WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 10, 2010

ถอดความ:ทักษิณ ชินวัตร กับความจงรักภักดีที่แตกแยก

ที่มา ประชาไท


บางคนได้กลิ่นการประนีประนอม แต่หลายคนหวั่นเกรงการแตกหักในไม่ช้านี้...

การเมืองไทยเป็นเรื่องของการประนีประนอมมากกว่าหลักการมาเนิ่นนานแล้ว พรรคการเมืองทั้งหลายดำเนินงานโดยยึดหลักทำให้บรรลุเป้าของตน ไม่ใช่อุดมการณ์ ซึ่งทำให้มักจะเกิดรัฐบาลผสมซึ่งรวบเอาพรรคการเมืองที่มีลักษณะแปลกแตกต่างเข้ามาไว้ด้วยกัน แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กลุ่มปฏิบัตินิยมได้หลีกทางให้กับความจงรักภักดีแบบแข็งตัวยิ่งขึ้น กลุ่มคู่แข่งทางการเมืองแต่ละฝ่ายได้ปลุกเร้ามวลชนของตนด้วยถ้อยคำที่เผ็ดร้อนในนามของการทุ่มเทต่อสู้เพื่อชาติ โดยทุ่มกำลังสู้กันอย่างสุดตัว

สภาพการณ์แห่งการประนีประนอมจะยังกลับคืนมาได้อีกหรือไม่? บางสิ่งบางอย่างเริ่มส่อสัญญาณถึงสถานการณ์ที่คลี่คลายลง เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ในที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แต่นั่นก็ดูเหมือนจะยังเป็นเพียงความฝันเท่านั้น ผู้พิพากษาทั้ง 9 คน เห็นว่าทักษิณมีความผิดฐานใช้อำนาจหน้าที่ในขณะดำรงตำแหน่งโดยมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับชินคอร์ป ธุรกิจโทรคมนาคมของครอบครัว ซึ่งขายให้กับเทมาเส็ก กองทุนความมั่งคั่งภาครัฐของสิงคโปร์ ไปเมื่อเดือนมกราคม 2549 ศาลฎีกาตัดสินให้ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน จากจำนวน 7.6 หมื่นล้านที่เขาได้รับจากการขายชินคอร์ปในครั้งนั้น และถูกอายัดไว้นับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน 2549

ความคิดที่ว่าศาลได้เหลือเงินในจำนวนที่น่าพอใจไว้ให้ทักษิณได้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยในการเนรเทศตัวเองอยู่ที่ดูไบนั้นเป็นเพียงแค่ทฤษฎี เงินจำนวนที่เหลืออยู่ 3 หมื่นล้านบาท เป็นมูลค่าหุ้นในชินคอร์ปที่ทักษิณมีอยู่ก่อนการเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ ในปี 2544 แต่ไม่น่าจะถูกส่งคืนให้ทักษิณในเร็ววัน เขายังมีภาษีก้อนโตที่ต้องจ่าย อีกทั้ง คำพิพากษาของศาลยังเปิดช่องให้สามารถดำเนินคดีแพ่งและอาญาอีกหลายคดีกับทักษิณและครอบครัว อัยการอาจจะดำเนินการฟ้องร้องรัฐมนตรีใน ครม.ทักษิณ ตลอดจนข้าราชการคนอื่นๆ ด้วยข้อหาให้ความช่วยเหลือแก่ชินคอร์ป นอกจากนี้ รัฐบาลปัจจุบันอาจจะพยายามเรียกรายได้ที่รัฐสูญเสียไปคืนจากชินคอร์ป โดยเฉพาะจากเอไอเอส บริษัทมือถือในเครือชินคอร์ปที่มีผลกำไรงาม

ทักษิณออกมาโจมตีคำพิพากษาในทันทีทันควันและปลุกเร้าให้คนเสื้อแดงผู้สนับสนุนเขาแสวงหาความยุติธรรม เขาโอดครวญว่า ชีวิตการเมืองนั้น “ยากลำบากจริงๆ” มวลชนคนเสื้อแดงวางแผนที่จะชุมนุมในวันที่ 14 มีนาคม นี้ ที่กรุงเทพฯ โดยตั้งเป้าขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผลักดันให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ แกนนำอ้างว่า คนเสื้อแดง 1 ล้านคน จะทยอยเดินทางทั้งทางรถและทางเรือ มาพบกันที่กรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วม “สงครามประชาชนต่อต้านอำมาตย์” ซึ่งจะกินเวลาหลายวัน แกนนำที่จัดการชุมนุมรับรองว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมจริงๆ น่าจะชุมนุมด้วยความสงบเรียบร้อยมากขึ้น แต่การใช้ถ้อยคำของกองทัพที่มีแนวโน้มจะสร้างให้สถานการณ์รุนแรง กำลังคุกคามคนเสื้อแดง เหมือนเป็นเสียงรัวกลองที่เตรียมพร้อมสำหรับการปราบที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งเช่นเดียวกับเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว

สถานการณ์สับสนในช่วงสั้นๆ ในครั้งนั้น จบลงอย่างพ่ายแพ้เนื่องจากคนกรุงเทพฯ รวมถึงพลังเงียบส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย คนกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มคนที่นายอภิสิทธิ์น่าจะคิดถึงอยู่ในใจเมื่อเขาชักชวนให้คนไทยให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งเขียนไว้อย่างละเอียด และใช้เวลาในการอ่านนานกว่า 6 ชั่วโมง รัฐบาลคาดหวังว่าการแสดงให้คนกลุ่มนี้เห็นถึงการทุจริตคอร์รัปชั่นและความเห็นแก่ตัวของทักษิณจะเป็นการทำลายเครดิตตัวแทนและสิ่งอื่นๆ ที่เป็นมรดกตกทอดของเขาในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างให้คนกลุ่มนี้หวาดกลัวว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ระเบิดลึกลับที่ขว้างใส่ธนาคารและอาคารของทางราชการหลายแห่งหลังศาลอ่านคำพิพากษาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ยิ่งเพิ่มความรู้สึกไม่สบายใจต่ออะไรก็ตามที่รออยู่ในอนาคต

ตามที่คาดหมายไว้ การพิพากษาของศาลไม่สามารถเปลี่ยนใจคนเสื้อแดงจำนวนมากที่เชื่อว่าระบบกฎหมายถูกควบคุมเพื่อประโยชน์ของชนชั้นนำได้ แต่การเคลื่อนไหวชุมนุมในครั้งนี้มีเป้าหมายที่ไกลกว่าความหายนะของทักษิณ ซึ่งเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งมาก พวกเขามองเห็นความไม่เป็นธรรมอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับบางคนยังคงคาดหวังถึงการประนีประนอมคงจะตื่นกลัวเนื่องจากการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงถูกก่อขึ้นด้วยความโกรธที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน ในหลายเดือนที่ผ่านมานี้ การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้โจมตีองคมนตรีอย่างกัดไม่ปล่อย และวางกรอบการต่อสู้ในการคิดบัญชีกับเหล่าอำมาตย์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงกล่าวว่า “ถึงเวลาของเราแล้ว... อำนาจของอำมาตย์กำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ”

เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลด้วยอาการอักเสบที่พระปัปผาสะ และอาการประชวรอื่นๆ หลังการตัดสินของศาลฎีกาหนึ่งวัน พระองค์ทรงเสด็จออกจากโรงพยาบาลกลับวังในช่วงสั้นๆ เพื่อปฏิบัติภารกิจส่วนพระองค์ พระองค์ทรงเริ่มการปฏิบัติภารกิจบางประการอีกครั้งจากโรงพยาบาล แต่การสืบสันตติวงศ์ได้ปรากฏเค้าให้เห็นรางๆ เป็นฉากหลังของวิกฤติในเมืองไทยที่ไม่มีใครกล่าวถึง การประนีประนอมใดๆ ที่จะทำให้ทักษิณสงบลงได้จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากพระองค์ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูนของคนไทย แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ และแทนที่จะมีการประนีประนอม แหล่งข่าว...กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาได้ส่งสารชัดเจนมาแล้วว่า “เอาเงินก้อนนี้ไป แล้วไปให้ไกลๆ ซะ”

ใต้เท้าขอรับ: สงครามเริ่มที่ ‘เรา’

ที่มา ประชาไท


ใช้สิทธิโดยไม่รุนแรง
รักษากฎหมายโดยไม่ปราบปราม
หาทางออกโดยไม่รัฐประหาร

ข้อเสนอโดยคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
8 มีนาคม 2553

0 0 0

ในวาระที่คนเสื้อแดงจะเคลื่อนพลครั้งใหญ่ สื่อหลายสำนัก พร้อมใจกันนำเสนอข่าว กระพือความกลัวในสถานการณ์ความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น

แน่ล่ะ ความกังวลต่อความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ แต่เจตนาของสื่อเหล่านี้ โดยที่ไม่ต้องนับชิ้นข่าว ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เราก็รู้ว่า มีผลเป็นการทำลายความชอบธรรมการชุมนุมของคนเสื้อแดง

บางสำนักจงใจจัดทำรายงานพิเศษ เรื่องเหยื่อจากการชุมนุมเสื้อแดงเมื่อครั้งสงกรานต์เลือดปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่เหตุการณ์เหล่านี้เต็มไปด้วยข้อสงสัย ซึ่งนั่นเท่ากับว่า สื่อสำนักนั้นได้ตัดสินแล้วว่า การชุมนุมของคนหลายหมื่นหลายแสนที่จะเกิดขึ้นเป็นความผิด เป็นการก่อความวุ่นวาย ทั้งๆ ที่หากเป็นกลุ่มมวลชนอื่นๆ สื่อเหล่านี้กลับปกป้องว่า นี่คือ ‘เสรีภาพในการชุมนุม’

จนบัดนี้ยังไม่มีเหตุอันใดที่จะเชื่อว่า คนเสื้อแดงจะชุมนุมอย่างไม่สันติ หรือเตรียมก่อการ แม้หลายครั้ง คนที่มีภาพนำการเคลื่อนไหวจะเข้าข่ายยั่วยุ แต่หลายครั้งหลายหนเช่นกันที่แกนนำคนเสื้อแดง หรือแม้แต่คนที่สื่อเชื่อกันว่าอยู่เบื้องหลัง จะได้ย้ำแล้วย้ำอีกว่า “สันติ สันติ” แต่สื่อก็ยังคงอาศัยการวิเคราะห์ ความเห็นของรัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง หรือเลือกไม่ให้น้ำหนักกับบางคน เลือกเชื่อเสื้อแดงบางคน จนนำไปปักใจเชื่อ ช่วยกันโหมกระพื้อความเชื่อนั้น

ไม่น่าเชื่อว่า ขณะที่เราเห็นการค้นพบอาวุธมากมายในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปีสองปีที่แล้ว โดยสื่อเชื่อว่า นั่นคือการชุมนุมที่เรียกว่า สันติ และอาวุธนั้นมีเพื่อป้องกันตนเอง แต่ครั้นการชุมนุมของคนเสื้อแดง ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นอาวุธสักชิ้น สื่อกลับพร้อมใจกันเรียกว่า เป็นการชุมนุมที่มีแนวโน้มรุนแรง และนำเสนอข่าวอันมีผลเป็นการลดความชอบธรรมของการชุมนุม ไม่ว่าจะอ้างว่า เป็นการนำเสนอไปตามข้อเท็จจริงก็ตาม

เสรีภาพการชุมนุมก็คือ เสรีภาพการชุมนุม ไม่ว่าจะอย่างไร รัฐจำเป็นต้องคุ้มครองเสรีภาพนี้ไว้ ไม่ว่าเขาจะชุมนุมด้วยเสื้อสีใด กอดประชาธิปไตย หรือกอดภาพลักษณ์ของคุณธรรม เขาเหล่านั้นมีสิทธิเสรีภาพที่จะชุมนุม อันเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

รัฐอาจจะปิดกั้นเสรีภาพการพูดการคิดการเขียนได้ โดยผู้คนอาจจะก้มหน้ายอมรับสภาพการกดขี่และการละเมิดได้สักพัก แต่เสรีภาพการชุมนุมปิดไม่ได้ มันเป็นพื้นฐานของพื้นฐาน เป็นประตูแห่งเสรีภาพทั้งปวง ยิ่งเมื่อมันเกิดขึ้น มันก็เป็นการใช้เสรีภาพที่ผู้ชุมนุมเอาหยาดเหงื่อแรงงานและเอาชีวิตร่างกาย และจิตใจ ผ่านสองเท้าของเขาเดินเข้ามาร่วมและก่อเกิดอารมณ์ความรู้สึกรวมหมู่ รัฐจึงต้องปกป้อง คุ้มครอง ดูแล ด้วยความเข้าใจถึงความคับแค้นนั้น

การใช้ความกลัว ข้ออ้าง ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างในเรื่องอะไรมากีดกันเสรีภาพในการชุมนุมจึงไม่พึงกระทำ เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยให้ผู้จัดการชุมนุมควบคุมการชุมนุมของคนล้านอารมณ์ ล้านความรู้สึก ล้านความแตกต่างให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยและสันติแล้ว ยังเท่ากับการยั่วยุ

รัฐและสื่อมวลชนพึงตระหนักว่า ความรุนแรงจะไม่มีทางเกิดขึ้น หากไม่สร้างความเกลียดชังขึ้นมาก่อน หากรัฐและสื่อ (บางสำนัก) ทำลายความชอบธรรมของการชุมนุม ทั้งๆ ที่การชุมนุมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ ก็เท่ากับใบอนุญาตให้รัฐและฝ่ายตรงข้ามปราบปรามประชาชนผู้เห็นต่าง และนั่นคืออาวุธอันรุนแรงที่สุดที่ได้โยนเข้าใส่ผู้ชุมนุมแล้ว

อย่างไรก็ตาม เราอาจจะพยายามเข้าข้างรัฐและสื่อที่ตีข่าวและกระพือข่าวเช่นนี้ว่า มีขึ้นเพื่อหวังตีกันความรุนแรงที่อาจจะเกิดจากฝ่ายผู้ชุมนุมก็ได้ กระนั้น สื่อและรัฐ ได้ให้ความเป็นธรรม และได้ใช้วิจารณญาณวิเคราะห์ข้อเท็จจริงอย่างเป็นเหตุและผลแล้วหรือไม่

การออกมาเน้นย้ำด้วยเสียงอันดังหลายครั้งของ จรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปช. ว่า “หากต้องการความรุนแรง จะระดมพลออกมาเป็นเรือนล้านดังที่ตั้งหวังทำไม” ข้อเท็จจริงเช่นนี้ เป็นเหตุและผลที่ฟังไม่ได้กระนั้นหรือ การระดมพลออกมาให้มากที่สุด มันได้สะท้อนว่า ผู้จัดการชุมนุมเองต้องการให้การชุมนุมมีผลเป็นการกดดันทางการเมือง โดยที่มีความเสี่ยงที่จะพบความรุนแรงให้น้อยที่สุดหรือไม่

ไม่ฟังคำพูด ดูประวัติก็ได้ แกนนำ นปช. เหล่านี้ไม่ใช่หรือ ที่ยอมสลายการชุมนุมเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย ทั้งๆ ที่รัฐและสื่อ ใช้ข้ออ้างของการต่อสู้ของคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งที่ตอบโต้การปราบปรามจากรัฐ หรือการปะทุอารมณ์ของคนเสื้อแดงกลุ่มเล็ก มาเป็นข้ออ้างในการสลายการชุมนุมที่กดดันทางการเมืองต่อรัฐทั้งหมด เมื่อครั้งเหตุการณ์สงกรานต์ในปี 2553

เราอาจจะเห็นแกนนำเสื้อแดงบางคนยั่วยุ หรือเสื้อแดงบางคนที่ไม่อาจเรียกว่าแกนนำแต่สื่อยัดเยียดให้ ประกาศจะใช้ความรุนแรง หรือเป็นที่คาดได้ว่า เราอาจจะเห็นเสื้อแดงบางคนใช้ความรุนแรง แต่เรา รัฐ และสื่อ จำเป็นต้องแยกแยะและเข้าใจว่า ความอดทนอดกลั้นของแต่ละคนมีขีดสุดไม่เท่ากัน กระนั้นเราต้องไม่กระทำผิดพลาดด้วยการกดทับปัญหาและความไม่เป็นธรรมให้หนักขึ้นไปอีกด้วยการเหมารวม ซึ่งแน่นอนการชุมนุมของคนเสื้อแดงมีภารกิจต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความพยายามอดทนอดกลั้นในแนวทางสันติอย่างถึงที่สุดอีกครั้งด้วยเช่นกัน

เราอาจจะด่าโจมตีแกนนำ นักการเมือง ทหาร อำมาตย์ หรือโจมตีผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นของกลุ่มไหนก็ได้ แต่การด่า โจมตี และดูถูกมวลชนผู้เข้าร่วมเป็นเรือนแสนเรือนล้านจนก่ออคติในใจต่อมนุษยชาติต่างสีด้วยกันนั้น มันไม่ได้สร้างผลในทางสร้างสรรค์ใดๆ แม้แต่น้อย กระทั่งมันไม่มีผลในการดูถูกคนอื่นหรอก หากแต่กลายเป็นการดูถูกตัวเอง และกีดกันตัวเองออกไปจากมนุษย์คนอื่นๆ หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ เรากีดกันคนอื่นๆ จนกระทั่งเราเองต่างหากที่ไม่ใช่มนุษย์

สงครามกลางเมืองจะเกิดหรือไม่ ไม่มีใครรู้ เพราะมีมือฉวยโอกาส และมีส่วนได้ส่วนเสียมากเหลือเกิน

เรารู้แต่ว่า ถ้ามันเกิด มันก็เกิดจากฝ่ายรัฐและอำนาจนำนั่นเองที่สร้างเงื่อนไขขึ้น โดยเริ่มขึ้นจากใจเรา ภายใต้การบงการและครอบงำของรัฐและสื่อนั่นเอง

ย้อนรอยเมษา52: เสียงประชาชนด่าทอทหารย่านป้อมมหากาฬ

ที่มา ประชาไท

ในการปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อ 13 เมษายนปีก่อน สื่อกระแสหลักต่างประโคมข่าวว่าประชาชนหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ออกมาสนับสนุนทหาร แต่จากคลิปที่นักท่องเที่ยวบันทึกไว้ได้ถือเป็นหลักฐานว่ามีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ออกมาตะโกนด่าทอแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการปราบปรามของทหารในครั้งนั้นด้วย




วิดีโอคลิปที่ชาวต่างชาติบันทึกไว้ได้ช่วงการปราบปรามผู้ชุมนุม นปช. โดยทหาร เมื่อวันที่ 13 เมษายน ปีที่ผ่านมา และมีการอัพโหลดไว้ในยูทิวป์ โดยผู้ใช้ชื่อว่า Bluesree2009 ตั้งชื่อว่า "Welcome to Bangkok protest tour!" บรรยายภาพว่า "exotic Thailand is ever popular among western tourists. you can visit its beautiful islands, amazing waterfall, abusive elephant rides and take photos with soldiers at Bangkok's anti-government protest scene!"

ในภาพวิดีโอคลิปดังกล่าวเป็นพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินใกล้กับป้อมมหากาฬ มีนักท่องเที่ยวถ่ายรูปทหารสวมเสื้อเกราะพร้อมอาวุธประจำกาย ที่ด้านหลังมีรถฮัมวี่ลาดตระเวนของทหาร บ้างก็ยืนถ่ายรูปคู่กับกลุ่มทหารเป็นที่ระลึก

ที่น่าสนใจคือเสียงในคลิปวิดีโอดังกล่าว ยังมีเสียงของชายชาวไทยหลายคน ตะโกนด่าทหารที่ออกมาปราบปรามผู้ชุมนุม เช่น กองทัพสร้างความเกลียดชังให้ประชาชน ทหารเป็นชนชั้นที่เอาเปรียบสังคม ต่อมามีเสียงนายทหารบอกให้ฝูงชนเหล่านั้นถอยไปอยู่หลังแนวเสาไฟ แต่ประชาชนเหล่านั้นไม่เชื่อ และถามกลับว่าให้ถอยทำไม ถอยเรื่องอะไร เป็นคนไทยหรือเปล่า ทำไมทหารชั้นผู้น้อยถึงเชื่อชั้นผู้ใหญ่เ-ี้ยๆ ล่ะ ทำไมไม่อารยะขัดขืนล่ะ นอกจากนี้ยังมีผู้กล่าวว่านี่ประชาชนมือเปล่าๆ ทหารไม่ควรทำรัฐประหาร ไปรบกับลาวก็แพ้ เก่งแต่กับคนไทยนี่แหละ ภาคใต้ไม่มีเสื้อเกราะเลยคนถูกยิงตายทุกวัน ทำไมไม่ไปภาคใต้ ฯลฯ โดยประชาชนเหล่านี้ยังเรียกร้องใครก็ตามที่มีกล้องถ่ายรูปทหารเหล่านี้เอาไว้ด้วย

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายที่ผู้บันทึกวิดีโอคลิปดังกล่าวถ่ายเฉพาะทหาร ไม่ได้ถ่ายบรรดาที่มาของเสียงว่าบุคคลที่ตะโกนด่าทอทหารเหล่านี้เป็นใคร

สหรัฐอเมริกากับมหาอำมาตย์

ที่มา Thai E-News



โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ สายตาโลก นิตยสาร Thai Freedom

คิดได้เช่นนั้นสหรัฐฯ ก็เริ่มจะหาทางเลือกใหม่ จะเป็นประโยชน์โดยอ้อมกับขบวนการประชาธิปไตยของไทย โดยที่สหรัฐฯ เองก็อาจจะมิได้นึกฝัน ผมได้คุยกับคนสำคัญของสหรัฐฯ ไม่นานนี้ เขาเข้าใจเรามากขึ้นและทบทวนนโยบายที่ผ่านมาอย่างจริงจังขึ้น โอกาสที่มหาอำมาตย์ไทยหวังจะอาศัยกำลังจากสหรัฐฯ มาช่วยปราบปรามฝ่ายประชาธิปไตยในเมืองไทยก็จะมีน้อยลงตามลำดับ



ความจริงเรื่องนี้เขียนได้เป็นเล่มและหลายเล่ม มหาอำมาตย์ของไทยรักษาอำนาจได้อย่างมั่นคงตราบเท่าทุกวันนี้ เหตุปัจจัยที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

แต่วันนี้จะยังไม่ลำดับความกันถึงขนาดนั้นหรอกครับ ฝ่ายเราเองก็ยังเจรจาความกับเขาอยู่ เราต้องรักษามารยาทและบรรยากาศไว้บ้าง แต่สถานการณ์ที่รัดรึงเข้ามาอย่างมากขณะนี้ในเมืองไทย ทำให้เกิดความจำเป็นบางอย่างที่จะไม่พูดถึงเลยก็ไม่ได้ บทความในวันนี้คงจะเหมือนไต่เส้นลวดในละครสัตว์อยู่ไม่น้อย

อันดับแรกควรต้องเข้าใจว่า ถึงเราจะไม่อยากยุ่งกับสหรัฐฯ สหรัฐฯ ก็มายุ่งกับเราอยู่ดี ในทัศนะของคนที่ไม่ชอบสหรัฐฯ ก็เรียกว่าเป็น “ปิศาจที่จำเป็น” หรือ “necessary evil” อย่างหนึ่ง

ส่วนคนที่ไม่ได้จงเกลียดจงชังอะไรเขานัก หรือไม่มีอคติ ก็น่าจะลองมองสหรัฐฯ ว่าจะทำประโยชน์อะไรให้กับเราได้บ้าง โดยเฉพาะในการรณรงค์ส่งเสริมประชาธิปไตย

อันดับสองควรทราบว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศประชาธิปไตยก้าวหน้ามากและได้รับประโยชน์เต็มที่จากความเป็นประชาธิปไตย แต่ผู้มีอำนาจตัดสินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ไม่ได้สนับสนุนให้ประเทศอื่นๆ ในโลกเป็นประชาธิปไตยเสมอไป หากเป็นประชาธิปไตยแล้วทำให้สหรัฐฯ ยุ่งยากหรือเสียผลประโยชน์ สหรัฐฯ ก็หันกลับมาสนับสนุนระบอบเผด็จการได้เสมอ

อันดับสามที่ควรพึงระวังคือ ไม่มีใครผูกขาดอำนาจหรือมีอำนาจสูงสุดในการเมืองอเมริกัน สังคมของเขาถูกกำหนดมาให้คานและถ่วงดุลกันในทุกเรื่อง ใครมีอำนาจมากเกิน ไม่นานจะมีกลไกบางอย่างมาลดหรือทำลายอำนาจอันล้นพ้นนั้นลง

คนถือปืนก็ต้องฟังคนที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน คนที่ได้รับเลือกตั้งก็ต้องระวังมิให้ตัวสูญเสียความสนับสนุนนั้น จึงต้องไม่ประมาทกับสื่อมวลชน วงวิชาการ ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางกฎหมาย

และท้ายที่สุดประชาชนแต่ละคนเขาก็ถ่วงดุลกันเองเพื่อมิให้ใครล่วงเกินคนอื่นได้มากจนเกินไปหรือนานเกินไป

แต่ขณะเดียวกันก็ควรทราบว่า ผู้ได้รับเลือกตั้งที่ไม่สร้างฐานอันลึกซึ้งไว้รองรับอำนาจของตน ก็จะผ่านมาและผ่านไป ปล่อยให้ระบบราชการ ตระกูลที่มีอิทธิพล และคนที่สามารถรวมเสียงของ W.A.S.P. หรือคนผิวขาวเชื่้อสายอังกฤษ (หรือไอริช) ที่นับถือคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ได้อย่างเป็นปึกแผ่น ซึ่งมีอำนาจที่ออกจะลึกซึ้งอยู่ในสังคมอเมริกัน ยึดอำนาจจริงไปแทน แต่ก็ต้องคานกับยิวอเมริกันที่ออกจากเรืองอำนาจอยู่เหมือนกัน

สามข้อนี้ทำให้เราถามตัวเองได้ว่า สหรัฐอเมริกามองสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้อย่างไร และถึงจุดหนึ่งคิดจะเข้าแทรกแซงเพื่อบังคับทิศทางของเหตุการณ์หรือไม่

ใครเตรียมจะโมโหผมว่า ทำไมไปให้ความสำคัญกับสหรัฐฯ มากนัก โปรดย้อนกลับไปอ่านข้อที่หนึ่ง

สหรัฐฯ คบค้าอย่างใกล้ชิดกับมหาอำมาตย์ในเมืองไทยมาตั้งแต่กระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นดินอเมริกัน คือในช่วงสงครามเย็น (The Cold War) นี่เอง ประวัติศาสตร์ที่บอกว่าคบกันมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ เสนอส่งช้างไปช่วยประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นรบในสงครามกลางเมืองและระหว่างสนธิสัญญาบาวริ่ง ก็ไม่ใช่ข้อเท็จ แต่ไม่ใช่รูปแบบของความร่วมมือทางการเมืองที่เรียกว่าผลประโยชน์ร่วมเหมือนในรัชกาลปัจจุบัน อย่างน้อยเจ้าฟ้ามงกุฎหรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้มีพระประสูติกาลในสหรัฐอเมริกาเหมือนกับรัชกาลที่ ๙

พูดได้ครับว่า การเข้าร่วมรบกับสหรัฐฯ ในสงครามเย็นเป็นเหตุแห่งความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง แต่ผมเสนอให้มองลึกลงไปว่าเหตุปัจจัยอะไรเล่าที่ทำให้เขาเลือกไทยและมหาอำมาตย์เป็นแนวร่วม

ภูมิรัฐศาสตร์นั่นก็อย่างหนึ่ง ตั้งฐานทัพที่เมืองไทยได้ก็รบได้ตลอดแนวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนตอนใต้ของจีน และตอนเหนือของประชาคมมุสลิมในแถบนี้ แต่ระบอบการปกครองที่ขณะนั้นเป็นช่วงอุ้มสมทางอำนาจระหว่างสถาบันกษัตริย์และกองทัพไทย (โดยเฉพาะหลังจากที่ร่วมโค่นล้มจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สำเร็จแล้ว) เป็นสิ่งยั่วยวนที่หวานหอมกว่า สหรัฐฯ จึงเดินนโยบายจูงใจผู้มีอำนาจทั้งสองสถาบันเข้าเป็นพวก โดยรับประกันความมั่นคงในอำนาจรัฐให้ หากสนับสนุนนโยบายสหรัฐฯ ตลอดทาง จะไม่มีกลุ่มอำนาจใดในประเทศไทยลุกขึ้นมาแก่งแย่งอำนาจกับเจ้าและทหารไทยได้เลย

เงื่อนไขเล็กน้อยว่าผู้มีอำนาจในเมืองไทยจะต้องไม่แผ่อำนาจไปถึงเพื่อนบ้านข้างเคียงนั้น รับได้สบายมาก เพราะเจตนาคือความอยู่รอดทางการเมืองเพียงเท่านั้นก่อน

เมื่อได้รับไฟเขียว รัฐบาลอำมาตย์ไทยภายใต้มหาอำมาตย์และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงเดินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรงเหมือนยังอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยทหารถืออำนาจเด็ดขาดทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการแทนพระมหากษัตริย์ การประหารชีวิตคนอย่างครอง จันดาวงศ์ ศุภชัย ศรีสติ และการสังหารคนอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ เตียง ศิริขันธ์ และอดีตรัฐมนตรีทั้ง ๔ คนอย่าง จำลอง ดาวเรือง ทองเปลว ชลภูมิ ถวิล อุดล และทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เป็นต้น คือบางส่วนของการทำลายฝ่ายที่ไม่เอาสหรัฐฯ ในยุคนั้น

จนคนไทยที่ไม่รู้ความจริงลือลั่นกันว่า เป็นยุคที่ใช้อำนาจรัฐอย่างเด็ดขาดน่านับถือ ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายซ้ายก็ถูกประหาร ถูกตีตราว่าวางเพลิงโดยแม้โดยไม่มีหลักฐานก็ถูกประหาร โดยลืมคิดไปว่าหากพ่อแม่หรือลูกหลานของตัวเองถูกจับเป็นแพะอย่างนั้นบ้างจะรู้สึกอย่างไร จะเห็นคุณค่าความเป็นคนในระบอบประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นหรือไม่

สรุปแล้วมหาอำมาตย์บวกจอมพลสฤษดิ์ได้กลายเป็นตัวแบบของลูกน้องมหาอำนาจที่สหรัฐฯ พอใจ ผลประโยชน์ที่เอื้อกันทำให้ระบอบอำมาตยาธิปไตยแผ่ขยายอำนาจและอิทธิพลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนประชาธิปไตยหรือสิ่งใดๆ ไม่อาจคานได้อีกต่อไป

อำนาจอันเป็นปึกแผ่นมั่นคงทำให้มหาอำมาตย์กลายสภาพเป็น “พระเอกตลอดกาล” และเป็นมาตรฐานแห่งความดีงามในเมืองไทยมาเนิ่นนาน

สหรัฐอเมริกาผู้พ่ายแพ้สงครามเวียดนามจนต้องถอนตัวจากภูมิภาคนี้อย่างอัปยศ จึงตัดสินใจ “แทงม้า” ตัวเดิมจนกระทั่งปัจจุบัน เพราะในฐานะมหาอำนาจที่มุ่งจัดระเบียบโลกให้สอดคล้องต่อผลประโยชน์ของตนในทุกด้าน สหรัฐฯ ย่อมพอใจในการรักษาอำนาจและครอบงำสังคมไทยของระบอบอำมาตยาธิปไตยไทย และเห็นเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามีประสิทธิภาพยิ่ง

แต่ระบอบเผด็จการใดๆ ย่อมมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ตามสังสารวัฏ โดยเฉพาะระบอบเผด็จการน้ำหนักมากอย่างของอำมาตย์ไทย ที่ได้โฆษณาชวนเชื่อขนาดหนักจนรับภาระทุกอย่างไว้บนบ่า ไม่มีใครจะรับแทนได้เลย ย่อมจะทรุดลงในที่สุดด้วยน้ำหนักของตนเอง เมื่อวันนั้นมาถึง ย่อมจะพบว่าสิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวแบบอันดีวิเศษของโลกเสรีเริ่มจะกลายเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ขึ้นมา

สหรัฐอเมริกาก็มิได้โง่เขลา จึงคิดได้อย่างเร็วว่าฐานอำนาจที่ตนเคยวางน้ำหนักไว้ได้อย่างดีนั้น ใกล้จะถึงกาลกิริยาแล้ว คิดได้เช่นนั้นสหรัฐฯ ก็เริ่มจะหาทางเลือกใหม่

ทางเลือกใหม่จะเป็นประโยชน์โดยอ้อมกับขบวนการประชาธิปไตยของไทย โดยที่สหรัฐฯ เองก็อาจจะมิได้นึกฝัน

ผมถึงได้ส่งข้อความผ่านทวีตเตอร์มาหาพี่น้องชาวประชาธิปไตยเมื่อสองสามวันนี้ว่า ได้คุยกับคนสำคัญของสหรัฐฯ ไม่นานนี้ เขาเข้าใจเรามากขึ้นและทบทวนนโยบายที่ผ่านมาอย่างจริงจังขึ้น โอกาสที่มหาอำมาตย์ไทยหวังจะอาศัยกำลังจากสหรัฐฯ มาช่วยปราบปรามฝ่ายประชาธิปไตยในเมืองไทยก็จะมีน้อยลงตามลำดับ

เรื่องของกรรมสนองกรรมครับ.

ข่าวประจำพระราชสำนัก สำนักพระราชวังงดประชาชนถวายพระพรในหลวงช่วง11-23มี.ค.

ที่มา Thai E-News




เวบผู้จัดการASTVรายงานภาพข่าวว่า เมื่อวันที่ 8 มี.ค. เวลา 17.57 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จ ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายรายงานสถานการณ์บ้านเมือง



เวบผู้จัดการASTV รายงานว่า วันนี้ (9 มี.ค.) ทางสำนักพระราชวังประกาศงดให้ประชาชนลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช ตั้วแต่วันที่ 11-23 มี.ค.นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่รัฐบาล ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันและเวลาดังกล่าว

องค์กรประชาธิปไตยหนุนเสื้อแดงชุมนุมสันติ รัฐ,กองทัพ,สื่อต้องยุติคุกคามป้ายสีปราบปราม

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 มีนาคม 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:องค์กรต่างๆที่สนับสนุนประชาธิปไตย นักวิชาการ นักศึกษา นักกิจกรรมทางสังคม นักสหภาพแรงงาน และประชาชนได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งสนับสนุนกิจกรรมการชุมนุมของกลุ่มนปช.ในวันที่14มีนาคมโดยสันติวิธี และเรียกร้องให้รัฐยุติการคุกคามสิทธิเสรีภาพผู้ชุมนุม รวมทั้งการให้ร้ายป้ายสี กองทัพต้องไม่ปราบปรามผู้ชุมนุม สื่อมวลชนต้องไม่เป็นเครื่องมือของรัฐที่นิยมเผด็จการ เป็นต้น ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้


จดหมายเปิดผนึกถึงสังคมไทย:
สนับสนุนการชุมนุมอย่างสันติวิธี รัฐต้องหยุดการข่มขู่ ปราบปราม คืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนโดยการยุบสภา


การชุมนุมของประชาชนโดยสันติวิธี เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาค และระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องและก้าวหน้านั้น ถือเป็นสิทธิเสรีภาพอันสมบูรณ์ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ซึ่งผู้ปกครอง ผู้บริหารประเทศและผู้มีอำนาจรัฐ ต้องไม่ใช้อำนาจ และกลอุบายใดๆในทุกวิธีการหรือทุกรูปแบบ เพื่อทำการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน หรือเพื่อบิดเบือนทำลายความชอบธรรมของประชาชนที่ชุมนุมกันอย่างสันติและเปิดเผย

ตราบใดก็ตามที่ ผู้ปกครอง ผู้บริหารประเทศ และผู้มีอำนาจรัฐ กระทำในทางตรงกันข้าม โดยการกดขี่ริดรอนสิทธิเสรีภาพชองประชาชน ให้ถือได้ว่า พวกเขาเหล่านั้นเป็นพวกเผด็จการ เป็นพวกอำนาจนิยม และเป็นทรราชย์ต่อแผ่นดิน แม้ปากของพวกเขาจะเอ่ยอ้างว่าเป็นนักประชาธิปไตยก็ตาม

ขณะที่ สื่อมวลชนทั้งของรัฐและเอกชน ที่ปัจจุบันนับวันจะมีอิทธิพลในโลกยุคข่าวสารข้อมูล มากยิ่งขึ้นก็เช่นเดียวกัน ควรต้องทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริง พินิจพิเคราะห์ข้อมูล อย่างสร้างสรรค์ เสนอข่าวอย่างรอบด้าน และที่สำคัญต้องเปิดโอกาสให้คู่ขัดแย้งได้เสนอข้อมูลและเหตุผลของตนเองผ่านสื่อมวลชนได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่ด้วยการโน้มเอียง บิดเบือน ปิดบังอำพราง และสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นระหว่างประชาชนในสังคม

ภายใต้ภาวะวิกฤตการเมืองและความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน การประกาศการชุมนุมเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) อย่างสันติวิธี เปิดเผยและปราศจากอาวุธ ที่จะมีขึ้นในช่วงวันที่ 14 มีนาคม 2553 ในครั้งนี้ ก็เช่นกันที่รัฐบาล และสังคมไทยต้องเคารพ สิทธิเสรีภาพอันสมบูรณ์ของประชาชนโดยแท้จริง

ดังนั้น เรา ผู้มีรายชื่อและองค์กรตามท้ายเอกสารนี้ มีความคิดเห็นและข้อเสนอดังนี้

1. รัฐบาลต้องไม่กระทำการข่มขู่ คุกคามต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น การตั้งด่านสกัด การจดทะเบียนรถ ฯลฯ และรัฐบาลต้องไม่ใช้ พรบ.ความมั่นคงภายใน พรบ.สถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งการประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งกฎหมายดังกล่าวสมควรยกเลิกด้วย

2. รัฐบาลต้องหยุดการใช้กลอุบายใส่ร้ายป้ายสี สื่อสารกล่าวหาล่วงหน้า และสร้างสถานการณ์บิดเบือนว่า กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการสร้างความรุนแรง เพื่อทำลายความชอบธรรมของการชุมนุมของประชาชน และลิดรอนสิทธิเสรีภาพการชุมนุม เช่น การกล่าวหาว่า ผู้ชุมนุมพกพาอาวุธ หรือกล่าวหาว่ามีการขนแรงงานด่างด้าวร่วมชุมนุมด้วย การมีคำสั่งให้นายจ้างห้ามผู้ใช้แรงงานเข้าร่วมชุมนุม

3. กองทัพทหารซึ่งเป็นสมบัติของประชาชน ต้องไม่ทำร้ายหรือปราบปรามประชาชนผู้ชุมนุม โดยเด็ดขาด ต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงกระบวนทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง และพึงตระหนักว่า การยึดอำนาจรัฐประหารจะต้องถูกลงโทษประหารชีวิตโดยไม่มีการนิรโทษกรรมอีกต่อไป ทหารผู้ใต้บังคับบัญชามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมหรือที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบบประชาธิปไตยของประชาชน

4. สื่อมวลชน ต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของรัฐที่นิยมเผด็จการ หรือผู้มีอิทธิพลที่มีอุดมการณ์ และการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตยสื่อมวลชนต้องคำนึงถึงจริยธรรมและจิตวิญญาณของ ความเป็นสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย ที่ต้องสนับสนุนระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย และนำเสนอข่าวต่อประชาชนอย่างรอบด้าน

5. ทางออกต่อวิกฤตความขัดแย้งในสังคมการเมืองปัจจุบัน ต้องมีการจัดการเงื่อนไขต่างๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งดังกล่าวในหลายประเด็น เช่น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เรื่องปัญหาความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม เรื่องปัญหาสองมาตรฐานในการใช้กฎหมาย ฯลฯ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงต้องประกาศยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าว

6. ขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกคน เคารพหลักการกติกาประชาธิปไตย ระบบหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาที่อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน มีวาระการเลือกตั้งผู้บริหารประเทศที่แน่นอน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจรัฐ และร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทยให้ก้าวหน้าสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

องค์กรผู้ลงชื่อในแถลงการณ์

-เครือข่ายสืบทอดเจตนารมณ์เดือนพฤษภา
-กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ(นกน)
-กลุ่มไทยรักประเทศไทย-ในอเมริกา Thais Love Thailand-USA (TLT-US)
-ชมรมผู้สื่อข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
-สำนักกระจายอำนาจและปกครองตนเอง(กอ-ปอ)
-กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน(กสส.)
-ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง
-ชมรมผู้รักประชาธิปไตยแห่งรัฐอิลินอยส์ (R.E.D.S.)
-สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(TWFT)
-สหภาพแรงงานสหกิจวิศาล
-สหภาพแรงงานชินาโนเคนชิ ประเทศไทย
-สหภาพแรงงานแฟชั่นเอ็กซ์เพรส ท่าเรือ
-สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์(TLU)
-กลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรี และใกล้เคียง(SNLG)
-กลุ่มนักศึกษาภาคเหนือเพื่อประชาธิปไตย
-กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
-องค์กรเลี้ยวซ้าย
-คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อประชาธิปไตย
-กลุ่มเครือข่ายองค์กรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 3 จังหวัด (หนองบัวลำภู,ชัยภูมิ,และเลย)
-เพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 เชียงใหม่
-สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
-กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย
-กลุ่มคนรักทักษิณ กลุ่มการเมืองประชาธิปไตยไทยคนเสื้อแดงในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี


บุคคลที่ลงนามในแถลงการณ์

-ประสาท ศรีเกิด
-ศิโรฒม์ คล้ามไพบูลย์
-เนตรดาว เถาถวิล
-ธงชัย วินิจจะกูล Madison, Wisconsin, USA
-รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
-วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา
-สมชาย ปรีชาศิลปกุล
-วรวิทย์ เจริญเลิศ
-ชำนาญ จันเรือง
-เจษฎา โชติกิจภิวาทย์
-พิทักษ์ เกิดหอม
-นายพรมมา ภูมิพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(TWFT) / สมาชิกเลี้ยวซ้าย
-นางสาวเกษแก้ว มีศรี รองประธาน สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(TWFT)
-นายประวร มาดี ฝ่ายคุ้มครองแรงงาน สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(TWFT)
-ไพโรจน์ นิมิบุตร ประธานชมรมผู้สื่อข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
-สมศักดิ์ ภักดิเดช ที่ปรึกษาชมรมผู้สื่อข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
-พิชิต พิทักษ์
-พิษณุ ไชยมงคล
-อรรคพล สาตุ้ม
-เทวฤทธิ์ มณีฉาย กลุ่มประกายไฟ
-ขวัญระวี วงค์อุดม
-พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ ผู้แปลอิสระ
-วัฒนะ วรรณ องค์กรเลี้ยวซ้าย
-ภัควดี วีระภาสพงษ์
-นพดล ทิพยชล
-สุมนมาลย์ สิงหะ นักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
-สิริลักษณ์​ ศรีประสิทธิ์ นักศึกษาปริญญาโท โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
-นีรนุชเนียมทรัพย์
-ศรายุธ ตั้งประเสริฐ
- ถนัด ชาวเขา
-เซ็ง สัญจรเลิศ
-ชยากร เศษฤทธิ์
-เลื่อน ศรีสุโพธิ์
-อรรถสิทธิ์ อรรถเสกสรร
-วุฒิกร แสงรุ่งเรือง
-กานต์ ทัศนภักดิ์
-มนต์ชัย สุพล นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
-มธุรส ภิรมย์รักษ์
-วิทยา อาภรณ์
-Chamaiporn Chatvasvimol / Hannover / Germany.
-กฤตธนา กิจยะกานนท์
-สมหวัง โพธิ์ทองคำ รองประธาน 1 สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์
-ชุมพล ภูมิพันธ์ รองเหรัญญิก สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์
-ชัยพงษ์ สำเนียง
-ทรงศักดิ์ ปัญญา
-ลักขณา ปันวิชัย
-อานนท์ ตันวิวัฒน์
-กุลลดา เศษบุญชู
-ธเนศวร์ เจริญเมือง
-รังสรรค์ จันต๊ะ
-จารุวรรณ โนซาวา
-รัฐนันท์ โสโณดร
-สุกฤต ปัญญาจารย์
-ผดุงเกียรติ ใจมะลิ
-เทวี ชำนาญอาสา
-ปิยะ กาญจาภาคา
-พิมพ์ใจ สุนันติ
-ชิดชม พวงมายา
-BIMAR DAHAL
-พลอยตัว สีผลเจริญ
-วรรณชลิต สีอุดม
-อุษากร สมดุลยกนก
-บุญผิน สุนทราลักษ์ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
-เฉลิมพล ยะจินะ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
-วิชัย ปิ่นมณี สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
-ประพันธ์ ขันเงิน สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
-สิทธิ์ จันทาเทศ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
-มิ่งขวัญ ศรีเลิศ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
-รจนา ทรัยลิ่ง (กลุ่มคนเสื้อแดงไทยในเยอรมัน)
-บุษบาวดี ศรลัมพ์ รายการโมเดิอร์นไลฟ์สไตล์ พีเพิลชาแนลทุกวันเสาร์เวลา15.00-16.00นและสมาชิกเว็ปไซด์เสรีชน
-อภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา
-Myra Sangawong
-สมบัติ บุญงามอนงค์
-สุรพล สุรินธรรม
-วิศณุ สุขวิทย์
-อรอนงค์ ทิพย์พิมล
-ณัฐกรณ์ วิทิตานนท์
-จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย
-อดิศร เกิดมงคล

แฉทหารใบสั่งสื่อโหมทำสงครามข่าว โฆษณาชวนเชื่อปิดล้อม ปูทางปราบเสื้อแดงชุมนุม14มีนา

ที่มา Thai E-News




ใบสั่งสื่อ-กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก ส่งใบสั่งไปยังสื่อต่างๆขอให้ออกข่าวโฆษณาชวนเชื่อทำสงครามข่าวเพื่อให้ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่จะเรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 14 มีนาคมนี้ไปในทางที่เป็นผลลบต่อประเทศ ชีวิตของคนกรุงเทพฯ เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และการท่องเที่ยว เชื่อเป็นแผนโดดเดี่ยวเสื้อแดงและปูทางไปสู่การปราบปรามประชาชน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 มีนาคม 2553

อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:
-ม.ล.ปลื้ม: สื่ออำมาตย์หล่อหลอมมวลชนให้เกลียดนักการเมือง-เบื่อการเลือกตั้ง
-สัมภาษณ์ประวิตร โรจนพฤกษ์ ในวันที่ 'สื่อ' ไม่ได้กุมความถูกต้องแต่ผู้เดียว

แฉใบสั่งสื่อป้ายสีเสื้อแดงก่อความวุ่นวายปูทางปราบ

ก่อนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 14 มีนาคมนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าสื่อของรัฐ และสื่อเอกชนต่างมี"ธง"ในการนำเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกันคือการสร้างภาพลักษณ์ว่า กลุ่มเสื้อแดงจะเข้ามาก่อความวุ่นวายในกรุงเทพฯ สร้างความรุนแรง มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ และผลกระทบทางลบต่างๆ สื่อบางสำนักได้ปลุกปั่นให้คนกรุงเทพฯรวมตัวกันต่อต้าน ปกป้องกรุงเทพฯ หรือสร้างความตระหนกตกใจ เช่น เสนอข่าวว่ามีการกักตุนอาหาร หรือถอนเงินจากบัญฃีเป็นต้น

การนำเสนอข่าวดังกล่าวเป็นไปในทิศทางที่รัฐบาล และระบอบอำมาตย์ต้องการ นักสังเกตการณ์ทางการเมืองเชื่อว่าเพื่อทำลายความชอบธรรมในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย โดดเดี่ยวคนเสื้อแดงให้เป็นเรื่องคนกลุ่มน้อยที่จะก่อความวุ่นวาย สร้างความรุนแรง และสร้างความชอบธรรมในการออกกฎหมายพรบ.ความมั่นคง พรก.ฉุกเฉินเพื่อปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

เรื่องการสร้างกระแสดังกล่าวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่มี"ใบสั่ง"ให้สื่อกระแสหลักดำเนินการมาเป็นลำดับ ดังเอกสารที่เรานำมาเปิดเผยนี้เป็นใบสั่งจากกรมกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก ที่ส่งไปยังสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทวีวี(ช่อง9) โดยใบสั่งนี้เป็นใบสั่งประจำวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมานี้ ระบุ"ขอความร่วมมือ"เผยแพร่เป็นอักษรตัววิ่งประจำวันที่ 4 มีนาคม 2553 ดังนี้ และเรามีข้อสังเกตเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

-ข้อความที่1:นายสุเทพฯ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศไม่ประสงค์ให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ส่วนใหญ่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ


ข้อสังเกตก็คือ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อโดดเดี่ยวประชาชนที่จะมาชุมนุมใหญ่ว่าเป็นเพียงคนกลุ่มน้อย

-ข้อความที่2:นายกงกฤษ หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ความมั่นใจว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยมีทิศทางที่สดใส หากปัจจัยการเมืองไม่มีความวุ่นวาย อาจขยายตัวถึง12-15%


ข้อสังเกต เป็นการโฆษณาชวนเชื่อว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงจะมีผลทางลบต่อการท่องเที่ยว ทั้งที่นายกงกฤษให้สัมภาษณ์หลายสื่อ รวมทั้งสัมภาษณ์ทางทีวีเนชั่นในช่วงสายวันที่ 9 มี.ค.เชื่อว่าการชุมนุมจะไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เนื่องจากไม่น่ามีเหตุรุนแรง และผู้ประกอบการท่องเที่ยวก็ปรับตัวได้แล้ว

-ข้อความที่ 3:นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทยกล่าวต้องติดตามสถานการณ์การเมืองช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทย หากการเมืองเกิดความรุนแรงอาจทำให้การขยายตัวของจีดีพีต่ำกว่า2%


ข้อสังเกต:เป็นการโฆษณาชวนเชื่อว่าการชุมนุมจะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจ ซึ่งกองทัพบกไม่เคยทำอย่างนี้เลยในตอนที่พันธมิตรชุมนุม แต่ผู้นำกองทัพบกกลับไปออกทีวีเรียกร้องให้นายกฯลาออกแทน

ข้อความที่4:กตม.ยังคงตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่สำคัญโดยต่อเนื่อง และขออภัยในความไม่สะดวกในเส้นทางการจราจรบางพื้นที่ ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนพบบุคคลและวัตถุต้องสงสัย โทรสายด่วน191และ1555


ข้อสังเกต:เป็นการโฆษณาชวนเชื่อแยกผู้ชุมนุมเสื้อแดงให้โดดเดี่ยว ขาดการสนับสนุนจากประชาชน และโน้มน้าวให้ประชาชนเกลียดชัง และจับตาหรือร่วมมือรัฐบาลระบอบอำมาตย์เอาผิดกับผู้ชุมนุม ในขณะที่ออกตัวในกรณีรัฐบาลไปตั้งด่านทำให้การจราจรติดขัดเสียเอง

แถลงการณ์ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย:สื่อต้องยุติสงครามข่าวปูทางปราบเสื้อแดง

เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันนักข่าว ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทยได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเรียกร้องให้สื่อยุติการทำสงครามข่าวเพื่อใส่ร้ายป้ายสีเเสื้อแดง เพราะเห็นว่าเป็นการปูทางนำไปสู่การปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธืปไตย โดยมีเนื้อหารายละเอียดดังต่อไปนี้

ขอเรียกร้องให้สื่อยุติการทำสงครามข่าวเพื่อจุดชนวนนำไปสู่การปราบปรามกลุ่มเสื้อแดง และขอเรียกร้องให้รัฐยุติการใช้สื่อของรัฐบิดเบือนยั่วยุสร้างความเกลียดชังแตกแยกในสังคม และยุติการคุกคามสื่อใหม่ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ซึ่งเป็นองค์กรกลางประสานงานของผู้สื่อข่าวที่เคลื่อนไหวเพื่อให้ผู้สื่อข่าวนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความเป็นกลาง ไร้การบิดเบือน และสนับสนุนประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการเห็นว่า บทบาทของสื่อสารมวลชนทั้งของรัฐ และเอกชนในปัจจุบัน กำลังหมิ่นเหม่ต่อการตกเป็นเครื่องมือของผู้กุมอำนาจรัฐ และนำเสนอข่าวชี้นำสังคมไปในทางที่มีอคติต่อกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือแม้แต่การใช้สื่อสร้าง"สงครามข่าว"เป็นการชี้นำสาธารณชนให้เกิดการเกลียดชัง ก่อความรุนแรงได้ จึงขอเรียกร้องดังนี้

1.สื่อมวลชนกระแสหลักนำเสนอข่าวโดยขาดการตรวจสอบในกรณีที่เสนอข่าวว่า กลุ่มเสื้อแดงได้ขึ้นบัญชีดำต่อบุคคล 53 รายที่อยู่ในฝ่ายรัฐบาล หรือสนับสนุนรัฐบาล รวมทั้งสื่อที่มีบทบาทสนับสนุนรัฐบาล และโจมตีต่อกลุ่มเสื้อแดงด้วยความอคติบิดเบือน โดยสื่อบางค่ายเช่น ผู้จัดการASTVนำเสนอว่าบุคคลทั้ง53รายตกเป็นเป้าการสังหารของคนเสื้อแดง

ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเพียงการไปโพสต์ข้อความในเวบไซต์เสธ.แดง โดยข้อความดังกล่าวไม่ได้บอกว่าบุคคลทั้ง53รายเป็นเป้าหมายการสังหาร หรือขู่เข็ญว่าจะประทุษร้ายแต่อย่างใด เป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบุคคลทั้ง53รายนั้น สนับสนุนระบอบเผด็จการอำมาตย์ และทำลายประชาธิปไตย และต่างก็ประสบเคราะห์กรรมตามหลักพุทธศาสนาไปแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นการติชมโดยสุจริตและเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

แต่การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนกลับขาดการตรวจสอบ และนำไปขยายผลว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะประสงค์ร้ายต่อกลุ่มบุคคลทั้ง53ราย ซึ่งสุ่มเสี่ยงมากว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความอคติลำเอียง และมีจุดประสงค์สร้างความเกลียดชังคนเสื้อแดง และอาจรวมไปถึงการสร้างกระแสเพื่อจุดชนวนให้ปราบปรามประชาชนที่จะจัดการชุมนุมใหญ่ในวันที่14มีนาคมนี้ได้

ลักษณะดังกล่าวไม่แตกต่างไปจากกรณีหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และบางกอกโพสต์ตกแต่งภาพรัชทายาท และเป็นชนวนสำคัญนำไปสู่การปราบปรามนักศึกษาประชาชนในกรณี6ตุลาคม2519 แต่คราวนี้ย่ำแย่กว่ามากนัก เพราะไม่ได้มีเพียง2ฉบับ แต่สื่อมวลชนกระแสหลักแทบทั้งหมดกำลังบิดเบือน ตกแต่งข่าวป้ายสีและอาจเป็นชนวนเหตุนำไปสู่การปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยได้

จึงขอเรียกร้องให้ยุติการทำสงครามข่าวเพื่อจุดประสงค์ปูทางหรือจุดชนวนนำไปสู่การปราบปรามประชาชนโดยทันที

2.ที่ผ่านมาสื่อมวลชนกระแสหลักทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจำนวนมาก ได้แสดงตนอย่างเด่นชัดว่าขาดจากสถานภาพการเป็นสื่อสารมวลชนที่เป็นกลาง และนำเสนอข่าวเยี่ยงนักวิชาชีพไปแล้ว เพราะนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ทัศนะที่สนับสนุนระบอบอำมาตย์เผด็จการ ให้ร้ายป้ายสีสร้างความเกลียดชัง ชี้นำให้มีการปราบปรามทำลายล้างประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย กลุ่มคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

จึงขอเรียกร้องต่อองค์กรวิชาชีพสื่อ ทั้งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็นต้น ได้มีมาตรการกำชับหรือบังคับอย่างมีประสิทธิภาพให้สมาชิกขององค์กรของตนให้ธำรงตนอยู่ในความเป็นกลาง เสนอข่าวอย่างรอบด้าน ไร้อคติ ปราศจากการบิดเบือนชี้นำ และองค์กรวิชาชีพเหล่านี้ต้องแสดงตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย

3.ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยุติการใช้สื่อของรัฐบิดเบือนสร้างความเกลียดชัง และยั่วยุให้เกิดความรุนแรงตลอดทั้งยุติการคุกคามปิดกั้นสื่อที่นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เช่น วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม สื่อใหม่ทางวอินเตอร์เน็ตช่องทางต่างๆ ที่ใช้สิทธิวิพากษ์วิจารณ์มใต้กรอบรัฐธรรมนูญ

4.ขอเรียกร้องต่อหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนทั้งของรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนช่วยกันเรียกร้องกดดัน และติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อข้างต้น

ด้วยจิตเจตนาที่เป็นกลาง และสงบสันติ สมานฉันท์

นายไพโรจน์ นิมิบุตร

ประธานชมรม นักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย

ติดต่อ:อีเมล์thailand.inc@gmail.com

Tuesday, March 9, 2010

“ทักษิณ” เปิดใจหลังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์

ที่มา VoiceTV



พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุ ตุลา 52 เข้าใกล้การเจรจามากที่สุด

วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2553

สื่อมวลชน

"จับตา 14 มี.ค. จุดเดือดประเทศไทย"

การ์ตูน เซีย 09/03/53

วัดใจ

สมรภูมิวังน้อยเดือด

สนนอ.-สนนท.หนุนเสื้อแดง จี้ยุบสภา-ยุติประกาศพ.ร.บ.มั่นคง

ที่มา ประชาไ ท


8 มี.ค.53 สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) กรณีกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 มี.ค.นี้เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา โดยองค์การนักศึกษาทั้งสองแห่งเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดกระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดสิทธิในการชุมนุมโดยสันติของประชาชน เช่น การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นต้น พร้อมทั้งเรียกร้องกองทัพไม่ให้ใช้เงื่อนไขใดๆ เป็นข้ออ้างเพื่อทำการรัฐประหาร
นอกจากนี้ สนนอ.และสนนท.ยังประณามกลุ่มบุคคลที่ออกมาปลุกกระแสข่าว เพื่อขัดขวางการชุมนุมโดยสันติอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนด้วย

แถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
รัฐบาลจงยอมรับการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน
เนื่องด้วยสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าประชาชนคนเสื้อแดงซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังจะออกมาชุมนุมในวันที่ 14 มีนาคม 2553 นี้ ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อให้รัฐบาลยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อนำไปสู่วิถีทางตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง โดยเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าในการดำเนินงานบริหารประเทศของรัฐบาลอภิสิทธ์ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ใส่ใจในการแก้ปัญหาต่างๆ ของประชาชนอย่างจริงจังเลยแม้แต่น้อย แต่กลับพยายามที่จะรักษาอำนาจของตนในระบอบอำมาตยาธิปไตย สร้างภาพหลอกตาอันสวยหรูให้รัฐบาลดูดี และทำลายมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงในทุกวิถีทางมาโดยตลอด
ทั้งๆ ที่ทางกลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศแนวทางการต่อสู้ด้วยสันติวิธีอย่างชัดเจนแล้ว แต่ท่าทีของรัฐบาล กลับยังคงแสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชนคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อผลักดันให้สังคมเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ รวมทั้งในการออกมาเคลื่อนไหวที่จะถึงในไม่ช้านี้ ด้วยท่าทีที่จะใช้ความรุนแรงโดยการปราบปรามด้วยวิธีการต่างๆ ทางสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.) และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) จึงขอเรียกร้อง ดังนี้
1. ขอให้รัฐบาลจงยอมรับการเคลื่อนไหวและเสียงสะท้อนของประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่าคนเสื้อแดงคือคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ รัฐบาลต้องยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เพื่อนำไปสู่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย และนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาแก้ไขมาตราที่เป็นอำมาตยาธิปไตยออกไป แล้วนำกลับมาใช้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มาโดยไม่ชอบธรรมจากการรัฐประหาร
2. ขอประณามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นอีแอบทางการเมือง ที่พยายามต่อต้านหรือขัดขวาง เพื่อให้กลุ่มคนเสื้อแดงยุติการเคลื่อนไหวที่จะถึงนี้ โดยอ้างเหตุผลว่าจะนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งเป็นการสร้างภาพไว้เกินจริงว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นที่น่าหวาดกลัว ทั้งที่แนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นแนวทางสันติวิธี และเป็นไปตามสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกประการ
3. ขอให้กองทัพวางท่าทีอยู่นิ่งเฉยและห้ามสร้างเงื่อนไขในการทำรัฐประหาร ไม่ว่าเงื่อนไขใดหรือกรณีใดก็ตาม
4. ด้วยความที่การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญของประชาชน รัฐบาลจึงไม่มีสิทธิ์ใดๆโดยเด็ดขาดที่จะออกกฎหมายพิเศษ เพื่อสร้างเงื่อนไขในการปราบปรามประชาชน ซึ่งจะเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน
เชื่อมั่นและศรัทธาในการเปลี่ยนแปลง

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.)
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)