ที่มา Thai E-News
เรียบเรียงโดย ไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท
13 มีนาคม 2553
UNรับสื่อกระแสหลักรายงานด้านเดียว นำเสนอกรรมการสิทธิฯUN
ประชาไท รายงานว่า วานนี้ ดร.จารุพันธุ์ กุลดิลก อาจารย์ ม.มหิดล ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และดร.สุดสงวน สุธีร์สรณ์ อาจารย์ ม.ธรรมศาสตร์ เดินทางไปที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน เพื่อพบนางนาตาลี เมเยอร์ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนประจำภูมิภาค ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อเรียกร้องให้สหประชาชาติส่งเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ชุมนุม เพราะสื่อหลักนำเสนอข่าวการชุมนุมด้านเดียว
นางนาตาลีกล่าวว่า เข้าใจว่าสถานการณ์ไม่ปกติ และสื่อในประเทศยังให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติดังกล่าวยังแสดงความห่วงใยว่าการประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง และนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงจะนำเรื่องนี้ไปเสนอกับกรรมการสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของสหประชาชาติ
ไทม์ออนไลน์:รัฐบาลพยายามทำให้เสื้อแดงเป็นผู้ร้าย
เว็บไซต์ไทม์ออนไลน์ รายงานการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที 12 มี.ค. 2010 โดยพาดหัวว่า "ผู้ประท้วงในไทยเริ่มต้นเดินขบวนด้วยพิธีกรรมทางพุทธศาสนา" (Thai protest march starts with Buddhist chants)
ไทม์ออนไลน์รายงานบรรยากาศของการชุมนุมว่า มีการเริ่มต้นในช่วงเวลา 12.12 น. ด้วยเสียงตีฆ้องและการสวดมนต์ของพระ
นอกจากนี้ยังได้สัมภาษณ์ แหม่ม อังคณา ผู้ขายอาหารเสริมสุขภาพบอกว่าการชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 14 มี.ค. ที่จะถึงนี้ เป็นการชุมนุมเพื่อแสดงให้โลกเห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันเป็นที่รังเกียจของประชาชนทั่วไปขนาดไหน
อังคณากล่าวว่าเธอไม่ชอบรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเลย เขาไม่ได้ทำอะไรเพื่อคนจน โดยเธอยังกล่าวประเมินอีกว่า อาจมีความรุนแรงเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันนี้ "กลุ่มคนเสื้อแดงมีแค่ 'มือตบ' แต่รัฐบาลมีกองทัพอยู่" และยังให้ความเห็นอีกว่านายกฯ อภิสิทธิ์ต้องการฆ่าประชาชน ต้องการฆ่าคนเสื้อแดง
ไทม์ออนไลน์รายงานถึงการรักษาความสงบว่า นอกจากจะมีการใช้หน่วยรักษาความสงบ 50,000 นายแล้ว ยังมีการติดอาวุธพวกปืนน้ำ (Water Cannon) เครื่องส่งคลื่นเสียง, แก๊สน้ำตา และไม้กระบอง ด้วย นอกจากนี้ยังมีข่าววงในรัฐบาลเตือนว่าอาจมีการใช้ปืนและปืนครกในการจู่โจม ขณะที่ผู้นำกองทัพอาวุโสจะประจำการอยู่ที่ฐานบัญชาการชั่วคราวในช่วงของการชุมนุม
รัฐบาลบอกอีกว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้เข้ามาในกรุงเทพฯ ด้วยการตั้งด่านตรวจอย่างหนาแน่นตามทางหลวง ขู่ปิดปั้มน้ำมัน สั่งห้ามรถที่ใช้ในการเกษตร การประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงฯ ที่เข้มงวด รวมถึงการทำให้เสื้อแดงดูเป็นผู้ร้าย (demonising the Red Shirt movement)
กลุ่มแกนนำบอกว่าพวกเขาเพียงแค่ต้องการเปลี่ยนระบบเก่าที่เอื้อประโยชน์แต่เพียงชนชั้นนำ, คนในเมือง และคนกลุ่มน้อย ณอน บุญประคอง โฆษกต่างประเทศของเสื้อแดง บอกว่าชาวเสื้อแดงคือคนไทย และมีชีวิตอยู่กับความจริงที่ว่าสังคมไทยไม่เท่าเทียมกัน
ณอนบอกอีกว่าเป้าหมายคือการยุบสภา หากมีการยุบสภาวันที่ 13 มี.ค. ก็จะไม่มีการชุมนุมวันที่ 14 มี.ค.
ไทม์ออนไลน์ รายงานอีกว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า เขาจะไม่ยึดติดกับอำนาจ หากการยุบสภาหรือการที่เขาออกจากตำแหน่งจะเป็นการทำให้สิ่งต่าง ๆ ดีขึ้น เขาก็จะไม่มีปัญหาเลย แต่การรัฐประหารเป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้
มีเดียมอนิเตอร์เตือนสื่อทีวีแยกภาพเก่า-ใหม่จากกัน ติงทำข่าวให้คนดูตื่นตระหนก
วานนี้ (12 มีนาคม) @mediamonitorth ทวิตเตอร์ของโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม หรือมีเดียมอนิเตอร์ ทวีตข้อความแสดงความเห็นต่อการทำงานของสื่อว่า "สื่อกำลังทำข่าวแบบ ' ! ' (สร้างความตื่นตระหนก) แทนที่จะเป็น ' ? ' (ตั้งคำถามแล้วหาคำตอบในเหตุการณ์)" (อ้างจากhttp://twitter.com/mediamonitorth/status/10358312152)
นอกจากนี้ ยังแนะนำถึงการรายงานข่าวของสื่อโทรทัศน์ด้วยว่า "ทีวีต้องระบุว่าอะไร 'แฟ้มภาพ' อะไร 'สด' เพราะภาพรุนแรงจากครั้งที่แล้ว กำลังจะปลิวว่อนในทีวี ทีนี้จะแยกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่" (อ้างจากhttp://twitter.com/mediamonitorth/status/10358339219)
ผู้เชี่ยวชาญใน ตปท. คาด หากเกิดความรุนแรงอาจไม่ใช่ฝีมือเสื้อแดง
ข่าวการชุมนุมของเสื้อแดงในหนังสือพิมพ์ New York Times วันที่ 11 มี.ค. เรียกการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่มีการโดยสารมาทางรถบัส รถบรรทุก และรถอีแต๋น ว่าเป็นยุทธการ "ป่าล้อมเมือง" New York Times รายงานอีกว่า การที่คนในชนบทเข้ามาชุมนุมกันในเมืองหลวงเน้นให้เห็นถึงความแตกแยกที่ฝังรากลึกในประเทศ ระหว่างคนจนชนบทกับคนเมือง
New York Times ยังได้นำเสนอความเห็นของปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมืองไทยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในสิงคโปร์ ซึ่งตั้งข้อสงสัยว่า ผู้ชุมนุมมักจะใช้คำว่า 'สงครามครั้งสุดท้าย' (Final Showdown) แต่พวกเขาเชื่อว่าจะทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์ ลงจากอำนาจได้จริงไหม
นอกจากนี้ปวิน ยังบอกอีกว่าเขากลัวว่าจะมีคนกลุ่มอื่นมาสร้างความวุ่นวายเพื่อก่อให้เกิดความรุนแรง
"ถ้าเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้น มันอาจจะไม่ได้มาจากเสื้อแดง" ปวินกล่าว "มันมีหลายกลุ่มมากในตอนนี้ มีอยู่ในทุก ๆ ที่ แม้แต่ในเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงก็มีกลุ่มย่อย ๆ อยู่ พวกเราไม่ทราบว่าใครเป็นพวกใคร ในสถานการณ์แบบนี้ทำให้กลุ่มคนมือที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ใช้ประโยชน์จากมันได้เสมอ"
แถลงการณ์ร่วมองค์กรวิชาชีพสื่อ "ทำหน้าที่ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้ง"
สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ร่วม "เรื่องการทำหน้าที่ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้ง" โดยมีรายละเอียดดังนี้
