเพชร
99.พล.ร.ท.สิวิชัย สิริสาลี อดีตผบ.นาวิกโยธิน และ
100.พล.อ.อ.สมชัย พละพงศ์


ในขณะที่อีกบัญชี ถูกระบุว่าเป็นเครือข่ายระบอบทักษิณ มีจำนวนทั้งสิ้น 101 รายชื่อ

แบ่งเป็นแกนนำ นปช. ชุดที่ 1 คือ


1.นายวีระ มุสิกพงศ์
2.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
3.นายจตุพร พรหมพันธุ์
4.นายจักรภพ เพ็ญแข
5.นพ.เหวง โตจิราการ
6.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
7.นายจรัล ดิษฐาอภิชัย
8.พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย
9.นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับแกนนำ นปช. ชุดที่ 2 (ชุดรักษาการ)
10.ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์

11.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)
12.นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ
13.นายชินวัตร หาบุญพาด
14.นายก่อแก้ว พิกุลทอง
15.นายสุชาติ นาคบางไทร
16.นายสมบัติ บุญงามอนงค์
17.นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
18.นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือนแกนนำหลักคนอื่นๆ
19.นายอดิศร เพียงเกษ
20.นายอิรสมันต์ พงษ์เรืองรอง

21.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์
22.นายพายัพ ปั่นเกตุ
23.นายไวพจน์ อาภรณ์วัตน์
24.นายการุณ โหสกุล
25.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
26.นายนิสิต สินธุภัย
27.พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก
28.นายสมชาย ไพบูลย์
29.นายวิสา คัญทัพ
30.นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก

31.นาง ไพจิตร อักษรณรงค์
32.นางธิดา โตจิราการ
33.นายสุทิน คลังแสง
34.นายเกียรติกร ภาคเพียรศิลป์
35.นายสุรชัย ด่านวิบูลชัย
36.นายวันชนะ เกิดดี
37.นายสะอาด จันทร์ดี
38.นายชูเกียรติ ด้วงชนะ
39.นายเสถียร วิพรมหา
40.นายบุญทัน ดอกไธสง

41.นายวรพล พรหมิกบุตร
42.นายศิลป์ ราศี
43.นายสิงห์ทอง บัวชุม
44.นายจารุพันธ์ กุลดิลก
45.นางดารุณี กฤตบุญญาลัย
46.นายขวัญชัย ไพรพนา
47นายสุธรรม แสงประทุม
48.นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ
49.นายเมธี อมรวุฒิกุล
50.นายเจ๋ง ดอกจิก

51.นายคารม พลทกลาง
52.นายพิชา วิจิตรศิลป์
53.นุช พจมาน
54.มุข เมธิณี
55.นายธีระเพชร ศิริกุล
56.นายเพชรวรรด
57.ดีเจอ้อม ชมรมรักเชียงใหม่ 51
58.นายวัชรพงศ์ คงมั่น
59.นายวรชัย เหมะ
60.นายเสงี่ยม สำราญรัก

61.นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ
62.นายบุญเลิศ จาวิโรจน์
63.นายสำเริง เกษมรัตน์
64.นายจิรายุ ห่วงทรัพย์
65.นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์
66.นายสุนา หินแก้ว
67.นางสาววิสาระดี เตชะธีระวัฒน์
68.นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง
69.นายภิญญา ช่วยปลอด
70.นายอภิชาต ทันพุฒ

71.นายวิบูลย์ แช่มชื่น
72.นางศิริวรรณ แกนนำอเมริกา
73.นายสุนัย จุลพงศ์ธร
74.นายลักษณ์ เรขานิเทศ
75.นายรัตนพล ส.วรพิน
76.นายอรรถชัย อนันตเมฆ
77.นายคำสิงห์ ศรีนอก
78.นายจิ้น กรรมาชน
79.นายสันต์ หัตถีรัตน์
80.นายประสิทธิ์ ค่ายกนกวงศ์

81.นางสุนันทา ธรรมธีระ
82.นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์
83.นายพันธ์ศักดิ์ ซาบุ
84.นายรัญ กอทอมอ FM94.75
85.นายเสนอ FM 95.25
86.นายพีระ FM 97.25
87.พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
88.พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล
89.พล.ต.ต.ไพฑูรย์ เชิดมณี
90.พล.ต.สุชาติ กาญจนวิเศษ

