WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 11, 2010

แกนนำและมวลชนควรรู้กฎการใช้กำลังของทหาร เพิ่อพลิกแพลงสถานการณ์เอาชนะอำมาตย์

ที่มา Thai E-News




ทหารที่ประทับปืนยิงวิถีราบใส่พลเรือนนั้น มีความผิดอาญาฐานพยายามฆ่าแล้วไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผิดนี้ได้ หากมวลชนมีการถ่ายรูปและบันทึกภาพที่ดีแล้วจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทหารไม่ได้มีการกระทำตามขั้นตอน ถ้ามาถึงกวาดล้างทันทีตามที่นายเขาสั่งก็เป็นความผิดสำเร็จทันที


โดย Pegasus
11 มีนาคม 2553

บทความเกี่ยวเนื่อง:ขอเตือนทหารอย่าเสี่ยงดีกว่า:ปราบประชาชนโทษถึงประหาร

กฎการใช้กำลังของทหารต่อพลเรือนในโลกสมัยใหม่เกิดขึ้นทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่เกิดสงครามกลางเมืองหรือการควบคุมความไม่สงบภายหลังสงคราม

ปกติจะเป็นมติของสหประชาชาติซึ่งทหารไทยก็ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าการบังคับให้เกิดสันติภาพ (peace keeping operations) ซึ่งโดยนัยแล้วหมายถึงการใช้กำลังทางทหารในการปฏิบัติการ เช่นในกรณีของอิรัก และโซมาเลีย เป็นต้น

กฎการใช้กำลัง กฎการปฏิบัติการ หรือกฎการปะทะ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Rule of Engagement (ROE) ซึ่งเป็นหลักสากล ทหารไทยแม้จะอ้างว่ามีกฎหมายอะไรก็ตาม ก็ยังต้องทำตามกฎสากลเช่นว่านี้ มิฉะนั้นแล้วในข้อบังคับของทหารเองก็นับว่าเป็นความผิด ดังนั้น มวลชนก็ควรรู้และใช้ประโยชน์ต่อกฎการใช้กำลังนี้ให้เป็น

กฎการใช้กำลังนั้น มีข้อยกเว้นแต่เพียงว่าหากมีอันตรายต่อทหารหรือหน่วยทหาร ก็สามารถป้องกันตัวได้โดยชอบ ซึ่งทหารมักนำมาอ้างบ่อยๆ แต่เพราะทหารมักไม่ค่อยเข้าใจเรื่องกฎหมาย อ่านหนังสือน้อย ฟังแต่ผู้บังคับบัญชาที่ไม่มีความรู้

ความผิดพลาดต่างๆในเรื่องของกฎเกณฑ์นี้จึงอาจเกิดขึ้นได้ และอาจนำไปสู่การตัดสินประหารชีวิตผู้บังคับหน่วยทหาร และผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นนั้นในที่สุด ดังนั้น มวลชนจึงควรรู้และใช้ประโยชน์กฎการใช้กำลังนี้ให้เป็นเช่นกัน

กฎการใช้กำลังส่วนแรกขอยกมาจากบทความของ ร้อยโท อริย วิมุติสุนทร นายทหารพระธรรมนูญ กรม 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยในกรุงเทพฯ ที่จะใช้ปฏิบัติการกับฝ่ายเสื้อแดงในครั้งนี้ด้วย โดยจะขอหยิบยกมาเฉพาะที่น่าสนใจดังนี้

“...แนวทางปฏิบัติทั่วไป ในการใช้กำลัง

๑. หากเป็นไปได้ ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการใช้กำลัง

๒. หากจำเป็นให้ใช้กำลัง ให้น้อยที่สุด

๓. พิจารณาระดับกำลัง

๓.๑ การโน้มน้าวด้วยวาจา

๓.๒ เทคนิคการป้องกันตัวแบบไม่ใช้อาวุธ

๓.๓ สิ่งระคายเคืองที่เป็นละอองสารเคมี เช่น แก๊ซน้ำตา ฯลฯ

๓.๔ การใช้กระบองของสารวัตรทหาร

๓.๕ การใช้สุนัขทหาร

๓.๖ การแสดงให้เห็นอาวุธสังหาร

๓.๗ การใช้กำลังที่ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

๔. ห้ามมิให้ใช้การยิงเตือน (warning shots) สาเหตุ เนื่องจากในสถานการณ์ที่มีความสับสนนั้น เสียงที่ดัง มาจากการยิงเตือนนั้น อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดไปได้หลายทาง เช่น เข้าใจว่าเกิดการปะทะขึ้นแล้ว หรือผู้ถูกยิงเตือนเข้าใจว่ากำลังถูกทำการยิง ฯลฯ ซึ่งมักจะส่งผลให้บุคคลอื่นๆ รวมทั้งผู้ที่ถูกยิงเตือนนั้น รู้สึกถึง “ภัย” ที่อาจจะเกิดขึ้น และด้วยสัญชาตญาณจะพยายามที่จะหลบหลีกออกจากบริเวณดัง กล่าว ( getaway from the area) ให้รวดเร็วที่สุด ซึ่งจะยิ่งทำให้การควบคุมเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้จากผล การศึกษา การใช้การยิงเตือน ยังมักจะก่อให้เกิดอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการยิงปืนขึ้นฟ้า ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ กระสุนก็จะต้องไปตกยังที่แห่งใดแห่งหนึ่งซึ่งอาจถูกคนหรือทรัพย์สินเสียหาย หากเป็นการยิงขึ้นฟ้าไปตรงๆ ก็จะพบว่ากระสุนจะตกกลับมาถูกคนหรือทรัพย์สินในบริเวณที่ทำการยิงขึ้นไปนั่นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การยิงปืนเฉลิมฉลองในงานเทศกาลต่างๆ เมื่อมีคนตายหรือบาดเจ็บ มักจะพบว่าเกิดจากกระสุนที่ตกลงมานั่นเอง หรือกรณีการยิงปืนลงพื้นนั้น ยิ่งพบว่ามีอันตรายมาขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเราไม่ทราบเลยว่ากระสุนจะแฉลบไปทางใด และจะถูกใครได้รับบาดเจ็บบ้าง

๕. หากเวลาและสถานการณ์อำนวย บุคคลที่แสดงอาการเป็นภัย ควรได้รับการเตือนและได้รับโอกาสที่จะหยุดการกระทำที่เป็นภัยนั้น

๖. ใช้การเปิดเผยให้เห็นว่าพาอาวุธเท่านั้น การชักอาวุธปืนออกมาจากซองปืน จริงๆนั้น ใช้เฉพาะกรณีมีเหตุผลอันสมควรที่จะเชื่อได้ว่าอาจจำเป็นที่จะต้องใช้อาวุธ เท่านั้น...”


