WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 24, 2010

สนนท.ค้านต่ออายุพรบ.มาร์คติดหนวด หวดรัฐทำลายการท่องเที่ยวทั้งที่เสื้อแดงชุมนุมสงบ

ที่มา Thai E-News



ยึดสภา ไม่ได้ยุบสภา-นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินผ่านแถวทหารที่ยืนรักษาการณ์ล้อมบริเวณที่ทำการรัฐสภาก่อนที่จะเปิดการประชุมขึ้นในวันพุธ(ภาพข่าว:รอยเตอร์)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


1ภาพกับพันคำ-ช่างภาพสำนักพระราชวัง เก็บภาพการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณเวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม (ภาพและข่าว:มติชนออนไลน์) ขณะที่ค่ำวันนี้พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย เปิดเผยว่ามีราชองรักษ์ของสมเด็จพระบรมฯเดินทางมาเยี่ยมผู้ชุมนุม และทราบว่าฝ่ายรัฐบาลไม่กล้าปราบคนเสื้อแดงแล้ว

องค์กรนักศึกษาและภาคประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยได้จัดทำหนังสือฉบับหนึ่งเตรียมยื่นต่อนายกรัฐมนตรีในวันพุธที่ 24 มีนาคม เพื่อคัดค้านการต่ออายุพ.ร.บ.ความมั่นคงออกไปถึงวันที่ 30 มีนาคม โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

เรื่อง คัดค้านการใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑
เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

พวกเราซึ่งประกอบด้วยองค์กรนักศึกษาและภาคประชาชนขอแสดงการ คัดค้านการขยายเวลาบังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ต่อการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกไปอีก ด้วยเหตุผลดังนี้

๑. การชุมนุมของ นปช. เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่ได้ก่อให้เกิดหรือมีแนวโน้มเกิดความรุนแรงแต่ประการใด ดังนั้น การขยายเวลาบังคับใช้ออกไปจึงเป็นการขัดต่อมาตรา ๑๕ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้

๒. การใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง เนื่องจากการประกาศใช้ทำให้เกิดความเข้าใจว่าประเทศไทยกำลังประสบความไม่ปลอดภัย ดังนั้น สถานทูตต่างๆจึงออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวชาติตัวเองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังประเทศไทย

๓.การใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการขัดต่อหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิไตยตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการขยายเวลาบังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ทันที

ขอแสดงความับถือ

นายอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ ไทย
ในนามตัวแทนขององค์กรสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ ไทย(สนนท.)

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สน นอ.)
สมัชชาสังคมก้าวหน้า
เครือข่ายเยาวชนนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ ประชาชน(คพช.)
กลุ่มญาติและวีรชน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

ข้อเสนอของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

ที่มา Thai E-News


1ภาพกับพันคำ-ช่างภาพสำนักพระราชวัง เก็บภาพการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณเวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม (ภาพและข่าว:มติชนออนไลน์) ขณะที่ค่ำวันนี้พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย เปิดเผยว่ามีราชองรักษ์ของสมเด็จพระบรมฯเดินทางมาเยี่ยมผู้ชุมนุม และทราบว่าฝ่ายรัฐบาลไม่กล้าปราบคนเสื้อแดงแล้ว


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


ท่ามกลางการชิงไวชิงพริบระหว่างมวลชนคนเสื้อแดงที่มีคุณทักษิณเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ กับรัฐบาลที่มีบรรดาเหล่าอำมาตย์ใหญ่น้อยหนุนหลังอยู่จนย่างเข้าสัปดาห์ที่สอง และมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อออกไปเรื่อยๆเพราะยังหาทางออกไม่ได้

มีการเสนอข้อเรียกร้องต่างๆที่ดูเหมือนที่แทบจะตกลงกันไม่ได้ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงได้ออกแถลงการณ์เพื่อนำเสนอแนวทางที่จะออกจากการเมืองที่ตีบตันนี้ ซึ่งผมเห็นว่ามีเนื้อหาที่น่าสนใจและดีที่สุดในปัจจุบัน ควรที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะนำไปพิจารณา

โดยมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเห็นว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในห้วงเวลาปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญของสังคมการเมืองไทยในห้วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา การเผชิญหน้าและการกดดันด้วยวิถีทางต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลักดันทางการเมืองเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและระบบการเมืองที่จะทำให้ทุกฝ่ายสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองได้อย่างทัดเทียม

ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้น รวมถึงการปรับโครงสร้างทางการเมืองเพื่อรองรับสัมพันธภาพทางอำนาจแบบใหม่ ซึ่งการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำให้กระบวนการปรับตัวอย่างสันติในระบอบประชาธิปไตยยุติลงอันเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการปรับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองด้วยอำนาจรัฐประหารนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ความขัดแย้งที่ต่อเนื่องและเข้มข้นสะท้อนให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของโครงสร้างสังคมการเมืองที่ไม่เป็นธรรมอย่างรุนแรงกับผู้คนโดยเฉพาะคนชั้นล่างอันเป็นรากฐานสำคัญของความขัดแย้งการเมืองในปัจจุบัน ตราบเท่าที่ยังไม่เกิดการปรับโครงสร้างทางการเมืองเกิดขึ้นก็ยากที่จะทำให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไป

เพื่อที่จะเปิดทางให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบการเมือง การลดความเข้มข้นของความขัดแย้งในปัจจุบันลงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ จำเป็นที่จะต้องสร้างเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะนำเอาทุกฝ่ายกลับเข้ามาสู่กระบวนการทางการเมืองซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกัน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอให้สังคมร่วมกันกดดันองค์กรและสถาบันต่างๆ ดำเนินการดังต่อไปนี้เพื่อสร้างจุดเริ่มต้นของการก้าวออกไปจากการเมืองไทยที่ตีบตัน

ประการแรก มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเสนอให้รัฐบาลต้องประกาศการยุบสภาภายในระยะเวลา 3 เดือน

ซึ่งในประเด็นนี้ผมเห็นว่าตรงกับข้อเรียกร้องของฝ่ายเสื้อแดงแต่ฝ่ายเสื้อแดงต้องการให้ยุบทันที ซึ่งรัฐบาลคงยอมไม่ได้ อาจเป็นเพราะตัวรัฐบาลเองหรืออาจเป็นเพราะผู้ที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ปิดโอกาสเสียทีเดียวเพียงแต่ยังเกี่ยงกันในประเด็นของคู่เจรจา เพราะหากขืนปล่อยไว้เนิ่นนานรัฐบาลเองนั่นแหล่ะจะเป็นผู้ที่ถูกล้มกระดานเสียเองหากไม่สามารถจัดการกับปัญหาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองที่กระทำโดยผู้ไม่หวังดี ไม่ว่าจะเป็นจากการวางแผนของฝ่ายใดก็ตาม

ประการที่สอง มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเสนอว่ารัฐสภาต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าให้แล้วเสร็จภายในห้วงระยะเวลานี้ เพื่อให้เกิดกติกาของการเลือกตั้งซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ในระหว่างนักการเมืองด้วยกัน

ซึ่งผมเห็นว่ามีข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เป็นข้อเสนอที่ทำสำเร็จพร้อมใช้อยู่แล้ว

ประการที่สาม พรรคการเมืองต้องเจรจาเพื่อให้เกิดการยอมรับวิถีทางพื้นฐานของการเลือกตั้ง เปิดโอกาสให้มีการหาเสียงของทุกพรรคการเมืองได้อย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่

ซึ่งข้อเสนอนี้ผมเห็นว่าทั้งเหลืองและแดงต้องร่วมมือกัน โดยพรรคเพื่อไทยสามารถไปหาเสียงภาคใต้ได้ และในทำนองกลับกันพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถไปหาเสียงในภาคเหนือและภาคอีสานได้

ประการที่สี่ ภายหลังการเลือกตั้งต้องยอมรับการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปภายใต้ระบบของประชาธิปไตย ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ

ซึ่งผมเห็นว่าหากผลการเลือกตั้งโดยการออกเสียงประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงแล้ว อำนาจนอกระบบไม่ว่าจะมาที่ใดก็ตามควรที่จะต้องพึงสำเหนียกว่าหากทำอะไรที่สวนกับกระแสของประชาชนแล้ว ผลที่ได้รับย่อมทำลายตัวอำนาจนอกระบบนั้นเอง

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้มิใช่เป็นสิ่งที่จะสามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการอันใดอันหนึ่ง หากต้องหมายความรวมถึงการปรับเปลี่ยนระบบและโครงสร้างอีกอย่างกว้างขวางที่จะต้องเกิดขึ้นต่อไป การแสวงหาจุดเริ่มต้นเพื่อดึงทุกฝ่ายเข้ามาในการแก้ไขปัญหานี้จะทำให้สามารถมองเห็นทางออกของความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนี้ได้ พึงต้องตระหนักว่า ยังมีความยุ่งยากอีกหลายประการที่จะต้องมีการถกเถียง แลกเปลี่ยน กดดัน ต่อรอง กันอีกมากในวันข้างหน้า

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนสรุปว่าการไม่ไยดีต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองดังที่เป็นอยู่ ทั้งจากรัฐบาลและสังคมไทย จะมีความหมายถึงการทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองดำรงอยู่ต่อไป และอาจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความรุนแรงทางการเมืองให้บังเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

จากข้อเสนอของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนดังกล่าวข้างต้น หากผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาให้ถ่องแท้โดยไม่ยึดถือแต่ความเห็นของฝ่ายตนเองว่าถูกต้องถ่ายเดียวแล้ว จะเห็นได้ว่าในภาวการณ์ของการเมืองที่ตีบตันนี้ เรายังพอมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่จะนำทางเราออกไปเสียจากความยุ่งยาก ก่อนที่จะพาตกเหวไปด้วยกันด้วยเหตุแห่งทิฐิมานะ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อใครเลย

จริงอยู่ปัญหาความขัดแย้งทางการย่อมไม่สามารถที่แก้ไขให้หมดสิ้นไปในชั่วเวลาในพริบตาหรือเวลาอันสั้น และมิใช่ว่าเมื่อปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันนี้หากสามารถแก้ไขได้แล้วจะไม่มีปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาอีก เพราะแน่นอนว่าการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ตราบใดที่ผลประโยชน์ยังไม่ลงตัวความขัดแย้งก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งเราก็ต้องช่วยกันแก้ไขตามวิถีทางประชาธิปไตย

มีแต่ประชาชนที่อยู่ภายใต้ปากกระบอกปืนของรัฐเผด็จการเท่านั้นที่สงบเงียบไม่มีปากเสียง บ้านเมืองดูเหมือนจะสงบเรียบร้อยดี แต่ภายในจิตใจนั้นคุกรุ่นด้วยความเคียดแค้นจากการถูกกดขี่

เราชาวไทยต้องการอย่างนั้นล่ะหรือ
---------------------------

มีเดียมอนิเตอร์ชี้ชัดสื่อทีวีเอียงข้างรัฐบาล

ที่มา Thai E-News


พบว่า ขณะที่หากเป็นการสอบถามความคิดเห็นก็จะเน้นประเด็นเรื่องมาตรการการตั้งรับสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และความเห็นทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มีเดียมอนิเตอร์
23 มีนาคม 2553

โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) หรือมีเดียมอนิเตอร์ ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส.ได้จัดทำรายงานเรื่อง"มีเดียมอนิเตอร์ชี้ข่าวชุมนุมเสื้อแดงในทีวี พบเน้นเฝ้ารอสถานการณ์ มากกว่าเฝ้าระวัง แข่งรายงานบรรยากาศสด จราจร มาตรการรับรุนแรง แนะเสนอข่าวเชิงรุก ลึก สันติภาพ" ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

จากเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่ม “คนเสื้อแดง” ที่จัดชุมนุมในช่วงวันที่ 12 – 14 มีนาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ ก่อให้กระแสความตื่นตัวในสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุอย่างมาก ภายใต้สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อความขัดแย้งและความรุนแรงนี้ ผู้คนในสังคมต่างจับตาการทำหน้าที่ของสื่อว่าจะสามารถเป็นไปอย่างมีจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพได้หรือไม่ อีกทั้งการรายงานข่าวนั้นมีส่วนช่วยลดหรือขยายความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้นหรือไม่อย่างไร

โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) ทำหน้าที่การเฝ้าระวังการรายงานข่าวของสื่อในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 (สมัยกลุ่มพันธมิตรฯ) จนรัฐบาลปัจจุบัน เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางการเมือง สังคมและสื่อมวลชน โครงการฯ พิจารณาแล้ว จึงจะเฝ้าระวังการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม ใน 10 ช่องสถานีโทรทัศน์ตลอด 24 ชั่วโมง (ได้แก่ ฟรีทีวี 6 ช่อง คือ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11, ทีวีไทย, และ เคเบิ้ลทีวีหรือทีวีผ่านดาวเทียมอีก 4 ช่องคือ เนชั่นชาแนล, เอเอสทีวี, ทีเอ็นเอ็น และ ดีสเตชั่น) ว่ามีลักษณะเนื้อหาข่าวเช่นไร

ผลการศึกษา เปรียบเทียบในระดับภาพรวม (ของวันที่ 12 มีนาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 00.00-16.00 น.) ดังนี้

1. การให้พื้นที่ข่าว พบว่า โดยรวมสื่อโทรทัศน์ทุกช่องสถานี ให้พื้นที่ข่าวการชุมนุมเป็นข่าวหลักในทุกช่วงข่าว และให้สัดส่วนพื้นที่ข่าวมากกว่าปกติ ช่องที่ให้พื้นที่ข่าวค่อนข้างน้อยได้แก่ช่อง 5 และช่อง 7

2. ประเด็นข่าว พบว่า โดยรวมเน้นประเด็นเหตุการณ์-สถานการณ์/บรรยากาศ/ความพร้อมของกลุ่มผู้ชุมนุม ตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศและในกรุงเทพ เน้นใช้ภาพถ่ายทอดจำนวนผู้ชุมนุม ขณะที่หากเป็นการสอบถามความคิดเห็นก็จะเน้นประเด็นเรื่องมาตรการการตั้งรับสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และความเห็นทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล ค่อนข้างขาดรายงานพิเศษ – บทวิเคราะห์ทางการเมือง ผลกระทบทางการเมือง-สังคม วัฒนธรรม แต่จะเน้นประเด็นข่าวเหตุการณ์/บรรยากาศ

3. แหล่งข่าว ส่วนมากข่าวเน้นบรรยากาศ/เหตุการณ์การเดินทางมาชุมนุม มีการใช้ภาพจากกล้องวงจรปิดจากกองบังคับบัญชาตำรวจนครบาล (บก.02) ประกอบการรายงานข่าว เน้นเฝ้าระวังเหตุการณ์และรายการงานสภาพการจราจรตามจุดต่างๆ และแหล่งข่าวฝ่ายแกนนำ แต่ไม่มากและไม่เด่นชัด

โดยมากเป็นการรายงานโดยผู้สื่อข่าวภาคสนาม และเน้นสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ทหาร รัฐมนตรี นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล

4. การใช้ภาพข่าว ส่วนมากเป็นภาพบรรยากาศการรวมตัวของผู้ชุมนุม กิจกรรมการตั้งขบวน พิธีกรรมของผู้ชุมนุม การเดินทาง การตรวจค้นผ่านด่าน ณ จุดต่างๆ โดยใช้ภาพจากผู้สื่อข่าวภาคสนามและภาพกล้องจรปิดขณะที่ช่องเอเอสทีวีมีการปล่อยสกู๊ปพิเศษเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงการชุมนุมเดือนเมษายน 2552

ภาพข่าวที่สื่อนำเสนอ อาจมุ่งเน้นไปที่การสื่อความหมายในเชิงความรุนแรง (ภาพกองกำลังตำรวจและภาพกลุ่มผู้ชุมนุมในลักษณะการเตรียมความพร้อมการปะทะ)

5. การใช้ภาษาข่าว โดยรวมพบว่าใช้ภาษาค่อนข้างสุภาพ ปลอดอคติ และการแสดงความคิดเห็น


ผลการศึกษา สรุปแยกรายช่อง ดังนี้

ช่อง 3 :

รายการข่าวในช่วงผังข่าวปกติ เน้นเกาะติดสถานการณ์การเดินทางเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมในเส้นทางสายต่างๆ โดยเฉพาะภาคอีสาน รวมถึงจำนวนผู้ชุมนุม การรวมตัวของผู้ชุมนุมตามจุดสำคัญในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล สำหรับแหล่งข้อมูลสำคัญที่ใช้มักมาจากฝั่งรัฐบาล ขณะที่ข้อมูลจากกลุ่มผู้ชุมนุมจะเน้นการสรุปเหตุการณ์โดยผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าวภาคสนามแทน

เน้นประเด็นข่าวมาตรการของรัฐในการรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม การตรวจค้นอาวุธ อุปกรณ์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง เส้นทางการจราจรในกรุงเทพฯ วิถีชีวิต ผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องหรือความคิดเห็นอื่นๆ จากผู้ชุมนุมมากนัก อีกทั้งพบว่าทิศทางการรายงานข่าวนั้นมุ่งนำเสนอทิศทางหรือเหตุการณ์ในประเด็นการรุก-รับของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นหลัก

ช่อง 5 :

นำเสนอข่าวตามผังปกติ สลับกับการรายงานสดสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น และรายงานข่าวการชุมนุมในช่วงรายการข่าว เน้นประเด็นข่าว เรื่อง การเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในแต่ละจุด (การเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่ต่างๆ) สภาพการจราจร บริเวณต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และประเด็นการเตรียมตัวรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พื้นที่ข่าวมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยกว่าช่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด

เน้นการรายงานสดจากพื้นที่ต่างๆ เข้ามายังห้องส่ง เช่น อนุสาวรีย์หลักสี่ วงเวียนใหญ่ วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ด้านผู้ดำเนินรายการ, ผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าว ส่วนใหญ่รายงานตามข้อเท็จจริง ไม่ใส่อารมณ์ และความคิดเห็นขณะรายงานข่าว ด้วยลีลาภาษาแบบผู้ประกาศข่าว ไม่พบคำพูดที่ไม่สุภาพ คำพูดยั่วยุ หรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง

ช่อง 7 :

พื้นที่ข่าวค่อนข้างน้อย แต่เด่นในช่วงรายงานพิเศษ เน้นสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อมีการเคลื่อนไหวที่สำคัญเกิดขึ้น
มีการรายงานสดแทรกในรายการปกติ (ภาพยนตร์เกาหลีและถ่ายทอดสดการแข่งขันชกมวย) ใช้ชื่อรายการว่า “รายการเกาะติด สถานการณ์ชุมนุมเสื้อแดง” เน้น 3 ประเด็นข่าว คือ ประเด็นการเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในแต่ละจุด ประเด็นสภาพปัญหาการจราจร บริเวณต่างๆ และประเด็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านผู้ดำเนินรายการ, ผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าว ส่วนใหญ่รายงานตามข้อเท็จจริง ไม่ใส่อารมณ์ และความคิดเห็นขณะรายงานข่าว ด้วยลีลาภาษาแบบผู้ประกาศข่าว ไม่พบคำพูดที่ไม่สุภาพ คำพูดยั่วยุ หรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง, มีการแนะนำและให้ความรู้กับประชาชนเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและรักษาความเป็นกลาง

ช่อง 9 :

ให้พื้นที่ข่าวค่อนข้างมาก นำเสนอในทุกช่วงข่าวและเป็นข่าวสำคัญของทุกช่วง มีข่าวต้นชั่วโมงบ่อยและถี่มากกว่าช่องอื่นๆ เน้นประเด็น บรรยากาศการแถลงการณ์ชุมนุม รัฐคุมเข้ม การเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในแต่ละจุด สภาพการจราจร การตั้งด่านตรวจตรา ณ จุด บริเวณต่างๆ

เพิ่มการรายงานความเคลื่อนไหวในต่างจังหวัด ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ และ จ.นครสวรรค์, ภาคอีสาน จ.ศรีสะเกษ, ภาคใต้ จ.สงขลา และภาคกลาง จ.นนทบุรี

การใช้ภาษาข่าวของผู้ประกาศข่าว ค่อนข้างสุภาพ ปลอดอคติ ความคิดเห็น รายงานตามข้อเท็จจริง ไม่ใส่อารมณ์/ความคิดเห็นขณะรายงานข่าว ไม่พบ คำพูดยั่วยุ หรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง, มีการแนะนำและให้ความรู้กับประชาชนเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ ส่วนรายการคุยโขมงบ่าย 3 โมง พิธีกรชายใส่อารมณ์ขณะรายงานข่าว แต่ไม่ได้รายงานผิดไปจากข้อเท็จจริง

ช่อง 11 :

ให้พื้นที่ข่าวในระดับกลาง รายงานข่าวในช่วงผังข่าวปกติ มีเพลงรณรงค์สันติภาพในช่วงข่าว เน้นการรายงานเรื่องสภาพการจราจร ณ จุดต่างๆ ให้รายละเอียดเรื่องความคืบหน้าของกลุ่มผู้ชุมนุมตามจุดต่างๆ ให้ความสำคัญกับทั้งสองฝ่าย มีการเสนอภาพกราฟฟิกผลโพลล์สำรวจ และหน่วยงานที่สามารถสอบถามปัญหาการจราจร หลายๆ ช่วง ทั้งการรายงานโพลล์จากกรุงเทพฯ โพลล์ และภาพกราฟฟิกศูนย์ปฏิบัติการทางการแพทย์ในพื้นที่ 10 จุด มี Vox Pop ของประชาชนที่ไม่สนับสนุนการชุมนุม ผู้ประกาศรายงานข่าวอย่างสุภาพ

เน้นการสัมภาษณ์เรื่อง การชุมนุมอย่างสันติวิธี จากนักวิชาการมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แทรกด้วยรายงานสดทางโทรศัพท์จากผู้สื่อข่าวในพื้นที่รวมทั้งประชาสัมพันธ์ของจังหวัดสมุทรปราการที่รายงานความคืบหน้าการชุมนุมตั้งแต่ต้น แต่การรายงานค่อนข้างใช้คำที่ให้ภาพลบกับฝั่งผู้ชุมนุม เช่น ออกมากล่าวปราศรัยว่า “ที่ออกมาชุมนุมเท่านี้แค่น้ำจิ้มนะ วันที่ 14 จะทำให้รัฐบาลหวั่นไหวมากกว่านี้” หรือผู้ชุมนุมออกมาส่งเสียงเชียร์เสียงดัง และยังทำให้รถติดยาวเหยียดหลายสิบกิโล นอกจากนี้ยังให้รายละเอียดเรื่องเส้นทางการเดินทางต่างๆทั้งทางรถ และทางเรือด้วย พิธีกรในรายการไม่ค่อยมีปัญหาในการรายงาน ไม่ได้ให้น้ำหนักไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

เน้นรายงานความคืบหน้าจากที่ชุมนุมเป็นหลัก มีการรายงานหน้าสทท.ที่ผู้ชุมนุมเดินทางมาชุมนุมด้วย แต่ออกมารายงานหลังจากที่ผู้ชุมนุมเดินขบวนไปแล้ว ไม่มีภาพขณะผู้ชุมนุมมาถึงมารายงาน มีภาพความรุนแรงตอนที่เสื้อแดงทำร้ายประชาชนนำเสนอด้วย ผู้ประกาศและผู้สื่อข่าวภาคสนามใช้ภาษาสุภาพในการรายงานข่าว

ทีวีไทย :

เน้นภาพเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุม ให้รายละเอียดการเคลื่อนขบวน ณ จุดต่างๆ กำลังทำอะไรอยู่บ้าง ไม่มีการสัมภาษณ์แกนนำหรือกลุ่มผู้ชุมนุม การรายงานข่าวทางฝ่ายรัฐบาลเน้นที่ตัวนายกรัฐมนตรีว่ากำลังไปไหน และทำอะไรอยู่ มีการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้มีการให้รายละเอียดเรื่องการจราจรกับผู้ชมว่าบริเวณที่มีการชุมนุมมีสภาพการจราจรเป็นอย่างไร รายละเอียดของสภาพแวดล้อมในบริเวณใกล้เคียง ทั้งร้านค้า ธนาคาร ปั๊มน้ำมัน ว่ามีที่ไหนเปิดบริการและที่ไหนปิดบริการไปแล้ว

มีการนำเทปรายการ ตอบโจทย์ ที่มาออกอากาศซ้ำ โดยนำคำสัมภาษณ์ของแกนนำนปช.และฝ่ายรัฐบาลที่เป็นประเด็นสำคัญมาออกอากาศให้ชม มีการรายงานผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์การชุมนุม และมี Vox Pop ของประชาชนเกี่ยวกับสันติวิธีในการชุมนุม

ผู้ประกาศใช้ภาษาข่าวสุภาพ มีการตั้งคำถามในเชิงรุกต่อแหล่งข่าวและผู้สื่อข่าว ภาคสนามเพื่อต่อยอดประเด็นต่างๆ ออกไป ให้ผู้ชมเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ในขณะนั้น

ช่อง TNN :

เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่มักรายงานสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น เนื้อหามุ่งนำเสนอการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมในภาคส่วนต่างๆ ทั้งแกนนำ จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม การตรวจค้นอาวุธ การเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญในรัฐบาล และเน้นหนักไปที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สถาบันทางการเงิน ตลาดหุ้น การจราจรในกรุงเทพฯ ข้อมูลที่ได้มักมาจากผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ และบุคคลในรัฐบาลมากกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเปิดพื้นที่เพียงการสรุปความโดยผู้สื่อข่าว และผู้ประกาศข่าวเท่านั้น

ช่อง เอเอสทีวี :

ให้พื้นที่ข่าวอย่างต่อเนื่อง เน้นรายการสนทนา และนำเสนอผลกระทบจากการชุมนุม เช่น สถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ เน้นวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมากกว่ารายงานข่าวการติดตามสถานการณ์ มีการใช้ภาพข่าวความรุนแรงจากการชุมนุมมานำเสนอประกอบ (ภาพเก่าช่วง เม.ย.52) ในลักษณะสารคดี เน้นการใช้ภาษาบรรยายที่สื่อถึงความรุนแรง ใช้คำสนทนาระหว่างพิธีกรที่แสดงความคิดเห็นรุนแรง เช่น “ชั่วช้าที่สุดเลย”, และในช่วงรายการบิสสิเนสเฮดไลน์ พิธีกรพูดว่า “เรามาติดตามลิ่วล้อระบบทักษิณ” เน้นแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่ากลุ่มเสื้อแดง และมีการสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนขบวนของกลุ่มเสื้อแดง

ช่อง D Station :

เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เนื้อหามุ่งนำเสนอความเคลื่อนไหวของการชุมนุมในลักษณะของการปลุกระดม ผ่านการให้ข้อมูลโดยแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม และพบว่าผู้ประกาศข่าวมีบทบาทในการสรุปเหตุการณ์ ให้ข้อมูล บรรยาย หรือแม้กระทั่งร่วมแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยข้อมูลมุ่งวิพากษ์บุคคลในรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ องคมนตรี และมักปรากฏถ้อยคำลักษณะ “ประกาศสงคราม” อยู่เสมอ

ทิศทางการนำเสนอไม่ได้อธิบายเหตุการณ์ในมุมของกลุ่มผู้ชุมนุมมากนัก แต่มักนำเสนอการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้ดูแลควบคุมการชุมนุม และให้พื้นที่มากเป็นพิเศษกับการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กลุ่มทหาร และมุ่งสร้างความเกลียดชังฝั่งรัฐบาลอย่างชัดเจน มีการใช้คำชักชวนผู้ชุมนุมให้ออกมาชุมนุม เช่น “ผมขอเชิญให้ประชาชนออกมาร่วมกันชุมนุมเพื่อทำสงครามครั้งสุดท้าย….”


ข้อเสนอแนะจากโครงการฯ

1) สื่อควรให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมในสัดส่วนพื้นที่เหมาะสมกับเหตุการณ์

2) สื่อควรเน้นการรายงานข่าวเชิงลึก ข่าวเชิงวิเคราะห์ ข่าวเชิงตีความ จุดสำคัญต่างๆ ที่มีการชุมนุม เน้นข่าวที่มีการใช้ความรุนแรง เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มผู้ชุมนุม และเน้นรายงาน-สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวเป็นหลัก ขาดมิติทางด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรม

3) ควรลดการให้ความสำคัญของแหล่งข่าวที่เป็นคู่ขัดแย้งลง (เฉพาะรัฐกับผู้ชุมนุม) แต่เพิ่มน้ำหนัก ความสมดุลและความหลากหลายของข่าว จากกลุ่มอื่นๆ ของสังคม เช่น กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้ง กลุ่มพลังเงียบ ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม หรือกลุ่มรณรงค์สันติ กลุ่มภาคประชาสังคม หรือนักวิชาการอิสระ

ควรเน้นความสมดุล และความเป็นธรรมในการรายงานข่าว ให้มีความเหมาะสม

4) ควรแสดงความเป็นกลาง (การปลอดอคติ) ทั้งในการแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ สันติ และการตั้งคำถามควรเป็นไปในลักษณะที่ไม่สร้างความแตกแยก เน้นคำถามที่หาทางออกของสถานการณ์ ถามเพื่อหาคำตอบเพื่อลดความรุนแรงของเหตุการณ์ ไม่ถามคำถามที่แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของความรุนแรง เช่น “จะใช้มาตรการใดในการจัดการสลาย” ควรถามว่า “จะใช้วิธีการใดที่จะไม่เกิดความรุนแรงกับลุ่มผู้ชุมนุม”

5) ไม่ควรนำเสนอภาพความรุนแรง ผ่านภาพข่าว ภาษาพูด ที่มีลักษณะซ้ำไปซ้ำมา หรือการเน้นให้เห็นภาพความรุนแรงของเหตุการณ์ ไม่ควรขยายเพิ่มเติมความรุนแรงโดยการใช้ภาษาบรรยายข่าว คำขยาย คำอคติ คำสรรพนาม หรือคำกริยาที่มุ่งเน้นความรุนแรง

เสนอข้อมูลอย่างรัดกุม ไม่ควรนำเสนอข้อมูลที่จะสร้างความตระหนกแก่สาธารณะชนให้เพิ่มขึ้น สื่อควรเน้นเฉพาะข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ นำเสนออย่างเข้าใจและรู้

6) สื่อควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนำเสนอข่าว ตระหนักในผลกระทบของข้อเท็จจริงที่จะนำเสนอว่าอาจสร้างความแตกแยก หรือทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ไม่ควรนำเสนอข่าวลือ หรือข่าวที่ยังไม่มีความแน่ชัดต่อสาธารณะ นำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช้ภาษาข่าวที่ส่งสัญญาณความรุนแรงดู การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การตราหน้า การเหมากลุ่ม การเหยียดหยาม

7) สื่อควรเน้นการรายงานข่าวเชิงสันติภาพ (Peace Journalism) ดังนี้

หลีกเลี่ยงการตราหน้าว่าเป็นคนดีหรือผู้ร้าย, รายงานทั้งสาเหตุและผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, คำนึงถึงความหลากหลายของผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์, เสนอข่าวเชิงลึก ริเริ่ม และนำเสนอมากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชัดเจน, ใช้ภาษาเป็นกลางไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึก หลีกเลี่ยงคำที่แสดงอารมณ์เกินจริง, รายงานเหตุการณ์หรือข้อตกลงต่างๆ ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง, หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่แสดงถึงการตกเป็นเหยื่อทำให้รู้สึกเวทนา, รายงานข้อมูลผลกระทบรอบด้านทั้งกายภาพ จิตใจ สังคมและวัฒนธรรม, หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่แสดงถึงความเป็นผู้ร้าย, เน้นแนวทางประนีประนอมทั้ง 2 ฝ่าย, ให้ความสำคัญกับเสียงประชาชนทั่วไป ทั้งในฐานะผู้อยู่ในเหตุการณ์ และการเป็นแหล่งข่าว, เกาะติดและรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง แม้เหตุการณ์สงบลงแล้ว

และสื่อควรเน้นการนำเสนอข่าวเชิงโครงสร้าง (Structural) ให้มากขึ้นโดยยึดหลัก

1) การอธิบายถึง สาเหตุ ที่มาของปัญหาความขัดแย้ง
2) สภาพบริบทแวดล้อมตัวเหตุการณ์ ปัญหาความรุนแรงและความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมากกว่าความรุนแรงเชิงกายภาพที่มองเห็น
3) ทางออกสำหรับปัญหาความขัดแย้ง
4) ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งและความรุนแรงในบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม เน้นผลลัพธ์ที่มองไม่เห็นจากปัญหาความรุนแรงมากกว่าฉายภาพความรุนแรงจากการปะทะ การทำงายสิ่งของ การทำร้ายร่างกาย
และ 5) เสนอแนะความคิดร่วม ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งคืออะไร อย่างไร และใครควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขความจัดแย้งบ้าง

พร้อมกันนั้นโครงการญได้กำหนดการเสวนา“การรายงานข่าวชุมนุมทางการเมืองในฟรีทีวี” วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙.๓๐ - ๑๒.๐๐ น. ณ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ห้องประชุม ๒ ชั้น ๒ จัดโดย โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor)ร่วมกับ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

กำหนดการ

๐๙.๓๐ - ๐๙.๔๕ น. ลงทะเบียน รับเอกสารผลการศึกษาและรับประทานอาหารว่าง

๐๙.๔๕ – ๑๐.๑๕ น. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วม
โดย แพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล
ผู้จัดการโครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อฯ (Media Monitor)

๑๐.๑๕ – ๑๐.๔๕ น. นำเสนอผลการศึกษา “การรายงานข่าวชุมนุมทางการเมืองในฟรีทีวี”
โดย คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ
ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อฯ

๑๐.๔๕ – ๑๑.๓๐ น. วิทยากรร่วมเสวนาการรายงานข่าวชุมนุมทางการเมืองในฟรีทีวี “สันติภาพหรือสงคราม” โดย

ผศ. ดร. อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว*
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล*
อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ *
เลขาธิการสมาคมนักข่าวและหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

คุณสมชัย สุวรรณบรรณ *
อดีตบรรณาธิการข่าววิทยุบีบีซีภาคภาษาไทยประจำกรุงลอนดอน

คุณสุนัย ผาสุก *
ผู้ประสานงานที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ ประจำประเทศไทย

คุณสมปรารถนา คล้ายวิเชียร *
นสพ.ประชาชาติธุรกิจ

ตัวแทนจากกลุ่มสันติอาสา *

ดำเนินการอภิปราย อ.อังคณา พรมรักษา ผู้จัดการกลุ่มงานขยายผลฯ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อฯ

๑๑.๓๐ – ๑๒.๐๐ น. ตอบข้อซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สรุปสาระสำคัญ และปิดแถลงผลการศึกษา

หมายเหตุ *วิทยากรอยู่ระหว่างการประสาน // ผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังการแถลงผลการศึกษาและเสวนา สามารถติดต่อได้ที่ คุณอมรรัตน์ (เจี๊ยบ) โทร.02-246-7440

Tuesday, March 23, 2010

ท่อน้ำเลี้ยงเสบียงกรังกำลังใจไทยต่างแดนไหลสู่เสื้อแดงไม่ขาดสาย

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 มีนาคม 2553

ท่อน้ำเลี้ยงต่างประเทศไหลสู่เสื้อแดงไม่ขาดสาย

พี่น้องชาวไทยที่ไปพำนัก และทำงานในต่างประเทศได้เคลื่อนไหวเข้าร่วมหนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดกิจกรรมชุมนุม การระดมทุนเพื่อส่งเป็นน้ำเลี้ยงมายังไทย และการส่งกำลังใจมา รวมทั้งบินมาร่วมหนุนในที่ชุมนุม

เมื่อคืนนี้เสื้อแดงไทยชิคาโก้ จากสหรัฐฯบินมาประเทศไทยขึ้นเวทีคนเสื้อแดง นำเงินที่คนไทยในชิคาโก้ระดมทุนมอบแก่นายวีระ มุสิกพงษ์ ประธาน นปช.

คุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ประกาศบนเวทีว่า กลุ่มเสื้อแดงญี่ปุ่นความจริงวันนี้ นำโดยคุณเจี๊ยบเจแปนได้มอบเงินบริจาคสนับสนุนพี่น้องเสื้อแดงภาคเหนือรวม10,000บาท

แดงดัลลัสส่งน้ำเลี้ยง50,000บาทหนุนเสื้อแดง

กลุ่มเสื้อแดงDallas texas เปิดเผยว่า จากที่ประชุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมากลุ่มแดงdallas=fortwortมีมติให้ช่วยค่าอาหารและน้ำเป็นจำนวนเงินห้าหมื่นบาทมอบให้คนเสื้อแดง โดยมีคุณอำนาจ สุนทรวัฒน์ จัดการมอบแด่ชาวเสื้อแดงที่กำลังต่อสู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะในที่สุด

ขอเชิญร่วมพลังแดงปารีสระดมทุนส่งน้ำเลี้ยงไปไทย

เสื้อแดงปารัสฝรั่งเศส รายงานมาว่าจะจัดงาน"รวมพลังแดงปารีสร่วมใจต่อท่อน้ำเลี้ยงน.ป.ช.แดงทั้งแผ่นดิน"ครั้งที่3เื่พื่อต่อสู้กับรัฐบาลอำมาตย์ให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน เนื่องด้วยรัฐบาลหุ่นเชิด จากอำมาตย์ไม่ยอมคืนอำนาจจากการปล้นครั้งนี้ ยังดื้อดึงเกมการลากยาวออกไป ไม่ยอมยุบสภา

ดังนั้นเกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทย ทีมหาประชาชนมากมายพร้อมใจกันลงถนนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลที่มาไม่ถูกต้องออกไปยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน แต่รัฐบาลยังหน้าด้านไม่ยอมรับความเรียกร้องของมหาประชนส่วนใหญ่ ดังนั้นพวกเรามีมติ จะต่อสู้อย่างสันติอหิงสา จนกว่ารัฐบาลจะยอมรับข้อเรียกร้องในฐานะเลือดไทยเหมือนกัน พวกเรารู้ถึงความเดือนร้อนของพี่น้อง เราจึงต้องการต่อท่อน้ำเลี้ยงเพื่อหนุนช่วยการต่อสู้ทางเมืองไทย

ดังนั้นพวกเรารวมตัวจัดงาน"รวมน้ำใจต่อท่อน้ำเลี้ยงช่วยเหลือ น.ป.ช. แดงทั้งแผ่นดิน"จนก่วาจะได้ชัยชนะกลับคืนมา เพราะเดี๋ยวนี้สถานการณ์ถึงขั้นรุนแรง พวกรัฐบาลอำมาตย์หาทางปราบประชาชน ดังนั้นพวกเราชาวปารีส และใกล้เคียงควรออกรวมพลังเพื่อสนับสนุนให้กำลังใจให้พลังประชาชนให้สู้ต่อไปให้ได้รับชัยชนะ

โดยขอเชิญพี่น้องชาวเสื้อแดงปารีสมารวมตัวกันเพื่อต่อท่อน้ำเลี้ยงพี่น้องเสื้อแดงในประเทศไทย ในวันอาทิตย์ที่ 28 เดือน มีนาคม 2553 เวลา 14.30 – 15.00น. ที่เมโทร Belleville ปารีส 19

ประสานงานเพื่อร่วมงาน

คุณประยุทร โพธิสา โทร 06-12-22-95-49
คุณวิไลลักษณ์ สีหราช โทร 06-23-58-63-89
คุณมนู มิ่งชัย โทร 06-14-74-35-73
คุณธีระพงษ์(อ็อด) โทร 06-50-34-93-83
คุณประกอบ อมรสิน
คุณเหลา เลี้ยงเจริญ
คุณสัก ทองลำดวน โทร 06-13-87-40-90




แดงไทยในไต้หวันหนุนสู้-กลุ่มเสื้อแดงไทยในไต้หวันรวมพลังกันหนุนการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในไทยพร้อมกับพี่น้องชาวไทยในต่างประเทศทั่วทุกมุมโลก


กลุ่มคนเสื้อแดงในไต้หวันที่จัดการชุมนุมขึ้นได้ส่งพลังใจมาหนุนช่วยให้เสื้อแดงในไทยประสบชัยชนะ และเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชน


คนไทยในญี่ปุ่นจัดชุมนุมหน้าสถานทูต-กต.ญี่ปุ่น

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย โฆษกเวทีคนเสื้อแดงประกาศบนเวทีผ่านฟ้าเมื่อค่ำวันนี้ว่า ในวันพรุ่งนี้กลุ่มRED IN JAPANหรือคนเสื้อแดงในญี่ปุ่นจะจัดการชุมนุมหน้าสถานทูตไทยในโตเกียว และจากนั้นจะเดินทางไปยื่นหนังสือที่กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นแสดงเจตจำนงชาวไทยในญี่ปุ่นไม่ยอมรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่มีที่มาไม่ชอบธรรมและขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ เนื่องจากประชาชนไทยทั้งในประเทศและต่งประเทศพากันชุมนุมต่อต้านเรียกร้องให้ยุบสภา

Rouge-france (แดงฝรั่งเศส)รวมพลังต้านรัฐบาลเผด็จการที่หอไอเฟลส่งน้ำเลี้ยงมาไทย


คุณขวัญใจ เนตรแสงศรี รายงานจากฝรั่งเศส รายงานว่า Rouge-france (แดงฝรั่งเศส)รวมพลังต้านรัฐบาลเผด็จการที่หอไอเฟล
สายปารีสนำทีมโดย คุณมนู มิ่งชัย กับคุณวิไลลักษณ์ สีหราช สายรูแบร์นำทีมโดย คุณสนิท โพธิษา กับ คุณขวัญใจ เนตรแสงศรี
ในการชุมนุมครั้งนี้มีการบริจาคเพิ่มโดยมี ยอดทั้งหมด 450 ยูโร (ต้องขออภัยที่ยังไม่ใด้แจ้งรายชื่อผู้บริจาคมา) เราใด้นำเงินจำนวน นี้มอบให้กับ มวลชนคนรักประชาธิปไตยขอนแก่นโดยมี คุณศักดา อ้อพงษ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นที่ปรึกษา

ขอบคุณอีกครั้งในน้ำใจที่หลั่งไหลสู่มาตุภูมิ เลิกดูถูกรากหญ้า และให้สิทธิที่ประชาชนทุกคนควรจะใด้รับกับเขา การแสดงพลังของมวลชนครั้งนี้ กลุ่มอำมาตย์พร้อมกับสื่อที่ชอบเปลียนขาวให้เป็นดำ คงเห็นกับตาตัวเองแล้วซินะ แล้วก็คำพูดที่ชอบพูดว่าพวกเราทำเพื่อคนคนเดียว หรือที่ทำเพราะมีน้ำเลี้ยงของนายกฯทักษิณ พวกเราคิดไกลกว่าท่านคิด เราคิดถึงอนาคตของลูกหลาน เราคิดถึงอนาคตของประเทศไทย แล้วน้ำเลี้ยงก็มาจากการบริจาคของคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ



เสื้อแดงอิลลินอยส์ระดมทุน1,000เหรียญหนุนสู้


กลุ่มเสื้อแดง Illinoisเปิดเผยว่า ทางกลุ่มได้นัดพบ Fund-raising (ระดมทุน) ของกลุ่มเสื้อแดง Illinois เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ตัวเลขสุดท้ายของยอดเงินที่ได้ใมคืนนั้นคือ $1,400.00 ถ้วน (ประมาณ45,000บาท) ในเบื้องต้น $1,000.00 ได้ส่งไปช่วยสนับสนุน อาหารและนำ้ดื่มในช่วงการปราศัยใหญ่ที่จังหวัดอ่างทอง

แดงเยอรมันข้ามทวีปมาตั้งเต๊นท์เติมกำลังหนุนพี่น้องผ่านฟ้า

คุณกอไก่เขียนถึงกลุ่มคนรักทักษิณในเยอรมนี ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาร่วมต่อสู้กับพี่น้องบนถนนราชดำเนิน ในบอร์ดประชาไท

ก็เป็นเพียงเต๊นท์เล็กๆ ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเล มาช่วยแจกจ่ายน้ำบ้าง กาแฟและขนมบ้าง แต่ก็เปี่ยมไปด้วยหัวใจเดียวกันกับคนเสื้อแดง ทีมงานถึงจะมีเพียง 3-4 คน แต่ก็ที่น่ารักมาก และที่น่ารักที่สุดก็คือ หญิงวัย 60 จะ 70 ปี นามว่า " คุณป้าปุ๊ก " คนเก่งของเต๊นทืนี้ ทำงานเหมือนเครื่องจักร ไม่ยอมพักยอมนั่ง

ผมเลยถามท่านว่า ....... ทำไมไม่พักบ้างครับ คุณป้าจุ ครับ
ท่านตอบกลับมาว่า ....... ป้าเหนื่อยน่ะ แต่ พี่น้องเราเหนื่อยมากกว่า (จุกเลยไม่น่าถาม)


เสียดายที่ท่านไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพเพื่อนำมาลงในนี้

กลุ่มคนรักทักษิณในเยอรมนี ยังได้ขอรับบริจาค เพื่อนำมาจัดหา น้ำดื่ม+น้ำหวาน+กาแฟและขนม โดยบริจากได้ที่ THAIRED GERMANY.COM หรือที่เต๊นท์ ซึ่งตั้งอยู่หน้าพลับพลารับแขกบ้านแขกเมือง หรือหากหันหน้าเข้าเวทีใหญ่ จะอยู่ที่ขวามือ ใกล้เต๊นท์ของ RSR และ เสรีชน และติดกับคุณวิสา คัญทัพ

ณัฐวุฒิวอนคนกรุงร่วมใจ ชี้คนไทยในต่างประเทศขอร่วมยากลำบากจนกว่าเสื้อแดงจะชนะ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.กล่าวตอนหนึ่งในการชักชวนคนกรุงเทพฯเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยว่า ตอนนี้ไม่มีแบ่งระหว่างคนชนบทกับคนกรุงเทพฯแล้ว เพราะพี่น้องไทยใจเดียวกันหมด รวมถึงพี่น้องไทยที่ไปทำงานหรืออาศัยอยู่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เดนมาร์ค อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ก็แจ้งความจำนงหนุนการต่อสู้มาหมดแล้ว ทั้งการบริจาคเงิน และการเดินทางข้ามประเทศมาร่วมชุมนุม

"คนไทยในอเมริกากลุ่มหนึ่งโทรมาบอกกับผมว่า เพื่อแสดงความมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ร่วมกันต่อสู้ร่วมกันยากลำบากกับพี่น้องที่ชุมนุมตากแดดตากฝนบนถนนราชดำเนิน ในระหว่างที่พี่น้องชุมนุมอยู่ คนไทยในอเมริกากลุ่มนี้เขาประกาศว่า ช่วงนี้จะไม่นอนบนฟูกหรือที่นอน แต่จะนอนกับพื้น จะไม่ไปกินข้าวตามร้านอาหารหรูหรา หรือนอกบ้าน แต่จะกินข้าวกล่องแบบเดียวกับพี่น้องที่มาลำบากชุมนุม จะทำอย่างนี้ไปจนกว่าพี่น้องเราทางเมืองไทยได้รับชัยชนะและยุติการชุมนุม ดังนั้นพี่น้องชาวกรุงเทพฯครับ ขนาดคนไทยในต่างประเทศก็ร่วมจิตร่วมใจกันขนาดนี้ ตอนนี้เสื้อแดงมาถึงหน้าบ้านท่านแล้วเชิญออกมาร่วมกับพวกเราสร้างประชาธปไตยที่แท้จริงกันเถิดครับ"

มช. มข. ม.อุบลฯหนุนยุบสภาฝ่าวิกฤต จี้นักสิทธิฯเลิกขาวเนียนไล่ให้ไปบี้สื่อเสี้ยม-รัฐรุนแรงตัวพ่อ

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 มีนาคม 2553

นักวิชาการ นักศึกษา ภาคประชาชนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมทั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ออกมาจัดกิจกรรมเสวนาสถานการณ์การเมือง โดยมีทิศทางสนับสนุนความเคลื่อนไหวกลุ่มคนเสื้อแดงว่าการยุบสภาเป็นทางออกจากวิกฤต แต่อำมาตย์ไม่ยอมเพราะเสียหน้า เท่ากับยอมรับว่ารัฐประหาร19กันยาฯกับผลพวงล้มเหลว ขณะที่ได้เรียกร้องให้นักสิทธิมนุษยชน-เสื้อขาวเลิกดัดจริตเรียกร้องเฉพาะคนเสื้อแดงไม่ให้รุนแรง เพราะแท้จริงสื่อเป็นตัวเสี้ยมและรัฐเป็นผู้ก่อความรุนแรงตลอด ทำไมไม่ไปเรียกร้องสื่อกับรัฐซะที


มช.เสวนายุบสภา:ทางออกวิกฤติการเมืองไทย ?

เมื่อวานนี้(22 มีนาคม 2553)เวลา 13.30 น. ที่ ศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดเสวนาเรื่อง ยุบสภา:ทางออกวิกฤติการเมืองไทย ? จัดโดย กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 เชียงใหม่ สำนักกระจายอำนาจและปกครองตนเอง และชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง โดยมีวิทยากรเข้าร่วมการเสวนาในครั้งนี้ คือ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล นักวิชาการจากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, อ.ณัฐกร วิทิตานนท์ จากสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, อ.ชำนาญ จันทรเรือง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ รศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ยุบสภา เบี้ยเล็ก แต่มากมูลค่า

รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล กล่าวว่า หากมองโดยทั่วไปแล้วการยุบสภาถือเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้โดยปกติ ประเทศใดในโลกก็มีการกระทำดังกล่าวนี้โดยเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในกรณีการเมืองไทยครั้งนี้การเรียกร้องให้มีการยุบสภานับเป็นสิ่งที่ยุ่งยากนัก เนื่องจากว่า หากทางรัฐบาลประกาศยุบสภา นั่นหมายความว่าทางรัฐบาลเองต้องเป็นฝ่ายสูญเสียเครดิต อันจะส่งผลกระทบทั้งตัวนายก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเอง กลุ่มพันธมิตรของรัฐบาล และกลุ่มพันธมิตรประชาชานเพื่อประชาธิปไตย ตลอดจนเป็นการตอกย้ำว่าการที่ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะ ไม่สามารถที่จะดันนาย อภิสิทธิ์ และพรรคร่วมให้เป็นรัฐบาลได้ตลอดรอดฝั่ง

นอกจากนี้ยังเป็นการมอบเครดิตให้แก่ทางด้าน พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร และฝ่ายพลังประชาชน และเป็นการสร้างมาตรฐานหรือการอ้างอิงที่ว่า ควรใช้อำนาจประชาชนที่ได้จากการเลือกตั้งเป็นตัวตัดสินความเป็นไปของประเทศ มิใช่ใช้อำนาจอื่นใดแทนอำนาจดังกล่าว

ว่าด้วยชัยชนะมิใช่หลักการ

นอกจากนี้ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การยุบสภาครั้งนี้ มิได้เป็นเรื่องของหลักการ หรือการขัดกันของเหตุผล แต่หากเป็นเรื่องของการแสดงพลังที่จะนำมาต่อสู้ ว่าฝ่ายใดมีกำลังเหนือกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นกำลังในส่วนความคิดการวางแผนการดำเนินการ กำลังทางด้านทหารหรือตำรวจ กำลังในด้านเงินทุน หรือแม้แต่กำลังในด้านประชาชน ซึ่งในตอนนี้ทางด้านเสื้อแดง มีแรงสนับสนุนทางด้านความรู้สึก ความโกรธและความมุ่งมั่นสูงมากเมื่อเทียบกับปีก่อน

ส่วนทางด้านรัฐบาลตอนนี้เปรียบเหมือนฝ่ายที่คอยตั้งรับเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เป็นฝ่ายคุมเกม หมากที่จะใช้เดินของรัฐบาลน้อยเต็มที อีกทั้งยังต้องนำขุนออกทำศึกด้วย

ปราชัย มิได้หมายความว่าสูญเปล่า

ประเด็นต่อมาที่ รศ.ดร.ไชยันต์ ได้กล่าวถึงคือเรื่อง บทสรุปของเหตุการณ์ดังกล่าวว่า แม้ทางรัฐบาลไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องในเรื่องการยุบสภา หรือมีวิธีการอื่นใดอันเป็นบทสรุปของเหตุการณ์ดังกล่าวในครั้งนี้ ในความเห็นของรศ.ดร.ไชยันต์ ก็ไม่ถือว่าฝ่ายที่เรียกร้องให้ยุบสภาได้รับความปราชัย แต่อย่างใด เนื่องจากการกระทำทั้งหลายที่ผ่านมาในช่วง 2-3 ปี ถือได้ว่าเป็นการสั่งสมรากฐานอันยิ่งใหญ่ และถือเป็นความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย

สังคมวิกฤติ เพราะคนถูกพลักอยู่นอกสังคม

ทางด้าน รศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ กล่าวว่า สังคมเกิดวิกฤติ เพราะเราไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหา และหาทางออกไม่ได้ ทางด้านรัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ ที่มาของการเกิดวิกฤตินี้เกิดขึ้นเพราะความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้ ได้ก่อให้เกิดคนกลุ่มใหม่ที่อยู่นอกโครงสร้างทางสังคม สังคมไพร่ อำมาตย์ ยังดำรงอยู่ สังคมชาวนาไม่ค่อยมี ไม่มีหนทางที่จะนำคนเหล่านี้เข้ามาได้นอกจากการเลือกตั้ง การปฏิเสธประชาธิปไตย เท่ากับปฏิเสธการนำคนกลุ่มนี้เข้ามา ทางออกคือการยุบสภา ไม่มีทางออกทางอื่น เราต้องแข่งกันด้วยอุดมการณ์ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

นอกจากนี้ทาง รศ.ดร.อรรถจักร ในนามของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้เสนอหลักการเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

ประการแรก รัฐบาลต้องประกาศการยุบสภาภายในระยะเวลา 3 เดือน

ประการที่สอง รัฐสภาต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นปัญหาเฉพาะ หน้าให้แล้วเสร็จภายในห้วงระยะเวลานี้ เพื่อให้เกิดกติกาของการเลือกตั้งซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ในระหว่างนักการเมือง ด้วยกัน

ประการที่สาม พรรคการเมืองต้องเจรจาเพื่อให้เกิดการยอมรับวิถีทางพื้นฐานของการเลือก ตั้ง เปิดโอกาสให้มีการหาเสียงของทุกพรรคการเมืองได้อย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่

ประการที่สี่ ภายหลังการเลือกตั้งต้องยอมรับการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปภายใต้ระบบของ ประชาธิปไตย ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ

ความขัดแย้งในเรื่องประชาธิปไตย

อ.ณัฐกร วิทิตานนท์ มีความเห็นว่า วิกฤติที่มีในปัจจุบันนั้น เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งระหว่างพวกเอา กับไม่เอาประชาธิปไตย ถึงแม้ชาวบ้านจะเข้าใจประชาธิปไตยอย่างผิวเผิน แต่ชาวบ้าน ก็ไม่เคยปฏิเสธหรือทำลายประชาธิปไตย ฝ่ายที่ไม่เอาประชาธิปไตยไม่ใช่ชาวบ้าน หากแต่เป็นพวกคนมีอำนาจ พวกชนชั้นสูง กองทัพ และ ศาล

ดังนั้นทางออกทางเดียวของวิกฤติดังกล่าวคือการยุบสภา เพราะการยุบสภาจะไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง แต่ทั้งนี้การเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากยุบสภานั้น จะต้องมีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมต่างๆที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งเป็นไปโดยยุติธรรมด้วย อาทิเช่นรัฐธรรมนูญ 50 ที่ไม่เอื้อต่อการตั้งนโยบายของพรรคต่างๆ กองทัพทหารที่จำต้องลดอำนาจลงเพื่อมิให้เอื้อต่อการปฏิวัติ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ต้องมาจากประชาชน มิใช่มาจากการสอบคัดเลือก ฯลฯ

นอกจากนี้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า จากสถิติการยุบสภา ทั้ง หมด 12 ครั้งในประเทศไทย มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เกิดจากปัจจัยภายนอก คือเมื่อครั้งนายกทักษิณ ชิณวัตร เมื่อวันที่ 24 กุมภา 2549 นอกจากนั้นการยุบสภาเกิดจากความขัดแย้งภายในทั้งสิ้น ดังนั้นอ.ณัฐกรจึงมีความเห็นว่าการยุบสภาในครั้งนี้อาจเป็นไปได้ยากยิ่ง

การเปลี่ยนแปลง

ทางด้าน รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ได้มีความเห็นเกี่ยวกับวิกฤติการเมืองครั้งนี้ว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีการเมืองค่อนข้างล้าหลัง เต็มไปด้วยปัจจัยที่สลับซับซ้อน แต่ถกเถียงกันเพียงเรื่องไม่กี่เรื่อง การกระจายอำนาจไม่มี การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ก็ไม่มี การปกครองท้องถิ่นก็ต้องรอคอยคำสั่ง มหาวิทยาลัยมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในด้านการทำประโยชน์เพื่อสาธารณะ และด้านเวทีให้ความรู้ อีกทั้งยังเกรงกลัวเรื่องการแทรกแซงจากองค์กรต่างๆ

ดังนั้นประเทศไทยควรที่จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่หากการเปลี่ยนแปลงนั้นควรที่จะค่อยๆเปลี่ยนแปลง ค่อยๆแก้ไขไปทีละนิด แม้การยุบสภาเป็นเรื่องง่ายแต่ความสลับซับซ้อนมีมาก ปัจจัยที่ส่งเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวมีมาก ทุกท่านต้องเปิดใจกว้าง ฟังความหลายๆฝ่าย หากผ่านตรงนี้ไดประเทศไทยจะพัฒนาทางด้านการเมืองได้อีกมากมาย


ม.อุบลฯ:สำนึกไพร่ปะทะอำมาตย์ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้?

เมื่อบ่ายวันที่ 22 มีนาคม ณ ห้องประชุมคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กลุ่มชาวอุบลผู้รักความเป็นธรรม ประกอบไปด้วย นักวิชาการ นักศึกษา ตัวแทนองค์กรอิสระและประชาชนผู้สนใจประมาณ 50 คน ได้จัดการเสวนาสถานการณ์ทางการเมืองในหัวข้อ “ สำนึกไพร่ปะทะอำมาตย์ สังคมไทยกับการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้? ” เพื่อทำความเข้าใจและประเมินสถานการณ์การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในขณะนี้

วงเสวนาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นความตื่นตัวของประชาชนอย่างกว้างขวาง การเคลื่อนไหวคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯได้รับการตอบรับจากชาวกรุงเทพฯอย่างน่าพอใจ แต่รัฐบาลกลับยังไม่ยอมรับความจริงหากยังดึงดันที่จะไม่ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน อีกทั้งยังมีความพยายามสร้างสถานการณ์ความรุนแรง และเพิ่มกองกำลังทหาร ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม

ในส่วนของสื่อมวลชนที่อยู่ในควบคุมของรัฐนั้น ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างตรงไปตรงมา หากมีก็บิดเบือนและเป็นพื้นที่เพียงน้อยนิด คำถามคือ เราจะมีวิธีการอย่างไรให้สื่อนำเสนอเรื่องราวของคนเสื้อแดงอย่างมีจรรยาบรรณของสื่อ ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่รัฐบาลมีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงเช่นนี้ กลุ่มนักสันติวิธี หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมองทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่ตั้งคำถามหรือเรียกร้องกับรัฐและกับสื่อบ้าง

“ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นล่างกับกลุ่มอำมาตย์เป็นการต่อสู้อันยาวนาน กลุ่มอำมาตย์ได้บั่นทอนเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การต่อสู้ของคนเสื้อแดงในเวลานี้ ถือเป็นการต่อสู้ในขั้นเผชิญหน้าและประชิตตัว ระหว่างผู้ถูกกดขี่กับผู้กดขี่ เป้าหมายของคนเสื้อแดงคือการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียม ประเทศนี้อำนาจต้องเป็นของประชาชน”

กลุ่มชาวอุบลผู้รักความเป็นธรรม จึงมีความเห็นและขอเรียกร้องต่อสังคมดังนี้

1.ขอประณามการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่บิดเบือนให้ร้ายการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงขอให้ประชาชนผู้รักความเป็นธรรมร่วมสังเกตการณ์การบิดเบือนการนำเสนอข่าวของสื่อที่อยู่ในการครอบงำของรัฐ และร่วมกันหาช่องทางในการเสนอข้อมูลข่าวที่เป็นจริงให้หลากหลายที่สุด

2.ขอให้ประชาชนผู้รักความเป็นธรรม ร่วมกันจับตาการสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความรุนแรงโดยรัฐ ตลอดจนร่วมกันเรียกร้องให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

3.ขอเรียกร้องให้กลุ่มนักสันติวิธี ออกมาตรวจสอบการกระทำของรัฐ และสื่อมวลชน ที่บิดเบือนความจริง สร้างสถานการณ์ และยั่วยุ เพื่อปูทางไปสู่การปราบปรามคนเสื้อแดง แทนที่จะมาเรียกร้องสันติวิธีจากคนเสื้อแดงแต่ฝ่ายเดียว

4.ขอเรียกร้องให้นักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนผู้รักความเป็นธรรมทุกหมู่เหล่า ออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองร่วมกับพี่น้องประชาชนรากหญ้าที่ถูกลิดรอนศักดิ์ศรีของความเป็นคนให้เร็วที่สุด

ด้วยศรัทธาพลังของไพร่

กลุ่มชาวอุบลผู้รักความเป็นธรรม

22 มีนาคม 2553

ลงนามโดย

พรเวศ คนล่ำ สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนแห่งประเทศไทย(สยท.)

สุมาลี เกตรัตนัง สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนแห่งประเทศไทย(สยท.)

วรเมศ คุณสมบัติ สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนแห่งประเทศไทย(สยท.)

ดารารัตน์ กันทวงค์ กลุ่มนักพัฒนารุ่นใหม่ จ.สุรินทร์

สุธาทิพย์ ชูกำแพง กลุ่มนักพัฒนารุ่นใหม่ จ.สุรินทร์

วีระ ทนงค์ นักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ ม.อุบล

มนัส ทองชื่น นักศึกษา คณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบล

พงศธร วงศ์พิทักษ์ นักศึกษา คณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบล

ธานี นามวงศ์เนาว์ กลุ่มคนหนุ่มสาวกะเลิง ม.อุบล

นิรัตติสัย ขันทอง กลุ่มเยาวชนลุ่มน้ำโขง

ธีระพล โททัดสะ กลุ่มนักศึกษาอิสระ ม.อุบล

นพรัตน์ เหล่าชัย กลุ่มนักศึกษาอิสระ ม.อุบล

วิมล สามสี กลุ่มคนรุ่นใหม่ยโสธร

วิทยา ใจคำ กลุ่มนักศึกษาลาวดำ ม.อุบล

ศุภกร บุญขาว กลุ่มเยาวธาร ม.อุบล

ธนวัฒน์ ศรีลาชัย กลุ่มวรรณกรรมเพื่อชีวิต ม.อุบล


นักวิชาการม.ขอนแก่นเสวนา : “อำมาตยาธิปไตยกับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน”

วันนี้( 23 มีนาคม )ที่ห้องประชุมสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

16.00 - 16.30 ลงทะเบียน
6.30 – 19.00 เสวนา “อำมาตยาธิปไตยกับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน
- รศ.ดร.บัวพันธ์ พรหมพักพิง อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
-อ. มานะ นาคำ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- รศ.น.พ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
-นายอิทธิพล โคตรมี นักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม (อยู่ระหว่างการติดต่อ)
ดำเนินรายการโดย นายอนิวัฒน์ บัวผาย นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น

วิวาทะคนเสพสื่อVSปฏิกริยาจากสื่อกระแสหลัก:สื่อไทยกระทำการคดโกงยิ่งกว่า G.T.200?

ที่มา Thai E-News



เครื่องGT200 พิสูจน์ 20 จุด ยังถูกตั้ง 4 ครั้ง แต่พวกสื่อเวลานี้ 20 สื่อ แทบจะไม่มีแม้แต่ 1 ช่องหรือ 1 ฉบับที่กล้าเปิดเผยความจริง..บางคนฉ้อโกงแค่เงินหนึ่งบริษัท โจรปล้นแค่ร้านทองร้านเดียว แต่สื่อปล้นความเชื่อถือ คดโกงความจริง ต่อหน้าคนนับล้านทั่วประเทศ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 มีนาคม 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เวบบล็อกไทยเพรสในเครือไทยอีนิวส์ได้นำเสนอบทความของ"ตะบันไฟ"กลุ่มครูมัธยมรักประชาธิปไตย ภาคกลาง วิพากษ์วิจารณ์บทบาทสื่อมวลชนกระแสหลัก ต่อมานายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ เนชั่น แชนแนล ผู้บริหารเครือเนชั่น เขียนแสดงปฏิกริยาของเขาต่อบทความนี้ในเฟสบุ๊ค ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้


สื่อไทย…กระทำการคดโกงยิ่งกว่า G.T.200

สถานการณ์ชุมนุมของกลุ่มนปช. ที่โหมโรงตั้งแต่วันที่ 12 มีนา 2553 ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงเทพ ฯ ผู้คนทั่วทุกจังหวัด ทุกหย่อมหญ้าสาธารณ์รับรู้เรื่องนี้กันทุกคนก็ว่าได้ และติดตามข่าวคราวด้วยระดับความสนใจที่แตกต่างกัน

บางคนหายใจรดต้นคอ ชนิดเปิดโทรทัศน์แช่ไว้ทั้งวัน คนทันสมัยหน่อยก็เปิดเว็บไซต์ ใครชอบใคร ก็เปิดเว็บข่าวของแต่ละสี บางคนไม่ชอบนั่งหน้าจอโทรทัศน์ หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ก็ออกไปซื้อหนังสือพิมพ์รายวัน และวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์มาอ่าน

คนกลาง ๆก็จะซื้อของทั้งสองฝ่ายที่เชียร์เหลืองบ้าง แดงบ้าง ไม่ว่ากัน

ผมอยู่ต่างจังหวัด ไม่มีเคเบิ้ลดู เพราะไม่ชอบนั่งดูข่าวนาน ๆ เป็นประเภทอ่านหนังสือพิมพ์มากกว่า แต่ทันทีที่มีข่าวเคลื่อนขบวนของคนสีแดงเข้ากรุง ผมก็อยากรู้ว่า ราคาคุยของแกนนำนปช.ที่ว่าจะมากันหลักแสนหลักล้าน มันจริงหรือไม่ อย่างไร ?

ผมเปิดโทรทัศน์ทุกช่อง ไล่ไปตามเลขคี่ตั้งแต่ 3 ถึง 11 นั่นแหละ จำได้ว่าเห็นภาพหม้อพะโล้ใบใหญ่มาก กับแผงไข่ไก่เรียงเป็นตั้งจากช่อง 7 นักข่าวบอกว่าเป็นเสบียงที่คนเชียงใหม่ที่ไม่ได้ไปด้วยบริจาคมา กำลังเตรียมขึ้นรถ จะออกเดินทาง เพียงข่าวเดียวแค่นั้นจริง ๆ

ทางอีสาน ไม่เห็นภาพ ทางใต้ยิ่งไม่เห็น(แต่ข่าวว่ามีเสื้อแดงเดินทางมาเหมือนกัน)

จุดที่ได้ดูมากที่สุดก็คือ วังน้อย เท่านั้นจริง ๆครับพี่น้อง แม้จนค่ำที่ขบวนบางจังหวัดน่าจะมาถึงกรุงเทพ ฯแล้ว ก็ไม่มีภาพออกมาให้เห็นเลย

เออ สงสัยยังมาไม่ถึง ผมคิดในด้านดี

รุ่งเช้าทนอยู่ไม่ไหว ถามไถ่จากเพื่อนมิตร และอ่านข่าวในเว็บของเสื้อแดงถึงรู้ว่า แม่น้ำสีแดงจากแต่ละภาค ไหลเข้ากรุงแดงฉานไปหมดแล้ว แต่ละภาคมีขบวนรถไม่ต่ำกว่าห้าหกพันคัน และตลอดการชุมนุมก็ไม่เคยปรากฏภาพข่าวในโทรทัศน์เลย

อ้อ จะว่าไปก็ต้องให้ความเป็นธรรมหน่อย ว่ามีบ้าง เช่น ถ่ายให้เห็นภาพขบวนเสื้อแดงตอนขากลับจากราบ 11 คงเป็นคันท้าย ๆจงใจให้ดูประหนึ่งว่ามีคนไม่มาก ทั้งที่ขบวนยาวเหยียด

คนที่เห็นขบวนรถเสื้อแดงผ่านเล่าว่า สามชั่วโมงแล้ว รถประดับธงแดงยังวิ่งผ่านไม่หมดเลย ขบวนไม่ใช่ขนาดเล็ก ๆ กินพื้นที่ถนนครึ่งหนึ่ง ยาวไม่รู้กี่กิโลเมตร กลับไม่มีภาพออกเลย บางครั้งเห็นนักข่าวพยายามปีนรั้วเอากล้องลอดไปถ่าย ภาพในทำเนียบหรือบ้านสี่เสา รู้สึกว่ามีความพยายามมาก

แต่งานนี้ภาพที่ออกกลับมีเพียงรถสามคันที่วิ่งกลับ

คำประกาศขอเลือดล้านซีซีไปเทหน้าทำเนียบ กลายเป็นประเด็นให้สื่อโทรทัศน์วิ่งไปสัมภาษณ์หมอ (ที่ชัดเจนแล้วว่าต้องไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดง) ก็ได้เห็นอาการดัดจริต ประเภท

ห่วงใยความสะอาดเรื่องการเจาะเลือด อาจติดเชื้อสกปรก

ห่วงเสื้อแดงอาจหมดแรงเป็นลม(ใจอาจแช่งให้ตาย)


และลากยาวไปเรื่องจรรยาบรรณของหมอ พยาบาลที่จะเจาะเลือด พยายามพลิกกฎหมายกันมือสั่นเพื่อเอาผิดคนเจาะ และถ้าเทเลือดแล้ว คนไปเหยียบอาจจะติดเชื้อโรค อื๋ยย...

ดังนั้นเหตุการณ์สุดท้ายที่ผมกัดฟันดูจากโทรทัศน์คือข่าวเด่นเย็นนี้ นายธีระ กับนางวราภรณ์อ่าน ผมเคยชอบนายธีระหรือฮุยคนนี้มาก ดูบุคลิกดี สวมเสื้อผูกไทค์เข้าชุด ดูดี อ่านข่าวก็ไพเราะมีจังหวะจะโคน ถ้าเป็นผู้หญิงคงแอบรักไปแล้ว

แต่เย็นนั้น ขณะนปช.กำลังเทเลือดหน้าทำเนียบ นายธีระทำหน้าเมื่อย ๆพูดคล้ายเป็นเหตุการณ์ธรรมดา ๆ เหมือนคนขี่จักรยานหกล้มว่า

“เอ้า มีภาพหน้าทำเนียบหรือเปล่า” ภาพคนแบกถังเลือดเลือดปรากฏในจอ ไม่ถึง 7 วินาที โดยธีระ วราภรณ์ไม่พูดไม่บรรยายสักคำ แล้วนายธีระก็ตัดบทว่า

“เอ้าไปดูข่าว M.79 ตกอีกแล้วครับ ใกล้บ้านท่านอักขราธร....” จบข่าว


หันมาทางสิ่งพิมพ์ก็เช่นกัน ขบวนการเสื้อแดงยาตราทัพเข้ากรุงครั้งนี้ ไม่เพียงเปิดโปงความชั่วร้ายฉ้อฉล ของกลุ่มผู้กุมบังเหียนของประเทศเท่านั้น แต่มันได้เปิดเปลือยสื่อมวลชนไทย ทั้งสื่อโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์อย่างล่อนจ้อน หมดเปลือก ไม่เหลืออะไรให้เคลือบแคลงสงสัยอีกต่อไป

โทรทัศน์คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียแล้วซ่อมไม่ได้ ไม่มีอะไหล่เปลี่ยน หนังสือพิมพ์ นิตยสารข่าวเป็นกระดาษเปื้อนหมึกที่เอาไปห่อผักสดเข้าตู้เย็นยังไม่ได้ เพราะสารตะกั่วจากน้ำหมึกเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

อย่าพูดเลยว่า สื่อถูกคุกคาม ถูกบีบ ถูกกดดัน ยุคนี้ไม่มีใครกลัวปืน หรือไม่มีใครโง่ใช้ปืนมาจ่อหัวนักข่าวหรอก ต่างจากยุคสฤษดิ์ ที่แท่นพิมพ์ถูกล่ามโซ่ บก.ถูกจับไปขัง เมื่อออกมาก็ยังไม่ยอมก้มหัวให้ปากกระบอกปืน ยังยืนหยัดรายงานข้อเท็จจริงด้วยวิญญาณนักข่าวหัวใจเกินร้อย สฤษดิ์โง่กว่าผู้ปกครองประเทศยุคนี้เยอะ มีบางสิ่งบางอย่างที่ใช้ได้ผลกว่าโซ่ตรวนและกำแพงคุกเป็นไหน ๆ

ลิลิตพระลอ ยังสรุปไว้เลยว่า
“แข็งดังเหล็ก เงินง้าง อ่อนได้โดยใจ”


มีข่าวเชิงลึกว่า นับตั้งแต่รัฐบาลมีงบไทยเข้มแข็ง และอีกสารพัดงบหว่านโปรยไปทุกกระทรวงทบวงกรม สื่อไทยทั้งหลายก็พลอยเข้มแข็งไปด้วย รับงบมาโฆษณาบ้าเลือดให้รัฐอย่างไม่ลืมหูลืมตา

นักการเมืองแข่งกันโฆษณาตัวเอง โฆษณาผลงานของหน่วยงาน บางหน่วยงานไม่เห็นต้องมาออกสื่อเลยสักนิดเดียว ที่น่าขันคือบางกระทรวงพูดในนามรัฐมนตรีว่าการ แต่ไพล่ไปโฆษณาพรรคที่ตัวเองสังกัดเฉยเลย คงลืมตัวคิดว่าอยู่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

เคยมีความพยายามแก้ตัวจากเจ้าของสื่อว่า ถ้าเชียร์ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็กลัวถูกกลั่นแกล้ง หรือไม่ได้สปอนเซอร์รายใหญ่จากบริษัทน้ำมันรายใหญ่ ๆหลายเจ้า คุณอาจจะเถียงว่าอุดมการณ์กินไม่ได้ ขณะที่คนทำสื่อต้องกินต้องใช้มีลูกมีเมียต้องรับผิดชอบ พนักงานอีกหลายปากหลายท้อง

เราไม่ได้เรียกร้องให้สื่อเข้าข้างฝ่ายต่อต้านรัฐบาล แต่เรียกร้องให้รายงานข้อเท็จจริงเท่านั้น ! ?

ประชาชนอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่กรุงเทพ ฯ ผู้สื่อข่าวภาคสนามได้ชี้แจงว่า พวกเขาได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่แล้ว ส่งภาพ เสียงและข้อมูลไปให้สถานีโทรทัศน์และโรงพิมพ์แล้ว ถึงตรงนี้จึงพอสรุปได้ว่า เงินค่าโฆษณาอุดปากจนจุก ก็เลยรายงานข่าว ลงข่าวไม่ได้ (ถ้ามีผู้ใดอยากพิสูจน์ ลองไปหาซื้อหนังสือพิมพ์หรือดูโฆษณาย้อนหลังทั้งในหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ว่ามีโฆษณาจากหน่วยงานของรัฐทุ่มโฆษณามากขนาดไหน ยังไม่นับโฆษณาจากบริษัทใหญ่ ๆ)

สื่อบางฉบับรับทรัพย์ทั้งรายวันรายสัปดาห์ รับเต็ม ๆ รับจนไม่มีเนื้อที่กระดาษว่างพอสำหรับรายงานข้อเท็จจริง แม้แต่นักข่าวในค่ายตัวเองยังอึดอัด อดออกมากระแนะกระแหนติติงในคอลัมน์ตัวเองไม่ได้

สื่อทุกชนิดหากินบนความศรัทธาของมหาประชาชนนับล้าน ๆ เหมือนคนอยากกินส้มตำ เขาก็ไปซื้อคาดหวังว่ามันจะเป็นส้มตำ แต่กลายเป็นมะละกอสับคลุกน้ำปลา ผงชูรส อยากกินแกงมัสมั่นก็กลับกลายเป็นกะทิต้มใส่ซอสพริกให้สีดูใกล้เคียง

สื่อช่วยเอานิ้วก้อยเท้าซ้ายคิดหน่อยเป็นไรว่า ใครยังจะซื้ออาหารแม่ค้าเจ้านั้นอยู่ไหม ?

ขอสารภาพว่าแต่ก่อนผมไม่อ่านไทยรัฐ ดูถูกว่าหัวสี มีแต่ข่าวชาวบ้าน เหมือนคนชั้นกลางที่สนใจการบ้านการเมืองก็มักจะคิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่วันนี้ผมกลับซื้อไทยรัฐเพียงเล่มเดียว บางวันไม่ได้ออกไปร้านหนังสือก็เปิดเว็บของไทยรัฐ ที่เสนอข่าวอย่างเป็นกลาง ๆ

ผมขอโทษไทยรัฐมา ณ.โอกาสนี้ด้วยที่เคยหมิ่นแคลนท่าน

นกตัวหนึ่งที่บินฝ่าพายุ ฝ่าฝนทนหนาวมายาวนาน ประคองปีกมาได้ในวันที่ฝนกระหน่ำหนัก พายุพัดจัด แต่ไม่เสียจิตวิญญาณของความเป็นสื่อ ไทยรัฐอาจไม่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องการชุมนุม แต่ไทยรัฐ “ฟ้องด้วยภาพ”ภาพเพียงภาพเดียว หรือสองภาพแทนคำอธิบาย คำร้องทุกข์ได้แสนล้านคำจริง ๆ

เช่นเดียวกับ TNN.ช่องข่าวของเคเบิลทีวีรายใหญ่ที่สุดของประเทศ คนที่ไม่ได้ออกไปดูเหตุการณ์จริง ได้อาศัยดูภาพของเหตุการณ์ในแต่ละวัน ซึ่งมีภาพให้ดูมากที่สุด และสรุปข้อมูลให้พอเข้าใจ ได้รู้เรื่องแต่ช่องนี้มีวิธีเอาใจรัฐบาล โดยการมีตัววิ่งด้านล่างจอ ดูคล้าย ๆมีคนส่ง SMS.เข้ามาเชียร์รัฐบาล แต่มีเพียงหกข้อความเท่านั้น ข้อความด่าไม่มีเช่น

“เป็นกำลังใจให้นายกค่ะ”

“นายกอภิสิทธิ์สู้ต่อไป”


ขึ้นวนเวียนไปอย่างนี้ตลอด ทำให้รู้สึกเห็นใจและอดขำไม่ได้กับเทคนิคของคนที่ควบคุมรายการนี้

ยุคพ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกก็พยายามควบคุมสื่อ แต่ไม่มากขนาดนี้ เราจึงได้ดูการชุมนุมของพวกพันธมิตร ในทำเนียบและสถานที่ต่าง ๆได้ทุกเหตุการณ์ แต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของ “พ่อตาลต่ำเตี้ย” หรือเป็นเพราะว่าอิทธิพลของเงินค่าโฆษณาที่ท่วมหน้ากระดาษและท่วมจอ เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์สะกดวิญญาณสื่อลงหม้อไปหมด

วันที่ 5 มีนาที่ผ่านมาเป็นวันนักข่าว พวกคุณย่อมทราบดีว่า ความรับผิดชอบในอาชีพของคุณคืออะไร ? คุณรู้จักอิศรา อมันตกุลกันดีไม่ใช่หรือ ? ป่านนี้ วิญญาณ”พี่อิศ” คงร่ำไห้ ถ้ารู้ว่าลูกหลานในสายธารน้ำหมึก ได้ก้าวไปสู่จุดตกต่ำที่สุดของพวก ฐานันดรที่สี่ แล้วอย่างเต็มภาคภูมิ อยากถามเป็นพิเศษสำหรับเจ้าของสื่อที่เคยเป็นนักข่าวว่า คุณจะตอบคำถามสังคมว่าอย่างไร ? คุณกำลังทำอะไร ?

และ เพื่อใคร ?

อย่ามาพูดว่าสื่อคือ “นกน้อยในไร่ส้ม” อีกนะผมอายแทน ทุกวันนี้ เป็นแค่ “หนอนน้อยในเวจขี้”เท่านั้นแหละ คือไม่ต้องกระดืบไปหากิน แค่กระดิกตัว อุจจาระก็หล่นมาทับถมจนพูดไม่ได้ ไอไม่ออกแล้ว

สื่อบางคนบอกว่าเขาทนไม่ได้ หากมีใครท้าทายหรือหมิ่นแคลนศักดิ์และสิทธิ์ของคนทำข่าว วันนี้ถือว่าผมขอลุกขึ้นท้าทายก็แล้วกัน ย้ำ... ท้าทายและเหยียดหยามสื่อหลักทั้งหลาย ที่เคยได้รับความศรัทธาจากสังคมว่าพวกเขาดีกว่า เครื่องตรวจระเบิด G.T.200 ตรงไหน ?

เครื่องที่ว่าเมื่อมีการพิสูจน์ 20 จุด ยังถูกตั้ง 4 จุด แต่พวกสื่อ ผู้ใฝ่หาเสรีภาพ พิทักษ์รักษาเสรีภาพ กลับมีประโยชน์น้อยกว่าG.T.200 เสียอีก เพราะในช่วงเวลานี้ 20 สื่อ แทบจะไม่มีแม้แต่ 1 ช่องหรือ 1 ฉบับที่กล้าเปิดเผยความจริง

ต่อไปนี้อย่าได้กล่าวหาใครเขาว่าคดโกง อย่ากล่าวหาใครว่าไม่ซื่อสัตย์ ฉ้อฉล เพราะพวกคุณก็อยู่ในประเภทเดียวกัน บางคนฉ้อโกงแค่เงินหนึ่งบริษัท โจรปล้นแค่ร้านทองร้านเดียว แต่สื่อปล้นความเชื่อถือ คดโกงความจริง ต่อหน้าคนนับล้านทั่วประเทศ พวกคุณไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับเป็นฐานันดรที่สี่ ในขณะที่ประชาชนอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกคุณกลับพยายามปกปิด เพราะกลัวว่า ถ้าทำหน้าที่คุณจะไม่ได้รับค่าจ้าง ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา ทำอย่างนี้ก็ไม่แตกต่างอะไรกับพวกคดโกง คอรัปชั่นแม้แต่นิดเดียว

ถ้ามีความกล้าหาญอยู่เพียงนี้ ก็อย่ามาทำหน้าที่ฐานันดรที่สี่ พวกคุณอย่าลืมว่า พวกคุณไม่ใช่คนธรรมดานะ...อายแทนจริง ๆ.

เป็นสื่อหรือเป็นสาก ไม่มีปากไม่มีเสียง

เงินทองที่หล่อเลี้ยง มันทับท่วมทั้งวิญญาณ

ลืมสิ้นทั้งหน้าที่ ทั้งไม่มีความกล้าหาญ

ฐานันดรแต่ก่อนกาล เพียงสวมหัวเพื่อหลอกคน.


อดิศักดิ์ ผู้บริหารเครือเนชั่นโต้ถึง"ตะบันไฟ"กับอคติของอคติต่อการทำงานของสื่อไทยกับการชุมนุมคนเสื้อแดง

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ เนชั่น แชนแนล ผู้บริหารเครือเนชั่น เขียนแสดงปฏิกริยาของเขาต่อบทความนี้ในเฟสบุ๊ค ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้


ถึง"ตะบันไฟ"กับอคติของอคติต่อการทำงานของสื่อไทยกับการชุมนุมคนเสื้อแดง

ผมคิดว่าผู้เขียนมองอย่างอคติกับการทำหน้าที่สื่อโทรทัศน์มากๆจนถึงมากที่สุด ช่วงข่าวทุกเบรคของทุกช่องรายงานการเคลื่อนขบวนของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันเสาร์ที่๑๓ มี.ค.อย่างถี่ยิบ ให้พื้นที่ข่าวสำหรับคนเสื้อแดงตั้งแต่ตั้งหลักอยู่ในแต่ละจังหวัด ทั้งทำแผนที่เดินทางและรายงานเป็นระยะๆระหว่างเดินทาง

โดยเฉพาะช่อง ๙ มากที่สุดและรายการเชิงข่าวทุกรายการได้รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นบนสะพานผ่านฟ้าทั้งภาพและนักข่าวรายงานอย่างต่อเนื่องทุกเช้าสายบ่ายค่ำ

รวมทั้งสื่อนสพ.ด้วยที่ก็เห็นแทบทุกฉบับให้พื้นที่"ข่าว"กับการชุมนุมของคนเสือ้แดงไม่น้อยกว่าสมัยคนเสื้อเหลืองชุมนุม พาดหัวใหญ่ทุกฉบับไม่ว่าหัวสีอะไร แต่เมื่อคิดแต่ว่าไม่ถูกใจก็กลายเป็นไม่ถูกต้องไปเสียทุกอย่าง

โดยเฉพาะในส่วนของคอลัมนิสต์นสพ.ที่ไม่ค่อยมีใครแสดงความเห็นใจกลุ่มคนเสื้อแดงอาจจะทำให้กลายเป็นไม่ถูกใจ ซึ่งผมยอมรับความจริงอยู่บ้างว่าอคติในคอลัมนิสต์กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่สลัดไม่หลุดจากคุณทักษิณทำให้น้ำเสียงยังเหยียดๆว่าถูกซื้อมาเสียรู้เรื่องอำมาตย์หรือเรียกร้องประชาธิปไตยจริงๆ เพราะพวกเขาก็เคยไปลงคะแนนเลือกตั้งครั้งที่แล้วและเลือกตั้งท้องถิ่นอีกนับครั้งไม่ถ้วน

ถ้าหากนิยามประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงเน้นที่เรียกร้องให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่อย่างเดียว มันจะต่างอะไรกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆมาแล้วบิดเบือนข้อมูลบอกประเทศนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย อย่าบอกว่าเลือกตั้งใต้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เพราะพรรคการเมืองของคุณทักษิณเคยใช้กติกานี้ชนะเลือกตั้งมาแล้วและเป็นรับบาลถึง ๒ นายกฯ

ผมคิดว่าสังคมไทยชอบทึกทักบอกตัวเองว่าเป็นสังคมพุทธนิยมเดินสายกลาง แต่พอประเด็นทางการเมืองเมื่อไหร่มักมองกันอย่างสุดโต่งทั้งสองฝ่ายจะเอาชนะแบบเอาเป็นเอาตายกันให้ได้ มักเริ่มจากด้วยความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งในใจอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็เอียงไปแบบไม่ถูกใจคือไม่ถูกต้อง โดยไม่ได้ดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่

สื่อจึงมักกลายเป็นจำเลยในเหตุการณ์ทางการเมืองที่มักว่าอำนาจรัฐซื้อไปแล้ว ผมอยากให้องค์กรสื่อออกมาทำหน้าที่มอร์นิเตอร์สิ่งที่เกิดขึ้นและเสียงวิจารณ์เป็นจริงแค่ไหน

ผมกลับคิดว่าสื่อโทรทัศน์และนสพ.รวมทั้งวิทยุกระแสหลักที่มีฐานคิดของคนทำงานที่มีพื้นฐานจากคนเมืองเป็นส่วนใหญ่แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานคนต่างจังหวัดเช่นเดียวกันได้ทำหน้าที่ในกรอบแนวทางสันติวิธีได้ดีพอสมควร โดยไม่เติมเชื้อไฟให้สังคมเคียดแค้นชิงชังกันมากกว่าเดิม

อย่าไปนับวิทยุชุมชนของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เติมเชื้อไฟความรุนแรงตลอดเวลาและบนเวทีเสื้อแดงที่ใช้ข้อมูลเท็จในหลายๆเรื่องเพื่อกล่าวหาคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากวิธีการของกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่คนเสื้อแดงบอกว่าบิดเบือน

รวมทั้งการใช่คำพูดตอกลิ่มความแตกต่างทางชนชั้นไปจนเกินจริงระหว่างไพร่กับอำมาตย์ที่เป็นสาเหตุให้ประเทศของเราล้าหลังมากขนาดนั้นเชียวหรือ ผมเห็นแต่เมืองที่ขยายตัว urbanization ที่ความเป็นไพร่จางลง ลูกหลานชาวนาเกษตรมีโอกาสในการดำรงชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้นๆ แต่ยอมรับว่าช่องว่างระหว่างรายได้ของชนชั้นยังห่างมากขึ้นจริงที่ไม่ได้แก้ด้วยการไล่ล้างชนชั้นสูงอยู่นั่นแหละ

ทำไมไม่มีใครตั้งคำถามกับกระฎุมพีอย่างคุณทักษิณที่ได้ประโยชน์จากอำมาตย์และขุนศึกที่เคยปฏิวัติรสช.ปี ๒๕๓๔ยังเสวยสุขบนทรัพย์สินมหาศาลที่กอบโกยจากสัมปทานผูกขาดหากำไรส่วนเกินจากพวกไพร่รากหญ้าที่ใช้โทรศัพท์มือถือกันอย่างไม่สนใจค่าบริการแล้วปลุกปั่นให้คนรากหญ้ามาลำบากลำบนในกรุงเทพเพือ่ให้ตัวเองกลับมาเสวยสุขกับเหล่าอำมาตย์และขุนศึกเช่นเดิม

ขอร้องเถอะช่วยกันลดละอคติและคำพูดส่อเสียดลงไปบ้างเพื่อให้สังคมได้ใช้สติในการไตร่ตรองปัญหาของประเทศ อคติและคำพูดส่อเสียดสร้างความเกลียดโกรธในหมู่คนไทยด้วยกันเอง ถือเป็นความรุนแรงในอีกรูปแบบหนึ่งที่พึงปฏิเสธโดยสิ้นเชิง