91.พล.ต.เกรียงศักดิ์ รักษาสัตย์
92.พล.ต.ต.ชวลิต มโนสุนทร
93.พล.ต.ต.จรัญ ชิตะปัญญา
94.พล.ต.ต.บุญเลิศ นันทวิสิทธิ์
95.พล.ต.ต.ชัยชาญ กิติจันทร์
96.พ.ต.อ.พลสันต์ พันธ์อาทิตย์
97.พ.ต.อ.เสนาะ เขมะประภา
98.น.ต.สมหมาย พงษ์ประยูร
99.ร.อ.นิพนธ์ งามเสน่ห์
100.พ.ต.อ.ชูเกียรติ ด้วงชนะ และ
101.พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัก


ที่สำคัญและน่าจะช็อกสังคมอย่างหนักก็คือ แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า บัญชีดำชุดนี้ก็ยังไม่ยกเว้น
เพราะมีการระบุ รายชื่อพระสงฆ์ที่เคลื่อนไหวทางศาสนาที่ควรเฝ้าระวัง ไว้ด้วยถึง 11 รูป คือ


1.พระธรรมกิตติเมธี วัดสัมพันธวงศ์
2.พระธรรมสุธี วัดมหาธาตุ
3.พระธรรม วัดประยูรวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์
4.พระธรรมสิทธินายก วัดสระเกศ
5.พระธรรมคุณาภรณ์ วัดสามพระยา
6.พระเทพวิสุทธิกวี วัดโสมนัสวิหาร
7.พระเทพปริยัติวิมล วัดบวรนิเวศ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
8.พระราชญาณวิสิฐ์ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ราชบุรี
9.พระสิทธินิติธาดา วัดมหาธาตุ
10.พระครูสังฆวินัย วัดมหาธาตุ และ
11.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย วัดชนะสงคราม


อีกทั้งยังมีหมายเหตุถึง กลุ่มพระสงฆ์ในเครือข่าย มจร. บางส่วนที่เคลื่อนไหวในต่างจังหวัดและกทม.
(กลุ่มที่ดำเนินการทางด้านศาสนาในสายพระครูสังฆพินัย) อีก 6 รูป โดยไม่ระบุชื่อเป็นรายชื่อที่สร้างความตกตะลึง
และช็อกอย่างรุนแรงให้กับผู้ที่พบเห็นเอกสารบัญชีดำดังกล่าว ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน?


เพราะจริงๆแล้วหากจะเหมารวมรายชื่อผู้ที่มีจิตใจประชาธิปไตยเช่นนี้ คงต้องมีคนไทยกว่าครึ่งประเทศ มีพระภิกษุสงฆ์อีกจำนวนกว่าครึ่ง
ของวัดที่มีทั่วประเทศตัณหาของอำนาจและผลประโยชน์การเมืองกำลังทำให้กลุ่มอำมาตยาธิปไตย แสดงพฤติกรรมด้านมืดและ
ความคักดานทางความคิดออกมาให้สังคมไทย ประจักษ์ชัดมากขึ้นทุกทีนี่คิดจะแบ่งแยกประชาชนกันจริงๆหรือ??? ตกใจ ฮืม ขยิบตา



****************************************************************************
Bangkoktoday 25-2-2010

สมัชชาสังคมก้าวหน้าประณามการยอมรับผลรัฐประหาร – คตส.

ที่มา ประชาไท


25 ก.พ.53 สมัชชาสังคมก้าวหน้าออกแถลงการณ์ประณามการยอมรับผลการรัฐประหารทุกรูปแบบ ระบุ คณะรัฐประหารได้จัดตั้ง “กระบวนการยุติธรรมแบบยัดไส้” โดยตั้งปรปักษ์ทางการเมืองขึ้นตรวจสอบการทุจริตของนักการเมือง ในนามคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ทั้งออกประกาศ คปค.ฉบับ 30 ทำให้อัยการสูงสุดไม่มีอำนาจค้นหาความจริงในพยานหลักฐานแต่ประการใด หากแต่พิจารณาความสมบูรณ์ครบถ้วนของพยานหลักฐานในการฟ้องคดีตามที่ คตส.มุ่งหมายเท่านั้น พร้อมทั้งชี้ว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาอำนาจตุลาการมักเพิกเฉยต่อกระบวนการตั้งองค์กรต่างๆ อันส่งผลโดยตรงต่อรูปคดี โดยวิธีล้มรัฐธรรมนูญ ขัดกระบวนการอันเป็นธรรมตามกฎหมาย และเชิญชวนประชาชนคัดค้านคำพิพากษาที่ไร้การพิพากษา