ในส่วนแรกนี้ จะเห็นได้ว่าทหารไม่ได้รับอนุญาตให้ถือปืนในลักษณะพร้อมยิงตั้งแต่แรก (คงต้องสะพายปืนเฉย) และห้ามการยิงเตือน การยิงลงพื้นหรือกรณีใดๆที่จะทำให้พลเรือนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

จริงอยู่ไม่ได้ห้ามการใช้อาวุธสังหาร แต่จะทำได้ต่อเมื่อมีอันตรายถึงชีวิตของทหารเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า หากการชุมนุมสามารถป้องกันการสร้างสถานการณ์ได้ดีพอ เหตุและเงื่อนไขที่ทหารจะใช้อาวุธนั้นจะไม่มี ยิ่งไปกว่านั้นแม้มีเหตุจากที่อื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าพลเรือนที่อยู่ตรงหน้าทหารจะเป็นภัยถึงชีวิตเช่นนั้นเหมือนกัน

ดังนั้นจึงแน่นอนว่าในกรณีสงกรานต์เลือดทหารที่ประทับปืนยิงวิถีราบใส่พลเรือนนั้น มีความผิดอาญาฐานพยายามฆ่าแล้วไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผิดนี้ได้ หากมวลชนมีการถ่ายรูปและบันทึกภาพที่ดีแล้วจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทหารไม่ได้มีการกระทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นคือ การใช้วาจา การใช้สุนัข การแสดงอาวุธแต่ไม่ประทับปืน ฯลฯ มาก่อนหรือไม่

ถ้ามาถึงกวาดล้างทันทีตามที่นายเขาสั่งก็เป็นความผิดสำเร็จทันที ดังนั้นแกนนำต้องจัดตั้งมวลชนที่ชำนาญการใช้กล้องดังกล่าวไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อถ่ายทำเหตุการณ์ต่างๆอย่างคนที่รู้สถานการณ์ไม่ใช่ขอร้องโดยทั่วไปเหมือนที่ผ่านมาและต้องเป็นช่างภาพที่รู้มุมของการถ่ายและบันทึกภาพสำคัญๆตามเงื่อนไขที่ได้กล่าวถึงมาแล้วนี้ด้วย

นกรณีที่จะใช้อาวุธสังหาร จะทำได้อย่างไร ร้อยโท อริย ฯ กล่าวต่อไปว่า

“...แนวทางทั่วไปในการ ใช้กำลังที่อันตรายถึงชีวิต

๑. ยิงเพื่อให้ผู้ที่ถูก ยิงหมดความสามารถ

๒. ยิงโดยคำนึงถึงผู้ที่ไม่เป็นภัยที่อยู่ข้างเคียง

๓. ใช้กำลังทหารเฉพาะเมื่อจำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น กล่าวคือ

๓.๑ เมื่อใช้วิธีที่อันตรายน้อยกว่าแล้วไม่เป็นผล

๓.๒ ไม่เพิ่มความเสี่ยงแก่ผู้ที่ไม่เป็นภัย

๓.๓ มีความจำเป็นสมเหตุสมผลเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์

การใช้กำลังสังหารจะ กระทำเฉพาะเพื่อ

๑. ป้องกันตัวจากอันตรายอันจะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บอย่างรุนแรง

๒. ป้องกันอาชญากรรมที่อันตรายถึงชีวิตหรือบาดเจ็บขั้นร้ายแรง

๓. ป้องกันการขโมยหรือ การก่อวินาศกรรมต่อทรัพย์สินอันมีค่าต่อความมั่นคงของชาติ

๔. ป้องกันการขโมยหรือ การก่อวินาศกรรมต่อทรัพยากรที่อาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงได้

๕. ป้องกันความเสียหาย ของสาธารณูปโภคที่สำคัญ

๖. จับกุมบุคคลที่ก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามเฉพาะหน้า

๗. ป้องกันการหลบหนีของ นักโทษที่ก่ออาชญากรรมเกี่ยวข้องกับภัยคุกคาม

เฉพาะหน้า ...”


ตามข้อกำหนดทางทหารในส่วนที่สองดังกล่าวนี้ มวลชนมีหน้าที่จะต้องไม่แสดงให้ทหารเห็นว่าจะสามารถทำร้ายทหารถึงกับชีวิตหรือบาดเจ็บอย่างรุนแรง ดังนั้น มวลชนที่เผชิญหน้ากับทหารต้องได้รับการถ่ายรูป ถ่ายภาพว่ามีมือเปล่า ปราศจากอาวุธและสิ่งเทียมอาวุธ จะต้องไม่มีกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่ไม่รู้เหนือ รู้ใต้ หรืออาจเป็นเหลืองปลอมมาเหมือนครั้งสงกรานต์จะมาทำระเบิดขวด เอาไม้หน้าสามมาส่งให้ เอาสิ่งเทียมอาวุธอื่นๆ มาส่งให้เพื่อให้มวลชนมีความผิดเข้าองค์ประกอบที่ทหารจะใช้เป็นข้ออ้างในการสังหารได้ ซึ่งก็จะทำให้ประชาชนที่ไม่รู้เท่าทันต้องสูญเสียอีก

นอกจากนั้นจะต้องไม่ให้มีการสร้างเงื่อนไขการก่อวินาศกรรม การทำลายไฟจราจร(ซึ่งพวกสร้างสถานการณ์มักจะเป็นผู้ทำ) มวลชนต้องไม่ยินดีกับการกระทำนั้นเพราะหมายถึงชีวิตของพี่น้องประชาชนเอง ต้องจับกลุ่มสร้างสถานการณ์หรือกลุ่มฮาร์ดคอร์ถ้าเป็นฝ่ายเรามาลงโทษเสียก่อนจะเกิดความเสียหายร้ายแรง

การป้องกันไม่ให้มีข้ออ้างในการใช้อาวุธและผลักดันให้ทหารต้องใช้อาวุธเนื่องจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะเป็นชัยชนะของประชาชนต่อฝ่ายอำมาตย์ที่พยายามสังหารประชาชนอยู่แล้ว

นอกจากนั้น ชัยชนะของฝ่ายประชาชนยังอยู่ที่การเข้าไปแวดล้อมเหล่าทหารไม่ให้รวมกันติด ตัดแยกเป็นส่วนๆ ด้วยมวลชนมือเปล่า พูดคุยในระยะประชิดตัว (การอยู่ห่างเกินกว่า 30 เมตรอาจถูกสังหารได้ง่ายกว่าอยู่ใกล้ด้วยคนจำนวนมาก ภาพการยืนประจันหน้าร้องท้าทาย ยกไม้ ยกระเบิดขวดขว้างต้องไม่มีเกิดขึ้นในการชุมนุมที่ต้องการจะได้ชัยชนะ)

หากทหารจะเข้ามาปิดล้อมเพื่อกันผู้สื่อข่าวต่างประเทศ มวลชนต้องสกัดกั้นไม่ให้เกิดการล้อมปราบได้ ด้วยการปิดล้อมด้านหลังและด้านข้างของทหาร เมื่อมวลชนไปโอบล้อมทหารเหมือนกับน้ำที่ไหลไปทั่ว กลุ่มผู้สร้างสถานการณ์รอบนอก ก็จะถูกจับได้ง่ายเพราะมวลชนมีขอบเขตสายตาที่กว้างขวาง เพราะจัดการให้มีการหมุนเวียนมวลชนเข้าและออกพื้นที่อยู่ตลอดเวลา จนทหารไม่สามารถปิดล้อมได้

เมื่อใดจะทำการปิดล้อมเส้นทาง มวลชนก็เข้ามาเปิดเส้นทางตลอดเวลาด้วยมือเปล่าจำนวนมาก การปิดกั้น ปิดล้อมก็ไม่สามารถทำได้ ประการสำคัญคือ มวลชนต้องรู้จักกัน ไปกันเป็นคณะ แกนนำต้องมีแผนที่อยู่ ที่ตั้ง และจำนวนของมวลชนจัดตั้งที่แน่นอน ส่วนประชาชนที่มาร่วมอย่างอิสระนั้นให้อยู่ในบริเวณกึ่งกลางไม่ให้มีผู้แทรกเข้ามาสร้างสถานการณ์ได้ ก็จะเป็นการปิดเงื่อนไขการใช้อาวุธของทหารจนหมดสิ้น

