ที่มา Thai E-News
โดย Marwaan Macan-Markar สำนักข่าวอินเตอร์เพรส
แปลและเรียบเรียง แชพเตอร์ ๑๑ เวบลิเบอรัลไทย
ขอนแก่น – ศักดา อ้อพงษ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ด้วยภาพที่เปรียบเสมือนหัวหมู่ที่วุ่นไปกับการปลุกระดมในการเคลื่อนไหวประท้วงของชาวรากหญ้าเพื่อประจันหน้ากับรัฐบาลชุดปัจจุบันของประเทศไทย
ก่อนที่เขาจะปลดเกษียณ ศักดา วัย ๗๘ ปี ซึ่งพำนักในบ้านหลังงามในตัวจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เคยเป็นข้าราชการที่มีบทบาทสำคัญในราชอาณาจักรแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ชีวิตข้าราชการของเขาเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งหลักของกระทรวงมหาดไทย อันเป็นกระทรวงที่มีอำนาจมากที่สุด และอนุรักษ์นิยมมากที่สุดของรัฐบาลไทย
อำนาจของกระทรวงมหาดไทยครอบคลุมไปถึงการแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่น รวมไปถึงการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อทำการสอดส่องตัดตอนแนวความคิดด้านประชาธิปไตย โดยคอยยัดเยียดข่าวสารกระตุ้นให้เกิดความคลั่งชาติอย่างสุดโต่งมานานนับทศวรรษ
ตัวศักดาเองเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯมาถึงห้าปี รวมทั้งดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับสูงสุดของขอนแก่นมาถึงสองสมัย
แต่เวลานี้ อดีตผู้ว่าฯที่คล่องแคล่วผู้นี้ มองตัวเองว่าเป็นหนึ่งใน “กลุ่มผู้วางกลยุทธ” ของจังหวัดนี้ โดยการจัดระเบียบของวาระในการประท้วงของกลุ่มนปช. ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของประชาชนซึ่งสนับสนุนแนวทางการเมืองต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัย
ศักดาให้สัมภาษณ์ในห้องนั่งเล่นของเขาโดยสวมเสื้อสีแดงอันเป็นสัญญลักษณ์ของผุ้สนับสนุนนปช.ทั้งหมด เขาได้เปิดเผยว่า “สิ่งที่เราได้ร่วมกับกลุ่มนปช. จะเป็นการเคลื่อนไหวพิเศษสุดซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ถือได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรก และเป็นครั้งสำคัญ” “ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้เข้าร่วมกับเรา – ทั้งชาวนา พ่อค้า นักธุรกิจ ทนาย ตำรวจ หรือแม้แต่ข้าราชการอย่างผม”
เขาเปิดเผยต่อว่า “ประชาชนจากหลายๆจังหวัดจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อร่วมการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง” “ผมจะไปร่วมชุมนุมด้วย ไม่ได้เป็นโฆษกบนเวทีหรอกนะ แต่ผมจะทำงานอยู่หลังเวที เพื่อความสำเร็จของเรา”
และบทบาทที่คล้ายผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการของเสื้อแดงซึ่งเดินทางมาจากหลายที่ เขาเป็นคนต้นคิดในการวางแบบแผนเพื่อให้เสื้อแดงได้ยึดถือปฎิบัติ ส่วนหนึ่งของการปฎิบัติการนั้นรวมถึงเอกสารเล่มกระทัดรัดสี่หน้า – “นปช.: แนวทางการปฎิบัติ” – ซึ่งได้แจกจ่ายให้กับครอบครัวนปช.ในจังหวัดขอนแก่น และกระจายไปตามหลายหมุ่บ้านทั่วทั้งจังหวัดซึ่งมีอาชีพทำนา และทำไร่อ้อยนี้”
อุทัย คำทาบุตร แห่งหมู่บ้านโนนสมบูรณ์รับเอกสารแนะแนวด้วยความยินดี ซึ่งเป็นการแจ้งให้ชาวบ้านอย่างเขาได้ทราบถึงการณรงค์ต่อต้านของกลุ่มนปช. เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนที่มีความคิดเห็นเหมือนกันได้ “ร่วมมือกัน และเรียกร้องให้ได้มาถึงประชาธิปไตยซึ่งมีสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ทุกคนจะต้องได้รับการปฎิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นอย่าง “นิติรัฐ” ภายใต้หลักนิติธรรม”
เนื้อหาในเอกสารแนะแนวมีต่อว่า “ประชาชนที่มีความเห็นต่าง หรือขัดแย้งกันนั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นศัตรูกัน” “ผู้มีความคิดเห็นเหมือนกันควรปฎิบัติต่อกันด้วยความเอื้อเฟื้อ และด้วยความรัก เราจะต้องมีความเห็นอกเห็นใจ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”
และคำพูดเหล่านี้จะได้พิสูจน์กันให้เห็นในวันที่ ๑๒ มีนาคมที่ใกล้จะถึงนี้ ทั้งอุทัย และชาวบ้านอื่นๆจากหมู่บ้านของเขา และจากหมู่บ้านใกล้เคียงจะเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯเพื่อร่วมการชุมนุม ในสิ่งที่แกนนำนปช.ได้สัญญาว่าจะเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาลของมวลชนนับ “ล้าน”
วันประท้วงซึ่งคาดว่าจะมีผู้ร่วมมากถึงขนาดนั้น –ก่อนหน้านี้นปช.เคยรวบรวมผู้ประท้วงเสื้อแดงในกรุงเทพฯได้มากที่สุดแค่เพียงมากกว่าแสนคนนิ้ดหน่อยเมื่อต้นปีที่แล้ว – เป็นวันที่ตรงกับช่วงโรงเรียนปิดเทอมในกลางเดือนมีนาคม – “เป็นช่วงตรงกับวันปิดเทอม เด็กๆไม่ต้องไปโรงเรียน พ่อแม่จะได้ร่วมประท้วงโดยไม่ต้องกังวลมากนัก” นี่เป็นคำพูดของบิดาคนหนึ่ง ซึ่งมีอาชีพทำนากล่าวไว้
การข่มขวัญของกลุ่มเสื้อแดงซึ่งจะเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ สร้างความตื่นเต้นให้แม้แต่อดีตสมาชิกของพรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท) ซึ่งเป็นพรรคต้องห้ามบางคน ในระหว่างการกลับมารวมตัวกันใหม่เมื่อสองวันก่อนของอดีตสมาชิกพคท.ในจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งใกล้เขตชายแดนลาว-ไทยนั้น แหล่งข่าวซึ่งร่วมในการประชุมครั้งนี้กล่าวว่า พคท.ได้มีการเสนอในการ “ช่วยร่วมจัดระบบ” ให้กับแกนนำนปช.คนหนึ่ง
หากแกนนำนปช.คนนั้นยอมรับข้อเสนอจากอดีตเจ้าหน้าที่พคท.ต้องห้ามนั้น จะเป็นการเพิ่มขยายแนวรบ ซึ่งการชุมนุมจะเป็นการรวมทั้งกลุ่มการเมือง และกลุ่มทางสังคมเข้าด้วยกันภายใต้ชื่อนปช. เพื่อโค่นรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เข้ามามีอำนาจเมื่อปีที่แล้วจากวิธีแอบตกลงลับๆกับกองทัพอันทรงแสนยานุภาพของประเทศ แทนที่จะเข้ามามีอำนาจจากคะแนนเสียงของประชาชนส่วนมาก
เสียงสนับสนุนตัวจริงเสียงจริงของนปช. ส่วนใหญ่มาจากมวลชนจากจังหวัดภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่า ๓๐ จังหวัด ประชาชนเหล่านี้ต่างโกรธแค้นที่ทักษิณ ตัวแทนของของพวกเขาถูกโค่นอำนาจลง ทักษิณได้รับเสียงสนุนอย่างท่วมท้นจากชาวชนบทซึ่งมีอาชีพทำนาในดินแดนใจกลางของภูมิภาค เนื่องจากนโยบายที่ทักษิณได้วางไว้สำหรับคนยากจนในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ จนถึงกลางปี ๒๕๔๙
รัฐบาลทักษิณ ซึ่งได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นตามกติกาการเลือกตั้งถึงสองสมัย ถูกกองทัพใช้กำลังก่อการรัฐประหารช่วงชิงอำนาจเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๙ เป็นการปล้นอำนาจครั้งที่ ๑๘ ของราชอาณาจักร รัฐบาลทหารไม่รอให้เสียเวลา รีบตั้งข้อหาใช้อำนาจในทางมิชอบ และทำการทุจริตต่อทักษิณในทันที ทักษิณซึ่งเป็นมหาเศรษฐีจากธุรกิจโทรคมนาคมมาก่อนที่จะได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี
ชะตากรรมในทรัพย์สิน ๗๖,๖๐๐ ล้านบาทของทักษิณได้ถูกตัดสินเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ เมื่อศาลอาญาฯมีคำพิพากษาในคดีประวัติศาสตร์ว่า ทักษิณกระทำความผิดที่ร่ำรวยขี้นมาโดยใช้อำนาจในทางมิชอบในขณะดำรงตำแหน่งนายก และผลประโยชน์ทับซ้อนอันเป็นที่แน่ชัด
คำตัดสินหมายถึงรัฐบาลสามารถริบทรัพย์สินซึ่งถูกอายัดไว้แล้วของทักษิณจำนวน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท บรรยากาศอึมครึมแห่งความไม่แน่นอนในทรัพย์สินที่เหลืออีก ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งศาลกล่าวว่าเป็นของทักษิณก่อนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ผู้สนับสนุนนปช.ซึ่งสำนักข่าวไอพีเอสได้ไปสัมภาษณ์ต่างไม่ยอมรับในคำตัดสินนั้น โดยกล่าวว่านี่เป็นเพียงการตัดสินของศาลแค่ยกแรก ยังมีคดีอื่นอีกเรียงตามมาเป็นหางว่าวต่อทักษิณ และพรรคพวกของเขานับตั้งแต่การทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ ทักษิณซึ่งกำลังลี้ภัยอยู่ในขณะนี้เพื่อเลี่ยงโทษจำคุกสองปีในคดีทุจริตอื่น เป็นการสะท้อนทัศนคติแนวเดียวกัน
นักจัดรายการของสถานีวิทยุชุมชนฝ่ายสนับสนุนนปช. กล่าวว่า คำตัดสินคาดว่าจะเห็นคนเสื้อแดง “ที่โกรธแค้น” มุ่งหน้าเข้าร่วมการประท้วงมากขี้น ซึ่งจะมีขี้นในกรุงเทพตั้งแต่วันที่ ๑๒-๑๔ มีนาคม
หนึ่งในเสื้อแดงอย่างเช่นวนิดา พิมพ์ดีด มองคดีฟ้องทักษิณ และพรรคพวกของทักษิณว่า เป็นการยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “มีแค่ฝ่ายเดียวเท่านั้นแหละที่โดนลากตัวขี้นศาลโดยหาว่ากระทำความผิด แต่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นพวกนักการเมือง และพวกมีอิทธิพลที่ทำผิดกฎหมาย แต่กลับรอดตัวไปได้”
ชาวไร่ปศุสัตว์วัย ๔๘ ปีกล่าวว่า “เราทั้งหมดตกเป็นเหยื่อของระบบที่ไม่มีความเป็นธรรมนี้” เธอยังชี้ให้เห็นว่าการทำรัฐประหาร และการตัดสินของศาลอันไม่ชอบมาพากลในเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ – ได้สั่งยุบพรรคนิยมทักษิณซึ่งได้รับการเลือกตั้งให้เข้ามาบริหารประเทศ – อันหมายถึงว่า “ขาดความเคารพต่อรัฐบาล ซึ่งเราผู้ซึ่งยากจนได้ลงคะแนนเลือกกันมา”
เธอเปิดเผยว่า เป้าหมายของเสื้อแดงในการประท้วงที่ใกล้จะเข้ามาถึงนี้ คาดว่าจะเป็นใครก็ตามซึ่ง “ได้รับประโยชน์จากการทำให้พวกเราต้องตกเป็นเหยื่อของระบบการเมือง”
หนึ่งในบัญชีรายชื่อ “ศัตรูของประชาธิปไตย” ที่นักเคลื่อนไหวนปช.ของจังหวัดนี้ และจังหวัดอุดรธานีที่อยู่ใกล้เคียงใช้เรียกนั้น คือตัวจักรทางการเมืองที่มีฐานในกรุงเทพฯ รวมไปถึงศักดินาที่ได้รับการปกป้อง ข้าราชการหัวโบราณ และกองทัพที่ทรงพลัง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, March 5, 2010
ผู้ประท้วงชาวชนบทเตรียมย้อมกรุงเทพฯเป็นสีแดง
Thursday, March 4, 2010
วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2553
พท.ดาหน้าจวก"กรณ์"โพสต์เฟซบุ๊ค หนุนปฏิวัติไม่เหมาะสม-ไร้มารยาท ขัดรธน.ม.68 ร้อง"มาร์ค" เรียกมาตบปาก
เสื้อแดงโคราชพร้อมจัดม็อบใหญ่5มี.ค.ระดมการ์ดกว่า400คนรปภ.
ตร.เผยชื่อ"ต้องห้าม"แกนนำแดงคาดคนร่วมนับแสน "สุเทพ"ส่งนายกฯไปนอกช่วงม็อบชุมนุม ธปท.สั่งแบงก์ตุนเงิน
องค์กรพุทธฮึ่ม! ทำลายพระ
แดงสามก๊ก (1)
เหมือนจะประกาศสงครามกับประชาชน
ขยายผล
"ทักษิณ"ซัดกลับ"กรณ์"พ่อขายหุ้นไม่เสียภาษีท้าถาม"เนวิน" จวก"อำมาตย์" ร่วมมือตุลาการวางแผนโค่น
ข้อสังเกตต่อความเห็นของคุณเสรีชนกรณีการต่อสู้ในเวทีระหว่างประเทศ
ที่มา ประชาไท ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช เกริ่นนำ
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บทความ 'กรณ์ จาติกวณิช' ฉบับเต็ม ชื่มชมการรัฐประหาร
ที่มา ประชาไท กรณ์ จาติกวณิช เขียนบทความลงเฟซบุค “วันนี้สิ่งที่ผมคิด คือ ถ้าไม่มีการปฏิวัติในปี ‘49 และไม่มี คตส. เราจะเห็นความยุติธรรมปรากฏในคดีนี้หรือไม่?” เมื่อเวลา 14.20 น. ของวันที่ 3 มี.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยแพร่บทความ “มุมมองส่วนตัวคดียึดทรัพย์” ทางเว็บไซต์ facebook ของเขา โดยมีรายละเอียดดังนี้ กรณ์ จาติกวณิช แด่เพื่อน FB: เวลาผ่านไป 4 วันแล้วหลังจากคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พตท.ทักษิณ ผมยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อใดแม้แต่คำเดียวเกี่ยวกับผลของคดีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะผมมีความรู้สึกว่าคนพูดเรื่องนี้เยอะแล้ว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องนี้ใกล้ตัวผมมากในฐานะเป็นคนหนึ่งที่ต่อสู้เรื่องนี้มายาวนาน จึงมีความรู้สึกอยากให้ความคิดและอารมณ์ตกผลึกก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นออกมา เขาไปเจรจากับสิงค์โปรโดยอ้างว่าไปเที่ยว เขารีบแก้กฎหมายสัดส่วนการถือหุ้นโดยต่างชาติในบริษัทโทรคมนาคมเพื่อเขาจะได้ขายหุ้นได้ และเขาทำทุกอย่างเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว ช่วงนั้นผมทำสองอย่าง อย่างแรกคือผมได้วิเคราะห์ว่ามีหลักฐานที่ กลต. ที่ชี้ให้เห็นว่าเขาแอบถือหุ้น Shinอยู่ที่บัญชีสิงค์โปรในธนาคาร UBS และอย่างที่สองผมได้ไปร้องเรียนกับอธิบดีกรมสรรพากร ณ ขณะนั้นว่าการซื้อมาขายไปโดยลูกของทักษิณทั้งสองคนเป็นนิติกรรมที่ควรต้องมีภาระภาษีให้แผ่นดิน ผมจำได้ว่าความร่วมมือโดยหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้มาด้วยความยากเย็น ซ้ำแล้วยังมีความพยายามขุดคุ้ยว่าผมเคยมีพฤติกรรมอันใดในสมัยที่ผมยังอยู่ในวงการหุ้นที่จะเป็นจุดอ่อน ที่จะให้กับฝ่ายตรงข้ามหรือไม่และเจ้าหน้าที่สรรพากรเองก็แอบปล่อยประวัติภาษีผม (ซึ่งเป็นความลับ ส่วนตัว) ให้กับ ส.ส.ไทยรักไทย ก็โชคดีที่ผมไม่เคยทำอะไรไว้ให้ตัวเองมีแผลแต่ญาติในตระกูลเกือบทุกคน โดนข่มขู่หมดในระยะนั้น วันนี้สิ่งที่ผมคิด คือ ถ้าไม่มีการปฏิวัติในปี ‘49 และไม่มี คตส. เราจะเห็นความยุติธรรมปรากฏในคดีนี้หรือไม่? พอมี คตส. ผมก็หอบข้อมูลทั้งหมดไปให้เขาและเข้าไปช่วยวิเคราะห์ ข้อมูลเหล่านั้น รวมทั้งอธิบายชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหุ้นและการซื้อขายหุ้นซึ้งค่อนข้างซับซ้อนและเข้าใจยาก ผมจำได้ว่าวันที่ผมเดินเข้าไปที่ คตส. ซึ่งยืมสำนักงานของ สตง. อยู่ชั่วคราวมีกลุ่มกองเชียร์ทักษิณ (สมัยนั้นยังไม่ใส่เสื้อแดง) มารออยู่กันเต็มและตะโกนด่าว่าผมหยาบคาย วันนั้นคุณแก้วสรร ซึ่งเป็นคน คตส. คนหนึ่งและเป็นคนที่รับผิดชอบเรื่อง “ซุกหุ้น”โดยตรง เดินเข้าไปในเวลาไล่เลี่ยกันและโดนด่าทอรุนแรง ว่า “อ้ายหน้าหมา” วันนี้ หัวใจของคดีนี้ คือการพิสูจน์ว่า ทักษิณ ซุกหุ้นจริง หลังจากนั้นจึงเป็นการพิสูจน์ว่าเข้าเอื้อต่อหุ้นที่เขาซุกอยู่ด้วย คำพิพากษาของ ศาลฎีกา สรุป โดยเอกฉันท์ว่าซุกหุ้นจริง ผมนึกย้อนกลับไปช่วงปี ‘49 นั้นทักษิณ อ้อ โอ๊ค เอม ทุกคนออกมา โกหก ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่ได้ซุกแต่สุดท้ายก็ต้องจำนนต่อหลักฐาน แต่ย้อนกลับมาที่ประเด็นสำคัญคือถ้าไม่ปฏิวัติจะได้เห็นคำพิพากษานี้ไหม และทำไม สังคมไทยจึงกลับไม่สามารถ มีความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจเผด็จการ แสดงว่าบางครั้งเผด็จการให้ความสำคัญกับความถูกต้องมากกว่า ระบอบประชาธิปไตยหรือ? ก็คงเป็นเพราะคนไทยจำนวนมาก จริงๆ แล้วไม่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ขอให้ค้าขายได้ อยู่ดีกินดี ใครจะทำอะไรก็ช่าง แล้วความคิดเช่นนี้ผิดหรือ? ใครๆ ก็รู้ว่าความถูกต้องหรือความยุติธรรมเป็นสิ่งที่กินไม่ได้ จับต้องไม่ได้ หรือเป็นเพราะคนที่มีอันจะกินเท่านั้นที่มีเวลามาคิดเรื่องความยุติธรรม ในขณะที่คนจนเขาต้องปากกัดตีนถีบเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและไม่มีเวล่ำเวลามาคิดมากับเรื่องราวเหล่านี้ และเมื่อคนส่วนใหญ่ยังยากจน และเสียงส่วนใหญ่เป็นเสียงสวรรค์ในระบอบประชาธิปไตย คำตอบสุดท้ายจึงเป็นเช่นนี้ ก็คือเป็นว่า “เราไม่แคร์” ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็อีกหล่ะครับ คนที่ “ไม่แคร์” มีตั้งเยอะที่เป็นพ่อค้าและคนร่ำรวย เอาเข้าจริงทุกคนก็จะพูดว่าต้องการเห็นความถูกต้อง แต่น้อยคนที่พร้อมจะเสียสละโอกาสของตนเอง เพื่อความถูกต้อง ถ้าทุกคนทำตามหน้าที่ ความยุติธรรมก็จะปรากฏเสมอโดยไม่ต้องมีคนมายัดเยียดให้กับเรา ด้วยการปฏิวัติหรืออื่นๆ เราทำเองได้ แต่เราไม่ทำ บทเรียนนี้ ผมว่าเป็นบทเรียนสำคัญจากคดีนี้ครับ สุดท้ายแล้ว สี่วันผ่านไป ผมมีความรู้สึกมากขึ้นทุกๆวัน ว่าศาลยุติธรรมจริง ถ้าเป็นผม ผมคงยึดหมดทั้ง 76,000 ล้านบาทแล้วครับ เพราะผมคิดง่ายๆ มาตลอดว่า ถ้าเพียงยึด “ส่วนเกิน” ก็หมายความว่า ทักษิณโกงแล้ว “เท่าทุน” แต่ข้อเท็จจริงก็คือหน่วยงานต่างๆ ที่เสียหายจากการทุจริตของทักษิณยังมีหน้าที่ ต้องฟ้องร้อง เรียกร้องความเสียหายอีกหลายหน่วยงาน ของคลังก็มีครับ คือ ธนาคาร EXIM ที่โดนบังคับให้ปล่อยกู้ราคาถูกให้รัฐบาลพม่าเอาเงินไปซื้อของจากบริษัทของทักษิณ และผมรู้ล่วงหน้าเลยครับ ว่าจะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งและน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ด้วย ที่จะต้องคิดและรู้สึกว่าทำไมยังไปจองล้างจองผลาญอีก พอแล้วได้ไหม สมานฉันท์กันได้หรือยัง เหมือนยังไม่ยอมรับถึง “หน้าที่” และยังเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ส่วนตัวผมทำหน้าที่ต่อไปแน่นอนครับ และ ผมยอมรับ เลยว่าเหตุผลส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะทักษิณยังไม่สำนึกในความผิดที่ตนเองได้ทำไป ยังไม่ยอมรับถึงความเสียหายที่ได้ทำไว้กับประเทศชาติ และที่สำคัญยังไม่ยอมรับว่าทั้งหมดนั้นเขาทำตัวเขาเอง แต่ยังกลับคิดว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำ และเมื่อเขายังขู่อยู่ว่าจะสู้ต่อไปจะเอาคืนกับทุกอย่าง ผมก็ต้องขอบอกครับว่าผมคนหนึ่งก็จะไม่ยอม และไม่ใช่เพราะผมไม่ชอบทักษิณอย่างเดียว แต่เป็นเพราะผมเป็น ส.ส. ผมเป็นรมต.คลังและผมมีหน้าที่ที่ต้องทำ และที่สำคัญประสบการณ์ 4-5 ปี ที่ผ่านมาที่ต่อสู้เรื่องนี้มาทำให้ผมรู้ด้วยครับว่า เราไม่มีสิทธิ และไม่สามารถ และไม่ควร ปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของคนอื่น ผมเขียนมายาวมากแล้ว จริงๆ ก็คือเขียนให้กับตัวเองไปด้วยครับ และอยากจะบอกว่าสุดท้ายแล้วผมไม่ได้รู้สึกดีกับคำพิพากษาเลย ไม่ใช่เพราะผมไม่เห็นด้วย อย่างที่ว่าผมคิดว่าเป็นคำพิพากษาที่อมตะมากและผมเคารพและน้อมรับด้วยความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเคารพอย่างมาก แต่ผมเศร้าซึมเล็กๆ เพราะผมไม่แน่ใจว่าพวกเราชาวไทยได้เรียนรู้ในเชิงลึกจากเรื่องราวทั้งหมดนี้หรือไม่ จริงๆ แล้วเราให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและความถูกต้องแค่ไหน และเราพร้อมจะเสียสละเพื่อช่วยกันรักษาความถูกต้องในสังคมหรือไม่ ผมคิดเองตอบเองได้ครับ แต่ไม่ค่อยชอบคำตอบเท่าไรนัก แต่ยังไงก็ไม่ท้อครับ