WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 28, 2010

เดชคัมภี รธน 50 ร่างขึ้นมาเพื่อ สังหารทักษิณ และกลุ่มที่ไม่ยอมก้มหัวให้ อำมาตย์

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

by DDR

เดชคัมภี รธน 50 และคำสั่ง คปค จาก อำมาตย์

ยุบพรรค ทรท ด้วยคำสั่ง คณะ รัฐประหาร
ยุบพรรค พลังประชาชน ด้วย รธน 50

สั่ง ยึดทรัพย์ ทักษิณ ด้วยรธน 50
สั่งจัดการ รมต ในรัฐฐาบาล สมัคร ด้วย รธน50

เห็นไหมว่า ทำไม มันถึงหวง รธน 50 มากนัก

เพราะ มันซ่อน กฎ ที่มัน วางแบบมาเพื่อ สังหารจัดการ ฝ่ายตรงข้าม อยู่หมัด
โดยมีธง ไว้เรียบร้อยแล้ว ดัง นั้น ใครแตะ รธน 50 มันจะฮึ่มๆๆๆ ทันที

-------------------
ใน วันตัดสิน คดีต่างๆของ ฝ่ายตรงข้าม อำมาตย์ และ ปชป

มันอ้างอิง รธน 50 ที่มี คำสั่งพิเศษ จาก คปค เสมอ

ดังนั้น แกนนำเสื้อแดง และ พรรค เพื่อ ไทย

อย่า ทำงง เพียงแค่ขอให้มัน ยุบสภา

เพราะ ถ้าเลือกตั้งใหม่ มันก็ จัดตั้ง รัฐบาล ของมันได้อยู่ล้ว

คดีต่างๆ ที่ค้างมาจาก การรัฐประหาร มันอ้าง คำสั่ง คปค หมด ก็ จบ

เสร็จพวกมัน


http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/24614

Clip VDO กฏแห่งการไล่ล่า

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

จากคุณ : honeymon


รายการสถานีประชาธิไตย โดยคุณศุภรัตน์ นาคบุญนำ เป็นพิธีกร
คุณคณิน บุญสุวรรณ และ
รศ.สุดสงวน สุธีสร (อาจารย์ตุ้ม). นักวิชาการเสื้อแดง อ.คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. เป็นผู้พูดคุยในประเด็น ผล...

ชมคลิปทั้งหมด 6 ตอน


part 1
RedNewsกฎการไล่ล่า part 1/6


part 2
RedNewsกฎการไล่ล่า part 02/6


part 3
RedNewsกฎการไล่ล่า part 03/6


part 4
RedNewsกฎการไล่ล่า part 04/6


part 5
RedNewsกฎการไล่ล่า part 05/6


part 6
RedNewsกฎการไล่ล่า part 06/6


MV นักสู้ธุลีดิน Remix

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8930870/P8930870.html

จับตา...ภูฏานโมเดล

ที่มา Thai E-News



โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 39



สามปีเศษที่ผ่านมานี้ ไม่ใช่ความเสียเวลาของฝ่ายประชาธิปไตยเลย หากเป็นเวลาที่ขบวนการประชาธิปไตยเติบโตขึ้นทั้งความรู้ที่ทำให้ตาสว่าง รู้จักมองการณ์ไกล และทดสอบขันติธรรมในระดับผู้นำ พร้อมสำหรับการดูแลประเทศชาติ

ส่วนระบอบอำมาตยาธิปไตย นี่คือสามปีแห่งความระส่ำระสาย ถึงยังกอดอำนาจรัฐไว้ได้ แต่ก็สูญเสียบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ไปมากน่าใจหาย จนไม่แน่ใจว่าเมื่อหมด “บุญ” แล้วความสูญเสียจะจำกัดอยู่แค่อำนาจเปลี่ยนมือ หรือถึงขั้นเปลี่ยนแปลงอย่างที่โบราณเรียกว่าพลิกแผ่นดิน

จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ฝ่ายอำมาตย์ต้องมองหาตัวแบบ (model) ใหม่มาเป็นธง ช่วงชิงการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน ตัวแบบเดิมดูจะไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะขบวนการประชาธิปไตยขณะนี้กล้าแข็งและมีวุฒิภาวะกว่าเมื่อ ร.ศ.๑๓๐ พ.ศ.๒๔๗๕ พ.ศ.๒๕๑๖ พ.ศ.๒๕๑๙ และ พ.ศ.๒๕๓๕ เสมือนสั่งสมความจัดเจนจากทุกครั้งนั้นมาเป็นครั้งนี้

ตัวแบบใหม่นั้น เดิมคิดว่าเขามองไปที่เมียนมาร์ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยหลัก ๖ ข้อ ได้แก่

๑. การปฏิเสธกลวิธีทางประชาธิปไตยทั้งมวล อ้างความรักในสถาบันหลักของชาติมาปลุกเร้าและสร้างความชอบธรรม

๒. การทำให้คนในชาติเห็นประชาคมระหว่างประเทศเป็นศัตรูผู้มุ่งร้าย และ “เรา” ต้องตั้งป้อมสู้กับ “พวกเขา” หรือ “Us Against Them”

๓. เศรษฐกิจแห่งความ “พอ” หรือการเตรียมสกัดกั้นทุนนิยมภายในชาติหรือข้ามชาติ โดยไม่ให้ใครมาตั้งคำถามได้ว่าชนชั้นปกครองเองรู้จักความ “พอ” นั้นหรือไม่ เพื่อปิดประเทศโดยอ้อม

๔. การจัดสรรผลประโยชน์ในทรัพยากรของชาติเสียใหม่ พันธมิตรใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจที่จะก้าวเข้ามาจะต้องช่วยรักษาอำนาจของผู้ปกครองคณะเก่าด้วย

๕. ผูกพันตนเองกับมหาอำนาจที่อยู่ใกล้ในเชิงภูมิศาสตร์เพื่อคานกับมหาอำนาจที่อยู่ไกลกว่า

๖. ทำให้คู่แข่งทางอำนาจกลายเป็นปิศาจ (demonization) ผู้เลวร้ายทุกอย่าง หากสุดท้ายเลี่ยงไม่พ้นต้องตั้งรัฐบาลรวมชาติ ก็จะเอาภาพลักษณ์เลวทรามที่ตัวป้ายสีไว้นั้นมาใช้ประโยชน์ ลดขนาดให้ฝ่ายตรงข้ามเหลือเล็กและมีอำนาจน้อยที่สุดในคณะปกครองแบบผสมผสานนั้น เรียกวิธีการนี้เรียกว่า marginalization


แต่ปัญหาคือเป็นเมียนมาร์ไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ได้ในทันทีทันควัน เพราะสถาบันหลักของไทยไปเกาะเกี่ยวแนบแน่นอยู่กับระบบทุนนิยม ตักตวงทรัพยากรและโอกาสที่เหนือกว่าคนอื่นในประเทศ และการลงทุนนอกราชอาณาจักรเพื่อกระจายความเสี่ยง การอยู่ใต้อำนาจสหรัฐฯ จนขยับไม่ไหวของชนชั้นปกครองของไทยทำให้หาใครมาคานลำบาก

แถมการเร้ากระแสคลั่งชาติและการสร้างภาพลักษณ์เลวร้ายให้กับคู่แข่งเริ่มไม่ได้ผลและกลายเป็นกระสุนด้านขึ้นทุกวัน ทหารที่พึ่งพาอาศัยได้มีเพียงนายพลสอพลอที่ไม่มีความสามารถในการรบและไม่ได้รับความนับถือจากกำลังพล เพราะได้ดีมาด้วยศิลปะการเต้นรำและร้องเพลง ไม่ใช่ฝีมือในการรบ

เมื่อเข็นประเทศไปทางเมียนมาร์ไม่ไหว ตัวแบบของราชอาณาจักรฮินดูเล็กๆ และมีวิถีชีวิตแนวพุทธอย่าง ภูฏาน ก็ดูน่าสนใจขึ้นมา

ระยะหลังๆ คนไทยคงรู้จักราชอาณาจักรภูฏานจากเสน่ห์ของกษัตริย์จิ๊กเม่วังจุก โดยเฉพาะเมื่อเสด็จฯ เยือนไทยในฐานะเจ้าชายมกุฎราชกุมารและยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์เท่านั้น แต่ภูฏานมีอะไรให้เรียนรู้เกินกว่าความฉาบฉวยนั้นมากนัก

อำมาตย์ไทยคงไม่ได้ใส่ใจต่อภาพลักษณ์ “อินเทรนด์” แต่สนใจวิธีการรักษาอำนาจของกษัตริย์ท่ามกลางแรงกดดันจากประเทศใหญ่ใกล้ชิดอย่างเนปาล และจากองค์การสหประชาชาติให้ภูฏานคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ประชาชนเป็นใหญ่มากกว่าที่เป็นอยู่

กษัตริย์ “พ่อ” ขององค์ปัจจุบันสละราชสมบัติก่อนกำหนดในวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๙ เพื่อให้ลูกชายได้สืบราชสมบัติแทน เหตุผลที่อ้างในพระราชดำรัสวันสละราชสมบัตินั้นคือ
“... ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังคงดำรงตำแหน่งกษัตริย์ มกุฎราชกุมารก็จะขาดประสบการณ์จริงในประเด็นปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองที่จะทำงานในฐานะประมุขแห่งรัฐ ยิ่งเมื่อระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วในภูฏานตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๑ ยิ่งมีภารกิจอีกมากที่จะต้องสานต่อ ...”
ไม่นานหลังจากนั้นเจ้าชายจิ๊กเม่ก็ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๕ ของราชวงศ์นี้อย่างสมบูรณ์ เฉลิมพระนามว่า จิ๊กเม่ เคซาร์ นัมกเยล วังจุก

“ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” ที่อดีตกษัตริย์เอ่ยถึง คือการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้กับภูฏานในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ที่ส่งผลให้เกิด “สภาแห่งชาติ” หรือ “National Council” ประกอบด้วยสมาชิกกึ่งเลือกตั้ง ๒๐ คน โดยเก็บสภาที่กษัตริย์แต่งตั้งคือ “รัฐสภา” เอาไว้ด้วย

“ประชาธิปไตย” ในภูฏาน แท้ที่จริงแล้วก็คือกลวิธีรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างหนึ่ง หลังจากที่เห็นสถาบันอย่างเดียวกันถึงกาลอวสานไปแล้วในเนปาล ประเทศข้างเคียง สาระของกลวิธีนี้ก็คือคำว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่เคยใช้กันอย่างแพร่หลายในเมืองไทย โดยเฉพาะในยุคที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยได้รับเลือกตั้งเลย ทั้งนี้ก็เพื่อลดแรงกดดันจากเสียงเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอันแท้จริง

พลเอกเปรมฯ เคยรับหน้าที่ “ไม้กันหมา” ในยุคนั้นอย่างไร สมาชิกสภาแห่งชาติ ๒๐ คนใหม่ในภูฏานก็คงจะทำหน้าที่อย่างเดียวกันนั้น จุดประสงค์คือเป็นฉนวนกันมิให้แรงกดดันไปถึงองค์พระมหากษัตริย์ได้

ไม่น่าแปลกใจเลยครับที่แกนนำเสื้อแดงบางคนในวันนี้ยังหมุนวนอยู่กับการก่นด่าพลเอกเปรมฯ ทั้งที่ด่าซ้ำซากมาแล้วกว่า ๓ ปี จน พลเอกทรงกิตติ จักร์กาบาตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกมาร่วมรำวงกับเขาด้วยว่า “ป๋าไม่เกี่ยว”

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้พลเอกเปรมฯ เป็นฉนวนกันมิให้เสื้อแดงด้วยกันที่ “ตาสว่าง” แล้วออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยแท้จริง โดยไม่ยอมถูกหลอกให้เพลินอยู่กับการเลือกตั้งภายใต้ระบอบอำมาตย์

“ฉนวน” นี้มีไว้เพื่อมิให้ไฟฟ้าลัดวงจรจนเสียไปทั้งระบอบอำมาตยาธิปไตยได้ ทั้งที่อุปสรรคขัดขวางประชาธิปไตยอันแม้จริงอยู่ตรงนั้น คนที่ร่วมกันฟัดตะลุมบอนอยู่กับ “ฉนวน” น่าจะรู้ว่าเล่นเกมเบี่ยงเบนความสนใจออกไปจากอะไรและเพื่อใคร เพราะผมรู้ว่าเขาไม่โง่หรอกครับ

การเล่นงานอยู่แต่ เปรม ติณสูลานนท์ โดยไม่ดูภาพรวม เท่ากับนำโมเดลของภูฏานมาใช้ในเมืองไทยแล้วในขณะนี้ เพราะความต้องการเร่งด่วนคือการลดความกดดันต่อแกนกลางของระบอบอำมาตย์ โดยไม่ให้ประชาธิปไตยแท้จริงเกิดขึ้นได้

ส่วนคำสั่งนี้มาจากใคร ผ่านใคร และสั่งอย่างไร ค่อยนำมาคุยให้ครึกครื้นกันสักวัน

ไอ้ที่เอา GH (Gross Happiness) หรือดรรชนีวัดมวลรวมแห่งความสุข (ในประเทศ) ของภูฏานมาใช้อย่างเท่ ก็มิใช่เหตุบังเอิญ เพราะต้องสร้างภาพลักษณ์ของภูฏานให้สวยงามในทัศนะของคนไทยเสียก่อน

คำสั่งลึกลับคือ ให้ยึดตัวแบบภูฏาน แล้วค่อยๆ กลายเป็นเมียนมาร์เมื่อเงื่อนไขเอื้ออำนวยครับ.

--------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

ยึดทรัพย์-รับของโจร

ที่มา Thai E-News




ยึดเอ๋ย ยึดทรัพย์
คำตัดสินสับปลับจากพวกปล้น
แม้นจะส่งคืนทรัพย์ก็อับจน
ผิดตั้งแต่คราวปล้นที่ต้นทาง

เจ็ดหมื่นหกพันล้านย่อมหวานหมู
ก็ประเทศของกูกูจะกร่าง
อวดเศรษฐีแข่งขันจะกั้นทาง
กูจึงวางเครือข่ายทำลายลง

กูไม่ได้อนุญาตให้มึงรวย
แอบรวยเองก็สวยจะสาปส่ง
แผ่นดินนี้มีแต่กูผู้ดำรง
กูจะทรงแม้จะทรุดสวนพุทธธรรม

น่าอนาถอำมาตย์ใหญ่ช่างใจแคบ
คิดว่าคนเขากินแกลบยังอยู่ถ้ำ
อ้างกฎหมายขนาดไหนก็ใจดำ
แผ่อำนาจครอบงำอำพรางไทย

กลัวประชาธิปไตยจะไล่ที่
กลัวจะหนีไม่พ้นต้องปนไพร่
กลัวคนรู้ความจริงประจักษ์ใจ
กลัวมารยาสาไถยจะไม่ทน

อันธพาลหลายชนิดประชิดรบ
พอตั้งครบสี่เสาก็เข้าปล้น
เริ่มจาก “ศาล” ถึง “ทหาร” สู่ “พาลชน”
สุดท้ายปล้นเสียด้วย “สื่อ” ถือหลักการ

อนิจจา...เมืองไทยดั่งไร้ญาติ
เสมือนคนดวงขาดน่าสงสาร
เงินทองใช่น้ำหนักแต่หลักการ
เหมือนประหารคุณธรรมเคยนำไทย

แต่เคราะห์ดีที่อำมาตย์วาดภาพชัด
ผ่านเหล่าสื่อมวลสัตว์เลิกสงสัย
ทั้งยึดทรัพย์-รัฐประหารผลงานใคร
อำนาจใหญ่จริงเท่านั้นบัญชาการ

พวกนายทุนน้อยใหญ่รับใช้เขา
ไม่นานจักซึมเศร้าเขาล้างผลาญ
ต่างค่าต๋งในแผ่นดินต้องกินนาน
ใครสำราญเริงใจให้ระวัง

รัฐประหารยังไม่จบต้องตบทรัพย์
จนชาติเข้ามุมอับกลับหลังหัน
ป่าวประกาศอำนาจกูกูยืนยัน
อย่านึกฝันว่าจะได้ไทยเสรี

มัวเสียดายเงินทองที่กองอยู่
จนหยุดสู้เพื่อไทยนั้นใช่ที่
จงยึดเอาเหตุการณ์ในวันนี้
เป็นไฟชี้ฉายส่องมองเส้นทาง

สู้กับโจรต้องเข้าใจใจโจรคิด
ถึงเนื้อในเราบัณฑิตต้องคิดต่าง
ถึงเลือกตั้งชนะใสไม่มีทาง
เพราะเขาวางกติกาไว้ฆ่าเรา

ต้องจัดตั้งมวลชนยกพลรบ
ทุกสาขามีครบไว้รบเขา
ถึงเราไม่รุนแรงถ้าแกล้งเรา
ก็เชิญธงขึ้นเสาเข้าโรมรัน

เมื่อยึดทรัพย์เขาก็รับกับชาวโลก
เอาธงโบกว่านี่ฝีมือท่าน
ความประเสริฐเลิศหล้าคงจาบัลย์
หลักฐานชี้มั่นไทยใต้โจรเอย.


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา:คอลัมน์ “ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 39

-------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

ยึดทรัพย์ 'ทักษิณ' ชัดเจน แต่ไม่สง่างาม

"ชาวสันกำแพง"แต่งดำตาม"แม้ว" ใช้หลักสูตรนักรบทุ่งสัมฤทธิ์ฝึกการ์ด นปช.

รวม 10 เหตุการณ์ ภัยธรณีพิบัติล้างโลก

นพดล ซัด มาร์ค สร้างสถานการณ์โยนบาปทักษิณ

เสื้อแดงซัดบึ้มแบงก์กรุงเทพฝีมือรัฐบาล

ลูกสาวทักษิณมึน หุ้นตัวเดียว ถูกยึดแถมมีภาษี

พินทองทา ชินวัตร

วันเสียงปืนแตก ณ นครพนม

ที่มา ประชาำไท


สายลมฝนที่ไหลหลั่งรินมิขาดสาย พร้อมลมแรงสาดซัดแป้นไม้มุงหลังคาบ้านอันโทรมๆโกโรโกโส ที่ปลูกอยู่ชายทุ่งนา ใต้ต้นแดง หล่นร่วงลงพื้นนาเสียงดังผลุ ไม้มุงที่เก่าโทรมมีรอยแตกรั่ว ทำให้หยดน้ำฝน หล่นตกลงรินไหลสู่พื้นเฮือนอันโย้เย้ ที่ปลายนาของหมู่บ้านชาวนา ที่นครพนม จนเป็นเรื่องปกติ แต่สายฟ้าที่ผ่าฟาด ดังสนั่นท้องฟ้าและท้องทุ่ง ก็ทำให้น่าหวาดกลัวอยู่มิเคยจืดจาง แม้จะเป็นปรากฏการณ์ที่พบเสมอในกลางเดือนสิงหาคมของทุกปี แต่มันก็น่ากลัวอยู่บ่เคยเสื่อมคลาย และเมื่อสายฝนจางหาย สายรุ้งงามจึงทอประกายให้เห็นในยามรุ่งสางหรือบ่ายแลง ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง นครพนม

เมื่อยามฝนรินในช่วงเดือนสิงหาคม สายลำน้ำโขง เริ่มที่จะไหลหลั่ง ล้นตลิ่งสองฝั่งโขงนครพนม-ท่าแขก รวมไปถึงสายน้ำเล็ก ลำห้วยใหญ่ เช่น ลำน้ำก่ำ ที่ไหลล่องเลาะเรียบภูกำพร้า เนินดินที่ประดิษฐานองค์พระธาตุพนม มาแต่ครั้งโบราณกาล และลำน้ำบังที่ไหลผ่าน บ้านดงอินำ ตำบลพระซอง อำเภอนาแก และบ้านนาบัว ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร ที่เหมือนพรมแดนกั้นสองอำเภอของจังหวัดนครพนม ให้มีความชัดเจน ก็เอ่อเกือบเต็มฝั่ง นี่เป็นสภาพทางนิเวศหมู่บ้านชาวนาแห่งประวัติศาสตร์ในอดีต กลางหน้าฝนที่ฝนตกชุกที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และเมื่อถึงคราวหน้าหนาว ก็หนาวเย็นยะเยือก จนน้ำค้างตอนรุ่งสางที่ริมลำน้ำบัง เกือบจะจับตัวเป็นก้อนแข็ง

“ เสียงปืน นัดแรก แตกที่นาบัว ตำบลหนองฮี ใครก็รู้สงครามประชา....” บทเพลงวันเสียง-ปืนแตก ที่ขับร้องโดยอดีตสหายหญิงชาวนา ยังดังกึกก้องในหัวใจของข้าพเจ้าอยู่เสมอบ่เหือดหาย เมื่อครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยไปร่วมงานรำลึกวันเสียงปืนแตก ครั้งแรก ในปี พ.ศ.2545 ในฐานะที่ข้าพเจ้า เป็นลูกหลานชาวนา นครพนม เกิดและโตที่นั่น ณ วันนี้เหตุการณ์วันเสียงปืนแตก เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ผ่านมา 45 ปีแล้ว ซึ่งผู้คนที่เคยอยู่ร่วมในเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่วนมากยังมีชีวิตอยู่

ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่า วันเสียงปืนแตก เป็นวันที่ 8 สิงหาคม 2508 ? ดังที่นักวิชาการแห่งเมืองหลวง บางท่านได้พยายามหาเหตุผลมาอธิบาย แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ตั้งแต่จำความได้ ข้าพเจ้าก็รับรู้ว่า วันเสียงปืนแตก คือ วันที่ 7 สิงหาคม 2508 มันเกิดขึ้นที่บ้านเกิดเมืองนอนของข้าพเจ้าเอง “นครพนม” และข้าพเจ้าก็ไม่คิดว่าจะไปเปลี่ยนแปลงมัน เพราะมันเป็นเรื่องของชาวนาที่นั่น และเป็นเรื่องของอดีต ที่ผู้ใหญ่ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งในอดีตได้พิจารณากันแล้วว่า มันควรเป็นวันนี้ เพราะวันที่ 7 เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ตั้งแต่ต้น จนบั้นปลาย ตั้งแต่พลบค่ำจนรุ่งสาง ตั้งแต่สหายชาวนา จนเป็นเรื่องของสหายนำระดับกรรมการศูนย์กลางพรรค ที่สำคัญข้าพเจ้ามิได้ เป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งโดยตรง หรือโดยอ้อม เพราะข้าพเจ้ายังไม่ได้เกิดด้วยซ้ำไป กับเหตุการณ์คราวนั้น แต่ ณ แผ่นดินแห่งนี้ คือ มาตุภูมิ ของข้าพเจ้า ชาวนาที่นั่น คือ พี่น้องของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิได้สนใจว่า จะมีนักวิชาการ จะมีนักการเมือง จะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ แต่ข้าพเจ้าสนใจและรับรู้ว่า ประชาชนพื้นฐาน ได้มีส่วนในการให้กำเนิดประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวนาในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยชีวิต จิตสำนึก ของการเป็นพลเมืองชายขอบแห่งรัฐประชาชาติสมัยใหม่

วันนั้นเป็นวันที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง ได้สืบทราบมาว่า มีการเคลื่อนไหวของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในเขตบ้านนาบัว เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงได้ล้อมปราบ มีการปะทะกัน และมีการสูญเสียของคนไทยด้วยกันเอง ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและฝ่ายที่ถูกเรียกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์ในครั้งนั้น เป็นข่าวดังไปทั่วอินโดจีน เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการแตกเสียงปืนในนามของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย คุณลุงหนูลา จิตมาตย์ ที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ท่านออกไปทำงานเคลื่อนไหว ให้การศึกษาทางการเมืองแก่ชาวบ้าน ที่เถียงนา บ้านนาบัว ได้ทราบข่าวจากชาวบ้านว่าอาจจะมีเจ้าหน้าที่ทำการล้อมปราบ แต่ในระหว่างนั้นค่ำแล้ว ยังทำงานอยู่ จึงบอกชาวบ้าน ให้ไปเตือนสหายคนอื่น ที่นอนพักอยู่ที่ใต้ต้นแดง อยู่โนนนาของผู้ใหญ่บุญคำ จิตมาตย์ ริมห้วยบัง ให้หลบออกไปก่อน

“ผมกลับมาตอนประมาณ 3ทุ่ม กลับมากะนอนเลย พวกนั้นนอนอยู่ใต้ต้นแดง เขามาล้อมแต่ตอนใดกะมิฮู้ ล้อมแบบรูปพระจันทร์เสี้ยว แล้วก็ยิง ตอนประมาณ 6โมงเช้า วันที่ 7 สิงหาคม 2508 ยิงกันผมกะอยู่ข้างๆ เข้าไปบ่ได้ เขาล้อมยิงพวกเฮาต้องถอย อีกทั้งกำลังน้อยกว่า และนโยบายของเฮาขณะนั้นยึดแนวแค่ป้องกันตัว มิให้สู้ให้หลบหลีก

สหายเสถียร ที่แม่นปืน ยิงป้องกันให้คนอื่นหลบออกไปก่อน แต่สหายเสถียร ถูกยิงขา ล้มลง ส่วนคนอื่นหลบหนีไปได้หมด ทางเจ้าหน้าที่กะเลยรีบวิ่งมาเพื่อที่จะมาจับสหายเสถียร อาจสิหวังเอาผลงาน รู้สึกว่าสิเป็นร้อยตำรวจเอก หรือไผจำมิได้ เป็นหัวหน้าชุด วิ่งมา ถูกสหายเสถียร ยิงเสียชีวิต ส่วนสหายเสถียรกะถูกเขากระหน่ำยิงตายตอนนั้น”

(จากงานวิจัยเรื่องวันเสียงปืนแตกฯ,ธันวา ใจเที่ยง,2544)

นอกจากลุงหนูลา จิตมาตย์ คุณลุงเสถียร จิตมาตย์ ที่เป็นผู้เสียชีวิตในวันเสียงปืนแตกเมื่อ 45 ปี ที่ผ่านมาแล้ว ยังมีคุณลุงหนูทอง นามวุฒิ คุณลุงคำทา จิตมาตย์ คุณลุงกายน คำบุดดา คุณลุงสนไชย มุลเมือง คุณลุงยวน จิตมาตย์ และคุณลุงลำเงิน จิตมาตย์ ซึ่งทั้งหมดเป็นคนผู้ไท ที่มีภูมิลำเนา อยู่ที่ เรณูนคร ทั้งสิ้น

หลังเหตุการณ์ในคราวนั้น บ้านนาบัวเป็นที่รู้จักไปทั่วภูมิภาคอินโดจีน เพียงชั่วข้ามคืน และเสียงปืนแตก ที่ปลายนาบ้านนาบัว ตรงพื้นที่นาของผู้ใหญ่บุญคำ ในคราวนั้น เป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มสงคราม อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองและแฝงไว้ด้วยการแย่งชิงอำนาจเพื่อการปกครองบ้านเมือง และกว่าจะจบสิ้นใช้เวลาประมาณ 20 ปี นำความสูญเสียมายังชีวิต ทรัพย์สินของประชาชนคนไทย ทั้งในกลุ่มพี่น้องชาวนา ชาวไร่ นิสิตนักศึกษา เจ้าหน้าที่ของรัฐและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ การพลัดพรากพ่อ พลัดพรากแม่ พี่น้อง ลูก เมียและสามี อย่างไม่มีวันหวนกลับ มันแสนอาลัย จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด เพราะความเห็นต่างกันในอุดมการณ์ทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาที่มีความสลับซับซ้อน หลายระดับ ตั้งแต่ระดับความบริสุทธิ์ใจต่อการออกป่าไปต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมอุดมธรรมของนักรบชาวนา-ชาวนาปฏิวัติ ที่ต้องการสังคมที่มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรมปราศจากการกดขี่ขูดรีด และความบริสุทธิ์ในอุดมคติของเหล่าทหารชั้นผู้น้อย ตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ ที่ต้องการปกป้องผืนแผ่นดินไทยและสถาบันหลักของชาติ จนไปถึงระดับความซับซ้อนในเรื่องการแย่งชิงอำนาจที่ไม่เคยจืดจางไปเลยในสังคมไทย ที่ยากเกินกว่าคนระดับล่างจะเข้าใจ

นานหลายปีที่ข้าพเจ้าได้ไป ที่บ้านนาบัว ตั้งแต่เมื่อคราวเป็นอาจารย์ใหม่ๆ ประมาณ 10 ปี ที่แล้ว ที่ยังตัวเล็กๆผอมๆ ไปทำงานวิจัย เชิงประวัติศาสตร์เล็กๆ แบบนักวิชาการสมัครเล่น ขับรถปิคอัพโกโรโกโสลุยฝุ่น เข้าไปที่บ้านนาบัว พอขับรถผ่านถนนเข้านาบัว ซึ่งเป็นทางลูกรัง ฝุ่นสีน้ำตาล จะคุ้ง ข้าพเจ้าชอบเหยียบคันเร่ง เพราะทำให้มีฝุ่นเยอะ ที่ภาษาไทบ้าน เรียกว่า “ฝุ่นกรุ๊บ” ทำให้ได้บรรยากาศชนบทๆ ยังจำได้ไปบ้านนาบัวครั้งแรก มีความรู้สึก ตื่นๆเหมือนกัน เพราะในการรับรู้ตั้งแต่สมัยเรียนรักษาดินแดน (รด.) ที่โรงเรียนปิยะมหาราชาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนครพนม ตอนอยู่ชั้นมัธยม ครูฝึก ที่เป็นทหาร ชอบเอาเรื่องการรักชาติ การต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย มาปลุกใจ ปลุกเลือดรักชาติ และเอาเรื่องผกค. มาให้เยาวชน ได้มีจิตใจฮึกเหิม ในฐานะที่เราเป็นทหาร เราต้องปกป้องประเทศ อะไรทำนองนั้น และก็จะบอกว่า ที่บ้านนาบัว เป็นบ้านที่มีการต่อสู้ระหว่างทหารกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้นคอมมิวนิสต์ จึงเป็นเรื่องน่ากลัว ที่อยู่ในใจของคนรุ่นข้าพเจ้าเกือบทุกคน โดยเฉพาะพวกที่ผ่านการฝึกรักษาดินแดน แม้แต่รูปของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ที่ติดอยู่บ้านพี่น้องคนไทยเชื้อสายญวน ผมขาวและไว้หนวดยาวๆ เมื่อยังไร้เดียงสา ดูประหนึ่งว่ารูปท่าน คือ สิ่งที่น่ากลัวที่สุด พอๆกับผี ที่มิควรมีไว้ประดับบ้าน ในตอนหลังต่างหากเมื่อเข้าใจ จึงได้ชวนลุงเตียว จัดงานเล็กๆเพื่อรำลึกถึงความดีงาม ของลุงโฮ เมื่อปลายปี พ.ศ.2543 ที่นาจอก ดังนั้นเมื่อมาเยือนหมู่บ้านที่ ถูกกล่าวว่าคือบ้านผู้ก่อการร้ายฯ ใหม่ๆ ย่อมหวั่นไหว อยู่เช่นเดียวกัน

วันแรกไปนั่งสัมภาษณ์คุณลุงไสว แสนมิตร อดีตผู้ใหญ่บ้าน สัมภาษณ์ลุงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะนั้นและบรรยากาศของหมู่บ้าน เพราะลุงเป็นผู้ใหญ่บ้านในช่วงเกิดเหตุการณ์วันเสียงปืนแตก เราคุยกันช่วงบ่ายๆที่ข้างกองฟางใหญ่ บนผืนนาของคุณลุง จำได้ว่าลุงใส่กางเกงขาก๊วยสีเหลืองๆ สวมหมวกแก๊ป ใส่เสื้อกระทิงแดง ที่มีรูปกระทิงสีแดงสองตัวชนกัน ใส่รองเท้าแตะ สีเขียวๆ ส่วนข้าพเจ้าใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ สวมเสื้อคลุม ของคณะสิ่งแวดล้อมฯ ที่เคยใส่สมัยตอนออก ทริป เมื่อครั้งยังเรียนที่ศาลายา ตอนนั้นพึ่งเรียนจบใหม่ๆ กลิ่นนักศึกษายังไม่จางหาย ข้างๆผม ก็มีเจ้าบ๊วย เจ้าแตง เจ้าตั๊ก ลูกศิษย์ ครุศาสตร์เอกการศึกษาปฐมวัย รุ่นแรก ซึ่งไม่ใช่นักศึกษารัฐศาสตร์ ที่เรียนเกี่ยวกับการเมืองเลย แม้ตัวข้าพเจ้าก็มิใช่ครูทางรัฐศาสตร์ แต่พวกเราก็ลุยกันไป ตอนนั้นเป็นวันแรกที่รู้จักลุงไหว ดูลุงก็ยังไม่มั่นใจ กับเรานัก ว่าพวกนี้เป็นใคร แต่ท่านก็ให้สัมภาษณ์ อย่างดี

นับจากวันนั้น ข้าพเจ้าดูเหมือนว่าจะรู้จักกับชาวนาบัวมากขึ้นๆ และจากที่ไปเช้าบ่ายกลับ ก็ไปเช้ากลับดึก ข้าพเจ้ารู้จักผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่ในหมู่บ้าน เช่น ผู้ใหญ่บุญคำ จิตมาตย์ อดีตนายพันแห่งกองทัพประชาชน ผู้ใหญ่ลำสินธ์ จิตมาตย์ และผู้ใหญ่วีระชัย จิตมาตย์ คุ้นเคยกับพวกท่านผู้ใหญ่บ้านเหล่านี้ดี เริ่มไม่กลัวคอมมิวนิสต์ เพราะไปนาบัว ไม่เห็นคอมมิวนิสต์ เห็นแต่ชาวบ้าน เห็นแต่พี่น้องที่เป็นชาวนา หญิงชาย ผู้ใจดี ล้วนเป็นรุ่นพ่อ–รุ่นแม่ รุ่นลุง-รุ่นป้า รู้จักคุณลุงหนูลา จิตมาตย์ หรือลุงวิหาร คนที่อยู่ในเหตุการณ์ 7 สิงหา รู้จักภรรยาของท่าน ที่เป็นแพทย์ สมัยอยู่ป่า เคยไปกินข้าวที่ปลายนาของท่าน ตอนนี้ลุงอายุ 73 ปีแล้ว ยังแข็งแรง เลี้ยงหมูอยู่ปลายนาริมน้ำบังอย่างมีความสุข ได้รู้จักนักปราชญ์แห่งนาบัว อดีตสหายชาวนาผู้ยิ่งยง “คุณลุงชม แสนมิตร” หรือลุงตั้ง ที่ปีนี้ อายุ 80 กว่าแล้ว เมื่อข้าพเจ้าไปนาบัว ทุกครั้งข้าพเจ้าจะไปหาลุง และป้ากาฬสินธุ์ วันไหนที่เจอลุงที่วัด จึงจะไม่ได้ไปที่บ้าน บ้านไม้สองชั้น ริมลำน้ำบัง ส่วนป้ามักทอผ้าอยู่ที่บ้าน เมื่อทราบว่าข้าพเจ้ามา และมีประชุมกันที่วัด ป้าก็จะฝากให้คนไปบอกให้ข้าพเจ้าไปหาที่บ้าน ป้ามักจะตักข้าวสารให้ เพราะรู้ว่าเราอยู่หอพัก ไม่มีเวลาทำนา กลัวว่าเราจะเสียเงินซื้อข้าว แต่ข้าพเจ้าคิดว่า เป็นน้ำใจของชาวนา ที่ยิ่งใหญ่ แม้วันนี้ป้าจะจากลุงชมและข้าพเจ้าไป อย่างไม่หวนกลับแล้ว

ลุงชมเล่าว่า ลุงเคยเป็นทหารไปช่วยเจ้าสุภานุวงศ์ เจ้าฟ้าชายแห่งราชวงศ์หลวงพระบาง ที่สละตำแหน่งเจ้าชาย เข้าป่าปฎิวัติ เพื่อปลดแอกลาวจากมหาอำนาจตะวันตก ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2490และกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อปี 2504 ในระยะที่รัฐบาลไทยสนับสนุนตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกา ลุงและสหายที่กลับมาจากลาวเพื่อเยี่ยมญาติ จึงถูกปิดล้อม และตอนใกล้สางของวันที่ 20 สิงหาคม 2504 เสียงปืนแตก ที่ดังขึ้น ณ บ้านนาบัว ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับคนที่ถูกกล่าวว่าเป็นผู้ก่อการร้าย จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ที่ใต้ต้นจามจุรี ปลายนาบ้านนาบัว ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งไม่มีใครเสียชีวิต ในขณะที่ เหตุการณ์ 7 สิงหา เกิดขึ้นที่ปลายนา ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน ริมน้ำบัง และลุงชมเป็นสมาชิกของกองทัพการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยพี่น้องอินโดจีนจากการตกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตก ภายใต้การนำของลุงสุภานุวงศ์ หรือขบวนการลาวฮักชาติ ที่ผูกพันและใกล้ชิดกับขบวนการเสรีไทยแห่งเทือกเขาภูพาน ภายใต้การนำของท่านปรีดี พนมยงค์ และนายเตียง ศิริขันธ์ ส่วนเหตุการณ์ 7 สิงหา 2508 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้ออกมายอมรับว่า สหายดังกล่าว คือ สมาชิกของพรรค รวมทั้งผู้เสียสละ ในคราวนั้น คือ สหายเสถียร ที่พึ่งกลับจากการเคลื่อนไหวในลาวด้วย