เมื่อทหารไม่สามารถใช้อาวุธได้ อำนาจของฝ่ายอำมาตย์ก็จบสิ้นลง และไม่แน่หากมวลชนไปปิดล้อมทหารให้แยกเป็นส่วนๆ ไม่สามารถรวมกันติดแล้ว และมีการพูดคุยให้ความรู้ทางการเมืองได้มากพอ ทหารเหล่านั้นอาจกลับมาเป็นฝ่ายประชาชนก็เป็นได้ ใครจะไปรู้

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ แกนนำต้องมีการบริหารจัดการที่ดีและเป็นระบบ กับมองภาพสุดท้ายให้ออกว่า พาคนเรือนล้านมาชุมนุมเพื่ออะไร ชัยชนะอยู่ตรงไหน การต่อสู้ทางชนชั้นที่แกนนำพร่ำพูดอยู่ตลอดเวลานั้นจะบรรลุผลได้อย่างไร เพราะถ้าเริ่มพูดถึงชนชั้นหรือประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ก็หมายถึงการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ลำพังการยุบสภาคงไม่ใช่ชัยชนะขั้นสุดท้ายแน่ แล้วคำตอบคืออะไรอยู่ที่ไหน แต่ถ้าหากปล่อยโอกาสให้หมดไปกับการขึ้นเวทีปราศรัยเสียแล้ว ก็จะไม่มีโอกาสแก้ตัวครั้งต่อไปอีกแล้ว

ตามความเห็นของผู้เขียน รัฐบาลพลัดถิ่น ที่ใครๆต่างดาหน้าออกมาบอกว่าทำไม่ได้นั้นเป็นคำตอบสุดท้าย

หมายเหตุ : เพื่อให้เห็นภาพของ กฎการใช้กำลังที่เป็นสากล จึงจะขอนำแนวทางของกองทัพสหรัฐในโซมาเลียมาพ่วงไว้ให้ผู้ที่ชอบอ่านภาษาอังกฤษ ได้พิจารณาโดยจะไม่แปลความเพราะมีความคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว

ROE Card

Rules of Engagement
Joint Task Force for Somalia Relief Operations
Ground Forces

Nothing in these rules of engagement limits your right to take appropriate action to defend yourself and your unit.

1. You have the right to use force to defend yourself against attacks or threats of attack.

2. Hostile fire may be returned effectively and promptly to stop a hostile act.

3. When US forces are attacked by unarmed hostile elements, mobs, and/or rioters, US forces should use the minimum force necessary under the circumstances and proportional to the threat.

4. You may not seize the property of others to accomplish your mission.

5. Detention of civilians is authorized for security reasons or in self-defense.

Remember

· The United States is not at war.

· Treat all persons with dignity and respect.

· Use minimum force to carry out the mission.

· Always be prepared to act in self-defense.

Rules of Engagement for
Operation Provide Comfort
(As Authorized by JCS [EUCOM Dir 55-47])

1. All military operations will be conducted in accordance with the laws of war.

2. The use of armed force will be utilized as a measure of last resort only.

3. Nothing in these rules negates or otherwise overrides a commander's obligation to take all necessary and appropriate actions for his unit's self-defense.

4. US forces will not fire unless fired upon unless there is clear evidence of hostile intent.

Hostile Intent - The threat of imminent use of force by an Iraqi force or other foreign force, terrorist group, or individuals against the United States, US forces, US citizens, or Kurdish or other refugees located above the 38th parallel or otherwise located within a US or allied safe haven refugee area. When the on-scene commander determines, based on convincing evidence, that hostile intent is present, the right exists to use proportional force to deter or neutralize the threat.

Hostile Act - Includes armed force directly to preclude or impede the missions and/or duties of US or allied forces.

5. Response to hostile fire directly threatening US or allied care shall be rapid and directed at the source of hostile fire using only the force necessary to eliminate the threat. Other foreign forces as (such as reconnaissance aircraft) that have shown an active integration with the attacking force may be engaged. Use the minimum amount of force necessary to control the situation.

6. You may fire into Iraqi territory in response to hostile fire.

7. You may fire into another nation's territory in response to hostile fire only if the cognizant government is unable or unwilling to stop that force's hostile acts effectively or promptly.

8. Surface-to-air missiles will engage hostile aircraft flying north of the 36th parallel.

9. Surface-to-air missiles will engage hostile aircraft south of the 36th parallel only when they demonstrate hostile intent or commit hostile acts. Except in cases of self-defense, authorization for such engagements rests with the designated air defense commander. Warning bursts may be fired ahead of foreign aircraft to deter hostile acts.

10. In the event US forces are attacked or threatened by unarmed hostile elements, mobs, or rioters, the responsibility for the protection of US forces rests with the US commanding officer. The on-scene commander will employ the following measures to overcome the threat:

a. Warning to demonstrators.

b. Show of force, including the use of riot control formations.

c. Warning shots fired over the heads of hostile elements.

d. Other reasonable use of force necessary under the circumstances and proportional to the threat.

11. Use the following guidelines when applying these rules:

a. Use of force only to protect lives.

b. Use of minimum force necessary.

c. Pursuit will not be taken to retaliate; however, immediate pursuit may begin and continue for as long as there is an immediate threat to US forces. In the absence of JCS approval, US forces should not pursue any hostile force into another nation's territory.

d. If necessary and proportional, use all available weapons to deter, neutralize, or destroy the threat as required.


ที่มา: ผนวก FM 100-23 APPENDIX - D

ป๋วย อึ้งภากรณ์ กับการเรียกร้องหาคนดีในปัจจุบัน

ที่มา Thai E-News



โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
10 มีนาคม 2553

หากท่านอาจารย์ป๋วยยังมีชีวิตอยู่จวบจนปัจจุบันแล้ว วันที่ 9 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมาก็จะเป็นวันครบรอบ 94 ปีของท่าน

แต่น่าเสียดายที่ท่านจากโลกนี้ไปแล้วตั้งแต่เมื่อ 28 กรกฎาคม 2542 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อมีอายุได้ 83 ปี เหลือไว้แต่คุณงามความดีให้แก่คนไทยรุ่นหลังนานัปการ

ไม่ว่าจะเป็นผลงานด้านการเมืองที่อาจารย์ป๋วยได้ร่วมกันก่อตั้งคณะเสรีไทยขึ้นในอังกฤษ มีชื่อจัดตั้งว่า "นายเข้ม เย็นยิ่ง" ประกาศไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติรัฐบาลไทยที่ยอมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น

ในด้านผลงานทางการเงินการคลังอาจารย์ป๋วยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 12 ปี นับเป็นผู้ว่าการที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด ตลอดสมัยที่อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นสมัยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปลอดจากการเมืองมากที่สุด และเป็นยุคที่สามารถรักษาเสถียรภาพเงินตราไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง เงินบาทได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งในและนอกประเทศ ทำให้มีการค้าขายและการลงทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็เพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์

ในด้านการศึกษาอาจารย์ป๋วยดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในช่วงแรกมีอาจารย์ประจำเพียงสี่คน อาจารย์ป๋วยจึงเร่งผลิตอาจารย์ โดยประกาศรับสมัครคนรุ่นใหม่ แล้วหาทุนส่งไปเรียนต่างประเทศ ทำให้คณะเศรษฐศาสตร์เติบโตขึ้น ภายในเวลาเพียงสิบปีมีอาจารย์เพิ่มนับร้อยคน ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอก

ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ที่รัฐบาลทหารถูกขับไล่ออกไป อาจารย์ป๋วยได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ มีการเรียกร้องให้อาจารย์ป๋วยเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่อาจารย์ป๋วยไม่รับเนื่องจากความปรารถนาของอาจารย์ป๋วยไม่ได้อยู่ที่การเมือง แต่เป็นเรื่องการศึกษาและการพัฒนาชนบท

ต่อมามีการเสนอชื่อ อาจารย์ป๋วยให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ป๋วยจึงเป็นศิษย์เก่าธรรมศาสตร์คนแรก ที่ได้รับเลือกตั้งจากชาวธรรมศาสตร์ให้เป็นอธิการบดีคนที่ 10 เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2518 อาจารย์ป๋วยได้ให้แนวทางแก่ธรรมศาสตร์ในการขยายไปยังรังสิต ให้ขยายตัวไปในสาขาวิทยาศาสตร์เพื่อเกื้อหนุนกัน การรับนักเรียนเรียนดีจากชนบทเข้ามาศึกษาหรือ โครงการช้างเผือก และการให้คณะต่างๆ จัดทำโครงการบริการสังคม

วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 กลุ่มบุคคลในเครื่องแบบและกลุ่มกระทิงแดง ได้ปิดล้อมและใช้อาวุธยิงถล่มเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยไม่สนใจต่อคำขอร้องของผู้ชุมนุมภายในที่ต้องการเจรจาโดยสันติ มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก นักศึกษาบางคนถูกจับแขวนคอ บางคนถูกเผาทั้งเป็นและผู้หญิงบางคนถูกข่มขืนจนถึงแก่ความตาย

เวลา 10.00 น. อาจารย์ป๋วยออกแถลงการณ์ลาออกในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่มีคนจำนวนมากบาดเจ็บและล้มตายภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของท่าน สภามหาวิทยาลัยได้ขอให้อาจารย์ป๋วยเดินทางออกนอกประเทศเนื่องจากฝ่ายขวากำลังล่าตัวอาจารย์ป๋วย ซึ่งในเวลาเย็นวันนั้นอาจารย์ป๋วยได้เดินทางออกนอกประเทศ พร้อมๆกัน ก็เกิดการรัฐประหารขึ้นโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะ

ในส่วนของความคิดเห็นเกี่ยวกับคนดีนั้น อาจารย์ป๋วยท่านเห็นว่าศีลธรรมตามหลักพุทธศาสนาและเศรษฐศาสตร์นั้นมีความสอดคล้องกัน ศีลหมายถึงการละเว้นจากการสร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น ส่วนธรรมหมายถึงการช่วยเหลือให้บุคคลและสังคมโดยรวมดีขึ้นซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญคือความยุติธรรม

อาจารย์ป๋วยได้ขยายความโดยยกตัวอย่างกรณีที่ถือว่าขัดกับหลักธรรมและศีลหรือหลักธรรมจริยาในทางเศรษฐศาสตร์ไว้หลายกรณี ได้แก่

1.ข้าราชการผู้รับสินบนหรือใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน

2.ข้าราชการผู้เกี่ยวโยงกับธุรกิจเอกชนในฐานะประธานหรือกรรมการบริษัท ซึ่งมีผลประโยชน์ขัดกับหน่วยงาน ซึ่งข้าราชการผู้นั้นปฏิบัติงานอยู่ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมิได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนก่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจนั้นก็ตาม

3.ข้าราชการผู้ที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตก็ตาม

4.นโยบายเศรษฐกิจซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มน้อยในขณะที่เป็นผลร้ายต่อคนส่วนใหญ่

5.บุคคลผู้สมรู้ร่วมคิดกับข้าราชการ เพื่อเอาเปรียบสาธารณชน

6.ข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งรัฐบาลออกบังคับใช้อย่างไม่สมเหตุสมผล

7.การหลีกเลี่ยงภาษีอากรของบุคคลและบริษัทห้างร้าน

8.การกักตุนสินค้าในยามขาดแคลน โดยมุ่งค้าหากำไรในตลาดมืด

9.ราษฎรผู้ปราศจากอาชีพ ผู้ไม่พยายามหาเลี้ยงชีพโดยสุจริตหรือไม่ตระหนักถึงหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองของชาติ ผู้ปราศจากสติยับยั้งและความรู้สึกผ่อนหนักผ่อนเบา ผู้ที่พยายาม เอาเปรียบผู้อื่นและผู้ไม่พยายามขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวและคอยขัดขวางความก้าวหน้า

10.ชนกลุ่มน้อยซึ่งกลายเป็นผู้ร่ำรวยอย่างมหาศาล ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มี ความยากจนแร้นแค้น

11.ผู้ที่ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจและมีรายได้สูงหรือผู้ที่ได้รับมรดกตกทอดจำนวนมาก แต่มิได้นำทรัพย์สินเหล่านั้นมาลงทุนในทางที่ก่อให้เกิดผลผลิตอันจะช่วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

ฉะนั้น การที่จะเรียกร้องหาคนดีเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในยุคที่แบ่งสีแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนเช่นในปัจจุบันนี้ เราต้องพิจารณาว่าคนดีที่แต่ละฝ่ายกล่าวอ้างนั้นมีคุณสมบัติที่ขัดต่อหลักธรรมและศีลหรือหลักธรรมจริยาตามที่ท่านอาจารย์ป๋วยได้กล่าวถึงไว้แล้วหรือไม่ อย่างไร


--------------------

จาตุรนต์จี้รัฐเลิกใช้วิชามารจุดชนวนปราบเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 มีนาคม 2553

เมื่อเย็นวันนี้ ที่สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย นายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้แถลงข่าวเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล กรณีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง ว่า “ขณะนี้สังคมกำลังเป็นห่วงว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นใน 1 – 2 วันนี้ และต่างก็พยายามเสนอความคิดเห็น วิธีป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น ซึ่งผมคิดว่าก็ควรจะส่งเสริมให้ทุกฝ่ายได้ใช้ความพยายามกันอย่างจริงจังต่อไป"

ขณะเดียวกันได้มีการโหมกระพือข่าว สร้างกระแส จนทำให้บรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้มีความน่ากลัวจนเกินจริงไปมาก
อยากให้ทุกฝ่ายตั้งหลักว่า การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ จึงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ก็ยังเป็นความจริงด้วยว่าในปัจจุบันผู้คนมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมาก และสังคมไทยยังไม่สามารถหาทางออกที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับกติกา และการปกครองอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ได้

การเคลื่อนไหวชุมนุมของประชาชนในครั้งนี้ จะมีผลอย่างไรย่อมขึ้นกับการกระทำ – ท่าทีของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนของผู้ชุมนุมนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่แกนนำของนปช.และเสื้อแดงได้ทำให้เกิดความชัดเจนขึ้นเป็นลำดับว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงจะยึดหลักสันติวิธีเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าเมื่อเหตุการณ์พัฒนาไปก็ยังต้องมีความจำเป็นต้องตอกย้ำ ยืนยันแนวทางสันติวิธีอย่างจริงจังต่อไปหากมีเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆขึ้น แกนนำเสื้อแดงควรรีบออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนด้วยการยืนยันการเคลื่อนไหวด้วยแนวทางสันติวิธี เพื่อให้ข้อเรียกร้องเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศ

นอกจากนี้ อยากเสนอให้ระมัดระวังการแทรกแซงของมือที่สาม และการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายรัฐบาลหรือคนของรัฐบาล ซึ่งอาจทำได้โดยการเตรียมการเกี่ยวกับเครื่องมืออุปกรณ์ในการบันทึกภาพ – เสียง และการส่งข่าวต่อกันที่มีประสิทธิภาพ

ในส่วนของรัฐบาล ผมเป็นห่วงว่ารัฐบาลกำลังปฏิบัติตามแผนทำลายความชอบธรรมของคนเสื้อแดงเพื่อเอาชนะทางการเมือง จับกุม คุมขัง เพื่อดำเนินคดีรวมทั้งปราบประชาชนด้วยความรุนแรง รัฐบาลไม่ควรย่ามใจจากการที่เป็นฝ่ายประสบความสำเร็จในการจัดการกับประชาชนเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมาจนทำอะไรเกินเลยตามอำเภอใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงตามมาได้ เพราะหากรัฐบาลใช้วิชามารสารพัดเพื่อเอาชนะและปราบประชาชนจริง เรื่องก็จะไม่จบและจะลุกลามบานปลายไปยิ่งกว่าเดิม

จึงเสนอว่า รัฐบาลไม่ควรโหมกระพือข่าวให้เห็นว่าผู้ที่จะมาชุมนุมเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองเหมือนเป็นโจรผู้ร้าย รวมทั้ง รวมทั้งไม่ควรสร้างภาพให้ดูน่าหวาดกลัวจนเกินจริง

รัฐบาลไม่ควรปิดกั้นสื่อหรือใช้สื่อเป็นเครื่องมือของตนแต่ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะสื่อของรัฐควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เสนอความคิดเห็นของตนได้ จะได้ไม่ทำให้คนรู้สึกถูกบีบคั้นกดดันจนอาจปะทุเป็นความโกรธแค้นและตอบโต้ได้

รัฐบาลต้องกำชับผู้เกี่ยวข้องไม่ให้สร้างสถานการณ์แล้วโยนความผิดให้แก่ผู้ชุมนุมเพื่อทำลายความชอบธรรมของผู้ชุมนุม
ปัญหาเฉพาะหน้าที่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ การสร้างสถานการณ์หรือฉวยโอกาสสร้างเหตุกระทบกระทั่งหรือความรุนแรงเพื่อนำมาใช้เป็นเหตุผลในการประกาศใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเข้าจัดการกับการชุมนุมด้วยวิธีต่างๆได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวมทั้งจะทำให้การชุมนุมของประชาชนกลายเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายโดยทันที

อยากจะเตือนรัฐบาลว่า หากรัฐบาลเดินหน้าไปในทางที่สร้างเงื่อนไขเพื่อทำลายความชอบธรรมของประชาชน เพื่อปราบประชาชน คล้ายกับที่เคยทำเมื่อสงกรานต์ปีที่แล้ว เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลจะได้เปรียบในทุกด้าน ทั้งกำลังอาวุธ เครื่องมือกลไก สื่อของรัฐ แต่หากรัฐบาลจัดการด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรมแล้ว ไม่ว่าผลการชุมนุมจะเป็นอย่างไร ประชาชนจำนวนมากก็จะยังไม่ยอมรับกติกาและการปกครองของรัฐบาลนี้อยู่ดี และบางทีอาจจะเกิดความไม่พอใจ ไม่ยอมรับอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

โดยที่สังคมก็จะยังอยู่ในสภาพขัดแย้ง เผชิญหน้า ไม่สิ้นสุด

0000

สนนท.ผนึก17องค์กรแถลงต้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดง-จี้สื่อยุติออกใบอนุญาตฆ่า

ที่มา Thai E-News



ผู้ที่ควรถูกเรียกร้องและกดดันไม่ให้ใช้ความรุนแรงมากเสียยิ่งกว่าประชาชนผู้ชุมนุม คือ รัฐบาล วอนสื่อมวลชนอย่าร่วมมือกับรัฐบาลนำพาสถานการณ์ย้อนทวนไปสู่จุดจบแบบ 6 ตุลา 2519 ประชาชนทุกคนในสังคม ไม่ว่าคุณจะมีจุดยืนทางการเมืองเช่นไร โปรดยืนยันให้รัฐบาลทราบว่า คุณจะไม่ผ่านใบอนุญาตให้รัฐบาลก่ออาชญากรรมต่อประชาชน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 มีนาคม 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)และองค์กรแนวร่วม 17 แห่ง ได้ออกแถลงการณ์ร่วมต่อต้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดง โดยมีเนื้อหารายละเอียดดังต่อไปนี้


ทันทีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. ประกาศจะเริ่มต้นการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นไป เหตุการณ์และกระแสข่าวอันไม่ปกติมากมายก็ได้โหมปะทุขึ้นรายวัน

อาทิ เกิดเหตุปาระเบิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครหลายจุด ตามด้วยกระแสข่าวการวางแผนก่อวินาศกรรมของคนบางกลุ่ม การปาสิ่งปฏิกูลใส่บ้านนายกรัฐมนตรี การหายไปของอาวุธสงครามจำนวนหนึ่งจากคลังแสงในกองพันทหารช่าง 401 จังหวัดพัทลุง รวมถึงความพยายามจุดประเด็นเรื่องภาวะกระสุนปืนขาดตลาดของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล

โดยเหตุการณ์และกระแสข่าวเหล่านี้ล้วนถูกเชื่อมโยงไปสู่การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช. ที่กำลังใกล้จะมาถึงทั้งสิ้น และเป็นที่น่าแปลกใจว่า ช่วงเวลาดังกล่าว ได้เกิดปรากฏการณ์สื่อมวลชนแทบทุกสำนักนำเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกันซ้ำไปซ้ำมาราวกับนัดหมาย ยังไม่นับรวมถึงกระแสกดดันทางสังคม โดยเฉพาะจากคนกรุงเทพมหานคร ที่ถูกโหมกระพือผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีการกล่าวอ้างถึงผลกระทบและความเดือดร้อนต่างๆ นานาที่คาดว่าคนกรุงเทพฯ จะได้รับจากการชุมนุมดังกล่าว นำไปสู่กระแสกีดกันการเดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานครอันเป็นพื้นที่นัดหมายชุมนุมของกลุ่ม นปช. จากทั่วสารทิศ

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องให้มีการยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ยังตั้งอยู่บนฐานของการใช้กลไกรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปสามารถเรียกร้องเสนอต่อสังคมได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ และการรวมตัวกันของประชาชนเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของตนนั้น ก็ถือเป็นสิ่งปกติอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตย

รัฐบาลพยายามบอกกับสังคมมาโดยตลอดว่าต้องการสร้างความสงบ สันติ และความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นแก่คนในชาติ ทั้งยังเรียกร้องหาความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง รวมถึงความรักชาติจากกลุ่มผู้ชุมนุม แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในขณะนี้ กลับเป็นการพยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อจะนำไปสู่ความรุนแรงเสียเอง

จนเป็นที่ตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งที่รัฐบาลและเครือข่ายผู้สนับสนุนรัฐบาลกำลังทำอยู่นี้ เป็นการปูทางไปสู่การสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงเพื่อยุติปัญหาและการชุมนุมดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ก็นับว่าสังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตอีกครั้งหนึ่ง เพราะฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ถือครองอำนาจรัฐ มีเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมความรุนแรงครบถ้วน ทั้งเครื่องมือทางกฎหมาย สื่อมวลชน ตำรวจ ทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์

การจะเกิดความรุนแรงหรือไม่ในการนัดหมายชุมนุมของประชาชนครั้งนี้ จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลเป็นสำคัญ ไม่ใช่ประชาชน และจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา ก็ได้แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับการชุมนุมทางการเมืองหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์พฤษภา 2535 หรือแม้กระทั่ง เหตุการณ์เมษายน 2552 ที่ผ่านมา ความรุนแรงที่เกิดขึ้นล้วนแล้วมาจากฝ่ายรัฐบาลทั้งสิ้น! ดังนั้นฝ่ายที่ควรถูกเรียกร้องและกดดันไม่ให้ใช้ความรุนแรงเสียยิ่งกว่าฝ่ายผู้ชุมนุม ก็คือรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้ “เรา” นิสิต นักศึกษา และประชาชนคนหนุ่มสาวผู้ปรารถนาจะเห็นประชาธิปไตย อันเป็นรากฐานของสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ได้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงบนดินแดนนี้ จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลบนฐานของเจตนารมณ์ที่พ้องต้องกัน 2ประการ คือ


1. การชุมนุมของประชาชนกลุ่ม นปช. นั้น มีความชอบธรรมตามหลักสิทธิและเสรีภาพที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งยังถูกรับรองไว้อย่างแข็งขันในหลักสิทธิมนุษยชนสากล ที่ทุกสังคมทั่วโลกยอมรับและยึดถือปฏิบัติ รัฐบาลมีหน้าที่ประกันสิทธิเสรีภาพนี้แก่พลเมืองในรัฐทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ให้การสนับสนุนและรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม และปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมในฐานะที่ผู้ชุมนุมทุกคนเป็นพลเมืองแห่งรัฐ ไม่ใช่ศัตรูแห่งรัฐ ในทุกกรณี

2. กฎหมายความมั่นคงทุกฉบับ ไปกันไม่ได้กับสังคมประชาธิปไตย ถือเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นเครื่องมือรับรองความชอบธรรมในการก่อการร้ายของรัฐ ดังนั้น รัฐบาลต้องไม่ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ไม่ว่าฉบับใด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขัดขวางยับยั้งการชุมนุมตามสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยไม่มีข้อยกเว้น


นอกจากข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 2 ข้อ ดังได้กล่าวมาแล้ว “เรา” ยังขอเรียกร้องต่อ “สื่อมวลชนทุกแขนง ทุกสำนัก” ให้นำเสนอข่าวอย่างระมัดระวัง ตรงไปตรงมา ไม่ทรยศต่อจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชน การร่วมมือกับรัฐบาลหรือยอมตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาล นำเสนอข่าวบิดเบือนสร้างภาพลบให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุม เท่ากับเป็นการผลักกลุ่มผู้ชุมนุมไปเป็นอื่น และเป็นการป้ายสีความเป็นปีศาจให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ไม่ต่างจากเหตุการณ์เดือนเมษายนที่ผ่านมา หรือไม่ก็อาจนำไปสู่จุดจบอันเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เช่นเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

และเราขอเรียกร้องต่อประชาชนทุกคนในสังคม ไม่ว่าคุณจะมีจุดยืนทางการเมืองเช่นไร ต้องไม่มีอคติต่อการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชนด้วยกัน และแม้ไม่เกลียดชัง แต่การแสดงความวางเฉยไม่เพียงพอต่อสถานการณ์เช่นนี้ หากแต่สิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องแสดงออกในภาวการณ์วิกฤตเช่นนี้ คือ เรียกร้องไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงต่อประชาชนด้วยกัน และโปรดยืนยันให้รัฐบาลทราบว่า คุณจะไม่ผ่านใบอนุญาตให้รัฐบาลก่ออาชญากรรมต่อประชาชนด้วยกัน

10 มีนาคม 2553

องค์กรที่ลงนามในแถลงการณ์

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
เครือข่ายนักศึกษาพิทักษ์ประชาชน (คพช.)
กลุ่ม Try-Arm
กลุ่มสหภาพแรงงานเคมีภัณฑ์
สมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน
สถาบันอีสานภิวัตน์
สมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย
สถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค
สมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อสังคม
โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี
สมัชชาสังคมก้าวหน้า (Social Move Assembly)
องค์กรเลี้ยวซ้าย
กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย
สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนประชาธิปไตย
สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
16.เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภา
17.สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย

คำประกาศนักเขียนอิสระ 'คนต้องเท่ากัน'

ที่มา Thai E-News



คำประกาศนักเขียนอิสระ 'คนต้องเท่ากัน'-คนเสื้อแดงมีสิทธิได้รับการเหลียวแลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนเมื่อถูกละเมิดเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน คนเสื้อแดงมีสิทธิที่จะฟ้องร้องความไม่เป็นธรรมกับสังคมผ่านสื่อมวลชนเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน และหากแม้นว่ามีเลือดแม้แต่หยดเดียวของประชาชนหยดลงสู่ผืนแผ่นดินไทย เราขอประกาศและขอเรียกร้องให้คนไทยผู้รักความเป็นธรรมทุกคน จงออกมาเคียงข้างคนเสื้อแดงบนท้องถนน เพื่อขับไล่รัฐบาลที่สนับสนุนโดยเผด็จการทหาร!!


ที่มา ประชาไท

คำประกาศนักเขียนอิสระ ยืนยันสิทธิอันชอบธรรมในการชุมนุมโดยสันติของคนเสื้อแดง และคัดค้านการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง เรียกร้องร่วมลงชื่อ

กลุ่มนักเขียนอิสระร่วมกันลงชื่อในคำประกาศที่ใช้ชื่อว่า 'คนต้องเท่ากัน' เพื่อยืนยันสิทธิอันชอบธรรมในการชุมนุมโดยสันติของคนเสื้อแดง และคัดค้านการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง โดยคำประกาศได้เรียกร้องให้ปัญญาชนและสื่อมวลชนปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองโดยสันติของคนเสื้อแดง นอกจากนี้ยังคัดค้านการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง อย่างเด็ดขาด และคัดค้านการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรูปแบบอื่นใด รวมถึงการใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยไม่ว่ากรณีใด ๆ

ทั้งนี้ ในจดหมายนำส่งคำประกาศ ยังได้สื่อสารถึงนักอ่านและนักเขียนที่ได้อ่านคำประกาศนี้ ร่วมลงชื่อในส่วนแสดงความคิดเห็นท้ายคำประกาศ โดยคำประกาศและรายชื่อทั้งหมดจะมีการนำไปเผยแพร่ทางสื่อสิ่งพิมพ์อีกครั้งหากมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน

0 0 0

คำประกาศนักเขียนอิสระ
'คนต้องเท่ากัน'


ยืนยันสิทธิอันชอบธรรมในการชุมนุมโดยสันติของคนเสื้อแดง และคัดค้านการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง

เราขอยืนยันสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลของคนเสื้อแดง สิทธิดังกล่าวเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นไปตามหลักสากลที่คนทุกคนต้องมีความเท่าเทียมกัน

เรามีความเชื่อว่าคนไทยทุกคนต้อง “เท่าเทียมกัน” ไม่ว่าจะเป็นองคมนตรี นักการเมือง ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป ฯลฯ และขอกล่าวย้ำว่าคนเสื้อแดงเป็น “คนไทย” และ “ต้อง” มีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองเท่าเทียมกับคนไทยทุกคนไม่มีเว้น คนเสื้อแดงมีสิทธิในการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน คนเสื้อแดงมีสิทธิได้รับการเหลียวแลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนเมื่อถูกละเมิดเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน คนเสื้อแดงมีสิทธิที่จะฟ้องร้องความไม่เป็นธรรมกับสังคมผ่านสื่อมวลชนเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน

เราขอประกาศว่า รัฐบาล “ต้อง” ไม่ใช้กำลังกดความคิดเห็นที่แตกต่าง รัฐบาลต้องไม่ใช้กำลังกลั่นแกล้งทำร้ายหรือปราบปรามผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองของตนโดยสันติวิธี แม้ว่ารัฐบาลจะไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นหรือข้อเรียกร้องนั้น รัฐบาลจะต้องปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างเช่นเดียวกับคนไทยคนอื่น ๆ

ด้วยหลักการตามคำประกาศที่กล่าวมาข้างต้น เราจึงขอเรียกร้องให้

1. ปัญญาชนและสื่อมวลชนโปรดปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองโดยสันติของคนเสื้อแดง และพร้อมใจกันยืนยันต่อรัฐบาลว่า คนเสื้อแดงมีสิทธิและความชอบธรรมที่จะชุมนุมกันเพื่อแสดงความเห็นและข้อเรียกร้องทางการเมืองของตนโดยสันติวิธี

2. เราขอคัดค้านการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง อย่างเด็ดขาด และคัดค้านการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรูปแบบอื่นใด เราขอคัดค้านการใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยไม่ว่ากรณีใด ๆ กองกำลังทหารจะต้องอยู่ในฐานะของผู้ช่วยเจ้าพนักงานเท่านั้น และต้องไม่ใช้อาวุธสงครามอย่างเด็ดขาด

เราขอให้รัฐบาลหยุดการใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง โดยเด็ดขาด การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง โดยที่ยังไม่มีเหตุอันควร ส่อให้เห็นว่า รัฐบาลต้องการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวขึ้น ต้องการสร้างภาพอันน่ากลัวของการชุมนุมของคนเสื้อแดง และต้องการสร้างความเป็นปิศาจให้กับคนเสื้อแดง หากแม้นรัฐบาลยังดื้อดึงที่จะคงประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคง เพื่อเป็นการปูทางไปสู่การใช้ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉินที่ให้อำนาจเผด็จการทหารอย่างมหาศาล เราจะถือว่ารัฐบาลและทหารมีเจตนาที่จะใช้กำลังกับผู้ที่ชุมนุมอย่างสันติ

และหากแม้นว่ามีเลือดแม้แต่หยดเดียวของประชาชนหยดลงสู่ผืนแผ่นดินไทย เราขอประกาศและขอเรียกร้องให้คนไทยผู้รักความเป็นธรรมทุกคน จงออกมาเคียงข้างคนเสื้อแดงบนท้องถนน เพื่อขับไล่รัฐบาลที่สนับสนุนโดยเผด็จการทหาร!!!

ประกาศในนามของนักเขียนอิสระผู้เชื่อในความเท่าเทียมกันของมนุษย์

วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

เรืองรอง รุ่งรัศมี
ประกาย ปรัชญา
มาโนช พรหมสิงห์
ภัควดี วีระภาสพงษ์
ทินกร หุตางกูร
เดือนวาด พิมวนา
วรพจน์ พันธุ์พงศ์
วาด รวี
คำ ผกา
รชา พรมภวังค์
Homo erectus
เพียงคำ ประดับความ
ภู กระดาษ
วิทยากร บุญเรือง
ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์
Kannika Rachaprarop
สมาพันธ์รากหญ้าOTOP
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา
กานต์ ณ กานท์
วัฒน์ วรรลยางกูล
ชัชวาลย์ โคตรสงคราม
มุกหอม วงษ์เทศ
อรรคพล สาตุ้ม
ปลายมนัส ลิ้มสุวรรณ
ทองธัช เทพารักษ์
อนันต์ เกษตรสินสมบัติ
ธีรภัทร เจริญสุข

Wednesday, March 10, 2010

วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2553

ตาลีตาเหลือก

แผ่นดินทรุด

เดอะเกรท

แค้นเก่า? ‘บี้’สุขุมพันธุ์

ภัยแล้ง-รถติด

อย่าให้บานปลาย

"ข้อปฏิบัติ-ข้อห้าม"ตามพ.ร.บ.มั่นคง

บัญชีดำพระ?

อย่าทำจอเปื้อนเลือด

สถานีน้ำมันช่อง 11

นักกิจกรรม-นักสหภาพแรงงานสนับสนุนการชุมนุมสันติวิธี รัฐบาลต้องหยุดข่มขู่-ปราบปราม เสนอยุบสภา

ที่มา ประชาไท


วันนี้ (9 มี.ค.) สหภาพแรงงานเอกชนหลายแห่ง นักกิจกรรม และนักวิชาการ ร่วมกันออก “จดหมายเปิดผนึกถึงสังคมไทย สนับสนุนการชุมนุมอย่างสันติวิธี รัฐต้องหยุดการข่มขู่ ปราบปราม คืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนโดยการยุบสภา”

“ทางออกต่อวิกฤตความขัดแย้งในสังคมการเมืองปัจจุบัน ต้องมีการจัดการเงื่อนไขต่างๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งดังกล่าวในหลายประเด็น เช่น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เรื่องปัญหาความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม เรื่องปัญหาสองมาตรฐานในการใช้กฎหมาย ฯลฯ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงต้องประกาศยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าว” จดหมายเปิดผนึกดังกล่าวระบุ โดยมีรายละเอียดของจดหมายเปิดผนึกทั้งหมดดังนี้

จดหมายเปิดผนึกถึงสังคมไทย
สนับสนุนการชุมนุมอย่างสันติวิธี
รัฐต้องหยุดการข่มขู่ ปราบปราม
คืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนโดยการยุบสภา

การชุมนุมของประชาชนโดยสันติวิธี เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาค และระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องและก้าวหน้านั้น ถือเป็นสิทธิเสรีภาพอันสมบูรณ์ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ซึ่งผู้ปกครอง ผู้บริหารประเทศและผู้มีอำนาจรัฐ ต้องไม่ใช้อำนาจ และกลอุบายใดๆในทุกวิธีการหรือทุกรูปแบบ เพื่อทำการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน หรือเพื่อบิดเบือนทำลายความชอบธรรมของประชาชนที่ชุมนุมกันอย่างสันติและเปิดเผย

ตราบใดก็ตามที่ผู้ปกครอง ผู้บริหารประเทศ และผู้มีอำนาจรัฐ กระทำในทางตรงกันข้าม โดยการกดขี่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพชองประชาชน ให้ถือได้ว่า พวกเขาเหล่านั้นเป็นพวกเผด็จการ เป็นพวกอำนาจนิยม และเป็นทรราชต่อแผ่นดิน แม้ปากของพวกเขาจะเอ่ยอ้างว่าเป็นนักประชาธิปไตยก็ตาม

ขณะที่สื่อมวลชนทั้งของรัฐและเอกชน ที่ปัจจุบันนับวันจะมีอิทธิพลในโลกยุคข่าวสารข้อมูล มากยิ่งขึ้นก็เช่นเดียวกัน ควรต้องทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริง พินิจพิเคราะห์ข้อมูล อย่างสร้างสรรค์ เสนอข่าวอย่างรอบด้าน และที่สำคัญต้องเปิดโอกาสให้คู่ขัดแย้งได้เสนอข้อมูลและเหตุผลของตนเองผ่านสื่อมวลชนได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่ด้วยการโน้มเอียง บิดเบือน ปิดบังอำพราง และสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นระหว่างประชาชนในสังคม

ภายใต้ภาวะวิกฤตการเมืองและความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน การประกาศการชุมนุมเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อย่างสันติวิธี เปิดเผยและปราศจากอาวุธ ที่จะมีขึ้นในช่วงวันที่ 14 มีนาคม 2553 ในครั้งนี้ ก็เช่นกันที่รัฐบาล และสังคมไทยต้องเคารพ สิทธิเสรีภาพอันสมบูรณ์ของประชาชนโดยแท้จริง

ดังนั้น เรา ผู้มีรายชื่อและองค์กรตามท้ายเอกสารนี้ มีความคิดเห็นและข้อเสนอดังนี้

1. รัฐบาลต้องไม่กระทำการข่มขู่ คุกคามต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น การตั้งด่านสกัด การจดทะเบียนรถ ฯลฯ และรัฐบาลต้องไม่ใช้ พรบ.ความมั่นคงภายใน พรบ.สถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งการประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งกฎหมายดังกล่าวสมควรยกเลิกด้วย

2. รัฐบาลต้องหยุดการใช้กลอุบายใส่ร้ายป้ายสี สื่อสารกล่าวหาล่วงหน้า และสร้างสถานการณ์บิดเบือนว่า กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการสร้างความรุนแรง เพื่อทำลายความชอบธรรมของการชุมนุมของประชาชน และลิดรอนสิทธิเสรีภาพการชุมนุม เช่น การกล่าวหาว่า ผู้ชุมนุมพกพาอาวุธ หรือกล่าวหาว่ามีการขนแรงงานด่างด้าวร่วมชุมนุมด้วย การมีคำสั่งให้นายจ้างห้ามผู้ใช้แรงงานเข้าร่วมชุมนุม

3. กองทัพทหารซึ่งเป็นสมบัติของประชาชน ต้องไม่ทำร้ายหรือปราบปรามประชาชนผู้ชุมนุม โดยเด็ดขาด ต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงกระบวนทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง และพึงตระหนักว่า การยึดอำนาจรัฐประหารจะต้องถูกลงโทษประหารชีวิตโดยไม่มีการนิรโทษกรรมอีกต่อไป ทหารผู้ใต้บังคับบัญชามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมหรือที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบบประชาธิปไตยของประชาชน

4. สื่อมวลชน ต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของรัฐที่นิยมเผด็จการ หรือผู้มีอิทธิพลที่มีอุดมการณ์ และการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตย สื่อมวลชนต้องคำนึงถึงจริยธรรมและจิตวิญญาณของ ความเป็นสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย ที่ต้องสนับสนุนระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย และนำเสนอข่าวต่อประชาชนอย่างรอบด้าน

5. ทางออกต่อวิกฤตความขัดแย้งในสังคมการเมืองปัจจุบัน ต้องมีการจัดการเงื่อนไขต่างๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งดังกล่าวในหลายประเด็น เช่น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เรื่องปัญหาความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม เรื่องปัญหาสองมาตรฐานในการใช้กฎหมาย ฯลฯ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงต้องประกาศยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าว

6. ขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกคน เคารพหลักการกติกาประชาธิปไตย ระบบหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาที่อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน มีวาระการเลือกตั้งผู้บริหารประเทศที่แน่นอน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจรัฐ และร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทยให้ก้าวหน้าสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

องค์กร

เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภา

กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.)

กลุ่มไทยรักประเทศไทย-ในอเมริกา Thais Love Thailand-USA (TLT-US)

ชมรมผู้สื่อข่าวเพื่อเสรีภาพไทย

สำนักกระจายอำนาจและปกครองตนเอง (กอ-ปอ)

กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน (กสส.)

ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง

ชมรมผู้รักประชาธิปไตยแห่งรัฐอิลินอยส์ (R.E.D.S.)

สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย (TWFT)

สหภาพแรงงานสหกิจวิศาล

สหภาพแรงงานชินาโนเคนชิ ประเทศไทย

สหภาพแรงงานแฟชั่นเอ็กซ์เพรส ท่าเรือ

สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์(TLU)

กลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรี และใกล้เคียง(SNLG)

กลุ่มนักศึกษาภาคเหนือเพื่อประชาธิปไตย

กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ

องค์กรเลี้ยวซ้าย

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อประชาธิปไตย

กลุ่มเครือข่ายองค์กรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 3 จังหวัด (หนองบัวลำภู, ชัยภูมิ, และเลย)

เพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 เชียงใหม่

สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก

กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย

บุคคล

ประสาท ศรีเกิด

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

เนตรดาว เถาถวิล

ธงชัย วินิจจะกูล

รุ่งโรจน์ วรรณศูทร

วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

วรวิทย์ เจริญเลิศ

ชำนาญ จันเรือง

เจษฎา โชติกิจภิวาทย์

พิทักษ์ เกิดหอม

ลักขณา ปันวิชัย

พรมมา ภูมิพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย (TWFT) / สมาชิกเลี้ยวซ้าย

เกษแก้ว มีศรี รองประธาน สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(TWFT)

ประวร มาดี ฝ่ายคุ้มครองแรงงาน สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(TWFT)

สมหวัง โพธิ์ทองคำ รองประธาน 1 สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์

ชุมพล ภูมิพันธ์ รองเหรัญญิก สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์

บุญผิน สุนทราลักษ์ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก

เฉลิมพล ยะจินะ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก

วิชัย ปิ่นมณี สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก

ประพันธ์ ขันเงิน สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก

สิทธิ์ จันทาเทศ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก

มิ่งขวัญ ศรีเลิศ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก

ไพโรจน์ นิมิบุตร ประธานชมรมผู้สื่อข่าวเพื่อเสรีภาพไทย

สมศักดิ์ ภักดิเดช ที่ปรึกษาชมรมผู้สื่อข่าวเพื่อเสรีภาพไทย

พิชิต พิทักษ์

พิษณุ ไชยมงคล

อรรคพล สาตุ้ม

เทวฤทธิ์ มณีฉาย กลุ่มประกายไฟ

ขวัญระวี วงค์อุดม

พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ ผู้แปลอิสระ

วัฒนะ วรรณ องค์กรเลี้ยวซ้าย

ภัควดี วีระภาสพงษ์

นพดล ทิพยชล

สุมนมาลย์ สิงหะ นักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์ นักศึกษาปริญญาโท โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นีรนุช เนียมทรัพย์

ศรายุธ ตั้งประเสริฐ

ถนัด ชาวเขา

เซ็ง สัญจรเลิศ

ชยากร เศษฤทธิ์

เลื่อน ศรีสุโพธิ์

อรรถสิทธิ์ อรรถเสกสรร

วุฒิกร แสงรุ่งเรือง

กานต์ ทัศนภักดิ์

มนต์ชัย สุพล นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

มธุรส ภิรมย์รักษ์

วิทยา อาภรณ์

Chamaiporn Chatvasvimol, Hannover, Germany

กฤตธนา กิจยะกานนท์

ชัยพงษ์ สำเนียง

ทรงศักดิ์ ปัญญา

อานนท์ ตันวิวัฒน์

กุลลดา เกษบุญชู

ธเนศวร์ เจริญเมือง

รังสรรค์ จันต๊ะ

จารุวรรณ โนซาวา

รัฐนันท์ โสโณดร

สุกฤต ปัญญาจารย์

ผดุงเกียรติ ใจมะลิ

เทวี ชำนาญอาสา

ปิยะ กาญจาภาคา

พิมพ์ใจ สุนันติ

ชิดชม พวงมายา

BIMAR DAHAL

พลอยตัว สีผลเจริญ

วรรณชลิต สีอุดม

ณัฐกรณ์ วิทิตานนท์

จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย

อดิศร เกิดมงคล

รจนา ทรัยลิ่ง (กลุ่มคนเสื้อแดงไทยในเยอรมัน)

อภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา

Myra Sangawong

สมบัติ บุญงามอนงค์

สุรพล สุรินธรรม
วิศณุ สุขวิทย์
บุษบาวดี ศรลัมพ์
อภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา Urban Media Society
ศักดิ์สิทธ์ สามทอง
กิติภูมิ จุฑาสมิต
บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์
ภิภัทร์ภรณ์ ทองศรี
เชษฐา พวงหัตถ์
โกวิท แก้วสุวรรณ
ชาญณรงค์ บุญหนุน