WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 5, 2010

ผู้ประท้วงชาวชนบทเตรียมย้อมกรุงเทพฯเป็นสีแดง

ที่มา Thai E-News




โดย Marwaan Macan-Markar สำนักข่าวอินเตอร์เพรส
แปลและเรียบเรียง แชพเตอร์ ๑๑ เวบลิเบอรัลไทย


ขอนแก่น – ศักดา อ้อพงษ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ด้วยภาพที่เปรียบเสมือนหัวหมู่ที่วุ่นไปกับการปลุกระดมในการเคลื่อนไหวประท้วงของชาวรากหญ้าเพื่อประจันหน้ากับรัฐบาลชุดปัจจุบันของประเทศไทย

ก่อนที่เขาจะปลดเกษียณ ศักดา วัย ๗๘ ปี ซึ่งพำนักในบ้านหลังงามในตัวจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เคยเป็นข้าราชการที่มีบทบาทสำคัญในราชอาณาจักรแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ชีวิตข้าราชการของเขาเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งหลักของกระทรวงมหาดไทย อันเป็นกระทรวงที่มีอำนาจมากที่สุด และอนุรักษ์นิยมมากที่สุดของรัฐบาลไทย

อำนาจของกระทรวงมหาดไทยครอบคลุมไปถึงการแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่น รวมไปถึงการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อทำการสอดส่องตัดตอนแนวความคิดด้านประชาธิปไตย โดยคอยยัดเยียดข่าวสารกระตุ้นให้เกิดความคลั่งชาติอย่างสุดโต่งมานานนับทศวรรษ

ตัวศักดาเองเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯมาถึงห้าปี รวมทั้งดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับสูงสุดของขอนแก่นมาถึงสองสมัย

แต่เวลานี้ อดีตผู้ว่าฯที่คล่องแคล่วผู้นี้ มองตัวเองว่าเป็นหนึ่งใน “กลุ่มผู้วางกลยุทธ” ของจังหวัดนี้ โดยการจัดระเบียบของวาระในการประท้วงของกลุ่มนปช. ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของประชาชนซึ่งสนับสนุนแนวทางการเมืองต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัย

ศักดาให้สัมภาษณ์ในห้องนั่งเล่นของเขาโดยสวมเสื้อสีแดงอันเป็นสัญญลักษณ์ของผุ้สนับสนุนนปช.ทั้งหมด เขาได้เปิดเผยว่า “สิ่งที่เราได้ร่วมกับกลุ่มนปช. จะเป็นการเคลื่อนไหวพิเศษสุดซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ถือได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรก และเป็นครั้งสำคัญ” “ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้เข้าร่วมกับเรา – ทั้งชาวนา พ่อค้า นักธุรกิจ ทนาย ตำรวจ หรือแม้แต่ข้าราชการอย่างผม”

เขาเปิดเผยต่อว่า “ประชาชนจากหลายๆจังหวัดจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อร่วมการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง” “ผมจะไปร่วมชุมนุมด้วย ไม่ได้เป็นโฆษกบนเวทีหรอกนะ แต่ผมจะทำงานอยู่หลังเวที เพื่อความสำเร็จของเรา”

และบทบาทที่คล้ายผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการของเสื้อแดงซึ่งเดินทางมาจากหลายที่ เขาเป็นคนต้นคิดในการวางแบบแผนเพื่อให้เสื้อแดงได้ยึดถือปฎิบัติ ส่วนหนึ่งของการปฎิบัติการนั้นรวมถึงเอกสารเล่มกระทัดรัดสี่หน้า – “นปช.: แนวทางการปฎิบัติ” – ซึ่งได้แจกจ่ายให้กับครอบครัวนปช.ในจังหวัดขอนแก่น และกระจายไปตามหลายหมุ่บ้านทั่วทั้งจังหวัดซึ่งมีอาชีพทำนา และทำไร่อ้อยนี้”

อุทัย คำทาบุตร แห่งหมู่บ้านโนนสมบูรณ์รับเอกสารแนะแนวด้วยความยินดี ซึ่งเป็นการแจ้งให้ชาวบ้านอย่างเขาได้ทราบถึงการณรงค์ต่อต้านของกลุ่มนปช. เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนที่มีความคิดเห็นเหมือนกันได้ “ร่วมมือกัน และเรียกร้องให้ได้มาถึงประชาธิปไตยซึ่งมีสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ทุกคนจะต้องได้รับการปฎิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นอย่าง “นิติรัฐ” ภายใต้หลักนิติธรรม”

เนื้อหาในเอกสารแนะแนวมีต่อว่า “ประชาชนที่มีความเห็นต่าง หรือขัดแย้งกันนั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นศัตรูกัน” “ผู้มีความคิดเห็นเหมือนกันควรปฎิบัติต่อกันด้วยความเอื้อเฟื้อ และด้วยความรัก เราจะต้องมีความเห็นอกเห็นใจ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

และคำพูดเหล่านี้จะได้พิสูจน์กันให้เห็นในวันที่ ๑๒ มีนาคมที่ใกล้จะถึงนี้ ทั้งอุทัย และชาวบ้านอื่นๆจากหมู่บ้านของเขา และจากหมู่บ้านใกล้เคียงจะเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯเพื่อร่วมการชุมนุม ในสิ่งที่แกนนำนปช.ได้สัญญาว่าจะเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาลของมวลชนนับ “ล้าน”

วันประท้วงซึ่งคาดว่าจะมีผู้ร่วมมากถึงขนาดนั้น –ก่อนหน้านี้นปช.เคยรวบรวมผู้ประท้วงเสื้อแดงในกรุงเทพฯได้มากที่สุดแค่เพียงมากกว่าแสนคนนิ้ดหน่อยเมื่อต้นปีที่แล้ว – เป็นวันที่ตรงกับช่วงโรงเรียนปิดเทอมในกลางเดือนมีนาคม – “เป็นช่วงตรงกับวันปิดเทอม เด็กๆไม่ต้องไปโรงเรียน พ่อแม่จะได้ร่วมประท้วงโดยไม่ต้องกังวลมากนัก” นี่เป็นคำพูดของบิดาคนหนึ่ง ซึ่งมีอาชีพทำนากล่าวไว้

การข่มขวัญของกลุ่มเสื้อแดงซึ่งจะเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ สร้างความตื่นเต้นให้แม้แต่อดีตสมาชิกของพรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท) ซึ่งเป็นพรรคต้องห้ามบางคน ในระหว่างการกลับมารวมตัวกันใหม่เมื่อสองวันก่อนของอดีตสมาชิกพคท.ในจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งใกล้เขตชายแดนลาว-ไทยนั้น แหล่งข่าวซึ่งร่วมในการประชุมครั้งนี้กล่าวว่า พคท.ได้มีการเสนอในการ “ช่วยร่วมจัดระบบ” ให้กับแกนนำนปช.คนหนึ่ง

หากแกนนำนปช.คนนั้นยอมรับข้อเสนอจากอดีตเจ้าหน้าที่พคท.ต้องห้ามนั้น จะเป็นการเพิ่มขยายแนวรบ ซึ่งการชุมนุมจะเป็นการรวมทั้งกลุ่มการเมือง และกลุ่มทางสังคมเข้าด้วยกันภายใต้ชื่อนปช. เพื่อโค่นรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เข้ามามีอำนาจเมื่อปีที่แล้วจากวิธีแอบตกลงลับๆกับกองทัพอันทรงแสนยานุภาพของประเทศ แทนที่จะเข้ามามีอำนาจจากคะแนนเสียงของประชาชนส่วนมาก

เสียงสนับสนุนตัวจริงเสียงจริงของนปช. ส่วนใหญ่มาจากมวลชนจากจังหวัดภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่า ๓๐ จังหวัด ประชาชนเหล่านี้ต่างโกรธแค้นที่ทักษิณ ตัวแทนของของพวกเขาถูกโค่นอำนาจลง ทักษิณได้รับเสียงสนุนอย่างท่วมท้นจากชาวชนบทซึ่งมีอาชีพทำนาในดินแดนใจกลางของภูมิภาค เนื่องจากนโยบายที่ทักษิณได้วางไว้สำหรับคนยากจนในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ จนถึงกลางปี ๒๕๔๙

รัฐบาลทักษิณ ซึ่งได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นตามกติกาการเลือกตั้งถึงสองสมัย ถูกกองทัพใช้กำลังก่อการรัฐประหารช่วงชิงอำนาจเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๙ เป็นการปล้นอำนาจครั้งที่ ๑๘ ของราชอาณาจักร รัฐบาลทหารไม่รอให้เสียเวลา รีบตั้งข้อหาใช้อำนาจในทางมิชอบ และทำการทุจริตต่อทักษิณในทันที ทักษิณซึ่งเป็นมหาเศรษฐีจากธุรกิจโทรคมนาคมมาก่อนที่จะได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ชะตากรรมในทรัพย์สิน ๗๖,๖๐๐ ล้านบาทของทักษิณได้ถูกตัดสินเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ เมื่อศาลอาญาฯมีคำพิพากษาในคดีประวัติศาสตร์ว่า ทักษิณกระทำความผิดที่ร่ำรวยขี้นมาโดยใช้อำนาจในทางมิชอบในขณะดำรงตำแหน่งนายก และผลประโยชน์ทับซ้อนอันเป็นที่แน่ชัด

คำตัดสินหมายถึงรัฐบาลสามารถริบทรัพย์สินซึ่งถูกอายัดไว้แล้วของทักษิณจำนวน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท บรรยากาศอึมครึมแห่งความไม่แน่นอนในทรัพย์สินที่เหลืออีก ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งศาลกล่าวว่าเป็นของทักษิณก่อนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ผู้สนับสนุนนปช.ซึ่งสำนักข่าวไอพีเอสได้ไปสัมภาษณ์ต่างไม่ยอมรับในคำตัดสินนั้น โดยกล่าวว่านี่เป็นเพียงการตัดสินของศาลแค่ยกแรก ยังมีคดีอื่นอีกเรียงตามมาเป็นหางว่าวต่อทักษิณ และพรรคพวกของเขานับตั้งแต่การทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ ทักษิณซึ่งกำลังลี้ภัยอยู่ในขณะนี้เพื่อเลี่ยงโทษจำคุกสองปีในคดีทุจริตอื่น เป็นการสะท้อนทัศนคติแนวเดียวกัน

นักจัดรายการของสถานีวิทยุชุมชนฝ่ายสนับสนุนนปช. กล่าวว่า คำตัดสินคาดว่าจะเห็นคนเสื้อแดง “ที่โกรธแค้น” มุ่งหน้าเข้าร่วมการประท้วงมากขี้น ซึ่งจะมีขี้นในกรุงเทพตั้งแต่วันที่ ๑๒-๑๔ มีนาคม

หนึ่งในเสื้อแดงอย่างเช่นวนิดา พิมพ์ดีด มองคดีฟ้องทักษิณ และพรรคพวกของทักษิณว่า เป็นการยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “มีแค่ฝ่ายเดียวเท่านั้นแหละที่โดนลากตัวขี้นศาลโดยหาว่ากระทำความผิด แต่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นพวกนักการเมือง และพวกมีอิทธิพลที่ทำผิดกฎหมาย แต่กลับรอดตัวไปได้”

ชาวไร่ปศุสัตว์วัย ๔๘ ปีกล่าวว่า “เราทั้งหมดตกเป็นเหยื่อของระบบที่ไม่มีความเป็นธรรมนี้” เธอยังชี้ให้เห็นว่าการทำรัฐประหาร และการตัดสินของศาลอันไม่ชอบมาพากลในเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ – ได้สั่งยุบพรรคนิยมทักษิณซึ่งได้รับการเลือกตั้งให้เข้ามาบริหารประเทศ – อันหมายถึงว่า “ขาดความเคารพต่อรัฐบาล ซึ่งเราผู้ซึ่งยากจนได้ลงคะแนนเลือกกันมา”

เธอเปิดเผยว่า เป้าหมายของเสื้อแดงในการประท้วงที่ใกล้จะเข้ามาถึงนี้ คาดว่าจะเป็นใครก็ตามซึ่ง “ได้รับประโยชน์จากการทำให้พวกเราต้องตกเป็นเหยื่อของระบบการเมือง”

หนึ่งในบัญชีรายชื่อ “ศัตรูของประชาธิปไตย” ที่นักเคลื่อนไหวนปช.ของจังหวัดนี้ และจังหวัดอุดรธานีที่อยู่ใกล้เคียงใช้เรียกนั้น คือตัวจักรทางการเมืองที่มีฐานในกรุงเทพฯ รวมไปถึงศักดินาที่ได้รับการปกป้อง ข้าราชการหัวโบราณ และกองทัพที่ทรงพลัง

Thursday, March 4, 2010

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2553

พท.ดาหน้าจวก"กรณ์"โพสต์เฟซบุ๊ค หนุนปฏิวัติไม่เหมาะสม-ไร้มารยาท ขัดรธน.ม.68 ร้อง"มาร์ค" เรียกมาตบปาก

เสื้อแดงโคราชพร้อมจัดม็อบใหญ่5มี.ค.ระดมการ์ดกว่า400คนรปภ.

ตร.เผยชื่อ"ต้องห้าม"แกนนำแดงคาดคนร่วมนับแสน "สุเทพ"ส่งนายกฯไปนอกช่วงม็อบชุมนุม ธปท.สั่งแบงก์ตุนเงิน

องค์กรพุทธฮึ่ม! ทำลายพระ

แดงสามก๊ก (1)

เหมือนจะประกาศสงครามกับประชาชน

ขยายผล

"ทักษิณ"ซัดกลับ"กรณ์"พ่อขายหุ้นไม่เสียภาษีท้าถาม"เนวิน" จวก"อำมาตย์" ร่วมมือตุลาการวางแผนโค่น

ข้อสังเกตต่อความเห็นของคุณเสรีชนกรณีการต่อสู้ในเวทีระหว่างประเทศ

ที่มา ประชาไท


เกริ่นนำ

อนุสนธิจากการที่คุณเสรีชนได้ตั้งกระทู้[1] และมีผู้มาตอบกระทู้นั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและกำลังมีการกล่าวถึงกันมากเนื่องจากอดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่าจะต่อสู้โดยใช้ช่องทางทางศาลโลกหรือเวทีระหว่างประเทศ จากกระทู้ของคุณเสรีชน ผมมีข้อสังเกตดังนี้
ประการที่หนึ่ง องค์กรย่อยของสหประชาชาติชื่อว่า The United Nations Commission on Human Rights (UNCHR)มิได้มีอยู่ต่อไปแล้ว สมัชชาใหญ่ (General Assembly) ของสหประชาชาติได้ตั้งองค์กรใหม่ชื่อว่าUN Human Rights Councilในปี ค..2006[2] แทน UNCHR แล้ว โดยสถานะทางกฎหมายของ UN Human Rights Council มีสถานะเป็น “องค์กรย่อย” (subsidiary organ) ของสหประชาชาติ[3] หมายความว่า การทำงานของ UN Human Right Council อยู่ภายใต้การควบคุมและประสานงานกับสมัชชาใหญ่ ลักษณะที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งขององค์กรย่อยอย่าง UN Human Right Council ก็คือ คำแนะนำ (Recommendation) ที่มีไปยังรัฐสมาชิกนั้นไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งตรงกันข้ามกับข้อมติที่ทำโดยคณะมนตรีความมั่นคงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย รัฐสมาชิกของสหประชาชาติต้องยอมรับและปฏิบัติตาม[4]
นอกจากนี้ จุดอ่อนหรือข้อบกพร่องที่สำคัญที่สุดของเรื่องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ก็คือ กลไกเกี่ยวกับมาตรการบังคับ (Sanction) และระบบการตรวจสอบ (Monitor) ว่ารัฐสมาชิกได้ปฎิบัติตามสนธิสัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนมากน้อยเพียงใด ในกรณีที่มีการละเมิดจะมีช่องทางใดบ้างที่จะมีการเยียวยาความเสียหาย หรือกดดันให้รัฐนั้นปฎิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน สหประชาชาติได้ปรับปรุงกลไกการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้ดีขึ้นกว่าในอดีต
ประการที่สอง ฐานความผิดที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศในปัจจุบันนี้มีอยู่สี่ฐาน[5] ซึ่งผมเข้าใจว่าฐานความผิดที่คุณเสรีชนใช้คำว่า “อาชญากรผู้ล้างชาติ” นั้นคงหมายถึง Genocide ซึ่งแปลว่า “การทำลายล้างเผ่าพันธุ์” และคำว่า “ละเมิดอาญาศึก” นั้นคงหมายถึง War Criminal ซึ่งแปลว่า อาชญากรสงคราม
ประการที่สาม ผมเห็นด้วยกับคุณเสรีชนที่เห็นว่า อดีตนายกรัฐมนตรี (ในฐานะที่เป็นปัจเจกชน) ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลโลก ซึ่งผมเขียนประเด็นนี้ลงในประชาไทอย่างละเอียดแล้ว[6] และผมเห็นว่าความพยายามที่จะเสนอให้ศาลโลกพิจารณานั้นควรยุติลงได้แล้ว เนื่องจากไม่ผ่านเงื่อนไขเรื่องคุณสมบัติของคู่ความมาตั้งแต่แรก อีกทั้งประเทศไทยก็มิได้ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกตั้งแต่ไประเทศไทยแพ้คดีปราสาทพระวิหาร[7]
ประการที่สี่ ที่คุณเสรีชนกล่าวว่า แล้วถ้ากรรมการสิทธิมนุษยชนสอบสวนแล้ว เชื่อฝ่ายเรา เขาจะส่งเรื่องไปให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติออกมติต่อไป” โดยปกติแล้ว คณะมนตรีความมั่นคงจะรับผิดชอบเรื่องสำคัญๆ ที่เกี่ยวกับการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ[8] คณะมนตรีความมั่นคงจะเข้าไปมีบทบาทก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงที่เป็นการคุกคามสันติภาพ การละเมิดสันติภาพ หรือการรุกรานตามหมวดเจ็ดของกฎบัตรสหประชาชาติ[9] การละเมิดสิทธิมนุษยชนของปัจเจกชนคนใดคนหนึ่งหากการละเมิดนั้นไม่ก่อให้เกิดการคุกคามสันติภาพระหว่างประเทศแล้ว คณะมนตรีความมั่นคงจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด เพราะมีองค์กรอื่นดูแลรับผิดชอบแล้ว
บทสรุป
การใช้ช่องทางต่อสู้ในเวทีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนนั้นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าช่องทางดังกล่าวเป็นการเสนอให้ “ศาล” (Court) พิจารณา หรือช่องทางอื่นๆ ซึ่งแต่ละช่องทางต่างมีข้อดีข้อเสียและข้อจำกัดในตัวเองทั้งสิ้น โดยเฉพาะการเสนอให้ “ศาล” ไม่ว่าศาลภายในหรือศาลระหว่างประเทศ เรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องเขตอำนาจศาล (Jurisdiction)
……………
[1] ชื่อกระทู้คือ “ที่ปรึกษากฎหมายต่างประเทศของทักษิณเลิกบ้องตื้นเสียที ฟ้องศาลโลกไม่ได้ แต่มีทางแก้ในเวทีระหว่างประเทศจะสอนให้ถ้าอยากรู้เข้ามาอ่าน”http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/24747
[2] โปรดดูข้อมติที่ A/RES/60/251, 3 April 2006 ข้อ 1 ที่ระบุว่า “Decides to establish the Human Rights Council, based in Geneva, in replacement of the Commission on Human Rights…”
[3] ส่วนองค์กรหลัก (Principal organs) ของสหประชาชาตินั้นมีอยู่หกองค์กร ศาลโลกเป็นหนึ่งในนั้น
[4] โปรดดูกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 25 “The Members of the United Nations agree to accept and carry out the decisions of the Security Council in accordance with the present Charter”
[5] อย่างไรก็ดี ในธรรมนูญกรุงโรม มาตรา 121 ระบุว่า ในอนาคตที่ประชุมอาจมีการเพิ่มฐานความผิดอื่นได้อีก
[6] โปรดดูข้อเขียนเรื่อง “ปัจเจกชนฟ้องศาลโลกหรือศาลระหว่างประเทศได้หรือไม่”http://www.prachatai.com/journal/2010/02/27841
[7] เรื่องเขตอำนาจของศาลโลกจัดเป็นปัญหาที่สำคัญมากและยากมากเรื่องหนึ่ง ต้องใช้เวลาในการอธิบายพอสมควร ผิดวัตถุประสงค์ของข้อเขียนนี้
[8] โปรดดู 24 “…..its Members confer on the Security Council primary responsibility for the maintenance of international peace and security …..”
[9] โปรดดูหมวดเจ็ดของกฎบัตรสหประชาชาติ Article 39 บัญญัติว่า “The Security Council shall determine the existence of any threat to the peace, breach of the peace, or act of aggression and shall make recommendations, or decide what measures shall be taken in accordance with Articles 41 and 42, to maintain or restore international peace and security.”

บทความ 'กรณ์ จาติกวณิช' ฉบับเต็ม ชื่มชมการรัฐประหาร

ที่มา ประชาไท


กรณ์ จาติกวณิช เขียนบทความลงเฟซบุค “วันนี้สิ่งที่ผมคิด คือ ถ้าไม่มีการปฏิวัติในปี ‘49 และไม่มี คตส. เราจะเห็นความยุติธรรมปรากฏในคดีนี้หรือไม่?”

เมื่อเวลา 14.20 น. ของวันที่ 3 มี.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยแพร่บทความ “มุมมองส่วนตัวคดียึดทรัพย์” ทางเว็บไซต์ facebook ของเขา โดยมีรายละเอียดดังนี้

มุมมองส่วนตัวคดียึดทรัพย์

กรณ์ จาติกวณิช

แด่เพื่อน FB:

เวลาผ่านไป 4 วันแล้วหลังจากคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พตท.ทักษิณ ผมยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อใดแม้แต่คำเดียวเกี่ยวกับผลของคดีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะผมมีความรู้สึกว่าคนพูดเรื่องนี้เยอะแล้ว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องนี้ใกล้ตัวผมมากในฐานะเป็นคนหนึ่งที่ต่อสู้เรื่องนี้มายาวนาน จึงมีความรู้สึกอยากให้ความคิดและอารมณ์ตกผลึกก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นออกมา

จนถึงวันนี้ความคิดเริ่มนิ่งแล้วแต่ก็ยังสลับซับซ้อนอยู่

ผมเองเข้ามาเกี่ยวข้องจริงๆ ก็ตอนที่ทักษิณขายหุ้นให้ Temasek ในเดือนมกราคม 2549 หนึ่งปีเต็มๆ หลังจากที่ผมเป็น ส.ส. ฝ่ายค้าน จำได้ว่าพฤติกรรมทั้งหมดของทักษิณ ชี้ให้เห็นว่าเขาเป็นเจ้าของที่แท้จริงและได้ ซุกหุ้นทั้งหมดไว้โดยตลอด

เขาไปเจรจากับสิงค์โปรโดยอ้างว่าไปเที่ยว เขารีบแก้กฎหมายสัดส่วนการถือหุ้นโดยต่างชาติในบริษัทโทรคมนาคมเพื่อเขาจะได้ขายหุ้นได้ และเขาทำทุกอย่างเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว

ช่วงนั้นผมทำสองอย่าง อย่างแรกคือผมได้วิเคราะห์ว่ามีหลักฐานที่ กลต. ที่ชี้ให้เห็นว่าเขาแอบถือหุ้น Shinอยู่ที่บัญชีสิงค์โปรในธนาคาร UBS และอย่างที่สองผมได้ไปร้องเรียนกับอธิบดีกรมสรรพากร ณ ขณะนั้นว่าการซื้อมาขายไปโดยลูกของทักษิณทั้งสองคนเป็นนิติกรรมที่ควรต้องมีภาระภาษีให้แผ่นดิน

ผมจำได้ว่าความร่วมมือโดยหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้มาด้วยความยากเย็น ซ้ำแล้วยังมีความพยายามขุดคุ้ยว่าผมเคยมีพฤติกรรมอันใดในสมัยที่ผมยังอยู่ในวงการหุ้นที่จะเป็นจุดอ่อน ที่จะให้กับฝ่ายตรงข้ามหรือไม่และเจ้าหน้าที่สรรพากรเองก็แอบปล่อยประวัติภาษีผม (ซึ่งเป็นความลับ ส่วนตัว) ให้กับ ส.ส.ไทยรักไทย

ก็โชคดีที่ผมไม่เคยทำอะไรไว้ให้ตัวเองมีแผลแต่ญาติในตระกูลเกือบทุกคน โดนข่มขู่หมดในระยะนั้น

วันนี้สิ่งที่ผมคิด คือ ถ้าไม่มีการปฏิวัติในปี ‘49 และไม่มี คตส. เราจะเห็นความยุติธรรมปรากฏในคดีนี้หรือไม่?

พอมี คตส. ผมก็หอบข้อมูลทั้งหมดไปให้เขาและเข้าไปช่วยวิเคราะห์ ข้อมูลเหล่านั้น รวมทั้งอธิบายชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหุ้นและการซื้อขายหุ้นซึ้งค่อนข้างซับซ้อนและเข้าใจยาก ผมจำได้ว่าวันที่ผมเดินเข้าไปที่ คตส. ซึ่งยืมสำนักงานของ สตง. อยู่ชั่วคราวมีกลุ่มกองเชียร์ทักษิณ (สมัยนั้นยังไม่ใส่เสื้อแดง) มารออยู่กันเต็มและตะโกนด่าว่าผมหยาบคาย วันนั้นคุณแก้วสรร ซึ่งเป็นคน คตส. คนหนึ่งและเป็นคนที่รับผิดชอบเรื่อง ซุกหุ้นโดยตรง เดินเข้าไปในเวลาไล่เลี่ยกันและโดนด่าทอรุนแรง ว่า อ้ายหน้าหมา

วันนี้ หัวใจของคดีนี้ คือการพิสูจน์ว่า ทักษิณ ซุกหุ้นจริง หลังจากนั้นจึงเป็นการพิสูจน์ว่าเข้าเอื้อต่อหุ้นที่เขาซุกอยู่ด้วย คำพิพากษาของ ศาลฎีกา สรุป โดยเอกฉันท์ว่าซุกหุ้นจริง

ผมนึกย้อนกลับไปช่วงปี ‘49 นั้นทักษิณ อ้อ โอ๊ค เอม ทุกคนออกมา โกหก ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่ได้ซุกแต่สุดท้ายก็ต้องจำนนต่อหลักฐาน

แต่ย้อนกลับมาที่ประเด็นสำคัญคือถ้าไม่ปฏิวัติจะได้เห็นคำพิพากษานี้ไหม และทำไม สังคมไทยจึงกลับไม่สามารถ มีความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจเผด็จการ แสดงว่าบางครั้งเผด็จการให้ความสำคัญกับความถูกต้องมากกว่า ระบอบประชาธิปไตยหรือ?

ก็คงเป็นเพราะคนไทยจำนวนมาก จริงๆ แล้วไม่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ขอให้ค้าขายได้ อยู่ดีกินดี ใครจะทำอะไรก็ช่าง แล้วความคิดเช่นนี้ผิดหรือ? ใครๆ ก็รู้ว่าความถูกต้องหรือความยุติธรรมเป็นสิ่งที่กินไม่ได้ จับต้องไม่ได้ หรือเป็นเพราะคนที่มีอันจะกินเท่านั้นที่มีเวลามาคิดเรื่องความยุติธรรม ในขณะที่คนจนเขาต้องปากกัดตีนถีบเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและไม่มีเวล่ำเวลามาคิดมากับเรื่องราวเหล่านี้

และเมื่อคนส่วนใหญ่ยังยากจน และเสียงส่วนใหญ่เป็นเสียงสวรรค์ในระบอบประชาธิปไตย คำตอบสุดท้ายจึงเป็นเช่นนี้ ก็คือเป็นว่า เราไม่แคร์

ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็อีกหล่ะครับ คนที่ ไม่แคร์มีตั้งเยอะที่เป็นพ่อค้าและคนร่ำรวย เอาเข้าจริงทุกคนก็จะพูดว่าต้องการเห็นความถูกต้อง แต่น้อยคนที่พร้อมจะเสียสละโอกาสของตนเอง เพื่อความถูกต้อง

ถ้าทุกคนทำตามหน้าที่ ความยุติธรรมก็จะปรากฏเสมอโดยไม่ต้องมีคนมายัดเยียดให้กับเรา ด้วยการปฏิวัติหรืออื่นๆ เราทำเองได้ แต่เราไม่ทำ

บทเรียนนี้ ผมว่าเป็นบทเรียนสำคัญจากคดีนี้ครับ

สุดท้ายแล้ว สี่วันผ่านไป ผมมีความรู้สึกมากขึ้นทุกๆวัน ว่าศาลยุติธรรมจริง

ถ้าเป็นผม ผมคงยึดหมดทั้ง 76,000 ล้านบาทแล้วครับ เพราะผมคิดง่ายๆ มาตลอดว่า ถ้าเพียงยึด ส่วนเกินก็หมายความว่า ทักษิณโกงแล้ว เท่าทุนแต่ข้อเท็จจริงก็คือหน่วยงานต่างๆ ที่เสียหายจากการทุจริตของทักษิณยังมีหน้าที่ ต้องฟ้องร้อง เรียกร้องความเสียหายอีกหลายหน่วยงาน ของคลังก็มีครับ คือ ธนาคาร EXIM ที่โดนบังคับให้ปล่อยกู้ราคาถูกให้รัฐบาลพม่าเอาเงินไปซื้อของจากบริษัทของทักษิณ และผมรู้ล่วงหน้าเลยครับ ว่าจะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งและน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ด้วย ที่จะต้องคิดและรู้สึกว่าทำไมยังไปจองล้างจองผลาญอีก พอแล้วได้ไหม สมานฉันท์กันได้หรือยัง

เหมือนยังไม่ยอมรับถึง หน้าที่และยังเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง

ส่วนตัวผมทำหน้าที่ต่อไปแน่นอนครับ และ ผมยอมรับ เลยว่าเหตุผลส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะทักษิณยังไม่สำนึกในความผิดที่ตนเองได้ทำไป ยังไม่ยอมรับถึงความเสียหายที่ได้ทำไว้กับประเทศชาติ และที่สำคัญยังไม่ยอมรับว่าทั้งหมดนั้นเขาทำตัวเขาเอง แต่ยังกลับคิดว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำ และเมื่อเขายังขู่อยู่ว่าจะสู้ต่อไปจะเอาคืนกับทุกอย่าง ผมก็ต้องขอบอกครับว่าผมคนหนึ่งก็จะไม่ยอม และไม่ใช่เพราะผมไม่ชอบทักษิณอย่างเดียว แต่เป็นเพราะผมเป็น ส.ส. ผมเป็นรมต.คลังและผมมีหน้าที่ที่ต้องทำ

และที่สำคัญประสบการณ์ 4-5 ปี ที่ผ่านมาที่ต่อสู้เรื่องนี้มาทำให้ผมรู้ด้วยครับว่า เราไม่มีสิทธิ และไม่สามารถ และไม่ควร ปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของคนอื่น

ผมเขียนมายาวมากแล้ว จริงๆ ก็คือเขียนให้กับตัวเองไปด้วยครับ และอยากจะบอกว่าสุดท้ายแล้วผมไม่ได้รู้สึกดีกับคำพิพากษาเลย ไม่ใช่เพราะผมไม่เห็นด้วย อย่างที่ว่าผมคิดว่าเป็นคำพิพากษาที่อมตะมากและผมเคารพและน้อมรับด้วยความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเคารพอย่างมาก

แต่ผมเศร้าซึมเล็กๆ เพราะผมไม่แน่ใจว่าพวกเราชาวไทยได้เรียนรู้ในเชิงลึกจากเรื่องราวทั้งหมดนี้หรือไม่

จริงๆ แล้วเราให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและความถูกต้องแค่ไหน และเราพร้อมจะเสียสละเพื่อช่วยกันรักษาความถูกต้องในสังคมหรือไม่

ผมคิดเองตอบเองได้ครับ แต่ไม่ค่อยชอบคำตอบเท่าไรนัก แต่ยังไงก็ไม่ท้อครับ