ปกติตอนบ่ายๆ ลุงชม ชอบไปทอดแห ที่ลำน้ำบัง ใกล้ค่ำก็กลับมา ป้าจะเป็นคนทำกับข้าว บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้า จะได้กินข้าวฝีมือของป้า กินข้าวเสร็จ ลุงจะชอบมาสาน เครื่องจักสาน พวกไซ ใส่ปลา ส่วนลุงไหว จะอยู่กับป้าแตงอ่อน ที่ปลายนา ห่างออกไป บ้านที่อยู่แถวคุ้มวัดให้ลูกสาวและลูกเขยอยู่ ข้าพเจ้าจึงไม่ค่อยได้ไปกินข้าวเย็นกับลุงไหวและป้าแตงอ่อน บ่อยเท่าใดนัก และที่นาบัว ข้าพเจ้ายังรู้จักและมักคุ้นกับสหายลอยเด่น นามวุฒิ อดีตทหารพิทักษ์ คุณลุงไขแสง สุกใส ผู้มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯจังหวัดนครพนม ที่ชาวนครพนมไม่เคยลืมเลือน

ลุงลอยเด่น เคยดูแลลุงไขแสง สมัยที่ลุงไขแสง ออกป่า เมื่อประมาณปี 2519 ตอนนี้ลุงลอยเด่น ก็ 60 กว่าปีแล้ว เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ท่านยังมีชีวิตที่เรียบง่าย โดยหาของมือสองไปขาย และเมื่อตอนที่ท่านอาจารย์ปรีชา เปี่ยมพงษ์สานต์ อาจารย์พอพันธ์ อุยยานนท์ อาจารย์อุกฤษ ปัทมานันท์ อาจารย์ สุวิทย์ ธีรศาศวัต พี่น้อย พรพิไล เลิศวิชา ไปเยี่ยมพี่น้องนาบัว ปีพ.ศ.2546 พี่น้องเหล่านี้และผู้อาวุโส ได้มาบายศรีสู่ขวัญ ผูกแขนต้อนรับ จนท่านอาจารย์ปรีชา น้ำตาซึม เพราะท่านเข้าใจประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของชาวนาไทย รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดของชาวนา ดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

ข้าพเจ้าเริ่มรู้จักสหายชาวนา หลายคนขึ้นๆ ด้วยบารมีของผู้คนที่นั่น ที่ท่านให้เกียรติเรา โดยเฉพาะผู้อาวุโส แห่งจอมศรี อ.นาแก “คุณลุงคำแดง อวนวัง” หรือลุงธง สหายชาวนารุ่นแรกๆ อดีตสมาชิกสภาตำบลก้านเหลือง ผู้เป็นผู้นำในการสร้างฝาย ที่ชื่อฝายธันวา ชื่อเดียวกับข้าพเจ้า แถว อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร (สมัยนั้นยังเป็นพื้นที่ของจังหวัดนครพนม) ข้าพเจ้าประทับใจในน้ำใจและความอ่อนน้อม ของคุณลุง แม้คุณลุงป่วยหนัก อายุ 90 กว่าแล้ว ลุงยังห่วงชาวบ้านอยู่เสมอ เมื่อข้าพเจ้าไปเยี่ยมลุง ลุงชอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองและฝากดูแลบ้านเมือง จนสิ้นลมหายใจ “เป็นจั่งใดบ้านเมืองเฮา ผมขอฝากเด้อ...” เป็นนักปฏิวัติที่แท้จริง เพราะการกลับจากป่า ลุงมาอาศัยอยู่ในกระท่อมมุงหญ้าแฝก หลังเล็กๆ กับคุณป้าคู่ชีวิตที่เคยออกป่าด้วยกัน ก่อนคุณป้าจะเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นไม่นาน

คุณลุงคำแดง อวนวัง ถ่ายรูปคู่กับรถกองทุนชินากุล ปี 2545

เมื่อตกกลางคืนลูกหลาน ทั้งลูกหลานทั่วไปและอดีตนักปฏิวัติจะชอบมานั่งคุยกับลุงเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง ลุงคำแดงยังเป็นนักปราชญ์ประจำตำบลก้านเหลือง ข้าพเจ้าจำได้ว่า เคยให้ ชวน อินโอ้และเพื่อน ลูกศิษย์ที่ราชภัฏสกลนคร ไปทำงานสำรวจการจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชน และเมื่อสอบถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชุมชน วัฒนธรรมชุมชน ชาวบ้านจะชี้ให้มาถามคุณลุงคำแดง ที่อยู่กระท่อมหลังน้อยข้างโรงเรียน โรงเรียนที่เป็นผืนดินที่ลุงบริจาค ให้ลุงอธิบาย ลุงก็จะอธิบายความเป็นมาของชุมชน ว่าเป็นชาวผู้ไท มาจากเมืองวัง-อ่างคำ ประเทศลาว และก็บอกนามสกุล “อวนวัง” ของลุง ก็มีความหมายว่ามีบรรพบุรุษมาจากเมืองวัง

เมื่อคราวที่ท่านอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และภริยา ท่านอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร และดร.คริส เบเคอร์ มาที่จอมศรี ยังมาเยี่ยมท่านที่กระท่อมหลังน้อยหลังนี้ ข้าพเจ้าจำได้ดีในน้ำใจและความเสียสละของลุง เมื่องานครบรอบ 30 ปี 14 ตุลา 2516 เราประชุมกันที่บ้านหลังน้อยมุงหญ้าคา ของลุง ค่ำวันที่ 12 ตุลาคม 2546 หากไม่มีลุง ที่สนับสนุนให้มีการจัดงานและอาสาเป็นผู้นำในการจัดงาน โดยมอบให้ลุงคำแสน บริบรูณ์ แห่งดอนคราม เป็นเจ้าภาพ งานก็คงจะไม่เป็นไปอย่างสมเกียรติและมีศักดิ์ศรี

แม้คราวที่เราจัดงานสัมมนาชาวนาสองฝั่งโขงกับศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลุงไม่สบายหนัก ก็พยายามจะไป บัดนี้ไม่มีลุงแล้ว เหลือเพียงภาพ ความทรงจำ ในน้ำใจ ของนักรบชาวนา ที่ขอเพียงชาวบ้านมีความสุข ลุงก็มีความสุข ไม่เคยหวังยศฐาบรรดาศักดิ์ ลุงคำแดง สนิทกับลุงไขแสง สุกใส สมัยที่ลุงไขแสง ยังมีชีวิตอยู่ ลุงไขแสง เคยแวะมาเยี่ยมลุงคำแดง เคยฝากเงินมาให้ลุง ลุงเอาไปซื้อม้าหินอ่อน เพื่อให้คนได้นั่งพักเล่น ที่ใต้ต้นมะขาม บ่อยครั้งเมื่อยามหน้าหนาว ข้าพเจ้า ลุงคำแดง พร้อมลุงชม ลุงไหว ลุงพารบ ลุงหนูลา ลุงสมพอ ลุงโอ และพี่นิพนธ์ มักนั่งรถปิคอัพของข้าพเจ้า ฝ่าสายลมหนาว ไปร่วมประชุมทางวิชาการ ที่ราชภัฏสกลนครเสมอๆ และกลับมาพร้อมกันตอนดึกๆ และเมื่อส่งทุกท่านถึงบ้าน ข้าพเจ้าก็จะขับรถกลับบ้าน ที่บ้านฮางโฮง สกลนคร คนเดียวเสมอ

สำหรับอีกบุคคลหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้บ้านนาบัว ได้กลายเป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์ และเป็นที่รับรู้ในมิติใหม่ ในมิติแห่งการพัฒนา คือ พี่นิพนธ์ เศวตะดุล พี่นิพนธ์และภรรยา ดูแลข้าพเจ้าเสมอ เมื่อข้าพเจ้าไปนาบัว แม้เราจะมิได้เป็นญาติกัน พี่นิพนธ์ เป็นคนจังหวัดตรัง คุณพ่อเป็นปัญญาชนก้าวหน้าและเป็นเพื่อนกับจิตร ภูมิศักดิ์ พี่นิพนธ์เคยเป็นอาจารย์อยู่วิทยาลัยเกษตรกรรม แขวงสหวันเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในระหว่างนั้นได้พัฒนาหลักสูตรวิชาการพัฒนาชนบทและวิชาเกษตรยืนยง ที่ยังใช้อยู่ในขณะนี้ และเคยได้รับการดูแลจากท่านบุนยัง วอระจิด รองประธานประเทศ สมัยที่ท่านยังเป็นเจ้าแขวงสหวันเขต เคยทำงานร่วมกับท่านสิลละวง คุดไพทูน รัฐมนตรีกระทรวงแผนการ ส่วนพี่นิตยา ภรรยา เป็นแพทย์อยู่โรงหมอ สหวันเขต เป็นหลานฮักของ พ.อ สีนัน ไซยะเสน อดีตผู้บัญชาการทหารแขวง และเป็นเพื่อนกับหลานสาวของแม่ย่าดก คุณแม่ของท่านประธานไกสอน พมวิหาน ต่อมาทั้งสองได้ลาออกจากการเป็นรัฐกรและข้ามกลับมาอยู่ที่นาบัว ประเทศไทย เพื่อการศึกษาของลูกทั้งสอง และช่วยผลักดันการทำงานพัฒนาชุมชน เมื่อครั้งที่จัดสัมมนาชาวนา 2 ฝั่งโขง ครั้งแรก ที่นครพนม-คำม่วน

เมื่อปีพ.ศ.2546 เราเคยเดินทางไปเตรียมสถานที่ ถึงเมืองมหาชัย ฝั่งประเทศลาว ที่ไกลจากท่าแขกเข้าไป 50 กิโลเมตร โดยร่วมวางแผนกับท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ประธานจัดงานในคราวนั้น และข้าพเจ้าก็พึ่งทราบว่า ณ ที่เมืองมหาชัย ถิ่นฐานบรรพชนของชาวจังหวัดสกลนคร มีพี่น้องชาวนาบัว ที่เคยเป็นอดีตนักรบสองฝั่งโขง ช่วยการปฏิวัติของลาว อันเป็นผลพวงจากเหตุการณ์วันเสียงปืนแตก ดำรงชีวิตที่นั่น พี่นิพนธ์ พาข้าพเจ้าไปพักในหมู่บ้านแห่งนั้น ริมน้ำเซบั้งไฟ ที่ยังไม่มีไฟฟ้า แต่ก็สวยงามเหลือเกิน มีภูเขาล้อมรอบ ตกกลางคืนแกนนำในหมู่บ้านทุกคนที่เคยเป็นนักปฏิวัติเก่า บางคนเป็นวิศวกร จบการศึกษาจากประเทศยุโรปตะวันออก มาต้อนรับและเล่าเกี่ยวกับการพัฒนาหมู่บ้านให้ข้าพเจ้าและพี่นิพนธ์ฟัง มันเป็นความทรงจำที่ดีของข้าพเจ้า

และเมื่อคราวเราไปสัมมนาที่เมืองมหาชัย เขาก็มาต้อนรับคณาจารย์จากจุฬาฯ ราชภัฏสกลนคร-นครพนม ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ในนามศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมือง มอบเงิน 5,000 บาท เพื่อสมทบการสร้างโรงเรียนของหมู่บ้านแห่งนี้ ที่ขณะนั้น มีเพียงอาคารเรียนชั่วคราวหนึ่งหลัง การเดินทางร่วมไปกับพี่นิพนธ์และศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬาฯ ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าสายสัมพันธ์ของนักปฏิวัติ ลึกซึ้งและข้ามกาลเวลา โดยเฉพาะชาวนาปฏิวัติ

ในบางครั้ง เมื่อข้าพเจ้าเห็นการออกมาเรียกร้องของนักเคลื่อนไหวในปัจจุบัน และอ้างอุดมการณ์ อ้างเหตุการณ์ในอดีต ข้าพเจ้ากลับคิดว่า อุดมการณ์อันบริสุทธิ์และน้ำใจ ที่ผูกโยงกับวัฒนธรรม ศาสนาและความเรียบง่าย ที่ท่านอาจารย์ฉัตรทิพย์พูดถึงเสมอ กลับจะนำไปสู่การถึงซึ่งสังคมอุดมธรรมอย่างแท้จริง มากกว่าการใช้กำลัง อำนาจ ทั้งอาวุธหรือเงินตรา ที่กำลังห้ำหั่นกันอยู่ในขณะนี้ เพราะไม่ว่าระบบใด หากเอาผลประโยชน์ส่วนตน เป็นที่ตั้ง ความโลภ แห่งชนชั้นและพวกตน เป็นหลัก ที่สอดแทรกไปในสิ่งที่อ้างว่าถูกต้องดีงาม ทั้งรัฐธรรมนูญแห่งรัฐ ธรรมนูญแห่งพรรค ล้วนจะนำมาซึ่งความล่มสลาย และความเสื่อมภายในตัวของมันเอง

ณ วันนี้ ที่ นครพนม ดินแดนเสียงปืนแตก ดินแดนแห่งความรุ่งเรืองทางศาสนา ดินแดนแห่งผู้นำในระดับอินโดจีน ทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย ที่เกิด เติบโต แวะเวียนผ่าน แม้ผู้คนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์วันเสียงปืนแตก ครั้งแรก และครั้งที่ถูกจารึก จะยังมีชีวิตอยู่ แต่หลายชีวิต ก็เริ่มล้มหายตายจากไป เช่น คุณลุงคำแดง อวนวัง คุณป้ากาฬสินธุ์ แสนมิตร และสหายชาวนาอีกจำนวนหนึ่ง ตามกฏอนิจจังแห่งธรรมชาติ แต่กระนั้น การตาย ก็เป็นเพียงการสลายสับเปลี่ยนของสสารและพลังงาน ในรูปต่างๆ แต่พลังงานแห่งความคิด ความรู้สึก ความทรงจำ ความคิดถึง สำนึกแห่งสันติภาพ และเสรีภาพ มันยังดูอุ่นๆ ทาบทาและแผ่ปกคลุม อยู่ ณ ผืนแผ่นดินแห่งนั้น เถ้าถ่านและสายโลหิต สลาย ไหลหลั่ง รวมเป็นผืนดินและสายน้ำแห่งบรรพชน เป็นแม่ธรณีและแม่คงคา ที่คอยโอบกอด ดูแลลูกหลาน เป็นโซ่สายสัมพันธ์ของธรรมชาติ ที่มิได้เลือนหาย จิตวิญญาณแห่งความรัก สันติภาพ และความเมตตา แห่งบรรพชน ยังจารึก อยู่ ณ ผืนแผ่นดินแห่งนี้ บ่มีเสื่อมคลาย...

จากซ้าย : คุณป้ากาฬสินธุ์ แสนมิตร อาจารย์ฐากร เจริญรัมย์ อดีตหัวหน้าภาควิชาชีววิทยาและสิ่งแวดล้อม และคณะลูกศิษย์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

จากขวา:ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร คุณยายแตงอ่อน แสนมิตร คุณตาไสว แสนมิตร รศ.สุวิทย์ ธีรศาศวัต พี่นิพนธ์ เศวตะดุล คุณลุงหนุลา จิตมาตย์ คุณตาชม แสนมิตร อ.อุกฤษ ปัทมานันท์ และนักวิชาการจากอีสานใต้ 2ท่าน (ที่วัดบัวขาว บ้านนาบัว ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม บ่าย วันที่ 7 ธันวาคม 2546)
จากซ้าย : คุณป้ากาฬสินธุ์ แสนมิตร อาจารย์ฐากร เจริญรัมย์ อดีตหัวหน้าภาควิชาชีววิทยาและสิ่งแวดล้อม และคณะลูกศิษย์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

ใบตองแห้งออนไลน์: ข้อสังเกตบางประการ ต่อคำพิพากษายึดทรัพย์

ที่มา ประชาไท


เรียบร้อยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว 4.6 หมื่นล้าน ที่เหลืออีก 3 หมื่นล้านรอกรมสรรพากรเก็บภาษี เผลอๆ ถ้ามีการฟ้องแพ่งข้อหาทำให้รัฐเสียหายตามมา ที่ว่า “ยึดไม่หมด” ก็อาจกลายเป็นถูกริบจนหมดตูดและติดหนี้หัวโตอีกต่างหาก

ผมจะไม่พูดถึงประเด็นที่ว่า เหตุใดศาลจึงตีมูลค่าคืนให้เฉพาะราคาหุ้นเมื่อปี 2544 ก่อนเป็นนายกฯ โดยไม่คำนึงถึงมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นตามความเติบโตของเศรษฐกิจ เช่นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั่วไป กลับถือเสียว่ามูลค่าหุ้นที่เพิ่มมาจากการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์เสียหมด เพราะประเด็นนี้คงเป็นที่ถกเถียงกันเยอะแล้ว

ผมจะไม่พูดถึง 5 ประเด็นที่ศาลเห็นพ้องกับ คตส. เพราะผมได้แสดงความเห็นแล้ว ในการตั้งคำถามคุณสฤณีและคุณสมเกียรติ

แต่ผมอยากพูดถึง “ทฤษฎีใหม่” ในการใช้และตีความกฎหมาย

คำถามง่ายๆ ที่ทุกคนไม่ได้ถามในการที่ ปปช.และ คตส.ยื่นฟ้องคดีนี้คือ เหตุใดคุณไม่แยก 5 ประเด็นที่กล่าวหาว่าทักษิณใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ ฟ้องเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 พร้อมกับฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายฐานทำให้รัฐเสียประโยชน์

แต่ ปปช.กับ คตส. กลับยื่นฟ้องโดยเอาทั้ง 5 ประเด็นมารวมว่า เป็นการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์จนทำให้ตนเองร่ำรวยผิดปกติ ถือว่าได้ประโยชน์มาโดยมิชอบจากการดำรงตำแหน่ง ให้ยึดทรัพย์

เพราะอะไรครับ ก็เพราะการเอาผิดตามมาตรา 157 ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนตามองค์ประกอบของกฎหมายอาญา สมมติเช่น คุณตั้งข้อกล่าวหาว่าทักษิณใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ ในกรณีที่ ทศท.แก้ไขสัญญาลดค่าตอบแทนให้เอไอเอส ถ้าจะเอาทักษิณเข้าคุก คุณต้องพิสูจน์ว่าทักษิณเข้าไปสั่งการ มีพยานหลักฐาน แม้ไม่ถึงขั้นเอกสาร (ใบเสร็จ) คุณก็ต้องมีหลักฐานแวดล้อมพอสมควร

เชื่อขนมกินได้ ถ้าฟ้องอาญา 157 ทักษิณหลุดหมด เหมือนที่เนวินหลุด อาจมีข้อหาเดียวคือเงินกู้พม่า ที่มีสุรเกียรติ์เป็นพยานปากเอก ปปช.และ คตส.จึงแยกฟ้องเฉพาะประเด็นนี้ประเด็นเดียว

แต่การเอาผิดตามกฎหมาย ปปช. ต่างกัน เพราะเป็นการเอาผิดตาม “ทฤษฎีใหม่” ในการใช้และตีความกฎหมาย ซึ่งเปิดโอกาสให้ตีความได้กว้างกว่า ไม่ต้องเคร่งครัดเหมือนการใช้ประมวลกฎหมายอาญา

ลองกลับไปอ่านคำพิพากษาก็ได้ว่า “กฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 4 ให้ความหมายของคำร้องขอให้เงินเป็นของแผ่นดินมี 2 กรณี คือ “ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ” หมายถึงทรัพย์สินที่มีการเปลี่ยนแปลงก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองและหลัง ออกจากตำแหน่งมีการเพิ่มผิดปกติ หรือมีหนี้ลดลงผิดปกติ ส่วน “ร่ำรวยผิดปกติ” หมายถึงการมีทรัพสินมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง”

มีตรงไหนบอกว่าทุจริต มีแต่บอกว่าได้มา “โดยไม่สมควร”

หมายความว่าอะไร หมายความว่าศาลไม่ต้องพิสูจน์ว่าทุจริต แต่เปิดช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างกว่าว่า อะไรคือ “ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง”

ซึ่งองค์คณะเสียงข้างมาก ก็วินิจฉัยฉับๆ ทั้ง 5 ประเด็นว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ปฯ และทักษิณมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะนายกฯ จากนั้นก็สรุปว่าคำฟ้องทั้ง 5 กรณีเป็นใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง

ดูตัวอย่างประเด็นแก้สัญญาเอไอเอส

“...การไม่ปฏิบัติตามสัญญาหลัก ด้วยการนำค่าใช้จ่าย ค่าเครือข่ายร่วม ซึ่งบริษัท เอไอเอส จะต้องรับผิดชอบตามสัญญา มาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ ย่อมเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ทศท. ที่ไม่ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการใช้บริการของลูกค้าเท่าจำนวนครั้งต่อนาทีที่มีการใช้บริการเครือข่ายร่วมกับเครือข่ายอื่น นับจากวันที่สัญญาแก้ไขมีผลบังคับ เดือนตุลาคม 2545 ถึงเดือนเมษายน 2551 ปรากฏจากรายงานการตรวจสอบว่า บริษัท เอไอเอส ใช้เครือข่ายร่วม 13,283,420,483 นาที คิดเป็นเงิน 6,960,359,401 บาท เงินจำนวนดังกล่าวเป็นประโยชน์ที่บริษัท เอไอเอส ได้รับจากการแก้ไขสัญญาที่ไม่ชอบด้วยสัญญาหลัก ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหายังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่แท้จริงอยู่ในบริษัท ชินคอร์ป และในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาหรือกำกับดูแลหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534

องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์จากกรณีดังกล่าว...”

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง! ไม่มีตรงไหนบอกว่าทุจริตนะครับ แต่ศาลวินิจฉัยว่า 1.เป็นการแก้ไขสัญญาที่ไม่ชอบ โดยบรรยายถึงความไม่ชอบมาพากลต่างๆ 2.เกิดขึ้นในขณะที่ทักษิณเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นนายกฯพร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าทักษิณใช้อำนาจหน้าที่เข้าไปสั่งการหรือไม่

หรือเอาอีกตอนหนึ่ง

“....องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า การอนุมัติให้ลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของบริษัทชินคอร์ปในบริษัทไทยคม จึงเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ป และบริษัทไทยคม ผู้รับสัมปทานจากรัฐ โดยไม่สมควร....”

ศาลวินิจฉัยว่า “เอื้อประโยชน์...โดยไม่สมควร”

การยึดทรัพย์ครั้งนี้จึงไม่ได้ตั้งอยู่บนคำตัดสินว่าทุจริต ซึ่งคล้ายกับที่เคยยึดทรัพย์สฤษดิ์ ถนอม ประภาส แต่ตอนยึดทรัพย์สฤษดิ์ ถนอมใช้อำนาจเผด็จการ ตอนยึดทรัพย์ถนอม ประภาส ใช้อำนาจนายกฯ (อ.สัญญา) ตาม ม.17 ไม่ได้ใช้อำนาจศาล (ถนอม ประภาส จึงได้แก่ตายโดยไม่ติดคุก) ต่างกับที่ศาล (โดย อ.สัญญา) ตัดสินยึดทรัพย์พล.อ.ชำนาญ นิลวิเศษ โดยตัดสินว่าทุจริต ติดคุกด้วย แม้แต่รักเกียรติก็ติดคุกด้วย

ย้อนกลับไปที่ผมตั้งคำถามคุณสฤณี อันที่จริงผมเดาไว้ก่อนแล้วละว่าศาลไม่เอาตัวเลขที่คุณสฤณีอุตส่าห์คำนวณมาใช้หรอก เพราะเท่ากับศาลจะต้องลงไปวินิจฉัยในรายละเอียดแต่ละประเด็น ซึ่งกฎหมาย ปปช.ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น

สังเกตไหมครับว่าแม้ศาลจะวินิจฉัยบางประเด็นว่าทำให้รัฐเสียหายเท่าไหร่ แต่ศาลก็ไม่ได้เอาความเสียหายนั้นมารวมแล้วหัก อย่างที่คุณสฤณีคิด (ประเด็น พรก.ภาษีสรรพสามิตก็ไม่ระบุความเสียหาย เพราะการส่งเงินเข้ารัฐไม่ได้ลดลง และการกีดกันอย่างคุณสมเกียรติพูด มันไม่เห็นเป็นรูปธรรม จึงระบุไม่ได้)

เพราะฐานการวินิจฉัยตามกฎหมาย ปปช. ไม่ต้องลงไปวินิจฉัยแต่ละประเด็น ซึ่งอันที่จริงถ้าแยกเป็นคดีก็จะสู้กันยาวเหยียด และวินิจฉัยยาวเหยียดเป็นวันเช่นกัน

สิ่งที่ศาลอธิบายทั้ง 5 ประเด็นจึงเป็นเรื่องความไม่สมควร คือมีพฤติกรรมที่เห็นว่าชินคอร์ปฯ และบริษัทในเครือได้ประโยชน์ ในขณะที่ทักษิณเป็นนายกฯ แต่มิได้ลงลึกพิสูจน์ว่าทักษิณสั่งการจริงหรือไม่ และมิได้ไต่สวนสืบสาวแยกแยะ ว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุผลองค์ประกอบอื่นหรือไม่ เพราะบางเรื่องเช่น พรก.ภาษีสรรพสามิต เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม้ทำให้ชินคอร์ปได้ประโยชน์ แต่ก็มีเหตุผลเชิงนโยบายที่โต้แย้งกันได้ว่ามีทั้งด้านดีด้านเสีย เช่นถ้ายอมรับว่ารัฐบาลมีนโยบายจะเอา ทศท. กสท.เข้าตลาดหุ้น การแปรค่าสัมปทานมาเป็นภาษีสรรพสามิตก็จำเป็น

เมื่อไม่แยกแยะการตัดสินใจเชิงนโยบายให้ชัดเจน ต่อไป นักการเมืองที่มาจากตระกูลธุรกิจก็ให้ระวัง ไม่ว่าคุณจะมาจากตระกูลโสภณพนิช ล่ำซำ พรรณเชษฐ์ ฯลฯ หรือว่าเขยซีพี เพราะการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐต้องให้คุณให้โทษแก่ธุรกิจทั้งสิ้น

ผมยังคิดเล่นๆว่า ถ้าศาลใช้ตัวเลขคุณสฤณี ก็จะมีเรื่องยุ่งอีกเยอะ คือต้องไปฟ้องเรียกค่าเสียหายจากชินคอร์ป ที่วันนี้เป็นของสิงคโปร์โตก จะเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โต เพราะกระทบถึงผู้ถือหุ้นรายย่อย และถ้าตีความว่ามติ ครม.ให้หักภาษีออกจากค่าสัมปทาน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไปถึงดีแทค ทรู ตลาดหุ้นเละเลย

แต่ฐานการวินิจฉัยตามกฎหมาย ปปช.แบบนี้ ไม่ต้องเอาตัวเลขของคุณสฤณีไปใช้ เพราะศาลใช้การสรุปพฤติกรรมโดยรวมว่า ได้ประโยชน์โดยไม่สมควร ฉะนั้น ก็มีช้อยซ์ให้เลือกเพียงว่า จะยึดหมดตามทฤษฎีวัวกินหญ้า ยึดแค่หลังปี 44 หรือยอมบวกมูลค่าเพิ่มจากความเติบโตทางเศรษฐกิจ (แต่ศาลไม่เลือกข้อหลัง)

พูดตามตรงนะ ถ้าศาลยกฟ้อง ปล่อยให้ทักษิณได้เงินคืนหมด ผมก็คงตะขิดตะขวงใจเหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นมากกว่าคือการแยกฟ้องแต่ละคดี แล้วมีคำตัดสินที่ชัดเจนในแต่ละคดี ต่อให้ไม่สามารถพิสูจน์ว่าทุจริต ก็แยกแยะบางเรื่องที่ชัดเจนมาฟ้องเรียกค่าเสียหายสิครับ อะไรไม่ชัดเจนก็จำต้องปล่อยไป เพราะหลักกฎหมายอาญาคือต้องมีพยานหลักฐานแน่ชัดหรือชั่งน้ำหนักได้ จึงจะลงโทษต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน

พูดถึงตรงนี้ก็ต้องมีคนโต้แย้งว่า ถ้ามัวแต่รอ “ใบเสร็จ” เมื่อไหร่จะจัดการนักการเมืองชั่วเลวได้ อ้า! นี่ไง เข้าประเด็นที่อยากพูดแล้ว