แถลงการณ์สมัชชาสังคมก้าวหน้า: ประณามการยอมรับผลของการรัฐประหาร ในทุกๆ รูปแบบ
หลังรัฐประหาร 19 กันยา 49 คณะรัฐประหารได้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ และพยายามกำจัดฝ่ายรัฐบาลเดิมซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งที่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างบ้าคลั่งเอาเป็นเอาตาย โดยไม่ละอายใจในการระเบิด “ความร่านทางการเมือง” โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ที่พวกตนก่อเลย ยิ่งไปกว่านั้น คณะรัฐประหารได้ใช้วิธีการอัน เนียน
ทราม จัดตั้ง “กระบวนการยุติธรรมแบบยัดไส้ ตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 โดยเลือกเฟ้นฝ่ายปฏิปักษ์รัฐบาลเดิม ให้เป็นกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในนาม “คตส”ซึ่งคณะรัฐประหารทราบดีว่า การตั้งฝ่ายปฏิปักษ์ดำรงตำแหน่งดังกล่าวขัดต่อคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งตาม มาตรา 29 และ 46 แห่ง พรบ.ประกอบฯว่าด้วย ปปช. พ.ศ.2542 และอีกหลายฉบับ ฉะนั้น ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ข้อ 2 วรรค2 จึงกำหนดว่า“มิให้นำกฎหมายนั้นมาบังคับแก่การได้รับแต่งตั้งและการปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการตรวจสอบ” นอกจากนี้ ประกาศฉบับดังกล่าว ยังได้ขยายอำนาจหน้าที่ คตส.ให้กว้างมหาศาล (ตามข้อ 5 วรรค 3 (1) – (3) และ วรรค4) ผิดจากกรอบอำนาจภายใต้ชื่อ “คตส” ตามรัฐธรรมนูญ40 และด้านการจัดเนื้อหาภายใน ปปช. (ประกาศ คปค. ฉบับที่ 19) ก็มีความสกปรกลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพิจารณาถึง การดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อนกันของบุคคล คนเดียวกัน ใน 2 องค์กรที่มีลักษณะต้องถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ซึ่งสะท้อนความสำส่อนในกระบวนการยุติธรรมของผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย เมื่อ “หาพยานหลักฐาน” แล้วเสร็จ คตส.ต้องส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณายื่น/ไม่ยื่น คำร้องต่อศาล ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ แต่มีข้อยกเว้นบางกรณี (ประกาศ คปค. ฉบับ30 ข้อ9 วรรค1)
ที่น่าสนใจก็คือ อำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุด ตามกระบวนการปกติ เป็นเช่นไร ???
การส่งเรื่องของ คตส. ไปยังอัยการสูงสุด เพียงเพื่อให้ อัยการสูงสุด พิจารณาความสมบูรณ์ของพยานหลักฐานว่าครบถ้วนแล้วหรือไม่ และหากไม่ครบถ้วนอย่างไร อัยการสูงสุดมีหน้าที่ “ระบุรายงาน” ในแก่ คตส. เพื่อแก้ไขให้ครบถ้วนต่อไป (มาตรา 80 วรรค 2 พรบ.ประกอบฯ ว่าด้วย ปปช.) และถ้า คตส.ยืนยันความเห็นเดิม ก็ให้ คตส.มีอำนาจดำเนินการยื่นคำร้องไปยังศาลฎีกา แผนกคดีอาญาฯ เองได้ (ประกาศ คปค.ฉบับที่30 ข้อ 9 วรรค1)จะเห็นได้ว่า อัยการสูงสุด ซึ่งมิได้ถูก คณะรัฐประหาร แต่งตั้งนั้น ไม่ได้ “มีส่วน” ในการค้นหาความจริงในพยานหลักฐานแต่ประการใด หากแต่พิจารณาความ “สมบูรณ์ครบถ้วน” ของพยานหลักฐานในการฟ้องคดีตามที่ คตส.มุ่งหมายเท่านั้น และเป็นอำนาจยับยั้งที่ไม่เด็ดขาด นั่นหมายความว่า กระบวนการ “ผ่านอัยการสูงสุด”ก็ มิได้ทำให้พยานหลักฐานมีความบริสุทธิ์ ขึ้นมาแต่ประการใด
บนฐานของ “ความปฏิปักษ์” ในการค้นหา-ไต่สวน ให้ได้“พยานหลักฐาน” ในการฟ้องคดีทุจริตของรัฐบาลที่ถูกรัฐประหารโค่นไปนั้น “พยานหลักฐานโดยอคติ” นี้ ก็ถูกส่งผ่านไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ และการพิจารณาพิพากษาก็เป็นการพิจารณา ไปตามพยานหลักฐานจริงๆเท็จๆ จาก องค์กรปฏิปักษ์ต่อจำเลย เหล่านั้น
นับว่าน่าเจ็บใจ ที่องค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการแทนปวงชน(แทบทุกครั้งในประวัติศาสตร์)กลับเพิกเฉยสยบยอม ต่อกระบวนการจัดตั้งองค์กรต่างๆ อันส่งผลโดยตรงต่อรูปคดี โดยวิธีโดยการล้มล้างรัฐธรรมนูญ (เช่น กรณีสวรรคต ) และขัดต่อ กระบวนการอันเป็นธรรมตามกฎหมาย (due process ; state-under-law ) ซึ่งเป็นสารัตถะของหลักนิติรัฐโดยแท้ ซึ่งในรัฐสมัยใหม่ due process ถือเป็นหัวใจของระบบกฎหมายในการประกันความมั่นคงทางนิติฐานะของประชาชน ไม่ให้ถูกรัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจ มิฉะนั้น ก็นับเป็นการพังทลายความมั่นคงของระบบกฎหมายของรัฐนั้นโดยสิ้นเชิง จริงอยู่ ที่การทุจริตคอรัปชั่นเป็นการ “ละเมิดกฎหมาย” แต่หากเทียบความร้ายแรง “รัฐประหาร”คือ การทำลายทั้งระบบกฎหมาย (throw out ; ยกเลิกมันทิ้งไปเลย) องค์กรตุลาการ พึงยึดมั่นในหลักการสากลว่า การจับใครมาขึ้นศาล หรือได้พยานหลักฐานมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นการดำเนินคดีมิได้ ตามหลักการรักษาสมดุลระหว่าง crime control model กับ due process model “กลไกต่างๆ”ที่ถูกสถาปนา โดย/ ระหว่าง การรัฐประหาร ย่อมไม่ใช่ Due Process เพราะ เป็นการล้มล้างระบบกฎหมาย และคดียึดทรัพย์นี้ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็น “ส่วนหนึ่งในกระบวนการ และ ผลิตผลของการรัฐประหาร” ซึ่งไม่สามารถยอมรับได้เลยทั้งในแง่กฎหมายและแง่การเมือง ในบ้านเมืองที่เป็น นิติรัฐ
ที่ผ่านๆ มา ศาลไทยยอมรับ “การอยู่ร่วมกันเยี่ยงสัตว์”(Might is Right ; Law of the jungle)โดยไม่พยายามแสดงความรับผิดชอบต่อ “ปวงชน” ทั้งๆที่ “องค์กรตุลาการ”ได้ใช้ อำนาจอธิปไตยแทนปวงชน จริงอยู่ที่เป็นได้ว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายก็ย่อมเงียบเสียงลง”(Inter arma Silent leges) แต่กระนั้น เมื่อเสียงปืนสงบเงียบลงไปแล้ว กฎหมายหรือความยุติธรรม จะมีเสียงขึ้นมาบ้างไม่ได้หรือกระไร !!
กลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า จึงขอประณามการยอมรับ “ผลของการรัฐประหารในทุกๆ รูปแบบ และ ขอประกาศว่า “คำพิพากษาที่ไร้การพิพากษา ย่อมไม่อาจยอมรับได้ สามัญชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านโดยปฏิเสธการดำรงอยู่ของคำพิพากษาที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจอธิปไตยจากปวงชน พลังของคำพิพากษาย่อมสิ้นไป หากมหาชน “กระหน่ำต่อต้านมัน!”
โค่นอำมาตยาธิปไตย จุดไฟสร้างสรรค์สังคมใหม่ พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์!
สมัชชาสังคมก้าวหน้า
Social Move Assembly

โอกาสเดียว 'ยึด' และ 'ยึดหมด' : ข่าวคดียึดทรัพย์ในสายตานักข่าวเทศ

ที่มา ประชาไท


สื่อต่างประเทศให้ความสนใจกับข่าวการเมืองในไทยกันหนาแน่นตลอดสัปดาห์นี้ ยิ่งใกล้วันศุกร์ วันที่สื่อทั้งหลายเรียกมันว่า judgement day มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งลงข่าวและบทวิเคราะห์กันคึกคักมากขึ้นเท่านั้น ประเด็นของการรายงานของสื่อนอกเน้นหนักไปที่สองเรื่องใหญ่คือ แนวทางของคำพิพากษาที่จะออกมา กับผลสะเทือนทางการเมืองจากการตัดสินหนนี้ ทั้งต่อการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างสองขั้วคือเหลืองกับแดง และผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทย


(ที่มาของภาพ: มังกรดำ) ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่อาคารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2551 หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ถือเป็นการกลับเมืองไทยครั้งแรกนับตั้งแต่เขาออกจากประเทศไปประชุมที่องค์การสหประชาชาติและเกิดการรัฐประหารโค่นอำนาจเขาเมื่อ 19 กันยายน 2549 ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 เขาเดินทางออกนอกประเทศอีกครั้งโดยไม่กลับมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีที่ดินรัชดา ล่าสุดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทอีกคดี นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สื่อทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจต่อเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย

000

สื่อต่างประเทศให้ความสนใจกับข่าวการเมืองในไทยกันหนาแน่นตลอดสัปดาห์นี้ ยิ่งใกล้วันศุกร์ วันที่สื่อทั้งหลายเรียกมันว่า judgement day มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งลงข่าวและบทวิเคราะห์กันคึกคักมากขึ้นเท่านั้น ประเด็นของการรายงานของสื่อนอกเน้นหนักไปที่สองเรื่องใหญ่คือ แนวทางของคำพิพากษาที่จะออกมา กับผลสะเทือนทางการเมืองจากการตัดสินหนนี้ ทั้งต่อการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างสองขั้วคือเหลืองกับแดง และผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทย

ข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานอ้างความเห็นของนักวิเคราะห์ทั้งไทยและเทศชี้ไปในทางทิศทางคล้ายกันว่าวันศุกร์นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีน่าจะถูกตัดสินยึดทรัพย์เป็นแม่นมั่น channelnewsasis.com รายงานภายใต้หัวข้อ Thailand braces itself ahead of Thaksin verdict บอกว่าคดียึดทรัพย์กลายเป็นปัญหาเข้าทำนองกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของไทย เพราะไม่ว่าจะรับมืออย่างไรก็ดูจะมีแต่เสียกับเสีย Federico Ferrara นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ให้ความเห็นกับสื่อรายนี้ว่า ถ้าศาลสั่งยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ พวกเขาจะเจอเสียงวิจารณ์ว่าสองมาตรฐาน แต่ถ้าไม่ยึดสถานการณ์อาจจะยิ่งเลวร้ายหนักขึ้นไปอีกเพราะจะไม่สามารถอธิบายเหตุผลที่มาหรือยืนยันความชอบธรรมของการทำรัฐประหารโค่น พ.ต.ท.ทักษิณลงจากอำนาจแต่แรกได้ นักวิชาการรายนี้บอกว่าหากจะทำอย่างนั้น ทางที่ดีก็ควรจะขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับเมืองไทย คืนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ไปเลยอาจจะดีกว่า

สำนักข่าว Bloomberg ดูจะรายงานสอดคล้องกันในประเด็นเรื่องการยึดทรัพย์ รายงานหัวข้อ Thai Verdict on Thaksin’s Billions Unnerves Society เมื่อ 24 ก.พ. อ้างความเห็นคุณสุวัฒน์ บำรุงจตุดม นักวิเคราะห์ของบัวหลวงเซคเคียวริตี้ที่วิเคราะห์สถานการณ์เอาไว้ในรายงานของบริษัทว่า คำตัดสินน่าจะออกมาในรูปถูกยึดทรัพย์แน่นอนเพราะไม่เช่นนั้นคงทำให้เกิดคำถามมากหลายโดยเฉพาะกับความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้

000

ส่วน Sydney Morning Herald โดย Ben Doherty อ้างความเห็นนักวิเคราะห์ไทยบอกว่าโอกาสที่จะไม่ถูกยึดทรัพย์มีน้อยมาก แม้แต่การยึดแค่บางส่วนก็ยังแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะการตัดสินเช่นนั้นรังแต่จะทำให้ทุกฝ่ายคับข้องไม่พอใจไปหมด หนังสือพิมพ์ยังอ้างความเห็นของอาจารย์ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ชี้ว่า ทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีเองและปรปักษ์ไม่มีใครจะพอใจกับการได้มาแบบครึ่งๆกลางๆ อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ เองหากเสียบางส่วนก็ย่อมจะอยากได้คืนทั้งหมดรวมทั้งอำนาจทางการเมือง ขณะที่ปรปักษ์การเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณเองก็มองว่าคดียึดทรัพย์หนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการประหารทางการเมืองที่จะต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์

หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ยังกล่าวเอาไว้อีกว่า เหตุการณ์วันที่ 26 ก.พ. นี้ไม่ใช่โอกาสในอันที่จะยุติศึกความขัดแย้งระหว่างเหลืองกับแดง แต่เป็นเรื่องที่จะกระพือความแตกแยกในสังคมไทยให้ร้าวลึกหนักยิ่งขึ้นและยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะทำให้เกิดความรุนแรงระลอกใหม่มากกว่า ที่ที่มีการเสริมการป้องกันอย่างแข็งขันก็คือกรุงเทพฯ กำลังทหารและตำรวจต่างเตรียมพร้อมเพื่อรักษาความปลอดภัย สื่อรายนี้บอกว่า คนจำนวนมากเห็นว่าความขัดแย้งจะดำรงอยู่ รวมทั้งสุริยะใส กะตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ปรปักษ์ทางการเมืองของอดีตนายรัฐมนตรีเองก็มองเช่นนี้

000

นอกจากนั้นสื่อต่างประเทศก็เน้นรายงานไปที่ประเด็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่บอกว่ากระทบกระเทือนแล้วเพราะนักลงทุนถอยห่างหรือไม่ก็เฝ้าดูอยู่ห่างๆ Bloomberg อ้างความเห็นนาย Burkhard P. Varnholt จาก Bank Sarasin & Co บอกว่าแม้ไทยจะเป็นตลาดที่น่าสนใจแค่ไหน แต่ตอนนี้ต้องเลี่ยงตลาดนี้ไว้ก่อนในฐานะนักลงทุน Channel News Asia อ้างคำพูดของนาย Nordor von der Luehe ประธานสภาหอการค้าต่างประเทศในไทยบอกว่า ปัญหาการเมืองเป็นตัวขัดขวางทำให้ไทยไม่สามารถฉวยประโยชน์จากโอกาสที่มีมาถึงในขณะนี้ได้ รายงานบอกเช่นกันว่า มีน้อยคนนักที่จะเชื่อว่าการตัดสินของศาลหนนี้จะยุติศึกการเมืองในไทยได้

แต่ขณะที่รายงานข่าวของสื่อระบุไปในทิศทางนี้ ก็ยังมีสื่อบางรายที่ไม่ได้เล่นข่าวประเทศไทยจะตกเหวตามกระแส Financial Times โดย Tim Johnson รายงานว่า นักลงทุนต่างประเทศในไทยดูจะไม่ค่อยยี่หระมากนัก ในรายงาน Investors shrug off Thai political drama ของเขาซึ่งพาดพิงเอาไว้อย่างชวนให้คนเบื่อสื่อไทยสะใจว่าในช่วงนี้ “คนอ่าน นสพ.ไทยคงช่วยไม่ได้ที่จะได้ความรู้สึกว่า ประเทศนี้กำลังจะเจอสงครามล้างโลก Armageddon”

ทว่านักลงทุนต่างชาติดูจะมีวิธีคิดที่แตกต่าง ตลาดหุ้นยังไม่ได้ดิ่งเหว นักธุรกิจต่างประเทศอย่างนาย Yuhei Ohmi แห่ง Japan Bank of International Cooperation ในไทยบอกว่าวิกฤติการเมืองในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ คนไทยเองก็เป็นคนที่ระมัดระวังในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการเงิน และมีความสามารถในการรับมือปัญหา แล้วก็บอกว่า นักลงทุนประเภทที่อยากเห็นสถานที่ที่ตนไปลงทุนมั่นคงไร้ปัญหาเห็นท่าจะต้องเลี่ยงเมืองไทย คนที่จะสนใจเมืองไทยตอนนี้ จะต้องเป็นคนที่เข้าใจว่าประเทศนี้ “ยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนา” รายงานบอกว่าทั้งๆ ที่เจอปัญหาการเมืองแบบนี้ บวกกับเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ แต่มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยก็ยังรักษาอัตราขยายตัวไว้ได้ระดับคงที่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามนาย David Nardone จาก Hemaraj Land and Development บอกว่า ตอนนี้นักลงทุนหน้าใหม่ต่างชะลอการตัดสินใจออกไปก่อน ปัญหาที่รายงานชิ้นนี้ระบุถึงว่าเป็นอุปสรรคการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติกลับเป็นเรื่องปัญหาการชะลอการลงทุนที่มาบตาพุดที่สะดุดเพราะเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล