ที่มา ประชาไท สื่ออำมาตย์ต้องการหล่อหลอมให้เยาวชนดูถูกเหยียดหยามผู้เเทนประชาชน... “ระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นกรณีตัวอย่างรวบยอดที่แสดงถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการใช้ประโยชน์จากระบอบรัฐสภาโดยเผด็จการอำมาตยาธิปไตย สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ รัฐสภาที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองขนาดเล็กที่อ่อนแอ ให้มีรัฐบาลหุ่นเชิดไร้อำนาจที่แท้จริงในการบริหารแผ่นดิน แต่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจแฝงเร้นของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย เป็นรัฐบาลที่ไร้ความสามารถและไม่อาจแก้ปัญหาของประชาชนได้ เต็มไปด้วยการทุจริตคอรัปชั่น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย นักการเมืองคือต้นเหตุแห่งปัญหาและความเลวร้ายทั้งปวง ประชาชนไม่อาจหวังพึ่งตนเองด้วยการใช้สิทธิทางประชาธิปไตยไปเลือกนักการเมืองที่มีความสามารถเข้ามาแก้ปัญหาของพวกเขา” นั่นเป็นเพียงบางส่วนของบทความ "การปฏิวัติของประชาชนในประเทศไทย" ของรศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ที่ผมประทับใจเหลือเกิน เเต่หากจะวิเคราะห์ต่อมาถึงบทบาทของสื่อเเล้ว เวลาที่มีความพยายามในการผลักดันบางสิ่งบางอย่าง ที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการทางการเมืองที่ก้าวหน้าอย่างเช่นการเเก้รัฐธรรมนูญ ไม่รู้ว่า บก. ของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เเนวหน้า, หรือ Manager เป็นอะไรนักหนา พยายามพาดหัวข่าวเพื่อ Discredit ความตั้งใจนั้นๆ จะเเก้รัฐธรรมนูญก็ดันไปเรียกว่าจะ 'ชำเรา' กฏหมายหลักของประเทศที่ตอนคมช. ยึดอำนาจไม่เห็น ไทยโพสต์ , เเนวหน้า, หรือ Manager ประณามพล.อ. สนธิ บุญยรัตกลินว่าข่มขื่นหรือกระทำชำเรารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนตรงไหนเลย เคยร่างกันมาเเทบตาย เเถมออกมาเชียร์ด้วยซ้ำเวลาที่มีคณะปฏิวัติไปฉีกมันซะ มันน่าเสียดายที่หนังสือพิมพ์ที่กองบก. ของหน้าการเมืองที่ยังไม่สยบต่ออำนาจหรือเข้าไปอยู่ในเครือข่ายอำมาตยาธิปไตยนั้นกลับเป็นฉบับที่ถูกเเย่งซีนโดยฉบับที่สร้างความเเตกเเยกในสังคม เยาวชนควรจะอ่านหนังสือพิมพ์ Post Today ไทยรัฐหรือมติชนเพื่อข่าวสารทางการเมืองมากกว่าฉบับอื่นๆ ที่ผมตำหนิไปในข้างต้นเพราะอย่างน้อยก็ยังถือว่าเขายังเสนอข่าวอย่างเป็นกลาง มิใช่ปลุกปั่นให้สังคมดูหมิ่นเหยียดหยามนักการเมืองอย่างสุดโต่ง ถึงเเม้ว่าสื่อมวลชนหลายสำนักก็ยังจะมีอคติต่อนักการเมืองส่วนใหญ่ก็ตาม ถ้าดูในกรณีของ Manager ตั้งใจเล่นบทบาทอย่างชัดเจน ในการหล่อหลอมให้ผู้อ่านไม่ไว้วางใจในผู้เเทนที่เขาเลือกเข้าไปทำงาน ไม่ว่าหลังจากนี้การเมืองจะพัฒนาหรือไม่พัฒนาไปในทิศทางไหนมันเป็นบทบาทของ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ On-Print หรือ On-Line ในการกำหนดว่า เราทุกคนจะเทิดทูนองค์กรที่ไม่มีใครกล้าเเตะอย่าง ปปช., กกต., คตง., ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง, ศาลปกครอง, ศาลรัฐธรรมนูญ หรือเทิดทูนองค์กรเเละสถาบันที่เป็นตัวเเทนของประชาชนเเละยึดติดกับความต้องการของทุกคน ทั้งที่จริงๆ แล้วและสำคัญมากว่าองค์กรเหล่านี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ด้วยมือของประชาชนเอง บทบาทนี้เป็นบทบาทสำคัญเเละยิ่งใหญ่มาก กองบก.เเละผู้ที่เป็นเจ้าของสื่อส่วนใหญ่บางท่านอาจได้ตัดสินใจเลือกข้างไปเเล้วว่าจะสนับสนุนฝ่ายไหน การเลือกข้างนั้นสะท้อนถึงอุดมการณ์ของเเต่ละท่านเองเเละบุคลากรในสื่อนั้นๆ เอง ส่วนใครผิดใครถูกนั้น เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเล่มไหน เว็บไซต์ไหนหรือใครคนไหน เลือกเดินในเส้นทางที่ตอบสนองความต้องการของผู้อ่านจริงๆ เเละเล่มไหนหรือเว็บไซต์ไหนเลือกโจมตีนักการเมืองเเละพรรคการเมืองด้วยอคติส่วนตัวที่ได้รับการหล่อหลอมมา
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, March 6, 2010
ม.ล.ปลื้ม: สื่ออำมาตย์หล่อหลอมมวลชนให้เกลียดนักการเมือง-เบื่อการเลือกตั้ง
สัมภาษณ์ประวิตร โรจนพฤกษ์ ในวันที่ 'สื่อ' ไม่ได้กุมความถูกต้องแต่ผู้เดียว
ที่มา ประชาไท สัมภาษณ์โดย พิณผกา งามสม และวรดุลย์ ตุลารักษ์ ถอดความโดยจิรนันท์ หาญธำรงวิทย์และคิม ไชยสุขประเสริฐ ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผลให้สังคมแตกแยกทางความคิดอย่างลงรากลึกในสังคมไทย "สื่อมวลชน" เป็นปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบลำบากยิ่ง ทั้งถูกคำถามอย่างหนักจากประชาชนที่เลือกข้างทางการเมืองไปแล้ว ถึงบทบาทและการทำหน้าที่ ขณะเดียวกันบรรยากาศการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ และการเลือกเสพสื่อของผู้คนได้เปลี่ยนแปลงไปตามฐานคิดทางการเมืองและการเข้าถึงเทคโนโลยี ประวิตร โรจนพฤกษ์ นักข่าวอาวุโส แห่งหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น เป็นผู้สื่อข่าวในสื่อกระแสหลักคนหนึ่งที่ตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ตามวิชาชีพของตนเอง พร้อมถึงวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมในองค์กรสื่อมาอย่างยาวนาน ประชาไทจึงพูดคุยกับเขาในวันที่สื่อทุกแขนงล้วนยกพื้นที่ให้กับการแสดงความสำคัญกับวิชาชีพนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการทำหน้าที่สื่อในช่วงที่ใกล้จะถึงวันที่น่าจับตาอีกวันหนึ่งของการเมืองไทย คือวันเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง 12 มี.ค. ที่จะถึง หมายเหตุ: ถอดความจากรายการประชาไทใส่เสียงรายวัน ฟังเสียงสัมภาษณ์ได้ที่นี่ ประวิตร โรจนพฤกษ์ พิณผกา: หลังจากวันที่ 26 กุมภาพันธ์มา สื่อกระแสหลักมักจะให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง โดยพยายามจะตั้งข้อสังเกตว่า จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ ในขณะเดียวกัน พื้นที่ข่าวส่วนใหญ่ก็จะมุ่งไปที่ความรุนแรงจากการเคลื่อนไหว และการเตรียมการป้องกันของรัฐบาล อยากจะถามคุณประวิตรถึงข้อสังเกตเรื่องนี้ว่าคุณประวิตรมองการนำเสนอของสื่อกระแสหลักอย่างไร มีความสมดุล ความเป็นธรรมในการนำเสนอข่าวหรือไม่ ประวิตร: เรื่องความสมดุลผมคิดว่ามันคงขาดความสมดุลไปนานแล้ว ตั้งแต่ช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยา เสียอีก อย่างที่ทราบกันดีว่า ตอนนั้น สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่มีปัญหากับคุณทักษิณ ซึ่งเป็นนายกฯ ในขณะนั้น ดังนั้นตั้งแต่นั้นมา ในความเข้าใจของผม สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ประมาณ 90% มีจุดยืนที่ไม่เอาทักษิณอย่างชัดเจน ที่เป็นปัญหาก็คือไม่เอาโดยวิธีอะไรก็ได้ นั่นคือสิ่งที่เห็นชัดหลังรัฐประหาร 19 กันยา บทบรรณาธิการต่างๆ แทบทุกฉบับเขียนออกมาในเชิงให้ความชอบธรรม หรืออย่างน้อยก็คือยอมรับได้ว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคมไทย เพื่อที่จะจัดการกับคุณทักษิณ เพราะฉะนั้น ผมก็ไม่แปลกใจที่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ตามมาหลังจากการตัดสินคดียึดทรัพย์คุณทักษิณและครอบครัว เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมคิดว่า ความไม่เข้าใจและไม่ยอมรับความจริงระหว่างสื่อกระแสหลักกับกลุ่มคนเสื้อแดงมันยิ่งกว้างไปกว่าก่อนวันที่ 26 ก.พ. เสียอีก คือต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกันแล้ว สื่อกระแสหลักคงงงๆ ว่าทำไมพวกคุณไม่ยอมหยุดเคลื่อนเสียที ทั้งที่ศาลก็ตัดสินแล้ว ในขณะเดียวกัน สื่อกระแสหลักก็ไม่ยอมตั้งคำถามเลยแม้กระทั่งว่ากระบวนการที่มีการชงกันมาตั้งแต่รัฐประหารจนกระทั่งการตั้ง คตส. มันสร้างปัญหาอย่างไรบ้าง แล้วมันมีบทบาทหรือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างไรในการทำให้คนอีกจำนวนหนึ่งในสังคม ทั้งที่เป็นเสื้อแดงหรือเป็นสองไม่เอาหรืออะไรก็ตามแต่ ที่มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีความชอบธรรมแล้วต้องออกมาปฎิเสธ พิณผกา: แต่ว่าขณะเดียวกัน พอถึงจุดนี้ความกังวลเรื่องความรุนแรงดูเหมือนจะพุ่งสูงขึ้นกว่าประเด็นอื่นๆ คุณประวิตรมองว่าอย่างไรค่ะ เพราะถ้าเทียบง่ายๆ ก่อนหน้านี้ ช่วงเสื้อเหลือง สื่อแทบจะไม่ได้ออกมาพูดถึงเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรงของผู้ชุมนุมสักเท่าใด ประวิตร: ถ้ามองในแง่ดีก็คือ มีความเป็นห่วงว่าบ้านเมืองจะเกิดความรุนแรงหรือเปล่า ถ้ามองในแง่ร้ายก็คือเป็นการพยายามตั้งเป้าไว้ให้ชัดเจนแล้วตั้งแต่ต้นเลยว่า เสื้อแดงจะต้องออกมาสร้างความรุนแรงแน่ เพราะฉะนั้น คนเหล่านี้ไม่มีความชอบธรรม ในที่สุดจะต้องถูกจัดการโดยการเอาทหารออกมาปราบกลุ่มผู้ชุมนุมหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ในแง่นี้ ผมมองว่า มันก็เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการไม่ยอมรับอย่างปิดหูปิดตาของสื่อกระแสหลัก เรื่องหนึ่งที่อยากจะเอ่ยก็คือ สื่อกระแสหลักไม่ยอมรับเลยว่า cost หรือต้นทุนและราคาที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐประหารในการแก้ปัญหาทางการเมืองแบบเอารัฐประหารมันสูงมาก ทุกวันนี้เห็นแต่สื่อกระแสหลักตั้งคำถามว่า ทักษิณโกงกินประเทศเสียหายไปเท่าไหร่ แต่ไม่มีใครตั้งคำถามว่าหลังรัฐประหาร ถ้าคิดเป็นตัวเงิน เป็นต้นทุน ประเทศสูญเสียมากมายขนาดไหน โดยเฉพาะสื่อไม่ยอมรับความเป็นจริงว่า ทุกวันนี้ กลุ่มเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยมีคำถามข้อสงสัยมากถึงเรื่องสองมาตรฐาน โดยเฉพาะความโปร่งใส การตรวจสอบได้ของกลุ่มชนชั้นนำเก่าไทย ที่กลุ่มเสื้อแดงเรียกว่า กลุ่มอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้ถ้าอ่านสื่อเสื้อแดงจะเห็นว่า ตอนนี้ถล่มกลุ่มชนชั้นนำเก่ามาก และสิ่งที่ไม่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือ หลายคำถามที่สื่อเสื้อแดงถามเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ แต่น่าเสียดายที่สื่อกระแสหลักทุกวันนี้ทำเป็นมองไม่เห็นว่า มันมีคำถามที่มีความชอบธรรมที่ควรจะตั้งคำถามและหาคำตอบอยู่ด้วย วรดุลย์: ทำไมมองไม่เห็น เพราะว่าอคติ หรือปัจจัยผลประโยชน์ ประวิตร: คงจะเหมารวมลำบาก คงจะเป็นปัจจัยหลายปัจจัย เพราะอคติ การเกลียดคุณทักษิณต้องกลับไปดูว่ามันเริ่มมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร ซึ่งตอนนั้นก็ต้องยอมรับว่า ตัวนายกฯ ทักษิณแทรกแซงสื่อในช่วงก่อนรัฐประหารจริง มีความพยายามที่จะซื้อหุ้นมติชน หรือการปลดตัวบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จนสตาฟฟ์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์แต่งชุดดำไปทำงาน ในขณะที่หนังสือพิมพ์ช่วงนั้นไม่ยอมรับว่ามีการแทรกแซง แต่ตอนหลังทุกคนก็มายอมรับว่าเกิดการแทรกแซง แต่ว่ามันกลายเป็นความเกลียดที่เหมือนกับว่า เกลียดจนกระทั่งจะทำอะไรก็ได้เพื่อจะจัดการคนที่ตนเองเกลียดออกไป แล้วสุดท้ายก็อย่างที่ทุกคนคงทราบก็คือวิธีจัดการทักษิณก็เกิดขึ้นโดยการก่อรัฐประหาร ซึ่งสื่อส่วนใหญ่ ... ขอย้ำอีกที... ก็สนับสนุน ซึ่งตรงนี้ขอท้าให้ผู้ฟังกลับไปอ่านบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ต่างๆ หลังวันที่ 19 กันยา จะเห็นว่าเกือบทั้งหมดเลยยอมรับ ให้ความชอบธรรมหรือแม้กระทั่งชื่นชมกลุ่มผู้ก่อการรัฐประหาร ถามว่าวันนี้ตกลงสังคมสงบแล้วหรือยัง หรือตกลงกันได้หรือยัง ก็คงชัดแล้วว่า รัฐประหารผ่านไป 3 ปีจะ 4 ปีแล้ว ก็จะเห็นว่า ยังไม่สงบ บ้านเมืองแตกแยกมากขึ้น แล้วก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มชนชั้นนำเก่าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นี่เป็น cost ที่ผมคิดว่าน่าจะสูงมากทีเดียวที่สื่อกระแสหลักไม่ยอมรับ พิณผกา: หลังรัฐประหาร บรรยากาศการแทรกแซงลดลงไหม ประวิตร: หลังรัฐประหารก็ชัดว่าทหารก็แทรกแซงอย่างค่อนข้างชัดเจน มีการไล่ปิดวิทยุสื่อแดง ทีวีแดง พิณผกา: คุณประวิตรได้มอนิเตอร์สื่อเสื้อแดงมาบ้างใช่ไหมค่ะ ความวิตกกังวลเรื่องความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม จากการมอนิเตอร์ของคุณประวิตร มองว่าพื้นที่ของการสนับสนุนความรุนแรงในสื่อเสื้อแดงมีมากน้อยแค่ไหน ประวิตร: หัวขบวนเขายังยืนยันว่า เขาจะยึดหลักสู้อย่างสันติ แต่เรื่องหนึ่งเลยที่อาจจะหลีกเลี่ยงลำบากก็คือเวลาคนจำนวนมากมาชุมนุมกันอาจจะมีอารมณ์รุนแรง และถ้าเกิดเจอกับฝ่ายเหลืองหรือฝ่ายเสื้อสีอื่นที่มีการท้าทายกัน มันก็อาจจะเกิดเหตุได้ การที่จะไปพูดการันตีว่า ทุกคนจะสงบหมดนี่คงยาก สิ่งที่ผมอยากจะวิจารณ์เสื้อแดงหน่อยหนึ่งก็คือว่า ผมคิดว่าความพยายามของแกนนำที่จะให้การศึกษาเรื่องสันติวิธีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย ผมเคยสัมภาษณ์คุณหมอเหวง โตจิราการ ไปเมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ถามเขาว่าเรื่องความรุนแรงนี่เป็นอย่างไร แกก็ตอบว่า ถ้าเกิดอะไร ทางเวทีก็จะสั่งบอกเองว่า จะหลีกเลี่ยงตรงนั้นตรงนี้อย่างไร แต่สิ่งที่ผมสนใจจริงๆ ไม่ใช่เรื่องตรงนั้น แต่เป็นเรื่องการสอนว่า การสู้ทางการเมือง วิธีการที่ดีที่สุดคือการสู้อย่างสันติ อย่างอหิงสา ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามันต้องมีการให้ความรู้และปลูกฝังเรื่องอหิงสา ซึ่งแม้กระทั่งม็อบเสื้อเหลืองในตอนต้นๆ ที่มีฝ่ายเหลืองที่อ้างว่า เป็นสันติวิธีเข้าไปอยู่มาก ก็ล้มเหลวที่จะทำตรงนี้ให้เป็นผล ผมเคยบอกว่าอย่างเสื้อเหลืองเขาก็ควรที่จะเชิญหลวงพี่ไพศาล วิศาโล ขึ้นมาเทศน์ คุยเรื่องสันติวิธี หรือเชิญ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ หรือแม้กระทั่ง อ.เอกพันธ์ ที่มหิดล ออกมาพูดเรื่องสันติวิธี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขาด และไม่ใช่ขาดเฉพาะเสื้อแดง ผมคิดว่ามันขาดกันทั้งสังคม เป็นสังคมที่พร้อมจะใช้ความรุนแรง นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง แต่ว่ามาถึงจุดนี้แล้ว เราก็คงต้องเคารพสิทธิคนที่จะออกมาแสดงความเห็น ตราบใดที่เขามีเจตนาแต่ต้นว่าจะไม่ใช่ความรุนแรง พิณผกา: คือสื่อกระแสหลักก็จะพูดถึงเรื่องนี้มาก ทีนี้มีคำถามจากคนเสื้อแดง อาจจะถามทั้งสองฝั่ง ทั้งกระแสหลัก รวมถึงคนเสื้อขาวที่ออกมาเรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรง คำถามที่เขาถามกลับมาคือว่า การมาวิตกกังวลเรื่องความรุนแรงกัน ตอนเสื้อแดงเคลื่อนไหว แต่ก่อนหน้านี้ไม่เห็นว่าจะมีการพูดกันถึงประเด็นนี้สักเท่าใด หรือแม้แต่อย่างที่คุณประวิตรบอกว่ามีการพูดถึงเรื่องสันติวิธีในขบวนการของพันธมิตรฯ ในช่วงแรกๆ แต่ตอนนี้สิ่งนี้มันก็ไม่ถูกนำมาใช้ ประวิตร: ก็ไม่แปลกใจเพราะว่าสื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ 90% เอียงไปอยู่ฝั่งตรงข้ามเสื้อแดงอย่างมาก สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นโศกนาฎกรรมก็คือ การมองไม่เห็นความรู้สึกของคนจนจำนวนมากที่สนับสนุนคุณทักษิณ แล้วถามว่า เอ๊ะ นอกจากปัจจัยเรื่องที่คุณอาจจะมองว่าเขาถูกเลี้ยงด้วยระบบประชานิยม ได้รับเงิน หรืออุปถัมภ์ แต่มันมีเหตุผลอื่นๆ อีกไหมในสังคมที่ทำให้คนเหล่านี้รู้สึกรับไม่ได้แล้วกับระบบการเมืองเก่าๆ ที่กลุ่มชนชั้นนำเก่ามีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ผมคิดว่ามันเป็นช่องว่างของการตั้งคำถามเรื่องปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน เปรียบเทียบก็คงไม่ต่างจากคนไข้ที่ป่วยหนัก อาจจะต้องการการผ่าตัด แต่ไม่สามารถแม้กระทั่งจะพูดกับหมอได้ ว่าอาการตัวเองเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งของการตั้งคำถามเรื่องการจัดอำนาจการเมืองต่างๆ มันโยงไปถึงองคมนตรี คณะองคมนตรี กลุ่มชนชั้นนำเก่า ซึ่งจริงๆ แล้วการพูดเรื่องเหล่านี้ ปกติก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่ามีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะสื่อเหลืองหรือสื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ไม่เอาปัจจัยเรื่องนี้เข้ามารวมอยู่ในสมการด้วย ทำให้การวิจารณ์วิเคราะห์การเมืองไทยและสังคมไทยปัจจุบันเพี้ยนไปมากจริงๆ เหมือนกับคนที่ป่วยแต่ไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นโรคอะไร คุยไม่ได้ว่าต้องผ่าตัด ก็ได้แต่บ่นอาการปลายเหตุ พิณผกา: พอคุณประวิตรพูดว่า สื่อกระแสหลักปิดตา หรือไม่กล้าจะพูดถึงเรื่องของประเด็น taboo หรือประเด็นที่พูดไม่ได้ในสังคมไทย ถ้าอย่างนั้น เราพูดได้ไหมว่าสื่อกระแสหลักของไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของมันไปแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของระบบชนชั้นนำเก่า หรือเป็นส่วนที่สนับสนุนระบอบอำมาตยาธิปไตยในความหมายของคนเสื้อแดงไปแล้ว ประวิตร: ถ้ามองโดยส่วนรวมก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่า ตอนนี้เขายืนอยู่กับกลุ่มที่เป็นชนชั้นนำเก่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันน่าเสียดายเพราะว่าในขณะเดียวกันเขาก็อ้างว่าเขารับใช้ประชาชน มันทำให้ผมนึกถึงรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือรถไฟลอยฟ้า ซึ่งในประเทศอื่น เขาอาจจะเรียกว่าระบบ mass transit system ระบบขนส่งมวลชน แต่ประเด็นก็คือว่ามวลชนนี้ในเมืองไทย เอาเข้าจริงแล้ว ถ้าเงินเดือนไม่ถึงพันเขาไม่มีปัญญาที่จะมานั่งขึ้นทุกวันได้ จริงๆ แล้วรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินก็คือขนส่งมวลชนสำหรับชนชั้นกลางและชนชั้นสูงเท่านั้น สื่อมวลชนก็เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้อ้างว่าเป็นสื่อมวลชนที่รับใช้คนทั้งสังคม แต่จริงๆ แล้ว ส่วนใหญ่ก็กระจุกอยู่กับชนชั้นกลาง ที่น่าเสียดายก็คือชนชั้นกลางส่วนใหญ่มีอคติต่อคนที่มีการศึกษาอย่างเป็นทางการน้อยกว่า ผมใช้คำว่า อย่างเป็นทางการ เพราะมองว่า การศึกษามีได้ทั้งในระบบโรงเรียน มหาวิทยาลัย และเรียนรู้ได้จากชีวิต จากการทำงาน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้โดยตรง หรือจบจากมหาวิทยาลัย การดูถูกตรงนี้ฝังรากลึกมาก และผมคิดว่าสื่อทำหน้าที่ไม่ดีพอในการพยายามทำความเข้าใจ จับชีพจรดูว่าชาวบ้าน คนจน เขารู้สึกอย่างไรกันในสภาพสังคมไทย อย่าลืมนะครับว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยยังเป็นคนจน คนชั้นล่างซึ่งไม่ใช่ชนชั้นกลาง คนชั้นกลางนับไปนับมาก็ไม่น่าจะเกิน 30% บวกลบ วรดุลย์: ปัญหาของสื่อก็คือว่า สื่อกระแสหลักอิงอยู่กับลูกค้าที่มีรายได้ มีกำลังซื้อ เหมือนที่เขาพูดกันว่าสื่ออิงอยู่กับธุรกิจ ถ้าคิดว่าสื่อมันอิงอยู่กับผลประโยชน์ของชนชั้นกลาง แล้วการปฎิรูปให้มันปลอดจากโฆษณาที่มันอิงกับชนชั้นกลาง มันจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้หรือเปล่า พิณผกา: ถ้าอย่างนั้นสื่อตอนนี้นำเสนอสำหรับผู้ที่มีความสามารถในการบริโภคตัวเอง ถ้าเช่นนั้น กรณีทีพีบีเอสที่บอกว่าพยายามจะปฎิรูปสื่อให้เป็นสื่อสาธารณะ มันก็คือการทำให้สื่อเป็นสาธารณะสำหรับคนชั้นกลางเท่านั้นใช่หรือเปล่า ประวิตร: ผมไม่ได้ดูทีพีบีเอสมาก แต่คิดว่าเท่าที่ได้ทราบมา ได้ดูบ้าง ก็คงจะเป็นอย่างนั้น ความพยายามที่จะเปิดเวที พื้นที่ให้กับชาวบ้านบ้างก็ยังจำกัด คือยังเป็นการเปิดโดยมุมมองของชนชั้นกลาง หรือเอ็นจีโอชนชั้นกลางที่มองว่าอะไรควรจะเปิด มันควรจะมีพื้นที่อย่างไรให้กับชาวบ้าน องค์ประกอบที่จะเอาชาวบ้านเข้ามาร่วมบริหารยังไม่มี ซึ่งส่วนตัวอยากจะเห็น เพราะเป็นทีวีที่ใช้ภาษีของประชาชนทั้งประเทศ วรดุลย์: แนวความคิดเรื่องการปฎิรูปสื่อ หลังจากปฎิรูปไอทีวี ที่บอกว่าทักษิณเป็นเจ้าของ มันถูกทำออกมาในรูปแบบที่ปลอดจากผลประโยชน์ จากผู้บริโภคที่เป็นชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อ แต่พอมันออกมาแล้ว หน้าตาทีพีบีเอส ก็น่าจะเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้อิงกับชนชั้นกลาง แต่ผลของมัน แนวทางปฎิรูปสื่ออย่างนี้ คิดอย่างไร ประวิตร: ก็เพราะคนชั้นกลางจำนวนหนึ่งเข้าไปบริหารทีพีบีเอสไงครับ มันก็ไม่ต่าง ในเมื่อยังเอาคนที่ยังคิดเหมือนเดิม มาจากสื่อกระแสหลัก มาดูทีพีบีเอสต่อ ผมก็คงจะแปลกใจถ้ามันเปลี่ยนไปมาก มันก็ไม่เปลี่ยน นี่คือเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะว่า ทีวีที่ใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศจริงๆ มันควรจะสะท้อนความสนใจและรับใช้คนส่วนใหญ่ ซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยก็คือคนยากคนจนคนชนบทนั่นเอง พิณผกา: ตอนนี้บรรยากาศสื่อของไทย เรียกว่า เกือบจะแยกได้อยู่แล้วว่า สื่อเสื้อเหลือง สื่อเสื้อแดง บรรยากาศของการรับสื่อค่อนข้างจะชัดว่า คนเสื้อเหลืองก็รับสื่อเสื้อเหลือง คนเสื้อแดงก็รับสื่อเสื้อแดง หรือว่ามีคำถามง่ายๆ ว่า อันนี้เป็นพวกเดียวกับเรารึเปล่า ทีนี้ในแง่การทำงานสื่อมวลชน บรรยากาศการรับข้อมูลข่าวสารแบบนี้ ไม่ได้ช่วยให้สังคมมีความเข้าใจกันมากขึ้นใช่หรือไม่ คือ สังคมจะยิ่งแยกความเข้าใจระหว่างกัน จะยิ่งถ่างออกหรือเปล่า ประวิตร: คงหลีกเลี่ยงลำบาก เพราะว่าตอนนี้สื่อทั้งขั้วเหลืองและขั้วแดง โจมตี ใช้คำด่าซึ่งกันและกันค่อนข้างจะหยาบคาย ทั้งเอเอสทีวีผู้จัดการรายวัน และทั้งสื่อแดง ไม่ว่าจะเป็นไทยเรดนิวส์ หรือวอยซ์ออฟทักษิณ ฯลฯ มีการด่าทอกันหนักพอสมควร ผมก็คงไม่แปลกใจ ถ้าผมเป็นสื่อเสื้อเหลืองก็คงไม่อยากจะมานั่งอ่านสื่อเสื้อแดงที่ด่าตัวเอง หรือถ้าเป็นเสื้อแดงก็ไม่อยากจะซื้อผู้จัดการมานั่งอ่านให้แสลงใจ และนี่ก็คือผลของความไม่รู้จักบันยะบันยังของสื่อทั้งสองฝั่ง ทำให้ความเกลียดชังมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะแนะนำว่า คนเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงก็ควรจะอ่านสื่อตรงข้ามของตัวเองไว้บ้างเหมือนกัน จะได้ดูว่า ฝ่ายตรงข้ามคิดอย่างไร แล้วจะได้กลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูก มันถูกจริงหรือไม่อย่างไร แต่เท่าที่ดูจากความเป็นจริงแล้ว ตอนนี้ก็คงจะไม่รู้จะทำอย่างไร แต่อีกอันหนึ่งที่ผมสนใจและสังเกตเห็นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก็คือข้อสันนิษฐานว่า คนเสื้อแดงเป็นคนจนบ้านนอกอย่างเดียว จะต้องมานั่งคิดกันใหม่ เพราะตอนหลังผมพบว่าสื่อเสื้อแดงมีขายตามร้านหนังสือบนรถไฟฟ้าบีทีเอส ร้านหนังสือพิมพ์ ร้านหนังสือในห้างอย่างสยามพารากอน บีทูเอสของเซ็นทรัล ชิดลม หรือทองหล่อ ลาดพร้าว สีลม ซึ่งผมแปลกใจมากและได้พยายามถามคนขายเหมือนกันว่าคนกลุ่มไหน ถ้าคุณมองว่าคนเสื้อแดงจริงๆ แล้วเป็นคนบ้านนอกที่รับเงินทักษิณมา แล้วใครเป็นลูกค้าสื่อเหล่านี้ล่ะ คนขายคนหนึ่งที่ผมถามที่สยามพารากอน ชั้นล่างที่มีโรงอาหาร เขาบอกว่า ก็เป็นคนทั่วไป แม้กระทั่งคนออฟฟิศในตึกในสยามพารากอนที่เป็นชนชั้นกลางก็มาซื้อ ทำให้ผมคิดว่า เราอาจจะต้องมาตั้งคำถามใหม่ว่า กระแสที่ตั้งคำถามกับชนชั้นนำเก่ามันกว้างแค่ไหน แล้วตอนหลังสื่อเสื้อแดงเล่นชนชั้นนำเก่าหนักมาก เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็น cost ที่สูงมาก ที่พูดไม่ใช่เพราะว่า ควรจะไปปิดหรือไม่ อย่างไร แต่คิดว่าควรจะต้องตั้งคำถามว่า เรื่องสำคัญอย่างนี้สื่อกระแสหลักไม่สนใจจะตั้งคำถามว่า การตั้งคำถามกับชนชั้นนำเก่าจริงๆ แล้วมีเหตุมีผลหรือไม่ อย่างไร พิณผกา: เทียบประสบการณ์จากภาคใต้ จะพบว่าคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ จะปฎิเสธสื่อภาคภาษาไทย และสื่อหลักของไทยเหมือนกัน คือสื่อหลักได้สูญเสียความเชื่อมั่นในสื่อหลักไปแล้ว ทีนี้บรรยากาศของคนเสื้อแดง บรรยากาศในสังคมตอนนี้ มันเข้าใกล้บรรยากาศแบบนั้นหรือยังค่ะ คือสื่อหลักได้สูญเสียความน่าเชื่อถือไปแล้ว สำหรับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่พอสมควร ประวิตร: ผมคุยกับเสื้อแดงคนหนึ่ง เพื่อสัมภาษณ์ลงเดอะเนชั่นไปเมื่อไม่ถึงอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาเป็นคนเสื้อแดงผู้หญิง ซึ่งเป็นข้าราชการอยู่กระทรวงหนึ่ง จบมหาวิทยาลัยระดับ Ivy league ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีส่วนในการยึดพื้นที่แถวดินแดงในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เขาบอกว่า เขาไม่อ่านสื่อกระแสหลัก ผมคิดว่าสื่อกระแสหลักไม่ได้เพียงแต่เสียความน่าเชื่อถือ แต่มันขาดความชอบธรรมด้วยซ้ำไป เขาบอกว่าได้อ่านบ้าง ก็อ่านขำๆ แล้วคนเหล่านี้เขาก็มีสื่อของเขาเอง เขาก็ดูสื่อของเขา เขาก็อ่านบทความอย่างเช่นคนที่ใช้นามปากกาว่า ลูกชาวนาไทย เพราะฉะนั้นเหมือนกับตอนนี้ทั้งสองกลุ่มอยู่กันคนละโลกแล้ว อันนี้ชัดเจน พิณผกา: แล้วมันจะดึงกลับมาได้ไหมค่ะ บรรยากาศแบบนี้ สื่อหลักจะสามารถดึงความน่าเชื่อถือของตัวเองกลับมาได้ไหม ประวิตร: ถ้าจะอ่านให้ละเอียด ก็ยังพอเห็นได้ว่าในสื่อกระแสหลักบางฉบับ บางคอลัมน์ หรือบางข่าว ที่พยายามจะชั่งน้ำหนัก พยายามจะหามุมที่ให้ความเป็นธรรมกับหลายๆ ฝ่าย อย่างวันนี้ ผมก็รู้สึกมีหวังนิดหน่อย ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันเสาร์ที่ 6 มีนาคม บทบรรณาธิการฉบับนี้ก็เขียนวิจารณ์คุณกรณ์ จาติกวณิชไป ที่ออกมาทวีตว่า ถ้าไม่มีรัฐประหารก็คงจะยึดเงินคุณทักษิณไม่ได้ แล้วบทบรรณาธิการก็เขียนวิจารณ์ว่า "การเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในการต่อต้านไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจปฎิวัติใดๆ ซึ่งคำติติงดังกล่าวถูกต้องทีเดียว เพราะการปฎิวัติที่ผ่านมาต้องยอมรับความจริงว่า ได้ส่งผลเสียแก่ประเทศชาติมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเมือง แล้วยังชื่นชมกับการปฎิวัติอีกหรือ" นี่คือคำถามที่ไปสู่คุณกรณ์ ผมก็เห็นความพยายามอย่างบางฉบับ มติชน ข่าวสด ไทยรัฐ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญคุณจะเป็นเหลืองเป็นแดง ควรจะเปิดพื้นที่ให้กับความเห็นต่างให้มากขึ้น ในแง่นี้ผมยังอยากจะวิจารณ์ว่าถ้าในแง่นี้แล้วสื่อกระแสหลักจำนวนหนึ่งอย่างที่ผมเอ่ยมา ยังมีพื้นที่ให้กับความเห็นต่างบ้างในระดับหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่สื่อแดงตอนนี้ขาด เพราะสื่อแดงไม่ต่างจากผู้จัดการรายวัน คือเป็นสื่อที่ผมเรียกว่า vigilante คือเป็นสื่อที่เอาความเชื่อว่าตัวเองถูกต้องเป็นใหญ่ แล้วก็ด่าฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียวก็ยังพอเห็นว่าสื่อกระแสหลักบางส่วนยังมีความพยายามที่จะแสดงความเห็นต่าง ก็น่าเสียดายอย่างกรณีคุณใบตองแห้งที่ถูกตัดตอนจากการเขียนคอลัมน์ในไทยโพสต์ ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณให้เห็นว่าสื่อกระแสหลักจำนวนหนึ่งก็มีความอดทนต่อความเห็นต่างน้อยลงไปทุกที มีรุ่นพี่อีกคนหนึ่งในหนังสือพิมพ์กระแสหลักฉบับภาษาไทยฉบับหนึ่ง มาบ่นให้ผมฟังว่า ตัว บก.บอกเขาว่าอย่าเขียนเลย เขาไม่ควรเขียนเพราะเขามีตำแหน่งเป็น บก.อาวุโสในหนังสือพิมพ์เครือนี้ แต่เขามีจุดยืนฝักใฝ่ฝ่ายแดง และ บก.ก็บอกรุ่นพี่คนนี้ว่า รุ่นพี่คนนี้ควรจะรู้ดีว่า สื่อเราเลือกเหลืองแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อตัวเองมีตำแหน่งเป็นบรรณาธิการอาวุโสก็ไม่ควรจะเขียนลงในฉบับนี้ วรดุลย์: สื่อที่พึงปรารถนาในสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน ก็จะเป็นสื่อที่สามารถมีพื้นที่ให้จุดยืนที่แตกต่างอยู่ในสื่อเล่มเดียวกันได้ หมายความว่า ถ้าจะอ่านหนังสือพิมพ์ก็ต้องอ่านหมดทั้งฉบับทุกคอลัมน์ถึงจะรู้ ก่อนที่จะวิจารณ์สื่อใช่ไหม ประวิตร: ไม่จำเป็นต้องทุกฉบับ ถ้าคุณอ่านบ้างคุณจะพอรู้ อย่างไทยรัฐ คุณจะรู้ใช่ไหมฮะว่ามีการ์ตูนการเมืองอยู่ 2 หน้าที่มีจุดยืนที่ต่างกัน คือถ้าคนอ่านผ่านๆ ก็จะรู้บ้างว่าตรงไหน จุดยืนเป็นอย่างไร ก็ถูกต้อง แรกๆ อาจจะต้องอ่านหน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย แต่อ่านสักพักก็จะรู้ว่ามันมีความต่างหน้าไหนบ้าง หรือคอลัมนิสต์คนไหนซึ่งมีความต่างบ้าง ซึ่งผมคิดว่าสำคัญ แต่ทั้งนี้ผมไม่เห็นด้วยกับการไปไล่ปิดสื่อเหลืองหรือสื่อแดงอย่างสุดขั้ว เพียงแต่อยากจะเรียกร้องว่าเวลาจะด่าใครก็ใช้เหตุผลหน่อย ไม่ต้องเรียกร้องด่าทอแบบลดความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม อันนั้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง สุดท้ายแล้วสิ่งที่ท้าทายสังคมคือความเท่าทันสื่อ หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า media literacy คือมันไม่ได้อยู่ที่สื่อจะดีหรือไม่ดี จะให้ความจริงเราหรือเปล่าเพราะสุดท้ายสังคมมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าคนจะต้องพึงตัวเองให้ได้ จะต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ หรือ maturity มากพอ อ่านอะไรแล้วควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อ อ่านอะไรแล้วควรจะตั้งข้อสงสัย การเทรนนิ่งเรื่องนี้ การให้ความรู้เรื่องความเท่าทันสื่อ ว่าสื่อมีข้อจำกัดอย่างไร เช่น ความผูกผันกับกลุ่มการเมือง หรือความผูกพันกับกลุ่มผู้ลงโฆษณา บริษัทต่างๆ หรือความเป็นจริงที่ว่าโครงสร้างสื่อเป็นโครงสร้างแบบทอป-ดาวส์ แล้ววัฒนธรรมสื่อเป็นแบบพี่แบบน้อง เป็นวัฒนธรรมที่ขัดกับวัฒนธรรมประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้มีนัยอย่างไรต่อการทำงานของสื่อ ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบการทำงานของสื่อซึ่งเป็นปัญหามากในวงการสื่อไทย วรดุลย์: ตั้งแต่มีปัญหาทางการเมืองในยุคทักษิณ ปัญญาชน นักวิชาการ หรือนักการเมืองจะมองว่าสื่อมีอิทธิพลมาก ตั้งแต่ไอทีวีทุกอย่างก็ทำเพื่อการปฏิรูปสื่อ เช่น ช่อง11 NBT พันธมิตรก็มองว่าเป็นปัญหา อยากจะถามว่าการประเมินแบบนี้ เป็นการประเมินว่าสื่อมีอิทธิพลมากเกินกว่าความเป็นจริงในการดำรงอยู่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นหรือเปล่า ประวิตร: ผมคิดว่าเทรนในอนาคต อำนาจสื่อแบบเดี่ยวๆ องค์กรเดียว ฉบับเดียว หรือทีวีช่องเดียวที่จะมีอำนาจมากนับวันมันจะลดลงไป เพราะผู้คนมีช่องทางที่จะบริโภคสื่อหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเว็บไซต์ วิทยุที่หลากหลาย หรือแม้กระทั่งข่าวที่ยิงมาในมือ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าไม่ควรจะให้ความสำคัญมากเกินไปกับความเชื่อที่ว่าสามารถมีทีวีช่องหนึ่งที่จะกำหนดความคิดของคนทั้งสังคมได้ ไม่เช่นนั้นคนก็คงเป็นเหลืองทั้งสังคมแล้ว เพราะตอนนี้รัฐบาลคุมสื่อทีวีอยู่ส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเห็นได้ชัดเลยว่ามนุษย์มีความสามารถคิดตั้งคำถามกับสิ่งที่รับมา การรับสื่อมันไม่ใช่เพียงการรับแบบทื่อๆ เพียงแค่หนังสือพิมพ์หรือทีวีช่องหนึ่งบอกว่าทักษิณดีหรือทักษิณเลวคนก็ไม่จำเป็นจะต้องเชื่ออย่างนั้นเสมอไป สุดท้ายผมคิดว่าตรงนั้นคงไม่ต้องไปห่วงมาก สิ่งที่ต้องเป็นห่วงมากไปกว่านั้นคือเราจะต้องชำแหละข้อจำกัด ความพิกลพิการ ลักษณะที่เรียกว่ามือถือสากปากถือศีลของสื่อกระแสหลัก และแม้กระทั่งสื่อที่ไม่ใช่กระแสหลักด้วยให้เห็นชัดว่าเป็นอย่างไร สังคมจะได้เข้มแข็ง ก็คิดว่าสังคมก็น่าจะผ่านวิกฤติอะไรก็ตามแต่ไปได้ วรดุลย์: มีไอเดียในการปฏิรูปสื่อเหมือนคนอื่นๆ ในอดีตอย่างไร หากปฏิรูปได้จะปฏิรูปสื่ออย่างไร เช่น ให้ปลอดจากผลประโยชน์ ธุรกิจ หรือขึ้นอยู่กับตัวบุคคลผู้บริหารสื่อนั้นๆ ประวิตร: ผมเชื่อในความหลากหลายของสื่อ คือไม่เชื่อว่ารัฐหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งควรจะไปกำหนดว่าสื่อทุกฉบับ ทีวีทุกชอง วิทยุทุกสถานีต้องมีลักษณะเหมือนกันไปหมด ไม่เช่นนั้นไม่ต่างกับ สสส.ที่บังคับว่าวันไหนห้ามกินเหล้า หรือต้องกินอะไร ใช่ไหมครับ อย่างที่ผมพูดเมื่อกี้ ผมว่าคำตอบก็คงอยู่ที่ความเท่าทันสื่อหรือสิ่งที่เรียกว่า Media literacy ในหมู่คนไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะมาได้ แต่ว่าคนเหล่านั้นจะมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นพลวัต ที่มี Dynamic ที่จะปรับ ถ้าสื่อไม่ดีเขาก็จะออกมาด่า คือสื่อกระแสหลักตอนนี้เขาก็รู้ว่าเขาถูกพวกเสื้อแดงถล่มหนักทุกวัน จนกระทั่งไม่ยอมรับ ผมคิดว่าคนในสื่อกระแสหนักจำนวนหนึ่งก็อาจฉุกคิดอยู่เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วตัวเองทำอะไรลงไป ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร และส่วนใครอยากจะไปทำสื่อแบบไหน ผมคิดว่าเป็นสิ่งดี อยากจะเห็นให้หลากหลาย อย่างประชาไทก็ถือว่าเป็นการทดลองที่สำคัญซึ่งที่ทำมาก็ได้รับความสำเร็จในระดับหนึ่งในเวลาหลายปีพอสมควรแล้ว ก็อยากจะเห็นการ Experiment กับสื่อรูปแบบต่างๆ ให้หลากหลายขึ้น ผมคิดว่าสังคมไทยน่าจะมีความหลากหลายขึ้น และเข้มแข็งขึ้นเพราะ diversity ที่จะเกิดขึ้นนี้
แม้ทุกวันนี้ หลังจากที่มีรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นรัฐบาลที่เลือกตั้งแล้ว แต่มีการจัดตั้งที่อาจจะไม่ชอบมาพากลเพราะว่า การตกลงเจรจาเพื่อจะตั้งรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์เกิดขึ้น ณ บ้านของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ล่าสุด ช่วงก่อนและหลังวันที่ 26 ก็มีการไล่จัดการวิทยุชุมชนเสื้อแดง โดยอ้างว่ามันผิดกฎหมาย สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าแล้วคุณปล่อยให้เขาเปิดมาก่อนได้อย่างไร แล้วมาทุกวันนี้เพิ่งมาบอกว่าจะไม่อะลุ่มอะล่วยให้เขาเปิดต่อไป ฟังดูแล้วก็ลำบาก ส่วนเรื่องเว็บไซต์ก็คงทราบดีว่า กระทรวงไอซีทีไล่บล็อค ไล่ปิดเว็บไซต์ ทั้งเว็บเสื้อแดงและเว็บที่ตั้งคำถามกับชนชั้นนำเก่าจำนวนหนึ่ง บางอันอาจจะตั้งคำถามในแบบที่เกินเลยไป แต่หลายอันมีการตั้งคำถามอย่างที่สังคมควรจะสดับตรับฟังว่ามีมูลและมีความจริงความเท็จอย่างไร
'ทักษิณ' โฟนอินโคราช ปลุกระดมรวมพลชุมนุมใหญ่
ที่มา ประชาไท ทักษิณฯโฟนอินการชุมนุมที่โคราช ปลุกระดมคนเสื้อแดงบุกกรุงเทพฯ 14 มี.ค.นี้ ผอ.โรงเรียนนปช.แจงเคลื่อนไหวใหญ่ 4 สาย 6 กลุ่ม ภาคอีสานดีเดย์ 12 มี.ค.รวมพลังที่ปากช่อง ก่อนเข้ากทม.เช้าวันที่ 14 มี.ค. เชื่อชุมนุมกว่าล้านคน 5 มี.ค.53 เว็บไซต์ไทยรัฐรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินเข้ามาถ่ายทอดสดขึ้นจอโปรเจ็คเตอร์บริเวณสวนสุรนารี ประมาณ 3 ตัว โดยกล่าวทักทายพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงโคราช และคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัด ที่นั่งรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งขณะที่อดีตนายกทักษิณกำลังพูดอยู่นั้น ทุกคนต่างเงียบฟัง และส่งเสียงไชโยโห่ร้องตลอดระยะเวลาที่กล่าวโจมตีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ผู้อยู่เบื้องหลังการล้มอำนาจของอดีตนายกฯ ทักษิณ พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวว่า ตนได้โอกาสมาโคราช กราบย่าโม ก็เลยได้ลอดซุ้มประตูเมืองประตูชุมพล ตนเชื่อว่าจะได้กลับไปหาพี่น้องที่โคราชอีก วันนี้หลายคนโทรมาถามตนว่า เจ็บไหมเมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ตนบอกว่าเจ็บ แต่ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในชีวิตส่วนตัวกับสิ่งที่ตนได้รับน้ำใจและความ ห่วงใยแล้ว พี่น้องทุกคนลุกขึ้นมาสู้กันเที่ยวนี้ ตนคิดว่าเข้มแข็งพอ และพร้อมจะยืนเคียงข้างกับพี่น้องในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ที่แท้จริง เพื่อประเทศไทยของเรา เพื่อประชาธิปไตยของเรา พี่น้องที่เคารพรัก ตนไม่เคยย่อท้อ ยิ่งโดนมากเท่าไหร่ ยิ่งมีความรู้สึกว่า ถ้าคนอย่างตนโดนขนาดนี้แล้ว พี่น้องที่ยากลำบากวันนี้จะขนาดไหน และพี่น้องครับ ใจถึงใจกัน เมื่อวานนี้เพื่อนตนโทรมาบอกว่า ไปพบแพทย์แล้วไปเจอพยาบาลเป็นคนชัยภูมิ และพยาบาลคนนั้นบอกว่า แม่บอกว่าข้าวเกี่ยวมาแล้วจะไม่ขาย จะไปทำเตรียมเสบียงให้ญาติพี่น้องเข้ากรุงเทพฯ เพื่อจะมาช่วยตน พี่น้องครับ น้ำใจเหล่านี้แหละที่ตนได้รับ มันทำให้เข้มแข็ง และที่โคราชเช่นกัน ตนจำได้ว่า วันที่มาปราศรัยเมื่อคราวเลือกตั้ง 2 เม.ย.ที่เขาบอกว่าเป็นโมฆะ ตนมาที่โคราช ลงมาข้างเวทีพบชายคนหนึ่งถอดเสื้อให้ตนดูว่า หน้าอกเป็นรอยผ่ายาว เขาบอกว่า เพราะ 30 บาททำให้เขาได้ผ่าตัดหัวใจ ทำให้เขาแข็งแรง เขาสามารถมีลูก และส่งลูกเรียนจนจบ เวลานี้ลูกเขาจบไปแล้ว เขาไม่ห่วงอะไรแล้ว และเขาขออนุญาตให้ตนจัดระเบิดให้หน่อย จะไปพลีชีพ ตนเลยบอกว่า น้ำใจที่ยิ่งใหญ่ไม่ต้องห่วง ตนไม่คิดที่จะทำร้ายใคร แต่ตนเชื่อว่า แนวทางการต่อสู้ด้วยความจริง ด้วยประชาธิปไตย ที่พวกเราทำอยู่นี้ จะชนะในที่สุด และวันที่ 14 มี.ค.นี้ พี่น้องจะไปมากๆใช่ไหม เที่ยวนี้พี่น้องไปกันเยอะๆ ไหลไปเหมือนแม่น้ำสีแดง ไหลเข้ากรุงเทพฯ แล้วเราจะชนะอย่างเดียว ประชาธิปไตยจะกลับมาสู่มือของพี่น้องคนไทยทั้งแผ่นดิน นอกจากนี้ อดีตนายกฯทักษิณกล่าวอีกว่า วันนี้บ้านเมืองไม่อยู่ในประชาธิปไตย บ้านเมืองอยู่ในภาวะการณ์ปฏิวัติ เพราะหัวหน้าคณะปฏิวัติยังเป็นคนเดิมอยู่ ตนพูดหลายครั้งแล้วว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นเพียงหุ่นเชิดของคุณเปรมเท่านั้นเอง และวันนี้หุ่นเชิดตัวใหม่ หน้าตาดีกว่า ฉอเลาะกว่า ก็คือนายอภิสิทธิ์ คุณเปรมก็เลยชอบ บ้านเมืองวันนี้ปล่อยให้เขาปู้ยี่ปู้ยำไปเยอะแล้ว โดยการใช้กระบวนการปฏิวัติรัฐประหารปล้นอำนาจประชาชนไป มันไม่ได้ปล้นตน มันปล้นอำนาจประชาชนไป แต่ตนเป็นตัวแทนประชาชน เมื่อมันปล้นตนเสร็จ ปล้นอำนาจประชาชนโดยตนเป็นตัวแทนเสร็จ มันก็ปล้นตนต่อ เมื่อวันที่ 26 ก.พ. คือการปล้นตนอย่างชัดเจน พี่น้อง ระบบกระบวนยุติธรรมเราเสียหายหมด เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือ สื่อสารมวลชนเสียหายหมด เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือ ข้าราชการหลายคนเสียคนหมด เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่ข้าราชการส่วนใหญ่ไม่ได้เอาด้วย บ้านเมืองถึงไปไม่ได้ เพราะเป็นการปฏิวัติต่อเนื่อง ฉะนั้นประชาชนมีสิทธิที่จะไปทวงคืนอำนาจของประชาชนในวันที่ 14 มี.ค.นี้อย่างพร้อมเพียงกัน อำนาจเป็นของประชาชน ใครที่มันอ้างว่าเป็นคนสั่งการ อำนาจนั้นอำนาจนี้นั้นของปลอม อำนาจที่แท้จริงในแผ่นดินนี้เป็นของประชาชน ประชาชนจะต้องลุกขึ้นมาทวงอำนาจของตัวเอง เพื่อสิทธิและเสรีภาพของตัวเอง วันนี้เขากล่าวหาตนว่าคอรัปชั่น พี่น้อง คอรัปชั่น แปลว่า เอาเงินรัฐมาเป็นเงินของตัวเอง เหมือนที่รัฐบาลนี้กำลังทำกันอยู่หลายคน ขายตำแหน่งข้าราชการ รับเหมาก่อสร้างก่อนเซ็นสัญญา เอา 30% ก่อน อันนี้เงินประชาชนทั้งนั้น อย่างนี้เขาเรียกคอรัปชั่น แต่บังเอิญเป็นพวกเดียวกับคณะปฏิวัติ เป็นพวกเดียวกับอำมาตย์ เลยถือว่าถูกต้อง แต่วันนี้ของตน เงินครอบครัว ร่ำรวยมาจากการสร้างเนื้อสร้างตัว ก่อนที่จะมาเป็นนักการเมือง มันบอกว่าตนคอรัปชั่น ตนรวยผิดปกติ ก็ตนรวยกว่าโคตรพวกมัน มันก็เลยบอกว่ารวยผิดปกติ มันไม่รู้จะว่าอย่างไร และไม่รู้จะยึดเงินอย่างไร มันก็เอาลามาพูด พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าว อีกว่า หุ้นที่คุณเปรมเป็นประธาน หุ้นแบงค์กรุงเทพ หุ้นซีพี และหุ้นพวกนั้นเกินเยอะกว่าตนอีก ต้องยึดหรือไม่ ก็ต้องยึดสิครับ คุณเปรมมีอำนาจมากกว่าตนอีก พี่น้อง ความเป็นธรรมมันไม่เหลือแล้ว พี่น้อง ตนขอยืนยันอีกครั้งว่า ตนไม่มีทางเป็นคนเลวได้ ถ้าตนเลว ตนชั่ว ตนไม่ทิ้งความดีให้บ้านเมืองและพี่น้องประชาชน เพราะพี่น้องประชาชนยังไม่ลืมตนวันนี้ ตนดีใจและภูมิใจที่พี่น้องยังไม่ลืมตน และขอบอกว่า วันนี้ตนพร้อมที่จะตอบแทนบุญคุณพี่น้อง และคิดอยู่ตลอดเวลาว่า จะตอบแทนบุญคุณพี่น้องอย่างไร ถึงจะได้สาสมกับสิ่งที่พี่น้องมุ่งมั่นช่วยตนทุกวันนี้ ช่วยทำให้ประชาธิปไตยกลับคืนประเทศไทยให้ได้ วันนี้อำมาตย์เปรมและคณะ ได้ทำประเทศไทยย้อนหลังไปไม่น้อยกว่า 50 ปี อย่างคุณเปรมอย่าไปคิดว่า เอาประเทศย้อนหลังแล้วตัวเองจะหนุ่มขึ้น พี่น้อง ประเทศต้องก้าวไปข้างหน้า เพื่อลูกหลานของเรา ฉะนั้นแน่นอน ถ้าตนกลับไปแล้ว ขอยืนยันกับพี่น้องที่โคราชว่า ตนจะไม่มีการเอาเปรียบพี่น้องที่โคราช ว่า 1. ปลดหนี้ให้พี่น้องประชาชนทั้งแผ่นดินใน 6 เดือนแรก และ 6 เดือนแรก จะต้องปราบยาเสพติดให้สิ้นซาก และ 6 เดือนที่ 2 จะหาเงินให้พี่น้องคนไทยมีเงินใช้ให้ถ้วนหน้า 6 เดือนที่ 3 จะจ้างงานด้วยลูกหลานที่เรียนจบมาแล้วมีงานทำทุกคน พี่น้องครับ คนกรุงเทพฯกลัวเรื่องน้ำจะท่วม วันนี้เป็นข่าวเป็นกระแสที่ลือกันมาก กลัวน้ำท่วมกรุงเทพฯ กลัวบ้านเรือนพังกันหมด พี่น้องครับ ถ้ากลัวต้องเอาตนกลับไปเร็วๆ บอกคนกรุงเทพฯด้วย ตนกลับไป จะสร้างเขื่อนลอดกรุงเทพฯ ไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ และจะเป็นเขื่อนที่สวยงามที่สุดในโลก และไม่ต้องกู้เงินสักบาทหนึ่ง พี่น้อง ตนรวยมาจากเอาหยาดเงื่อนแรงงานและสมองสร้างงาน แล้วเอางานสร้างเป็นกระดาษ แล้วเอากระดาษเปลี่ยนเป็นเงิน เงินที่ตนหาได้เป็นเงินต่างชาติทั้งนั้น ตนไปเอาเงินต่างชาติเข้ามา แต่ปรากฏว่า มาปล้นเงินตนไป แล้วยังบอกหาว่าตนไปโกงมา ต้องขอขอบคุณนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ เป็นคนที่ทำให้สุภาพบุรุษเขายายเที่ยงต้องหอบผ้าหอบผ่อนลงจากเขายายเที่ยง แต่จริงๆ แล้วก็ทุกคนช่วยกัน “พี่น้องครับ 14 มี.ค.นี้ ต้องพร้อมเพียงกัน ถ้าเราอยากได้ประชาธิปไตย อยากได้ความยุติธรรม อยากได้ความเสมอภาคกลับมาสู่สังคมไทย เอาประเทศที่คุณเปรมถอยหลังไป 50 ปี กลับคืนมา ต้องขอบคุณนายสุภรณ์และแนวร่วมของชาวโคราชที่จัดงานนี้ขึ้น ขอฝากพี่น้องว่า เราอย่าทิ้งกันในยามนี้ แล้วบ้านเมืองจะกลับมาสู่ภาวะปกติ และผมบอกได้เลยว่า บ้านเมืองของเราจะก้าวหน้ากว่านี้อีกมากมาย ถ้าระบบที่แย่ๆ อย่างทุกวันนี้หมดไป ขอบคุณ แล้ว 14 มี.ค.นี้เราเจอกัน “ พ.ต.ท.ทักษิณฯกล่าวโดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที ทั้งนี้ ผอ.ร.ร.นปช. ได้ประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมทราบว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีการประชุมแกนนำคนเสื้อแดงอีสาน 19 จังหวัด และมีมติร่วมกันว่า 1.นปช.ภาคอีสานจะเคลื่อนไหวอย่างเป็นเอกฉันร่วมกัน 2.แบ่งกลุ่มเคลื่อนไหวออกเป็น 4 สาย 6 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1.จ.อุดรธานี, หนองคาย และหนองบัวลำภู กลุ่มที่ 2.จ.สกลนคร, นครพนม และ มุกดาหาร กลุ่มที่ 3.จ.ขอนแก่น,กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม โดยทั้ง 9 จังหวัดนี้จะเป็นสาย 1 เดินทางมาตามถนนมิตรภาพ เป้าหมายอยู่ที่อ.ปากช่อง ซึ่งจะมีการนัดหมายรวมพลทั้ง 9 จังหวัดอีกครั้งหนึ่งเพื่อเคลื่อนขบวนออกมาพร้อมกัน ส่วนกลุ่มที่ 4.ประกอบด้วย จ.ร้อยเอ็ด, ยโสธร และอำนาจเจริญ เป็นสายที่ 2 เริ่มเดินทางจากยโสธรมาตามถนนมิตรภาพ เป้าหมายอยู่ที่ อ.ปากช่อง กลุ่มที่ 5.จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เป็นสายที่ 3 เคลื่อนขบวนมาตามถนนสาย 24 โชคชัย-เดชอุดม มุ่งหน้าสู่ อ.ปากช่อง และกลุ่มที่ 6 ประกอบด้วยจ.เลย, ชัยภูมิ และ นครราชสีมา เป็นสายที่ 4 เดินทางมาตามถนนมิตรภาพ เป้าหมายอยู่ที่เดียวกันคือ อ.ปากช่อง โดยคนเสื้อแดงจากทุกสาย จะเคลื่อนออกจากที่ตั้งพร้อมกันในวันที่ 12 มี.ค. 2553 เวลา 12.00 น. โดยจะระดมรถยนต์อย่างน้อยหมู่บ้านละ 1 คัน ซึ่งจะเป็นรถชนิดใดก็ได้ คาดว่าเฉพาะภาคอีสานจะมีรถทุกประเภท ทั้งกระบะ, อีแต๋น, อีแต๋ก และรถจักรยานยนต์ เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 20,000 คันอย่างแน่นอน และจะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่น้อยกว่า 1 แสนคน มีเป้าหมายมารวมตัวที่อ.ปากช่อง จากนั้นจะเคลื่อนขบวนใหญ่เข้ากรุงเทพฯ เพื่อสมทบกับผู้ชุมนุมจากภาคอื่นทั่วประเทศในวันที่ 14 มี.ค.นี้
สำหรับความคืบหน้าการชุมนุมโหมโรงใหญ่ของ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) อ.เมือง จ.นคราชสีมา ตลอดช่วงค่ำวันนี้ (5 มี.ค.) บรรดาแกนนำได้สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยปลุกระดมคนเสื้อแดงอย่างต่อ เนื่อง โดยมีแกนนำคนสำคัญ เช่น นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำนปช. แดงอีสาน, นายนิสิต สินธุไพร ประธานโรงเรียนนปช. แดงทั้งแผ่นดิน, นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร, น.พ.เหวง โตจิราการ เป็นต้น ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้ทยอยเดินทางเข้าร่วมชุมนุมอย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้มีคนเสื้อแดงเข้าร่วมชุมนุมกว่า 5,000 คน ท่ามกลางการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ที่ปักหลักบริเวณที่ชุมนุมและโดยรอบจำนวนกว่า 2,000 นาย