WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 9, 2010

มาร์คป๊อดเจอแดงออสเตรเลียรุมต้านหนักจ้องเฉดหัวทุกที่ เลื่อนเดินทางเยือนอ้างอยู่ตรึงม็อบแดง

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 มีนาคม 2553

ข่าวเกี่ยวเนื่อง:
-แดงฝรั่งเศสชุมนุมใหญ่หอไอเฟล ระดมทุนหนุนการต่อสู้เพื่อมาตุภูมิ
-แดงฮอลแลนด์ไอเดียแจ่ม ประมูลภาพเขียนเปลือยแม่นาค หาทุนหนุนชุมนุมใหญ่14มีนา
-แดงอเมริกา,ญี่ปุ่นและแดงทั่วโลกโหมโรงหนุนสู้เพื่อมาตุภูมิ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีระบอบหุ่นเชิด เปิดเผยว่า ได้เลื่อนกำหนดการเดินทางเยือนประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ 13-17 มี.ค.นี้ เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องประกาศกฎหมายความมั่นคง คิดว่าภารกิจของตนเองต้องดูแลให้ สถานการณ์มีความเรียบร้อย ให้งานต่างๆ เดินหน้าได้ตามปกติ จึงต้องเลื่อนการเดินทางออกไป ทั้งที่ รู้สึกเสียดาย เนื่องจากออสเตรเลียเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ แต่เมื่อจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด ต้องมีอำนาจหน้าที่ โดยตรงเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวนี้ด้วย ส่วนการประกาศกฎหมายเติ่มหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่มี ความจำเป็น

นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวภายหลังร่วมหารือกับเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย ถึงการยกเลิกการเดินทางเยือนออสเตรเลียของนายกรัฐมนตรี ในระหว่างวันที่ 13-17 มีนาคม ซึ่งเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย ได้รายงานไปยังรัฐบาลออสเตรเลียแล้ว ซึ่งเข้าใจความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีของไทยต้องอยู่ที่ประเทศไทย เพื่อดูแลสถานการณ์ให้เกิดความเรียบร้อย

ที่แท้"ป๊อด"เจอเสื้อแดงออสเตรเลียรุมต้านหนัก

มีรายงานว่านายอภิสิทธิ์เพิ่งจะตัดสินใจเลื่อนการเดินทาง หลังจากประชาชนไทยในออสเตรเลียได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งต่อต้านการเดินทางเยือนออสเตรเลีย โดยระบุว่าจะยื่นหนังสือคัดค้านต่อนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย และจะติดตามไปประท้วงทุกแห่งที่นายอภิสิทธิ์เดินทางเยือน รวมทั้งมีกระแสข่าวว่านายอภิสิทธิ์วิตกในเรื่องความปลอดภัยได้ทำเรื่องขอ ฮ.เพื่อเดินทางหลบกลุ่มผู้ชุมนุม ก่อนจะตัดสินใจเลื่อนการเดินทางเยือนในที่สุด

แถลงการณ์กลุ่มพลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย

เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมากลุ่มเสื้อแดงในออสเตรเลียได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง มีเนื้อความละเอียดดังต่อไปนี้

สืบเนื่องจากการที่ กลุ่มพลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย ได้ออกแถลงการณ์เพื่อประกาศเจตนารมณ์แน่วแน่ ในการต่อต้านและคัดค้านการทำรัฐประหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปแล้ว เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ทางกลุ่มได้ติดตามสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง และซึ่งมีข้อมูลและหลักฐานแสดงอันเชื่อได้ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ได้ร่วมมือกับกองทัพ สร้างสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศ เพื่อเป็นข้ออ้างให้เกิดความชอบธรรมในการทำรัฐประหารและยึดอำนาจจากประชาชนอีกครั้ง รวมถึงการใช้เป็นข้ออ้าง ในการปราบปรามประชาชน ซึ่งออกมาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเรียกร้องประชาธิปไตยคืนหลังจากถูกทหารยืดไปตั้งแต่ 19 ก.ย. 2549

การที่นาย อภิสิทธิ เวชชาชีวะ ยืนยันที่จะเดินทางออกนอกประเทศ ในช่วงที่ประเทศกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตเช่นปัจจุบัน อันอาจนำไปสู่การเสียเลือดเนื้อของพี่น้องคนไทยในชาตินั้น แสดงให้เห็นภาวะผู้นำที่บกพร่อง ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งจะต้องกำกับดูแล และแก้ไขปัญหาของประเทศในภาวะวิกฤต แต่นายอภิสิทธิ์ กลับเลือกที่จะเดินทางมาเยือนประเทศออสเตรเลียแทน ดังนั้น การเดินทางมาออสเตรเลียในครั้งนี้ จึงไม่สามารถพิจารณาเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากแสดงให้เห็นถึงเจตนาของนายอภิสิทธิ์ ฯ ดังนี้

1. เปิดโอกาสให้กลุ่มทหารที่กระหายอำนาจในกองทัพกระทำการรัฐประหารโดยสะดวก เพื่อเป็นหนทางในการลงจากอำนาจแบบชอบธรรม เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ ฯ เป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้เลยในระยะเวลาที่ได้บริหารประเทศมา และเพื่อ อำพรางตนเองว่าไม่ได้เป็นพวกเดียวกับทหารที่ทำการรัฐประหาร

2. เพื่อหลบเลี่ยง หน้าที่และความรับผิดชอบกรณีเกิดความรุนแรงขึ้น อันจะนำไปสู่การยอมจำนนและประกาศยุบสภา ตามเสียงเรียกร้องของประชาชนจำนวนมาก ที่แสดงการไม่ยอมรับการบริหารงานของรัฐบาล

3. เพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการให้อยู่ต่อไป

4. มีพฤติกรรมในการขอลี้ภัยทางการเมืองกรณีเกิดรัฐประหารไม่สำเร็จซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วเป็นการหลบหนีคดีอาญาเนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ได้ทำร้ายและฆ่าประชาชนจำนวนมาก

ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น กลุ่มพลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย จึงขอคัดค้านการเดินทางมาเยือนออสเตรเรียของนาย อิภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ระหว่าง 13 - 17 มีนาคม 2553 โดยจะดำเนินการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพภายใต้กฎหมายของประเทศออสเตรเลีย ดังนี้

1. ยื่นจดหมายถึง นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เพื่อคัดค้านการมาเยือนของ นาย อภิสิทธิ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทสไทย โดยมีเหตุผลในการยื่นคัดค้านดังนี้

• พรรคการเมืองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่ได้เป็นพรรคการเมืองที่ได้รับฉันทานุมัติ จากเสียงสนับสนุนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้เป็นผู้บริหารประเทศจากการเลือกตั้ง

• นายอภิสิทธิ์ ฯ ได้รับการสนับสนุนในทางลับ จากการดำเนินการของคณะทหารที่ร่วมกันทำรัฐประหาร โค่นล้มรัฐธรรมนูณ ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยถูกต้องของประชาชน ตามหลักการประชาธิปไตยที่สากลประเทศ รวมทั้งประเทศออสเตรเลียยอมรับ เมือวันที่ 19 กันยายน 2549

• รัฐบาลโดยการนำของนายอภิสิทธ์ สังให้มีการการปราบปรามประชาชนผู้บริสุทธิ์ ด้วยการใช้อาวุธเข่นฆ่าเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือตามที่สากลยอมรับ

• เป็นรัฐบาลซึ่งไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย เรื่องพื้นฐานทางด้านสิทธิมนุษย์ชน ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกขององค์กรสหประชาชาติ จะต้องยอมรับและปฎิบัติตาม

• คนไทยในประเทศออสเตรเลียไม่ประสงค์จะให้รัฐบาลออสเตรเลียนำภาษีที่ได้จากประชาชนซึ่งส่วนหนึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากคนไทยที่มีถิ่นอาศัยและประกอบอาชีพในประเทศออสเตรเลียไปใช้ในการต้อนรับผู้นำที่มาจากเผด็จการ


2. นัดหมายกลุ่มคนไทยผู้รักประชาธิปไตยที่เห็นด้วยกับการคัดค้านการเดินทางมาเยือนของนายอภิสิทธิ์ ฯ ในวันระหว่างวันที่ 13-17 มีนาคม 2553 เพื่อแสดงออกถึงการไม่ยอมรับผู้นำที่มาจากระบบเผ็ดจการ ในทุกสถานที่ ที่นายอภิสิทธิ์ ฯ มีกำหนดการในประเทศออสเตรเลีย

ทั้งนี้จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน

THAI RED AUSTRALIA

7 มีนาคม 2553

คดียึดทรัพย์:รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ กับบรรทัดฐานที่สังคมไทยยังต้องการคำตอบ

ที่มา Thai E-News






โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
8 มีนาคม 2553

กรณีการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนี้ ได้มีการร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว ทั้งในสาระของกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าทั้งหมดทุกประเด็นชอบด้วยกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่สุด และย่อมมีผลผูกพันศาลและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญด้วย

การที่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนำเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วขึ้นมาพิจารณาอีก และวินิจฉัยไปในทางตรงข้าม จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ…


ก่อนการตัดสินคดียึดทรัพย์ ผมได้คาดการณ์ว่าทรัพย์สินทั้ง 76,000 ล้านคงถูกยึดทั้งหมด โดยผมได้บอกไว้ด้วยว่าที่ผ่านมาผมมักทายการเมืองแม่น แต่ครั้งนี้ผมอยากให้ทายผิด และถ้าทายผิดผมก็จะดีใจ

ผลการตัดสินออกมา ปรากฏว่าผมทายผิด แต่ผมกลับไม่ได้ดีใจ ซ้ำร้ายยังรู้สึกสลดใจอย่างยิ่งด้วย

ที่ว่าทายผิดนั้นฟังเผินๆก็อาจจะเข้าใจไปได้ว่าเพราะมีการยึดทรัพย์ไม่หมดทั้ง76,000 ล้าน

แต่ในความเห็นของผมนั้น ที่ทายผิดคือ จากผลของคำพิพากษา ในที่สุดจะมีการยึดทรัพย์มากกว่า 76,000 ล้านอีกมาก นอกจากนั้นยังจะมีคดีร้ายแรงตามมาอีกหลายคดีดังที่ปรากฏเป็นข่าวไปบ้างแล้วด้วย

ก่อนการตัดสินคดีนี้ ผมได้เสนอความเห็นต่อคดีนี้และเรื่องที่เกี่ยวกับคดีนี้ไปบ้างแล้ว หลังการตัดสินคดี ผมเห็นว่าผลการตัดสินคดีนี้ได้เสนอปัญหาสำคัญๆเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและระบบยุติธรรมของประเทศ ในฐานะที่ผมสนใจที่จะผลักดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญและปฏิรูประบบยุติธรรม ผมจึงเห็นว่าควรเสนอความคิดเห็นเพื่อให้สังคมไทยได้ร่วมกันพิจารณาต่อไป

ผมคงไม่อยู่ในวิสัยที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในรายละเอียด และคิดว่าถ้าให้ทำหน้าที่อย่างนั้นคงไม่เป็นประโยชน์เท่าใดนัก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้สันทัดกรณีจะดีกว่า

สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำประโยชน์ได้มากกว่าก็คือ การหยิบประเด็นใหญ่ๆที่เห็นว่ามีประเด็นที่สังคมไทยควรจะได้นำมาศึกษาทำความเข้าใจกันอย่างจริงจังต่อไป โดยเฉพาะคำถามในเชิงหลักการและเชิงระบบของสังคมไทยอยู่หลายประการ ที่หากไม่ทำความเข้าใจและหาหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องให้ได้แล้ว ก็อาจเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยต่อไปอีกยาวนาน ประเด็นที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

๑.การรัฐประหารและกลไกที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นเป็นทางออกสำหรับการแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่

หากไม่มีการรัฐประหาร ไม่มีประกาศ คปค.ฉบับที่ ๓๐ และไม่มีการตั้งคตส.ที่มีอำนาจอย่างนี้ ย่อมไม่อาจมีการพิจารณาคดีอย่างที่เกิดขึ้นไปแล้วได้

ดูจากคำพิพากษาในตอนท้ายก็จะเห็นว่า คำวินิจฉัยให้ยึดทรัพย์นั้นไม่ได้อาศัยพรบ.ปปช.อย่างเดียว แต่อาศัยประกาศ คปค.ฉบับที่๓๐ด้วย

คดียึดทรัพย์จึงเป็นผลต่อเนื่องจากการรัฐประหารและการออกคำสั่งของคณะรัฐประหาร

ผู้ที่ยืนยันความจริงในข้อนี้ได้อย่างดีก็คือรัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลังคนปัจจุบันนั่นเอง ที่ออกมารำพึงว่า
“วันนี้สิ่งที่ผมคิดคือ ถ้าไม่มีการปฏิวัติในปี ๔๙ และไม่มี คตส. เราจะเห็นความยุติธรรมปรากฏในคดีนี้หรือไม่”


เพียงแต่ว่าท่านถึงกับเห็นการรัฐประหารและการตั้ง คตส.เป็นเรื่องดีงาม เหมือนกับการ “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว” ไป

คตส.ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความผิดของบุคคลคณะเดียวเป็นการเฉพาะ คือคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลก่อนการยึดอำนาจเท่านั้น และยังประกอบด้วยบุคคลหลายคนที่วางตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างโจ่งแจ้ง เป็นการขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างยิ่ง คตส.ทำหน้าที่เป็นทั้งพนักงานสอบสวนและอัยการได้พร้อมๆกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามระบบกฎหมายปรกติของประเทศ และยังสามารถดำเนินการโดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความตามปรกติ

คตส.กระทำการโดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการกระทำผิดกฎหมายก็เพราะได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐๙ ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำใดๆขององค์กรอย่างคตส.เป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

เมี่อคตส.มีที่มาที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมและยังดำเนินการในลักษณะที่ไม่ชอบธรรมด้วย แม้คดีนี้จะตัดสินโดยศาลที่ไม่ได้มาจากคณะรัฐประหาร แต่เมื่อคดีเกิดขึ้นได้ก็เนื่องจากมีการรัฐประหาร และคณะรัฐประหารก็ยังได้แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมด้วยการออกคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมด้วยแล้ว ความชอบธรรมในการพิจารณาตัดสินคดีนี้จึงได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย

การแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่อาศัยการรัฐประหารเป็นจุดเริ่มต้น จึงไม่อาจเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ได้

๒. ปัญหาหลักการเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจและการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

เรื่องที่คตส.กล่าวหาว่าดร.ทักษิณเอื้อประโยชน์และทำให้รัฐเสียหายนั้นมีอยู่ ๕ เรื่องด้วยกัน มีอยู่ ๒ เรื่องที่คตส.เห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำไปโดยครม.ที่มีดร.ทักษิณเป็นหัวหน้า คือเรื่องการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตและการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ประเทศพม่า ส่วนอีก ๓ เรื่องเป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำโดยครม. แต่คตส.เห็นว่าดร.ทักษิณในฐานะหัวหน้ารัฐบาลย่อมมีอำนาจมากพอที่จะไปสั่งการให้เกิดการกระทำเหล่านั้นขึ้นได้

เรื่องทั้ง ๕ เรื่องมีลักษณะคล้ายกันอยู่บางประการคือ ทุกเรื่องเป็นการกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์หรือทำให้รัฐเสียหาย ทั้งๆที่ไม่มีการทำผิดกฎหมาย

การออกมาตรการต่างๆตามที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีบ้าง คณะกรรมการของทางราชการบ้าง หรือคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจบ้าง การดำเนินการต่างๆนั้นเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่มีกฎหมายรองรับให้กระทำได้

การออกมาตรการต่างๆของรัฐที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของรัฐ เอกชนและประชาชนนั้น จะทำอย่างไรจึงจะดีย่อมมีความเห็นแตกต่างกันได้เสมอ เมื่อผู้รับผิดชอบดำเนินการไปโดยเห็นว่าดี อาจมีคนส่วนหนึ่งเห็นว่าไม่ดีก็ได้

ปัญหามีว่าเมื่อมีคนเห็นว่าไม่ดีแล้ว อย่างไรจึงถึงขั้นที่จะลงโทษผู้รับผิดชอบได้ หากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่นออกมาตรการไปทั้งๆที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ทำได้ ฝ่าฝืนกฎหมายหรือละเว้นที่จะปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายเหล่านั้นย่อมต้องถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษ

ผู้ที่ควรทำหน้าที่ในการตัดสินลงโทษคือศาลยุติธรรม

แต่ถ้าการดำเนินการนั้นไม่ผิดกฎหมาย การพิจารณาว่าการดำเนินการอย่างไรดีหรือดี จะใช้มาตรการหนึ่งๆให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐหรือเอกชนหรือประชาชนอย่างไรจึงจะดี ย่อมเป็นปัญหานโยบาย ที่ฝ่ายบริหารจะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาและประชาชน

คำถามในเชิงระบบก็คือ ฝ่ายตุลาการพึงเข้ามาเป็นผู้ตัดสินในทางนโยบายมากน้อยเพียงใด นี่ก็คือปัญหาหลักการเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างอธิปไตย ๓ ฝ่าย

ในบรรดาเรื่องทั้ง ๕ เรื่องนั้น เรื่องที่ควรกล่าวถึงเป็นพิเศษคือเรื่องการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต

เรื่องนี้เป็นข้อกล่าวหาที่สำคัญที่สุดในบรรดาข้อกล่าวหาทั้ง ๕ ข้อ และเป็นเรื่องที่มีปัญหาในเชิงหลักการและเชิงระบบที่ใหญ่ที่สุดด้วย

ผมจะไม่ลงในรายละเอียด แต่ในฐานะที่อยู่ในครม.ที่ออกกฎหมายนั้นด้วย ก็พอทราบถึงเหตุผลและความเป็นมาพอเล่าสู่กันฟังได้บ้าง

ความจริงแล้วการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตไม่ได้เป็นความริเริ่มของครม.ทักษิณหรือตัวดร.ทักษิณเลย เรื่องนี้มีความเป็นมามาตั้งแต่ปี๒๕๓๙ ที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกองค์การการค้าโลกหรือ WTO ทำให้ประเทศไทยต้องเปิดเสรีโทรคมนาคม ในปี ๒๕๔๐ สมัยรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จึงได้มีแผนแม่บทพัฒนากิจการโทรคมนาคมขึ้น โดยได้รับอนุมัติจากครม. ตามแผนดังกล่าวนี้มีหลักอยู่ ๓ ประการคือ

๑). ต้องยกเลิกการผูกขาดขององค์การโทรศัพท์และการสื่อสารแห่งประเทศไทย

๒). จัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อกำกับดูแลกิจการโทรคมนามคม

๓). ต้องแปรรูป กสท.และทศท.เป็นบริษัทมหาชน เพื่อที่จะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยรัฐบาลจะถือหุ้นเพียง๓๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือถือโดยประชาชน

แผนนี้ได้มีการดำเนินการต่อเนื่องโดยรัฐบาลต่อๆมา และจากหลักการ ๓ประการข้างต้นนี้เอง จึงเป็นที่มาของการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต

รัฐวิสาหกิจจำนวนมากได้รับผลประโยชน์จากสัมปทานซึ่งเกิดขึ้นได้จากความเป็นองค์กรของรัฐและใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อจะเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งมีเอกชนและประชาชนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ จึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่าผลประโยชน์จากสัมปทานนั้นควรยกให้ประชาชนผู้ถือหุ้นเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของทั้งหมดและตลอดไปหรือไม่ ข้อสรุปที่ดีสำหรับเรื่องนี้ก็คือ ผลประโยชน์ที่เกิดจากการอาศัยความเป็นรัฐไม่ควรติดตามองค์กรไปด้วยทั้งหมด จนเป็นประโยชน์แก่เฉพาะผู้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทมหาชนเท่านั้น

ในกรณีการแปรรูป ทศท. ภาษีสรรพสามิตจึงเป็นทางออก ทางออกที่เห็นร่วมกันของหน่วยงานต่างๆจำนวนมากที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการคลัง การโทรคมนาคม และด้านอื่นๆ

ไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ย่อมต้องใช้วิธีเดียวกัน

เมื่อมีการออกกฎหมายภาษีสรรพสามิตแล้ว ก็ได้มีการออกมติครม.เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกเจ้าสามารถนำเอาภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานได้ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือให้รัฐมีรายได้ในรูปของภาษีสรรพสามิต โดยผู้ประกอบการจ่ายเท่าเดิม

วิธีนี้ความจริงแล้วทำให้รัฐมีรายได้มากกว่าการคงรายได้ในรูปสัมปทานไว้ทั้งหมดด้วยซ้ำ เพราะในแต่ละปี ทศท.ส่งเงินรายได้เข้าคลังแต่เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ในขณะที่ทุกบาททุกสตางค์จากภาษีสรรพสามิตเป็นรายได้เข้าคลังทั้งหมด


ข้อกล่าวหามีว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ริเริ่มให้มีการออกกฎหมายสรรพสามิต แล้วให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานตามข้อตกลงในสัญญาสัมปทานนั้นเป็นการใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่สุจริต แทรกแซงองค์กรอิสระ กีดกันผู้ประกอบการในกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ และเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท เอไอเอส

ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ ถ้าจะอธิบายในแต่ละประเด็น ก็สามารถทำได้ไม่ยาก แต่คงไม่มีประโยชน์มากนัก ที่ควรกล่าวถึงมากกว่าและสำคัญอย่างยิ่งก็คือ ประเด็นข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาคัดค้านการออกกฎหมายสรรพสามิต และการออกมาตรการยอมให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักจากส่วนแบ่งรายได้มาก่อนแล้ว

หลังจากการออกกฎหมายและมาตรการดังกล่าว สส.ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งได้ยื่นเรื่องคัดค้านในประเด็นเดียวกันนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว

ผลปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าการออกกฎหมายและมาตรการดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน หักล้างข้อกล่าวหาเดียวกันนี้มาแล้วในทุกประเด็น

ผมได้นำข้อเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กับคำวินิจฉัยศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาไว้ด้วยแล้ว(เอกสารแนบ ๑)

ปัญหาจึงมีต่อไปว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ดังกล่าวแล้ว เหตุใดศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงยังสามารถนำประเด็นเดียวกันมาพิจารณาใหม่ได้ จนนำไปสู่ข้อสรุปว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำการทุจริตตามข้อกล่าวหา เป็นการเอื้อประโยชน์ ทำให้รัฐเสียหาย และทำให้มีทรัพย์สินมากขึ้นผิดปรกติ ร่ำรวยผิดปรกติ และต้องถูกยึดทรัพย์ในที่สุด

นี่เป็นปัญหาเชิงหลักการว่าด้วยการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และเป็นปัญหาเชิงระบบว่าด้วยการแบ่งแยกขอบเขตอำนาจหน้าที่และการถ่วงดุลกันของอำนาจอธิปไตยทั้งสาม

การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ออกเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการนั้น เป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย คู่กับความเป็นนิติรัฐ ยึดหลักนิติธรรม แตกต่างจากระบอบการปกครองที่ให้รัฐบาลอยู่เหนือกฎหมาย เป็นกฎหมายเสียเอง หรือทำหน้าที่ตัดสินคดีความได้เองด้วย

ในการแบ่งแยกอำนาจนี้ให้ฝายบริหารบริหารบ้านเมืองไปแต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย จะลงโทษใครก็ต้องใช้กฎหมายที่เขียนขึ้นโดยชอบ คือโดยความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ นั่นคือต้องมีฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากประชาชนมาทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย โดยทั่วไปแล้วก็มักกำหนดให้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติสามารถเสนอกฎหมายได้ แต่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเห็นชอบให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ได้

การจะให้ทุกคนทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้บัญญัติไว้เป็นหน้าที่ของศาล

หากฝ่ายบริหารก็ดี หรือฝ่ายนิติบัญญัติก็ดีทำผิดกฎหมาย ศาลย่อมมีหน้าที่ลงโทษได้

ตราบใดที่กฎหมายที่ออกไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ การออกกฎหมายใหม่ย่อมสามารถแก้กฎหมายที่มีอยู่แล้วเสียอย่างไรก็ได้ การออกกฎหมายให้มีเนื้อหาสาระอย่างหนึ่งอย่างใดจึงไม่อาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไปได้

หากมีผู้เห็นว่ากฎหมายที่ออกนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญก็สามารถร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ที่มีอำนาจวินิจฉัยก็คือศาลรัฐธรรมนูญ

แต่ศาลอื่นจะพิจารณาว่าการเสนอกฎหมายของฝ่ายบริหารและการเห็นชอบให้ออกกฎหมายของรัฐสภาเป็นการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ จึงไม่อาจกระทำได้

ยิ่งจะพิจารณาว่าการออกกฎหมายนั้นดีหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่ยิ่งไม่ได้ เพราะนั่นเป็นปัญหานโยบายที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบต่อสภาและประชาชน

กรณีการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนี้ ได้มีการร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว ทั้งในสาระของกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าทั้งหมดทุกประเด็นชอบด้วยกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่สุด และย่อมมีผลผูกพันศาลและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญด้วย

การที่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนำเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วขึ้นมาพิจารณาอีก และวินิจฉัยไปในทางตรงข้าม จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

๓.ปัญหาการคุ้มครองกรรมสิทธิ์เอกชนจากการยึดเป็นของรัฐ

ทรัพย์สินที่ถูกยึดในครั้งนี้เป็นเงินในบัญชีในธนาคารอย่างถูกต้องตามกฎหมายในชื่อของลูกๆและน้องของดร.ทักษิณ บุคคลเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้าราชการการเมือง ไม่มีกฎหมายให้ยึดทรัพย์บุคคลเหล่านี้ได้ จะยึดได้ก็ต่อเมื่อเงินเหล่านี้เป็นของดร.ทักษิณเอง

คตส.กล่าวหาว่าเงินนี้มาจากการขายหุ้น หุ้นที่คตส.เห็นว่าเป็นของดร.ทักษิณ

หุ้นเหล่านี้เดิมเป็นของดร.ทักษิณและภรรยาจริง

แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดว่ารัฐมนตรีจะถือหุ้นของบริษัทเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไม่ได้ หรือจะถือหุ้นของบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐก็ไม่ได้ รัฐมนตรีคนใดมีหุ้นดังกล่าวอยู่ก่อนเข้ารับตำแหน่งจึงต้องขายหรือโอนให้ผู้อื่นไปเสีย ดร.ทักษิณจึงได้โอนหุ้นที่มีอยู่ให้ลูกและน้องไปก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่ง

ข้อกล่าวหาเรื่องโอนหุ้นแบบอำพราง ถือหุ้นแทนกัน ซุกหุ้น ปกปิดทรัพย์สิน จึงเข้ามาตรงนี้

เมื่อถือว่าดร.ทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง ก็สามารถโยงไปยังเรื่องเอื้อประโยชน์ ทำให้รัฐเสียหาย มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปรกติ ร่ำรวยผิดปรกติ และดังนั้นจึงยึดทรัพย์ได้

หุ้นเป็นของใครและเงินในธนาคารเป็นของใครจึงเป็นประเด็นสำคัญเป็นอันดับแรก

คตส.กล่าวหาว่าการโอนหุ้นเป็นการโอนแบบอำพรางไม่ได้โอนจริง เหตุผลสำคัญคือ การที่ดร.ทักษิณโอนหุ้นให้ลูกนั้นซื้อขายกันในราคาถูกกว่าปรกติ เมื่อลูกรับหุ้นมาแล้วก็ไม่แสดงความเป็นเจ้าของ นานๆจะเข้าประชุมผู้ถือหุ้นครั้งหนึ่ง เวลาขายหุ้นให้เทมาเส็ค เทมาเส็คก็ไม่ได้ติดต่อกับลูกผู้มีชื่อเป็นเจ้าของหุ้น แต่กลับไปติดต่อกับลุงคือนายบรรณพจน์แทนเป็นต้น

ข้อกล่าวหาเหล่านี้มีน้ำหนักพอที่จะถือว่าหุ้นเหล่านี้ยังคงเป็นของดร.ทักษิณอยู่หรือไม่

ดร.ทักษิณโอนหุ้นให้ลูกที่บรรลุนิติภาวะแล้วและน้อง ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้

เมื่อกฎหมายอนุญาตให้โอนให้ลูกได้ การจะดูว่าซื้อขายกันในราคาเท่าไร ถูกหรือแพงผิดปรกติหรือไม่ ย่อมไม่สามารถใช้บรรทัดฐานอย่างปรกติได้ เพราะพ่ออาจจะให้ลูกเปล่าๆก็ยังได้

ส่วนการที่มีหุ้นแล้ว นานๆจะเข้าประชุมครั้งหนึ่งก็เป็นเรื่องวิธีการดูแลธุรกิจของแต่ละคนที่อาจเลือกใช้วิธีอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่เรื่องผิดปรกติ

ยิ่งเวลาขาย เทมาเส็คไม่ได้ติดต่อกับเจ้าของหุ้นเอง แต่กลับไปติดต่อกับลุง ก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องผิดปรกติที่ลูกคนหนึ่งจะไว้ใจผู้ที่เป็นพี่ชายของแม่ตนเองให้ช่วยคิดและตัดสินใจแทนตนได้

ข้อกล่าวหาดังกล่าวจึงไม่อาจทำให้หุ้นที่โอนให้ลูกไปแล้วอย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายกลับมาเป็นของพ่อไปได้

ตลอดระยะเวลาก่อนการขายหุ้น หุ้นนี้ไม่ใช่ทรัพย์สินของดร.ทักษิณ แต่เป็นของน้องและลูกอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เมื่อขายแล้วได้เงินมา ก็ไม่ได้อยู่ในบัญชีธนาคารในชื่อของดร.ทักษิณ แต่อยู่ในบัญชีของน้องและลูก

ทรัพย์สินทั้งหมดจึงเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายของน้องและลูกของดร.ทักษิณ

การที่ศาลตัดสินตามข้อกล่าวหาของคตส.ว่าทรัพย์สินยังเป็นของดร.ทักษิณ เพราะฉะนั้นจึงให้ยึดทรัพย์สินนั้นได้ มีคำถามใหญ่ๆตามมาอีกมากเช่น

ประเทศไทยเป็นประเทศเสรี รัฐธรรมนูญทุกฉบับรับรองกรรมสิทธิ์เอกชน ไม่อนุญาตให้รัฐยึดทรัพย์สินของเอกชนมาเป็นของรัฐได้ หากจะเวนคืนก็ต้องชดใช้ จะริบก็ต้องเกิดจากการกระทำผิดกฎหมายของเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น

แต่ถ้ามองจากของลูกและน้องของดร.ทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามกฎหมายอยู่ ก็จะเกิดคำถามว่าทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคนๆหนึ่งอย่างถูกต้องตามกฎหมายอาจตกเป็นของผู้อื่นไปได้ด้วยเหตุใดบ้าง และทรัพย์สินเอกชนจะถูกยึดเป็นของรัฐได้ด้วยเหตุใดบ้าง

จากกรณีที่เกิดขึ้น มีคำถามว่าการที่คนๆหนึ่งได้ทรัพย์สินเป็นหุ้นมาด้วยการซื้ออย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องเปิดเผยในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อขายให้ผู้อื่นก็ทำสัญญาด้วยตนเองเป็นนิติกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย และต่อมาก็ได้ฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สัญญานิติกรรมที่ถูกต้องในระบบของตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยและในระบบธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทย ไม่อาจปกป้องทรัพย์สินของผู้ที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายใดๆไม่ให้ทรัพย์สินเหล่านั้นต้องตกเป็นของรัฐเนื่องจากการกระทำผิดของผู้อื่นได้เลยหรือ

ในกรณีเดียวกันนี้ เมื่อมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์แล้ว ยังมีปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่น่าสนใจตามมาอีกคือ ทรัพย์สินที่เหลือจากการยึดทรัพย์เป็นของใคร

ในเมื่อศาลเห็นว่าทรัพย์สินเป็นของดร.ทักษิณจึงสั่งให้ยึดได้ ทรัพย์สินที่เหลือจากการยึดก็ต้องเป็นของดร.ทักษิณ แต่ทำไมกระทรวงการคลังสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เหลือไว้เพื่อให้ลูกของดร.ทักษิณใช้ชำระภาษีจากการขายหุ้น

แสดงว่ากระทรวงการคลังยังถือว่าทรัพย์สินที่เหลือไม่ใช่ของดร.ทักษิณ แต่เป็นของลูก โดยดูว่าเงินอยู่ในบัญชีใครก็เป็นของคนนั้น

เท่ากับว่ารัฐกำลังตีความแต่ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดกับเอกชนและความยุติธรรมเลย

ความไม่ชัดเจนในเรื่องกรรมสิทธิ์เช่นนี้อาจมีผลให้เจ้าของเงินไม่ได้เงินคืนไปได้ง่ายๆ ต้องรอไปเรื่อยๆจนกระทั่งถูกอายัด หรือยึดทรัพย์จากกรณีอื่นๆอีกก็เป็นได้

๔.จะคำนวณจำนวนทรัพย์สินที่เพิ่มมากขึ้นผิดปรกติอย่างไร

ผมได้วิจารณ์ทฤษฎีวัวกินหญ้าไว้แล้วว่าเป็นความคิดที่เลอะเทอะที่สุด ทฤษฎีนี้ดูจะไม่เป็นที่ยอมรับ และในที่สุดทรัพย์สินก็ถูกยึดไปบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด

เนื่องจากกรณีที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในระหว่างที่ทรัพย์สินอยู่ในรูปของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อจะคำนวณว่าควรยึดเท่าไรและควรคืนให้เท่าไรจึงใช้ราคาหลักทรัพย์เป็นเกณฑ์ในการคำนวณ โดยใช้วันที่ผู้ถูกกล่าวหาเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเส้นแบ่ง

นี่เท่ากับถือว่ามูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดนับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่มีการซื้อขายหุ้นเป็นการเพิ่มขึ้นโดยผิดปรกติทั้งหมด

แต่มูลค่าหุ้นขึ้นมาก จากสาเหตุอะไรแน่และจะคำนวณกันอย่างไร

หุ้นของบริษัทต่างๆส่วนใหญ่ก็ขึ้นลงตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ จากวันที่ผู้ถูกกล่าวหาเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่ขายหุ้น ก็ปรากฏว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทใหญ่ๆในตลาดหลักทรัพย์ก็ขึ้นตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์กันทั้งนั้น

การจะคิดว่ามูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะมีการออกมาตรการต่างๆเท่านั้นจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

เหตุใดจึงไม่มีการคำนวณว่ามาตรการหนึ่งๆทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเท่าใด

นอกจากนี้ยังมีคำถามต่อไปได้อีกว่า เหตุใดจึงไม่ใช้วันที่เริ่มออกมาตรการเป็นเส้นแบ่งแทนที่จะใช้วันเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นการถือว่าการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกกล่าวหาตั้งแต่ต้นจนวันที่ขายหุ้น ล้วนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นทั้งสิ้น

ลำพังการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้นย่อมไม่สามารถถือเป็นเหตุของการมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปรกติได้

เมื่อดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาหุ้นในวันที่ออกมาตรการต่างๆแล้ว ก็จะยิ่งเห็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก คือในวันที่ออกมาตรการ ๒ - ๓ มาตรการแรกๆนั้น ปรากฏว่าราคาหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ กลับต่ำกว่าวันที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มิได้สูงขึ้นอย่างที่อาจมีความเข้าใจกัน

นี่อาจเป็นสาเหตุที่ไม่อาจใช้วันที่ออกมาตรการเป็นเส้นแบ่ง เพราะถ้าใช้วันเหล่านั้น มูลค่าหุ้นที่กลับลดลงก็จะขัดแย้งกับข้อสรุปที่ว่ามาตรการต่างๆนั้นเป็นสาเหตุให้มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น

เรื่องนี้จึงจะเป็นปัญหาต่อไปว่าในกรณีที่มีการกล่าวหาว่าทรัพย์สินที่อยู่ในรูปของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มมากขึ้นผิดปรกตินั้น จะคำนวณกันอย่างไรจึงจะเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

คดียึดทรัพย์นี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่จะมีผู้คนจำนวนมากศึกษาและวิพากษ์วิจารณ์กันไปอีกนาน ผมหวังว่าความเห็นดังที่ได้เสนอมานี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจคดีนี้ โดยเฉพาะผู้ที่สนใจปัญหาจากการรัฐประหาร ปัญหาจากกระบวนการตุลาการภิวัตน์ และผู้ที่ต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และปฏิรูประบบยุติธรรมให้มีความยุติธรรมอย่างแท้จริง

คงจะนำไปใช้ประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางสร้างสรรค์ต่อไปได้บ้างตามสมควร


0000

Monday, March 8, 2010

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2553

เส้นยาแดง

สภาเพื่อใคร

แก้วุ่นวายด้วยธรรมะ

94 ปี อาจารย์ป๋วย

ผิดที่ผิดทาง

การ์ตูน เซีย 08/03/53

'ของจริง' เสียวกว่า!

วิเคราะห์คดีทักษิณ: ต่างความคิด (แต่หวังว่า) ไม่ต้องผิดใจกัน

"สุเทพ" ชงครม.ประกาศใช้ พรบ.มั่นคง พื้นที่กทม.-ปริมณฑล

หวั่น"แดง"ป่วน"มาร์ค"งดเยือน"ออสเตรเลีย" หลังคตม.ชงครม.ประกาศใช้พรบ.มั่นคงฯคุมพื้นที่กทม.-ปริมณฑล

เพื่อไทยร้องยูเอ็น โวยถูกรัฐขึ้นบัญชีดำ

"ณัฐวุฒิ"อ้างแผนลับ"ทหาร"สกัดแดงชุมนุมใหญ่ "จตุพร"ท้า"สุเทพ"สาบานมีอันเป็นไป3วัน7วันปมบึ้มบัวหลวง

"แดงโคราช"กร้าวไล่"เปรม"กลางงานพระราชทานเพลิงศพ "ตู่" ปูด"เปรม"สั่งผบช.น.เร่งจัดการนปช.

พท.ตั้งวอร์รูมติดตาม"ม็อบแดง" พร้อมช่วยเหลือปชช.ที่ชุมนุม

"ณัฐวุฒิ"บอก"มาร์ค"งดไปออซซี่ เหตุถูกผู้ใหญ่ดุ "หนีเที่ยว"

ผู้ว่าฯเชียงใหม่สั่งสำนักพระพุทธฯถกเจ้าคณะฯสกัดสงฆ์ร่วมชุมนุมใหญ่ มมร.ขู่ฟ้องใช้ชื่อเอี่ยวม็อบแดง

31 ประเทศเตือนระวังท่องเที่ยวในไทย เขมรเข้มระดับสูงสุด

‘เทือก’ออกนักเลง ขู่ทำรถพัง!

นายกฯ สมชาย

ปฏิวัติดอกกุหลาบ

ทางเลือกสุดท้าย

วันแดงเถือก

จับตาการสถาปนารัฐทหาร ผ่านพรบ. ความมั่นคงฯ

ที่มา thaifreenews


เปิดร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคง (ซอฟท์ เวอร์ชั่น) ฉบับด่วนที่สุด !

หมายเหตุ : บทความ และ/หรือ ข่าวที่เกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ... เรื่องนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ"จับตาการสถาปนารัฐทหาร ผ่านพรบ. ความมั่นคงฯ" ซึ่ง BioLawCom.De ได้สืบค้นมาจากแหล่งต่าง ๆ และนำฉบับที่น่าสนใจมารวบรวมไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ รวมทั้งใช้เป็นข้อมูล และแนวทาง สำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นนี้ ในระหว่างนักเรียน(และนัก)กฎหมาย ที่กำลังศึกษาต่ออยู่ในประเทศเยอรมนี ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นใน วันที่ 23 ธันวาคม 2550 วันเลือกตั้ง ภายหลังการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549.

biolawcom.de/article/237

เปิดร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคง (ซอฟท์ เวอร์ชั่น) ฉบับด่วนที่สุด !

(ข่าวลงวันที่ : 22/10/2550)

รายละเอียดร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไปเมื่อ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังผ่านการแก้ไขจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.)แล้ว และอยู่ระหว่างการผลักดันสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาระบุด้วยว่า ต้องการให้เสร็จเรียบร้อยภายในรัฐบาลนี้ เพื่อแก้ปัญหา ‘ความมั่นคงของชาติ’ แต่ล่าสุดคณะกรรมการประสานงานรัฐบาล-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป) ได้มีมติให้ ครม.นำร่างฉบับนี้ไปแก้ไขอีกรอบ

ถึง กระนั้น ก็ยังน่าพิจารณาตัวร่างดังกล่าวที่เพิ่งผ่าน ครม.ไป หลังจากทางกฤษฎีกาได้ปรับแก้แล้วรอบหนึ่งจากร่างแรกที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วง

0000

หตุผล :

โดยที่ ปัจจุบันมีปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีหลากหลาย มีความรุนแรง รวดเร็ว สามารถขยายตัวจนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และมีความสลับซับซ้อน จนอาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอนาคต ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ และเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชน

ดังนั้น เพื่อให้สามารถป้องกัน และระงับภัยที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที จึงสมควรกำหนดให้มีหน่วยปฏิบัติงานหลักเพื่อรับผิดชอบดำเนินการรักษาความมั่น คงในราชอาณาจักร ตลอดจนบูรณาการและประสานการปฏิบัติร่วมกับทุกส่วนราชการ ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและรักษาความมั่นคง รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่นของตน เพื่อป้องกันภยันตรายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในยามปกติ (ตัวเน้นโดยประชาไท) และในยามที่เกิดสถานการณ์อันเป็นภัยต่อความมั่นคงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งและ กำหนดให้มีมาตรการและกลไกควบคุมการใช้อำนาจเป็นการเฉพาะตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นเอกภาพจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

เนื้อหาสำคัญ (โดยรวบรัด) :

1. ให้ตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับ ‘การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร’ (ตัวเน้นโดยประชาไท) มีฐานะเป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (มาตรา 5)

2.ให้ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเป็น ผู้อำนวยการ กอ.รมน. โดยมีผู้บัญชาการทหารบกเป็นรองผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการมอบอำนาจให้รองผู้อำนวยการเป็นผู้ปฏิบัติหรือใช้อำนาจแทนได้ (มาตรา 5)

3. คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมอบหมายให้ กอ.รมน.มีอำนาจกำกับหน่วยงานรัฐตามที่ ครม.กำหนดด้วยก็ได้ (มาตรา 6)

4. ใน การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ถ้ามีความจำเป็นที่ กอ.รมน. ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐใด ครม. สามารถแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งใดๆ ใน กอ.รมน. ให้เป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นได้ หรือมีมติให้หน่วยงานนั้นมอบอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ให้ กอ.รมน. ดำเนินการแทนได้ ทั้งนี้ จะกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการใช้อำนาจนั้นไว้ด้วยก็ได้ (มาตรา 6)

5. กรณี ที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเหตุการณ์นั้นมีแนวโน้มมีอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ครม.จะมีมติให้ กอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม แก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์นั้นภายในพื้นที่ที่กำหนดได้ โดยให้ประกาศให้ทราบโดยทั่วไป (มาตรา 14)

6. ใน กรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่น คงในราชอาณาจักรในเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ให้ผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจจัดตั้งศูนย์อำนวยการเพื่อปฏิ บัติภารกิจอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างเป็นการเฉพาะก็ได้ (มาตรา 16)

7. ผู้อำนวนการ กอ.รมน.มีอำนาจสั่งเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องได้, ห้ามการเข้าออกพื้นที่, ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด, สั่งหยุดการชุมนุมหรือมั่วสุมในที่สาธารณะเมื่อปรากฏว่าก่อความไม่สะดวกในการ ใช้ที่สาธารณะและอาจก่อให้เกิดความไม่สงบ, ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคม ฯ (มาตรา 17)

8. ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายสามารถเป็นพนักงานสอบสวนได้ (มาตรา 18)

9. หากพนักงานสอบสวนเห็นว่าผู้ต้องหาคนใดกระทำผิดโดยหลงผิด รู้เท่าไม่ถึงการณ์ สามารถเปิดโอกาสให้ผู้ต้องการกลับตัวได้ โดยผู้อำนวยการจะสั่งให้เข้ารับการอบรม ณ สถานที่ที่กำหนด เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน (มาตรา 19)

10. ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพ.ร.บ.นี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีการปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (มาตรา 22)

11. เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย ถ้าได้ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งเชื่อได้ว่าชอบด้วยกฎหมายและควรแก่ เหตุ (มาตรา 23)

00000000000

ร่างฯ ที่ สคก. ตรวจพิจารณาแล้ว

เรื่องเสร็จที่ ๖๙๖ / ๒๕๕๐

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร

พ.ศ. ....

_______________

หลักการ

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร

เหตุผล

โดยที่ ปัจจุบันมีปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีหลากหลาย มีความรุนแรง รวดเร็ว สามารถขยายตัวจนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และมีความสลับซับซ้อน จนอาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอนาคต ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ และเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชน ดังนั้นเพื่อให้สามารถป้องกัน และระงับภัยที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที จึงสมควรกำหนดให้มีหน่วยปฏิบัติงานหลักเพื่อรับผิดชอบดำเนินการรักษาความมั่น คงในราชอาณาจักร ตลอดจนบูรณาการและประสานการปฏิบัติร่วมกับทุกส่วนราชการ ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและรักษาความมั่นคง รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่นของตน เพื่อป้องกันภยันตรายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในยามปกติ และในยามที่เกิดสถานการณ์อันเป็นภัยต่อความมั่นคงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งและ กำหนดให้มีมาตรการและกลไกควบคุมการใช้อำนาจเป็นการเฉพาะตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นเอกภาพจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ร่าง

พระราชบัญญัติ

การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร

พ.ศ. ....

_______________

…………………………………..

…………………………………..

…………………………………..

………………………………………………………………………………………………………………….………….

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร

พระราชบัญญัติ นี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๘ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกำหมาย

………………………………………………………………………………………………………………….………….

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. ....”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้

“การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร” หมายความว่า การดำเนินการเพื่อควบคุม แก้ไข และฟื้นฟูสถานการณ์ใด ที่เป็นภัยหรืออาจเป็นภัยให้กลับสู่สภาวะปกติเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ และให้หมายความรวมถึงการป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์เช่นนั้นด้วย

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร

“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร

“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นของรัฐ แต่ไม่รวมถึงศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งผู้อำนวยการแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

“จังหวัด” หมายความรวมถึงกรุงเทพมหานคร

“ผู้ว่าราชการจังหวัด” หมายความรวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

หมวด ๑

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร

--------------------------

มาตรา ๕ ให้จัดตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร เรียกโดยย่อว่า “กอ.รมน.” ขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร

ให้ กอ.รมน. มีฐานะเป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมน ตรี โดยมีวิธีการปฏิบัติราชการและการบริหารงาน การจัดโครงสร้างการแบ่งส่วนงานและอำนาจหน้าที่ของส่วนงานภายใน กอ.รมน.ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

ให้ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเป็นผู้อำนวยนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณา จักร เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างใน กอ.รมน. และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของ กอ.รมน. โดยมีผู้บัญชาการทหารบกเป็นรองผู้อำนวยการ

ใน การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้อำนวยการจะมอบอำนาจเป็นหนังสือให้รองผู้อำนวยการเป็นผู้ปฏิบัติหรือใช้อำนาจ แทนก็ได้

ผู้ อำนวยการอาจแต่งตั้งผู้ช่วยผู้อำนวยการจากข้าราชการในสังกัด กอ.รมน. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นได้ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงโครงสร้างและการแบ่งส่วนงานภายในของ กอ.รมน.

ให้ มีเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรซึ่งผู้อำนวยการแต่งตั้ง จากเสนาธิการทหารบกเพื่อรับผิดชอบงานอำนวยการและธุรการของ กอ.รมน.

รอง ผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร มีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างใน กอ.รมน.รองจากผู้อำนวยการและมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่ผู้อำนวยการกำหนด

ให้ ผู้อำนวยการมีอำนาจทำนิติกรรม ฟ้องคดี ถูกฟ้องคดี และดำเนินารทั้งปวงเกี่ยวกับคดีอันเกี่ยวเนื่องกับอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. ทั้งนี้ โดยกระทำในนามของสำนักนายกรัฐมนตรี

มาตรา ๖ ให้ กอ.รมน. มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงในราชอา ณาจักรและรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

(๒) อำนวยการในการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ในเรื่องที่คณะรัฐมนตรี หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติมอบหมาย ในการนี้ให้มีอำนาจหน้าที่เสนอแผนและแนวทางในการปฏิบัติงานและ

ดำเนินการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามแผนและแนวทางนั้น

(๓) อำนวยการ ประสานงาน และเสริมการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามแผนและแนวทาง ในการปฏิบัติงานตาม (๒) ในการนี้คณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ กอ.รมน .มีอำนาจในการกำกับการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดด้วยก็ ได้

(๔) เสริมสร้างให้ประชาชนตระหนักในหน้าที่ที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร และความสงบเรียบร้อยของสังคม

(๕) ดำเนินการอื่นตามที่กำหมายบัญญัติหรือตามที่คณะรัฐมนตรี สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ใน การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ถ้ามีความจำเป็นที่ กอ.รมน. ต้องใช้อำนาจหรือหน้าที่ตามกฎหมายใดที่อยู่ในอำนาจหน้าที่หรือความรับผิดชอบของหน่วยงานของ รัฐใด ให้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ใน กอ.รมน. เป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้น หรือมีมติให้หน่วยงานของรัฐนั้นมอบอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายในเรื่อง ดังกล่าว ให้ กอ.รมน. ดำเนินการแทนหรือมีอำนาจดำเนินการด้วยภายในพื้นที่และภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการใช้อำนาจนั้นไว้ด้วยก็ได้

มาตรา ๗ นอกจากการมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่น ดินแล้ว บรรดาอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการตามพระราชบัญญัตินี้ผู้อำนวยการจะมอบอำนาจให้ ผอ.รมน.ภาค ผอ.รมน.จังหวัด หรือผู้อำนวยการศูนย์ตามมาตรา ๑๖ ปฏิบัติแทนก็ได้

มาตรา ๘ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้หน่วยงานของรัฐจัดส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐไปปฏิบัติหน้าที่ใน กอ.รมน. ตามที่ผู้อำนวยการร้องขอ และให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลหรือองค์กรอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ทำนองเดียวกัน ของหน่วยงานของรัฐนั้น จัดให้หน่วยงานของรัฐที่จัดส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐไปปฏิบัติหน้าที่ยัง กอ.รมน. มีอัตรากำลังแทนตามความจำเป็นแต่ไม่เกินจำนวนอัตรากำลังที่จัดส่งไป

มาตรา ๙ ให้มีคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรคณะหนึ่ง ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสานสนเทศและการสื่อสารปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการอำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการ

ทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอัยการสูงสุด เป็นกรรมการและให้เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรเป็นกรรมการ และเลขานุการและให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งข้าราชการใน กอ.รมน. เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ไม่เกินสองคน

ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่กำกับ ให้คำปรึกาและเสนอแนะต่อ กอ.รมน.ในการปฏิบัติงานในอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. รวมตลอดทั้งอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) วางระเบียบเกี่ยวกับการอำนวยการและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร

(๒) วางระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ กอ.รมน. กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด

(๓) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการงบประมาณ การเงินการคลัง การพัสดุและการจัดการทรัพย์สินของ กอ.รมน.

(๔) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น

มาตรา ๑๐ เมื่อมีกรณีจำเป็นในอันที่จะรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรในพื้นที่ของกองทัพ ภาคใด คณะกรรมการโดยข้อเสนอแนะของผู้อำนวยการจะมีมติให้กองทัพภาคนั้นจัดให้มีกองอำนวยการรักษาความมั่น คงภายในภาค เรียกโดยย่อว่า “กอ.รมน.ภาค” ก็ได้

ให้ กอ.รมน.ภาค เป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อ กอ.รมน. โดยมีแม่ทัพภาคเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค เรียกโดยย่อว่า “ผอ.รมน.ภาค” มีหน้าที่รับผิดชอบและสนับสนุนการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรในเขตพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคตามที่ผู้อำนวยการมอบหมาย

เพื่อประโยชน์ ในการปฏิบัติหน้าที่ของ กอ.รมน.ภาค ให้ผู้อำนวยการมีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการและลูกจ้างของกองทัพภาค รวมตลาดทั้งข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในเขตพื้นที่ให้มาปฏิบัติงานประจำหรือเป็น ครั้งคราวใน กอ.รมน.ภาคได้ ตามที่ ผอ.รมน.ภาค เสนอ และให้นำความในมาตรา ๘ มาใช้บังคับกับการสั่งการของผู้อำนวยการในกรณีนี้ด้วยโดยอนุโลม

ผอ. รมน.ภาค เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างที่ได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติงานใน กอ.รมน.ภาค และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของ กอ.รมน.ภาค

การจัด โครงสร้าง การแบ่งส่วนและอำนาจหน้าที่ อัตรากำลัง และการบริหารงานของส่วนงานภายใน กอ.รมน.ภาค ให้เป็นไปตามที่ผู้อำนวยการกำหนดตามข้อเสนอแนะของ ผอ.รมน.ภาค

ให้ กอ.รมน. และกองทัพภาคให้การสนับสนุนด้านบุคลากร งบประมาณ และทรัพย์สิน ในการปฏิบัติงานของ กอ.รมน.ภาค ตามที่ ผอ.รมน.ภาค ร้องขอ

มาตรา ๑๑ เพื่อประโยชน์ในการสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหรือป้องกันภัยที่จะมีมา ให้ ผอ.รมน.ภาค ตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค ขึ้นคณะหนึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าคน แต่ไม่เกินห้าสิบคนโดยแต่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนในพื้น ที่ทุกภาคส่วน มีหน้าที่ในการเสนอแนะการแก้ไขปัญหาหรือป้องกันภัยที่จะมีมา และให้คำปรึกาในเรื่องใดตามที่ ผอ.รมน.ร้องขอ

มาตรา ๑๒ เพื่อประโยชน์ในการสนับสนุน ช่วยเหลือ และปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน.ภาค ตามมาตรา ๑๐ ผอ.รมน.ภาค โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้อำนวยการจะตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่น คงภายในจังหวัด เรียกโดยย่อว่า “กอ.รมน.จังหวัด” ขึ้นในจังหวัดที่อยู่ในเขตของกองทัพภาคเป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อ กอ.รมน.ภาค มีหน้าที่รับผิดชอบและ

สนับ สนุนการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบของจังหวัดนั้น ตามที่ผู้อำนวยการมอบหมาย และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด เรียกโดยย่อว่า “ผอ.รมน.จังหวัด” เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของ กอ.รมน.จังหวัด

การจัด โครงสร้าง การแบ่งส่วนและอำนาจหน้าที่ อัตรากำลัง และการบริหารงานของส่วนงานภายใน กอ.รมน.จังหวัด ให้เป็นไปตามที่ผู้อำนวยการกำหนด

ให้ กอ.รมน. และจังหวัดให้การสนับสนุนด้านบุคลากร งบประมาณ และทรัพย์สิน ในการปฏิบัติงานของ กอ.รมน.จังหวัด ตามที่ ผอ.รมน.จังหวัด ร้องขอ และให้นำความในมาตรา ๘ มาใช้บังคับกับ กอ.รมน.จังหวัด ด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๑๓ เพื่อประโยชน์ในการสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหรือป้องกันภัยที่จะมีมา ให้ ผอ.รมน.จังหวัด ตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา กอ.รมน.จังหวัด ขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่าสิบห้าคนแต่ไม่เกินสามสิบคน โดยแต่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนในพื้นที่ทุกภาคส่วน มีหน้าที่ในการเสนอแนะการแก้ไขปัญหาหรือป้องกันภัยที่จะมีมา และให้คำปรึกษาในเรื่องใดตามที่ ผอ.รมน.จังหวัด ร้องขอ

หมวด ๒

ภารกิจการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรเฉพาะเรื่องของ กอ.รมน.

_____________________

มาตรา ๑๔ ในกรณีที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเหตุการณ์นั้นมีแนวโน้มที่จะมีอยู่ต่อไปเป็นเวลานานทั้งอยู่ในอำนาจหน้าที่ หรือความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานของรัฐหลายแห่งคณะรัฐมนตรีจะมีม ติให้ กอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักรนั้นภายในพื้น ที่ที่กำหนดได้ทั้งนี้ ให้ประกาศให้ทราบโดยทั่วไป

ใน กรณีที่เหตุการณ์ตามวรรคหนึ่งสิ้นสุดลงหรือสามารถดำเนินการแก้ไขได้ตามอำนาจหน้า ที่ของหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้ตามปกติ ให้นายกรัฐมนตรีประกาศให้อำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. ที่ได้รับมอบหมายตามวรรคหนึ่งสิ้นสุดลง

มาตรา ๑๕ ในการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายตามมาตรา ๑๔ ให้ กอ.รมน. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) ป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักรตามที่ได้รับมอบหมายตามมาตรา ๑๔

(๒) จัดทำแผนการดำเนินการตาม (๑) เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบ

(๓) กำกับ ติดตาม และเร่งรัดหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ หรือบูรณาการในการดำเนินการให้เป็นไปตามแผนตาม (๒)

(๔) สั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีพฤติกรรมว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจัก ร หรือเป็นอุปสรรคต่อการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรออกจากพื้นที่ที่กำหนด

ในการจัดทำแผนตาม (๒) ให้ กอ.รมน. ประชุมหารือกับสภาความมั่นคงแห่งชาติและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย

ใน กรณีที่มีคำสั่งตาม (๔) แล้วให้ กอ.รมน. แจ้งให้หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดทราบพร้อมด้วยเหตุผล และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งได้รับคำสั่งให้ออกจากพื้นที่นั้น ไปรายงานตัวยังหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดโดยเร็ว ในการนี้ให้หน่วยงานของรัฐเจ้าสังกัดดำเนินการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ หรือพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าว

มาตรา ๑๖ ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่น คงในราชอาณาจักรในเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ให้ผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจจัดตั้งศูนย์อำนวยการเพื่อปฏิ บัติภารกิจอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างเป็นการเฉพาะก็ได้

โครง สร้าง อัตรากำลัง การบริหารจัดการ อำนาจหน้าที่ การกำกับติดตามหรือบังคับบัญชาศูนย์อำนวยการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่ผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้นำความในมาตรา ๘ มาใช้บังคับกับศูนย์อำนวยการตามวรรคหนึ่งด้วยโดยอนุโลม โดยให้อำนาจผู้อำนวยการเป็นอำนาจของผู้อำนวยการศูนย์

มาตรา ๑๗ เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไข หรือบรรเทาเหตุการณ์ภายในพื้นที่ตามมาตรา ๑๔ ให้ผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด ดังต่อไปนี้

(๑) ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการหรืองดการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด

(๒) ห้ามเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้น

(๓) ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด

(๔) ให้ยุติการชุมนุมหรือมั่วสุมกันในที่สาธารณะ เมื่อปรากฏว่าการชุมนุมหรือมั่วสุมนั้นก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ประชาชนในการ ใช้ที่สาธารณะและอาจก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นได้

(๕) ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน

(๖) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ

(๗) ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดอันเกี่ยวกับเครื่องมือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน

มาตรา ๑๘ ในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๕ (๑) ให้ผู้อำนวยการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ผู้อำนวยการมอบหมาย เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ใช้อำนาจในฐานะดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันระหว่าง กอ.รมน. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

มาตรา ๑๙ ภายในเขตพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ กอ.รมน.ดำเนินการตามมาตรา ๑๔ ถ้าพนักงานสอบสวนเห็นว่าผู้ต้องหาคนใดได้กระทำความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่น คงในราชอาณาจักรตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดเพราะหลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหานั้นกลับตัว

จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนสำหรับผู้ต้องหาคนนั้น พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้อำนวยการ

ถ้า ผู้อำนวยการเห็นชอบด้วยกับความเห็นของพนักงานสอบสวน ผู้อำนวยการจะสั่งให้ผู้ต้องหาดังกล่าวเข้ารับการอบรม ณ สถานที่ที่กำหนด เป็นเวลาไม่เกินหกเดือน และปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นที่กำหนดแทนการดำเนินคดีก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

การดำเนินการตามว รรคสอง จะกระทำได้ต่อเมื่อผู้ต้องหายินยอมเข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว และเมื่อผู้ต้องหาได้เข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาตามอำนาจหน้า ที่ต่อไป และเมื่อพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้ว ผู้ใดจะฟ้องผู้ต้องหาสำหรับการกระทำที่ต้องหานั้นอีกไม่ได้

มาตรา ๒๐ ในการใช้อำนาจของ กอ.รมน. ตามมาตรา ๑๕ (๑) ถ้าก่อให้เกิดความเสียหายกับประชาชนผู้สุจริต ให้ กอ.รมน. จัดให้ผู้นั้นได้รับการชดเชยความเสียหายตามควรแก่กรณีตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมน ตรีกำหนด

มาตรา ๒๑ พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ภายในพื้นที่ที่กำหนดตามมาตรา ๑๔ อาจได้รับค่าตอบแทนพิเศษตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

พนักงาน เจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งผู้ใดเจ็บป่วย เสียชีวิต ทุพพลลาภ พิการ หรือสูญเสียอวัยวะ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์อื่นนอกเหนือจากที่มีกฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๒๒ บรรดาข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชบัญญัตินี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

มาตรา ๒๓ ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย ถ้าได้กระทำตามคำสั่งขอผู้บังคับบัญชา โดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำที่พอสมควร แก่เหตุ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่า ด้วยความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับผู้ที่ช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมพระราชบัญญัตินี้ด้วยโดยอนุโลม

หมวด ๓

บทกำหนดโทษ

__________________

มาตรา ๒๔ ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา ๑๗ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บทเฉพาะกาล

___________________

มาตรา ๒๕ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และอัตรากำลังของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๐๕ / ๒๕๔๙ เรื่อง การจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ มาเป็นของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๒๖ ให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๒๐๗ / ๒๕๔๙ เรื่อง การบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นศูนย์อำนวยการที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

.............................................

นายกรัฐมนตรี

แดงฮอลแลนด์ไอเดียแจ่ม ประมูลภาพเขียนเปลือยแม่นาค หาทุนหนุนชุมนุมใหญ่14มีนา

ที่มา Thai E-News



ประมูลภาพเขียนเปลือยแม่นาค-แดงกังหันลม หรือเสื้อแดงไทยในเนเธอร์แลนด์เปิดประมูลภาพเขียนประวัติศาสตร์"ร่างเปลือยแม่นาค"เพื่อหาทุนหนุนช่วยพี่น้องชาวไทยที่จัดการชุมนุมใหญ่ในสุดสัปดาห์นี้ ราคาเริ่มต้นที่ 143 ยูโร


โดย พอกันธี อำมาตยา รายงานจากเนเธอร์แลนด์
8 มีนาคม 2553

RED ON THE ROCK
LET'S ROCK FOR DEMOCRACY
ภาพเขียนประวัติศาสตร์ ภาพเดียวในโลกเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยร่วมกับพี่น้องคนไทยทั่วโลก


กลุ่มคนรักประชาธิปไตยในประเทศเนเธอร์แลนด์ ขอร่วมส่งพลังแรงใจให้พี่น้องเสื้อแดงในประเทศไทยในการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ครั้งนี้กลุ่มกังหันแดงได้จัดให้มีการประมูลภาพเขียนสีอะคริลิค ภาพเขียนประวัติศาสตร์เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย โดยเปิดให้มีการประมูลทางอินเตอร์เน็ตตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ราคาเริ่มต้น ที่ 143 ยูโร ปิดทำการประมูลในวันเสาร์ที่ 13 มีนาคม เวลา 6 โมงเย็น ตามเวลาในประเทศไทย สำหรับรายละเอียดภาพเขียน มีดังนี้

ชื่อภาพ :ร่างเปลือยของแม่นาค
ศิลปิน :เบื่อ ศักดินา
Canvas : 24"x 30 " Acrylic.
เทคนิค : ขีดถูไถ ตวัดพู่กันไปๆมาๆ


รายได้ที่เกิดจากการประมูลครั้งนี้จะนำไปช่วยเหลือเป็นทุนเสบียงให้กับพี่น้องเสื้อแดงในการต่อสู้ครั้งนี้ และจะประกาศรายได้จากการประมูลฯทางไทยอีนิวส์ และเวปพี่น้องเสื้อแดงอื่นๆ ตามความเหมาะสม เพื่อแจ้งส่งมอบเงินรายได้จากการประมูลให้พี่น้องเสื้อแดงได้ืทราบ

ท่านใดที่รักในงานศิลปะและรักประชาธิปไตย ปรารถนาที่จะเข้าร่วมการประมูลภาพเขียนประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ เชิญติดต่อ

email:rednederland@gmail.com หรือ
โทร.+31622378780 ประธานเรดอินฮอลแลนด์ คุณเกิดศิริ ธรรมสัตย์
โทร.+31650578304 รองประธานฯ คุณศศิมา บุญรอด
โทร.+31624154693 ผู้ประสานงาน คุณพอกันธี อำมาตยา


พร้อมกันนี้ทางกลุ่มกังหันแดงยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อร่วมในการต่อสู้ครั้งนี้ โดยจะประกาศแจ้งให้ท่านได้ทราบในโอกาสต่อไป

แดงฝรั่งเศสชุมนุมใหญ่หอไอเฟล ระดมทุนหนุนการต่อสู้เพื่อมาตุภูมิ

ที่มา Thai E-News




โดย ขวัญใจ เนตรแสงศรี รายงานจากฝรั่งเศส
8 มีนาคม 2553



เสื้อแดงไทยในฝรั่งเศส(Rouge-france)ได้มีการประชุมในวันที่ 6 มีนาคม 2553 ของกลุ่มแดงรูแบร์ ( Roubaix ) กับแดงปารีส ( Paris ) ในที่ประชุมใด้มีการลงมติบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 มีนาคม 53 ที่จะถึงนี้โดยผ่านเว็บไซต์คนไทยพิทักษ์ประชาธิปไตย

พวกเรา Rouge-france ต้องการแสดงให้กลุ่มอำมาตย์ใด้รับรู้ว่าการกระทำของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยเป็นการกระทำที่ใช้อำนาจเผด็จการ เพื่อต้องการทำลายล้างอำนาจอธิปไตยของประชาชน Rouge-franceไม่ยอมรับการกระทำใดๆของพวกท่าน เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ขออนุญาตนำรายชื่อพี่น้องที่สนับสนุนเงินบริจาคลงประกาศใน เว็บไซต์ thaienews เพราะเงินทุกบาทของพี่น้องทุกท่านจะใด้สร้างขัวญและกำลังใจให้กับผู้ชุมนุม

รายชื่อผู้บริจาคสายแดงรูแบร์ ( Roubaix )

คุณ สนิท โพธิษา 50 ยูโร
คุณขัวญใจ เนตรแสงศรี 50 ยูโร
คุณเยาวภา แก้วดี 30 ยูโร
คุณนิภาภรณ์ บัวแดง 10 ยูโร
คุณสมบูรณ์ บัวศรี 20 ยูโร
คุณนที ชินหัวดง 10 ยูโร
คุณสุพรรณ พนมใส 20 ยูโร
คุณวิชัย สวงโท 10 ยูโร
คุณชูพงษ์ แซ่ตั้ง 20 ยูโร
คุณช่อเตียง แซ่ตั้ง 10 ยูโร
คุณวิซิต โพธิษา 10 ยูโร
คุณอุดม พลขันธ์ 30 ยูโร
คุณเลิศ บัวบาน 30 ยูโร
คุณไพโรจน์ ศรีโพธิ์ 20 ยูโร
คุณนิว ไทสง 10 ยูโร
คุณวลีพร ชาญประดิษฐ์ 40 ยูโร
คุณมุนินทร์ วงษ์ชาลี 20 ยูโร
คุณใจหาญ มังคะละกุล 20 ยูโร

รายชื่อผู้บริจาคสายปารีส(Paris)

คุณมนู มิ่งชัย 100 ยูโร
คุณวิไลลักษณ์ สีหราช 100 ยูโร
คุณประยุทธ โพธิษา 100 ยูโร
คุณสมควร จิตรดาพร 30 ยูโร
คุณอภิชาติ หาวารี 20 ยูโร

ประกาศข่าวจาก Rouge-france (แดงฝรั่งเศส) สำหรับผู้ที่มีใจรักความเป็นธรรมและรักประชาธิปไตยร่วมใจสีแดงเพื่อแสดงพลังของมวลชนว่าพวกเราขอต่อต้านการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม อย่าใช้อำนาจปืนมาเข่นฆ่าประชาชนเพราะปืนทุกกระบอกลูกปืนทุกลูกมาจากภาษีของประชาชน รักประชาธิปไตย รักประเทศไทย อย่าลืมมารวมตัวกันที่ TOUR EIFFEL(หอเอเฟิล)ในวันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2553 เวลา 14.30 น.ของฝรั่งเศสเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ว่าพวกเราRouge-franceคนไทยไกลถิ่นไม่ทอดทิ้งมาตุภูมิ

สำหรับท่านที่ต้องการบริจาคเพิ่มเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ชุมนุมทางเมืองไทยติดต่อตามรายชื่อที่อยู่ด้านล่างนี้

-คุณขวัญใจ เนตรแสงศรี เบอร์ : 0366646288 / 0667320655

-แดงสายปารีส คุณมนู มิ่งชัย เบอร์ : 0148573403 / 0614743573 , คุณวิไลลักษณ์ สีหราช เบอร์ : 0143838607 / 0623586389

ขอบคุณทุกท่านที่ใด้ร่วมกันบริจาคในครั้งนี้และพร้อมที่จะเดินในเส้นทางอุดมการณ์อันเดียวกัน

ขอเตือนทหารอย่าเสี่ยงดีกว่า:ปราบประชาชนโทษถึงประหาร

ที่มา Thai E-News




สนธิสัญญากรุงโรม (Rome Statue) นักกฎหมายระหว่างประเทศจะทราบดี ส่วนศาลที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้จะเป็นศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal court : ICC) และได้มีการตัดสินประหารชีวิตผู้นำของประเทศต่างๆมามากแล้ว จึงขอให้พิจารณาชั่งใจให้ดี และนำทหารกลับกรมกองเสีย ปล่อยให้การเมืองแก้ปัญหาด้วยการเมือง


โดย Pegasus
8 มีนาคม 2553

หลังจากกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสมัยนาซีเยอรมันแล้ว โลกก็ได้ตระหนักถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง

ต่อมามีกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอดีตยูโกสลาเวียและรวันดาที่โด่งดังไปทั่วโลกแล้ว และผู้นำทั้งสองประเทศที่ได้สั่งฆ่าประชาชนก็ได้รับโทษไปแล้วเช่นเดียวกับกรณีของเขมรแดง

ที่น่าสนใจคือเจ้าของสื่อในประเทศรวันดา ที่ยุยงให้มีการฆ่าประชาชนเผ่าอื่นด้วยหลักฐานที่บอกว่าคนเผ่าอื่นนั้นเป็นเหมือนแมลงสาปก็ได้ถูกตัดสินประหารชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว

ขอย้ำอีกทีว่านี่ไม่ใช่ความฝันแต่เป็นความจริง และประการสำคัญคือทหารที่เกี่ยวข้องกับกรณีเช่นนี้ จะมีความผิดอย่างไรก็ขอให้ติดตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องนี้ให้ดี

ขอเตือนด้วยความปรารถนาดีกว่า ไม่มีอำนาจใดๆในประเทศนั้นๆจะต่อต้านอำนาจของชุมชนระหว่างประเทศได้ ทหารที่กระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศต้องขึ้นศาลระหว่างประเทศโดยปราศจากการคุ้มครองจากอำนาจมืดใดๆ และไม่แน่อำนาจมืดใดๆนั้นก็อาจกำลังต่อคิวขึ้นศาลต่อจากเหล่าทหารหรืออาจจะนำหน้าถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้วก็ได้

เพื่อให้รู้ว่าไม่ได้ดำน้ำหรืออำกันเล่น จะขอแปลแบบสรุปความในแต่ละมาตราให้พอเข้าใจและหวังว่าพี่น้องทหารจะไม่กระทำความผิดในครั้งนี้เพราะจะไม่มีใครยอมท่านอีกแล้ว


Article 28

Responsibility of commanders and other superiors

ความรับผิดของผู้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นอื่นๆ

In addition to other grounds of criminal responsibility under this Statute for crimes within the jurisdiction of the Court:

A military commander or person effectively acting as a military commander shall be criminally responsible for crimes within the jurisdiction of the Court committed by forces under his or her effective command and control, or effective authority and control as the case may be, as a result of his or her failure to exercise control properly over such forces, where:
ผู้บังคับหน่วยทหาร หรือผู้ใดที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บังคับหน่วยทหาร จะรับผิดทางอาญาเมื่อกำลังทหารนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของตน หรือ เกิดจากความล้มเหลวในการควบคุมอย่างเหมาะสมต่อกำลังนั้น


(i) That military commander or person either knew or, owing to the circumstances at the time, should have known that the forces were committing or about to commit such crimes; and

ผู้บังคับหน่วยทหารหรือบุคคลใดนั้นไม่ว่าจะรู้หรือรับผิดชอบในเวลานั้น ควรทราบว่ากำลังของตนกำลังกระทำอาชญากรรม

(ii) That military commander or person failed to take all necessary and reasonable measures within his or her power to prevent or repress their commission or to submit the matter to the competent authorities for investigation and prosecution.
ผู้บังคับหน่วยทหารหรือบุคคลใดนั้น ล้มเหลวในการวางมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดและรับผิดชอบภายใต้อำนาจเพื่อป้องกัน หรืออดกลั้นต่อภาระที่ได้รับ หรือเสนอกรณีนั้นต่อผู้มีอำนาจหน้าที่สำหรับการสอบสวนและฟ้องร้อง

(b) With respect to superior and subordinate relationships not described in paragraph (a), a superior shall be criminally responsible for crimes within the jurisdiction of the Court committed by subordinates under his or her effective authority and control, as a result of his or her failure to exercise control properly over such subordinates, where:

ตามวรรคแรก จากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาจะรับผิดทางอาญาสำหรับอาชญากรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา ภายใต้การควบคุมของตน เนื่องจากความล้มเหลวในการแสดงการควบคุมที่เหมาะสมต่อผู้ใต้บังคับบัญชานั้น เมื่อ


(i) The superior either knew, or consciously disregarded information which clearly indicated, that the subordinates were committing or about to commit such crimes;

ผู้บังคับบัญชาได้ทราบหรือไม่สนใจข้อมูลอย่างที่วิญญูชนพึงทำ ซึ่งแสดงชัดว่า ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำหรือกำลังจะกระทำอาชญากรรม

(ii) The crimes concerned activities that were within the effective responsibility and control of the superior; and

อาชญากรรมนั้นเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการภายใต้ความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชานั้น และ

(iii) The superior failed to take all necessary and reasonable measures within his or her power to prevent or repress their commission or to submit the matter to the competent authorities for investigation and prosecution.

ผู้บังคับบัญชาล้มเหลวที่จะมีมาตรการที่จำเป็นและมีเหตุผล ภายใต้อำนาจของตนในการป้องกันและอดกลั้นต่อการทำภารกิจ หรือส่งกรณีนั้นให้กับหน่วยงานผู้มีอำนาจในการสอบสวนและฟ้องร้อง

Article 33

Superior orders and prescription of law

1. The fact that a crime within the jurisdiction of the Court has been committed by a person pursuant to an order of a Government or of a superior, whether military or civilian, shall not relieve that person of criminal responsibility unless:

ความจริงที่ว่าอาชญากรรมที่ได้กระทำโดยบุคคลที่กระทำตามคำสั่งของรัฐบาลหรือผู้บังคับบัญชา ไมว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือนก็ตาม จะไม่สามารถนำมาอ้างได้จากความรับผิดทางอาญา ยกเว้น

(a) The person was under a legal obligation to obey orders of the Government or the superior in question;

บุคคลนั้นอยู่ภายใต้ความผูกพันที่จะต้องเชื่อฟังคำสั่งของรัฐบาลหรือผู้บังคับบัญชา (ประเทศไทยมีข้อยกเว้นไว้ว่า ทหารจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การนำอาวุธสงครามมาใช้ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเพราะเกินกว่าเหตุของการเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเปรียบได้กับตำรวจ ดังนั้น ทหารจะไม่สามารถยกข้ออ้างนี้มาเพื่อพ้นผิดได้)

(b) The person did not know that the order was unlawful; and

บุคคลนั้นไม่รู้ว่า คำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ (กรณีนี้ทหารไทยไม่ได้รับการยกเว้นจาก ข้อบังคับทหารที่ระบุไว้แล้ว)

(c) The order was not manifestly unlawful.

คำสั่งนั้นไม่แน่ชัดว่าผิดกฎหมายหรือไม่ (ทหารไทยผิดกฎหมายตั้งแต่นำอาวุธสงครามออกมาใช้กับประชาชนซึ่งไม่ใช่คู่สงครามแล้ว)

2. For the purposes of this article, orders to commit genocide or crimes against humanity are manifestly unlawful.

กรณีคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ(กรณีนี้คือประชาชนคนไทยซึ่งชุมชนระหว่างประเทศถือว่าเป็นมนุษยชาติ ไม่ใช่ทาสของใคร) เป็นการกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง (ซึ่งหมายความว่า ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับการเอาอาวุธมายิงใส่ประชาชนต้องผิดกฎหมายในทุกกรณี)


มาตราที่ยกขึ้นมานี้มาจากสนธิสัญญากรุงโรม (Rome Statue) นักกฎหมายระหว่างประเทศจะทราบดี ส่วนศาลที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้จะเป็นศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal court : ICC) และได้มีการตัดสินประหารชีวิตผู้นำของประเทศต่างๆมามากแล้ว

สำหรับกรณีนี้เป็นเรื่องของทหารที่จับอาวุธโดยเฉพาะ จึงขอเตือนไว้ด้วยความหวังดี และกรณีที่เป็นผู้บังคับบัญชาแต่ทำเป็นว่าไม่อยู่ให้ผู้อื่นรักษาราชการแทน ก็ไม่พ้นความผิดนี้ได้ ดังรายละเอียดที่ได้แสดงมาแล้วนี้ จึงขอให้พิจารณาชั่งใจให้ดี และนำทหารกลับกรมกองเสีย ปล่อยให้การเมืองแก้ปัญหาด้วยการเมือง มนุษยชาติเดินทางมาไกลเกินกว่าจะเป็นทาส หรือไพร่แล้วและ ชุมชนระหว่างประเทศไม่เคยให้อภัยสำหรับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเพราะเขาถือว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน

อำนาจอำมาตย์ที่เป็นสิ่งโบราณเปรียบเสมือนสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์นั้นคุ้นเคยแต่การกดขี่ประชาชนด้วยอำนาจภายในประเทศ สนธิสัญญากรุงโรมที่ยกมาให้พิจารณานี้ แม้ว่าจะยังไม่มีใครนำมาใช้กับประเทศไทย แต่คราวนี้อาจเป็นครั้งแรก และความจริงก็คือมีการตัดสินมาแล้วหลายครั้งล้วนแต่เป็นเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติทั้งสิ้นและโทษที่ตัดสินมักเป็นการประหารชีวิต

ดังนั้นขอเตือนอีกครั้งว่าอย่าเสี่ยง

****************

วันสตรีสากล คนงานสตรี และผู้หญิงเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News




โดย เปลวเทียน ส่องทาง
8 มีนาคม 2553

บทความเกี่ยวเนื่อง:เจตนารมณ์ "วันสตรีสากล" กับเนื้อหาที่ถูกบิดเบือนซ้ำซ้อน

วันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1857 (พ.ศ.2400) กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า รัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พากันลุกฮือประท้วงให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิของพวกเธอ แต่สุดท้ายกลับมีผู้หญิงถึง 119 คนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ด้วยการที่มีคนลอบวางเพลิงเผาโรงงานที่พวกเธอนั่งชุมนุมกันอยู่

ในปี ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450) กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาทนไม่ไหวต่อการเอารัด เอาเปรียบ กดขี่ ทารุณ ของนายจ้างที่ใช้งานพวกเธอเยี่ยงทาส เนื่องจากกรรมกรหญิงเหล่านี้ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีประกันการใช้แรงงานใดๆ เป็นผลให้เกิดความเจ็บป่วยล้มตายตามมาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่กลับได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด และหากตั้งครรภ์ก็ถูกไล่ออก

จึงมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คืนมา และมี"คลาร่า เซทคิน"นักการเมืองสตรีสายแนวคิดสังคมนิยม ชาวเยอรมัน เป็นผู้นำสำคัญในการเคลื่อนไหว

บทบาทของ"คลาร่า เซทคิน" นั้น เป็นแกนนำสำคัญในการต่อต้านอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งพรรคนาซี และต่อต้านการใช้อำนาจเผด็จการ โดยเธอได้กล่าวสุนทรพจน์โจมตีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์อย่างรุนแรง จนถึงปี ค.ศ.1933 พรรคนาซีเยอรมันเข้ารวบอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์มีอำนาจในการปกครองอย่างเด็ดขาด ทำให้คลาร่า เซทคิน ต้องยุติบทบาทนักการเมืองสายแนวคิดสังคมนิยม ก่อนถูกรัฐบาลตามล่ากวาดล้างจนต้องลี้ภัยไปใช้ชีวิตที่ประเทศรัสเซียแทน และถึงแก่กรรมในปีเดียวกัน

คลาร่า เซทคิน มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคให้กับสตรี อีกทั้งยังทำงานเพื่อสตรีมาโดยตลอด ทำให้คลาร่า ได้รับการขนานนามจากกลุ่มองค์กรสตรีนานาชาติว่าเป็น "มารดาแห่งการเคลื่อนไหวสตรีสากล"

ในการเคลื่อนไหวของคนงานหญิง ได้มีการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 พร้อมกับเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง อีกทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการทุกอย่าง และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย

อย่างไรก็ตามแม้การเรียกร้องครั้งนี้ จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีแรงงานหญิงหลายร้อยคนถูกจับกุม แต่ก็ทำให้สตรีทั่วโลกสนับสนุนการกระทำของ "คลาร่า เซทคิน" และเป็นการจุดประกายให้สตรีทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น

ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1908 (พ.ศ.2451) มีแรงงานหญิงกว่า 15,000 คน ร่วมเดินขบวนทั่วเมืองนิวยอร์ค เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงค์ว่า "ขนมปังกับดอกกุหลาบ" ซึ่งหมายถึงการได้รับอาหารที่พอเพียงพร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง

จนกระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) ความพยายามของกรรมกรสตรีกลุ่มนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี ในระบบสาม 8 คือ ยอมให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง ให้เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก 8 ชั่วโมง และอีก 8 ชั่วโมงเป็นเวลาพักผ่อน พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรงของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย

ทั้งนี้ยังได้รับรองข้อเสนอของ "คลาร่า เซทคิน" ด้วยการกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็นวันสตรีสากล

วันสตรีสากล จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ให้ความทรงจำกับผู้หญิงผู้ถูกกดขี่ทั่วโลกได้ตระหนักการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อสิทธิเสรีภาพ เพื่อความเสมอภาคและเพื่อประชาธิปไตย

การต่อสู้ของคนงานสตรีไทยในขอบเขตทั่วประเทศ เช่น คนงานสตรีไทรอัมพ์ และการต่อสู้ของผู้หญิงเสื้อแดง ก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของวันสตรีสากลเช่นเดียวกัน และ“ผู้หญิงคือปรปักษ์ของการกดขี่ ผู้หญิงนี่แหละที่ต่อสู้อย่างเข้มข้นที่สุดเสมอมา”
เหมือนดั่งที่ ปรามูเดีย อนันตา ตูร์ นักเขียนชาวอินโดนีเซีย กล่าวไว้

หาใช่การจัดงานขององค์สตรีแบบคุณหญิงคุณนายนักสังคมสงเคราะห์ทั้งหลายแต่อย่างใดไม่

เจตนารมณ์ "วันสตรีสากล" กับเนื้อหาที่ถูกบิดเบือนซ้ำซ้อน

ที่มา Thai E-News



โดย คุณ รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
ที่มา เวบไซต์ arinwan
8 มีนาคม 2553

เป็นเวลา 221 ปีนับจาก ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332) ที่ผู้หญิงสามัญชนชาวปารีสก้าวจากทุกซอกหลืบของมหานครใหญ่แห่งทวีปยุโรป ก้าวออกมาอย่างแกล้วกล้าองอาจเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายในฐานันดรที่ 3 คือสามัญชนเช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบกันขึ้นจากชาวไร่ชาวนาที่ยากจนและถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก รวมทั้งพวกชนชั้นกลาง เช่น พ่อค้า ช่างฝีมือ และปัญญาชน พร้อมใจกันเดินขบวนไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ ระหว่างการอภิวัฒน์ใหญ่ฝรั่งเศส นอกเหนือจากข้อเรียกร้องร่วมกันของทั้ง 2 เพศอันเป็นคำขวัญการลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ นั่นคือ "เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ หรือความตาย" แล้ว ยังผนวกด้วยการเรียกร้องความคุ้มครองแก่สตรีขึ้นเป็นครั้งแรก

และเป้าหมายของการลุกขึ้นของประชามหาชนคนสามัญทั่วท้องถนนในกรุงปารีสนั้นพุ่งตรงไปที่อีก 2 ฐานันดรที่ดำรงสถานะอยู่เหนือขึ้นไป อันได้แก่ ฐานันดรที่ 1 คือ พระและนักบวชในคริสต์ศาสนา และฐานันดรที่ 2 คือ ขุนนางและชนชั้นสูง ทั้งสองฐานันดรเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ มีจำนวนประมาณร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมด มีชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายและหรูหรา

การเคลื่อนไหวที่มีความหมาย 2 นัยสำหรับสตรีในการอภิวัฒน์ใหญ่ฝรั่งเศสนั้นเอง ที่จุดประกายการลุกขึ้นทวงถามสิทธิในฐานะมนุษย์และสิทธิในฐานเพศที่แบกโลกไว้ครึ่งหนึ่งในเวลาต่อมา

ในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1857 (พ.ศ.2400) แรงงานสตรีในโรงงานทอผ้า รัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐ ก่อการลุกฮือประท้วงให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิของพวกเธอ แต่กลับมีการลอบวางเพลิงเผาโรงงานที่พวกเธอนั่งชุมนุมกันอยู่ สุดท้ายกลับมีกรรมกรหญิงถึง 119 คนต้องสังเวยชีวิตจากนโยบายล้อมปราบอันอำมหิตหมายทำลายล้างให้สิ้นซาก

หลังจากนั้นสืบเนื่องเป็นเวลากว่า 30 ปี ที่การเคลื่อนไหวของสตรีมีลักษณะเป็นขบวนการที่มีการจัดตั้งเป็นองค์กรและมีการนำที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเป็นลำดับ เริ่มจากในปี ค.ศ.1866 (พ.ศ.2409) มีการประชุมสมัชชาของบรรดาสมาคมผู้ใช้แรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 1 ขึ้น และที่ประชุมได้มีมติเกี่ยวกับการทำงานนอกครัวเรือนของสตรี ซึ่งถือเป็นมติที่ท้าทายต่อขนบประเพณีในยุคนั้น ที่กำหนดให้สตรีต้องหมกตัวอยู่จมอยู่กับงานบ้าน ไร้สถานะทางสังคม ไร้สิทธิในทางเศรษฐกิจ และไร้เสียซึ่งสิทธิเสรีภาพในฐานะมนุษย์ที่เป็นปัจเจก


จนมาถึงวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.1889 (พ.ศ.2432) คลารา เซทคิน ผู้นำแรงงานสตรีชาวเยอรมันซึ่งต่อมาเป็นหนึ่งในแกนนำก่อตั้งกลุ่มสังคมนิยมในเยอรมนี ได้แสดงสุนทรพจน์ในประเด็นปัญหาของสตรีเป็นครั้งแรกต่อที่ประชุมผู้ก่อตั้งสภาคองเกรสสากล ครั้งที่ 2 ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีข้อเรียกร้องสิทธิสตรีในการทำงาน ให้มีการคุ้มครองสตรีและเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรียกร้องให้สตรีมีส่วนร่วมในการประชุมระดับชาติและระดับสากลอีกด้วย อันเป็นการประกาศศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันเป็นครั้งแรก

คำประกาศนั้น เป็นการทวงสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นครั้งแรกของสตรีตลอดประวัติอารยธรรมของมนุษย์ ที่เคยเป็นเพียงช้างเท้าหลัง หรือทาสในเรือนเบี้ยที่จำต้อง "หนวก-ใบ้-บอด" ต่อทุกกิจกรรมนับจากย่อยที่สุดในครัวเรือนไปจนถึงระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม



ถัดมาในปี ค.ศ.1890 (พ.ศ.2433) ได้มีการจัดประชุมกลุ่มสตรีผู้ต่อต้านสงครามขึ้นที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ การประชุมนี้เป็นจุดเริ่มของการต่อต้านสงคราม ซึ่งได้มีการพัฒนาขบวนการต่อมาในการทำงานอย่างต่อเนื่องในช่วงศตวรรษที่ 20

จากนั้นในปี ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450) กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ทนไม่ไหวต่อการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ ทารุณของนายจ้างที่ใช้งานพวกเธอเยี่ยงทาส เนื่องจากกรรมกรหญิงเหล่านี้ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด ไม่มีหลักประกันหรือสวัสดิการใดๆ เป็นผลให้เกิดความเจ็บป่วยล้มตายตามมาในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพื่อแลกกับค่าแรงเพียงน้อยนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตั้งครรภ์ก็จะถูกไล่ออกจากงานทันที

เป็นเหตุให้ คลารา เซทคิน ซึ่งในเวลานั้นได้พัฒนาตนเองจนเป็นนักเคลื่อนไหวแรงงานและสิทธิสตรีสายแนวคิดสังคมนิยม ตัดสินใจปลุกระดมเหล่ากรรมกรสตรีด้วยการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 พร้อมกับเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง อีกทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการทุกอย่าง และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย

ผลการประท้วงของแรงงานสตรีประสบความพ่ายแพ้ มีผู้ถูกจับกุมหลายร้อยคน แต่ชื่อของ คลารา เซทคิน เป็นสัญลักษณ์การลุกขึ้นสู้ในขอบเขตสากลไปแล้ว

ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1908 (พ.ศ.2451) แรงงานหญิงกว่า 15,000 คนรวมตัวกันเดินขบวนทั่วมหานครนิวยอร์ค เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงค์ว่า "ขนมปังกับดอกกุหลาบ" หรือการ "กินอิ่ม-นุ่งอุ่น" อันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั่นเอง

จนกระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) ความพยายามของผู้ใช้แรงงานสตรีกลุ่มนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ทั้งนี้ในที่ประชุมได้ผ่านมติเสนอให้มีการคุ้มครองแรงงานสตรีในระบบสาม-แปด กล่าวคือ 8 ชั่วโมงทำงาน 8 ชั่วโมงเพื่อการพักผ่อน และ 8 ชั่วโมงเพื่อการศึกษา แสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพ (เนื่องจากคนงานสมัยนั้นต้องทำงานในโรงงานวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีการประกันความปลอดภัยของแรงงานใดๆ และเป็นผลให้เกิดความเจ็บป่วยล้มตายในเวลาอันสั้น) พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรงของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย

และได้มีการฉลองวันสตรีสากลขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงเวลาดังกล่าว โดยมีประเทศต่างๆจัดงานขึ้นพร้อมกันได้แก่ ออสเตรีย เดนมาร์ค เยอรมัน สวิตเซอร์แลนด์ มีประชาชนทั้งชายและหญิงมากกว่าหนึ่งล้านคนร่วมชุมนุม มีการเรียกร้องสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง สิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพิ่มเติมจากการเรียกร้องสิทธิในการทำงาน การเข้ารับการอบรมวิชาชีพ และการให้ยุติการแบ่งแยกเพศสภาพในการทำงาน

จะเห็นได้ว่าประวัติการลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องสิทธิสตรีนั้น เกิดควบคู่และพัฒนาไปพร้อมกับขบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยอย่างแยกกันไม่ออก อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมของผู้ใช้แรงงานสตรีที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ต้องต้องการเสรีชน ไม่เลือกเพศและวัย เข้าสู่ขบวนแถวของกองทัพแรงงานอันมหาศาล เพื่อป้อนเข้าสู่การขยายตัวเติบโตของระบบทุนนิยมเสรีนั่นเอง

นั่นหมายความว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการปลดปล่อยสตรีจากความเป็นพลเมืองชั้น 2 ชั้น 3 นั้น หาใช่สิ่งเดียวกันกับความพยายามปกปิดบิดเบือนข้อเท็จจริงและประเด็นในการต่อสู้ ด้วยการจำกัดขอบเขตการเรียกร้องเพียงแค่ผลประโยชน์เฉพาะส่วนของสตรีในกลุ่มอำมาตย์-อภิชน ซึ่งแตะปัญหาเพียงผิวเผินและผูกพันเกี่ยวเนื่องเฉพาะสิทธิในการจัดการทรัพย์สินเอกชน และความเสมอภาคที่แทบจะเป็นเรื่องไกลตัวของผู้ใช้แรงงานสตรีหรือประชาชนรากหญ้าที่เป็นสตรี ยิ่งไปกว่านั้น ยังแทบมีส่วนสนับสนุนโดยทางอ้อม ให้พลเมืองสตรีชั้นล่างมีโอกาสเป็นเพียง "วัตถุในการกดขี่ทางเพศ" ที่เป็นสมบัติส่วนตัวของคนชั้นนำในยุคประวัติศาสตร์ดั้งเดิม มาเป็นสมบัติสาธารณะที่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงินตราหรืออามิสใดๆ

ในวาระที่ "วันสตรีสากล" เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง ขอเรียกร้องให้สตรีผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรมทั้งหลาย จงลุกขึ้นสลัดพันธนาการที่จองจำทั้งทางร่างกายและความรู้สึกนึกคิด ก้าวออกมาร่วมขบวนแถวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ขึ้นในแผ่นดินแม่แห่งสยามประเทศ ให้ได้มาร่วมกันทั้ง 2 เพศหญิงชาย ซึ่ง...

"สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม."