WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 14, 2010

คนเสื้อแดงปักหลักสนามหลวงถึงพระบรมรูปทรงม้า

ที่มา ประชาำไท


คนเสื้อแดงทยอยเดินทางถึงกรุงเทพฯ แล้ว เข้าร่วมชุมนุมตลอดแนวถนนราชดำเนินจากสนามหลวงถึงลานพระบรมรูปทรงม้า จตุพรท้าอภิสิทธิ์มาดูคนไล่นายกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

เวลา 18.45 น. ผู้สื่อข่าวประชาไทรายงานจากพื้นที่ว่า คนเสื้อแดงจำนวนมากเดินทางถึงพื้นที่การชุมนุมแล้ว โดยผู้ชุมนุมปักหลักในพื้นที่สนามหลวงจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า ทั้งนี้ นายจุตพร พรหมพันธุ์ขึ้นกล่าวบนเวทีปราศรัยบริเวณป้อมมหากาฬว่า การชุมนุมครั้งนี้ได้จัดโซนให้ผู้ชุมนุมเป็นสองฝั่ง นั่นคือ จากหน้าป้อมมหากาฬไปตลอดแนวราชดำเนินกลางและราชดำเนินนอกไปสุดที่สนามหลวง เป็นพื้นที่ของคนเสื้อแดงจากภาคตะวันออก ตะวันตก และภาคใต้ และจากป้อมมหากาฬไปจนสุดลานพระบรมรูปทรงม้า เป็นพื้นที่ของคนเสื้อแดงจากภาคอีสานและภาคเหนือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะที่รายงานอยู่นั้นยังคงมีคนเสื้อแดงทะยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ได้กล่าวปราศรัยท้าทายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า เวลา 12.00 น. ของวันพรุงนี้ขอให้นายอภิสิทธิ์เดินทางมาดูคนเสื้อแดงที่มารวมตัวกันเพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี โดยนายจตุพรออ้างว่าถือเป็นการขับไล่นายกฯ ที่มีคนมาร่วมชุมนุมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

Around 1,000 anti-government protesters have gathered in Thailand's capital.

ที่มา thaifreenews



อ้างถึง
February 19, 2010
Al Jazeera's Wayne Hay reports from Bangkok.

Around 1,000 anti-government protesters have gathered in Thailand's capital Bangkok ahead of a court decision next week involving Thaksin Shinawatra, the former prime minister

Twenty thousand security personnel have been deployed around the country with concerns the demonstrations could turn violent over the court ruling which will decide the fate of the ousted leader's fortune.



อ้างถึง
February 26, 2010

This is Thailand's "United Front for Democracy Against Dictatorship".
The, known as the "Red Shirts", are planning mass rally next month in a huge challenge to Prime Minister Abhisit Vejjajiva's

government.




[Jatuporn Prompan, Red Shirt Leader]:

"Our red shirts from all parts of the country will begin to mobilize on March 12th. And all the crowd flows will meet in Bangkok on March 14th"

The group hopes the week long rally will force parliament to dissolve and prompt new elections to be held.

The Red Shirts back ousted former Prime Minister Thaksin Shinawatra,
who is waiting for a Supreme Court ruling on whether or not to seize his assets.

Thaksin was convicted for graft and was facing other allegations of corruption
when he was ousted from office by an army coup in 2006. He's denied wrong-doing.
His supporters, the Red Shirts say current leader Abhisit's six party coalition government is
"illegitimate" because it was not elected.

เพลงยังจำได้ไหม อภิสิทธิ์ ...ขับร้องโดย อดิศร เพียงเกษ

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

จากคุณ : เกียรติมุข

เพลง ยังจำได้ไหม อภิสิทธิ์ ขับร้องโดยอดิศร เพียงเกษ
ร้องครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2553 มีหลายคนอยากฟัง...

ยังจำได้ไหม อภิสิทธิ์




เปิดเอกสารลับอ้างเปรมสั่งตำรวจขยี้แดง

ที่มา Thai E-News



เอกสารลับ-เอกสารการประชุมลับ ซึ่งอ้างว่าหลุดรอดออกมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื้อความสรุปการที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์(ท่าน)ได้เรียกผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเข้าพบเพื่อมอบหมายสั่งการ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 มีนาคม 2553

เราได้รับสำเนาเอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าหลุดรอดออกมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื้อความสรุปการที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์(ท่าน)ได้เรียกผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเข้าพบเพื่อมอบหมายสั่งการ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

พล.ต.ต.พงษ์ชัย สุขะหุต และพล.ร.อ.พระจุณ ตามประทีป อยู่บ้านสี่เสา เป็นผู้ประสานงานตามเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 คน มี น.1,น.2,น.3-น.7(ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลภาค1ถึงภาค7) เวลา15.oo น. วันที่ 5 มี.ค.53 ได้คุยนาน 1 ชั่วโมงมีสาระดังนี้

1.ให้ถอนประกันแกนนำเสื้อแดงทั้งหมด ท่านจะสั่งศาลเอง
2.ตามเรื่องถอนประกัน กรณีบุกบ้านสี่เสาและพัทยา ให้ยึด 2 แห่งโยงเรื่องให้ถึงกันหมด โกรธอริสมันต์ จักรภพที่ไปพูดหน้าบ้าน
3.เรื่องยึดทรัพย์ได้อ่านคำพิพากษาแล้ว น่าจะจบ,น่าจะยุติ บ้านเมืองควรจะสงบได้แล้ว
4.ประเมินว่าจะมาชุมนุมประมาณ 100,000คน (ทหารประเมิน)
5.แนวการต่อสู้ ให้ตำรวจประทวนอยู่แนวหน้า ส่วนทหารจะสนับสนุนแนวหลังให้สู้เต็มที่ ให้น.1ใช้งบลับให้เต็มที่ ให้กำลังใจทหารชั้นประทวน ถ้างบลับไม่พอให้ติดต่อ 2 คนข้างบน เพื่อใช้เงินของท่าน และเงินของCP,เจริญ,ชาตรี ทั้งสามได้เตรียมพร้อมสนับสนุน และติดต่อไว้แล้ว ถ้าสู้เต็มที่เสื้อแดงแตกขบวนคุมไม่อยู่ อย่ากังวล บอกนายตำรวจชั้นประทวน เรื่องนี้เรื่องเล็ก
6.ถามเสื้อแดงได้ดูหมอดูหรือเปล่าที่เตรียมการก่อม็อบครั้งนี้ หมอดูได้ดูว่าท่านชนะแน่นอน เพราะท่านมีพระสยามเทวาฯและหมายเลข2คุ้มครองอยู่
7.ท่านพูดถึงนายกฮุนเซนว่า เป็นคนมุทะลุ ไม่น่ากลัวส่วนหัวหน้าอยู่ต่างประเทศไม่ต้องไปสนใจ
8.พล.อ.ชวลิตเป็นคนรอบคอยบแต่ไม่ดุร้ายส่วนพัลลภเป็นคนดุร้ายแต่ไม่รอบคอบ แม่ทัพ2คนในประเทศไม่น่ากลัว
9.ดูTVเสื้อแดง ไม่ชอบอริสมันต์ จตุพร ณัฐวุฒิ แต่จักรภพนี้ต้องการล้มสถาบันฯ
10.เสื้อฟ้า ม็อบครั้งนี้มีค่าใช้จ่ายวันละ 100 ล้านบาท
11.ท่านสั่งผ่านสุเทพให้ถอนประกันแกนนำเสื้อแดง อริสมันต์ที่สน.ทุ่งสองห้องน.1รับคำสั่งหรือไม่น.1ตอบว่า ได้ทำเรื่องถอนประกัน แต่ศาลยกคำร้อง ท่านบอกให้ น.1ทำเรื่องถอนประกันใหม่ ท่านจะสั่งศาลเอง

คนกรุงออกมาต้อนรับขบวนผู้ชุมนุมเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News






ที่มา ประชาไท
14 มีนาคม 2553

อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:1ภาพมีค่ากว่าคำให้ร้ายป้ายสีนับล้านคำ

เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นวันที่ผู้ชุมนุม นปช. หรือคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัดเคลื่อนขบวนเพื่อเข้าสู่กรุงเทพฯ นั้น เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ มีผู้สนับสนุนคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ จำนวนมากออกมายืนต้อนรับสองข้างทาง

เมื่อวานนี้ (13 มี.ค.) ซึ่งเป็นวันที่ผู้ชุมนุม นปช. หรือคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัด ทยอยเดินทางเข้าสมทบชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพมหานครนั้น มีรายงานจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในกระดานสนทนาต่างๆ ระบุในกระดานสนทนาว่า ระหว่างการเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครของคนเสื้อแดง ช่วงถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า ตั้งแต่ย่านรังสิต เรื่อยมาจนถึงพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานคร มีประชาชนในกรุงเทพมหานครที่สนับสนุนคนเสื้อแดง ออกมาต้อนรับผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมาก

ประชาชนใน กทม. ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ออกมาต้อนรับผู้ชุมนุม นปช. ระหว่างเข้ากรุงเทพฯ ที่มาของภาพ คุณekarpantip, กระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน






ประชาชนใน กทม. ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ออกมาต้อนรับผู้ชุมนุม นปช. ระหว่างเข้ากรุงเทพฯ ที่มาของภาพ คุณคนพิจิตร, กระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน


ประชาชนใน กทม. ออกมาสนับสนุนขบวนผู้ชุมนุม นปช. ที่ ถ.วิภาวดีรังสิต ช่วงหลักสี่ ที่มาของภาพคุณดงพญาเย็น, ประชาไทเว็บบอร์ด

ปฏิรูป...แนวทางทำลายประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News



สำนักข่าวต่างประเทศนำเสนอภาพข่าวคนเสื้อแดงเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยผู้จัดการชุมนุมได้คาดการณ์ว่าในวันนี้ จะมีผู้เข้าร่วม1ล้านคน(ภาพข่าว:รอยเตอร์)

โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 41



น่าสังเกตว่า ในระยะนี้มีการพูดถึงแนวทางในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและสมควรถกเถียงกันให้กว้างขวาง น่าจะเป็นเพราะการเคลื่อนทัพของฝ่ายประชาธิปไตยที่ผ่านมายังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นัก จนมวลชนเกิดความล้าและเกิดคำถาม

ในที่สุดก็ฝ่ายที่กุมการนำในขบวนการประชาธิปไตยให้คำตอบง่ายๆ ว่าเราต่อสู้เพื่อให้รัฐบาลยุบสภาและเลือกตั้งใหม่

โดยหวังจะใช้อำนาจรัฐจากการเลือกตั้งสถาปนาประชาธิปไตยในบ้านเมือง ตามแนวทางที่เรียกอย่างไพเราะเพราะพริ้งว่า “ปฏิรูป”

คำๆ เดียวกับการรวมอำนาจรัฐสู่ศูนย์กลางในสมัยรัชกาลที่ ๕ ล้มอำนาจของขุนนางและรัฐบาลท้องถิ่นลงเกือบเด็ดขาด

คำๆ เดียวกับชื่อคณะทหารที่ก่อการยึดอำนาจรัฐ หลังสังหารโหดนักศึกษาและประชาชนในฝ่ายประชาธิปไตยเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

คำๆ เดียวกับที่นักวิชาการอย่าง นายแพทย์ประเวศ วะสี ชอบใช้ เช่นเมื่อครั้งที่ผลักดันให้เกิดการ “ปฏิรูปการเมือง”

การใช้คำพ้องกันเช่นนี้มิใช่เหตุบังเอิญ แต่มีสิ่งที่เชื่อมโยงความคิดในหัวสมองแต่ละคนเข้าด้วยกัน ความเชื่อมโยงหรือความสัมพันธ์ทางความคิดที่ว่านี้ ก็มิได้หมายความว่าเขาร่วมกันวางแผนหรือนัดกันมาพูด แต่เป็นทัศนะที่สะท้อนความคิดในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ความก้าวหน้าหรือล้าหลังจึงไม่แตกต่างจากกันนัก

ถ้าเอาทัศนะทางประวัติศาสตร์มาจับ จะพบว่าการ “ปฏิรูป” ที่ผ่านมาในสังคมไทยแทบไม่ได้ก่อผลเปลี่ยนแปลงต่อระบอบประชาธิปไตยเลย

การปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ ๕ ส่งผลให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมีความสมบูรณ์และเข้มข้นขึ้น อำนาจอธิปไตยก็อยู่ที่พระมหากษัตริย์มิใช่ประชาชนส่วนใหญ่

การปฏิรูปของระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ที่เรียกว่า “ขวาพิฆาตซ้าย” ซึ่งความจริงคือ “ขวาฆ่าประชาธิปไตย” เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ ก็ทำให้เกิดเผด็จการเต็มรูปที่กลายพันธุ์มาเป็นเผด็จการอำพรางหรือประชาธิปไตยครึ่งใบจนกระทั่งปัจจุบัน

การปฏิรูปแบบของหมอประเวศและคณะก็มิได้ทำให้ประชาชนได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มิหนำซ้ำเมื่อเกิดการรัฐประหาร ยังไปแสดงท่าทีหนุนผู้ทำลายสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้อย่างหน้าตาเฉย

คำว่า “ปฏิรูป” มีความไพเราะในทางภาษา แต่ในเชิงประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ไทยแล้ว นี่คือคำอัปมงคลอย่างยิ่งทีเดียว

จะเรียกให้เท่ว่าเป็นศัพท์หรือวาทกรรมประเภท “ปิศาจบัญญัติ” ก็ยังได้

ข้อเสนอให้ “ปฏิรูป” ในเมืองไทยแทบทุกครั้งคล้ายจะแสดงเจตนารมณ์ประชาธิปไตย แต่เอาเข้าจริงแล้วกลับไปช่วยส่งเสริมระบอบตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตยทุกทีไป เพราะท้ายที่สุดก็จะยื่นคอมาเจื้อยแจ้วกับมวลชนว่า เมืองไทยเรายังไม่พร้อม ต้องค่อยเป็นค่อยไป และรักษาโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ไปก่อน

ครับ “ปฏิรูป” ของคนเหล่านี้หมายถึงการรักษาสถานภาพเดิม (status quo) เท่านั้นเอง

ประชาชนไม่ได้อะไรเลย มิหนำซ้ำยังถูกด่าว่าสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจและทำภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายเสียอีก

คนที่มักพูดว่าต้องประนีประนอมนั้น ควรถามตัวเองเงียบๆ ว่าหลักการประชาธิปไตยอันแท้จริงนั้นประนีประนอมได้จริงหรือ

ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของคนอื่นไปก่อน ประชาชนค่อยเอาทีหลังหรือไม่ต้องสูงสุดก็ได้หรือ

เสรีภาพมีบ้างไม่มีบ้าง เรื่องไหนเขาใจดีให้มี ก็มี เรื่องไหนขัดผลประโยชน์เขา เขาไม่ให้ ก็ต้องหมอบกราบยอมรับกระนั้นหรือ

หลักกฎหมายหรือนิติธรรม ที่มาของความยุติธรรม มีบ้างไม่มีบ้างก็ได้หรือ ฯลฯ

ถ้าคิดอย่างวิญญูชนแล้ว จะพบว่าหลักการเหล่านี้ประนีประนอมไม่ได้หรอกครับ มีทางเลือก ๒ ทางเท่านั้นคือ มี หรือ ไม่มีประชาธิปไตยในบ้านเมือง

มองในแง่ดี คนที่เสนอ “ปฏิรูป” บางคนอาจจะหวังให้เป็นยุทธวิธี แต่ขอให้ดูของจริงประกอบไปด้วยเถิดว่า ผู้มีอำนาจรัฐที่เข้ามาปะเหลาะฝ่ายประชาชนในอดีตให้ยอมรับ “ปฏิรูป” แทน “ปฏิวัติ” นั้น ในที่สุดแล้วเป็นหมาจิ้งจอกที่สวมขนแกะอารีมาคุยกับท่านใช่หรือไม่ สุดท้ายท่านก็ร่วมปล้นหลักการประชาธิปไตยจากมือประชาชนไปใส่มือเขา จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามใช่หรือไม่

แต่ละท่านก็อาวุโสมากแล้ว ทำบุญให้กับคนรุ่นหลังด้วยการให้กำลังใจและประสบการณ์กับเขาเถิดครับ อย่ามาหลอกล่อลูกหลานเพื่อจะได้เป็นใหญ่และลบปมด้อยอดีตของตัวเองอีกต่อไปเลย

หยุดหลอกเถิดครับว่า “ปฏิรูป” จะทำให้เกิดประชาธิปไตยแท้จริงในประเทศไทยได้ ล้มลุกคลุกคลานมากี่หนกี่ครั้งแล้วจำไม่ได้หรือครับ

การสถาปนาประชาธิปไตยแท้จริงในเมืองไทยได้ ต้องกระทำโดยกระบวนการปฏิวัติอย่างสันติ เป้าหมายคือโอนถ่ายอำนาจอธิปไตยในมืออำมาตย์มาเป็นของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศเท่านั้น

ถ้าหากฟังคำว่า ปฏิวัติ แล้วสะดุ้งตกใจ ก็ควรร่วมกันอธิบายความต่อมวลชนที่ยังไม่กระจ่างให้ท่านรู้อย่างแจ่มแจ้งว่าคำๆ นี้เป็นเพียงยุทธศาสตร์ของภารกิจ ส่วนเป้าหมายคือระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ด้วยความเคารพนบนอบในมหาประชาชน ไม่ใช่ฆ่าฟันกันเป็นบ้าเหมือนเขมรแดง

อย่าลืมว่าถ้าเราเป็นมหาอำมาตย์ในวันนี้ เราก็ต้องคิดฮุบขบวนการเสื้อแดง ดูดกลืนเอามาเป็นของเรา เพราะสีเหลืองอย่างเดียวไม่เพียงพอเสียแล้ว เราต้องการทั้งสีเหลือง สีชมพู สีขาว และสีแดงมาเป็นฐาน เราจึงจะตั้งตัวอยู่บนนั้นได้อย่างมั่นคง

ถ้า “ปฏิรูป” แล้วอำนาจรัฐไม่เปลี่ยนมือ ได้แต่เล่นละครเป็นรัฐบาลไปวันๆ ก็เท่ากับช่วยให้แผนฮุบเสื้อแดงเป็นผลมากขึ้น

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีภารกิจต่อเนื่องจาก ดร.ปรีดี พนมยงค์ ครับ ไม่ใช่ต่อจากการปล้นบ้านเมืองตามคำสั่งนายอย่างพลเรือเอกสงัด ชลออยู่.

--------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

สนนท.ประกาศร่วมเสื้อแดงชุมนุม แอ็คทิวิสต์ตั้งกลุ่มคนกรุงเพื่อประชาธิปไตยหาแนวร่วมเซ็นทรัลเวิลด์

ที่มา Thai E-News



สำนักข่าวต่างประเทศนำเสนอภาพข่าวคนเสื้อแดงเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยผู้จัดการชุมนุมได้คาดการณ์จะมีผู้เข้าร่วม1ล้านคน(ภาพข่าว:รอยเตอร์)

ที่มา ประชาไท


คนกรุงเทพฯหนุนเสื้อแดงสู้-กลุ่มเสื้อแดงได้รับดอกกุหลาบแดงจากชาวกรุงเทพฯที่มาให้กำลังใจ ขณะที่พวกเขาเริ่มชุมนุมในกรุงเทพฯเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มีนาคม แม้จะมีการโหมกระพือให้ร้ายเสื้อแดงว่าจะก่อความรุนแรงและส่งผลต่อวิถีชีวิตปกติของชาวกรุงก็ตาม แต่ดูเหมือนการสร้างภาพเสื้อแดงเป็นผู้ร้ายจะไร้ผลเสียแล้วภาพข่าว AP โดยDavid Longstreath)

นักกิจกรรมตั้งกลุ่ม "คนกรุงเทพฯ เพื่อปชต." มุ่งปรับทัศนะคนกรุง เข้าใจเสื้อแดง

เมื่อวานนี้(13 มี.ค.) ที่อนุสรณ์สถานสิบสี่ตุลา เวลาประมาณ 16.00น. สมัชชาสังคมก้าวหน้า เครือข่ายศิลปินเพื่อประชาธิปไตย เครือข่ายเดือนตุลา และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เข้าร่วมประชุมหารือถึงสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน โดยเป็นห่วงถึงการสร้างข่าวไปในทางเอื้อให้เกิดความแตกแยกของประชาชนในกรุงเทพฯ กับคนเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่เดินทางมาจากต่างจังหวัด

ที่ประชุมร่วมมีมติตั้งกลุ่ม "คนกรุงเทพฯ เพื่อประชาธิปไตย" เพื่อเป็นตัวแทนในการทำความเข้าใจกับคนกรุงเทพฯ ถึงสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่เข้ามาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรม

ทั้งนี้ ทางกลุ่มฯ เห็นว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของประเทศ ไม่ใช่แค่ของคนกรุงเทพฯ เท่านั้น โดยจะมีการนัดรณรงค์เพื่อทำความเข้าใจกับคนกรุงเทพฯ โดยเริ่มต้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ ในเวลา 10.00 น.ของวันที่ 14 มี.ค.

สนนท.ประกาศร่วมชุมนุมกับแดงรากหญ้า

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. นายอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ให้สัมภาษณ์ว่า สนนท. จะเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่เข้ามาทวงคืนประชาธิปไตย โดยมีข้อเรียกร้องร่วมคือให้รัฐบาลยุบสภา

"ถ้าเชื่อว่ากุมหัวใจของคนส่วนใหญ่ได้ ก็ไม่ควรกลัวการเลือกตั้ง" นายอนุธีร์ กล่าวและว่า นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะเมื่อรัฐบาลยุบสภา ผู้ชุมนุมก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน

ก่อนหน้านี้เมื่อ10มีนาคม สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)และองค์กรแนวร่วม 17 แห่ง ได้ออกแถลงการณ์ร่วมต่อต้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดง โดยมีเนื้อหารายละเอียดดังต่อไปนี้

ทันทีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. ประกาศจะเริ่มต้นการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นไป เหตุการณ์และกระแสข่าวอันไม่ปกติมากมายก็ได้โหมปะทุขึ้นรายวัน

อาทิ เกิดเหตุปาระเบิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครหลายจุด ตามด้วยกระแสข่าวการวางแผนก่อวินาศกรรมของคนบางกลุ่ม การปาสิ่งปฏิกูลใส่บ้านนายกรัฐมนตรี การหายไปของอาวุธสงครามจำนวนหนึ่งจากคลังแสงในกองพันทหารช่าง 401 จังหวัดพัทลุง รวมถึงความพยายามจุดประเด็นเรื่องภาวะกระสุนปืนขาดตลาดของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล

โดยเหตุการณ์และกระแสข่าวเหล่านี้ล้วนถูกเชื่อมโยงไปสู่การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช. ที่กำลังใกล้จะมาถึงทั้งสิ้น และเป็นที่น่าแปลกใจว่า ช่วงเวลาดังกล่าว ได้เกิดปรากฏการณ์สื่อมวลชนแทบทุกสำนักนำเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกันซ้ำไปซ้ำมาราวกับนัดหมาย ยังไม่นับรวมถึงกระแสกดดันทางสังคม โดยเฉพาะจากคนกรุงเทพมหานคร ที่ถูกโหมกระพือผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีการกล่าวอ้างถึงผลกระทบและความเดือดร้อนต่างๆ นานาที่คาดว่าคนกรุงเทพฯ จะได้รับจากการชุมนุมดังกล่าว นำไปสู่กระแสกีดกันการเดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานครอันเป็นพื้นที่นัดหมายชุมนุมของกลุ่ม นปช. จากทั่วสารทิศ

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องให้มีการยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ยังตั้งอยู่บนฐานของการใช้กลไกรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปสามารถเรียกร้องเสนอต่อสังคมได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ และการรวมตัวกันของประชาชนเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของตนนั้น ก็ถือเป็นสิ่งปกติอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตย

รัฐบาลพยายามบอกกับสังคมมาโดยตลอดว่าต้องการสร้างความสงบ สันติ และความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นแก่คนในชาติ ทั้งยังเรียกร้องหาความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง รวมถึงความรักชาติจากกลุ่มผู้ชุมนุม แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในขณะนี้ กลับเป็นการพยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อจะนำไปสู่ความรุนแรงเสียเอง

จนเป็นที่ตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งที่รัฐบาลและเครือข่ายผู้สนับสนุนรัฐบาลกำลังทำอยู่นี้ เป็นการปูทางไปสู่การสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงเพื่อยุติปัญหาและการชุมนุมดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ก็นับว่าสังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตอีกครั้งหนึ่ง เพราะฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ถือครองอำนาจรัฐ มีเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมความรุนแรงครบถ้วน ทั้งเครื่องมือทางกฎหมาย สื่อมวลชน ตำรวจ ทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์

การจะเกิดความรุนแรงหรือไม่ในการนัดหมายชุมนุมของประชาชนครั้งนี้ จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลเป็นสำคัญ ไม่ใช่ประชาชน และจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา ก็ได้แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับการชุมนุมทางการเมืองหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์พฤษภา 2535 หรือแม้กระทั่ง เหตุการณ์เมษายน 2552 ที่ผ่านมา ความรุนแรงที่เกิดขึ้นล้วนแล้วมาจากฝ่ายรัฐบาลทั้งสิ้น! ดังนั้นฝ่ายที่ควรถูกเรียกร้องและกดดันไม่ให้ใช้ความรุนแรงเสียยิ่งกว่าฝ่ายผู้ชุมนุม ก็คือรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้ “เรา” นิสิต นักศึกษา และประชาชนคนหนุ่มสาวผู้ปรารถนาจะเห็นประชาธิปไตย อันเป็นรากฐานของสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ได้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงบนดินแดนนี้ จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลบนฐานของเจตนารมณ์ที่พ้องต้องกัน 2ประการ คือ


1. การชุมนุมของประชาชนกลุ่ม นปช. นั้น มีความชอบธรรมตามหลักสิทธิและเสรีภาพที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งยังถูกรับรองไว้อย่างแข็งขันในหลักสิทธิมนุษยชนสากล ที่ทุกสังคมทั่วโลกยอมรับและยึดถือปฏิบัติ รัฐบาลมีหน้าที่ประกันสิทธิเสรีภาพนี้แก่พลเมืองในรัฐทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ให้การสนับสนุนและรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม และปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมในฐานะที่ผู้ชุมนุมทุกคนเป็นพลเมืองแห่งรัฐ ไม่ใช่ศัตรูแห่งรัฐ ในทุกกรณี

2. กฎหมายความมั่นคงทุกฉบับ ไปกันไม่ได้กับสังคมประชาธิปไตย ถือเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นเครื่องมือรับรองความชอบธรรมในการก่อการร้ายของรัฐ ดังนั้น รัฐบาลต้องไม่ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ไม่ว่าฉบับใด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขัดขวางยับยั้งการชุมนุมตามสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยไม่มีข้อยกเว้น


นอกจากข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 2 ข้อ ดังได้กล่าวมาแล้ว “เรา” ยังขอเรียกร้องต่อ “สื่อมวลชนทุกแขนง ทุกสำนัก” ให้นำเสนอข่าวอย่างระมัดระวัง ตรงไปตรงมา ไม่ทรยศต่อจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชน การร่วมมือกับรัฐบาลหรือยอมตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาล นำเสนอข่าวบิดเบือนสร้างภาพลบให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุม เท่ากับเป็นการผลักกลุ่มผู้ชุมนุมไปเป็นอื่น และเป็นการป้ายสีความเป็นปีศาจให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ไม่ต่างจากเหตุการณ์เดือนเมษายนที่ผ่านมา หรือไม่ก็อาจนำไปสู่จุดจบอันเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เช่นเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

และเราขอเรียกร้องต่อประชาชนทุกคนในสังคม ไม่ว่าคุณจะมีจุดยืนทางการเมืองเช่นไร ต้องไม่มีอคติต่อการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชนด้วยกัน และแม้ไม่เกลียดชัง แต่การแสดงความวางเฉยไม่เพียงพอต่อสถานการณ์เช่นนี้ หากแต่สิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องแสดงออกในภาวการณ์วิกฤตเช่นนี้ คือ เรียกร้องไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงต่อประชาชนด้วยกัน และโปรดยืนยันให้รัฐบาลทราบว่า คุณจะไม่ผ่านใบอนุญาตให้รัฐบาลก่ออาชญากรรมต่อประชาชนด้วยกัน

10 มีนาคม 2553

องค์กรที่ลงนามในแถลงการณ์

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
เครือข่ายนักศึกษาพิทักษ์ประชาชน (คพช.)
กลุ่ม Try-Arm
กลุ่มสหภาพแรงงานเคมีภัณฑ์
สมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน
สถาบันอีสานภิวัตน์
สมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย
สถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค
สมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อสังคม
โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี
สมัชชาสังคมก้าวหน้า (Social Move Assembly)
องค์กรเลี้ยวซ้าย
กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย
สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนประชาธิปไตย
สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
16.เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภา
17.สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย

จดหมายเปิดผนึกถึง 'คนเดือนตุลา' : กลับมาเถิด มวลชนรักพวกท่านเสมอ

ที่มา Thai E-News


ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
14 มีนาคม 2553

ถึง คนเดือนตุลา ศิลปิน นักคิด นักเขียน ปัญญาชน ที่คิดเป็นปฏิปักษ์กับมวลชนอันไพศาล

นับแต่เมฆร้ายสีเหลืองได้เข้าบดบังดวงตาอันแจ่มใสในอดีตของจิตวิญญาณอันอุดมไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเห็นมวลชนอันไพศาลทั้งแผ่นดินได้ลุกขึ้นมามีสิทธิมีเสียงในประเทศที่พวกเขาได้ลงแรงลงเหงื่อสร้างมันขึ้นมา วันนี้ ทุกครั้งที่พวกท่านเอ่ยคำประนามหยามเหยียดพวกเขาว่าโง่เง่า พวกเขาจะเจ็บปวดรวดร้าวไปกับอดีตที่ครั้งหนึ่งพวกท่านได้ปลุกให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเอง

วันนี้พวกเขาได้ตื่นขึ้นแล้ว ตื่นขึ้นจากเมล็ดพันธุ์ที่พวกท่านได้เคยโปรยปรายเอาไว้ พวกเขาจะก้าวข้ามคำประนามหยามเหยียดของพวกท่านไป เขาจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ยืนอย่างมีศักดิ์ศรีในแผ่นดินนี้ พวกเขาไม่เคยคิดโกรธเกลียดพวกท่าน พวกเขาเพียงแต่เสียใจและเสียดายสิ่งที่พวกท่านเคยทำ พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะเคียดแค้นและทำลายพวกท่านดอก แต่จิตวิญญาณที่ดีงามของพวกท่านจะทำร้ายตนเองไปจนวันตาย

ท่านยังมีเวลาคิดไตร่ตรองให้ดี วาระสุดท้ายที่พวกท่านจะหวนคืนสู่อ้อมอกของมวลชนผู้ยากไร้ ยังมีอยู่ ขอให้ท่านกลับมาเถิด มวลชนรักพวกท่านเสมอ

เครือข่ายเดือนตุลา

จดหมายเปิดผนึกถึง 'เพื่อนศิลปิน' ทุกสาขา : เมื่อยักษ์หลับได้ตื่นขึ้นแล้ว

ที่มา Thai E-News


ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
14 มีนาคม 2553

จดหมายเปิดผนึกจากเครือข่ายประชาชนนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย
ถึงเพื่อนกวี นักเขียน นักเพลง จิตรกร ศิลปินทุกสาขา

ฤดูร้อนเดือนมีนาคม 2553 ยิ่งร้อนขึ้นอีกหลายเท่า สำหรับอุณหภูมิทางสังคมและการเมือง เมื่อมีการเคลื่อนตัวของมวลชนเสื้อแดงเรือนแสนเรือนล้านทั่วประเทศ และก็มีความร้อนใจอันเกิดจากความไม่เข้าใจกันแพร่ลามไปในสังคม รวมทั้งในหมู่คนทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมดัวยกัน

ขบวนคนเสื้อแดงที่เปรียบเสมือนลาวาสีแดง หรือไม่ก็สึนามิการเมืองหลากไหลสาดซัดจากชนบทเข้าสู่เมืองกรุง ช่วงวันที่ 13-14 มีนาคม 2553 เป็นพลังการเมืองที่ศิลปินควรพิจารณาอย่างมีสติ มิใช่อย่างมีอคติตามกระแสคนชั้นกลางบางส่วน เพราะศิลปินที่แท้จริง ย่อมมีมนุษยธรรมในหัวใจ เห็นอกเห็นใจผู้ที่ลำบากยากจน

มองวิเคราะห์อย่างหาสัจจะจากความเป็นจริง จะเห็นว่า แม้มวลชนเสื้อแดงประกอบด้วยหลากหลายชนชั้นและอาชีพ แต่จำนวนมากที่สุดคือคนรากหญ้า ที่กำลังพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นคนชั้นกลางใหม่ในชนบท เป็นพลังทางการเมืองที่ขยายตัวเติบใหญ่ขึ้นมา และต้องการเวทีสำแดงบทบาททางการเมืองชนิดที่ใครก็มาขัดขวางมิได้

นี่คือการตื่นขึ้นมาของยักษ์หลับ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นยุคปี 2575 ยุคการเคลื่อนไหวทางการเมืองจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 - ปี 2500 หรือยุค 14 ตุลาคม 2516 ประชาชนคนรากหญ้า กรรมกรชาวนายังเป็นยักษ์หลับ ยังไม่รู้สึกรู้สากับอำนาจอธิปไตยอันควรเป็นของตัวเอง เกมการเมืองประชาธิปไตยยุคก่อนๆ จึงเป็นเรื่องเล่นกันอยู่ในหมู่ชนชั้นปกครองเท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของ

เพื่อนศิลปินเพลงเพื่อชีวิต กวีเพื่อชีวิต หรือแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทยสมัยหลัง 14 ตุลาคม 2516 คงจำได้ว่า แม้นักศึกษาปัญญาชนและศิลปินเพื่อชีวิตจะพยายามปลุกระดมมวลชน กรรมกรชาวนา ทั้งในเมืองและชนบทให้ตื่นตัวกับประชาธิปไตย ก็นับเป็นเรื่องยากเข็ญ เพราะมวลชนยังรู้สึกว่า ประชาธิปไตยนั้นกินไม่ได้

แต่ว่าหลังจากปี พ.ศ.2544 ผลจากการขับเคลื่อนนโยบายการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ทำให้มวลชนคนรากหญ้ามองเห็นว่าประชาธิปไตยกินได้ พวกเขาจึงตื่นตัวขึ้นมาในแบบ “ไม่ต้องจ้าง กูมาเอง” และกูไม่กลัวมึง ไม่ว่า “มึง” นั้นจะติดอาวุธสงครามตั้งแต่หัวจนจรดตีน

การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยิ่งทำให้มวลชนตื่นตัวกว้างขวางยิ่งขึ้น เมื่อประจักษ์ชัดว่าพวกตนถูกปล้นอธิปไตยไปอย่างหน้าด้านๆ ตามมาด้วยขบวนการตุลาภิวัตน์ ซึ่งที่สุดกลายเป็น “ตุลาการวิวาท” เพราะทำให้ความขัดแย้งยิ่งประทุรุนแรงขึ้น เนื่องจากเป็น 2 มาตรฐาน ขาดความยุติธรรม

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้เปิดเผยโครงสร้างอัปลักษณ์ของการเมืองไทย ว่าแท้จริงแล้วการเลือกตั้งเป็นเพียงละครลิงของระบบอำมาตย์ หากผลการเลือกตั้งจากมือประชาชนคนส่วนใหญ่ออกมาไม่ได้ดั่งใจพวกอำมาตย์ พวกอภิสิทธิ์ชน พวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว พวกเขาก็จะทุบทิ้งการเลือกตั้งนั้นด้วยวิธีต่างๆ โดยใช้กลไกรัฐที่มีอยู่ในมือเขา ได้แก่ กองทัพ, ศาล, คุกตะราง ฯลฯ

เพื่อนศิลปินที่รัก ศิลปินย่อมมิอาจตัดขาดตัวเองออกจากสังคม กวีมิใช่เพียงนักประดิดประดอยถ้อยคำ จิตรกรไม่ใช่แค่สลัดสีลงบนผ้าใบ นักเพลงมิใช่เพียงคนเพาะถั่วงอกตัวโน้ต ศิลปินกินข้าวที่ชาวนาปลูก อยู่ในบ้านที่สร้างด้วยแรงงานกรรมกร อุปโภคบริโภคผลจากหยาดเหงื่อแรงงานของผู้คน ในยุคสมัยมืดมน ผู้คนเดือดร้อน ศิลปินจึงต้องสร้างศิลปะในลักษณะของผู้ชูคบไฟและส่องโคมทองในความมืด
แน่นอนว่า ขบวนคนเสื้อแดงหนาแน่นด้วยคนรักทักษิณ นี่คือข้อดีของจิตใจแบบชนบท ที่รักใครรักจริง ไม่ทอดทิ้งยามยาก ใครเคยทำดีไว้ให้ พวกเขาไม่ลืม ลบคำสบประมาทว่า “คนไทยลืมง่าย”

แท้จริงปรากฏการณ์ทักษิณ เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง แต่รากฐานอันใหญ่โตของภูเขาน้ำแข็งนั้น คือการตื่นตัวขึ้นมาของคนรากหญ้า ยักษ์หลับได้ตื่นขึ้นแล้ว และสำแดงบทบาทร่วมเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย นี่คือสิ่งที่ศิลปินที่มีหัวใจรักประชาธิปไตยปรารถนามาเนิ่นนานแล้วมิใช่หรือ

ดังนั้น เพื่อนศิลปินที่เคยมองปรากฏการณ์เหล่านี้ด้วยกระแสอคติใด ๆ ก็ตาม โปรดพิจารณาไตร่ตรองเสียใหม่ นี่คือโอกาสสุดท้ายแล้ว ที่เราจะได้ร่วมมือกับมวลชน สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประชาธิปไตยไทยให้เป็นจริง หลังจากล้มลุกคลุกคลานมาเกือบ 80 ปี

ด้วยภราดรภาพ
เครือข่ายประชาชนนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย (People writer artist democracy)

2 จดหมายเปิดผนึก 'โอกาสสุดท้าย' ถึงคนเดือนตุลา และเพื่อนศิลปินทุกสาขา

ที่มา Thai E-News



แท้จริงปรากฏการณ์ทักษิณ เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง แต่รากฐานอันใหญ่โตของภูเขาน้ำแข็งนั้นคือการตื่นตัวขึ้นมาของคนรากหญ้า ยักษ์หลับได้ตื่นขึ้นแล้ว ดังนั้นนี่คือโอกาสสุดท้ายแล้วที่เราจะได้ร่วมมือกับมวลชนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประชาธิปไตยไทยให้เป็นจริง


ที่มา ประชาไท
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:คำประกาศนักเขียนอิสระ 'คนต้องเท่ากัน'

ถึงคนเดือนตุลา
ศิลปิน นักคิด นักเขียน ปัญญาชน ที่คิดเป็นปฏิปักษ์กับมวลชนอันไพศาล


นับแต่เมฆร้ายสีเหลืองได้เข้าบดบังดวงตาอันแจ่มใสในอดีตของจิตวิญญาณอันอุดมไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเห็นมวลชนอันไพศาลทั้งแผ่นดินได้ลุกขึ้นมามีสิทธิมีเสียงในประเทศที่พวกเขาได้ลงแรงลงเหงื่อสร้างมันขึ้นมา วันนี้ ทุกครั้งที่พวกท่านเอ่ยคำประนามหยามเหยียดพวกเขาว่าโง่เง่า พวกเขาจะเจ็บปวดรวดร้าวไปกับอดีตที่ครั้งหนึ่งพวกท่านได้ปลุกให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเอง

วันนี้พวกเขาได้ตื่นขึ้นแล้ว ตื่นขึ้นจากเมล็ดพันธุ์ที่พวกท่านได้เคยโปรยปรายเอาไว้ พวกเขาจะก้าวข้ามคำประนามหยามเหยียดของพวกท่านไป เขาจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ยืนอย่างมีศักดิ์ศรีในแผ่นดินนี้ พวกเขาไม่เคยคิดโกรธเกลียดพวกท่าน พวกเขาเพียงแต่เสียใจและเสียดายสิ่งที่พวกท่านเคยทำ พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะเคียดแค้นและทำลายพวกท่านดอก แต่จิตวิญญาณที่ดีงามของพวกท่านจะทำร้ายตนเองไปจนวันตาย

ท่านยังมีเวลาคิดไตร่ตรองให้ดี วาระสุดท้ายที่พวกท่านจะหวนคืนสู่อ้อมอกของมวลชนผู้ยากไร้ ยังมีอยู่ ขอให้ท่านกลับมาเถิด มวลชนรักพวกท่านเสมอ


เครือข่ายเดือนตุลา

00000000000

จดหมายเปิดผนึกจากเครือข่ายประชาชนนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย
ถึงเพื่อนกวี นักเขียน นักเพลง จิตรกร ศิลปินทุกสาขา



ฤดูร้อนเดือนมีนาคม 2553 ยิ่งร้อนขึ้นอีกหลายเท่า สำหรับอุณหภูมิทางสังคมและการเมือง เมื่อมีการเคลื่อนตัวของมวลชนเสื้อแดงเรือนแสนเรือนล้านทั่วประเทศ และก็มีความร้อนใจอันเกิดจากความไม่เข้าใจกันแพร่ลามไปในสังคม รวมทั้งในหมู่คนทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมดัวยกัน

ขบวนคนเสื้อแดงที่เปรียบเสมือนลาวาสีแดงหรือไม่ก็สึนามิการเมืองหลากไหลสาดซัดจากชนบทเข้าสู่เมืองกรุงช่วงวันที่ 13-14 มีนาคม 2553 เป็นพลังการเมืองที่ศิลปินควรพิจารณาอย่างมีสติ มิใช่อย่างมีอคติตามกระแสคนชั้นกลางบางส่วน เพราะศิลปินที่แท้จริงย่อมมีมนุษยธรรมในหัวใจ เห็นอกเห็นใจผู้ที่ลำบากยากจน

มองวิเคราะห์อย่างหาสัจจะจากความเป็นจริง จะเห็นว่าแม้มวลชนเสื้อแดงประกอบด้วยหลากหลายชนชั้นและอาชีพ แต่จำนวนมากที่สุดคือคนรากหญ้า ที่กำลังพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นคนชั้นกลางใหม่ในชนบท เป็นพลังทางการเมืองที่ขยายตัวเติบใหญ่ขึ้นมา และต้องการเวทีสำแดงบทบาททางการเมืองชนิดที่ใครก็มาขัดขวางมิได้

นี่คือการตื่นขึ้นมาของยักษ์หลับ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นยุคปี 2575 ยุคการเคลื่อนไหวทางการเมืองจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 - ปี 2500 หรือยุค 14 ตุลาคม 2516 ประชาชนคนรากหญ้า กรรมกรชาวนายังเป็นยักษ์หลับ ยังไม่รู้สึกรู้สากับอำนาจอธิปไตยอันควรเป็นของตัวเอง เกมการเมืองประชาธิปไตยยุคก่อนๆ จึงเป็นเรื่องเล่นกันอยู่ในหมู่ชนชั้นปกครองเท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของ

เพื่อนศิลปินเพลงเพื่อชีวิต กวีเพื่อชีวิต หรือแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทยสมัยหลัง 14 ตุลาคม 2516 คงจำได้ว่า แม้นักศึกษาปัญญาชนและศิลปินเพื่อชีวิตจะพยายามปลุกระดมมวลชน กรรมกรชาวนา ทั้งในเมืองและชนบทให้ตื่นตัวกับประชาธิปไตย ก็นับเป็นเรื่องยากเข็ญ เพราะมวลชนยังรู้สึกว่า ประชาธิปไตยนั้นกินไม่ได้

แต่ว่าหลังจากปี พ.ศ.2544 ผลจากการขับเคลื่อนนโยบายการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ทำให้มวลชนคนรากหญ้ามองเห็นว่าประชาธิปไตยกินได้ พวกเขาจึงตื่นตัวขึ้นมาในแบบ “ไม่ต้องจ้าง กูมาเอง” และกูไม่กลัวมึง ไม่ว่า “มึง” นั้นจะติดอาวุธสงครามตั้งแต่หัวจนจรดตีน

การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยิ่งทำให้มวลชนตื่นตัวกว้างขวางยิ่งขึ้น เมื่อประจักษ์ชัดว่าพวกตนถูกปล้นอธิปไตยไปอย่างหน้าด้านๆ ตามมาด้วยขบวนการตุลาภิวัตน์ ซึ่งที่สุดกลายเป็น “ตุลาการวิวาท” เพราะทำให้ความขัดแย้งยิ่งประทุรุนแรงขึ้น เนื่องจากเป็น 2 มาตรฐาน ขาดความยุติธรรม

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้เปิดเผยโครงสร้างอัปลักษณ์ของการเมืองไทย ว่าแท้จริงแล้วการเลือกตั้งเป็นเพียงละครลิงของระบบอำมาตย์ หากผลการเลือกตั้งจากมือประชาชนคนส่วนใหญ่ออกมาไม่ได้ดั่งใจพวกอำมาตย์ พวกอภิสิทธิ์ชน พวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว พวกเขาก็จะทุบทิ้งการเลือกตั้งนั้นด้วยวิธีต่างๆ โดยใช้กลไกรัฐที่มีอยู่ในมือเขา ได้แก่ กองทัพ, ศาล, คุกตะราง ฯลฯ

เพื่อนศิลปินที่รัก ศิลปินย่อมมิอาจตัดขาดตัวเองออกจากสังคม กวีมิใช่เพียงนักประดิดประดอยถ้อยคำ จิตรกรไม่ใช่แค่สลัดสีลงบนผ้าใบ นักเพลงมิใช่เพียงคนเพาะถั่วงอกตัวโน้ต ศิลปินกินข้าวที่ชาวนาปลูก อยู่ในบ้านที่สร้างด้วยแรงงานกรรมกร อุปโภคบริโภคผลจากหยาดเหงื่อแรงงานของผู้คน ในยุคสมัยมืดมน ผู้คนเดือดร้อน ศิลปินจึงต้องสร้างศิลปะในลักษณะของผู้ชูคบไฟและส่องโคมทองในความมืด

แน่นอนว่าขบวนคนเสื้อแดงหนาแน่นด้วยคนรักทักษิณ นี่คือข้อดีของจิตใจแบบชนบทที่รักใครรักจริง ไม่ทอดทิ้งยามยาก ใครเคยทำดีไว้ให้ พวกเขาไม่ลืม ลบคำสบประมาทว่า “คนไทยลืมง่าย”

แท้จริงปรากฏการณ์ทักษิณ เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง แต่รากฐานอันใหญ่โตของภูเขาน้ำแข็งนั้นคือการตื่นตัวขึ้นมาของคนรากหญ้า ยักษ์หลับได้ตื่นขึ้นแล้ว และสำแดงบทบาทร่วมเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย นี่คือสิ่งที่ศิลปินที่มีหัวใจรักประชาธิปไตยปรารถนามาเนิ่นนานแล้วมิใช่หรือ

ดังนั้น เพื่อนศิลปินที่เคยมองปรากฏการณ์เหล่านี้ด้วยกระแสอคติใด ๆ ก็ตาม โปรดพิจารณาไตร่ตรองเสียใหม่ นี่คือโอกาสสุดท้ายแล้วที่เราจะได้ร่วมมือกับมวลชนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประชาธิปไตยไทยให้เป็นจริง หลังจากล้มลุกคลุกคลานมาเกือบ 80 ปี

ด้วยภราดรภาพ

เครือข่ายประชาชนนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย
(People writer artist democracy)