ที่มา ประชาไท จากคำพิพากษายึดทรัพย์ที่ได้ตัดสินไปเมื่อวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีประเด็นในหลายประเด็นที่ศาลฎีกาตัดสินไว้อย่างน่าสนใจ ที่ควรค่าแก่การเก็บตกและมาขยายความในทางวิชาการกันต่อไป ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อศาล ในบทความนี้ผู้เขียนมิได้มีเจตนาจะชี้ให้เห็นความถูกผิดของคำพิพากษา หรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จะนำแง่มุมในคำพิพากษามาขยายความในเชิงวิชาการทางนโยบายของรัฐและเศรษฐศาสตร์ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ดังจะกล่าวต่อไปนี้ ประเด็นต่างๆในคำพิพากษานี้ไม่ว่าจะเป็น การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยการตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 พ.ศ. 2546 หรือ การแก้สัญญาone2call เรื่องปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรเติมเงินล่วงหน้าให้กับเอไอเอส การแก้ไขสัญญาณอนุญาตใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เครือข่ายร่วม “โรมมิ่ง” สังคมไทยควรตั้งสติให้ดีๆ เนื่องจาก หากประชาชนผู้ติดตามคำพิพากษาทั่วไปโดยไม่ได้คิดวิเคราะห์ อาจทำให้หลงคิดไปตามเหตุผลของฝ่ายกล่าวอ้างไปโดยมิได้พิจารณาข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ในคำพิพากษาคดียึดทรัพย์นี้ต้องคิดแยกประเด็นกันให้รอบคอบว่า การกระทำของอดีตนายกรัฐมนตรีในขณะที่ลูกมีหุ้น ภรรยามีหุ้น ญาติมีหุ้นในธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ต้องมีการจัดการทางกฎหมายและเมื่อวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน ศาลก็ได้วางบรรทัดฐานเรื่องผลประโยชน์ทันซ้อนของนักการเมืองได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเด็นการกระทำใดๆ ที่ทำให้ประชาชนได้เข้าถึงสาธารณูปโภคได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีค่าบริการต่ำลงเป็นอีกประเด็นหนึ่ง นโยบายเหล่านี้มีประโยชน์ต่อประเทศ ประชาชน เรื่องนี้สังคมไทยต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจน ต้องแยกให้ออกว่าเป็นคนละเรื่องกันระหว่างการกระทำที่มิชอบของนักการเมืองคนหนึ่งที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนเอง กับนโยบายที่ควรจะเป็นของประเทศ มิฉะนั้น อาจมีการเหมาเข่งรวมกันไปว่านโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายเหล่านี้เป็นผลเสียต่อประเทศไปทั้งหมดซึ่งอาจจะทำให้เราหันหัวเรือในการพัฒนาประเทศผิดไปก็เป็นได้ สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรกคือ เรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความเสียหายของรัฐ เพราะ ปัจจุบันรัฐไทยในความคิดของประชาชนส่วนหนึ่งนั้นคิดว่า อะไรที่ทำให้รัฐบาลเสียประโยชน์คือ ขายชาติ ทรยศชาติ ทั้งที่นโยบายเหล่านั้นอาจทำให้ประชาชนที่อยู่อย่างลำบากยากแค้นได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ต้องทำความเข้าใจว่า รัฐบาลนั้นไม่ใช่รัฐ รัฐนั้นประกอบไปด้วยองคาพยพทั้ง 4 ส่วนคือ อำนาจอธิปไตย ดินแดน รัฐบาล และประชาชน คดีนี้มีการยกตัวอย่างการขาดรายได้ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท กศท โทรคมนาคมจำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงินหลายหมื่นล้านบาทมาเป็นเหตุผลสนับสนุนในหลายจุดนั้น ผู้เขียนเห็นว่าประเด็นที่ต้องพิจารณานั้นคือ ความเสียหายในคดีนี้ความเสียหายส่วนใดที่รัฐวิสาหกิจเสือนอนกินทั้ง 2 บริษัทเสียหาย และความเสียหายส่วนใดที่ประชาชนเสียหาย เพราะความเสียหายของรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งอาจเป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ได้ เพราะส่วนหนึ่งของคำพิพากษาระบุถึงเรื่องความเสียหาย ก็เพราะเพื่อสนับสนุนเพื่อให้การกระทำที่เอื้อผลประโยชน์ชองคุณทักษิณมีน้ำหนักมากขึ้น ทั้งที่จริงๆแล้ว อาจไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำเหตุผลเรื่องความเสียหายเหล่านี้มากล่าวอ้างก็ได้ เพราะแค่กระทำการเอื้อผลประโยชน์ต่อตนเองก็เพียงพอแล้วที่จะพิพากษาในคดีนี้ แม้รัฐจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ หากมีการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนก็สามารถพิพากษาลงโทษการกระทำดังกล่าวได้แล้ว นอกจากนี้การยกค่าเสียหายของรัฐที่มากมายนั้นในคดีนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดต่อสังคมในเรื่องของผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งไม่ควรหมายถึงผลประโยชน์ของรัฐบาล หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ แต่ควรหมายถึงผลประโยชน์ของประชาชนที่เป็นเจ้าของรัฐไทย เนื่องจากจุดใหญ่ใจความที่ต้องพิจารณาก็คือ เป้าหมายของประเทศเราคืออะไร ใช่การที่รัฐวิสาหกิจของรัฐทั้ง 2 มีรายได้สูง เก็บรายได้ เข้ารัฐมาก แต่ประชาชนกลับใช้ชีวิตอยู่กับความยากลำบากเพื่อให้ผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจได้มีโบนัสจากกำไรที่รับบนความลำบากของประชาชนหรือไม่ ขณะที่การกระทำอะไรก็ตามที่จะส่งผลให้ประชาชนทั้งประเทศได้ผลประโยชน์สูงสุดนั้น เช่นได้มีโทรศัพท์มือถือดีๆ ถูกๆ ใช้ แล้วรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นต้องขาดรายได้กลับเป็นการทำลายประเทศ ยกตัวอย่างเช่น กรณีไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัมปทานไอทีวี ที่รัฐมุ่งเอาแก่รายได้ของเอกชนจนเอกชนไม่สามารถประกอบธุรกิจเพื่อให้บริการประชาชนได้ หรือใบอนุญาต 3 จี ที่จะทำให้ประชาชนที่ไม่มีสายโทรศัพท์เข้าถึง ได้ใช้อินเตอร์เน็ตเหมือนคนเมืองบ้าง แต่กลับมีการอ้างว่าหากให้ใบอนุญาตไปกับเอกชน รัฐจะเสียประโยชน์มากมาย ซึ่งต้องแลกกับการที่ประชาชนต้องนั่งรอเป็นปีให้รัฐวิสาหกิจที่ไร้คุณภาพของรัฐจัดทำต่อไป ส่วนที่สองนั้นก็คือเรื่องของการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตให้บริษัทผู้ประกอบการนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลพึงกระทำเพราะการลดภาษีลงนั้นจะทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตต่ำลง สามารถให้บริการประชาชนในราคาถูกลง ให้บริการแก่ประชาชนได้มากขึ้น มิฉะนั้น หากรัฐยังมีการเก็บภาษีขูดเลือดขูดเนื้อเอกชนก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนจะได้ใช้มือถือในราคาถูกทั่วบ้านทั่วเมืองขนาดนี้ ถ้าหากมิได้มีการปรับสัญญาต่างๆเหล่านี้ ตอนนี้พวกเราคงต้องนั่งทนใช้โทรศัพท์อยู่ยี่ห้อเดียว เสียค่าบริการเดือนละ 500 ทุกเดือน สัญญาณก็ไม่ค่อยดีเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อนเป็นแน่ หากต้นทุนของผู้ประกอบการสูงแล้ว ถึงแม้จะมีการแข่งขันกันในตลาดอย่างไรก็คงจะสามารถลดต้นทุนของสินค้าได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ส่วนต้นทุนที่ต้องจ่ายให้กับรัฐนั้นเป็นต้นทุนที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งเรื่องนี้ยังมีตัวเลขที่ยืนยันชัดเจนว่าตั้งแต่เก็บภาษีสรรพสามิตเริ่มในปี 2546 ขณะนั้นมีผู้ใช้บริการ 35 ล้านเลขหมาย ปัจจุบันมี 100 ล้านเลขหมาย ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากการเปิดให้ธุรกิจมือถือนั้นแข่งกันได้อย่างเสรีโดยไม่มีค่าสัมปทานมาเป็นอุปสรรคในการเข้าสู้ตลาด (Barriers to entry) ถึงแม้ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยในทำนองที่ว่า การแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนั้นเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่โดยส่งผลให้เอไอเอสได้เปรียบในการแข่งขันเนื่องจากเอไอเอส สามารถนำค่าสัมปทานที่เสียไปแล้วนั้นมาหักเป็นภาษีสรรพสามิตได้นั้น แต่ก็อาจจะถือว่ายุติธรรมแล้วก็ได้เพราะเอไอเอสก็จ่ายค่าสัมปทานไปก่อน บริษัทอื่นที่ยังไม่ได้จ่ายก็สามารถจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิตเป็นรายปีไป หากจะไม่ให้เอไอเอสหักค่าสัมปทานออก ก็ไม่น่าจะเป็นธรรมเท่าไรนัก เนื่องจากการแข่งขันเสรีนั้นต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน สถานะและภาระของผู้ประกอบการแต่ละรายไม่จำเป็นต้องพิจารณา และก็น่าเชื่อว่านโยบายนี้น่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหม่เช่นกันเนื่องจากผู้ประกอบการรายใหม่อาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเป็นเงินก้อนใหญ่เหมือนสัมปทานเดิม เพียงแต่เสียภาษีสรรพสามิตเป็นรายปีเท่านั้น ส่วนประเด็นการปรับลดค่าอัตราส่วนแบ่งในระบบพรีเพดให้กับบริษัท ทศท.ให้เหลือ อัตราคงที่ร้อยละ 20 จากการที่จะต้องจ่ายตามอัตราก้าวหน้าตามสัญญาเดิมนั้น จริงๆแล้วในเรื่องนี้ศาลก็ได้ตัดสินไว้แล้วในส่วนหนึ่งว่า การปรับค่าอัตราส่วนแบ่ง ประชาชนได้ใช้บริการมากขึ้นดังที่ระบุไว้ในคำพิพากษาว่ามีการขยายฐานตลาดจาก 2.5 แสนรายเป็น 17 ล้านราย ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์คือได้ใช้บริการที่ถูกลงอย่างมาก เพราะถ้าเป็นสมัยก่อนที่โทรศัพท์ระบบเติมเงินเข้ามาใหม่ ค่าบริการขั้นต่ำที่จะให้มือถือใช้ได้ตลอดเดือนก็ต้องมี 300-500 บาทเป็นอย่างต่ำ นาทีละ 5 บาท ปัจจุบัน 50 บาทอยู่ได้ทั้งเดือน ส่วนการแก้สัญญาให้รัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมในระบบโรมมิ่ง ก็เป็นเรื่องเดียวกัน ใจความหลักคือ มีการลดค่าธรรมเนียมให้เอไอเอส ซึ่งก็จะทำให้เอไอเอสบริการโรมมิ่งแก่ผู้บริโภคได้ในราคาถูกลง แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อศาล ในส่วนของคำพิพากษาประเด็นสัญญาพรีเพดนั้น ที่ว่า “คู่แข่งของเอไอเอสคือแทคที่ทำบัตรโทรศัพท์พร็อปให้บริการแข่งขัน … ทางแทคมีภาระมากกว่า ทั้งที่ยังไม่มีลูกค้า ทำให้ขาดทุนเสียรายได้ กสท. ได้ปรับอัตราจึงชอบแล้ว เอไอเอสขอลดอัตรารายได้บ้าง และมีช่องทางปรับลดตามขอ เห็นว่าเอไอเอสไม่มีเหตุที่จะลดอัตรารายได้ที่ต้องส่งให้กสท.” เรื่องนี้อาจทำให้เกิดบรรทัดฐานต่อวงการกฎหมายในเรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรมในอนาคต เนื่องจากอาจทำให้นักกฎหมายเข้าใจกันไปว่า การแข่งขันที่เป็นธรรมคือ การที่รัฐช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่าในตลาด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่ขัดแย้งกับทฤษฎีตลาดเสรี( free market theory) เนื่องจากจากการแข่งขันเสรีหมายถึง ผู้ประกอบการทุกรายอยู่ในกติกาเดียวกัน ใครไม่สามารถแข่งขันไม่ได้ ก็ต้องเลิกไป ใครจะมีต้นทุนเท่าไรก็สู้กันเข้าไป ไม่มีการจำกัดว่าใครจะมีฐานลูกค้ามากกว่า มีความสามารถที่มากกว่า ก็ต้องปล่อยให้เขาแข่งกันไปอย่างเสรี รัฐไม่มีสิทธิ์เข้าไปอุ้มผู้ที่อ่อนแอกว่า เพื่อที่เราจะได้ผู้ประกอบการที่ทำราคาได้ต่ำที่สุด ผลิตสินค้าคุณภาพสูงที่สุด และบริหารจัดการได้เก่งที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค รัฐมีหน้าที่อยู่อย่างเดียวคือการทำให้สภาวะเหมาะแก่การแข่งขันทางธุรกิจมากที่สุด คือ กำจัดอุปสรรคการเข้าสู่ตลาดให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภาษีที่ต่ำ ค่าสัมปทานที่ต่ำ ใบอนุญาตที่ขอได้ไม่ยากจนเกินไป เพราะฉะนั้นการที่ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าไม่ควรจะปรับลดภาษีให้เอไอเอสนั้นเนื่องจากฐานลูกค้าและภาระที่น้อยกว่าแทคน่าจะขัดกับทฤษฎีนี้อยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเข้าใจถึงคำพิพากษาว่าสิ่งใดที่ศาลต้องการวางเป็นบรรทัดฐานหลักของคำพิพากษา ส่วนใดเป็นเพียงเหตุผลประกอบคำพิพากษาเพี่อสนับสนุนเหตุผลหลักเท่านั้น ซึ่งในส่วนของเหตุผลรองนี้ไม่ควรนำคำพิพากษาในส่วนเหล่านี้ไปเป็นบรรทัดฐานตีความกฎหมาย รวมถึงบังคับใช้กฎหมายในอนาคต เพราะส่วนของคำพิพากษาในส่วนดังกล่าวนั้นเป็นเพียงแต่เหตุผลประกอบในสนับสนุนการกระทำการเอื้อผลประโยชน์ให้แก่บริษัทของคุณทักษิณ ไม่ใช่เป็นส่วนหลักที่เป็นแกนของคดี ดังที่มีกรณีเรื่องการรื้อสัญญาสัมปทานกับเอกชนดังที่มีข่าวว่า กระทรวงไอซีทีจะนำผลการพิพากษาคดีนี้ในเรื่องความเสียหายของรัฐมาตรวจสอบดูว่า สัมปทานมือถือว่ามีมีอะไรที่สร้างความเสียหายให้กับรัฐบ้างนั้น เพื่ออาจมีการปรับแก้ต่อไป การกระทำเช่นนี้หากไม่ได้เป็นการรื้อสัมปทานเพื่อมุ่งต่อผลประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก แต่เป็นการปรับแก้สัญญาให้ผู้ประกอบการจำต้องจ่ายค่าต๋งให้แก่รัฐเพิ่มขึ้น เพียงเพื่อหวังจะเก็บรายได้เข้ารัฐให้มากขึ้น พึงแต่จะทำให้ประเทศเสียหายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน หากรัฐจะแก้สัญญาตามอำเภอใจ รวมไปถึงผลกระทบโดยตรงต่อราคาค่าใช้บริการโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้มือถือก็ตาม ซึ่งจะเป็นสิ่งที่กระทบโดยตรงต่อประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, March 2, 2010
มองต่างมุมกับคำพิพากษายึดทรัพย์และสัมปทานโทรศัพท์มือถือ
เกษียร:จากระบอบทักษิณสู่ระบอบตุลาการ
ที่มา Thai E-Newsมันขยับจากตุลาการภิวัตน์( Judicial Review ) มาเป็น Judicial Rule หรือ "ตุลาการปกครองเอง" เพราะมีบุคคลจากองค์กรตุลาการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ 2550 ที่สำคัญ Judicial Rule มาในภาวะไม่ปกติด้วย เพราะตุลาการภิวัตน์เป็นกลไกปกติในระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร
โดย อริน เจียจันทร์พงษ์ และ พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์
ที่มา มติชน
หมายเหตุไทยอีนิวส์:รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ นักวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นผู้ให้คำนิยาม"ระบอบทักษิณ" ล่าสุดเขากล่าวถึง"ระบอบตุลาการ"( Judicial Rule ) และอธิบายการตัดสินคดียึดทรัพย์ทักษิณในมิติที่เชื่อมโยงถึงรากฐานที่มาและที่ไปได้อย่างน่าสนใจ ในการให้สัมภาษณ์กับมติชน
มันมีฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมเจรจา การนำของฝ่ายต่อต้านทักษิณ พลังฝ่ายอำมาตย์มันเปลี่ยนจากหมอประเวศ (วะสี) คุณอานันท์ (ปันยารชุน) ในสมัยก่อนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเครือข่ายจงรักภักดีในการปฏิรูปการเมือง 40 ตอนนี้กลายเป็น พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์) พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) คือจากเสรีนิยม มาเป็นอนุรักษนิยม คนละเรื่องเลย ดังนั้น การปฏิรูปเกิดยากในช่วงใกล้ๆ นี้ เพราะเขากลัว
@ คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านไปแล้ว แต่ในเชิงสัญลักษณ์ถือว่า เป็นตอนจบของรัฐประหาร 49 ได้หรือไม่
ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น เพราะคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) มีนัยความหมายเคลียร์ตั้งแต่ต้นว่า การรัฐประหารครั้งนี้ทำให้ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถูกปฏิรูปให้ปลอดภัยสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไม่ปลอดภัยภายใต้ระบอบทักษิณ
แต่คำว่าไม่ปลอดภัยไม่ได้แปลว่าจะมีใครไปคิดล้มล้าง หรือล้มเลิก แม้แต่คุณทักษิณเอง ก็คงไม่คิดไปไกลขนาดนั้น แต่จะทำอย่างไรให้อำนาจนำ (Hegemony) หมายถึงความสามารถที่จะนำทั้งประเทศ สังคม และการเมือง มุ่งไปในทิศทางเดียวกันได้ อยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะภายใต้การนำของคุณทักษิณ อำนาจการนำ มันย้ายจากส่วนเดิมไปสู่คุณทักษิณ พรรคไทยรักไทย และเครือข่ายที่แวดล้อม ส่วนนี้คือเดิมพัน (เน้นเสียง) ดังนั้น จึงต้องปฏิรูปเสียใหม่ เพื่อให้อำนาจนำอยู่ที่เดิม ซึ่งหมายถึงต้องทำลายอำนาจของคุณทักษิณ โดยทุบลงไปยังฐานอำนาจสำคัญของทักษิณ 2 อย่างคือ 1.ทุน 2.พรรค
อำนาจการจัดตั้ง ซึ่งมีพรรคการเมืองเป็นจุดศูนย์รวม ของรากหญ้า เป็นที่มาของการยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ถ้ายังไม่จบก็อาจต่อด้วยพรรคเพื่อไทย ส่วนการทุบไปที่ฐานทุน ก็คือ คดียึดทรัพย์ กระบวนการเหล่านี้ชัดเจนนั่นคือแผนบันได 4 ขั้น เมื่อทำลายอำนาจนำของคุณทักษิณลงไปแล้ว แปลว่าหลังจากนี้ ยากมากที่ในสังคมไทยจะมีใครสร้างอำนาจนำที่เป็นทางเลือกได้
หัวใจของทุนนิยม คือกรรมสิทธิ์ แต่คำตัดสินวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ได้ฟาดเข้าไปกลางหัวใจทุนนิยม กล่าวคือ เมื่อถึงจุดหนึ่ง รัฐสามารถเข้าไปยึดทรัพย์สินของเอกชนได้ เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู จะทำให้ไม่มีกลุ่มทุนใหญ่ที่ไหนกล้าอีก เพราะได้เห็นตัวอย่างแล้วว่า โอ้โห...ทำมาหากินแทบเป็นแทบตาย แต่แป๊บเดียวโดนยึดเป็นหมื่นล้าน
@ ความพยายามทุบไม่ให้เหลืออำนาจนำทางเลือก สะท้อนว่า เราไม่ได้เป็นเสรีประชาธิปไตย ?
ประเทศประชาธิปไตยที่เปิดช่องให้มี อำนาจนำทางเลือกได้จะต้องเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย คือ มีเสรีและเป็นประชาธิปไตยที่ผูกติดกัน เวลาต่อสู้ไป อำนาจนำทางเลือกอาจจะขึ้นมาชนะก็ได้ และไม่จำเป็นต้องมีอำนาจนำเพียง 2 อาจจะมีมากกว่าก็ได้ แต่ถ้าเสียดุลเรื่องนี้ อาจจะสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เสรี ซึ่งอันตราย ที่ไม่เพียงไม่สร้างอำนาจนำที่เป็นทางเลือก แต่อาจถึงขั้นเป็นทรราชย์ได้ ซึ่งสมัยรัฐบาลคุณทักษิณมีแนวโน้มแบบนั้นว่า เป็นประชาธิปไตยที่เสรีน้อยลงเรื่อยๆ อำนาจนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และน่ากลัวว่าจะเป็นอำนาจนำเดี่ยว ไม่มีเสรีภาพพอที่จะสร้างอำนาจนำอื่นขึ้นมาเป็นคู่ประชัน หลายเรื่องหนักข้อ
@ คำอธิบายของศาลในคดียึดทรัพย์จะสามารถทำให้ประชาชนเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน
หลักนิติธรรม หรือ Rules of Law ในวิธีคิดของนักรัฐศาสตร์คือ Limited Government หมายความว่า รัฐบาลมีอำนาจจำกัด เพราะประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเป็นกำแพงกั้น การที่พลเมือง ไม่ใช่ไพร่ ข้าทาส มีสิทธิเสรีภาพในชีวิตทรัพย์สินของตัวเอง ทำให้เกิดนิติธรรม ตรงข้ามกับสมบูรณาญาสิทธิ์ คำถามคือใครเป็นคนคุมเส้น ก็คือศาล ตุลาการ องค์กรอิสระ ต้องมีทั้งหมดนี้จึงจะมีหลักนิติธรรม ซึ่งเกี่ยวกับความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย เพราะมันไม่ปล่อยให้ผู้มีอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย นี่คือหลักนิติธรรมที่ดีที่สุด ซึ่งคุณทักษิณกุมอำนาจรัฐ บางครั้งอยู่เหนือกฎหมายทำให้กฎหมายบังคับใช้ไม่ได้ การเอานายกฯที่มีอำนาจมากที่สุดในแผ่นดิน มาขึ้นศาล ผ่านกระบวนการยุติธรรมนี่ก็คือ พยายามทำให้เกิดนิติธรรม
อย่างไรก็ดี คนที่อยู่เหนือกฎหมายไม่ใช่แค่คนที่มีอำนาจรัฐเท่านั้น ยังรวมถึงคนที่มี "อิทธิพล" ด้วย อิทธิพลไม่ใช่อำนาจรัฐ อาทิ เจ้าพ่ออยู่เหนือกฎหมายทำให้กลไกกฎหมายไม่ทำงาน เป็นอัมพาต และในระดับสูงขึ้นไปๆ หลังจากรัฐประหาร 2549 มีการแก้ปัญหาหลักนิติธรรมผู้มีอำนาจรัฐ คือระบอบทักษิณ แต่ในเวลาเดียวกัน คุณกลับไปเพิ่มปัญหาผู้มีอิทธิพล ระดับที่อยู่สูงกว่าเจ้าพ่อ ไปกดดันกระบวนการยุติธรรม ปัญหาจึงไม่เพียงไม่ได้แก้ แต่เหมือนหนักข้อขึ้น ความหมายคือคุณแก้ปัญหาเพียงครึ่งเดียว แต่การบิดเบือนหลักนิติธรรมด้วยอิทธิพลจนทำให้ตำรวจไม่กล้าสืบหรือสืบนานมาก (ลากเสียง) ทั้งๆ ที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ (กลุ่มพันธมิตรฯบุกยึดสนามบิน) เป็นปีแล้ว อัยการไม่ฟ้องโดยอ้างว่าไม่มีเจตนา ตรงนี้นี่แหละคือที่มาคำกล่าวหาเรื่องสองมาตรฐาน
@ ผลคือทำให้เราๆ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะใจหนึ่งก็เห็นว่า มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น แต่อีกใจก็กระบวนการดำเนินการจัดการไม่ค่อยสวยเท่าไหร่
ตรงนี้ไง มันแสดงถึงข้อจำกัดของการอิงอิทธิพลเพื่อแก้ปัญหาการละเมิดหลักนิติธรรมของผู้มีอำนาจ ซึ่งพอถึงจุดหนึ่งกลับสร้างปัญหาอีกอย่างขึ้นมา ที่นี้จะแก้ยังไง ผมคิดว่ากระบวนการตุลาการต้องโปร่งใส เพราะอิทธิพลไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครรับรู้ ถ้าโปร่งใส หรือมีใครได้ยิน มันก็ใช้ได้ลำบาก ดังนั้น วิธีการต่อสู้ของคนเสื้อแดงคือเอาเทปลับมาเปิด แล้วผมก็ไม่เห็นว่าใครจะบอกว่าเทปลับนั้นไม่จริง มีแต่บอกว่าอัดเทปลับผิดกฎหมาย ต้องมีการวิจารณ์ เปิดให้ตั้งคำถามกับกระบวนการตุลาการ จากองค์กรอื่น สังคม และในตุลาการด้วยกันเอง ผมไม่คิดว่าตุลาการทั้งประเทศจะคิดเหมือนกันหมด แต่จะทำอย่างไร ที่เปิดให้มีการตรวจสอบ ถ่วงดุล ทั้งจากข้างนอกและข้างในมากกว่า อย่าปล่อยให้ไม่โปร่งใส เพราะยิ่งจะทำให้มีการใช้อิทธิพลค่อนข้างมาก เพราะไม่เพียงสร้างปัญหา แต่ยังดิสเครดิตตุลาการเองด้วย จุดนี้อันตรายมาก กระบวนการยุติธรรมจะไม่กลายเป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่กลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผู้มีอิทธิพล
@ ความน่าเชื่อถือฝ่ายตุลาการลดลง เรื่อยๆ ทำให้ประเทศเสี่ยง เพราะไม่เหลือหลักยึดสุดท้าย
ตุลาการภิวัตน์ หรือ Judicial Review เป็นกลไกหนึ่งของระบบเสรีนิยมที่จะตรวจสอบถ่วงดุลระบอบประชาธิปไตยซึ่งใช้เสียงข้างมาก องค์กรตุลาการเป็นตัวการที่จะป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารล้ำเส้น แต่ผมคิดว่า ทิศทางที่เราเดินหลังรัฐประหาร มันไม่ใช่ เพราะเราขยับจาก Judicial Review มาเป็น Judicial Rule หรือ ตุลาการ ปกครองเอง เพราะมีบุคคลจากองค์กรตุลาการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ 2550 ที่สำคัญ Judicial Rules มาในภาวะไม่ปกติด้วย เพราะตุลาการภิวัตน์เป็นกลไกปกติในระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร มันคนละเรื่องเลย คือบริบทเปลี่ยน แล้วบทบาทตุลาการก็ขยายกว้าง ตรงนี้เป็นตัวที่บ่อนทำลายตุลาการภิวัตน์ที่สุด มันทำให้กลับไป Judicial Review แบบเดิมไม่ได้ เพราะคนไม่เชื่อน้ำยา คุณได้อำนาจจากเผด็จการ ที่นี้จะถอยกลับยังไง มีทางถอยไหม ที่แย่คือรัฐธรรมนูญ 2550 มันทำให้ Judicial Rule กลายเป็นสถาบัน แล้วล็อคไว้เลย จะถอยก็ถอยไม่ได้
ทางแก้คือ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตุลาการถอยกลับไปสู่ Judicial Review ตรงนี้จะกอบกู้ตุลาการได้มาก เชิญกลับไปทำหน้าที่ตุลาการภิวัตน์อย่างเดิม แม้แต่คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็รู้ว่าการเมืองเป็นที่อโคจรสถาน นักกฎหมายระดับบิ๊กอย่างคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ยังเตือนเลยว่า อย่าไปอยู่นานนะ ตุลาการทั้งหลาย เพราะ 1.เป็นที่ที่คุณไม่คุ้น 2.พอเข้าไปอยู่ มันมีฝ่ายแพ้ชนะ คุณจะมีศัตรูมาก ดังนั้น อย่าทำนาน รีบทำแล้วถอย
@ ถ้าบอกว่าคดีนี้เป็นตอนจบของ รัฐประหาร แสดงว่ารู้ว่าสุดท้ายแล้วคดีจะตัดสินแบบนี้ และศาลก็เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งของ คปค.เท่านั้น
ศาลท่านคงไม่คิดว่าเป็นเครื่องมือของทหาร แต่ลองคิดดูถ้าศาลตัดสินว่าคุณทักษิณพ้นผิด ไม่มีความด่างพร้อยอะไร ให้คืนทรัพย์สินไปทั้งหมด อ้าว แล้วจะรัฐประหารเรื่องอะไรวะ (ทำท่าสะดุ้ง) เฮ้ย...เฮ้ย ไม่ได้หรอกครับ (หัวเราะ) ถ้าไม่ยึดเลย เท่ากับทำลายความชอบธรรม ว่าที่ทำมาตลอด 4-5 ปีมันขี้หมาทั้งหมด หลอกทั้งเพ
ผมว่าคนในสังคมจำนวนมาก ไม่สามารถพูดได้เต็ม 100% เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของรัฐบาลคุณทักษิณ หลายคนสงสัยว่ามีการทุจริต แต่พอเลือกใช้กระบวนการเหมือนที่ผ่านมา ผมคิดว่าถ้าจะมีบทเรียนที่สรุปได้จากเรื่องนี้คือ อย่าใช้รัฐประหารแก้คอร์รัปชั่น เมื่อใดใช้รัฐประหารแก้คอร์รัปชั่นมันจะทำลายความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด นี่เป็นราคาที่แพงมาก อย่าๆ ฟังดูเหมือนทันใจดี เด็ดขาดดี ไม่จริง ในที่สุดแล้ว ได้ไม่คุ้มเสีย เราอยากได้หรือ เงินไม่กี่ล้านของคุณทักษิณ ส่วนตัวผมเฉยๆ แต่ว่าสิ่งที่เราน่าจะหวงแหนไว้คือความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสิ่งที่เสียไปจากการรัฐประหารครั้งนี้ ไม่คุ้มเลย
@ ใช้ปฏิวัติปราบคอร์รัปชั่นเป็นต้นทุนที่สูงมาก เราเห็นแล้ว แต่ในอนาคตปฏิวัติยังมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่?
จำไม่ได้หรือ ข้อเสนอของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล การเมืองใหม่ 4 ข้อ บอกว่า ทหารแทรกแซงการเมืองได้แล้วถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของแก คือในกรณีมีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วรัฐบาลไม่ทำอะไร มีการคุกคามสถาบันแล้วรัฐบาลไม่ทำอะไร มีการคอร์รัปชั่น ข้อสี่ผมจำไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าถ้าแบบนี้แล้วตายเลย สงสารทหาร เพราะทหารต้องแทรกแซงทุกวัน วันนี้เรื่องการสอบนายอำเภอ พรุ่งนี้เรื่องซื้อตำแหน่งในมหาดไทย มันต้องแทรกทุกวันเลย มันไม่เมคเซนส์ จะให้ทหารแก้คอร์รัปชั่น
หรือถ้าได้อ่านเอกสารการประชุม ผบ. ตั้งแต่ระดับกองพันขึ้นไปครั้งสุดท้ายก่อนบอกลาตำแหน่ง ผบ.ทบ.ของ พล.อ.สนธิ (บุญยรัตกลิน) แล้วมีคำบรรยายของไพบูลย์ คุ้มฉายา วิธีคิด พล.อ.สนธิ คือ อยากให้หนึ่งระบบราชการเป็นแกนหลักวางแผนยุทธศาสตร์กระทรวงแล้วถ่ายทอดให้ นักการเมืองเอาไปทำยุทธศาสตร์ชาติ สองกำลังพลในกองทัพคิดเหมือนกันแล้วทำให้ประชาชนในเขตรับผิดชอบ คิดเหมือนกัน สาม กอ.รมน.จังหวัด ทหารที่เป็นรอง กอ.รมน.ทำการทูตให้ กอ.รมน.จังหวัดดำเนินการตามแผนของฝ่ายทหาร ทั้งสามข้อเป็นไปไม่ได้
ข้อแรก ระบบราชการที่กิน 400 ล้าน ส่อโกง คือมันเละจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว แกเอาความหวังในกอบกู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปฝากไว้กับระบบราชการที่มันเฮงซวย แทนที่มันจะคุมนักการเมือง ดู ม.ศักดิ์สยาม ผ่านเน กลับไปคุมพวกข้าราชการอีกต่างหาก จบ ข้อสอง ดูทหารชั้นนายพลเพิ่งจะขู่กระทืบ ผบ.ทบ. แล้วเอกสารลับทั้งหลายมันหลุดไปไง นี่กำลังพลคิดเหมือนกันเหรอ แล้วจะบอกให้ประชาชนคิดเหมือนกำลังพล ยิ่งบ้าเข้าไปใหญ่ ข้อสาม ดูจีที 200 บอกว่า ให้ใช้จีที 200 ต่อเพราะเชื่อจากประสบการณ์ (หัวเราะ) คือ วิธีรัฐประหาร และใช้ระบบราชการและทหารเป็นแกนกลางในการสร้างชาติ แก้คอร์รัปชั่น ไม่เวิร์ก หรอกครับ ชาติหน้าก็ไม่เวิร์ก เหลวไหลทั้งเพ
สิ่งที่เขาทำได้คือทุบอำนาจนำที่เป็นทางเลือกลงไป เขาไม่สามารถรักษาอำนาจนำเดิมไว้ได้ อำนาจนำเดิมมีแต่เสื่อมลงเรื่อยๆ ความน่าเศร้าคือไม่มีอำนาจนำทางการเมืองเลย อำนาจนำแบบทักษิณสร้างขึ้นผมก็ไม่เห็นด้วยมันอำนาจนิยมเกินไป มันถูกทุบไปแล้ว จะแทนที่โดยอำนาจนำแบบกลับไปพึ่งระบบราชการหรือ ไม่ไหวหรอก ฉะนั้นเราจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบซึ่งไม่มีอำนาจนำทางการเมืองเลย แปลว่า ไม่มีใครเชื่อใคร ไม่มีใครนำใครแล้ว
@ ก็อาจจะเกิดภาวะโกลาหล มีมวลชน ที่เชื่ออำนาจนำทางเลือก และอำนาจนำแบบเดิม
แต่ไม่มีใครสามารถนำทั้งหมดได้ ซึ่งก็แตกแยก ถ้าคุมไม่ดี ก็เกิดความรุนแรง จลาจล ผมคิดว่า เราจะอยู่กับภาวะแบบนี้ไปอีกพักใหญ่ คือผมกำลังเห็นว่า เรากำลังอยู่ใน Power shift ยาว ห้าปี สิบปีก็ไม่รู้ แต่เราเคยผ่านมา 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ ก่อน 2475 เกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม มีกลุ่มคนใหม่ กลุ่มคนใหม่บอกแบบเดิมไม่เอา บอกอยากได้อำนาจบ้าง แต่กว่ามันจะลงเอยเป็นสิบกว่าปี ลงเอยว่า เอาระบอบรัฐธรรมนูญ ไม่กลับไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว ครั้งที่สอง 14 ตุลา 16 จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม ที่เป็นผลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ เกิดกลุ่มคนใหม่ คนชั้นกลาง คนมีการศึกษา บอกว่า ไม่เอาอำนาจอยู่ที่ทหารแล้ว ขอแบ่งอำนาจบ้าง แต่กว่าจะตกลงกันได้ผมคิดว่า ถึงพฤษภา 35 มันสู้กันยาวเป็นสิบปี ยี่สิบปี กว่าจะทำให้ทหารกลับค่ายได้
คราวนี้ครั้งที่สาม การเปลี่ยนคือโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ เกิดกลุ่มคนใหม่คือ เศรษฐีโลกาภิวัตน์ ก็คนแบบทักษิณ กับอีกพวกคือ ผู้ที่สู้แพ้ในลานวิ่งโลกาภิวัตน์ทั้งในชนบทและในเมือง กลายเป็นลูกค้าคุณทักษิณ นโยบายเอื้ออาทรก็อุ้มคนเหล่านี้ และเขาอยากได้อำนาจบ้าง มันก็ยื้อกัน ตอนนี้มันอยู่ในช่วงการยื้อ ไม่จบเร็ว ปีสองปีไม่จบหรอก ใช้เวลานาน กว่าจะหาจุดลงตัวที่ ...ระบอบอะไรวะ ที่ให้อำนาจกับพวกใหม่ และพวกเก่าก็พอมีที่ให้เขายืน การเปลี่ยนแปลงระดับไหน ที่ไม่คุกคามพวกเก่าจนเกินไป แต่ก็เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญพอสำหรับพวกใหม่ ซึ่งในกระบวนการเปลี่ยนแบบนี้ มันมีพวกสุดโต่งทั้งสองฝ่าย คือ ไม่เปลี่ยนเลยเว้ย จะเอาแบบถอยหลังด้วย กับอีกพวกคือ จะเปลี่ยนไปโน่นเลยเว้ย (ชี้นิ้ว) มันยืดเยื้อ อุบัติเหตุเกิดง่าย ถ้าไม่จัดการให้ดีก็อาจถึงขั้นเลือดตกยางออก
@ ตอนยื้อๆ มีบรรยากาศแห่งการคุยกันทั้งสังคมหรือไม่ มันสุกงอมจะคุยหรือยัง หรือต้องรออีกหน่อย
ในที่สุด มันคงหลีกเลี่ยงการหาฉันทามติ ผ่านการพุดคุยไม่ได้ แต่ตอนนี้ฝ่ายหนึ่งไม่อยู่ในอารมณ์จะคุย เพราะเครื่องบินกำลังจะลง อยากจะซอฟต์แลนดิ้งให้มั่นใจ ระหว่างลงจึงต้องไม่ยอมให้อะไรขยับเลย ไม่ไว้ใจใครเลย ไม่ไว้ใจเสื้อแดง ไม่ไว้ใจทักษิณ มันเหมือนคนที่รู้สึกไม่ปลอดภัย กลัวประชาธิปไตยปกติ ดังนั้น ในภาวะจะซอฟต์แลนดิ้ง ต้องคุมความไม่ปกติให้มั่นคงไว้ก่อน จงไม่ปกติไปอีกซักพักหนึ่ง ซอฟต์แลนดิ้งแล้วค่อยว่ากัน นี่คือ ปัจจัยที่ทำให้การปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อปรับระบบการเมือง ไม่เกิด หรือเกิดช้า
มันมีฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมเจรจา การนำของฝ่ายต่อต้านทักษิณ พลังฝ่ายอำมาตย์มันเปลี่ยนจากหมอประเวศ (วะสี) คุณอานันท์ (ปันยารชุน) ในสมัยก่อนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเครือข่ายจงรักภักดีในการปฏิรูปการเมือง 40 ตอนนี้กลายเป็น พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์) พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) คือจากเสรีนิยม มาเป็นอนุรักษนิยม คนละเรื่องเลย ดังนั้น การปฏิรูปเกิดยากในช่วงใกล้ๆ นี้ เพราะเขากลัว
@ ต่อไปจะทำให้ รธน.เป็นศีลธรรมในโลกการเมืองอย่างไร เพราะทั้งสองคนหลังดึงเอาจริยธรรมคุณธรรมมาใช้ แต่ก็มีปัญหาเพราะมีบางคนเท่านั้นที่ผูกขาด
วิธีการออกแบบอำนาจ มี 2 แบบ แบบแรก แบบระเบียบสถาบันก็เป็นอย่างนี้แหละ คือเอาคนดีมานั่งในตำแหน่งก็แล้วกัน ซึ่งพอเป็นอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดอำนาจ เพราะเขาเป็นคนดียิ่งมีอำนาจเด็ดขาด จะได้ทำดีได้เด็ดขาดไง
กับอีกวิธีนึง มันมีคนไม่ดีอยู่ในโลก เราก็ออกแบบสถาบันให้คนไม่ดีมาถ่วงดุลกันเอง แล้วทำให้ไม่ว่าเขาเป็นคนดีหรือคนไม่ดี เขาต้องทำตัวเป็นพลเมืองดี อย่าสรรค์สร้างคนดี แต่ต้องสรรค์สร้างพลเมืองดี เบื้องหลังเขาอาจเป็นคนเลว เราก็ไม่ต้องไปเดือดร้อน เพราะเขาก็ต้องไปรายงานตัวต่อพระเจ้าของเขาเอง วิธีการออกแบบอำนาจ หนึ่ง เอาคนดีอยู่ในระเบียบการเมืองและให้อำนาจเขาเด็ดขาด หรือ สอง ออกแบบสถาบันแล้วให้คนชั่วมาถ่วงดุลกัน
ผมคิดว่า ปัญหามูลฐานของวิธีความคิดในการเมืองไทย ก็คือคุณปะปนวิธีคิดความสัมพันธ์ทางศีลธรรมกับความสัมพันธ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์ทางศีลธรรมเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เกี่ยวกับอำนาจ คุณทำดี คนเห็นคุณเป็นแบบอย่างบันดาลใจ แล้วอยากทำดีตาม ความสัมพันธ์ทางศีลธรรมไม่เกี่ยวกับอำนาจเลย จะไปบังคับให้ทำความดีไม่ได้ บังคับแล้วเป็นคนดีหรือเปล่า ไม่เกี่ยวเลย ผมเอามีดจ่อคอ เอาปืนจ่อคอ ตักบาตรเดี๋ยวนี้ คุณไม่อยากตายก็ตักบาตร แล้วมันได้บุญหรือเปล่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองคืออะไร คือการใช้อำนาจบังคับ บังคับให้คุณจอดเมื่อเจอไฟแดง บังคับให้คุณไม่ขับรถเร็วเกินเท่านั้น ผมไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีก็บังคับคุณได้ แต่เพราะผมมีอำนาจทางการเมือง ผมถึงบังคับคุณได้ สังคมไทยนำสองเรื่องนี้มาปะปนกัน
@ ต่อจากนี้ไป จะทำอย่างไรให้เป็นประชาธิปไตยไทยที่เป็นเสรีนิยมด้วย เพราะอำนาจนำทางเลือกต้นทุนมันสูง และมันยาก ใช้เวลายาวนาน ฉะนั้นเราคงต้องเจอเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้เรื่อยไปหรือไม่
ถ้าพูดอย่างอุดมคติ เราต้องทัดทานอำนาจไม่เสรีประชาธิปไตยในกรอบประชาธิปไตย แต่แบบนั้นต้องใช้เวลามาก ซึ่งประชาธิปไตยไทยมันลำบากมากหน่อย (ถอนหายใจ) เพราะฝ่ายสังคม ฝ่ายประชาชนถูกปราบมาอย่างยาวนาน บวกกับพื้นภูมิวัฒนธรรมไทยที่ชอบทำให้ตัวเองไม่บรรลุวุฒิภาวะ คุ้นเคยกับการมีผู้ใหญ่มาแก้ปัญหาให้ ซึ่งแตกต่างจากประชาธิปไตยของประเทศอื่นที่ใช้หลักเสียงข้างมาก ( Majority Rules) มันจะดีหรือไม่ ก็แก้กันไปภายในระบบ ถ้าคุณมองย้อนกลับไปตั้งแต่ 14 ตุลา 16 จะเห็นว่า ประชาธิปไตยของไทยไม่ปกติ เพราะมีกลไกพิเศษบางอย่าง ที่ในจังหวะคับขันซึ่งเสียงข้างมากอาจสร้างความเสียหาย กลไกพิเศษจะเข้ามาหยุดไว้ชั่วเวลาหนึ่ง ยกตัวอย่างหลังพฤษภา 35 ถ้าคุณเดินตามเสียงข้างมากเวลานั้น พรรคเบญจภาคีเตรียมเสนอ พล.อ.สมบุญ ระหงษ์ ขึ้นเป็นนายกฯ แต่คุณอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานรัฐสภา เปลี่ยนชื่อ พล.อ.สมบุญเป็นคุณอานันท์ ในวินาทีสุดท้าย ซึ่งพอผลออกมาคนทั้งบ้านทั้งเมืองถอนหายใจ...เฮ้อ (ทำท่า) ตรงนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบปกติ มันมีกลไกพิเศษบางอย่าง ที่หล่อเลี้ยงด้วยวัฒนธรรม ที่พอเสียงข้างมากอาจพาเข้าไปสู้ทางคับขัน ก็จะเข้ามาหยุด
สิ่งที่คนไทยกลัวที่สุดตอนนี้คือ ประชาธิปไตยแบบปกติ เพราะคุ้นเคยกับภาวะไม่ปกติ (หัวเราะ) ประมาณว่า เฮ้ย..ดีจังเลยว่ะ ในภาวะคับขันก็มีคนมา แอ่นแอ๊น แก้ปัญหาได้
@ ตราบใดที่ยังให้ผู้ใหญ่ลงมาแก้ ประชาชนก็ไม่โตสักที
ใช่ คนไทยเลยชอบเลือกทางลัด ให้ผู้ใหญ่เข้ามาจัดการตลอด แต่ปัญหาคือ เส้นทางแบบนี้ในระยะยาวมันอันตราย เพราะจะเป็นภาระหนักมากของผู้ใหญ่ที่ขอให้เข้ามาแก้ปัญหา ต้องดึงต้องลากให้ผู้ใหญ่เข้ามาในจุดที่ล่อแหลม ทำให้สิ่งที่ควรจะเป็นสมบัติกลางของคนทั้งชาติ มาอยู่ข้างคุณไม่ใช่ข้างคนอื่น สถาบันใดที่เป็นของคนทั้งชาติ เลือกข้างเมื่อไรมีปัญหาทันที
@ หลังจากนี้ การรักษาความไม่ปกติอยู่ มันเปิดช่องให้เกิดการรักษาอำนาจของอำมาตย์ที่แข็งแรงขึ้น
ผมคิดกลับกันนะ คือ จากนี้ไปไกลๆ ข้างหน้า การเมืองไทยคือเรื่องของการกลายเป็นประชาธิปไตยปกติ อาจจะวกวน คดเคี้ยว แต่นี่ทิศของการไป แต่จะไปยังไงก็ต้องหา ในที่สุดคำว่าปกติ ก็คงต้องนิยามกันว่า เส้นมันอย่างไร ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นเส้นแบบตะวันตก มันจะเป็นเส้นที่กลุ่มพลังต่างๆ ต้องมาร่วมหากันว่า เส้นปกติที่ต่างจากเดิมที่เราอยู่เส้นที่ไม่ปกติ แต่ว่า ดี อบอุ่น เราชอบมันมานานแล้ว จะเป็นอย่างไร
เส้นทางเดินจากปัจจุบันไปสู่ ประชาธิปไตยปกติ เพื่อรักษาสถาบันกองทัพไว้ ภารกิจของทหารคือ ถอยจากการเมือง (Depoliticize ) รักษากองทัพให้เป็นของชาติ ทหารยิ่งทำช้า จะยิ่งเสียหายทางการเมือง ดูสิว่า เวลาอันสั้นหลังรัฐประหารถึงปัจจุบัน ทหารเปลี่ยนจากพระเอกกู้ชาติ เริ่มกลายเป็นตัวตลกแล้ว อย่างน้อยซีกส่วนหนึ่งของสังคมปฏิเสธ ไปม็อบหน้ากองทัพว่า อย่ารัฐประหาร ทางปลอดภัยคือ ถอยจากการเมือง ผมคิดว่าทหารเข้าใจ
@ เข้าใจจริงๆ หรือ? (ถามแทรก)
คือ ถอยเลยก็โดนเหยียบ ก็เลยถอยแบบมีเชิง เลยวางป๊อกไว้นี่ วางป้อมไว้นั่น(ทำท่าถอยแบบช้า) แต่ยิ่งถอยช้ายิ่งบาดเจ็บเสียหาย เน่าเฟะ เลอะเทอะ ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาความชอบธรรม แต่เป็นปัญหาประสิทธิภาพแล้ว อำนาจพังเพราะ 2 อย่างคือ ความชอบธรรมและประสิทธิภาพ จีที 200ไม่งงเหรอ ทหารสู้ฟิสิกส์ คือทหารตบเท้าค้านนายกฯเคยเห็นมาแล้ว แต่นี่ทหารสู้ฟิสิกส์ แต่สู้กับไอสไตน์ สู้กับนิวตัน (หัวเราะ) อย่าพาตัวเองไปสู่จุดที่ทำให้ผู้คนเย้ย อำนาจมันแก้ได้บางอย่าง แต่เมื่อใดที่เอาอำนาจมาแก้ปัญหาความจริง ความรู้ เอาอำนาจมาสู้กับวิทยาศาสตร์ มันไม่มีอนาคตเลยนะ
@ เมื่อทุนใหญ่อย่างคุณทักษิณถูกกำจัด จะมีใครกล้าเป็นทุนใหญ่อีก
นี่คือความต้องการระเบียบอำนาจเดิมไง คือแบบไม่อยากให้กลุ่มทุนใหญ่เข้าสู่การเมืองโดยตรง สร้างแนวกับกลุ่มรากหญ้า แล้วกลายเป็นพลังการเมืองที่เป็นตัวเลือก เขาอยากให้มี คนดี มีความเป็นไทย ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พอคุณสมบัติต้องครบ 3 ข้อนี้ก็เป็นกลุ่มทุนที่จะไปล้อมอำนาจไว้ แล้วบรรดานายทุนทั้งหลายที่อยากเข้าสู่อำนาจต้องผ่านพวกเขา นี่คือระเบียบของประชาธิปไตยครึ่งใบแต่เดิม คือตัวนายกฯรัฐบาลอาจมาจากการเลือกตั้ง แต่ว่า การใช้อำนาจนั้นจะถูกล้อมโดยเครือข่ายนี้
แต่อย่าลืมว่าเวลานี้ เสื้อเหลือง เสื้อแดงมันเกิดแล้ว และถึงที่สุด ผมไม่เชื่อว่า ทักษิณคุมเสื้อแดง หรือผู้มีบารมีคุมเสื้อเหลืองได้ แล้วการเคลื่อนไหวของมวลชนทั้งสอง มันจะเดินเข้าสู่การเมืองอย่างไร จะไปเปลี่ยนระบบการเมือง จะไปเขย่าระเบียบคนดีผู้เป็นไทยไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างไร อันนี้เกิดแน่ เลี่ยงไม่ได้
เมื่อมันเกิดขึ้นมวลชนสองสี การเมืองไทยนับจากนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เกษียร:จากระบอบทักษิณสู่ระบอบตุลาการ
ที่มา Thai E-Newsมันขยับจากตุลาการภิวัตน์( Judicial Review ) มาเป็น Judicial Rule หรือ "ตุลาการปกครองเอง" เพราะมีบุคคลจากองค์กรตุลาการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ 2550 ที่สำคัญ Judicial Rule มาในภาวะไม่ปกติด้วย เพราะตุลาการภิวัตน์เป็นกลไกปกติในระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร
โดย อริน เจียจันทร์พงษ์ และ พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์
ที่มา มติชน
1 มีนาคม 2553
หมายเหตุไทยอีนิวส์:รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ นักวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นผู้ให้คำนิยาม"ระบอบทักษิณ" ล่าสุดเขากล่าวถึง"ระบอบตุลาการ"( Judicial Rule ) และอธิบายการตัดสินคดียึดทรัพย์ทักษิณในมิติที่เชื่อมโยงถึงรากฐานที่มาและที่ไปได้อย่างน่าสนใจ ในการให้สัมภาษณ์กับมติชน
มันมีฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมเจรจา การนำของฝ่ายต่อต้านทักษิณ พลังฝ่ายอำมาตย์มันเปลี่ยนจากหมอประเวศ (วะสี) คุณอานันท์ (ปันยารชุน) ในสมัยก่อนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเครือข่ายจงรักภักดีในการปฏิรูปการเมือง 40 ตอนนี้กลายเป็น พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์) พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) คือจากเสรีนิยม มาเป็นอนุรักษนิยม คนละเรื่องเลย ดังนั้น การปฏิรูปเกิดยากในช่วงใกล้ๆ นี้ เพราะเขากลัว
@ คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านไปแล้ว แต่ในเชิงสัญลักษณ์ถือว่า เป็นตอนจบของรัฐประหาร 49 ได้หรือไม่
ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น เพราะคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) มีนัยความหมายเคลียร์ตั้งแต่ต้นว่า การรัฐประหารครั้งนี้ทำให้ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถูกปฏิรูปให้ปลอดภัยสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไม่ปลอดภัยภายใต้ระบอบทักษิณ
แต่คำว่าไม่ปลอดภัยไม่ได้แปลว่าจะมีใครไปคิดล้มล้าง หรือล้มเลิก แม้แต่คุณทักษิณเอง ก็คงไม่คิดไปไกลขนาดนั้น แต่จะทำอย่างไรให้อำนาจนำ (Hegemony) หมายถึงความสามารถที่จะนำทั้งประเทศ สังคม และการเมือง มุ่งไปในทิศทางเดียวกันได้ อยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะภายใต้การนำของคุณทักษิณ อำนาจการนำ มันย้ายจากส่วนเดิมไปสู่คุณทักษิณ พรรคไทยรักไทย และเครือข่ายที่แวดล้อม ส่วนนี้คือเดิมพัน (เน้นเสียง) ดังนั้น จึงต้องปฏิรูปเสียใหม่ เพื่อให้อำนาจนำอยู่ที่เดิม ซึ่งหมายถึงต้องทำลายอำนาจของคุณทักษิณ โดยทุบลงไปยังฐานอำนาจสำคัญของทักษิณ 2 อย่างคือ 1.ทุน 2.พรรค
อำนาจการจัดตั้ง ซึ่งมีพรรคการเมืองเป็นจุดศูนย์รวม ของรากหญ้า เป็นที่มาของการยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ถ้ายังไม่จบก็อาจต่อด้วยพรรคเพื่อไทย ส่วนการทุบไปที่ฐานทุน ก็คือ คดียึดทรัพย์ กระบวนการเหล่านี้ชัดเจนนั่นคือแผนบันได 4 ขั้น เมื่อทำลายอำนาจนำของคุณทักษิณลงไปแล้ว แปลว่าหลังจากนี้ ยากมากที่ในสังคมไทยจะมีใครสร้างอำนาจนำที่เป็นทางเลือกได้
หัวใจของทุนนิยม คือกรรมสิทธิ์ แต่คำตัดสินวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ได้ฟาดเข้าไปกลางหัวใจทุนนิยม กล่าวคือ เมื่อถึงจุดหนึ่ง รัฐสามารถเข้าไปยึดทรัพย์สินของเอกชนได้ เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู จะทำให้ไม่มีกลุ่มทุนใหญ่ที่ไหนกล้าอีก เพราะได้เห็นตัวอย่างแล้วว่า โอ้โห...ทำมาหากินแทบเป็นแทบตาย แต่แป๊บเดียวโดนยึดเป็นหมื่นล้าน
@ ความพยายามทุบไม่ให้เหลืออำนาจนำทางเลือก สะท้อนว่า เราไม่ได้เป็นเสรีประชาธิปไตย ?
ประเทศประชาธิปไตยที่เปิดช่องให้มี อำนาจนำทางเลือกได้จะต้องเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย คือ มีเสรีและเป็นประชาธิปไตยที่ผูกติดกัน เวลาต่อสู้ไป อำนาจนำทางเลือกอาจจะขึ้นมาชนะก็ได้ และไม่จำเป็นต้องมีอำนาจนำเพียง 2 อาจจะมีมากกว่าก็ได้ แต่ถ้าเสียดุลเรื่องนี้ อาจจะสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เสรี ซึ่งอันตราย ที่ไม่เพียงไม่สร้างอำนาจนำที่เป็นทางเลือก แต่อาจถึงขั้นเป็นทรราชย์ได้ ซึ่งสมัยรัฐบาลคุณทักษิณมีแนวโน้มแบบนั้นว่า เป็นประชาธิปไตยที่เสรีน้อยลงเรื่อยๆ อำนาจนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และน่ากลัวว่าจะเป็นอำนาจนำเดี่ยว ไม่มีเสรีภาพพอที่จะสร้างอำนาจนำอื่นขึ้นมาเป็นคู่ประชัน หลายเรื่องหนักข้อ
@ คำอธิบายของศาลในคดียึดทรัพย์จะสามารถทำให้ประชาชนเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน
หลักนิติธรรม หรือ Rules of Law ในวิธีคิดของนักรัฐศาสตร์คือ Limited Government หมายความว่า รัฐบาลมีอำนาจจำกัด เพราะประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเป็นกำแพงกั้น การที่พลเมือง ไม่ใช่ไพร่ ข้าทาส มีสิทธิเสรีภาพในชีวิตทรัพย์สินของตัวเอง ทำให้เกิดนิติธรรม ตรงข้ามกับสมบูรณาญาสิทธิ์ คำถามคือใครเป็นคนคุมเส้น ก็คือศาล ตุลาการ องค์กรอิสระ ต้องมีทั้งหมดนี้จึงจะมีหลักนิติธรรม ซึ่งเกี่ยวกับความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย เพราะมันไม่ปล่อยให้ผู้มีอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย นี่คือหลักนิติธรรมที่ดีที่สุด ซึ่งคุณทักษิณกุมอำนาจรัฐ บางครั้งอยู่เหนือกฎหมายทำให้กฎหมายบังคับใช้ไม่ได้ การเอานายกฯที่มีอำนาจมากที่สุดในแผ่นดิน มาขึ้นศาล ผ่านกระบวนการยุติธรรมนี่ก็คือ พยายามทำให้เกิดนิติธรรม
อย่างไรก็ดี คนที่อยู่เหนือกฎหมายไม่ใช่แค่คนที่มีอำนาจรัฐเท่านั้น ยังรวมถึงคนที่มี "อิทธิพล" ด้วย อิทธิพลไม่ใช่อำนาจรัฐ อาทิ เจ้าพ่ออยู่เหนือกฎหมายทำให้กลไกกฎหมายไม่ทำงาน เป็นอัมพาต และในระดับสูงขึ้นไปๆ หลังจากรัฐประหาร 2549 มีการแก้ปัญหาหลักนิติธรรมผู้มีอำนาจรัฐ คือระบอบทักษิณ แต่ในเวลาเดียวกัน คุณกลับไปเพิ่มปัญหาผู้มีอิทธิพล ระดับที่อยู่สูงกว่าเจ้าพ่อ ไปกดดันกระบวนการยุติธรรม ปัญหาจึงไม่เพียงไม่ได้แก้ แต่เหมือนหนักข้อขึ้น ความหมายคือคุณแก้ปัญหาเพียงครึ่งเดียว แต่การบิดเบือนหลักนิติธรรมด้วยอิทธิพลจนทำให้ตำรวจไม่กล้าสืบหรือสืบนานมาก (ลากเสียง) ทั้งๆ ที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ (กลุ่มพันธมิตรฯบุกยึดสนามบิน) เป็นปีแล้ว อัยการไม่ฟ้องโดยอ้างว่าไม่มีเจตนา ตรงนี้นี่แหละคือที่มาคำกล่าวหาเรื่องสองมาตรฐาน
@ ผลคือทำให้เราๆ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะใจหนึ่งก็เห็นว่า มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น แต่อีกใจก็กระบวนการดำเนินการจัดการไม่ค่อยสวยเท่าไหร่
ตรงนี้ไง มันแสดงถึงข้อจำกัดของการอิงอิทธิพลเพื่อแก้ปัญหาการละเมิดหลักนิติธรรมของผู้มีอำนาจ ซึ่งพอถึงจุดหนึ่งกลับสร้างปัญหาอีกอย่างขึ้นมา ที่นี้จะแก้ยังไง ผมคิดว่ากระบวนการตุลาการต้องโปร่งใส เพราะอิทธิพลไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครรับรู้ ถ้าโปร่งใส หรือมีใครได้ยิน มันก็ใช้ได้ลำบาก ดังนั้น วิธีการต่อสู้ของคนเสื้อแดงคือเอาเทปลับมาเปิด แล้วผมก็ไม่เห็นว่าใครจะบอกว่าเทปลับนั้นไม่จริง มีแต่บอกว่าอัดเทปลับผิดกฎหมาย ต้องมีการวิจารณ์ เปิดให้ตั้งคำถามกับกระบวนการตุลาการ จากองค์กรอื่น สังคม และในตุลาการด้วยกันเอง ผมไม่คิดว่าตุลาการทั้งประเทศจะคิดเหมือนกันหมด แต่จะทำอย่างไร ที่เปิดให้มีการตรวจสอบ ถ่วงดุล ทั้งจากข้างนอกและข้างในมากกว่า อย่าปล่อยให้ไม่โปร่งใส เพราะยิ่งจะทำให้มีการใช้อิทธิพลค่อนข้างมาก เพราะไม่เพียงสร้างปัญหา แต่ยังดิสเครดิตตุลาการเองด้วย จุดนี้อันตรายมาก กระบวนการยุติธรรมจะไม่กลายเป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่กลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผู้มีอิทธิพล
@ ความน่าเชื่อถือฝ่ายตุลาการลดลง เรื่อยๆ ทำให้ประเทศเสี่ยง เพราะไม่เหลือหลักยึดสุดท้าย
ตุลาการภิวัตน์ หรือ Judicial Review เป็นกลไกหนึ่งของระบบเสรีนิยมที่จะตรวจสอบถ่วงดุลระบอบประชาธิปไตยซึ่งใช้เสียงข้างมาก องค์กรตุลาการเป็นตัวการที่จะป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารล้ำเส้น แต่ผมคิดว่า ทิศทางที่เราเดินหลังรัฐประหาร มันไม่ใช่ เพราะเราขยับจาก Judicial Review มาเป็น Judicial Rule หรือ ตุลาการ ปกครองเอง เพราะมีบุคคลจากองค์กรตุลาการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ 2550 ที่สำคัญ Judicial Rules มาในภาวะไม่ปกติด้วย เพราะตุลาการภิวัตน์เป็นกลไกปกติในระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร มันคนละเรื่องเลย คือบริบทเปลี่ยน แล้วบทบาทตุลาการก็ขยายกว้าง ตรงนี้เป็นตัวที่บ่อนทำลายตุลาการภิวัตน์ที่สุด มันทำให้กลับไป Judicial Review แบบเดิมไม่ได้ เพราะคนไม่เชื่อน้ำยา คุณได้อำนาจจากเผด็จการ ที่นี้จะถอยกลับยังไง มีทางถอยไหม ที่แย่คือรัฐธรรมนูญ 2550 มันทำให้ Judicial Rule กลายเป็นสถาบัน แล้วล็อคไว้เลย จะถอยก็ถอยไม่ได้
ทางแก้คือ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตุลาการถอยกลับไปสู่ Judicial Review ตรงนี้จะกอบกู้ตุลาการได้มาก เชิญกลับไปทำหน้าที่ตุลาการภิวัตน์อย่างเดิม แม้แต่คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็รู้ว่าการเมืองเป็นที่อโคจรสถาน นักกฎหมายระดับบิ๊กอย่างคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ยังเตือนเลยว่า อย่าไปอยู่นานนะ ตุลาการทั้งหลาย เพราะ 1.เป็นที่ที่คุณไม่คุ้น 2.พอเข้าไปอยู่ มันมีฝ่ายแพ้ชนะ คุณจะมีศัตรูมาก ดังนั้น อย่าทำนาน รีบทำแล้วถอย
@ ถ้าบอกว่าคดีนี้เป็นตอนจบของ รัฐประหาร แสดงว่ารู้ว่าสุดท้ายแล้วคดีจะตัดสินแบบนี้ และศาลก็เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งของ คปค.เท่านั้น
ศาลท่านคงไม่คิดว่าเป็นเครื่องมือของทหาร แต่ลองคิดดูถ้าศาลตัดสินว่าคุณทักษิณพ้นผิด ไม่มีความด่างพร้อยอะไร ให้คืนทรัพย์สินไปทั้งหมด อ้าว แล้วจะรัฐประหารเรื่องอะไรวะ (ทำท่าสะดุ้ง) เฮ้ย...เฮ้ย ไม่ได้หรอกครับ (หัวเราะ) ถ้าไม่ยึดเลย เท่ากับทำลายความชอบธรรม ว่าที่ทำมาตลอด 4-5 ปีมันขี้หมาทั้งหมด หลอกทั้งเพ
ผมว่าคนในสังคมจำนวนมาก ไม่สามารถพูดได้เต็ม 100% เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของรัฐบาลคุณทักษิณ หลายคนสงสัยว่ามีการทุจริต แต่พอเลือกใช้กระบวนการเหมือนที่ผ่านมา ผมคิดว่าถ้าจะมีบทเรียนที่สรุปได้จากเรื่องนี้คือ อย่าใช้รัฐประหารแก้คอร์รัปชั่น เมื่อใดใช้รัฐประหารแก้คอร์รัปชั่นมันจะทำลายความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด นี่เป็นราคาที่แพงมาก อย่าๆ ฟังดูเหมือนทันใจดี เด็ดขาดดี ไม่จริง ในที่สุดแล้ว ได้ไม่คุ้มเสีย เราอยากได้หรือ เงินไม่กี่ล้านของคุณทักษิณ ส่วนตัวผมเฉยๆ แต่ว่าสิ่งที่เราน่าจะหวงแหนไว้คือความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสิ่งที่เสียไปจากการรัฐประหารครั้งนี้ ไม่คุ้มเลย
@ ใช้ปฏิวัติปราบคอร์รัปชั่นเป็นต้นทุนที่สูงมาก เราเห็นแล้ว แต่ในอนาคตปฏิวัติยังมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่?
จำไม่ได้หรือ ข้อเสนอของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล การเมืองใหม่ 4 ข้อ บอกว่า ทหารแทรกแซงการเมืองได้แล้วถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของแก คือในกรณีมีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วรัฐบาลไม่ทำอะไร มีการคุกคามสถาบันแล้วรัฐบาลไม่ทำอะไร มีการคอร์รัปชั่น ข้อสี่ผมจำไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าถ้าแบบนี้แล้วตายเลย สงสารทหาร เพราะทหารต้องแทรกแซงทุกวัน วันนี้เรื่องการสอบนายอำเภอ พรุ่งนี้เรื่องซื้อตำแหน่งในมหาดไทย มันต้องแทรกทุกวันเลย มันไม่เมคเซนส์ จะให้ทหารแก้คอร์รัปชั่น
หรือถ้าได้อ่านเอกสารการประชุม ผบ. ตั้งแต่ระดับกองพันขึ้นไปครั้งสุดท้ายก่อนบอกลาตำแหน่ง ผบ.ทบ.ของ พล.อ.สนธิ (บุญยรัตกลิน) แล้วมีคำบรรยายของไพบูลย์ คุ้มฉายา วิธีคิด พล.อ.สนธิ คือ อยากให้หนึ่งระบบราชการเป็นแกนหลักวางแผนยุทธศาสตร์กระทรวงแล้วถ่ายทอดให้ นักการเมืองเอาไปทำยุทธศาสตร์ชาติ สองกำลังพลในกองทัพคิดเหมือนกันแล้วทำให้ประชาชนในเขตรับผิดชอบ คิดเหมือนกัน สาม กอ.รมน.จังหวัด ทหารที่เป็นรอง กอ.รมน.ทำการทูตให้ กอ.รมน.จังหวัดดำเนินการตามแผนของฝ่ายทหาร ทั้งสามข้อเป็นไปไม่ได้
ข้อแรก ระบบราชการที่กิน 400 ล้าน ส่อโกง คือมันเละจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว แกเอาความหวังในกอบกู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปฝากไว้กับระบบราชการที่มันเฮงซวย แทนที่มันจะคุมนักการเมือง ดู ม.ศักดิ์สยาม ผ่านเน กลับไปคุมพวกข้าราชการอีกต่างหาก จบ ข้อสอง ดูทหารชั้นนายพลเพิ่งจะขู่กระทืบ ผบ.ทบ. แล้วเอกสารลับทั้งหลายมันหลุดไปไง นี่กำลังพลคิดเหมือนกันเหรอ แล้วจะบอกให้ประชาชนคิดเหมือนกำลังพล ยิ่งบ้าเข้าไปใหญ่ ข้อสาม ดูจีที 200 บอกว่า ให้ใช้จีที 200 ต่อเพราะเชื่อจากประสบการณ์ (หัวเราะ) คือ วิธีรัฐประหาร และใช้ระบบราชการและทหารเป็นแกนกลางในการสร้างชาติ แก้คอร์รัปชั่น ไม่เวิร์ก หรอกครับ ชาติหน้าก็ไม่เวิร์ก เหลวไหลทั้งเพ
สิ่งที่เขาทำได้คือทุบอำนาจนำที่เป็นทางเลือกลงไป เขาไม่สามารถรักษาอำนาจนำเดิมไว้ได้ อำนาจนำเดิมมีแต่เสื่อมลงเรื่อยๆ ความน่าเศร้าคือไม่มีอำนาจนำทางการเมืองเลย อำนาจนำแบบทักษิณสร้างขึ้นผมก็ไม่เห็นด้วยมันอำนาจนิยมเกินไป มันถูกทุบไปแล้ว จะแทนที่โดยอำนาจนำแบบกลับไปพึ่งระบบราชการหรือ ไม่ไหวหรอก ฉะนั้นเราจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบซึ่งไม่มีอำนาจนำทางการเมืองเลย แปลว่า ไม่มีใครเชื่อใคร ไม่มีใครนำใครแล้ว
@ ก็อาจจะเกิดภาวะโกลาหล มีมวลชน ที่เชื่ออำนาจนำทางเลือก และอำนาจนำแบบเดิม
แต่ไม่มีใครสามารถนำทั้งหมดได้ ซึ่งก็แตกแยก ถ้าคุมไม่ดี ก็เกิดความรุนแรง จลาจล ผมคิดว่า เราจะอยู่กับภาวะแบบนี้ไปอีกพักใหญ่ คือผมกำลังเห็นว่า เรากำลังอยู่ใน Power shift ยาว ห้าปี สิบปีก็ไม่รู้ แต่เราเคยผ่านมา 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ ก่อน 2475 เกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม มีกลุ่มคนใหม่ กลุ่มคนใหม่บอกแบบเดิมไม่เอา บอกอยากได้อำนาจบ้าง แต่กว่ามันจะลงเอยเป็นสิบกว่าปี ลงเอยว่า เอาระบอบรัฐธรรมนูญ ไม่กลับไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว ครั้งที่สอง 14 ตุลา 16 จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม ที่เป็นผลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ เกิดกลุ่มคนใหม่ คนชั้นกลาง คนมีการศึกษา บอกว่า ไม่เอาอำนาจอยู่ที่ทหารแล้ว ขอแบ่งอำนาจบ้าง แต่กว่าจะตกลงกันได้ผมคิดว่า ถึงพฤษภา 35 มันสู้กันยาวเป็นสิบปี ยี่สิบปี กว่าจะทำให้ทหารกลับค่ายได้
คราวนี้ครั้งที่สาม การเปลี่ยนคือโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ เกิดกลุ่มคนใหม่คือ เศรษฐีโลกาภิวัตน์ ก็คนแบบทักษิณ กับอีกพวกคือ ผู้ที่สู้แพ้ในลานวิ่งโลกาภิวัตน์ทั้งในชนบทและในเมือง กลายเป็นลูกค้าคุณทักษิณ นโยบายเอื้ออาทรก็อุ้มคนเหล่านี้ และเขาอยากได้อำนาจบ้าง มันก็ยื้อกัน ตอนนี้มันอยู่ในช่วงการยื้อ ไม่จบเร็ว ปีสองปีไม่จบหรอก ใช้เวลานาน กว่าจะหาจุดลงตัวที่ ...ระบอบอะไรวะ ที่ให้อำนาจกับพวกใหม่ และพวกเก่าก็พอมีที่ให้เขายืน การเปลี่ยนแปลงระดับไหน ที่ไม่คุกคามพวกเก่าจนเกินไป แต่ก็เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญพอสำหรับพวกใหม่ ซึ่งในกระบวนการเปลี่ยนแบบนี้ มันมีพวกสุดโต่งทั้งสองฝ่าย คือ ไม่เปลี่ยนเลยเว้ย จะเอาแบบถอยหลังด้วย กับอีกพวกคือ จะเปลี่ยนไปโน่นเลยเว้ย (ชี้นิ้ว) มันยืดเยื้อ อุบัติเหตุเกิดง่าย ถ้าไม่จัดการให้ดีก็อาจถึงขั้นเลือดตกยางออก
@ ตอนยื้อๆ มีบรรยากาศแห่งการคุยกันทั้งสังคมหรือไม่ มันสุกงอมจะคุยหรือยัง หรือต้องรออีกหน่อย
ในที่สุด มันคงหลีกเลี่ยงการหาฉันทามติ ผ่านการพุดคุยไม่ได้ แต่ตอนนี้ฝ่ายหนึ่งไม่อยู่ในอารมณ์จะคุย เพราะเครื่องบินกำลังจะลง อยากจะซอฟต์แลนดิ้งให้มั่นใจ ระหว่างลงจึงต้องไม่ยอมให้อะไรขยับเลย ไม่ไว้ใจใครเลย ไม่ไว้ใจเสื้อแดง ไม่ไว้ใจทักษิณ มันเหมือนคนที่รู้สึกไม่ปลอดภัย กลัวประชาธิปไตยปกติ ดังนั้น ในภาวะจะซอฟต์แลนดิ้ง ต้องคุมความไม่ปกติให้มั่นคงไว้ก่อน จงไม่ปกติไปอีกซักพักหนึ่ง ซอฟต์แลนดิ้งแล้วค่อยว่ากัน นี่คือ ปัจจัยที่ทำให้การปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อปรับระบบการเมือง ไม่เกิด หรือเกิดช้า
มันมีฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมเจรจา การนำของฝ่ายต่อต้านทักษิณ พลังฝ่ายอำมาตย์มันเปลี่ยนจากหมอประเวศ (วะสี) คุณอานันท์ (ปันยารชุน) ในสมัยก่อนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเครือข่ายจงรักภักดีในการปฏิรูปการเมือง 40 ตอนนี้กลายเป็น พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์) พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) คือจากเสรีนิยม มาเป็นอนุรักษนิยม คนละเรื่องเลย ดังนั้น การปฏิรูปเกิดยากในช่วงใกล้ๆ นี้ เพราะเขากลัว
@ ต่อไปจะทำให้ รธน.เป็นศีลธรรมในโลกการเมืองอย่างไร เพราะทั้งสองคนหลังดึงเอาจริยธรรมคุณธรรมมาใช้ แต่ก็มีปัญหาเพราะมีบางคนเท่านั้นที่ผูกขาด
วิธีการออกแบบอำนาจ มี 2 แบบ แบบแรก แบบระเบียบสถาบันก็เป็นอย่างนี้แหละ คือเอาคนดีมานั่งในตำแหน่งก็แล้วกัน ซึ่งพอเป็นอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดอำนาจ เพราะเขาเป็นคนดียิ่งมีอำนาจเด็ดขาด จะได้ทำดีได้เด็ดขาดไง
กับอีกวิธีนึง มันมีคนไม่ดีอยู่ในโลก เราก็ออกแบบสถาบันให้คนไม่ดีมาถ่วงดุลกันเอง แล้วทำให้ไม่ว่าเขาเป็นคนดีหรือคนไม่ดี เขาต้องทำตัวเป็นพลเมืองดี อย่าสรรค์สร้างคนดี แต่ต้องสรรค์สร้างพลเมืองดี เบื้องหลังเขาอาจเป็นคนเลว เราก็ไม่ต้องไปเดือดร้อน เพราะเขาก็ต้องไปรายงานตัวต่อพระเจ้าของเขาเอง วิธีการออกแบบอำนาจ หนึ่ง เอาคนดีอยู่ในระเบียบการเมืองและให้อำนาจเขาเด็ดขาด หรือ สอง ออกแบบสถาบันแล้วให้คนชั่วมาถ่วงดุลกัน
ผมคิดว่า ปัญหามูลฐานของวิธีความคิดในการเมืองไทย ก็คือคุณปะปนวิธีคิดความสัมพันธ์ทางศีลธรรมกับความสัมพันธ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์ทางศีลธรรมเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เกี่ยวกับอำนาจ คุณทำดี คนเห็นคุณเป็นแบบอย่างบันดาลใจ แล้วอยากทำดีตาม ความสัมพันธ์ทางศีลธรรมไม่เกี่ยวกับอำนาจเลย จะไปบังคับให้ทำความดีไม่ได้ บังคับแล้วเป็นคนดีหรือเปล่า ไม่เกี่ยวเลย ผมเอามีดจ่อคอ เอาปืนจ่อคอ ตักบาตรเดี๋ยวนี้ คุณไม่อยากตายก็ตักบาตร แล้วมันได้บุญหรือเปล่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองคืออะไร คือการใช้อำนาจบังคับ บังคับให้คุณจอดเมื่อเจอไฟแดง บังคับให้คุณไม่ขับรถเร็วเกินเท่านั้น ผมไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีก็บังคับคุณได้ แต่เพราะผมมีอำนาจทางการเมือง ผมถึงบังคับคุณได้ สังคมไทยนำสองเรื่องนี้มาปะปนกัน
@ ต่อจากนี้ไป จะทำอย่างไรให้เป็นประชาธิปไตยไทยที่เป็นเสรีนิยมด้วย เพราะอำนาจนำทางเลือกต้นทุนมันสูง และมันยาก ใช้เวลายาวนาน ฉะนั้นเราคงต้องเจอเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้เรื่อยไปหรือไม่
ถ้าพูดอย่างอุดมคติ เราต้องทัดทานอำนาจไม่เสรีประชาธิปไตยในกรอบประชาธิปไตย แต่แบบนั้นต้องใช้เวลามาก ซึ่งประชาธิปไตยไทยมันลำบากมากหน่อย (ถอนหายใจ) เพราะฝ่ายสังคม ฝ่ายประชาชนถูกปราบมาอย่างยาวนาน บวกกับพื้นภูมิวัฒนธรรมไทยที่ชอบทำให้ตัวเองไม่บรรลุวุฒิภาวะ คุ้นเคยกับการมีผู้ใหญ่มาแก้ปัญหาให้ ซึ่งแตกต่างจากประชาธิปไตยของประเทศอื่นที่ใช้หลักเสียงข้างมาก ( Majority Rules) มันจะดีหรือไม่ ก็แก้กันไปภายในระบบ ถ้าคุณมองย้อนกลับไปตั้งแต่ 14 ตุลา 16 จะเห็นว่า ประชาธิปไตยของไทยไม่ปกติ เพราะมีกลไกพิเศษบางอย่าง ที่ในจังหวะคับขันซึ่งเสียงข้างมากอาจสร้างความเสียหาย กลไกพิเศษจะเข้ามาหยุดไว้ชั่วเวลาหนึ่ง ยกตัวอย่างหลังพฤษภา 35 ถ้าคุณเดินตามเสียงข้างมากเวลานั้น พรรคเบญจภาคีเตรียมเสนอ พล.อ.สมบุญ ระหงษ์ ขึ้นเป็นนายกฯ แต่คุณอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานรัฐสภา เปลี่ยนชื่อ พล.อ.สมบุญเป็นคุณอานันท์ ในวินาทีสุดท้าย ซึ่งพอผลออกมาคนทั้งบ้านทั้งเมืองถอนหายใจ...เฮ้อ (ทำท่า) ตรงนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบปกติ มันมีกลไกพิเศษบางอย่าง ที่หล่อเลี้ยงด้วยวัฒนธรรม ที่พอเสียงข้างมากอาจพาเข้าไปสู้ทางคับขัน ก็จะเข้ามาหยุด
สิ่งที่คนไทยกลัวที่สุดตอนนี้คือ ประชาธิปไตยแบบปกติ เพราะคุ้นเคยกับภาวะไม่ปกติ (หัวเราะ) ประมาณว่า เฮ้ย..ดีจังเลยว่ะ ในภาวะคับขันก็มีคนมา แอ่นแอ๊น แก้ปัญหาได้
@ ตราบใดที่ยังให้ผู้ใหญ่ลงมาแก้ ประชาชนก็ไม่โตสักที
ใช่ คนไทยเลยชอบเลือกทางลัด ให้ผู้ใหญ่เข้ามาจัดการตลอด แต่ปัญหาคือ เส้นทางแบบนี้ในระยะยาวมันอันตราย เพราะจะเป็นภาระหนักมากของผู้ใหญ่ที่ขอให้เข้ามาแก้ปัญหา ต้องดึงต้องลากให้ผู้ใหญ่เข้ามาในจุดที่ล่อแหลม ทำให้สิ่งที่ควรจะเป็นสมบัติกลางของคนทั้งชาติ มาอยู่ข้างคุณไม่ใช่ข้างคนอื่น สถาบันใดที่เป็นของคนทั้งชาติ เลือกข้างเมื่อไรมีปัญหาทันที
@ หลังจากนี้ การรักษาความไม่ปกติอยู่ มันเปิดช่องให้เกิดการรักษาอำนาจของอำมาตย์ที่แข็งแรงขึ้น
ผมคิดกลับกันนะ คือ จากนี้ไปไกลๆ ข้างหน้า การเมืองไทยคือเรื่องของการกลายเป็นประชาธิปไตยปกติ อาจจะวกวน คดเคี้ยว แต่นี่ทิศของการไป แต่จะไปยังไงก็ต้องหา ในที่สุดคำว่าปกติ ก็คงต้องนิยามกันว่า เส้นมันอย่างไร ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นเส้นแบบตะวันตก มันจะเป็นเส้นที่กลุ่มพลังต่างๆ ต้องมาร่วมหากันว่า เส้นปกติที่ต่างจากเดิมที่เราอยู่เส้นที่ไม่ปกติ แต่ว่า ดี อบอุ่น เราชอบมันมานานแล้ว จะเป็นอย่างไร
เส้นทางเดินจากปัจจุบันไปสู่ ประชาธิปไตยปกติ เพื่อรักษาสถาบันกองทัพไว้ ภารกิจของทหารคือ ถอยจากการเมือง (Depoliticize ) รักษากองทัพให้เป็นของชาติ ทหารยิ่งทำช้า จะยิ่งเสียหายทางการเมือง ดูสิว่า เวลาอันสั้นหลังรัฐประหารถึงปัจจุบัน ทหารเปลี่ยนจากพระเอกกู้ชาติ เริ่มกลายเป็นตัวตลกแล้ว อย่างน้อยซีกส่วนหนึ่งของสังคมปฏิเสธ ไปม็อบหน้ากองทัพว่า อย่ารัฐประหาร ทางปลอดภัยคือ ถอยจากการเมือง ผมคิดว่าทหารเข้าใจ
@ เข้าใจจริงๆ หรือ? (ถามแทรก)
คือ ถอยเลยก็โดนเหยียบ ก็เลยถอยแบบมีเชิง เลยวางป๊อกไว้นี่ วางป้อมไว้นั่น(ทำท่าถอยแบบช้า) แต่ยิ่งถอยช้ายิ่งบาดเจ็บเสียหาย เน่าเฟะ เลอะเทอะ ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาความชอบธรรม แต่เป็นปัญหาประสิทธิภาพแล้ว อำนาจพังเพราะ 2 อย่างคือ ความชอบธรรมและประสิทธิภาพ จีที 200ไม่งงเหรอ ทหารสู้ฟิสิกส์ คือทหารตบเท้าค้านนายกฯเคยเห็นมาแล้ว แต่นี่ทหารสู้ฟิสิกส์ แต่สู้กับไอสไตน์ สู้กับนิวตัน (หัวเราะ) อย่าพาตัวเองไปสู่จุดที่ทำให้ผู้คนเย้ย อำนาจมันแก้ได้บางอย่าง แต่เมื่อใดที่เอาอำนาจมาแก้ปัญหาความจริง ความรู้ เอาอำนาจมาสู้กับวิทยาศาสตร์ มันไม่มีอนาคตเลยนะ
@ เมื่อทุนใหญ่อย่างคุณทักษิณถูกกำจัด จะมีใครกล้าเป็นทุนใหญ่อีก
นี่คือความต้องการระเบียบอำนาจเดิมไง คือแบบไม่อยากให้กลุ่มทุนใหญ่เข้าสู่การเมืองโดยตรง สร้างแนวกับกลุ่มรากหญ้า แล้วกลายเป็นพลังการเมืองที่เป็นตัวเลือก เขาอยากให้มี คนดี มีความเป็นไทย ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พอคุณสมบัติต้องครบ 3 ข้อนี้ก็เป็นกลุ่มทุนที่จะไปล้อมอำนาจไว้ แล้วบรรดานายทุนทั้งหลายที่อยากเข้าสู่อำนาจต้องผ่านพวกเขา นี่คือระเบียบของประชาธิปไตยครึ่งใบแต่เดิม คือตัวนายกฯรัฐบาลอาจมาจากการเลือกตั้ง แต่ว่า การใช้อำนาจนั้นจะถูกล้อมโดยเครือข่ายนี้
แต่อย่าลืมว่าเวลานี้ เสื้อเหลือง เสื้อแดงมันเกิดแล้ว และถึงที่สุด ผมไม่เชื่อว่า ทักษิณคุมเสื้อแดง หรือผู้มีบารมีคุมเสื้อเหลืองได้ แล้วการเคลื่อนไหวของมวลชนทั้งสอง มันจะเดินเข้าสู่การเมืองอย่างไร จะไปเปลี่ยนระบบการเมือง จะไปเขย่าระเบียบคนดีผู้เป็นไทยไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างไร อันนี้เกิดแน่ เลี่ยงไม่ได้
เมื่อมันเกิดขึ้นมวลชนสองสี การเมืองไทยนับจากนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
สังคมข่าวชาวเสื้อแดง( 1มี.ค.):จั่งซี้มันต้องเผา
ที่มา Thai E-News.jpg)
เผาศาล-ภาพเก็บตกกลุ่มผู้ชุมนุมแดงสยามเผาศาลพระภูมิ ที่ท้องสนามหลวง เมื่อ26กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา(ภาพ:เวบบอร์ดคนเหมือนกัน)
โดย นักข่้าวชาวรากหญ้า
1 มีนาคม 2553
***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 อัดแน่นแต่เบาสบายๆด้วยข่าวภาพกิจกรรมของแวดวงคนเสื้อแดง ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยทั้งในไทยและทั่วทุกมุมโลกเช่นเคย ท่านใดอยากฝากข่าวคราวเชิญส่งมาที่thaienews99@googlegroups.com ***
***ฝ่ายมารจั่วลมหมด วันตัดสินยึดทรัพย์ คนเสื้อแดงไม่เข้าทางไปชุมนุมที่ศาล ไม่มีเหตุวุ่นใดๆ ไอ้พวกเตรียมโยนขี้ใส่ร้ายเสื้อแดงเลยมุกแป้ก แต่อุตส่าห์มีไประเบิดตูมตามหน้าแบงก์กรุงเทพ แล้วให้พรรคการเมืองมารออกมาในลักษณะชงเอง ตบเอง กินเองว่า"ฝีมือเสื้อแดงชัวร์"...หึหึ แต่รูปสเก๊ตซ์โจรปาระเบิดทำไมมันออกมาแนว"หน้าดำๆ"เหมือนไอ้ใสวะ..!?***
***แดงสงขลา ขอเชิญร่วมบริจาคทุนทรัพย์และสิ่งของตามกำลังสมควร เพื่อเป็นเสบียงใช้ในการเดินทางร่วมชุมนุมใหญ่ขับไล่อำมาตยาธิปไตยในวันเสาร์ที่ 6 มีนาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 13.00-18.00 น. ณ ห้องเสน่หา โรงแรมพิงค์เลดี้ ชั้น 2 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อสร้างความสัมพันธ์ ขวัญและกำลังใจอันดีแก่มวลชนคนเสื้อแดงจังหวัดสงขลา ที่จะเข้าร่วมชุมนุมและเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้มวลชนผู้มีกำลังทรัพย์ได้แสดงความจริงใจ ได้สนับสนุนกิจกรรมของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน พร้อมทั้งชี้แจงรายละเอียดการเดินทางในวันนั้นด้วย/ นกไฟ รายงาน***
***นปช.โคราช นำโดยแรมโบ้อีสาน จะจัดกิจกรรมชุมนุมใหญ่ศุกร์ที่ 5 มีนาคมนี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. ที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ( ย่าโม ) บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองเป็นการเอาฤกษ์ เอาชัย โหมโรง ก่อนจะออกรบครั้งใหญ่ พร้อมกับตั้งเวทีปราศรัย ที่จะมีแกนนำแดงทั้งแผ่นดิน 3 เกลอ พร้อมแกนนำคนอื่น ชี้แจงข้อมูล ความจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ไฮไลท์ จะมีวีดีโอลิงค์ ของ พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาในเวลา 20.30 น. กิจกรรมวันนี้จะมีขึ้นวันเดียว โดยจะเลิกในเวลา 00.00 น. งานนี้อาจจะมีการเคลื่อนไปยังบ้านแม่ทัพ บ้านพัก ของเปรมในโคราชที่ริม ถนนสืบศิริ ด้วย เป็นการประกาศจุดยืนอีกครั้ง ที่อำมาตย์จะต้องลาออก และห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง คาดจะมีจะระดมมวลชนเรือนหมื่น จากภาคอีสานมาร่วมงานนี้***
***พณฯท่านป๊อก ผบ.ทบ. จะเดินทางไปราชการที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 2 มี.ค.53 มีกำหนดการดังนี้ (คร่าว ๆ)
0800 ถึงท่าอากาศยานทหาร บน.41
0810 ไปพื้นที่ฝึกทางยุทธวิธีห้วยตึงเฒ่า
0840 ฟังบรรยายสรุป
1130 รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมกรีนเลครีสอร์ท
1300 เดินทางไป บน.41 กลับ กทม.
ขอเชิญพี่น้องทางเชียงใหม่ให้การต้อนรับขับสู้อย่างถึงใจด้วย***
***ขอเชิญเข้าร่วมอบรม โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช. แดงทั้งแผ่นดิน หลักสูตรระยะสั้น ฉะเชิงเทรา ในวัน
พฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2553 ณ สมาคมสงเคราะห์การกุศลฉะเชิงเทรา อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ 087-781-0471 หรือ 087-694-3174 หรือ เต้นส์ลานประชาธิปไตย นปช.ฉะเชิงเทรา ข้างสวนสมเด็จฯ***
***ขอเชิญชาวเสื้อแดงไทยในเยอรมันรอบ ๆ แคว้น NRW (Nordrhein-Westfalen)และพี่น้องผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยร่วมงานวันเสาร์ที่ 13 มีนาคม คศ.2010

เสื้อแดงไทยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เขตเมือง Dortmund จัดชุมนุม (อาหารฟรี เครื่องดื่มจ่ายเอง)เวลา 12.00 น.-19.00 น. ณ ร้าน BAKUDA,Weisenburger str.8, 44137 Dortmund สนทนาเรื่องประชาธิปไตยกับ อาจารย์ ไจ อึ๊งภากรณ์ มีวิดิโอฉายเรื่องราวการต่อสู้ -เอกสารความรู้ประชาธิปไตยในงาน
มิตรเสื้อแดงต่างถิ่น ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียด คุณอำนวย Dockweiler มือถือ 0176 3818 74 07 ทุกวัน***
***กลุ่มคนเสื้อแดงไทยในเยอรมนี เป็นกลุ่มจัดตั้งตนเองของคนรักประชาธิปไตย เริ่มด้วยการโทรศัพพ์หากันหลังเหตุการณ์สงกรานต์เลือด วันที่ 13 เมษายน 2009 เล่าระบายความอึดอัดต่อสถานการณ์การเมืองไทย สรุปเราร่วมอารมณ์ความรู้สึกกับประชาชนไทยใน พ.ศ.2552 กลุ่มกับประชาชนคนเสื้อแดงไทย คือต่อต้านอำนาจรัฐที่ไม่ได้มาจากประชาชน ร่วมเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย ปฏิเสธ รธน.2550
จากการพบปะกันครั้งแรกเขต Frankfurt am Main และได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์แนวทางการต่อสู้เรื่อยมาหมุนเวียนไปตามแคว้นต่าง ๆ เรามีแนวร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะที่ นครเบอร์ลิน แน่นอนแตกต่างความคิด ซึ่งต่างสมควรเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน นับวันไอเดียยิ่งหลากหลายมากขึ้น ย่อมถือเป็นความงดงามของสังคมไทยใหม่ มีธงประชาธิปไตยคือเป้าหมาย
และสำคัญทุกแคว้นเราร่วม **เรียกร้องความเป็นธรรม** นำ รธน.2540 มาดัดแปลงใช้* และคุณทักษิณควรได้รับความเป็นธรรมกลับไปรับใช้ชาติบ้านเมือง เงินก็ยึดของเขาไปแล้ว***

***ปิดท้ายสาวเสื้อแดงวันนี้ พาไปรู้จักชุมชนคนเสื้อแดงรักประชาธิปไตย รูปบนชื่อน้องตั๊กแตนจ้า ส่วนรูปล่างน้องอ้อมแอ้ม อยากรู้จักเยาวชนไทยหัวใจรักประชาธิปไตยมากกว่านี้ แวะไปทักทายกันที่เวบชุมชนคนเสื้อแดงฯ ***
Monday, March 1, 2010
วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2553
การ์ตูนเซีย 1 และ 2 มีค.53
เปิดภาพห้องส่ง "แม้ว" ณ ดูไบ
แผนระดมพล"แดง"ชุมนุมใหญ่
ฝ่ายค้านโวจัด"ซีรี่ส์"รอซักฟอกรบ.5ประเด็น 20ส.ส.เพื่อไทยร่วมศึก ยังไม่เคาะเสนอชื่อนายกฯ สำรอง
"อภิสิทธิ์"ปัดข่าวแบล็คลิสต์ 212คนใกล้ชิด"แม้ว" จี้เพื่อไทยเปิดหลักฐาน หลังพท.โวยละเมิดสิทธิมนุษยชน
ทนายทักษิณยันอุทธรณ์แน่ เผยนายใหญ่สบายดี
วิกฤติยังไม่ยุติง่ายๆ
ได้จังหวะวัดใจ "เนวิน"
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล ผู้พิพากษาศาลฎีกาหนึ่งเดียวที่ระบุว่า ทักษิณไม่มีความผิด
ที่มา thaifreenews
เปิดมติศาลฎีกา 5 กรณีอำพรางหุ้น ใช้อำนาจเอื้อชินคอร์ป "ทักษิณ" ผิด 8 ต่อ 1 เสียงทั้ง 5 กรณีรวด "ม.ล.ฤทธิเทพ" เสียงข้างน้อย มติยึด-ไม่ยึด 8 ต่อ 1 เสียงข้างน้อยยังเป็นคนเดิม ส่วนมติสำคัญ ยึดหมด-ไม่หมด ออกมา 7 ต่อ 2 ให้ 4.6 ล้านตกเป็นของแผ่นดิน
หลัง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งนับเป็นคดีแรกๆ ที่ศาลไม่ระบุถึงคะแนนเสียงในการลงมติ ซึ่งคาดการณ์ว่าเพื่อความสงบเรียบร้อยหากการลงมติออกมาในลักษณะที่ก้ำกึ่ง กัน
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าการลงมติขององค์คณะในคดีนี้ไม่ได้ก้ำกึ่ง มติส่วนใหญ่ออกมา 8 ต่อ 1 ในทุกกรณี
การ วินิจฉัยขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ และได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและ ประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 76,621,603,061 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินใน 5 กรณี คือ
1.กรณีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยการออกพระราชกำหนดแปลงค่าสัมปทานโทรศัทพ์เคลื่อนที่เป็นภาษีสรรพสามิต
2.กรณีการ แก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Mobile Telephone) ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 6) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่าย เงิน
3.กรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อน ที่ (Cellular Mobile Telephone) ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 7) ลงวันที่ 20 กันยายน 2545 เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับ และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ป และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส
4.กรณี ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ โดยมิชอบหลายกรณี เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ป และบริษัท ชินแซท
5.กรณี อนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่ง ประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) 4 พันล้านบาท เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของชินแซท
ทั้ง 5 ประเด็นนี้ แหล่งข่าวระดับสูงในศาลฎีการะบุว่า มติออกมา 8 ต่อ 1 ซึ่ง 1 เสียงที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความผิด คือ ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ส่วน ข้อวินิจฉัยว่าจะยึดทรัพย์หรือไม่นั้น มีการลงคะแนน 2 รอบ รอบแรกลงมติว่ายึดหรือไม่ยึด ผลการลงคะแนนยังคงออกมา 8 ต่อ 1 และเสียงข้างน้อย 1 เสียงยังคงเป็นคนเดิมคือ ม.ล.ฤทธิเทพ
จาก นั้นองค์คณะจึงลงมติอีกครั้งว่า จะยึดทั้งหมดหรือยึดบางส่วน ผลการลงมติออกมา 7 ต่อ 2 ให้ยึดเฉพาะทรัพย์สินส่วนที่มีขึ้นหลังการเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัย แรกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง ม.ล.ฤทธิเทพคือ 1 ใน 7 ที่ลงมติให้ยึดบางส่วน
ขณะ ที่ 1 ใน 2 องค์คณะที่ให้ยึดทั้งหมดคือ นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ที่เคยร่วมองค์คณะพิจารณาคดีหวยบนดิน และคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า ซึ่งขณะนี้พักคดีชั่วคราว เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ระหว่างหลบหนี
คำพิพากษาจึงออกมา ว่า ให้เงินปันผลและเงินที่ได้จากการขายหุ้นจำนวน 46,373,687,454.70 บาท พร้อมดอกผล นับแต่วันที่ธนาคารอายัด ตกเป็นของแผ่นดิน
สำหรับองค์คณะผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่พิพากษาคดียึดทรัพย์ 9 คน ประกอบด้วย
1.นาย ไพโรจน์ วายุภาพ เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานศาลฎีกาเมื่อเดือน ต.ค.52 เคยเป็นองค์คณะพิจารณาคดีแปลงภาษีสรรพสามิตที่อัยการยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพักคดี เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ระหว่างหลบหนี
2.นายอดิศักดิ์ ทิมมาตย์ ตำแหน่งประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ได้รับเลือกเป็นองค์คณะแทนนายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช นอกจากคดีนี้ นายอดิศักดิ์ยังเป็นองค์คณะพิจารณาสำนวนคดีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยยื่นถอดถอน ป.ป.ช. กรณีชี้มูลความผิดการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และกรณีที่มีมติไล่ตำรวจระดับนายพลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม ของกลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากราชการ
3.ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
4.นาย กำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ที่เคยร่วมองค์คณะพิจารณาคดีหวยบนดิน และคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า ซึ่งขณะนี้พักคดีชั่วคราว เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ระหว่างหลบหนี
5.นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งเป็น 1 ในองค์คณะพิพากษาคดีแปลงภาษีสรรพสามิต
6.นาย สมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนและหัวหน้าทีมในคดีนี้ เคยเป็นองค์คณะคดีการเมืองสำคัญหลายคดี อาทิ คดีที่ดินรัชดาฯ, คดีคลองด่าน ซึ่งพิพากษาจำคุกนายวัฒนา อัศวเหม, คดี ป.ป.ช.ขึ้นเงินเดือนตัวเอง
7.นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา เคยเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทย แม้เป็นเสียงเอกฉันท์ 9-0 ให้ยุบ แต่เป็น 1 ใน 3 เสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยให้ตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร 5 ปี
8.นาย พิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา และเป็นองค์คณะคดีถอดถอน ป.ป.ช. กรณีชี้มูลความผิดการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และที่มีมติไล่ตำรวจระดับนายพลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากราชการ
9.นายพงศ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เคยเป็นองค์คณะพิจารณาคดีหวยบนดิน.
http://www.thaipost.net/sunday/280210/18604
ประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย
ที่มา thaifreenews http://www.thaksinlive.com/2010/02/now/739 คำแถลงภายหลังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท
ถอดความจากคำแถลงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ภายหลังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553
วันนี้ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยและกระบวนการยุติธรรมไทย ทรัพย์สินที่เขาสั่งยึดวันนี้สี่หมื่นกว่าล้าน โดยอ้างว่าเป็นราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นหลังจากผมเป็นนายกฯ ราคาหุ้นก่อนเข้ามา 41 บาท พอครอบครัวผมขายได้ 49 บาท ตรงส่วนเกินที่เกิดขึ้น เขาบอกว่าผมใช้อำนาจหน้าที่ตอนเป็นนายกฯ เขาจึงยึดหมด คงเป็นที่ขบขันกันทั้งโลก การที่หุ้นขึ้นทำให้ผมร่ำรวย แต่จริงแล้วหุ้นขึ้นทั้งตลาด
พี่น้องครับหุ้นขึ้นทั้งตลาดหลักทรัพย์ ดัชนีตลาด 200 กว่า ขึ้นมาถึงเป็นพัน แปดเก้าร้อย มันขึ้นทั้งตลาดครับ เขาบอกว่าเพราะผมเป็นนายกฯ หุ้นบริษัทกลุ่มชินฯขึ้น เขาเลยยึดเป็นของรัฐ ฟังการอ่านวันนี้ คล้ายวันที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบ ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการปฏิวัติ ศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการทางการเมือง และวันนี้ผู้พิพากษาบางกลุ่มก็เล่นการเมือง วันนี้เป็น การเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์ ฟังการอ่านวันนี้ คล้ายวันที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบ ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการปฏิวัติ ศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการทางการเมือง และวันนี้ผู้พิพากษาบางกลุ่มก็เล่นการเมือง วันนี้เป็นการเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์
เมื่อวานเพิ่งพูดไปว่ารัฐบาลรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว เพราะคนปักธงกับคนอุ้มรัฐบาลเป็นคนเดียวกัน ผมทำใจแล้วว่าโดนแน่ แต่จะโดนอย่างไร เมื่อโดนตรงนี้เข้า ก็สรุปได้ว่าการเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ทรัพย์สินประเทศเพิ่มขึ้น ไม่เห็นแบ่งผมเลย แต่บริษัทครอบครัวผมขึ้น บอกว่าผมโกง
ยังดีที่ยังคืนในส่วนก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี ราคาหุ้นขึ้นลงตามดัชนีเศรษฐกิจตลาดโลกเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้ผมไม่เข้าใจ ราหุ้นขึ้นเพราะผมเป็นนายกรัฐมนตรี มาโกงให้บริษัทตัวเอง แล้วที่เหลือในตลาดหลักทรัพย์หุ้นเขาไม่ขึ้นกันหรือ ทั้งธนาคารกรุงเทพ ทีพีไอ ปูนซิเมนต์ไทย ยูคอม ทรู ยอมรับเป้นการเมืองสุดๆ
จะเห็นว่าวันนี้ผมใส่ชุดดำ ขอไว้ทุกข์ให้กับความดื้อของตนเองที่ดื้อไม่ยอมเชื่อ คุณหญิงกับลูกๆ ที่ไม่อยากให้ผมเข้าการเมือง ชีวิตการเมืองวุ่นวายสับสน เราเป็นเศรษฐีสบายอยู่แล้ว อย่าไปยุ่งการเมืองเลย แต่การที่ผมเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เติบโตมาจากบ้านนอก ทำงานสร้างตัวมา เห็นคนยากจน ก็อยากจะช่วยเขาบ้างในฐานะเพื่อนร่วมชาติ ก็เลยดื้อกับคุณหญิง กับลูก พ่อขอโทษที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อน
การเมืองวันนี้ดุและใจดำมาก ผมขอให้ผมเป็นเหยื่อคนสุดท้าย เมื่อใดที่ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว อำนาจจะมีการถ่วงดุล คงจะไม่มีเหยื่ออย่างผมอีก แต่วันนี้ดุลอำนาจไปอยู่กับอำมาตย์
กฎหมายวันนี้เหมือนเล่นติ๊ต่าง ถ้าเป็นพวกผม ทำสำนวนแล้วยังดึงเรื่องไปได้เรื่อย แต่ถ้าไม่เป็นพวกผม กฎหมายก็จะเดินไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว กฎหมายไทยเช่นนี้ขาดมาตรฐานสากลอย่างรุนแรง มีคนเพียงคนเดียว กระชากประเทศล้าหลังอย่างรุนแรงมาก
ผมเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล ที่ไปเรียนปริญญญาโทและเอกทางด้านกระบวนการยุติธรรมในทางอาญา ทำวิทยานิพนธ์เรื่องหลักนิติธรรม ปรากฏผมเป็นเหยื่อของกระบวนการยุติธรรมและทำกับผมอย่างขาดหลักนิติธรรมอย่างที่สุด
ผมต้องขอโทษผู้พิพากษาที่มีอุดมการณ์ ไม่อยากเห็นสถาบันที่ท่านรักต้องเป้นแบบนี้ ก็เพราะเขาต้องการจัดการผม จึงดึงสถาบันของท่านลงมา หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นหลังจากที่เขาทำผมถึงที่สุดแล้ว
ผมเป็นคนพูดรู้เรื่อง ไม่อยากให้ผมเล่นการเมือง ผมก็พร้อมถอย ผมเคยกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปแล้วว่าจะไม่รับตำแหน่ง เคยประกาศหน้าทำเนียบเมื่อเดือนมีนาคม 2549 ผมประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่ง แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะเพราะกล้องไปถ่ายในคูหา เป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ยุบสภาไปแล้ว กว่าจะได้เลือกตั้งยืดเวลาทอดไปถึงธันวาคม แต่เขารอไม่ไหว ปฏิวัติก่อน ซึ่งก่อนหน้านั้นลอบฆ่าผมหลายครั้ง จากนั้นเขาก็ตั้ง คตส. มา วันนี้ถ้าได้เปอร์เซ็นต์ถือว่าปล้นทรัพย์
การปฏิวัตินั้น สนธิบังแค่หุ่นเชิด คนปักธงคือคนปฏิวัติ
การที่ยืดเยื้อ จัดการไม่เสร็จสักที เพราะพี่น้องเมตตาช่วยเหลือ เริ่มจากการเลือกตั้งที่พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง คุณสมัครเข้ามา แต่ผลสุดท้ายเขาก็จัดการ จัดการสมัคร แล้วก็ตั้งรัฐบาลตามที่เขาต้องการ
ผมขอบคุณที่พี่น้องแดงไม่มาชุมนุม ไม่เช่นนั้นท่านจะถูกกล่าวหาว่ามาทำเพื่อผม ทั้งที่พี่น้องมากันเพื่อประชาธิปไตย ขอให้วันนี้เป็นเรื่องของผมล้วนๆ หลายคนอาจโกรธแทนผม โกรธได้แต่อย่างใช้ความรุนแรง อย่าไปเหตุให้เขาปราบปราม รัฐบาลนี้ถนัดอยู่แล้ว พี่น้องต้องอดทน ต่อสู้ด้วยสันติให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยเพื่อลูกหลานของเรา ไม่เช่นนั้นประเทศจะอยู่ในมืออำมาตย์ ไม่พอใจใครก็สามารถจัดการได้ เปนประเทศที่ไม่สามารถทำนายอนาคตได้ แล้วประเทศจะอยู่อย่างไร
นักธุรกิจครับ บทเรียนวันนี้บอกได้เลยว่าอย่ามาเล่นการเมือง นักธุรกิจมีนิสัยทำงานให้สำเร็จรวดเร็ว มันคนละวัฒนธรรม มีอะไรเข้ามา ท่านอาจโดนยึดทรัพย์อย่างผม ถ้าจะเข้าการเมืองจริงๆ ขายให้หมดก่อน อำมาตย์เขาไม่รังเกียจเรื่องทุจริต แต่อย่าป็อปปูล่าร์มาก ผมเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียว คนแรกที่ได้รับเลือกตั้งในสมัยที่สอง ปกติไม่มี เขาไม่อยากเห็นรัฐบาลที่ป็อปปูล่าร์
พี่น้องชาวไทยทุกท่าน กราบเรียนว่าสิ่งที่เขาประณามผมวันนี้ ผมขอยืนยันว่าทำงานตามหน้าที่ทั้งระบบ ไม่เคยคิดโกง ตั้งแต่เด็กก็ไม่เคยโกง ลอกข้อสอบใคร ไม่มีความจำเป็นต้องโกง ผมมีหลักทรัพย์มาก่อนเป็นนักการเมือง เคยประกาศบัญชีทรัพย์สิน ปี 2537 ผมมีกว่า 60,000 กว่าล้าน ไม่จำเป็นต้องโลภมาก นาฬิกาก็ใส่ทีละเรือน กินทีละมื้อ กินก๋วยเตี๋ยวได้ทุกมื้อ แต่หูฉลามทุกมื้อไม่ได้ คนเราจะโลภไปถึงไหน คุณหญิงสอนลูกดี ลูกไม่ฟุ่มเฟือย จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องดิ้นรนไป คดโกงใคร เราสบายแล้วก็ควรใช้ความร็ความสามารถช่วยเหลือสังคม
ผมเป็นคนแรกที่ถูกยึดทรัพย์ส่วนตัว ทรัพย์ของครอบครัวเพื่อสังเวยการเมือง วันนี้เป็นประวัติศาสตร์ ผู้ชนะเป็นคนเขียน วันนี้ผมไม่ใช่ผู้ชนะ แต่จะบันทึกประวัติศาสตร์ไว้
ถ้าผมโกงหรือทำอย่างที่เขากล่าวหา ขอให้มีอันเป็นไปในห้าวันสิบวัน หากไม่โกง ขอฝากโคลงศรีปราชญ์ ?ธรณีนี้นี้เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์หนึ่งบ้าง เราผิด ท่านประหารเราชอบ เราบ่ผิด ท่านมล้าง ดาบนั้นคืนสนอง?
ผมเคยบอกว่าจะแสวงหาคยุติธรรมให้เกิดให้ได้ ไม่ว่าความยุติธรรมนั้นจะอยู่ในนรก สวรรค์ ในหรือนอกประเทศ ผมถือว่าวันนี้ผมไม่ได้รับความยุติธรรม ผมจะแสวงหาต่อไป
ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณต่อไป อย่าดูหนังม้วนเดียว ขอให้ดูย้อนไปตั้งแต่ผมทำงานมาเป้นอย่างไร แล้วก่อนถูกปฏิวัติเจออะไร มีการใช้สถาบันต่างๆ เข้ามาจัดการการเมืองอย่างไร ศึกษาให้ดีแล้วจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราไม่ปกติ ขอให้พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยต่อสู้ต่อไปด้วยสันติ อนาคตลูกหลานของเราจะเติบโตมาในสังคมประชาธิปไตย ที่มีความยุติธรรมและความเสมอภาค
ขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมวันนี้ ขอให้เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการเมืองไทยที่จะพัฒนาต่อไป ผมเจ็บคนเดียวไม่เป็นไร ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วงและอวยพรผมมา ขอขอบคุณในน้ำใจที่ผมจะไม่มีวันลืม ขอโทษคุณหญิงและลูกที่ผมดันทุรังเข้าการเมือง เสียใจครับ ขอบคุณครับ
ทำไมต้อง “สยามแดง” ?
ที่มา Thai E-News
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
อย่างที่เราทราบกันดี พวกทหารอำมาตย์ได้ร่วมมือกับฝ่ายรักอำมาตย์ ฝ่ายอภิสิทธิ์ชน และนายใหญ่อำมาตย์ ในการทำลายประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ
ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกนี้ทำมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขึ้นมามีอำนาจของนายใหญ่อำมาตย์ตามสันดานดิบของอำมาตย์ โดยที่พวกนี้ใช้ คุก ศาล และความรุนแรงในการก่ออาชญากรรมต่อประชาชน ทุกอย่างที่เขาทำ เขาทำในนามของ “ชาติ ศาสนา และกษัตริย์” ดังนั้นเราต้องรื้อทิ้งความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของสิ่งที่เขาชอบแอบอ้าง และนำเรื่องศาสนามาเป็นเรื่องความยึดมั่นส่วนตัว
ประเด็นสำคัญในกิจกรรมของอำมาตย์ที่อาจถูกมองข้าม คือการที่เขาทำลายกระแสที่จะสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อปกป้องทรัพย์สินและอำนาจทางเศรษฐกิจของพวกเขา นี่คือสาเหตุสำคัญที่เขาคัดค้านนโยบายสุขภาพอนามัยถ้วนหน้า นโยบายกองทุนหมู่บ้าน และนโยบายการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภค ของ ไทยรักไทย จนเกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยา
ดังนั้นปัญหาของสังคมไทยคือปัญหาทางการเมืองในเรื่องประชาธิปไตย และปัญหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สองเรื่องนี้แยกออกจากกันไม่ได้
ทำไม “สยาม”?
คำว่า “ไทย” ถูกใช้โดยอำมาตย์ในการปลุกระดมชาตินิยมคับแคบจนหมดความหมายไปในทางดี อำมาตย์อ้างว่า “ไทย” แปลว่า “เสรี” ในขณะที่เขาทำให้คนไทยเป็นทาส และอำมาตย์ใช้คำว่า “ไทย” เพื่อกดขี่คนเชื้อชาติอื่นๆ ที่เป็นพลเมืองในประเทศเรา กรณีแย่สุดคือกรณีคนมาเลย์มุสลิมในภาคใต้
นอกจากนี้อำมาตย์ใช้ “ความเป็นไทย” ในการสร้างนิยายว่า “ความเป็นไทย” หมายถึง “การรักและหมอบคลานต่อนายใหญ่อำมาตย์" ทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่เราต้องหันมาใช้คำว่า “สยาม” แทน
“สยาม” ในความหมายของเราคือสังคมหลากหลายที่เปิดกว้างและมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่
ทำไมต้อง “แดง”
“แดง” มีสองความหมายที่แตกต่างกัน แต่เข้ากันได้คือ เสื้อ “แดง” คือพลังประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นความหวังสำหรับการพัฒนาสังคม และเป็นขบวนการรากหญ้าของประชาชน นอกจากนี้ “แดง” คือสีธงของฝ่ายซ้ายสังคมนิยม ที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนจน และต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ
เราภูมิใจในการเป็น “แดง” เสมอ ในขณะที่ “เหลือง” คือสีของการกดขี่อันโสโครก
อำมาตย์ส่งเสริมเผด็จการ และส่งเสริมสังคมที่เหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวคุมไว้ภายใต้ประชาธิปไตยยาก นี่คือสาเหตุที่อำมาตย์ชอบเผด็จการและไม่อยากให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน นี่คือสาเหตุที่เขาอ้างว่า อำมาตย์ใหญ่ เป็นเทวดาเหนือเรา เพื่อสร้างภาพว่าลำดับชนชั้นในสังคมเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ”
ทำไมต้องเป็น "ประชาธิปไตยที่แท้จริง"?
ตั้งแต่การขึ้นมาเป็นใหญ่แต่แรก นายใหญ่อำมาตย์ ยินดีร่วมมือกับทหารเผด็จการในการทำรัฐประหารและทำลายสิทธิเสรีภาพมาตลอด โดยที่นายใหญ่อำมาตย์ทำหน้าที่ให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ทหารกระทำ โดยอาศัยภาพ “ความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันอำมาตย์” ที่ทหารสร้างขึ้นมาให้ ยุคเริ่มต้นคือสมัยสฤษดิ์
ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสร้างประชาธิปไตยในรูปแบบที่ “อำมาตย์ใหญ่ไม่เข้ามายุ่งการเมือง” เพราะสถาบันอำมาตย์เติบโตมากับทหารเผด็จการ และแยกออกจากกันไม่ได้ พูดง่ายๆ เราไม่สามารถทำให้สถาบันอำมาตย์ไม่ผูกพันกับการเมืองอำมาตย์ได้ และ ตราบใดที่มีระบบอำมาตย์ ทหารก็จะใช้อำมาตย์ใหญ่ในการทำลายประชาธิปไตยเสมอ
เราจึงต้องสู้กับระบบอำมาตย์และระบบทหารอำมาตย์พร้อมๆ กัน เพื่อได้ประชาธิปไตยแท้จริง
เราจะทำลายระบบอำมาตย์อย่างไร?
ประเด็นสำคัญคือการทำสงครามทางความคิด เพื่อทำลายความศรัทธาในสถาบันอำมาตย์โดยสิ้นเชิง ซึ่งจะมีผลทำให้ความชอบธรรมของทหารเผด็จการอ่อนแอลงไปด้วย นี่คือสิ่งที่อำมาตย์กำลังกลัวอย่างถึงที่สุด
ความชอบธรรมของอำมาตย์สร้างขึ้นภายใต้ลัทธิปัญญาอ่อนที่ไร้วิทยาศาสตร์ ซึ่งเชิดชูให้คนสามัญที่บังเอิญเกิดในตระกูลหนึ่งถูกมองว่าเป็น “เทวดา” ทั้งๆ ที่อำมาตย์มีความสามารถไม่น้อยและไม่มากกว่าประชาชนปกติทั่วประเทศ ที่เป็นวิศวะกร ศิลปิน เกษตรกร หรือช่างฝีมือ
ฝ่ายคลั่งศักดินาอยากให้เราเชื่อว่าอำมาตย์รักและดูแลประชาชน แต่ประชาชนดูแลตนเองได้ เราไม่ใช่เด็ก และทุกอย่างที่งดงามเกี่ยวกับประเทศเรามาจากมือของประชาชน ในขณะที่นายใหญ่อำมาตย์ เติบโตร่ำรวยมากับเผด็จการโกงกิน สฤษดิ์ ถนอม ประภาส และปล่อยให้คนบริสุทธิ์ถูกประหารชีวิตในข้อหาที่ตนเองเกี่ยวพัน
นอกจากนี้นายใหญ่อำมาตย์สนับสนุนเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 2519 เพราะมองว่ายุคนั้นไทยมีประชาธิปไตย “มากเกินไป” และล่าสุดปล่อยให้ คมช.ทำรัฐประหาร 19 กันยา และปล่อยให้ประชาธิปไตยของเราถูกปล้นไปโดยทหาร พันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ในนามของตนเอง นี่ไม่ใช่ผลงานของเทวดา มันเป็นผลงานทรราช
ในนโยบายเศรษฐกิจ เขาเคยคัดค้านสวัสดิการสำหรับประชาชน เพราะมองว่าจะลดความร่ำรวยของพรรคพวกตัวเอง ยิ่งกว่านั้นในปัจจุบันในฐานะที่เป็นคนรวยที่สุดในโลกคนหนึ่ง ยังบังอาจสั่งสอนคนจนให้อยู่ตามยถากรรม นี่ไม่ใช่จุดยืนของเทวดา แต่เป็นจุดยืนของคนที่ทำนาบนหลังประชาชน
นายใหญ่อำมาตย์ยอมให้บริวารรอบข้างตั้งชื่อให้ตัวเองเป็น “ตัวแทนความดีงามทุกอย่างของสังคม” ในขณะที่คนใกล้ตัวจริงๆของตนเองไม่เป็นที่เคารพ เราจะเห็นได้ว่าภาพทั้งหลายเกี่ยวกับความสามารถของเขาเป็นเรื่องโกหกเท็จทั้งสิ้น
ตราบใดที่เราหมอบคลานต่อลัทธิอำมาตย์ เราทำตัวเป็นแค่สัตว์ตามความต้องการของอำมาตย์ เราต้องยืนขึ้นเป็นคน เราต้องเป็นพลเมืองในโลกสมัยใหม่
ธงไตรรงค์สามสี แดง ขาว น้ำเงิน ของฝ่ายเผด็จการ ลอกมาจากธงสามสีของตะวันตก แต่เพื่อส่งเสริม “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ซึ่งเป็นคำขวัญของพันธมารฯ และทหาร ที่ใช้ในการทำลายประชาธิปไตย ธงสามสี แดง ขาว น้ำเงิน เคยมีความหมายอื่นในการปฏิวัติฝรั่งเศส นั่นคือ “เสรีภาพ ความเท่าเทียมและความสมานฉันท์” นี่คือคำขวัญที่เราต้องใช้ในการต่อสู้เพื่อปลดแอกสังคมสยาม
ปํญหาทหาร
ทหาร โดยเฉพาะนายพลชั้นสูง เป็นอุปสรรคต่อความเจริญ และเป็นโจรและกาฝากของสังคม เราต้องปฏิรูปกองทัพ โดยลดงบประมาณทหาร เอาทหารออกจากสื่อและรัฐวิสาหกิจ ปลดพวกนายพลอำมาตย์ออกไป
และที่สำคัญเราต้องสนับสนุนให้ทหารระดับรากหญ้ากบฏต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อไม่ให้กองทัพฆ่าประชาชนอีกต่อไป แต่ถ้าทหารรากหญ้าจะกบฏ เขาต้องมั่นใจว่าเราจะสู้จริงท่ามกลางการต่อสู้ลุกฮือของมวลชน
ดังนั้นภาระสำคัญของคนเสื้อแดงคือเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและด้วยพลังมวลชน เราไม่ควรหาทางลัดโดยการตั้งความหวังกับทหารอันธพาลหรือนายพลที่แตกแยกกับอำมาตย์บนพื้นฐานผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างเดียว
นโยบายพื้นฐานของ “สยามแดง”
1. เราต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพทีจะเลือกรัฐบาลทีคนส่วนใหญ่ต้องการ โดยไม่มีการปราบปรามข่มขู่ และไม่มีความกลัว
2. เราต้องมีความเท่าเทียมเสมอภาค ต้องยกเลิกระบบผู้ใหญ่ผู้น้อย ยกเลิกการหมอบคลาน นักการเมืองต้องปฏิญาณตนว่าจะเคารพนายที่แท้จริงของตนเองคือประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ เราต้องสร้างวัฒนธรรมพลเมืองที่เคารพซึ่งกันและกัน เราต้องมีเสรีภาพและความเท่าเทียมทางเพศและเชื้อชาติ ต้องเคารพผู้หญิง เคารพคนรักเพศเดียวกัน เคารพคนพม่า ลาว เขมร และคนมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ ผู้หญิงต้องมีสิทธิทำแท้งอย่างปลอดภัย ผู้ลี้ภัยจากต่างประเทศควรจะได้รับการดูแลอย่างอบอุ่น สมกับที่ประเทศเราเป็นประเทศอารยะ
3. ประเทศเราต้องเป็นรัฐสวัสดิการ ถ้วนหน้า ครบวงจร และผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย คนจนไม่ใช่ภาระ แต่เป็นคนร่วมพัฒนาชาติ ที่ต้องมีศักดิศรี สังคมล้าหลังปัจจุบันกดทับประชาชาชนจำนวนมากไม่ให้เขาเป็นผู้สร้างสรรค์ และนำสังคมไปสู่ความก้าวหน้า
4. เราต้องสร้างระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงแบบสากลในประเทศไทย เพื่อให้ทุกตำแหน่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน เราต้องยึดทรัพย์และคฤหาสถ์ของอำมาตย์ เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ
5. ประเทศเราอยู่ภายใต้รองเท้าบูทของนายพลมานานเกินไป เราตั้งตัดงบประมาณของทหารและอำนาจทหารในสังคมเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยอีกต่อไป ต้องปลดนายพลชั้นสูงที่ไม่เคารพประชาธิปไตยออกจากตำแหน่งให้หมด
6. ประเทศเราต้องมีความยุติธรรม ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาลที่ปกป้องระบบอยุติธรรม เราต้องปฏิรูประบบยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน ต้องปลดผู้พิพากษาเก่าออกให้หมด ต้องมีระบบลูกขุนที่มาจากประชาชน และตำรวจต้องบริการประชาชนแทนที่จะรีดไถคนจน
7. ประชาชนในเมือง ในชุมชน ในท้องถิ่นต่างๆ ต้องเข้ามาบริหารองค์กรสาธารณะในทุกระดับเช่น รัฐวิสาหกิจ สื่อ โรงเรียนและโรงพยาบาล
8. ประเทศเราต้องทันสมัย เราต้องปรับปรุงระบบการศึกษา การคมนาคม และที่อยู่อาศัย และหันมาผลิตพลังงานจากลมและแสงแดดเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม
9. ประเทศเราต้องรักสงบ ไม่ขัดแย้งสร้างเรื่องกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือ สนับสนุนการก่อสงคราม
อำมาตย์อ้างว่าบทความแบบนี้เป็นเรื่อง “ร้ายแรง” อ้างว่าเป็นอาชญากรรมแต่ข้อเสนอดังกล่าวร้ายแรงตรงไหน? ขัดกับหลักการสากลเรื่องสิทธิมนุษยชนตรงไหน? ในทางตรงกันข้ามอำมาตย์สร้างวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจ ปล้นขโมยสิทธิเสรีภาพ และสะสมความร่ำรวยมหาศาลให้ตนเอง ด้วยรัฐประหาร และเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ นาๆ เขาคืออาชญากรแท้
ในอดีต ไม่ว่าจะช่วง ๒๔๗๕ หรือ๑๔ ตุลา เคยมีความฝันในหมู่ประชาชน ว่าเราจะสร้างสังคมประชาธิปไตยที่มีความเท่าเทียม เราจะต้องสร้างความฝันนี้ให้เป็นจริงสักที เราชาวประชาธิปไตยแดงที่หูตาสว่างมีมวลชน เราต้องจัดตั้งตนเอง นำตนเอง ในแต่ละท้องที่
เพื่อให้ 5 นิ้วที่อ่อนแอในมือเรากลายเป็นกำปั้นเหล็กที่ถล่มฝ่ายอำมาตย์ให้หมดสิ้นไป
--
ติดตามงานของใจ อึ๊งภากรณ์
http://siamrd.blog.co.uk/
http://wdpress.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
see YOUTUBE videos by Giles53