เรื่องการทำหน้าที่ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้ง
ตามที่กลุ่ม ผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เริ่มเคลื่อนไหวเข้ามาชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพมหานครซึ่งเริ่มขึ้นแล้วในวันที่12 มีนาคม นี้ องค์กร วิชาชีพสื่อมวลชนประกอบด้วยสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยได้ประชุมหารือกันและเป็นห่วงต่อสถานการณ์ ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ องค์กรวิชาชีพสื่อฯข้างต้น มีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้
1. ขอให้สื่อมวลชนทุกแขนงตระหนักว่าเรากำลังทำหน้าที่ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งเราขอสนับสนุนให้สื่อมวลชนทุกแขนงทำหน้าที่อย่างเข็มแข็ง เสนอข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรใช้ภาษาข่าวที่รุนแรงดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งอาจเป็นการยั่วยุให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้สื่อมวลชนทุกแขนงต้องยึดมั่นในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน อย่างเคร่งครัด ด้วยการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านมากที่สุด
2. ขอให้ฝ่ายผู้ชุมนุมและรัฐบาลตระหนักว่าสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ทำหน้าที่รายงานข่าวและข้อเท็จจริงตามหน้าที่ของตนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับ ใคร เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ คุกคามและแทรกแซงไม่ว่าจากฝ่ายใด ซึ่งหากสื่อถูกข่มขู่และคุกคามจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ จะผลกระทบกับประชาชนที่ไม่สารมารถรับรู้ข่าวสารข้อมูลและข้อเท็จจริง
3. นอกจากนี้องค์กรวิชาชีพสื่อฯได้ประชุมร่วมกับกันนักข่าวที่ทำข่าวในพื้นที่ ต่างๆของการชุมนุมเสียงส่วนใหญ่ต้องการให้องค์กรสื่อต่างๆดูแลด้านสวัสดิการ ที่จำเป็นสำหรับการทำข่าวกรณีที่เกิดความวุ่นวายเช่นอุปกรณ์ประเภทหมวกกัน น็อก แว่นป้องกันแก๊สน้ำตา
ทั้งนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อได้จัดทำปลอกแขนที่เป็นสัญลักษณ์ของสมาคมฯและได้เปิดสมาคม นักข่าวเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักข่าวเข้ามาใช้สถานที่จนกว่าสถานการณ์จะ เข้าสู่ภาวะปกติ โดยเปิดให้ใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต อาหารว่าง รวมถึงอุปกรณ์การทำงาน ทางสมาคมจะจัดหาให้ โดยเปิดเป็นศูนย์ press center ให้กับนักข่าว
ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อนุญาตให้ใช้พื้นที่คอมมอนรูม ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ และกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี(สน.นางเลิ้ง)ก็อนุญาตให้นักข่าวใช้ พื้นที่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในช่วงการชุมนุมเช่นกัน
สุดท้ายนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อขอเป็นกำลังใจให้สื่อมวลชนทุกแขนงทำหน้าที่อย่าเข็มแข็ง ซื่อสัตย์ในวิชาชีพ และขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในสันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง อย่างจริงจัง เนื่องจากความรุนแรงทุกรูปแบบจะไม่สามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างยั่งยืน แต่กลับจะสร้างความสูญเสียต่อประเทศชาติอย่างยากที่จะแก้ไขเยียวยาไม่ว่าจะ ใช้วิธีการใด
สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
12 มีนาคม 2553
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, March 13, 2010
UNกางปีกป้องเสื้อแดงหวั่นถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน กังวลพรบ.มาร์คติดหนวด-สื่อเอียงจุดชนวน
หนึ่งเสียงเอาความรุนแรง
ที่มา Thai E-Newsถ้าไม่ต้องการความรุนแรงจริง “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ซึ่งประกอบด้วยองค์กรวิชาชีพสื่อ ทั้งสมาคมนักข่าว สภาการหนังสือพิมพ์ จะต้องใส่เสื้อขาวเดินทางไปยังสำนักงานของสื่อกระแสหลัก ที่ยุยงให้ “ฆ่ามันๆ” อ่านแถลงการณ์ประณาม โดยไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหมหน้าไหน..คุณสารีต้องยืดอกสามศอก ประณาม พธม.อย่างสง่าผ่าเผยเลยครับ
โดย ใบตองแห้ง
ที่มา ประชาไท
รำคาญน่ะครับ เห็นพวก “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ออกมารณรงค์แล้วรำคาญ ว่าจะไม่เขียนอะไรจนหลังวันที่ 14 แล้วก็อดไม่ได้
อันที่จริงผมยอมรับว่า-แม้องค์ประกอบของ “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” จะทะแม่งๆ อยู่เพราะบางองค์กรเห็นชัดว่าเป็นพวกโน้มเอียงพันธมิตรหรือลูกสมุนรัฐบาล-แต่ตัวบุคคลที่ออกมารณรงค์หลายท่านก็เป็นที่น่านับถือ เป็นคนที่จริงใจ ไม่อยากเห็นความรุนแรง ไม่อยากเห็นประชาชนเสียเลือดเนื้อไม่ว่าฝ่ายไหน หลายท่านก็เป็นกลางจริง เช่นฟังท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์วิทยุเมื่อค่ำวันพุธ (ขออภัยฟังไม่ทันว่าใคร) ท่านติงว่าท่าทีของทหารไม่เหมือนตอนที่รัฐบาลสมัคร-สมชายจะให้ปราบม็อบพันธมิตร (คือกระเหี้ยนกระหือรือ ว่างั้นเถอะ)
บางคนอย่างคุณสารี ที่ออกมาเรียกร้องในฐานะกลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง พวกเสื้อแดงอาจมองว่าเธอเป็นพันธมิตร แต่อย่าลืมนะครับ เธออยู่ในกลุ่ม NGO ที่ปีนกำแพงรัฐสภาคัดค้าน กม.ความมั่นคง จนถูกจับพร้อมกับ อ.จอน อึ้งภากรณ์ จุดยืนนี้ต้องคารวะ เพราะพวกพันธมิตรจำนวนมากที่เคยต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ กลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ยอมค้านกฎหมายที่ คมช.ออกมาเพื่อสร้างรัฐทหารซ้อนในรัฐ
เพียงแต่ในหลักการแล้ว การออกมาเรียกร้อง “ไม่ต้องการความรุนแรง” ในวันนี้ มันสายไปแล้วครับ และมันก็เลื่อนลอย ไม่อยู่บนพื้นฐานความจริง กลายเป็นเครื่องมือของผู้กุมอำนาจ
ต้องชื่นชมนักเขียนอย่างคุณคำผกา เธอพูดชัดกว่า ที่ว่าสันติวิธีจะเกิดขึ้นได้ในสังคมที่มีความยุติธรรมเท่านั้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้เกิดขึ้นตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากฝ่ายกฎหมาย เป็นความรุนแรงที่มองไม่เห็น
การทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง การใช้อำนาจที่อ้างว่าศักดิ์สิทธิ์ ตัดสินยุบพรรคการเมืองที่ประชาชนลงคะแนนให้ 19 ล้านเสียง ตัดสิทธิคนที่ไม่รู้ไม่เห็นกับการกระทำผิดโดยใช้กฎหมายย้อนหลัง เขาชนะเลือกตั้งเข้ามาใหม่ โดยประชาชนเลือกท่วมท้น ก็ยังยุบพรรคเลือกอีก ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล (ในค่ายทหาร) นอกจากละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยของปวงชน ซึ่งมันยิ่งใหญ่และอยู่เหนืออำนาจตุลาการนะครับ อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่างในประเทศนี้ด้วย
นี่คือความรุนแรงไหม ผมว่าเป็นความรุนแรงที่ไม่มีอะไรเทียบได้ เพราะกระทำโดยพลการหักหาญอำนาจอธิปไตยของปวงชน นอกจากนั้นยังตามมาด้วยความพยายามใช้อำนาจศาลตัดสินปัญหาการเมือง ทำลายบุคคลที่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนโดยไม่สามารถพิสูจน์ความผิดให้เห็นชัด
กองทัพใช้รถถัง ศาลใช้กฎหมาย คุณบอกว่าไม่มีใครตาย แต่ใช้ความรุนแรงที่มองไม่เห็น สร้างความอึดอัด กดดัน โกรธแค้น เมื่อเขาจะตอบโต้แบบชาวบ้าน เขาไม่มีอำนาจอย่างพวกคุณ เขาก็ต้องตอบโต้ด้วยจำนวนคน ด้วยกำลังกาย ด้วยสองมือสองตีน คุณกลับบอกว่านี่-ใช้ความรุนแรง
ความรุนแรงถ้าจะเกิดขึ้นจากมวลชนเสื้อแดง มันก็เกิดเพราะความโกรธแค้นอัดอั้นกับความยุติธรรม 2 มาตรฐานที่เขาเห็นมาตลอด 4 ปี มันเกิดเพราะพวกเขาถูกสื่อ นักวิชาการ พันธมิตร ดูหมิ่นเหยียดหยามว่าโง่ ถูกซื้อ หรือเป็นข้าทาสทักษิณ รวมทั้งจะเกิดเพราะการให้ร้ายป้ายสี ราวกับเสื้อแดงที่จะเข้ามาเป็นผีป่า ซาตาน เป็นโจรจะเข้ามาปล้นบ้านปล้นเมือง
พูดได้ไงว่าให้คนกรุงรวมตัวเป็นชาวบ้านบางระจันยุคใหม่ เห็นคนไทยด้วยกันเป็นพม่า นี่เรียกว่ายั่วยุให้เกิดความรุนแรงไหม ถ้าคนกรุงรวมตัวกันเป็นชาวบ้านบางระจันได้จริง เขารุมกระทืบคุณตั้งแต่ตอนยึดสนามบินแล้วครับ
ตัวผมเองก็ทักท้วงคัดค้านม็อบพันธมิตรมาตลอดนะครับ เรื่องความรุนแรง แต่วันนี้ไม่แล้ว ทำไมล่ะ ไม่ใช่ 2 มาตรฐาน ก็ที่ว่ารุนแรงๆ พันธมิตรทำไปหมดแล้ว พันธมิตรชนะด้วย คุณรุนแรงแล้วชนะ ชนะแล้วไม่ต้องรับผิด ยึดทำเนียบไม่เป็นกบฎ ยึดสนามบินไม่เป็นผู้ก่อการร้าย ลอยหน้าลอยตาได้ดิบได้ดีกันไปทั่ว แล้วคุณจะมาห้ามคนอื่นรุนแรงได้ไง คนอื่นเขาก็อยากใช้ความรุนแรงเอาชนะเช่นกัน ผมถึงบอกว่าการเคลื่อนไหวยุคโพสต์พันธมิตร จะมานั่งตบยุงอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว แม้แต่ชาวนาประท้วงราคาข้าวยังต้องปิดถนน
ถ้าเราจะพูดถึงสันติวิธี ไม่เอาความรุนแรง ก็ต้องพูดตั้งแต่สี่ปีที่แล้ว หรืออย่างน้อยก็สองปีที่แล้ว แต่ตอนนี้ สงครามกลางเมืองมันเกิดแล้วครับ คุณสารี ไม่ใช่ยังไม่เกิด เพียงแต่มันยังอยู่ระหว่างเดินทัพ ยังไม่ประจัญบานกันเท่านั้น
เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งบีบคั้น กดดัน พันธนาการทุกอย่าง จนไม่มีทางออก อีกฝ่ายก็ต้องใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ ไม่มีทางเลือก มันต้องเกิด Chaos จริงไหมพี่เปี๊ยก
ม็อบเสื้อแดงวันนี้จึงไม่มีใครห้ามได้ และที่น่ากลัวก็คือแม้แต่แกนนำก็จะคุมไม่ได้ เพราะมวลชนเคียดแค้นกดดันมานาน เขาต้องการระเบิดอารมณ์ เขามาอย่างอิสระ ไม่เหมือนพวกสาวกลัทธิที่เป่านกหวีดปี๊ดๆ ก็ซ้ายหันขวาหัน
เพียงแต่ที่ผมเตือนสติเสื้อแดงว่าอย่ารุนแรง ก็เพราะรุนแรงแล้วเสียหาย รุนแรงแล้วไม่ชนะ (ถ้ารุนแรงแล้วชนะ เอาแม่มเลย ฮิฮิ) เปล่า! คือยังไงก็ต้องคำนึงถึงชีวิตมวลชนอยู่ดี และต้องคำนึงว่าการต่อสู้เพื่อ “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” นั้นยังอีกยาวไกล ต้องสงวนพลังไว้
และพูดให้ถึงที่สุด การต่อสู้ไม่ว่าเพื่ออะไรก็ตาม ถ้าใช้ความรุนแรง นองเลือด สงครามกลางเมือง ฯลฯ มันจะนำไปสู่เผด็จการของผู้ชนะ กวาดล้างทำลายผู้แพ้ ซึ่งไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ฉะนั้นตราบใดที่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังมีทางเลือกได้ที่จะไปสู่จุดหมายโดยไม่ต้องรุนแรง ก็ไม่ควรใช้ความรุนแรง เว้นแต่จะเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อนและจำต้องตอบโต้
อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์วันนี้ ผมเห็นว่ามวลชนเสื้อแดงมี “ความชอบธรรม” ที่จะ “แสดงอารมณ์” เพียงต้องจำกัดให้อยู่ในเป้าหมาย นั่นคือประท้วงให้สังคมรู้ ให้โลกรู้ ว่ามวลชนไม่ยอมรับความอยุติธรรม รวมถึงแสดงพลัง สร้างความฮึกเหิม แสดงนัยสำคัญว่า เฮ้ย! คนกรุง พวกกูมาแล้ว มาเป็นแสนๆ และสามารถจะทำให้เมืองฟ้าเมืองสวรรค์นี้เป็นอัมพาต ถ้าอยากทำ คนจนมาแล้ว คนชนบทมาแล้ว มาเพื่อ “เคาะประตูบ้าน” ให้ชนชั้นกลาง ชนชั้นนำ ผู้ลากมากดี เซเลบส์ ได้รับรู้ว่านี่คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ นี่คือเจ้าของประเทศตัวจริง
แต่ไม่จำเป็นต้อง “พังบ้าน” นะครับ เพราะแม้จะพูดว่า “สงครามชนชั้น” แต่ในการต่อสู้ข้างหน้า คนชั้นล่างก็ต้องร่วมมือกับคนชั้นกลางอยู่ดี เพราะคนชั้นกลางจำนวนไม่น้อยก็เอือมระอาระบอบอภิสิทธิ์ พวกที่เต้นตามเสียงนกหวีดพันธมิตรเป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น
แกนนำเสื้อแดงจะต้องควบคุมให้อยู่ในเป้าหมายนี้ นี่ต้องเรียกร้องกัน ไม่ใช่เอาแต่ประกาศ “สงครามครั้งสุดท้าย” ถึงวันนี้มองเห็นแล้วว่ามวลชนจุดติด คุณต้องเลิกปลุกด้วยอารมณ์รุนแรงได้แล้ว คุณวางแผนอะไรกันมากกว่านี้หรือเปล่า ผมไม่ทราบ ทักษิณวางหมากอะไรมากกว่านี้หรือเปล่า ผมไม่ทราบ แต่ถ้าเป้าหมายสูงสุดคือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็ต้องวางเป้าของการเคลื่อนไหวไว้แค่นี้ ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องยุบสภา ต้องเป็นเรื่องที่ยืดหยุ่นได้ กดดัน-แต่ต้องพร้อมจะต่อรองได้ ถ้าเข้าเป้าทางการเคลื่อนไหวแล้ว
ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่า ในเมื่ออารมณ์ฝูงชนแรงก็ต้องแสดงออก ฉะนั้น ภารกิจหนึ่งของแกนนำคือจะต้อง “ออกแบบความรุนแรงเล็กๆน้อยๆ” ให้มวลชนพอจะระบายอารมณ์ได้บ้าง โดยไม่เกินขอบเขตเกินไป (คือมันต้องเกินมั่งอยู่แล้ว) ไม่เสียหายทางการเมือง และไม่เป็นเหตุให้ถูกสลายม็อบ อาจจะผิดกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะเคยมีคนบางกลุ่มเขาทำแล้วเรียกว่า “อารยะขัดขืน” (ฮา)
แต่ต้องอารยะจริงๆ นะครับ เพราะทำแล้วต้องยอมรับโทษตามกฎหมายเหมือนมหาตมะคานธี อย่าทำเหมือนพวกพันธมิตรที่ “อนารยะขัดขืน” สมมติเช่น ถ้าคุณจะจัดตั้งกัน ยกพลซักหมื่นคน เดินทางไปปาขี้ใส่บ้านอภิสิทธิ์ (ฮา) คุณก็บอกตำรวจจัดรถรอไว้เลย ปาเสร็จเดินขึ้นรถ รับสารภาพ นำตัวส่งศาล สั่งขัง 10 วัน (เพราะกระทำกับผู้นำประเทศ ทำกับคนธรรมดาโทษไม่หนักเท่านี้) เอาเลย ยอมให้ขังหมื่นคน
สมมตินะครับ สมมติ อย่าทำจริง เดี๋ยวเขาหาว่าใบตองแห้งยุ (ฮา)
ในฝ่ายรัฐ ก็ต้องเข้าใจว่าอารมณ์มวลชนเดือดพล่าน ทางออกคือต้องเปิดช่องเล็กๆ น้อยๆ ให้ระบาย ไม่ใช่สุมไฟจนหม้อต้มน้ำระเบิด ฉะนั้นถ้ามีการทำผิดที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ต้องอะลุ่มอล่วย (เช่นอภิสิทธิ์ต้องไม่สั่งใช้กำลังปราบ ถ้าม็อบจะไปปาขี้ที่บ้าน-ฮา) เพราะเมื่อครั้งที่เสื้อเหลืองปิดหน้ารัฐสภา (การชุมนุมไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ) ทั้ง ปชป. เสื้อขาว และกรรมการสิทธิ ก็ออกมาปกป้องว่ารัฐอย่าใช้ความรุนแรง
อภิสิทธิ์ต้องเลือกเอานะครับ ระหว่างอนาคตทางการเมืองที่อีกยาว กับการแบกหม้อก้นดำแทนอำนาจรัฐประหาร
กลับมาที่ “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ขอบอกว่าถ้าไม่ต้องการความรุนแรงจริง คุณต้องไม่ทำเพียงแค่ใส่เสื้อขาวไปสวดมนต์อยู่ถนนสีลม แต่ต้องทำมากกว่านี้ เพราะทำแค่นี้เหมือนคุณแสดงนัยว่าไม่ต้องการให้เสื้อแดงเข้ามาชุมนุม ทั้งที่เป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย คอยดูการตีความที่จะออกทางสื่อก็จะบอกว่าคัดค้านเสื้อแดงใช้กำลัง
ถ้าไม่ต้องการความรุนแรงจริง “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ต้องประณามคนของรัฐบาลที่ออกมายั่วยุ เหยียดหยาม ให้ร้ายป้ายสี สร้างกระแสความตื่นกลัว คุณต้องเดินไปบอกรัฐบาลว่า ให้เปลี่ยนท่าที ประกาศเชิญพี่น้องประชาชนเสื้อแดงมาชุมนุมโดยสงบสันติ โดยแกนนำพรรคประชาธิปัตย์พร้อมจะบริจาคเงินช่วยค่าอาหารในการชุมนุมวันแรก (ไม่มีทาง)
ถ้าไม่ต้องการความรุนแรงจริง “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ซึ่งประกอบด้วยองค์กรวิชาชีพสื่อ ทั้งสมาคมนักข่าว สภาการหนังสือพิมพ์ จะต้องใส่เสื้อขาวเดินทางไปยังสำนักงานของสื่อกระแสหลัก ที่ยุยงให้ “ฆ่ามันๆ” อ่านแถลงการณ์ประณาม โดยไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหมหน้าไหน
ถ้าไม่ต้องการความรุนแรงจริง “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ต้องประณามพันธมิตร ที่ปลุกให้คนกรุงต่อต้านม็อบเสื้อแดง คุณสารีต้องยืดอกสามศอก ประณาม พธม.อดีตภาคประชาชนที่สนับสนุนให้รัฐใช้ กม.ความมั่นคง อย่างสง่าผ่าเผยเลยครับ เพราะคุณสารีต่อต้าน กม.เผด็จการมาแล้ว
และถ้าไม่เอาความรุนแรงจริง ในท้ายที่สุด “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ต้องคิดว่าในสถานการณ์ที่มวลชนเต็มไปด้วยอารมณ์คับแค้น คุณต้องหาช่องระบาย ให้เขาได้รับความยุติธรรมคืนไปบ้าง หรือมีช่องทางที่จะต่อสู้ตามวิถีทางประชาธิปไตย นั่นคือถ้าเกิดการประจัญหน้าโดยไม่มีทางออก คุณต้องเรียกร้องให้รัฐบาลคลี่คลายสถานการณ์ โดยยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งแม้จะไม่ได้คืนความยุติธรรมให้ทั้งหมด แต่ก็เป็นวิถีทางที่จะลดวิกฤติ เพราะรัฐบาลนี้มีที่มาที่ไม่ชอบธรรม ในเมื่อเหลือเวลาอีกไม่เกิน 2 ปี สภาก็จะครบวาระ ทำไมจะยุบสภาก่อนไม่ได้ อภิสิทธิ์ก็คุยอยู่ว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจลุล่วงแล้ว
กล้าไหมละครับ คนที่บอกว่าไม่ต้องการความรุนแรง คนไทยรักสงบ คนที่บอกว่าเป็นกลาง เป็นพลังเงียบ ถ้าสถานการณ์ไม่มีทางออกจริงๆ คุณกล้าเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาไหม การยุบสภาไม่ใช่เรื่องเสียหาย ให้ประชาชนกลับไปลงคะแนนตัดสิน เสื้อแดงเขาท้าว่าพร้อมอยู่แล้ว แม้จะอยู่ในกติกาที่เสียเปรียบ รัฐบาลใหม่ไม่ว่าได้ใครก็ตาม ก็ยังมีความชอบธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ และจะลดความรุนแรงของความขัดแย้งลง แม้การต่อสู้กันจะดำรงอยู่ต่อไปอีกนาน แต่ก็จะค่อยๆ เข้าสู่วิถีของประชาธิปไตย
ความรุนแรงต้องแก้ไขด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ไม่มีประโยชน์ที่จะมาชูป้ายหน่อมแน้ม
ใบตองแห้ง
12 มี.ค.53
ป.ล.ขอฝากถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ พธม.ภาคประชาชนว่า ที่จริงนี่เป็นโอกาส-อาจจะสุดท้ายที่จะได้ “กลับเนื้อกลับตัว” (ฮา) เพราะผมคุยกับเพื่อนพ้อง พธม.ทีไรก็ยืนยันว่า “เราไม่เอาอำมาตย์” แต่ม็อบเสื้อแดงมาทีไร ก็ออกมาปกป้องทุกที แสดงตัวเป็นศัตรูโจมตีให้ร้ายประชาชนที่อยู่อีกข้าง (ลับหลังก็คุยอีกละว่าสะใจ แอบเชียร์เสื้อแดงด้วยซ้ำ)
ไม่ได้เรียกร้องให้เชียร์หรอกครับ แค่อยู่เฉยๆ เก็บปากเก็บคำ ก็พอแล้ว หรือถ้าจะเรียกร้องไม่ให้รุนแรง ก็ใช้ภาษาดีๆ ได้ แสดงท่าทีเคารพสิทธิเคารพความเห็นต่าง แล้วทำตัวเป็นพ่อปู เอ๊ย กฤษณาสอนน้อง ว่าอย่าเอาอย่างการใช้ความรุนแรงของพันธมิตรเลย เราผิดไปแล้ว (ฮา)
1ภาพมีค่ากว่าคำให้ร้ายป้ายสีนับล้านคำ
ที่มา Thai E-News
ภาพความจริง-กลุ่มเสื้อแดงผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้รับดอกกุหลาบแดงจากชาวกรุงเทพฯที่มาให้กำลังใจ ขณะที่พวกเขาเริ่มชุมนุมในกรุงเทพฯเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มีนาคม2553 แม้จะมีรายงานว่า ชาวกรุงวิตกอาจเกิดเหตุรุนแรงขึ้นได้ในระหว่างการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ซึ่งคาดกันว่า อาจเป็นการประท้วงครั้งใหญ่สุดหนหนึ่ง เพื่อกดดันให้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จัดการเลือกตั้งใหม่(ภาพข่าว AP โดยDavid Longstreath)
คำป้ายสี-เสื้อแดงเป็นพวกโง่รับจ้างทักษิณมาประท้วงเพื่อคนๆเดียว


ภาพความจริง-คนเสื้อแดงมีการจัดผ้าป่าระดมทุนกันทั่วประเทศเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้ามาประท้วง และก็ไม่ได้เพื่อทักษิณคนเดียว แต่เพื่อระบอบประชาธืปไตยที่แท้จริง ที่อำมาตย์ศักดินาอภิสิทธิชนจะทำลายเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศต่อไปไม่ได้อีกแล้ว(ภาพ:2ภาพบนจากเวบนิวสกายไทยแลนด์ งานทอดผ้าป่าที่อุดรฯระดมทุนเข้ากรุงเทพฯ ส่วนภาพล่างสุดมวลชนเสื้อแดงบริจาคแกนนำที่อนุสาวรีย์ปราบกบฎเพียง15นาทีบริจาค40,000บาท)
คำป้ายสี-เทพเทือกลั่นตำรวจตั้งด่านสกัดแดงไม่ให้กระบะเข้ากรุง

ภาพความจริง-ผมเป็นตำรวจครับ วันนี้เป็นหัวหน้าด่านตรวจ นัยว่าผู้บังคับบัญชาท่านให้หน่วงรั้งกลุ่มคนเสื้อแดง ( ภาษาตำรวจใช้หน่วงรั้ง ) ไว้ให้นานที่สุด เลยด่านไปประมาณ 100 เมตร มีประชาชน 10 กว่าคน ยืนรออยู่ ตอนแรกผมนึกว่าเขายืนรอรถโดยสาร แต่พอรถยนต์กลุ่มคนเสื้อแดงผ่านด่าน กลุ่มชาวบ้านที่ยืนรอก็โบกให้จอด ผมเห็นท่าไม่ดี จึงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ลูกน้องไปสังเกตการณ์ พบชาวบ้าน ยกข้าวสาร 2 กระสอบ และน้ำดื่มขวดสีขาวขุ่น ( ชนบทจะมีแต่น้ำอย่างนี้ขาย ) หลายโหล รวมทั้งลังมะม่วงดิบ มะละกอ ใส่ไว้ในรถกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมกับอวยพร...ขอให้ชนะ ขอให้ชนะ....
นี่คือเรื่องจริง 100 เปอร์เซ็นต์ จากด่านตำรวจ ที่ผมยังไม่กล้าหาญพอจะเปิดเผยชื่อ ครับ สำหรับผมและพี่น้องตำรวจโรงพักผมจำนวน 50 กว่าคน ที่เป็นเสื้อแดงเกือบทั้งโรงพัก .. มีคำกล่าวมอบให้พี่น้องคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมชุมนุมทุกท่านว่า ... หัวใจพวกท่าน มันน่ากราบ...ขอพระคุ้มครองพี่น้องเสื้อแดงครับ (ที่มา:กระทู้พันทิป โดยคุณเมืองนารายณ์)
คำป้ายสี-ทหารพร้อมปราบเสื้อแดงหมิ่นเบื้องสูง
ภาพความจริง-ทหารไทยโชว์ธงและโบกสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงขณะที่เข้าเวรรักษาการณ์ ทั้งนี้กลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณได้เตรียมจัดการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)
1ภาพมีค่ากว่าคำป้ายสีล้านคำ:APตีภาพข่าวทั่วโลกคนกรุงเทพฯมอบดอกไม้ต้อนรับเสื้อแดงโค่นอำมาตย์
ที่มา Thai E-News
ภาพความจริง-กลุ่มเสื้อแดงผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้รับดอกกุหลาบแดงจากชาวกรุงเทพฯที่มาให้กำลังใจ ขณะที่พวกเขาเริ่มชุมนุมในกรุงเทพฯเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มีนาคม2553 แม้จะมีรายงานว่า ชาวกรุงวิตกอาจเกิดเหตุรุนแรงขึ้นได้ในระหว่างการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ซึ่งคาดกันว่า อาจเป็นการประท้วงครั้งใหญ่สุดหนหนึ่ง เพื่อกดดันให้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จัดการเลือกตั้งใหม่(ภาพข่าว AP โดยDavid Longstreath)
คำป้ายสี-เสื้อแดงเป็นพวกโง่รับจ้างทักษิณมาประท้วงเพื่อคนๆเดียว


ภาพความจริง-คนเสื้อแดงมีการจัดผ้าป่าระดมทุนกันทั่วประเทศเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้ามาประท้วง และก็ไม่ได้เพื่อทักษิณคนเดียว แต่เพื่อระบอบประชาธืปไตยที่แท้จริง ที่อำมาตย์ศักดินาอภิสิทธิชนจะทำลายเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศต่อไปไม่ได้อีกแล้ว(ภาพ:2ภาพบนจากเวบนิวสกายไทยแลนด์ งานทอดผ้าป่าที่อุดรฯระดมทุนเข้ากรุงเทพฯ ส่วนภาพล่างสุดมวลชนเสื้อแดงบริจาคแกนนำที่อนุสาวรีย์ปราบกบฎเพียง15นาทีบริจาค40,000บาท)
คำป้ายสี-เทพเทือกลั่นตำรวจตั้งด่านสกัดแดงไม่ให้กระบะเข้ากรุง

ภาพความจริง-ผมเป็นตำรวจครับ วันนี้เป็นหัวหน้าด่านตรวจ นัยว่าผู้บังคับบัญชาท่านให้หน่วงรั้งกลุ่มคนเสื้อแดง ( ภาษาตำรวจใช้หน่วงรั้ง ) ไว้ให้นานที่สุด เลยด่านไปประมาณ 100 เมตร มีประชาชน 10 กว่าคน ยืนรออยู่ ตอนแรกผมนึกว่าเขายืนรอรถโดยสาร แต่พอรถยนต์กลุ่มคนเสื้อแดงผ่านด่าน กลุ่มชาวบ้านที่ยืนรอก็โบกให้จอด ผมเห็นท่าไม่ดี จึงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ลูกน้องไปสังเกตการณ์ พบชาวบ้าน ยกข้าวสาร 2 กระสอบ และน้ำดื่มขวดสีขาวขุ่น ( ชนบทจะมีแต่น้ำอย่างนี้ขาย ) หลายโหล รวมทั้งลังมะม่วงดิบ มะละกอ ใส่ไว้ในรถกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมกับอวยพร...ขอให้ชนะ ขอให้ชนะ....
นี่คือเรื่องจริง 100 เปอร์เซ็นต์ จากด่านตำรวจ ที่ผมยังไม่กล้าหาญพอจะเปิดเผยชื่อ ครับ สำหรับผมและพี่น้องตำรวจโรงพักผมจำนวน 50 กว่าคน ที่เป็นเสื้อแดงเกือบทั้งโรงพัก .. มีคำกล่าวมอบให้พี่น้องคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมชุมนุมทุกท่านว่า ... หัวใจพวกท่าน มันน่ากราบ...ขอพระคุ้มครองพี่น้องเสื้อแดงครับ (ที่มา:กระทู้พันทิป โดยคุณเมืองนารายณ์)
คำป้ายสี-ทหารพร้อมปราบเสื้อแดงหมิ่นเบื้องสูง
ภาพความจริง-ทหารไทยโชว์ธงและโบกสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงขณะที่เข้าเวรรักษาการณ์ ทั้งนี้กลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณได้เตรียมจัดการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)
นักลงทุนต่างชาติตบหน้าสื่อ-มาร์คลุยซื้อหุ้นไทยสนั่น ไม่หวั่นแม้ถูกปั่นหัวม็อบเสื้อแดงกร้าวรุนแรง
ที่มา Thai E-Newsต่างชาติไม่บ้าจี้ตามรัฐ-สื่อ-นักลงทุนต่างชาติโหมซื้อหุ้นไทย สุทธิมากถึง18,999ล้านบาทในช่วง 9 วันทำการของเดือนมีนาคม2553 เป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความไม่หวั่นไหวบ้าจี้ไปกับการที่รัฐบาล-พันธมิตรฯ-สื่อกระแสหลักโหมกระแสใส่ไฟว่าการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยวของประเทศ และวิถีชีวิตปกติของคนกรุงเทพฯ
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 มีนาคม 2553
อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:
-ม.ล.ปลื้ม: สื่ออำมาตย์หล่อหลอมมวลชนให้เกลียดนักการเมือง-เบื่อการเลือกตั้ง
-สัมภาษณ์ประวิตร โรจนพฤกษ์ ในวันที่ 'สื่อ' ไม่ได้กุมความถูกต้องแต่ผู้เดียว
-ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ข้อสังเกตว่าด้วย "ความเนียน" ของสื่อและรัฐบาล
นักลงทุนต่างชาติไม่วิตกม็อบ แห่ลงทุนซื้อหุ้นไทยสุดคึก
เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดง รัฐบาลอภิสิทธิ์ กองทัพ และสื่อกระแสหลักที่เป็นแขนขามือไม้เผด็จการอำมาตย์ ได้ออกมามีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสว่า การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะเป็นผลเสียต่อการค้าการลงทุนต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวของไทย และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตปกติของคนกรุงเทพฯ โดยมีการออกข่าวในทางลบต่างๆนานา
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบกระแสของนักลงทุนต่างชาติกลับพบว่าเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับที่รัฐ,พันธมิตรและสื่อโหมโฆษณาชวนเชื่อ เพราะสะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่นในการลงทุนในไทยอยู่ สังเกตจากการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมถึงเมื่อวานนี้ เพียงแค่ 8 วันทำการแรกนั้นปรากฎว่า นักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิหุ้นไทยมากถึง18,999ล้านบาท(คลิ้กดูรายละเอียด)
แต่นักเล่นหุ้นคนไทยกลัวตามกระแสสื่อหลัก และพันธมิตรโหมโฆษณาให้กลัวจึงพากันขายหุ้นออกมาต่อเนื่อ งแต่นักลงทุนคนไทยอาจจะผิดทาง เพราะหุ้นไทยขึ้นมาต่อเนื่องในรอบ 8 วันทำการที่ผ่านมานี้ โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นจากเขต700จุดมาบริเวณ730จุด รวมทั้งวันศุกร์ที่ 12 มีนาคม ซึ่งกลุ่มเสื้อแดงเริ่มกิจกรรมการชุมนุมรอบใหม่นี้ ดัชนีตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาบริเวณ 733 จุด ซึ่งเป็นการขึ้นมาปิดที่จุดสูงสุดของสัปดาห์นี้
บลูมเบิร์กสัมภาษณ์บัณฑูร ล่ำซำชี้นักธุรกิจชินกับม็อบแล้ว
สำนักข่าวบลูม้เบิร์ก สำนักข่าวชั้นนำในโลกการเงินการลงทุนรายงานข่าว โดยสัมภาษณ์นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย แบงก์พาณิชย์รายใหญ่อันดับ3ของประเทศระบุว่า"ถึงแม้การประท้วงจะรุนแรงหรือนองเลือดก็ไม่มีผลทำลายเศรษฐกิจ"เพราะการประท้วงเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้วในประเทศไทย"
บลูมเบิร์กรายงานว่า ไม่ได้มีแต่ชาวชนบทเข้าร่วมการประท้วง เมื่อสายวันนี้มีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งไปประท้วงที่สวนลุมพินี นายสิริวร นิมิตรศิลมา อายุ 67 ปี ซึ่งไปอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกานานถึง46ปี และได้กลับมาประเทศไทยในปี2549ก็เข้าร่วมชุมนุมประท้วง โดยบอกว่าเขาประท้วงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะ"เขาเป็นนายกรัฐมนตรีในดวงใจของพวกเรา หากนายอภิสิทธิ์คิดว่าเขาทำเพื่อคนส่วนใหญ่ ก็แล้วทำไมจึงไม่จัดการเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนเสียหละ?"
นายโรเบิร์ต บรอดฟุต กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งมีฐานในฮ่องกงกล่าวว่า"การจัดการเลือกตั้งใหม่นั้นน่าจะเป็นประโยชน์ แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะการันตีว่าเป็นทางออกหรือไม่ ในเมื่อคนไทยยังแตกแยกเป็น2กลุ่ม ระหว่างคนในเขตเมืองกับอีกฝ่ายในเขตชนบท"
บลูมเบิร์กรายงานการสัมภาษณ์นายแพทย์เหวง โตจิราการ ผู้นำการประท้วงที่ยืนยันว่าจะจัดการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ หากใครใช้อาวุธหรือความรุนแรงขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่เสื้อแดง"เราต้องการให้ยุบสภา จัดเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น"
UNรับสื่อกระแสหลักรายงานด้านเดียว นำเสนอกรรมการสิทธิฯUN
เช้าวันนี้ น.ส.จารุพันธุ์ กุลดิลก อาจารย์ ม.มหิดล น.ส.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายสุดสงวน สุธีร์สรณ์ อาจารย์ ม.ธรรมศาสตร์ เดินทางไปที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน เพื่อพบนางนาตาลี เมเยอร์ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนประจำภูมิภาค ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อเรียกร้องให้สหประชาชาติส่งเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ชุมนุม เพราะสื่อหลักนำเสนอข่าวการชุมนุมด้านเดียว
นางนาตาลีกล่าวว่า เข้าใจว่าสถานการณ์ไม่ปกติ และสื่อในประเทศยังให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติดังกล่าวยังแสดงความห่วงใยว่าการประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง และนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงจะนำเรื่องนี้ไปเสนอกับกรรมการสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของสหประชาชาติ
ผู้เชี่ยวชาญใน ตปท. คาด หากเกิดความรุนแรงอาจไม่ใช่ฝีมือเสื้อแดง
ข่าวการชุมนุมของเสื้อแดงในหนังสือพิมพ์ New York Times วันที่ 11 มี.ค. เรียกการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่มีการโดยสารมาทางรถบัส รถบรรทุก และรถอีแต๋น ว่าเป็นยุทธการ "ป่าล้อมเมือง" New York Times รายงานอีกว่า การที่คนในชนบทเข้ามาชุมนุมกันในเมืองหลวงเน้นให้เห็นถึงความแตกแยกที่ฝังรากลึกในประเทศ ระหว่างคนจนชนบทกับคนเมือง
New York Times ยังได้นำเสนอความเห็นของปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมืองไทยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในสิงคโปร์ ซึ่งตั้งข้อสงสัยว่า ผู้ชุมนุมมักจะใช้คำว่า 'สงครามครั้งสุดท้าย' (Final Showdown) แต่พวกเขาเชื่อว่าจะทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์ ลงจากอำนาจได้จริงไหม
นอกจากนี้ปวิน ยังบอกอีกว่าเขากลัวว่าจะมีคนกลุ่มอื่นมาสร้างความวุ่นวายเพื่อก่อให้เกิดความรุนแรง
"ถ้าเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้น มันอาจจะไม่ได้มาจากเสื้อแดง" ปวินกล่าว "มันมีหลายกลุ่มมากในตอนนี้ มีอยู่ในทุก ๆ ที่ แม้แต่ในเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงก็มีกลุ่มย่อย ๆ อยู่ พวกเราไม่ทราบว่าใครเป็นพวกใคร ในสถานการณ์แบบนี้ทำให้กลุ่มคนมือที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ใช้ประโยชน์จากมันได้เสมอ"
แฉใบสั่งสื่อป้ายสีเสื้อแดงก่อความวุ่นวายปูทางปราบ
ใบสั่งสื่อ-กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก ส่งใบสั่งไปยังสื่อต่างๆขอให้ออกข่าวโฆษณาชวนเชื่อทำสงครามข่าวเพื่อให้ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่จะเรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 14 มีนาคมนี้ไปในทางที่เป็นผลลบต่อประเทศ ชีวิตของคนกรุงเทพฯ เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และการท่องเที่ยว เชื่อเป็นแผนโดดเดี่ยวเสื้อแดงและปูทางไปสู่การปราบปรามประชาชน
ก่อนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 14 มีนาคมนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าสื่อของรัฐ และสื่อเอกชนต่างมี"ธง"ในการนำเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกันคือการสร้างภาพลักษณ์ว่า กลุ่มเสื้อแดงจะเข้ามาก่อความวุ่นวายในกรุงเทพฯ สร้างความรุนแรง มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ และผลกระทบทางลบต่างๆ สื่อบางสำนักได้ปลุกปั่นให้คนกรุงเทพฯรวมตัวกันต่อต้าน ปกป้องกรุงเทพฯ หรือสร้างความตระหนกตกใจ เช่น เสนอข่าวว่ามีการกักตุนอาหาร หรือถอนเงินจากบัญฃีเป็นต้น
การนำเสนอข่าวดังกล่าวเป็นไปในทิศทางที่รัฐบาล และระบอบอำมาตย์ต้องการ นักสังเกตการณ์ทางการเมืองเชื่อว่าเพื่อทำลายความชอบธรรมในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย โดดเดี่ยวคนเสื้อแดงให้เป็นเรื่องคนกลุ่มน้อยที่จะก่อความวุ่นวาย สร้างความรุนแรง และสร้างความชอบธรรมในการออกกฎหมายพรบ.ความมั่นคง พรก.ฉุกเฉินเพื่อปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
เรื่องการสร้างกระแสดังกล่าวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่มี"ใบสั่ง"ให้สื่อกระแสหลักดำเนินการมาเป็นลำดับ ดังเอกสารที่เรานำมาเปิดเผยนี้เป็นใบสั่งจากกรมกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก ที่ส่งไปยังสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทวีวี(ช่อง9) โดยใบสั่งนี้เป็นใบสั่งประจำวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมานี้ ระบุ"ขอความร่วมมือ"เผยแพร่เป็นอักษรตัววิ่งประจำวันที่ 4 มีนาคม 2553 ดังนี้ และเรามีข้อสังเกตเพิ่มเติมดังต่อไปนี้-ข้อความที่1:นายสุเทพฯ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศไม่ประสงค์ให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ส่วนใหญ่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ
ข้อสังเกตก็คือ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อโดดเดี่ยวประชาชนที่จะมาชุมนุมใหญ่ว่าเป็นเพียงคนกลุ่มน้อย-ข้อความที่2:นายกงกฤษ หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ความมั่นใจว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยมีทิศทางที่สดใส หากปัจจัยการเมืองไม่มีความวุ่นวาย อาจขยายตัวถึง12-15%
ข้อสังเกต เป็นการโฆษณาชวนเชื่อว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงจะมีผลทางลบต่อการท่องเที่ยว ทั้งที่นายกงกฤษให้สัมภาษณ์หลายสื่อ รวมทั้งสัมภาษณ์ทางทีวีเนชั่นในช่วงสายวันที่ 9 มี.ค.เชื่อว่าการชุมนุมจะไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เนื่องจากไม่น่ามีเหตุรุนแรง และผู้ประกอบการท่องเที่ยวก็ปรับตัวได้แล้ว-ข้อความที่ 3:นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทยกล่าวต้องติดตามสถานการณ์การเมืองช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทย หากการเมืองเกิดความรุนแรงอาจทำให้การขยายตัวของจีดีพีต่ำกว่า2%
ข้อสังเกต:เป็นการโฆษณาชวนเชื่อว่าการชุมนุมจะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจ ซึ่งกองทัพบกไม่เคยทำอย่างนี้เลยในตอนที่พันธมิตรชุมนุม แต่ผู้นำกองทัพบกกลับไปออกทีวีเรียกร้องให้นายกฯลาออกแทนข้อความที่4:กตม.ยังคงตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่สำคัญโดยต่อเนื่อง และขออภัยในความไม่สะดวกในเส้นทางการจราจรบางพื้นที่ ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนพบบุคคลและวัตถุต้องสงสัย โทรสายด่วน191และ1555
ข้อสังเกต:เป็นการโฆษณาชวนเชื่อแยกผู้ชุมนุมเสื้อแดงให้โดดเดี่ยว ขาดการสนับสนุนจากประชาชน และโน้มน้าวให้ประชาชนเกลียดชัง และจับตาหรือร่วมมือรัฐบาลระบอบอำมาตย์เอาผิดกับผู้ชุมนุม ในขณะที่ออกตัวในกรณีรัฐบาลไปตั้งด่านทำให้การจราจรติดขัดเสียเอง
แถลงการณ์ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย:สื่อต้องยุติสงครามข่าวปูทางปราบเสื้อแดง
เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันนักข่าว ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทยได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเรียกร้องให้สื่อยุติการทำสงครามข่าวเพื่อใส่ร้ายป้ายสีเเสื้อแดง เพราะเห็นว่าเป็นการปูทางนำไปสู่การปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธืปไตย โดยมีเนื้อหารายละเอียดดังต่อไปนี้
ขอเรียกร้องให้สื่อยุติการทำสงครามข่าวเพื่อจุดชนวนนำไปสู่การปราบปรามกลุ่มเสื้อแดง และขอเรียกร้องให้รัฐยุติการใช้สื่อของรัฐบิดเบือนยั่วยุสร้างความเกลียดชังแตกแยกในสังคม และยุติการคุกคามสื่อใหม่ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ
ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ซึ่งเป็นองค์กรกลางประสานงานของผู้สื่อข่าวที่เคลื่อนไหวเพื่อให้ผู้สื่อข่าวนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความเป็นกลาง ไร้การบิดเบือน และสนับสนุนประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการเห็นว่า บทบาทของสื่อสารมวลชนทั้งของรัฐ และเอกชนในปัจจุบัน กำลังหมิ่นเหม่ต่อการตกเป็นเครื่องมือของผู้กุมอำนาจรัฐ และนำเสนอข่าวชี้นำสังคมไปในทางที่มีอคติต่อกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือแม้แต่การใช้สื่อสร้าง"สงครามข่าว"เป็นการชี้นำสาธารณชนให้เกิดการเกลียดชัง ก่อความรุนแรงได้ จึงขอเรียกร้องดังนี้
1.สื่อมวลชนกระแสหลักนำเสนอข่าวโดยขาดการตรวจสอบในกรณีที่เสนอข่าวว่า กลุ่มเสื้อแดงได้ขึ้นบัญชีดำต่อบุคคล 53 รายที่อยู่ในฝ่ายรัฐบาล หรือสนับสนุนรัฐบาล รวมทั้งสื่อที่มีบทบาทสนับสนุนรัฐบาล และโจมตีต่อกลุ่มเสื้อแดงด้วยความอคติบิดเบือน โดยสื่อบางค่ายเช่น ผู้จัดการASTVนำเสนอว่าบุคคลทั้ง53รายตกเป็นเป้าการสังหารของคนเสื้อแดง
ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเพียงการไปโพสต์ข้อความในเวบไซต์เสธ.แดง โดยข้อความดังกล่าวไม่ได้บอกว่าบุคคลทั้ง53รายเป็นเป้าหมายการสังหาร หรือขู่เข็ญว่าจะประทุษร้ายแต่อย่างใด เป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบุคคลทั้ง53รายนั้น สนับสนุนระบอบเผด็จการอำมาตย์ และทำลายประชาธิปไตย และต่างก็ประสบเคราะห์กรรมตามหลักพุทธศาสนาไปแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นการติชมโดยสุจริตและเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
แต่การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนกลับขาดการตรวจสอบ และนำไปขยายผลว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะประสงค์ร้ายต่อกลุ่มบุคคลทั้ง53ราย ซึ่งสุ่มเสี่ยงมากว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความอคติลำเอียง และมีจุดประสงค์สร้างความเกลียดชังคนเสื้อแดง และอาจรวมไปถึงการสร้างกระแสเพื่อจุดชนวนให้ปราบปรามประชาชนที่จะจัดการชุมนุมใหญ่ในวันที่14มีนาคมนี้ได้
ลักษณะดังกล่าวไม่แตกต่างไปจากกรณีหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และบางกอกโพสต์ตกแต่งภาพรัชทายาท และเป็นชนวนสำคัญนำไปสู่การปราบปรามนักศึกษาประชาชนในกรณี6ตุลาคม2519 แต่คราวนี้ย่ำแย่กว่ามากนัก เพราะไม่ได้มีเพียง2ฉบับ แต่สื่อมวลชนกระแสหลักแทบทั้งหมดกำลังบิดเบือน ตกแต่งข่าวป้ายสีและอาจเป็นชนวนเหตุนำไปสู่การปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยได้
จึงขอเรียกร้องให้ยุติการทำสงครามข่าวเพื่อจุดประสงค์ปูทางหรือจุดชนวนนำไปสู่การปราบปรามประชาชนโดยทันที
2.ที่ผ่านมาสื่อมวลชนกระแสหลักทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจำนวนมาก ได้แสดงตนอย่างเด่นชัดว่าขาดจากสถานภาพการเป็นสื่อสารมวลชนที่เป็นกลาง และนำเสนอข่าวเยี่ยงนักวิชาชีพไปแล้ว เพราะนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ทัศนะที่สนับสนุนระบอบอำมาตย์เผด็จการ ให้ร้ายป้ายสีสร้างความเกลียดชัง ชี้นำให้มีการปราบปรามทำลายล้างประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย กลุ่มคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง
จึงขอเรียกร้องต่อองค์กรวิชาชีพสื่อ ทั้งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็นต้น ได้มีมาตรการกำชับหรือบังคับอย่างมีประสิทธิภาพให้สมาชิกขององค์กรของตนให้ธำรงตนอยู่ในความเป็นกลาง เสนอข่าวอย่างรอบด้าน ไร้อคติ ปราศจากการบิดเบือนชี้นำ และองค์กรวิชาชีพเหล่านี้ต้องแสดงตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย
3.ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยุติการใช้สื่อของรัฐบิดเบือนสร้างความเกลียดชัง และยั่วยุให้เกิดความรุนแรงตลอดทั้งยุติการคุกคามปิดกั้นสื่อที่นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เช่น วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม สื่อใหม่ทางวอินเตอร์เน็ตช่องทางต่างๆ ที่ใช้สิทธิวิพากษ์วิจารณ์มใต้กรอบรัฐธรรมนูญ
4.ขอเรียกร้องต่อหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนทั้งของรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนช่วยกันเรียกร้องกดดัน และติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อข้างต้น
ด้วยจิตเจตนาที่เป็นกลาง และสงบสันติ สมานฉันท์
นายไพโรจน์ นิมิบุตร
ประธานชมรม นักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
ติดต่อ:อีเมล์thailand.inc@gmail.com
Friday, March 12, 2010
‘แดง’ หลักสี่เคลื่อนไป ‘ราบ 11’ รับนายกฯ ประชุม ก่อนยุติแยกย้าย
ที่มา ประชาไท 13.30 น.กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ที่เริ่มต้นชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ฯ หลักสี่ และเคลื่อนขบวนไปที่กรมทหารราบที่ 11 ถ.พหลโยธิน ได้ปักหลักปราศรัยหน้ากรมทหาร โดยมีรถบรรทุก 6 ล้อ ติดเครื่องเสียงเป็นรถนำขบวน โดยยืนยันว่า เป็นการเคลื่อนขบวนมาเพื่อแสดงพลัง และจะไม่มีการบุกเข้าไปเพื่อสร้างความรุนแรง ก่อนหน้านี้ รายงานข่าวแจ้งว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางถึงกรมทหารราบที่ 11 เพื่อฟังรายงานสถานการณ์การชุมนุมจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี 15.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุม ประกาศยุติการชุมนุมสำหรับวันที่ 12 มีนาคมแล้ว
แดง กทม. บวงสรวงอนุสาวรีย์พิทักษ์ รธน. อาจารย์หลายสถาบันร้องยูเอ็นสังเกตการณ์
ที่มา ประชาไท เสื้อแดงถือฤกษ์ 12.12.12 บวงสรวงปรีดี-พระยาพหล-ทหารคณะราษฎร-พระเจ้าตาก ที่อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ด้าน “สุดสงวน สุธีร์สรณ์” นำคณาจารย์หลายสถาบันร้องสหประชาชาติส่งเจ้าหน้าที่สังเกต การณ์เสื้อแดงชุมนุม แดงกทม.ทิศเหนือรวมตัวอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เวลา 11.00 น. วันนี้ (12 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ คนเสื้อแดง เริ่มชุมนุมตาม 6 จุดยุทธศาสตร์รอบกรุงเทพฯ ตามที่ประกาศแล้ว โดยคนเสื้อแดงด้านกรุงเทพฯ ฝั่งทิศเหนือ กลุ่มสะพานใหม่ สายไหม หัวตะเข้ ลาดกระบัง คันนายาว มีนบุรี จตุจักร หลักสี่ คลองสามวา ลาดพร้าว หนองจอก ได้มารวมตัวกันที่วงเวียนอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือวงเวียนหลักสี่ โดยแกนนำการชุมนุมคือนายวีระ มุสิกพงศ์ และ นพ.เหวง โตจิราการ นอกจากนี้มีกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์เสื้อแดงมาร่วมเป็นจำนวนมาก โดยกิจกรรมของผู้ชุมนุมจะมีพิธีพราหมณ์หลวงประดิษฐ์มนูธรรม พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้นำคณะราษฎร พระเจ้าตากสินมหาราช และบวงสรวงดวงวิญญาณทหารปราบกบฏที่อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยขณะที่รายงานอยู่ การจราจรไม่ติดขัด ทั้งผู้ชุมนุมและตำรวจยังไม่ปิดจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ใช้วิธีปิดถนนถาวร แต่ใช้วิธีกั้นทางสัญจรเป็นระยะเพื่อให้ผู้ชุมนุมข้ามฟากเข้าไปที่วงเวียนอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต่อมา นายศักดิระพี พรหมชาติ พราหมณ์ผู้ทำพิธีบวงสรวง เปิดเผยว่า จะใช้ฤกษ์บวงสรวงเวลา 12.12 น. วันที่ 12 มี.ค. ที่ใช้ฤกษ์วันโลกาวินาศ เพราะถือเป็นวันดับของฝ่ายอำมาตย์ ในพิธีจะทำการบวงสรวงวิญญาณทหารกล้า พระสยามเทวาธิราช และพระแม่ธรณีด้วย อาจารย์หลายสถาบันร้องยูเอ็นส่ง จนท.สังเกตการณ์ นอกจากนี้ มีรายงานว่า ในช่วงเช้าวันนี้ น.ส.จารุพันธุ์ กุลดิลก อาจารย์ ม.มหิดล น.ส.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายสุดสงวน สุธีร์สรณ์ อาจารย์ ม.ธรรมศาสตร์ เดินทางไปที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน เพื่อพบนางนาตาลี เมเยอร์ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนประจำภูมิภาค ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อเรียกร้องให้สหประชาชาติส่งเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ชุมนุม เพราะสื่อหลักนำเสนอข่าวการชุมนุมด้านเดียว นางนาตาลีกล่าวว่า เข้าใจว่าสถานการณ์ไม่ปกติ และสื่อในประเทศยังให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติดังกล่าวยังแสดงความห่วงใยว่าการประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง และนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงจะนำเรื่องนี้ไปเสนอกับกรรมการสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของสหประชาชาติ วีระ ย้ำผู้ชุมนุมใช้สันติวิธี อย่าให้อีกฝ่ายมีข้ออ้างเอาอาวุธมาปราบ มีรายงานเพิ่มเติมในเวลาต่อมาว่า หลังพิธีบวงสรวงแล้ว นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้ปราศรัยกับกลุ่มผู้ชุมนุมโดยอธิบายความหมายของอนุสาวรีย์ปราบกบฏ ว่าเป็นสถานที่ซึ่งฝ่ายพลังของประชาชนสามารถปราบกบฏฝ่ายอำมาตย์ลงได้ในสมัย พ.ศ. 2476 นอกจากนี้ยังได้ทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุมเรื่องการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 มี.ค. ที่จะถึงนี้ว่า ผู้ชุมนุมจะต้องยึดหลักสันติวิธี อหิงสา ปราศจากอวุธอย่างเคร่งครัด เพราะฝายเผด็จการมีอุบายประการเดียวคือหลอกล่อให้พวกเราไม่มีสันติแล้วจะได้อ้างใช้อาวุธออกมาปราบประชาชน โดยแนะว่า วิธีที่ดีที่สุดในการเป็นผูเป็นตาดูแลความปลอดภัยคือ ถ้าเห็นใครเข้ามาแทรกซึมอย่าลงมือทำอะไรเอง แต่ควรแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและขอให้ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน นายวีระ กล่าวอีกว่า หากกลุ่มเสื้อแดงต้องการไปเยี่ยมกองบัญชาการทหารราบที่ 11 เพื่อสร้างความเข้าใจกับพวกเขา ก็สามารถไปได้ แต่ควรไปอย่างสันติวิธี
บลูมเบิร์กพาดหัว "ผู้ประท้วงในไทยชุมนุมใหญ่ท้าทายอภิสิทธิ์"
ที่มา ประชาไท 12 มี.ค. 2010 บลูมเบิร์กพาดหัวข่าวว่า "ผู้ประท้วงในไทยชุมนุมใหญ่ท้าทายอภิสิทธิ์" (Thai Protesters Mass in Largest Challenge to Abhisit) โดยในเนื้อหาข่าวมีการสัมภาษณ์ ศิริวร นิมิตรศีลมา คนไทยเกษียณอายุผู้อยู่ในสหรัฐฯ 46 ปี และกลับประเทศไทยในปี 2006 ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า พวกเขาต้องการประชาธิปไตยและต้องการอดีตนายกฯ ทักษิณ กลับคืนมา "เขา (ทักษิณ) เป็นนายกรัฐมนตรีในดวงใจของพวกเรา ถ้าหากอภิสิทธิ์คิดว่าเขาเป็นตัวแทนของเสียงข้างมาก เขาควรให้มีการเลือกตั้ง ทำไมเขาไม่คืนอำนาจให้กับประชาชน" ขณะเดียวกัน นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ ฮิวจ์ ยังก์ ให้สัมภาษณ์กับ บลูมเบิร์กว่า สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และเขาเป็นห่วงในสถานการณ์เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนและไม่มีท่าทีว่าจะสามารถระนีประนอมกันได้ทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ วินเซนต์ โฮ จาก Fitch Ratings บอกว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองในครั้งนี้ชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกันเขาก็บอกว่าผลกระทบจากการชุมนุมในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ดูถูกไม่ได้ ด้าน โรเบิร์ท บอร์ดฟุต ผู้อำนวยการ ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง บอกว่าการเลือกตั้งจะเป็นทางออกที่ดี แต่ตอนนี้ก็ยังการันตีอะไรไม่ได้ นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่า "คุณไม่สามารถมีกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งในเขตเมือง และอีกกลุ่มหนึ่งในเขตชนบท แล้วก็มาตีหัวกัน" นอกจากนี้ยังได้สัมภาษณ์ เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำทางโทรศัพท์โดย เหวงบอกกับบลูมเบิร์กว่า ผู้ชุมนุมจะชุมนุมอย่างสันติ ไม่เหมือนเมื่อปีที่แล้วที่ทหารเข้ามาปราบการชุมนุมจนทำให้เกิดการจลาจล "ใครก็ตามที่มาพร้อมอาวุธ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกลุ่มเรา" เหวงกล่าวกับบลูมเบิร์ก "พวกเราต้องการแค่การเลือกตั้งใหม่ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น" ที่มา (จากส่วนหนึ่งของ)
Thai Protesters Mass in Largest Challenge to Abhisit (Update2), Bloomberg, Daniel Ten Kate, 12-03-2010
ผู้เชี่ยวชาญใน ตปท. คาด หากเกิดความรุนแรงอาจไม่ใช่ฝีมือเสื้อแดง
ที่มา ประชาไท ข่าวการชุมนุมของเสื้อแดงในหนังสือพิมพ์ New York Times วันที่ 11 มี.ค. เรียกการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่มีการโดยสารมาทางรถบัส รถบรรทุก และรถอีแต๋น ว่าเป็นยุทธการ "ป่าล้อมเมือง" New York Times รายงานอีกว่า การที่คนในชนบทเข้ามาชุมนุมกันในเมืองหลวงเน้นให้เห็นถึงความแตกแยกที่ฝังรากลึกในประเทศ ระหว่างคนจนชนบทกับคนเมือง New York Times ยังได้นำเสนอความเห็นของปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมืองไทยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในสิงคโปร์ ซึ่งตั้งข้อสงสัยว่า ผู้ชุมนุมมักจะใช้คำว่า 'สงครามครั้งสุดท้าย' (Final Showdown) แต่พวกเขาเชื่อว่าจะทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์ ลงจากอำนาจได้จริงไหม นอกจากนี้ปวิน ยังบอกอีกว่าเขากลัวว่าจะมีคนกลุ่มอื่นมาสร้างความวุ่นวายเพื่อก่อให้เกิดความรุนแรง "ถ้าเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้น มันอาจจะไม่ได้มาจากเสื้อแดง" ปวินกล่าว "มันมีหลายกลุ่มมากในตอนนี้ มีอยู่ในทุก ๆ ที่ แม้แต่ในเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงก็มีกลุ่มย่อย ๆ อยู่ พวกเราไม่ทราบว่าใครเป็นพวกใคร ในสถานการณ์แบบนี้ทำให้กลุ่มคนมือที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ใช้ประโยชน์จากมันได้เสมอ" ที่มา (คัดมาจากส่วนหนึ่งของ) Thailand Braces for Political Rallies in Capital, Seth Mydans, 11-03-2010