ผมคิดว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคของการใช้ทฤษฎีใหม่หรือมาตรฐานใหม่ ในการใช้และตีความกฎหมาย โดยไม่ต้องรอ “ใบเสร็จ” เพราะความอึดอัดของสังคมที่รู้สึกว่านักการเมืองชั่วลอยนวลมานาน ซื้อเสียงกันมานาน โกงกินกันมานาน ไม่เคยทำอะไรได้ (เหมือนอึดอัดพ่อค้ายาบ้า ครั้งหนึ่งสังคมก็เลยเชียร์ให้ฆ่าตัดตอน)

เราจึงเห็นการวางมาตรฐานใหม่ กกต. “เชื่อได้ว่า” ไอ้หมอนี่ทุจริตเลือกตั้ง แจกใบแดง ตัดสิทธิ 5 ปี ชดใช้ค่าเสียหายเลือกตั้งซ่อม ไม่ต้องใช้ใบเสร็จ ไม่ต้องจับได้คาหนังคาเขา เพราะถ้ามัวรอหลักฐานขึ้นศาลแบบสมัยก่อน ก็เอาผิดใครไม่ได้

พัฒนามาอีก กกต.เชื่อได้ว่า... แจกใบแดง ถ้าเป็นกรรมการบริหารพรรค ยุบพรรคเลย ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ ด้วย ไม่ต้องพิสูจน์ว่ามีส่วนรู้เห็นการ(เชื่อได้ว่า)ทุจริตหรือไม่

ปปช.ในคดีอาญาทำหน้าที่เป็นอัยการ แต่ความผิดทางวินัย กล่าวหาเองตัดสินเองเบ็ดเสร็จ เพราะเราเชื่อว่าถ้ามัวแต่ให้โต้แย้งอุทธรณ์คนผิดลอยนวล ต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ

คดีที่ดินรัชดาก็ทำให้คนงงมาแล้ว ไม่ทุจริต แต่ติดคุก โดยคำพิพากษาร่ายยาวถึงพฤติกรรมที่เชื่อได้ว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่ แต่ท้ายที่สุดก็บอกว่าไม่ผิดมาตรา 157 กลับไปผิดมาตรา 100 ปปช. ข้อกำหนดห้ามผู้ดำรงตำแหน่งปฏิบัติ ซึ่งอันที่จริงมันเป็นข้อห้ามทางจริยธรรม แต่มากำหนดเป็นความผิดอาญา การใช้และตีความจึงต้องเคร่งครัด แต่ตุลาการเสียงข้างมาก 5-4 ตีความว่าแม้ฝ่าฝืนโดยไม่เข้าองค์ประกอบทุจริต ก็ติดคุกเช่นกัน

ย้อนมาที่ผมตั้งคำถามกับคุณสฤณี ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าการกระทำของทักษิณที่เราเรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น เป็นการกระทำที่ไม่สมควร และก่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ เป็นที่สงสัยว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ แต่สิ่งเหล่านี้คือ “ข้อกล่าวหาทางการเมือง” หรือกระแสสังคม ซึ่งการที่จะยกระดับไปสู่ “ความผิดทางกฎหมาย” จะต้องมีการแยกแยะ พิสูจน์ ชั่งน้ำหนัก แม้ไม่ต้องการ “ใบเสร็จ” แต่การเอาผิดทางกฎหมาย ควรจะต้องมีอะไรมากกว่า “การอภิปรายไม่ไว้วางใจ” แบบพรรคประชาธิปัตย์ที่ถนัดในการเรียงลำดับพฤติกรรมโยงใยว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

แน่นอน ผมมอง 5 ประเด็นต่างจาก คตส.และตุลาการเสียงข้างมาก คือผมไม่ได้มองว่าทักษิณทำถูก โปร่งใส แต่ก็ไม่ได้มองแบบด้านเดียวว่าผิดหมด มันเป็นการตัดสินใจทางนโยบายที่ก้ำกึ่ง ต้องแยกแยะ ในเรื่องเดียวกันมันมีอะไรที่ปนเปอยู่ ในเรื่องเดียวกัน มันก็มีข้อกล่าวหาที่มั่วๆ แบบผู้กล่าวหาเองยังสับสน และปนอคติ

แต่สิ่งสำคัญกว่าที่ผมอยากพูดถึงคือ หลักคิด ซึ่งได้ข่าวว่า (ไม่ได้ดูเอง มีคนเล่าให้ฟัง) พงษ์เทพ เทพกาญจนา ออกทีวีกับกิตติศักดิ์ ปรกติ ดูเหมือนกิตติศักดิ์ก็ยังไม่ปรกติ-เอ๊ย-ก็ยังพูดในหลักคิดเดียวที่เคยถกกับผมเรื่องมาตรา 237 คือการใช้กฎหมายภิวัตน์เป็นประโยชน์กับสังคม กำจัดนักการเมืองซื้อเสียงโกงกินที่ไม่สามารถกำจัดได้ถ้ามัวแต่รอใบเสร็จ

แนวคิดนี้ถ้ากิตติศักดิ์ไม่ใช่อาจารย์กฎหมาย ถ้าเป็นสมัยเรายังอยู่ป่ากันเมื่อ 30 ปีก่อน ก็พอเข้าใจได้ว่าอยากตั้ง “ศาลประชาชน” จัดการแม่มให้เรียบ

คำถามสำคัญที่ผมอยากถามพวกที่ยึดหลักคิดนี้คือ หนึ่ง คุณเปิดช่องให้อำนาจอย่างมากมายแก่ศาลและองค์กรอิสระ ในการวินิจฉัย โดยไม่ต้องยึดกรอบการใช้และตีความกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัดเมื่อจะลงโทษบุคคล ตามที่ยึดถือกันมา

คุณไว้วางใจได้อย่างไรว่าอำนาจนี้ไม่ทำให้เกิดปัญหา หรือเป็นปัญหาเสียเอง เพราะอำนาจนี้ไม่ยึดโยงกับประชาชน หรือยึดโยงน้อยมาก

คุณมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดการเลือกปฏิบัติ นี่ไม่ใช่ผมบังอาจว่าศาลเลือกปฏิบัติ แต่อย่าลืมว่าศาลไม่มีอำนาจเริ่มคดีเอง ต้องมีผู้ร้องเรียน ตั้งเรื่อง สอบสวน ส่งฟ้อง คิดง่ายๆ ถ้าคน 2 คนมีพฤติกรรมคล้ายกัน แต่ผู้มีอำนาจสอบสวนเลือกจับคนหนึ่งไม่จับอีกคนหนึ่ง มันก็แย่แล้ว

เอ้า ดูสิ กกต.วินิจฉัยคดียุบพรรค ปชป.หรือยัง

สอง การใช้กฎหมายภิวัตน์จะใช้เฉพาะทักษิณกับพวกพ้อง หรือจะใช้กับนักการเมืองทุกคนทุกฝ่าย หรือจะใช้เฉพาะนักการเมืองที่เป็นนักธุรกิจ แล้วพวก “นักการเมืองอาชีพ” ล่ะ หรือคุณมองแต่นักการเมือง ไม่ได้มองขุนนางอำมาตย์ ผู้มีอำนาจบารมี ที่หลายรายอาจไม่มีธุรกิจของตัวเองอย่างทักษิณ ไม่มีอำนาจชัดเจนบนโต๊ะ แต่ก็ใช้อำนาจที่มองไม่เห็นเอื้อประโยชน์พวกพ้องได้ (เช่นก๊วน “ทำบุญ” 11 คน)

นี่ไม่ใช่พาลนะครับ แต่ถ้าเราเริ่มต้นจากฐานของคนมีอุดมการณ์เพื่อสังคม นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าในสังคมไทยเนี่ย ธุรกิจยักษ์ใหญ่ คนรวย ชนชั้นนำ ผู้ลากมากดี ผู้มีอำนาจทางการเมืองและราชการ เขาเอื้อประโยชน์กันมาหลายสิบปี ทักษิณก็เกิดมาจากระบบนี้ ทักษิณมันอยู่ใต้โต๊ะมาก่อน แล้วขึ้นมาใช้อำนาจบนโต๊ะให้เห็นได้ชัด

ถ้ากิตติศักดิ์อยากเห็น “ศาลประชาชน” ก็ต้องสนับสนุนให้จัดการแม่มให้เรียบ ไม่ใช่พอใจแล้วแค่ทักษิณ (นับจากนี้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบ โย้ โย้)

ข้อนี้บังเอิ๊ญ เมื่อคืนผมไปกินข้าวกับเพื่อนพ้องน้องพี่ภาคประชาชนในพันธมิตร เขายืดอกว่าคดีนี้จะเป็นเยี่ยงอย่าง เป็นปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ ส่งผลสะเทือนอันใหญ่หลวงต่อสังคมไทย จะทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัว ตื่นหู ตื่นตา หน้าตื่น หลังตื่น ลุกขึ้นมาตรวจสอบอำนาจ ต่อต้านทุจริต มันจะไม่หยุดแค่นี้แน่ เราจะผลักดันให้มีการตรวจสอบทุกคนทุกฝ่าย ทั้งการเมือง ราชการ ขุนนางอำมาตย์ รับรองได้

เจ้าประคู้ณ ขอให้สมพรปากเถอะ! แต่นึกขึ้นได้ “อ้าว พี่ แล้วอย่างไอ้ห้อยล่ะ”

ไม่ได้ว่าพี่ไม่จริงใจนะ แต่พี่ทำได้แค่ไหน พี่มีอำนาจซักเท่าไหร่เชียวในระบอบที่พี่เตะหมูเข้าปากเขาไปแล้ว

ใบตองแห้ง
27 ก.พ.53