ที่มา thaifreenews
RedNews_Amazing_Thai_Paliament
RedNews_Amazing_Thai_Parliament-part-1/3
RedNews_Amazing_Thai_Parliament-part-2/3
RedNews_Amazing_Thai_Parliament-part-3/3
MV เสื้อแดงเคลื่อนพล 20 มีนาคม 2553
MV เสื้อแดงเคลื่อนพล 20 มีนาคม 2553
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, March 25, 2010
Clip VDO อะเมซิ่ง รัฐสภาไทย ยุค 2553
หน้าด้าน!กนกเนชั่นสัมภาษณ์พธม.ตัวพ่อแอ๊บขาว อุปโลกข์เป็นตัวแทนคนกรุงต้านเสื้อแดง
ที่มา Thai E-News
ตัวแทนคนกรุงต่อต้านเสื้อแดงชุมนุม?!-รูปของนายภุชงค์ กนิษฐชาต ในเวบHI5แต่งชุดพันธมิตรฯเต็มยศขณะร่วมชุมนุมกับพันธมิตร วันนี้ภุชงค์จะแถลงในนามตัวแทนคนกรุง 1,800 ชุมชนต่อต้านการชุมนุมของเสื้อแดงอ้างเพื่อปกป้องสิทธิคนกรุงเทพฯที่ทนเดือดร้อนจากการชุมนุมของเสื้อแดงไม่ไหว แม้จะถูกแฉว่อนอินเตอร์เน็ต แต่เวลา08.50น.เช้านี้กนก-ธีระ เนชั่นก็ยังลากมาสัมภาษณ์ออกสื่อเนชั่นแบบหน้าด้านๆอ้างว่าเป็นตัวแทนคนกรุงเทพฯ ล่าสุดช่วงเวลา11.00 น.นายภุชงค์ได้ลบรูปทั้งหมดของเขา และชื่อของเขาออกจ่ากเวบHI5แล้ว(ดูที่นี่)/blockquote>
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 มีนาคม 2553
*พบความเชื่อมโยงพันธมารออกมาเคลื่อนไหว หลังสุนันท์ ศรีจันทราปลุกระดมกฎหมู่ปราบเสื้อแดง
สื่อกระแสหลักประจานตัวเองนำเสนอข่าวอคติบิดเบือน เนชั่นสัมภาษณ์พิเศษแพร่ทั่วประเทศ
สื่อกระแสหลัก ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนักว่านำเสนอข่าวแบบอคติบิดเบือน ขาดการตรวจสอบ ได้ประจานตัวเองอีกครั้งเมื่อนำเสนอข่าวพันธมิตรฯแปลงร่าง"แอ๊บขาวเนียน"จัดแถลงข่าวในนามคนกรุงเทพฯต่อต้านการชุมนุมของเสื้อแดงในวันนี้อย่างพร้อมหน้า
โดยสื่อกระแสหลักต่างๆ ได้พาดหัวและมีเนื้อหาในทิศทางว่ามีคนกรุงเทพฯ เตรียมแถลงข่าวปกป้องสิทธิหลังได้รับผลกระทบจากการชุมนุม โดยเว็บไซต์แนวหน้าพาดหัวว่า “ตัวแทนคนกรุงฯ1,800ชุมชน ฮึด ลุกแถลงข่าว ปกป้องสิทธิ์คนกรุงฯ พรุ่งนี้” เว็บไซต์คมชัดลึก พาดหัวว่า “ตัวแทนคนกทม.1,800ชุมชนแถลงป้องสิทธิ” เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ พาดหัวว่า ชุมชนคนกรุงลุกฮือป้องสิทธิความปกติสุข ส่วนเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์พาดหัวว่า “เครือข่ายพลเมืองฯ ชี้ "ม็อบแดง" ส่อรุนแรง คุกคามวิถีชีวิตกรุงเทพ”
นอกจากนี้ในรายการข่าวข้นคนข่าว ซึ่งเป็นรายการเล่าข่าวทางช่อง 9 อสมท. ช่วงเวลาราว 22.00 น. นายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวของรายการได้กล่าวชื่นชมนายภุชงค์ว่า "1,800 ชุมชนน่ะ รวมกันได้เก่งนะ"
แม้กระทั่งมีการตีแผ่ไปทั่วแล้วว่างานนี้พันธมิตร"แอ๊บขาว"แต่นายกนกก็ยังนำเสนอข่าวนี้ซ้ำทางรายการโทรทัศน์เนชั่นแชนัล และวิทยุเครือข่ายเนชั่นในช่วงเช้าวันนี้ นำเสนอข่าวว่าชาวชุมชนกรุงเทพฯจะเคลื่อนไหวต่อต้านการชุมนุมของเสื้อแดง จากนั้นได้อุทิศเวลานานถึง10นาที ในเวลา08.50-09.00น.วันนี้ สัมภาษณ์นายภุชงค์ กนิษฐชาติทางทีวีเนชั่น และเผยแพร่ทางสื่อวิทยุเครือเนชั่นไปทั่วประเทศด้วย
หน้าไม่อายยังเผยแพร่ข่าวพธม.แอ๊บขาวเป็นตัวแทนคนกรุงว่อน
สื่อเครือเนชั่้นนำเสนอในช่วงเวลา10.52 น.วันนี้พาดหัวข่าว "ตัวแทนคนกทม." เรียกร้อง "เสื้อแดง" เคารพสิทธิ์คนกรุง
รายงานข่าวแจ้งว่า นายภุชงค์ กนิษฐชาต เครือข่ายพลเมืองชุมชนคนกรุงเทพ กล่าวว่า พี่น้องเครือข่ายชุมชนที่ทำงานร่วมกับภาคสังคม เป็นห่วงใยบ้านเมือง ในการแสดงออกของฝ่ายต่างๆ ที่เกิดผลกระทบกับผู้ที่เป็นเจ้าของบ้าน ทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และเสี่ยงภัย แต่ไม่ได้กังวลว่าจะเป็นสีอะไร แต่ปัญหาชุมชนคือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นเราจะยืนยันสิทธิ์ของชุมชน
พันธมารแอ๊บเนียนแถลงข่าวในนามคนกรุงต้านเสื้อแดงวันนี้
ทั้งนี้เมื่อค่ำวานนี้มีการแฉผ่านอินเตอร์เน็ตว่านายภุชงค์นั้นเป็นแกนนำพันธมิตรผู้มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งแอบอ้างเป็นตัวแทนคนกรุงเทพฯ
นายภุชงค์ กนิษฐชาต ซึ่งอ้างตัวว่าเป็น ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองชุมชนคนกรุงเทพฯ กล่าวว่า ในวันที่ 25 มี.ค. ทางเครือข่ายซึ่งเป็นตัวแทนคนกรุง 1,800 ชุมชนเมืองหลวง จะมีการแถลงข่าว เรื่อง “ชุมชนเมืองหลวง ลุกขึ้นแสดงตน ปกป้องชุมชน ประกาศขัดแย้งการเมืองอย่าล้ำเส้นละเมิดสิทธิ” ในเวลา 09.30 น. ณ ชุมชนวัดประชาระบือธรรม ถนนพระราม 5 เขตดุสิต เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองของคนกรุงเทพฯ เรื่องสิทธิในการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองของผู้ชุมนุม ว่าสามารถชุมนุมได้แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
ทั้งนี้ทางเครือข่ายจะมีการยื่นหนังสือให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะ เป็นรัฐบาล คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และฟ้องศาลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เพื่อหาทางพิจารณาร่วมกันว่าจะมีการใช้สิทธิในการแสดงออกทางการเมืองให้ สมดุลได้อย่างไร
“ เราอยากลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของเราบ้าง เพราะที่ผ่านยอมรับว่าคนกรุงเทพฯต้องใช้ความอดทนมาระยะหนึ่งแล้ว การชุมนุมยืดเยื้อที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตพวกเรามาก ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงาน ไปโรงเรียน ชีวิตติดขัดไปหมด เราเข้าใจปัญหาของประชาชนที่มาเรียกร้อง แต่ก็อยากให้มีการเคารพสิทธิของเราด้วยเช่นกัน” นายภุชงค์ กล่าว
นายภุชงค์ กล่าวต่อว่า ทางเครือข่ายกำลังพิจารณาว่าจะเดินไปพบกลุ่มนปช.หรือไม่ แต่ในเบื้องต้นทางเครือข่ายมีข้อเสนอ คือ ให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง และเคารพในสิทธิและความปลอดภัยของประชาชน และชุมชนที่กำลังได้รับผลกระทบและขอให้ชุมชนในกรุงเทพฯลุกขึ้นปกป้องชุมชน ของตนเอง และรัฐบาลต้องจัดระบบความปลอดภัยให้กับชุมชนต่างๆด้วย ที่สำคัญที่สุดรัฐบาลพิจารณาดำเนินการแก้ปัญหาความยากจน และความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และจริงจัง เพราะจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด
นายภุชงค์ กนิษฐชาติ มีบทบาทเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้เคยอ้างว่าเป็นตัวแทนสมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ เพื่อประชาคมที่เข้มแข็ง กล่าวสนับสนุนการชุมนุมของพันธมิตรฯขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยระบุว่า มีความชอบธรรมเป็นอย่างมากที่ชูประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญต้านระบอบทักษิณ เพราะอยู่แล้วว่าหากแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาต่างๆทันทีขณะที่อดีตกรรมการบริหาร 111 คนของไทยรักไทยก็จะกลับสู่เวทีการเมืองได้เช่นเดิม
“พันธมิตรฯ ต่อสู้กับประเด็นปัญหาเหล่านี้ก็ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมประเทศชาติ หากพันธมิตรพ่ายแพ้ พี่น้องประชาชนก็แพ้ด้วย ดังนั้นต้องให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพี่น้องพันธมิตร” นายภุชงค์กล่าว
นายภุชงค์ยังได้จัดทำเวบHI5ของเขาเอง โดยมีรูปแต่งตัวชุดพันธมิตรฯเต็มยศเหงื่อไหลไคลย้อยขณะัร่วมชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ยึดสภา ปิดถนนจนถูกศาลปกครองสั่งให้เลิกปิดถนนเพราะทำให้นักเรียนโรงเรียนราชวินิตฯได้รับผลกระทบหนัก
นายภุชงค์ระบุในHI5ว่าปัจจุบันอายุ 52 ปี มีที่พักอาศัยอยู่ในจังหวัดนนทบุรี
ล่าสุดช่วงเวลา11.00 น.นายภุชงค์ได้ลบรูปทั้งหมดของเขา และชื่อของเขาออกจ่ากเวบHI5แล้ว(ดูที่นี่)
ไม่เนียน!พันธมารอ้างเป็นตัวแทนคนกรุง1,800ชุมชน แถลงข่าวต้านแดงชุมนุมอ้างละเมิดสิทธิ
ที่มา Thai E-Newsตัวแทนคนกรุงต่อต้านเสื้อแดงชุมนุม?!-รูปของนายภุชงค์ กนิษฐชาต ในเวบHI5แต่งชุดพันธมิตรฯเต็มยศขณะร่วมชุมนุมกับพันธมิตร พรุ่งนี้ภุชงค์จะแถลงในนามตัวแทนคนกรุง 1,800 ชุมชนต่อต้านการชุมนุมของเสื้อแดงอ้างเพื่อปกป้องสิทธิคนกรุงเทพฯที่ทนเดือดร้อนจากการชุมนุมของเสื้อแดงไม่ไหว
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 มีนาคม 2553
นายภุชงค์ กนิษฐชาต ซึ่งอ้างตัวว่าเป็น ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองชุมชนคนกรุงเทพฯ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 25 มี.ค.) ทางเครือข่ายซึ่งเป็นตัวแทนคนกรุง 1,800 ชุมชนเมืองหลวง จะมีการแถลงข่าว เรื่อง “ชุมชนเมืองหลวง ลุกขึ้นแสดงตน ปกป้องชุมชน ประกาศขัดแย้งการเมืองอย่าล้ำเส้นละเมิดสิทธิ” ในเวลา 09.30 น. ณ ชุมชนวัดประชาระบือธรรม ถนนพระราม 5 เขตดุสิต เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองของคนกรุงเทพฯ เรื่องสิทธิในการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองของผู้ชุมนุม ว่าสามารถชุมนุมได้แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
ทั้งนี้ทางเครือข่ายจะมีการยื่นหนังสือให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะ เป็นรัฐบาล คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และฟ้องศาลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เพื่อหาทางพิจารณาร่วมกันว่าจะมีการใช้สิทธิในการแสดงออกทางการเมืองให้ สมดุลได้อย่างไร
“ เราอยากลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของเราบ้าง เพราะที่ผ่านยอมรับว่าคนกรุงเทพฯต้องใช้ความอดทนมาระยะหนึ่งแล้ว การชุมนุมยืดเยื้อที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตพวกเรามาก ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงาน ไปโรงเรียน ชีวิตติดขัดไปหมด เราเข้าใจปัญหาของประชาชนที่มาเรียกร้อง แต่ก็อยากให้มีการเคารพสิทธิของเราด้วยเช่นกัน” นายภุชงค์ กล่าว
นายภุชงค์ กล่าวต่อว่า ทางเครือข่ายกำลังพิจารณาว่าจะเดินไปพบกลุ่มนปช.หรือไม่ แต่ในเบื้องต้นทางเครือข่ายมีข้อเสนอ คือ ให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง และเคารพในสิทธิและความปลอดภัยของประชาชน และชุมชนที่กำลังได้รับผลกระทบและขอให้ชุมชนในกรุงเทพฯลุกขึ้นปกป้องชุมชน ของตนเอง และรัฐบาลต้องจัดระบบความปลอดภัยให้กับชุมชนต่างๆด้วย ที่สำคัญที่สุดรัฐบาลพิจารณาดำเนินการแก้ปัญหาความยากจน และความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และจริงจัง เพราะจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด
นายภุชงค์ กนิษฐชาติ มีบทบาทเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้เคยอ้างว่าเป็นตัวแทนสมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ เพื่อประชาคมที่เข้มแข็ง กล่าวสนับสนุนการชุมนุมของพันธมิตรฯขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยระบุว่า มีความชอบธรรมเป็นอย่างมากที่ชูประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญต้านระบอบทักษิณ เพราะอยู่แล้วว่าหากแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาต่างๆทันทีขณะที่อดีตกรรมการบริหาร 111 คนของไทยรักไทยก็จะกลับสู่เวทีการเมืองได้เช่นเดิม
“พันธมิตรฯ ต่อสู้กับประเด็นปัญหาเหล่านี้ก็ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมประเทศชาติ หากพันธมิตรพ่ายแพ้ พี่น้องประชาชนก็แพ้ด้วย ดังนั้นต้องให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพี่น้องพันธมิตร” นายภุชงค์กล่าว
นายภุชงค์ยังได้จัดทำเวบHI5ของเขาเอง โดยมีรูปแต่งตัวชุดพันธมิตรฯเต็มยศเหงื่อไหลไคลย้อยขณะัร่วมชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ยึดสภา ปิดถนนจนถูกศาลปกครองสั่งให้เลิกปิดถนนเพราะทำให้นักเรียนโรงเรียนราชวินิตฯได้รับผลกระทบหนัก
นายภุชงค์ระบุในHI5ว่าปัจจุบันอายุ 52 ปี มีที่พักอาศัยอยู่ในจังหวัดนนทบุรี
แดงสยามเสี่ยงกับการเสียการเมืองแนวร่วม
ที่มา Thai E-News
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์ แดงสังคมนิยม
24 มีนาคม 2553
การทำแนวร่วมระหว่างนักปฏิรูป(ผู้ที่อยากประนีประนอม) กับนักปฏิวัติ(ผู้ที่อยากเปลี่ยนระบบแบบถอนรากถอนโคน) เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใช้ศิลปะทางการเมือง และต้องอาศัยการวิเคราะห์และการเรียนบทเรียนจากอดีต
นักปฏิวัติต้องเข้าใจว่าทำไมมวลชนจำนวนมากเดินตามแนวปฏิรูป
นักมาร์คซิสต์มองว่า ความคิดกระแสหลักในสังคม มักจะเป็นความคิดของชนชั้นปกครองที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพราะมีการกล่อมเกลาทางสื่อ โรงเรียน หรือครอบครัว และมีการสั่งสอนตลอดว่า คนธรรมดาไร้ความสามารถและอ่อนแอ
ดังนั้นเราถูกชักชวนให้มอบอำนาจทางความคิดให้กับชนชั้นปกครองอย่างต่อเนื่อง นี่คือสาเหตุที่คนส่วนใหญ่มองว่าระบบสังคมที่ดำรงอยู่เป็นสภาพ “ปกติ” และกลัวที่จะปฏิวัติ และเราไม่ควรหลงคิดว่าเขาคิดแบบนี้เพราะเขา “โง่” หรือ “ขาดความกล้าหาญ”
และเราไม่ควรเสนออย่างกลไกตื้นเขินว่า แกนนำที่เสนอแนวปฏิรูป เช่นสามเกลอ เป็นแนวปฏิรูปเพราะ “ได้รับเงิน” หรือ “มีข้อตกลงลับเรื่องผลประโยชน์กับอำมาตย์” คำพูดผิดๆแบบนี้ ซึ่งมาจากคนอย่างอาจารย์ชูพงษ์ เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้สาระ มันนำไปสู่ความแตกแยกโดยไม่จำเป็น
ในยามที่มีความขัดแย้งและการต่อสู้เกิดขึ้น คนจำนวนมากจะเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ถูกเสนอมาจากชนชั้นปกครอง เพราะเห็นชัดว่าไม่ตรงกับความจริง และมันไม่เป็นธรรม การรวมตัวกันต่อสู้ในกลุ่มมวลชนขนาดใหญ่ทำให้คนในขบวนการ เช่นขบวนการเสื้อแดง มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และพร้อมที่จะคิดทวนกระแสหลัก
อย่างไรก็ตามนักมาร์คซิสต์หลายคน เช่น อันโตนิโอ กรัมชี่ อธิบายว่าในขั้นตอนแรก เมื่อคนลุกขึ้นสู้ และพร้อมจะคิดทวนกระแส เพื่อสร้างประชาธิปไตยหรือความเป็นธรรม เขาย่อมคิดสู้ในกรอบกว้างๆ ของสังคมเก่าที่ดำรงอยู่ พูดง่ายๆ เขายังไม่ได้สลัดความคิดของชนชั้นปกครองออกหมด เขาเลยสู้เพื่อทำให้สังคมที่ดำรงอยู่ดีขึ้น เสรีมากขึ้น และเป็นธรรมมากขึ้น ปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเสมอ และเป็นความบริสุทธิ์ใจของมวลชน
นักมาร์คซิสต์อย่าง เลนิน หรือ ตรอทสกี เสนอว่ามวลชนที่ยึดแนวปฏิรูปจะหันไปสนับสนุนการปฏิวัติต่อเมื่อ1. มีวิกฤตทางสังคม โดยที่ชนชั้นปกครองถืออำนาจต่อไปในรูปแบบเดิมยาก
2. มวลชนที่ถูกปกครองไม่พอใจที่จะถูกปกครองต่อไป
3. นักปฏิวัติที่จัดตั้งเป็นพรรคปฏิวัติสามารถเสนอทางออกเป็นรูปธรรมในการต่อสู้
นักปฏิวัติควรมีความสัมพันธ์กับนักปฏิรูปอย่างไร?
ถ้านักปฏิวัติจะเริ่มครองใจมวลชนให้เดินตามแนวปฏิวัติ เขาต้องมีความสัมพันธ์กับมวลชนที่มีความคิดปฏิรูป ซึ่งไม่เหมือนกับการมีความสัมพันธ์กับแกนนำสายปฏิรูป และแน่นอนนักปฏิวัติต้องไม่ใช้วิธีแบบปัจเจก เช่นการวางระเบิดหรือการตั้งกองกำลังติดอาวุธของคนไม่กี่คน
ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ มีตัวอย่างความผิดพลาดของการสร้างความสัมพันธ์หรือแนวร่วม โดยมีสองกรณีสุดขั้วที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้คือ
1. การแยกตัวออกโดยสิ้นเชิงจากมวลชน ไม่หาทางร่วมมือเลย และด่าแกนนำและวิธีต่อสู้ของเขาอย่างเดียว เพื่อพิสูจน์ “ความเป็นนักปฏิวัติที่กล้าหาญและบริสุทธิ์” ตัวอย่างที่ดีคือกรณีที่พรรคคอมมิวนิสต์เยอรมันภายใต้การนำของสตาลิน ไม่ยอมสามัคคีกับมวลชนพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมันในยุคค.ศ. 1930 ความแตกแยกระหว่างมวลชนที่เกิดขึ้น เป็นโอกาสทองที่เปิดประตูให้ฮิตเลอร์และพวกนาซียึดอำนาจได้ และนำไปสู่ความหายนะของภาคประชาชน ประชาธิปไตย และสงครามโลกครั้งที่สอง
ในไทยการหันหลังให้กับนักศึกษาและกรรมาชีพในเมืองในปี ๒๕๑๙ เพื่อไปตั้งฐานรบในป่าของพรรคคอมมิวนิสต์ เปิดโอกาสให้อำมาตย์ก่อเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา โดยไม่มีการออกมาสู้ในเมือง
2. ขั้วตรงข้ามคือการทำแนวร่วมแบบ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง”ระหว่างแนวปฏิวัติกับแนวปฏิรูป ในรูปธรรมมันหมายความว่าแนวปฏิวัติไปเกาะอยู่กับแกนนำปฏิรูป โดยเชียร์อย่างเดียว ไม่วิจารณ์เลย ตัวอย่างเช่นคนที่เชียร์ทักษิณโดยไม่วิจารณ์ คนที่เน้นการทำแนวร่วมกับแกนนำมากกว่ามวลชน หรือคนที่ไม่ยอมเสนอมาตรการที่เป็นประโยชน์กับชนชั้นกรรมาชีพหรือเกษตรกรรายย่อย เพราะกลัวจะเสียแนวร่วมที่มีกับนักธุรกิจหรือชนชั้นกลาง เช่นไม่กล้าเสนอรัฐสวัสดิการ การขึ้นค่าแรง หรือการใช้รัฐช่วยการผลิตของเกษตรกรรายย่อย
การกระทำแบบนี้จะตัดกำลังใจในการต่อสู้ของมวลชนชั้นล่าง และจะทำให้ขยายมวลชนในกลุ่มคนที่ถูกกดขี่ขูดรีดไม่ได้ มันทำให้นักปฏิวัติถวายการนำให้แกนนำปฏิรูป และตั้งความหวังไว้กับผู้ใหญ่ เช่นพวกนายพลหรือพวก “ท่านผู้หญิง” หรือแม้แต่ญาติของอำมาตย์แก่ ตัวอย่างจากต่างประเทศก็เช่นท่าทีของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียกับประธานาธิบดีซุการ์โน ซึ่งนำไปสู่ความพ่ายแพ้ล้มตายของมวลชนเป็นล้านในปีค.ศ. 1965
นักปฏิวัติต้องร่วมเดินร่วมสู้กับมวลชนปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง ต้องให้กำลังใจและสามัคคี แต่ในขณะเดียวกันต้องใช้เวลาถกเถียงแลกเปลี่ยนถึงแนวทาง ซึ่งต้องอาศัยนักปฏิบัติการที่ไปคุยโดยตรง แจกใบปลิว และทำหนังสือพิมพ์ และในขณะที่นักปฏิวัติวิจารณ์แกนนำสายปฏิรูป เรามีภารกิจในการค่อยๆพิสูจน์ต่อมวลชนอย่างเป็นรูปธรรมว่าแนวปฏิวัติใช้งานได้ดีกว่าแนวปฏิรูป นักปฏิวัติควรร่วมสู้กับ นปช. พร้อมกับการเสนอแนวทางการต่อสู้เป็นรูปธรรม ไม่ควรแยกตัวออกไปอยู่ในที่ห่างไกลอย่างที่พวกแดงสยามกำลังจะทำ
ข้อเสนอของฝ่ายปฏิวัติ เพื่อขยายการต่อสู้ทางชนชั้น(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
1. ชนกับอำมาตย์ และท้าทายอำมาตย์ ในเรื่องนโยบายการเมืองที่เป็นรูปธรรม เสนอรัฐสวัสดิการ การขึ้นค่าแรงเป็นหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน การส่งเสริมระบบสหภาพแรงงาน การสร้างระบบเกษตรพันธสัญญากับองค์กรรัฐที่ควบคุมโดยชาวบ้าน การสร้างสันติภาพบนพื้นฐานความเคารพและความยุติธรรมในสามจังหวัดภาคใต้ การปฏิรูปกองทัพโดยการปลดนายพลออกและพัฒนาฐานะทหารระดับล่าง หรือการปฏิรูประบบศาลโดยการนำระบบลูกขุนมาใช้
2. ชนกับอำมาตย์ด้วยลัทธิความคิด คือชักชวนให้มวลชนเลิกจงรักภักดีกับอำมาตย์โดยสิ้นเชิง
3. ขยายฐานคนเสื้อแดงสู่สหภาพแรงงานและทหารเกณฑ์
4. สร้างหน่ออ่อนของอำนาจคู่ขนาน เพื่อแข่งกับรัฐอำมาตย์ในทุกพื้นที่ทุกชุมชน
--
ติดตามงานของใจ อึ๊งภากรณ์
http://siamrd.blog.co.uk/
http://wdpress.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
see YOUTUBE videos by Giles53
Wednesday, March 24, 2010
สุนันท์ ศรีจันทรา สวมบทเหี้ยม'ไอ้คลั่งรวันด้าเมืองไทย'ปลุกระดมผ่าน'สื่อแห่งความตาย'ฆ่าเสื้อแดง
ที่มา Thai E-Newsไอ้คลั่งรวันด้าเมืองไทย-สุนันท์ ศรีจันทรา นักจัดรายการF.M.96.5 FM92.25และโทรทัศน์เนชั่นแชนัล ใช้สื่อในมือด้วยความคลุ้มคลั่งปลุกปั่นให้เสื้อเหลืองและคนกรุงเทพฯตามปิดล้อมเสื้อแดงทุกที่และใช้กำลังจัดการได้เพราะเป็นม็อบรับจ้าง เุถื่อน ถ่อย เมาเหล้าขาว ไม่ได้เป็นม็อบมีอุดมการณ์แบบพันธมิตรที่สุนันท์เคยเข้าร่วม วงการวิตกจะซ้ำรอยวิทยุยานเกราะสมัย6ตุลาฯ และ"วิทยุแห่งความตาย"ที่ปลุกระดมให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศรวันด้า
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากสื่อกระแสหลักจะถูกวิพากษฺวิจารณ์อย่างมากในเรื่องการอคติบิดเบือน เป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาล ป้ายสีเสื้อแดงแล้ว ยังมีสื่อบางรายที่เลวร้ายไปกว่านั้น นั่นคือออกมาใช้สื่อปลุกระดมสร้างความเกลียดชัง และยุยงให้มีการรวมตัวกันของประชาชนปราบปรามเข่นฆ่ากลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงด้วย
ผู้ที่มีบทบาทหลักในเรื่องนี้คือนายสุนันท์ ศรีจันทรา พิธีกรผู้ดำเนินรายการเกี่ยวกับหุ้นทางคลื่นวิทยุF.M.96.5 อสมท. รายการหุ้นทางNATION CHANNEL และASTV รวมทั้งปักหลักทำรายการที่F.M.92.25ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ โดยนายสุนันท์เคยมีบทบาทอย่างสูงในเวทีพันธมิตรฯในตอนยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน โดยทำหน้าที่โจมตีรัฐบาลสมัยนั้นด้านเศรษฐกิจ เคยเป็นแกนนำบุกกระทรวงการคลัง
แม้จะทำรายการหุ้นในปัจจุบัน แต่นายสุนันท์กลับเอาเวลาส่วนใหญ่มาปลุกปั่นยุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อคนเสื้อแดง
"ในเมื่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ใจมด มีกฎหมายมีกำลังในมือแต่ไม่ยอมปราบปรามพวกเรื้อนแดงถ่อยที่ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายไปทั่ว ผมก็อยากเชิญชวนประชาชนชาวกรุงเทพฯ หรือพันธมิตร หรือสีไหนก็ได้ตั้งกลุ่มรวมตัวกันมากๆ พวกถ่อยแดงมันอยู่ไหน หรือวันเสาร์27นี้จะยกพวกไปปิดถนนก่อความรำคาญที่ไหน ก็ให้ยกพวกไปปิดล้อมพวกมัน ก็คงจำเป็นที่ประชาชนต้องใช้กำลังจัดการเอง เพราะรัฐบาลไม่ยอมจัดการ"นายสุนันท์กล่าวในตอนหนึ่งทางคลื่นวิทยุF.M.92.25MHzช่วง15.00น0วันนี้
เขากล่าวว่าพวกม็อบเสื้อแดงต่างจากเสื้อเหลือง เพราะม็อบเสื้อเหลืองมาด้วยอุดมการณ์ มาบริจาคเงินให้พันธมิตรต่อสู้ล้มรัฐบาลหุ่นเชิดสมัคร-สมชาย แต่เสื้อแดงมีแต่ไอ้พวกโง่ๆจนๆรับจ้างม็อบจากทักษิณ แล้วก็ขนกันมาจากบ้านนอกได้ค่าแรงวันละ200 ตกดึกก็งัดเหล้าขาวมาเมากันสนุก ตื่นเช้าก็ออกสร้างความปั่นป่วนให้คนกรุงเทพฯ มีแต่ไอ้พวกถ่อยๆเถื่อนๆทั้งสิ้น
ล่าสุดในการชุมนุมวันเสาร์ที่จะถึงนี้ ก็ได้ทราบว่ามีการจ้างมอเตอร์ไซค์ให้ออกมาป่วนกรุงเทพฯหัวละ1,500บาท แล้วมีการจ้างคนไปเชียร์ตามสะพานลอย แต่วันที่27นี้จะมีการจ้างคนไปยืนตามห้างพาราก้อน ห้างแถวสยาม อาจให้ใส่เสื้อสีอื่นก่อน พอม็อบป่วนเมืองเสื้อแดงมาถึงก็จะให้เปลี่ยนเป็นเสื้อแดงออกมาเชียร์
"อย่างวันนี้ไอ้พวกเถื่อนถ่อยนี้ก็ไม่กล้าไปสภา เพราะมันใจมดเจอของจริงทหารอยู่เต็ม แต่รัฐบาลก็ใจมดดำไม่ยอมลงมือปราบปรามเสียที ผมกต้องบอกประชาชนครับต้องรวมตัวกันมากๆมันอยู่ราชดำเนินเราก็ไปล้อม มันจะยกเข้าสีลม สาธร ไปสยามเราก็ไปล้อม ก็คงต้องออกแรงกันหน่อยหละครับ ในเมื่อรัฐบาลไม่ยอมจัดการเอง"
ทั้งนี้ในสัปดาห์ก่อนนานสุนันท์พูดออกทุกสื่อที่เขาเป็นพิธีกรว่า ฟันธงว่าเสื้อแดงจะฝ่อไปเองในวันพุธที่ 17 ก็จบแล้วเพราะท่อน้ำเลี้ยงหมด ทั้งพวกรับจ้างก็ได้เงินแล้ว แดดก็ร้อน 3เกลอหัวขวดก็แบ่งเงินกันแล้ว
อย่างไรก็ตามปรากฎว่านายสุนันท์ธงหัก เพราะเสื้อแดงยังชุมนุมกันต่อมาถึงวันนี้
เปิดปูมไอ้คลั่งสุนันท์อดีตสิบตรีแต่ตั้งตัวเป็นเซียนหุ้น
ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แบบเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ และได้เคยเขียนถึงนายสุนันท์ดังต่อไปนี้

ไอ้คลั่งเหลืองอ๋อย-บทบาทของสุนันท์ ศรีจันทรา บนเวทีพันธมิตรทั้งช่วงยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน และเคยนำทีมดาวกระจายบุกกระทรวงการคลัง รวมทั้งผูกพันกับพรรคการเมืองใหม่ที่มี"สำราญ รอดเพชร"ซี้ของสุนันท์เป็นโฆษกพรรคอยู่ สุนันท์ยังเป็นเพื่อนสนิทของสนธิญาณ หนูแก้ว แห่งสำนักข่าวT-NEWSที่มีบทบาทกล่าวหาว่าเสื้อแดงล้มเจ้าอีกด้วย
มีคนถามถึงสุนันท์ ศรีจันทรา อาจารย์หุ้นที่ขึ้นเวทีพันธมาร ผมเลยจะเล่าให้ฟัง
สุนันท์ที่พวกเล่นหุ้นเรียกอาจารย์ๆนี่นะ ที่ตอนนี้เห็นออกทางเนชั่นแชนัลของโล้นหยุ่นนี่ไม่ธรรมดา
สุนันท์นี่ก็ถือว่าสร้างตัวจากติดลบเลยนะ ครอบครัวตอนเด็กลำบาก เลยได้เรียนน้อยหน่อยจบม.ศ.5แล้วไปเข้าโรงเรียนนายสิบทหารบก ได้เป็นสิบตรีสุนันท์อยู่พักหนึ่ง ถือว่าหุ่นให้คือเป็นคนตัวใหญ่ แต่ใจไม่รัก พอดีโตมาตอน14ตุลา-6ตุลา สุนันท์ก็ไม่อยากเป็นนายสิบเอาปืนมายิงม็อบ หรือไปยิงกับคอมฯ ก็ลาออกมาทำหนังสือพิมพ์อยู่หลายที่ รวมทั้งมาตุภูมิของชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ แล้วก็วนๆเวียนๆไปหลายฉบับ
รวมทั้งไปอยู่กับลิ้มค่ายผู้จัดการ ตอนนั้นลิ้มเจาะข่าวเจ้าพ่อมาเฟียดัง ทำรวมเล่มขายดี เลยบอกสุนันท์ทำเรื่องเศรษฐีเจ้าสัวดูดิ๊ สุนันท์ก็ไปสัมภาษณ์เศรษฐีเจ้าสัวทั้งหลายมารวมเป็น50เศรษฐีเจ้าสัวรวมเล่มก็ขายดีมาก ชนิดที่ว่าสุนันท์ตั้งตัวได้
เลยไปลาลิ้มออกจากผู้จัดการมาตั้งหนังสือพิมพ์หุ้นขึ้นฉบับหนึ่งก่อนพฤษภาทมิฬหน่อยหนึ่ง ชื่อไทยไฟแนนเชียล กะว่าจะทำคล้ายๆไฟแนนเชียลของอังกฤษ
สุนันท์ก็ไปสนิทกับเฮียช้อย-วิโรจน์ นวลแข เจ้าของเงินทุนภัทรธนกิจ สมัยนั้นหุ้นเงินทุนขึ้นกันอ้วก เฮียช้อยก็รวยอ้วก ก็เจือจานให้สุนันท์ทำหนังสือพิมพ์ ใครในวงการซ่าๆเฮียช้อยก็สะกิดให้สุนันท์เล่น อย่างไอ้เสี่ยสองยังงี้โดนซะแทบเข้าคุกมาแล้ว แต่สุนันท์ก็ยังไปมาหาสู่กับลิ้มไม่ได้ขาด ก็เชื่อมให้เฮียช้อยไปเป็นพรรคพวกของลิ้มไปอีกคน
มาตอนก่อนฟองสบู่แตก สุนันท์แตกหุ้นส่วน หุ้นส่วนหิ้วหัวไทยไฟแนนเชียลหนี สุนันท์ก็แค้นตาแม้นอั่กๆออกหัวใหม่มาชื่อคล้ายๆกันผมจำไม่ได้แล้ว ตอนนั้นมีพวกสำราญ รอดเพชร เพื่อนเก่าสมัยมาตุภูมิรายวันมาช่วยกัน แต่พอฟองสบู่แตกก็ไปไม่รอด เจ๊ง เป็นเอ็นพีแอลอะไรกันอ้วกเหมือนกัน แล้วก็เอาไปเอามาเลยมาจัดทีวีเรื่องหุ้นกับทีวีเนชั่น
ส่วนความสัมพันธ์กับลิ้มก็ยังต่อสายกันมายาวนาน ตอนสุนันท์เจ๊งทำหนังสือพิมพ์ เฮียช้อยก็เจ๊งเพราะเงินทุนภัทรธนกิจก็โดนปิดพร้อมกับไฟแนนซ์50กว่าแห่งกับแบงก์อย่างแหลมทอง สหธนาคาร มหานคร ศรีนครของพวกเจ้าสัวอุเทนโดนเรียบ...ด้วยสายสัมพันธ์เก่าแก่ทางลิ้มก็เอาเฮียช้อยไปฝากกับเหลี่ยมให้เป็นผู้จัดการใหญ่แบงก์กรุงไทยของรัฐบาล ก็ได้เจือจานช่วยเหลือลิ้มให้รอดตายมา เงินทองก็คงเจือจานมาให้สุนันท์พอไม่เน่าไปกับเศรษฐกิจด้วย
ต่อมาเฮียช้อยหมดอายุลงในตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ ลิ้มก็ไปขอประทับวีซ่าเป็นยกสอง แต่หม่อมอุ๋ยพ่อของปลื้ม ตอนนั้นเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติดันไม่ยอม หาว่าเฮียช้อยมีประวัติชั่ว ก็ตั้งกรรมการสอบกันนัวเนีย แทนที่เหลี่ยมจะลงมาเคลียร์ก็ดันปล่อยเลยตามเลย เฮียช้อยเลยชวดต่อวีซ่า ลิ้มเองที่กำลังเคลียร์หนี้เอ็นพีแอล3พันกว่าล้านก็เลยแดกแห้ว กลายมาเป็นบริษัทล้มละลาย ประกาศตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง
ส่วนสุนันท์นี่บุญคุณเฮียช้อยกับลิ้มต้องทดแทน หนี้แค้นที่เหลี่ยมทำกับเฮียช้อยและลูกพี่ลิ้มมันต้องชำระ เวลาออกวิทยุออกทีวี แทนที่จะพูดเรื่องหุ้นเรื่องเศรษฐกิจอย่างชื่อรายการ ก็ด่าเหลี่ยมชิปหายวายป่วง เชียร์ทหารเชียร์เผด็จการเชียร์ปชป.อะไรไปตามเรื่อง
สุนันท์มันก็มีแฟนเยอะพวกที่มีเงินเล่นหุ้นหนะ ส่วนใหญ่พวกนี้อยู่กรุงเทพฯ หาดใหญ่ เมืองชล เชียงใหม่ โคราช อุดร ขอนแก่น พวกนี้ฟังก็บอกไอ้เหลี่ยมแม่งเหี้ยหางแดงจริงๆ ถ้าไม่เหี้ยมีเหรออาจารย์สุนันท์เขาจะด่าแม่ง..แล้วพวกนี้ก็ภูมิใจว่าพวกกูนี่รู้จริง พวกกูมีตังค์ ที่บ้านมียูบี ซีมีเนชั่นทีวีดู ไม่เหมือนไอ้พวกโง่บ้านนอก กระจอกสั่ว พวกนั้นมันโดนไอ้เหลี่ยมซื้อเสียง
หารู้ไม่สุนันท์แม่งด่าก็เพราะมันมีhidden agendaอย่างที่ว่ามานี่แหละ
เปิดหลักฐานจะๆเผด็จการใบสั่งทีวีปิดข่าวเสื้อแดง สื่ออเมริกาประจานสื่อหลักกระบอกเสียงรัฐ
ที่มา Thai E-News

แปรปรวน-(ภาพบน)APรายงานว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงกับเครียดเมื่อถูกพรรคฝ่ายค้านบอยคอตไม่ร่วมประชุมสภา (ภาพล่าง)APเผยแต่หลังจากถูลู่ถูกังเปิดประชุมสำเร็จ นายอภิสิทธิ์ถึงกับหัวร่อสะใจ ขณะที่รอบนอกสภาถูกทหารล้อมไว้ทุกด้าน โดยแกนนำเสื้อแดงแนะให้ทหารออกประกาศคณะปฏิวัติยึดอำนาจเพื่อความสมบูรณ์แบบ
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 มีนาคม 2553
นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ อดีตผู้ประกาศข่าวช่อง 7 เปิดเผยบนเวทีคนเสื้อแดงว่า ตอนนี้วงการโทรทัศน์ได้ถูกรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อมวลชนทั้งของภาครัฐและเอกชนอย่างเข้มงวด สำหรับช่องรัฐบาลนั้นนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับงานด้านสื่อเข้ามาประชุมสั่งการตลอดเวลา นอกจากนั้นก็มีคิวให้โทรทัศน์ช่องต่างๆไปสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเพื่อเผยแพร่ข่าวจากฝ่ายรัฐบาล และบิดเบือนป้ายสีผู้ชุมนุม
เปิดหลักฐานคำสั่งเผด็จการให้ทีวีปิดข่าวเสื้อแดงกำลังชนะ
คนในวงการโทรทัศน์ช่องเอกชนช่องหนึ่งได้เปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า รัฐบาลได้กำชับมายังผู้บริหารโทรทัศน์ทุกช่องให้มีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติที่จะนำเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และในทางที่เป็นโทษต่อฝ่ายเสื้อแดง โดยมีหนังสือเวียนมายังกองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศผู้อ่านข่าวโทรทัศน์ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
"แจ้งให้กองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศข่าวทุกคนรับทราบและปฏิบัติ
ประเด็นข่าวสถานการณ์การชุมนุมเสื้อแดงที่ผู้บริหารสั่งกำชับ และขอความร่วมมือไม่ให้นำเสนอรายงานออกอากาศ ดังนี้-ห้ามนำเสนอข่าวเสื้อแดงประกาศชัยชนะ ประกาศความสำเร็จ หรือประกาศได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน
-ห้ามระบุจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามากเท่าไหร่
-ห้ามนำเสนอข่าวความเห็นของประชาชนและคนในวงการต่างๆที่สนับสนุนเสื้อแดง
-ห้ามรายงานข่าวที่ยั่วยุสร้างแรงกระตุ้นให้ประชาชนออกไปร่วมชุมนุมใหมากขึ้น
-ห้ามใช้ภาพข่าวเทเลือด ละเลงเลือด เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
-ห้ามนำเสนอข่าวประเด็นการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ต่างชนชั้น ห้ามใช้คำว่า"สงครามระหว่างชนชั้น","ไพร่"กับ"อำมาตย์"โดยเด็ดขาด
สื่ออเมริกาวิพากษ์สื่อทีวีไทยอคติตัวการสร้างความแตกแยก
หนังสือพิมพ์ christian science monitor ซึ่งเป็น นสพ.ชั้นแนวหน้า และมีคนอ่านล้วนเป็นปัญญาชนระดับสูงเน้นข่าวต่างประเทศและข่าวสหรัฐฯ เคยได้รางวัลพูลิซเซอร์ถึง 7 ครั้ง มีความน่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า washington post และ Newyork Times ได้รายงานข่าวเรื่อง ทีวีไทยที่มีอคติกำลังขยายการสร้างความแตกแยกให้กับประเทศไทย ( Biased TV stations intensify divides in Thailand protests )โดยระบุตอนหนึ่งว่า การประท้วงในประเทศไทยย่างเข้าสัปดาห์ที่สอง ทีวีไทยก็แพร่ข่าวไม่หยุดโดยเน้นภาพลบสารพัดของการประท้วง รวมทั้งดิสเครดิตผู้ประท้วงอย่างไร้จรรยาบรรณ
"ความแตกต่างของข่าวทำให้คนดูมืดมน บก.ทีวีที่ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเพราะกลัวถูกเล่นงาน บอกเราว่า รัฐบาลกำลังเข้าไปแทรกแซงการเสนอข่าว ซึ่งในสมัยห้าปีของทักษิณก็ทำเช่นกัน แต่ตอนนี้ มันหนักกว่าเก่ามาก เขากล่าว"
สำหรับรายละเอียดของรายงานข่าวมีดังต่อไปนี้
ขณะที่การประท้วงในไทยดำเนินไปจนถึงสัปดาห์ที่สองแล้ว สถานีโทรทัศน์ที่เป็นคู่แข่งกันก็รายงานการชุมนุมทั้งวันทั้งคืน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็เน้นเรื่องผลกระทบด้านลบของการชุมนุม
กลุ่มเสื้อแดงพากันท่องไปทั่วกรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์, รถกระบะ และ รถจักรยานยนต์ เมื่อวันเสาร์ (20) ที่ผ่านมา ในการชุมนุมประท้วงรัฐบาลครั้งล่าสุด ตำรวจระบุว่ามีผู้ชุมนุมราว 65,000 รวมขบวน ที่มีความยาวหลายไมล์
แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง โทรทัศน์ของไทยที่เป็นสื่อที่คนนิยมดู บอกว่ามีผู้เข้าร่วม 25,000 คนและเช่นเคย ภาพข่าวของผู้ชุมนุมถูกการแถลงข่าวของรัฐบาลคลุมทับไปหมด ไม่มีการนำเสนอเรื่องของผู้ชุมนุมโดยทั่วไป
และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทีมีผู้ชุมนุมประท้วงด้วยการเทเลือดหน้าทำเนียบรัฐบาล สื่อที่สนับสนุนรัฐบาลก็พากันโหมเรื่องอันตรายต่อสุขภาพ เรื่องการใช้เลือดในเชิงจริยธรรม ขณะที่สื่อผ่ายต้านรัฐบาลเน้นเรื่องการใช้สัญลักษณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมหลั่งเลือดเพื่อประท้วง
และหลังจากที่การประท้วงดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 สื่อกระแสหลักของไทยก็ควรถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ซึ่งจริง ๆ ระยะเวลาที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและการแบ่งขั้ว 4 ปี ที่ผ่านมา ก็น่าจะพิสูจน์ได้แล้ว มีนักวิจารณ์บอกว่าช่องสถานีฟรีทีวีที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลหรือกองทัพนั้นเต็มไปด้วยอคติ
ด้วยเหตุนี้เอง ชาวไทยหลายคนเริ่มหันไปหาสื่อที่อยู่ข้างเดียวกันอย่างพวกเคเบิลทีวี วิทยุชุมชน และอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกทางการเมืองลึกขึ้น และทำให้การหาจุดร่วมทำได้ยากขึ้น
วันจันทร์ (22) ที่ผ่านมา แกนนำผู้ชุมนุมปฏิเสธไม่ยอมรับการเจรจากับรักษาการนายกรัฐมนตรี และยืนยันอยากเจรจากับตัวนายกรัฐมนตรีเอง ตัวนายกฯ อภิสิทธิ์เองก็ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่ให้เขายุบสภาและเลือกตั้งใหม่
ก่อนหน้านี้อคติในสื่อไทยก็เคยทำให้เกิดความขัดแย้งมาแล้ว ในปี 1992 (เหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ. 2535) เมื่อทหารยิงผู้ชุมนุมในกทม. ช่องสถานีของรัฐบาลรายงานว่ามีพวกคอมมิวนิสต์ปลุกระดมให้เกิดจลาจล ภาพที่ถูกใส่ความว่าเป็นการต่อต้านเชื้อพระวงศ์ในหนังสือพิมพ์ปี 1976 (เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519) ก็ทำให้เกิดการสังหารหมู่นักศึกษาโดยกลุ่มที่ถูกจัดตั้งโดยกองทัพ
ไม่กี่ปีที่ผ่านมากลุ่มนักกิจกรรมที่ขัดแย้งกันทั้งสองฝ่ายต่างกดดันสถานีโทรทัศน์เรื่องการเสนอข่าว และมีการคุกคามผู้สื่อข่าวที่นำเสนอจำนวนผู้ชุมนุมน้อยกว่าความจริง จากกรณีนี้เองทำให้สื่อบางแห่งหลีกเลี่ยงการประเมินจำนวนผู้ชุมนุม "พวกเราไม่อยากมีปัญหา เราจึงหลีกเลี่ยงการรายงานเรื่องจำนวน" บรรณาธิการสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งกล่าว
สถานีโทรทัศน์ที่นำเสนอคนละมุม
เรื่องที่ทำให้ยิ่งเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากขึ้นคือการที่แต่ละฝ่ายต่างมีสื่อของตัวเอง ฝ่ายเสื้อแดงที่ได้รับการสนับสนุนจากคนชนบทและจากชนชั้นแรงงานของไทย เปิดสถานีพีเพิลแชนแนล ที่ถ่ายทอดการประท้วงตลอดวันตลอดคืน ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามคือเสื้อเหลืองซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางสิทธิเลือกตั้งก็รับข่าวสารจาก เอเอสทีวี ทั้งสองช่องล้วนแต่มีอคติสูง
สุภิญญา กลางณรงค์ นักรณรงค์ด้านเสรีภาพสื่อกล่าวว่า การแพร่ขยายของ 'สื่อใหม่' (new media) ทำให้เกิดการตรวจสอบการควบคุมข่าวสารของรัฐบาล เธอกล่าวอีกว่าสื่อโทรทัศน์ไม่มีพลังในการบิดเบือนความจริงได้มากเท่าในปี 1992 (เหตุการณ์พฤษภาทมิฬพ.ศ. 2535) อีกแล้ว เพราะพวกเขาต้องแข่งกับสื่ออื่น ๆ รวมถึงการส่งรูปและข้อความผ่านทางโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ต
"ฉันคิดว่า (รัฐบาล) รู้ว่าหากพวกเขาใช้การควบคุมหรือบงการมากเกินไป ประชาชนจะไม่เชื่ออีกต่อไป" สุภิญญากล่าว
บรรณาธิการข่าวโทรทัศน์ผู้ไม่เอ่ยนามเพราะกลัวถูกคุกคามบอกอีกว่า ความแตกต่างจะทำให้ผู้ชมตกอยู่ในความมืด เขาบอกอีกว่ารัฐบาลแทรกแซงการนำเสนอข่าว ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ "แต่ในตอนนี้มันเลวร้ายกว่าเดิม" เขากล่าว
มีเดียมอนิเตอร์ชี้ชัดสื่อทีวีเอียงข้างรัฐบาล 
พบว่า ขณะที่หากเป็นการสอบถามความคิดเห็นก็จะเน้นประเด็นเรื่องมาตรการการตั้งรับสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และความเห็นทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล

โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) หรือมีเดียมอนิเตอร์ ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส.ได้จัดทำรายงานเรื่อง"มีเดียมอนิเตอร์ชี้ข่าวชุมนุมเสื้อแดงในทีวี พบเน้นเฝ้ารอสถานการณ์ มากกว่าเฝ้าระวัง แข่งรายงานบรรยากาศสด จราจร มาตรการรับรุนแรง แนะเสนอข่าวเชิงรุก ลึก สันติภาพ" ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
จากเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่ม “คนเสื้อแดง” ที่จัดชุมนุมในช่วงวันที่ 12 – 14 มีนาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ ก่อให้กระแสความตื่นตัวในสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุอย่างมาก ภายใต้สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อความขัดแย้งและความรุนแรงนี้ ผู้คนในสังคมต่างจับตาการทำหน้าที่ของสื่อว่าจะสามารถเป็นไปอย่างมีจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพได้หรือไม่ อีกทั้งการรายงานข่าวนั้นมีส่วนช่วยลดหรือขยายความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้นหรือไม่อย่างไร
โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) ทำหน้าที่การเฝ้าระวังการรายงานข่าวของสื่อในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 (สมัยกลุ่มพันธมิตรฯ) จนรัฐบาลปัจจุบัน เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางการเมือง สังคมและสื่อมวลชน โครงการฯ พิจารณาแล้ว จึงจะเฝ้าระวังการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม ใน 10 ช่องสถานีโทรทัศน์ตลอด 24 ชั่วโมง (ได้แก่ ฟรีทีวี 6 ช่อง คือ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11, ทีวีไทย, และ เคเบิ้ลทีวีหรือทีวีผ่านดาวเทียมอีก 4 ช่องคือ เนชั่นชาแนล, เอเอสทีวี, ทีเอ็นเอ็น และ ดีสเตชั่น) ว่ามีลักษณะเนื้อหาข่าวเช่นไร
ผลการศึกษา เปรียบเทียบในระดับภาพรวม (ของวันที่ 12 มีนาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 00.00-16.00 น.) ดังนี้
1. การให้พื้นที่ข่าว พบว่า โดยรวมสื่อโทรทัศน์ทุกช่องสถานี ให้พื้นที่ข่าวการชุมนุมเป็นข่าวหลักในทุกช่วงข่าว และให้สัดส่วนพื้นที่ข่าวมากกว่าปกติ ช่องที่ให้พื้นที่ข่าวค่อนข้างน้อยได้แก่ช่อง 5 และช่อง 7
2. ประเด็นข่าว พบว่า โดยรวมเน้นประเด็นเหตุการณ์-สถานการณ์/บรรยากาศ/ความพร้อมของกลุ่มผู้ชุมนุม ตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศและในกรุงเทพ เน้นใช้ภาพถ่ายทอดจำนวนผู้ชุมนุม ขณะที่หากเป็นการสอบถามความคิดเห็นก็จะเน้นประเด็นเรื่องมาตรการการตั้งรับสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และความเห็นทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล ค่อนข้างขาดรายงานพิเศษ – บทวิเคราะห์ทางการเมือง ผลกระทบทางการเมือง-สังคม วัฒนธรรม แต่จะเน้นประเด็นข่าวเหตุการณ์/บรรยากาศ
3. แหล่งข่าว ส่วนมากข่าวเน้นบรรยากาศ/เหตุการณ์การเดินทางมาชุมนุม มีการใช้ภาพจากกล้องวงจรปิดจากกองบังคับบัญชาตำรวจนครบาล (บก.02) ประกอบการรายงานข่าว เน้นเฝ้าระวังเหตุการณ์และรายการงานสภาพการจราจรตามจุดต่างๆ และแหล่งข่าวฝ่ายแกนนำ แต่ไม่มากและไม่เด่นชัด
โดยมากเป็นการรายงานโดยผู้สื่อข่าวภาคสนาม และเน้นสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ทหาร รัฐมนตรี นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล
4. การใช้ภาพข่าว ส่วนมากเป็นภาพบรรยากาศการรวมตัวของผู้ชุมนุม กิจกรรมการตั้งขบวน พิธีกรรมของผู้ชุมนุม การเดินทาง การตรวจค้นผ่านด่าน ณ จุดต่างๆ โดยใช้ภาพจากผู้สื่อข่าวภาคสนามและภาพกล้องจรปิดขณะที่ช่องเอเอสทีวีมีการปล่อยสกู๊ปพิเศษเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงการชุมนุมเดือนเมษายน 2552
ภาพข่าวที่สื่อนำเสนอ อาจมุ่งเน้นไปที่การสื่อความหมายในเชิงความรุนแรง (ภาพกองกำลังตำรวจและภาพกลุ่มผู้ชุมนุมในลักษณะการเตรียมความพร้อมการปะทะ)
5. การใช้ภาษาข่าว โดยรวมพบว่าใช้ภาษาค่อนข้างสุภาพ ปลอดอคติ และการแสดงความคิดเห็น
ผลการศึกษา สรุปแยกรายช่อง ดังนี้
ช่อง 3 : 
รายการข่าวในช่วงผังข่าวปกติ เน้นเกาะติดสถานการณ์การเดินทางเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมในเส้นทางสายต่างๆ โดยเฉพาะภาคอีสาน รวมถึงจำนวนผู้ชุมนุม การรวมตัวของผู้ชุมนุมตามจุดสำคัญในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล สำหรับแหล่งข้อมูลสำคัญที่ใช้มักมาจากฝั่งรัฐบาล ขณะที่ข้อมูลจากกลุ่มผู้ชุมนุมจะเน้นการสรุปเหตุการณ์โดยผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าวภาคสนามแทน
เน้นประเด็นข่าวมาตรการของรัฐในการรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม การตรวจค้นอาวุธ อุปกรณ์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง เส้นทางการจราจรในกรุงเทพฯ วิถีชีวิต ผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องหรือความคิดเห็นอื่นๆ จากผู้ชุมนุมมากนัก อีกทั้งพบว่าทิศทางการรายงานข่าวนั้นมุ่งนำเสนอทิศทางหรือเหตุการณ์ในประเด็นการรุก-รับของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นหลัก
ช่อง 5 :
นำเสนอข่าวตามผังปกติ สลับกับการรายงานสดสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น และรายงานข่าวการชุมนุมในช่วงรายการข่าว เน้นประเด็นข่าว เรื่อง การเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในแต่ละจุด (การเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่ต่างๆ) สภาพการจราจร บริเวณต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และประเด็นการเตรียมตัวรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
พื้นที่ข่าวมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยกว่าช่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด
เน้นการรายงานสดจากพื้นที่ต่างๆ เข้ามายังห้องส่ง เช่น อนุสาวรีย์หลักสี่ วงเวียนใหญ่ วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ด้านผู้ดำเนินรายการ, ผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าว ส่วนใหญ่รายงานตามข้อเท็จจริง ไม่ใส่อารมณ์ และความคิดเห็นขณะรายงานข่าว ด้วยลีลาภาษาแบบผู้ประกาศข่าว ไม่พบคำพูดที่ไม่สุภาพ คำพูดยั่วยุ หรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง
ช่อง 7 :
พื้นที่ข่าวค่อนข้างน้อย แต่เด่นในช่วงรายงานพิเศษ เน้นสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อมีการเคลื่อนไหวที่สำคัญเกิดขึ้น
มีการรายงานสดแทรกในรายการปกติ (ภาพยนตร์เกาหลีและถ่ายทอดสดการแข่งขันชกมวย) ใช้ชื่อรายการว่า “รายการเกาะติด สถานการณ์ชุมนุมเสื้อแดง” เน้น 3 ประเด็นข่าว คือ ประเด็นการเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในแต่ละจุด ประเด็นสภาพปัญหาการจราจร บริเวณต่างๆ และประเด็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ด้านผู้ดำเนินรายการ, ผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าว ส่วนใหญ่รายงานตามข้อเท็จจริง ไม่ใส่อารมณ์ และความคิดเห็นขณะรายงานข่าว ด้วยลีลาภาษาแบบผู้ประกาศข่าว ไม่พบคำพูดที่ไม่สุภาพ คำพูดยั่วยุ หรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง, มีการแนะนำและให้ความรู้กับประชาชนเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและรักษาความเป็นกลาง
ช่อง 9 :
ให้พื้นที่ข่าวค่อนข้างมาก นำเสนอในทุกช่วงข่าวและเป็นข่าวสำคัญของทุกช่วง มีข่าวต้นชั่วโมงบ่อยและถี่มากกว่าช่องอื่นๆ เน้นประเด็น บรรยากาศการแถลงการณ์ชุมนุม รัฐคุมเข้ม การเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในแต่ละจุด สภาพการจราจร การตั้งด่านตรวจตรา ณ จุด บริเวณต่างๆ
เพิ่มการรายงานความเคลื่อนไหวในต่างจังหวัด ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ และ จ.นครสวรรค์, ภาคอีสาน จ.ศรีสะเกษ, ภาคใต้ จ.สงขลา และภาคกลาง จ.นนทบุรี
การใช้ภาษาข่าวของผู้ประกาศข่าว ค่อนข้างสุภาพ ปลอดอคติ ความคิดเห็น รายงานตามข้อเท็จจริง ไม่ใส่อารมณ์/ความคิดเห็นขณะรายงานข่าว ไม่พบ คำพูดยั่วยุ หรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง, มีการแนะนำและให้ความรู้กับประชาชนเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ ส่วนรายการคุยโขมงบ่าย 3 โมง พิธีกรชายใส่อารมณ์ขณะรายงานข่าว แต่ไม่ได้รายงานผิดไปจากข้อเท็จจริง
ช่อง 11 :
ให้พื้นที่ข่าวในระดับกลาง รายงานข่าวในช่วงผังข่าวปกติ มีเพลงรณรงค์สันติภาพในช่วงข่าว เน้นการรายงานเรื่องสภาพการจราจร ณ จุดต่างๆ ให้รายละเอียดเรื่องความคืบหน้าของกลุ่มผู้ชุมนุมตามจุดต่างๆ ให้ความสำคัญกับทั้งสองฝ่าย มีการเสนอภาพกราฟฟิกผลโพลล์สำรวจ และหน่วยงานที่สามารถสอบถามปัญหาการจราจร หลายๆ ช่วง ทั้งการรายงานโพลล์จากกรุงเทพฯ โพลล์ และภาพกราฟฟิกศูนย์ปฏิบัติการทางการแพทย์ในพื้นที่ 10 จุด มี Vox Pop ของประชาชนที่ไม่สนับสนุนการชุมนุม ผู้ประกาศรายงานข่าวอย่างสุภาพ
เน้นการสัมภาษณ์เรื่อง การชุมนุมอย่างสันติวิธี จากนักวิชาการมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แทรกด้วยรายงานสดทางโทรศัพท์จากผู้สื่อข่าวในพื้นที่รวมทั้งประชาสัมพันธ์ของจังหวัดสมุทรปราการที่รายงานความคืบหน้าการชุมนุมตั้งแต่ต้น แต่การรายงานค่อนข้างใช้คำที่ให้ภาพลบกับฝั่งผู้ชุมนุม เช่น ออกมากล่าวปราศรัยว่า “ที่ออกมาชุมนุมเท่านี้แค่น้ำจิ้มนะ วันที่ 14 จะทำให้รัฐบาลหวั่นไหวมากกว่านี้” หรือผู้ชุมนุมออกมาส่งเสียงเชียร์เสียงดัง และยังทำให้รถติดยาวเหยียดหลายสิบกิโล นอกจากนี้ยังให้รายละเอียดเรื่องเส้นทางการเดินทางต่างๆทั้งทางรถ และทางเรือด้วย พิธีกรในรายการไม่ค่อยมีปัญหาในการรายงาน ไม่ได้ให้น้ำหนักไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
เน้นรายงานความคืบหน้าจากที่ชุมนุมเป็นหลัก มีการรายงานหน้าสทท.ที่ผู้ชุมนุมเดินทางมาชุมนุมด้วย แต่ออกมารายงานหลังจากที่ผู้ชุมนุมเดินขบวนไปแล้ว ไม่มีภาพขณะผู้ชุมนุมมาถึงมารายงาน มีภาพความรุนแรงตอนที่เสื้อแดงทำร้ายประชาชนนำเสนอด้วย ผู้ประกาศและผู้สื่อข่าวภาคสนามใช้ภาษาสุภาพในการรายงานข่าว
ทีวีไทย :
เน้นภาพเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุม ให้รายละเอียดการเคลื่อนขบวน ณ จุดต่างๆ กำลังทำอะไรอยู่บ้าง ไม่มีการสัมภาษณ์แกนนำหรือกลุ่มผู้ชุมนุม การรายงานข่าวทางฝ่ายรัฐบาลเน้นที่ตัวนายกรัฐมนตรีว่ากำลังไปไหน และทำอะไรอยู่ มีการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้มีการให้รายละเอียดเรื่องการจราจรกับผู้ชมว่าบริเวณที่มีการชุมนุมมีสภาพการจราจรเป็นอย่างไร รายละเอียดของสภาพแวดล้อมในบริเวณใกล้เคียง ทั้งร้านค้า ธนาคาร ปั๊มน้ำมัน ว่ามีที่ไหนเปิดบริการและที่ไหนปิดบริการไปแล้ว
มีการนำเทปรายการ ตอบโจทย์ ที่มาออกอากาศซ้ำ โดยนำคำสัมภาษณ์ของแกนนำนปช.และฝ่ายรัฐบาลที่เป็นประเด็นสำคัญมาออกอากาศให้ชม มีการรายงานผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์การชุมนุม และมี Vox Pop ของประชาชนเกี่ยวกับสันติวิธีในการชุมนุม
ผู้ประกาศใช้ภาษาข่าวสุภาพ มีการตั้งคำถามในเชิงรุกต่อแหล่งข่าวและผู้สื่อข่าว ภาคสนามเพื่อต่อยอดประเด็นต่างๆ ออกไป ให้ผู้ชมเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ในขณะนั้น
ช่อง TNN :
เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่มักรายงานสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น เนื้อหามุ่งนำเสนอการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมในภาคส่วนต่างๆ ทั้งแกนนำ จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม การตรวจค้นอาวุธ การเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญในรัฐบาล และเน้นหนักไปที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สถาบันทางการเงิน ตลาดหุ้น การจราจรในกรุงเทพฯ ข้อมูลที่ได้มักมาจากผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ และบุคคลในรัฐบาลมากกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเปิดพื้นที่เพียงการสรุปความโดยผู้สื่อข่าว และผู้ประกาศข่าวเท่านั้น
ช่อง เอเอสทีวี :
ให้พื้นที่ข่าวอย่างต่อเนื่อง เน้นรายการสนทนา และนำเสนอผลกระทบจากการชุมนุม เช่น สถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ เน้นวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมากกว่ารายงานข่าวการติดตามสถานการณ์ มีการใช้ภาพข่าวความรุนแรงจากการชุมนุมมานำเสนอประกอบ (ภาพเก่าช่วง เม.ย.52) ในลักษณะสารคดี เน้นการใช้ภาษาบรรยายที่สื่อถึงความรุนแรง ใช้คำสนทนาระหว่างพิธีกรที่แสดงความคิดเห็นรุนแรง เช่น “ชั่วช้าที่สุดเลย”, และในช่วงรายการบิสสิเนสเฮดไลน์ พิธีกรพูดว่า “เรามาติดตามลิ่วล้อระบบทักษิณ” เน้นแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่ากลุ่มเสื้อแดง และมีการสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนขบวนของกลุ่มเสื้อแดง
ช่อง D Station :
เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เนื้อหามุ่งนำเสนอความเคลื่อนไหวของการชุมนุมในลักษณะของการปลุกระดม ผ่านการให้ข้อมูลโดยแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม และพบว่าผู้ประกาศข่าวมีบทบาทในการสรุปเหตุการณ์ ให้ข้อมูล บรรยาย หรือแม้กระทั่งร่วมแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยข้อมูลมุ่งวิพากษ์บุคคลในรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ องคมนตรี และมักปรากฏถ้อยคำลักษณะ “ประกาศสงคราม” อยู่เสมอ
ทิศทางการนำเสนอไม่ได้อธิบายเหตุการณ์ในมุมของกลุ่มผู้ชุมนุมมากนัก แต่มักนำเสนอการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้ดูแลควบคุมการชุมนุม และให้พื้นที่มากเป็นพิเศษกับการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กลุ่มทหาร และมุ่งสร้างความเกลียดชังฝั่งรัฐบาลอย่างชัดเจน มีการใช้คำชักชวนผู้ชุมนุมให้ออกมาชุมนุม เช่น “ผมขอเชิญให้ประชาชนออกมาร่วมกันชุมนุมเพื่อทำสงครามครั้งสุดท้าย….”
ข้อเสนอแนะจากโครงการฯ
1) สื่อควรให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมในสัดส่วนพื้นที่เหมาะสมกับเหตุการณ์
2) สื่อควรเน้นการรายงานข่าวเชิงลึก ข่าวเชิงวิเคราะห์ ข่าวเชิงตีความ จุดสำคัญต่างๆ ที่มีการชุมนุม เน้นข่าวที่มีการใช้ความรุนแรง เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มผู้ชุมนุม และเน้นรายงาน-สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวเป็นหลัก ขาดมิติทางด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรม
3) ควรลดการให้ความสำคัญของแหล่งข่าวที่เป็นคู่ขัดแย้งลง (เฉพาะรัฐกับผู้ชุมนุม) แต่เพิ่มน้ำหนัก ความสมดุลและความหลากหลายของข่าว จากกลุ่มอื่นๆ ของสังคม เช่น กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้ง กลุ่มพลังเงียบ ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม หรือกลุ่มรณรงค์สันติ กลุ่มภาคประชาสังคม หรือนักวิชาการอิสระ
ควรเน้นความสมดุล และความเป็นธรรมในการรายงานข่าว ให้มีความเหมาะสม
4) ควรแสดงความเป็นกลาง (การปลอดอคติ) ทั้งในการแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ สันติ และการตั้งคำถามควรเป็นไปในลักษณะที่ไม่สร้างความแตกแยก เน้นคำถามที่หาทางออกของสถานการณ์ ถามเพื่อหาคำตอบเพื่อลดความรุนแรงของเหตุการณ์ ไม่ถามคำถามที่แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของความรุนแรง เช่น “จะใช้มาตรการใดในการจัดการสลาย” ควรถามว่า “จะใช้วิธีการใดที่จะไม่เกิดความรุนแรงกับลุ่มผู้ชุมนุม”
5) ไม่ควรนำเสนอภาพความรุนแรง ผ่านภาพข่าว ภาษาพูด ที่มีลักษณะซ้ำไปซ้ำมา หรือการเน้นให้เห็นภาพความรุนแรงของเหตุการณ์ ไม่ควรขยายเพิ่มเติมความรุนแรงโดยการใช้ภาษาบรรยายข่าว คำขยาย คำอคติ คำสรรพนาม หรือคำกริยาที่มุ่งเน้นความรุนแรง
เสนอข้อมูลอย่างรัดกุม ไม่ควรนำเสนอข้อมูลที่จะสร้างความตระหนกแก่สาธารณะชนให้เพิ่มขึ้น สื่อควรเน้นเฉพาะข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ นำเสนออย่างเข้าใจและรู้
6) สื่อควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนำเสนอข่าว ตระหนักในผลกระทบของข้อเท็จจริงที่จะนำเสนอว่าอาจสร้างความแตกแยก หรือทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ไม่ควรนำเสนอข่าวลือ หรือข่าวที่ยังไม่มีความแน่ชัดต่อสาธารณะ นำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช้ภาษาข่าวที่ส่งสัญญาณความรุนแรงดู การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การตราหน้า การเหมากลุ่ม การเหยียดหยาม
7) สื่อควรเน้นการรายงานข่าวเชิงสันติภาพ (Peace Journalism) ดังนี้
หลีกเลี่ยงการตราหน้าว่าเป็นคนดีหรือผู้ร้าย, รายงานทั้งสาเหตุและผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, คำนึงถึงความหลากหลายของผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์, เสนอข่าวเชิงลึก ริเริ่ม และนำเสนอมากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชัดเจน, ใช้ภาษาเป็นกลางไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึก หลีกเลี่ยงคำที่แสดงอารมณ์เกินจริง, รายงานเหตุการณ์หรือข้อตกลงต่างๆ ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง, หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่แสดงถึงการตกเป็นเหยื่อทำให้รู้สึกเวทนา, รายงานข้อมูลผลกระทบรอบด้านทั้งกายภาพ จิตใจ สังคมและวัฒนธรรม, หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่แสดงถึงความเป็นผู้ร้าย, เน้นแนวทางประนีประนอมทั้ง 2 ฝ่าย, ให้ความสำคัญกับเสียงประชาชนทั่วไป ทั้งในฐานะผู้อยู่ในเหตุการณ์ และการเป็นแหล่งข่าว, เกาะติดและรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง แม้เหตุการณ์สงบลงแล้ว
และสื่อควรเน้นการนำเสนอข่าวเชิงโครงสร้าง (Structural) ให้มากขึ้นโดยยึดหลัก
1) การอธิบายถึง สาเหตุ ที่มาของปัญหาความขัดแย้ง
2) สภาพบริบทแวดล้อมตัวเหตุการณ์ ปัญหาความรุนแรงและความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมากกว่าความรุนแรงเชิงกายภาพที่มองเห็น
3) ทางออกสำหรับปัญหาความขัดแย้ง
4) ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งและความรุนแรงในบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม เน้นผลลัพธ์ที่มองไม่เห็นจากปัญหาความรุนแรงมากกว่าฉายภาพความรุนแรงจากการปะทะ การทำงายสิ่งของ การทำร้ายร่างกาย
และ 5) เสนอแนะความคิดร่วม ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งคืออะไร อย่างไร และใครควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขความจัดแย้งบ้าง
พร้อมกันนั้นโครงการญได้กำหนดการเสวนา“การรายงานข่าวชุมนุมทางการเมืองในฟรีทีวี” วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙.๓๐ - ๑๒.๐๐ น. ณ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ห้องประชุม ๒ ชั้น ๒ จัดโดย โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor)ร่วมกับ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยกำหนดการ
๐๙.๓๐ - ๐๙.๔๕ น. ลงทะเบียน รับเอกสารผลการศึกษาและรับประทานอาหารว่าง
๐๙.๔๕ – ๑๐.๑๕ น. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วม
โดย แพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล
ผู้จัดการโครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อฯ (Media Monitor)
๑๐.๑๕ – ๑๐.๔๕ น. นำเสนอผลการศึกษา “การรายงานข่าวชุมนุมทางการเมืองในฟรีทีวี”
โดย คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ
ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อฯ
๑๐.๔๕ – ๑๑.๓๐ น. วิทยากรร่วมเสวนาการรายงานข่าวชุมนุมทางการเมืองในฟรีทีวี “สันติภาพหรือสงคราม” โดย
ผศ. ดร. อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว*
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล*
อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ *
เลขาธิการสมาคมนักข่าวและหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
คุณสมชัย สุวรรณบรรณ *
อดีตบรรณาธิการข่าววิทยุบีบีซีภาคภาษาไทยประจำกรุงลอนดอน
คุณสุนัย ผาสุก *
ผู้ประสานงานที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ ประจำประเทศไทย
คุณสมปรารถนา คล้ายวิเชียร *
นสพ.ประชาชาติธุรกิจ
ตัวแทนจากกลุ่มสันติอาสา *
ดำเนินการอภิปราย อ.อังคณา พรมรักษา ผู้จัดการกลุ่มงานขยายผลฯ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อฯ
๑๑.๓๐ – ๑๒.๐๐ น. ตอบข้อซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สรุปสาระสำคัญ และปิดแถลงผลการศึกษา
หมายเหตุ *วิทยากรอยู่ระหว่างการประสาน // ผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังการแถลงผลการศึกษาและเสวนา สามารถติดต่อได้ที่ คุณอมรรัตน์ (เจี๊ยบ) โทร.02-246-7440
วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2553
ทำไมไม่กล้ายุบ
สงครามชนชั้น
มนุษย์กับสัตว์!
ท่าจะบ้ากันไปใหญ่
เสื้อแดงฟุ้งม็อบเสาร์นี้มหาศาล
"วิระยา"เตรียมขึ้นเวทีผ่านฟ้าอีกสองทุ่มคืนนี้ "จตุพร"จับตา3วันอันตราย
"วิระยา"นำ"เสื้อแดง"จุดเทียนชัยถวายพระพร อวยพรให้โชคดี-ได้ชัยชนะ "วีระ"ปราศรัยถล่มหนัก"อานันท์-ชวน"
คุมตัว"จ.ส.อ."สังกัด ม. พัน 4 รอ. ปลอมบัตร"เสื้อแดง"แฝงม็อบ หวั่นเข้ามาป่วน
“วีระ”ซัดงามหน้าสาวงามกระเตงนมเยี่ยมทหาร
ในโลกประชาธิปไตย "เสียงประชาชน" ต้องดังที่สุด
ที่มา ประชาไท วรางคณา (วณิชาชีวะ) โกศลวิทยานันต์ ยิ่งนานแต่คงไม่หนาว หากแต่เพิ่มมวลชนได้มากขึ้นเป็นปรากฏการณ์ การถั่งโถมของผู้คนทุกทิศทุกทางทั่วไทยมุ่งหน้าสู่ใจกลางมหานคร.... การชุมนุมคนเสื้อแดงมีนัยยะที่ดิฉันอยากตีความและเสนอมุมมองบางประการนอกเหนือไปจากที่หลายๆ ฝ่ายโดยเฉพาะสื่อมวลชนหลายแขนงมองแต่เพียงว่าการชุมนุมของพวกเขาส่งผลกระทบอะไรบ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจราจรในกรุงเทพฯ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจในภาพรวม ปัญหามันคนต้องมีบ้าง แต่มันก็คงไม่ใหญ่โตไปกว่า “สาร” ที่พวกเขาต้องการจะ “สื่อ” สื่อมวลชนแทบทุกแขนงสาวไม่ถึงสาระที่บรรดาผู้เข้าชุมนุมต้องการร้องบอกแทนที่จะมองให้ลึกถึงประเด็นที่พวกเขาตีฆ้องร้องป่าวกลับไปแคร์เสียงนักลุงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยวไม่มา หรือการวิพากษ์วิจารณ์ของต่างชาติว่าเป็นอย่างไร จะไปสะออน(ภาษาอีสานแปลว่าชอบสนใจมาก) หัวมันทำไม นี่มันประเทศของเรา เราก็ต้องฟังเสียงคนไทยซิ คอมเมนต์ของคนนอกมันจะมีพาวเวอร์มากไปกว่าปัญหาปากท้องของคนไทยรากหญ้าได้ยังไง.... พวกเขาปลูกข้าวให้คุณๆ กินอยู่นะ แต่พวกเขาแทบไม่เหลืออะรไรเลยเวลานี้ ดิฉันค่อนข้างเชื่อว่าคนบ้านนอกที่พากันแห่แหนเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาชุมนุมกับคนเสื้อแดงในครั้งนี้เขาต้องการร้องบอกกับรัฐบาลว่าเขากำลังประสบปัญหาอะไรบ้าง และบางปัญหามันเยิ่นเย้อมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว เปลี่ยนรัฐบาลมากี่สมัยเรื่องคาราคาซังก็ยังไม่ลงเอยเสียที การขึ้นเวทีไฮปาร์คของแกนนำระดับต่างๆ เป็นตัวแทนสะท้อนภาพชัดว่าพวกเขาเจอะเจอะกับอะไร และอยากให้รัฐช่วยเหลือแบบใดถึงจะตรงจุด การขึ้นเวทีปราศรัยเป็นภาพที่เจนตาและเป็นเรื่องที่พวกเขาทำได้อย่างภาคภูมิ เวทีแห่งนี้ทำให้เสียงของพวกเขาดังกังวานขึ้น อย่างน้อยๆ ก็สามารถชิงพื้นที่ข่าวได้เกินครึ่งในช่วงหลังซึ่งมาแรงเกินต้าน ม็อบของคนเรือนแสนเช่นนี้มีสภาพของความเป็นประชาชนมาก เพราะประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายอาชีพตั้งแต่นายทุน ข้าราชการ ทหาร อาจารย์มหาวิทยาลัย พ่อค้าแม่ขาย ชาวนา ชาวไร่ นิสิตนักศึกษาฯลฯ การรวมตัวกันครั้งนี้เทียบได้กับการมี “สภาประชาชน” เลยก็ว่าได้ ทั้งนี้หากมีการจัดตั้งที่ดี มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่ชัดเจน มี “ยุทธวิธีที่ดี” ซึ่งก็ต้อง “สันติ” เท่านั้น เป้าหมายที่วางไว้คงสำเร็จดังตั้งใจ ซึ่งดิฉันคิดว่าการรวมพลังเป็นการเมืองนอกสภาเช่นนี้และนับเป็นนิมิตหมายที่ดีในการบรรลุแห่งวัตถุประสงค์ในขั้นต้นคือการขับไล่รัฐบาลได้ และขั้นสูงสุดคือการสร้างประชาธิปไตยของแท้ๆ การตื่นตัวของประชาชนทุกภาคส่วนเป็นเรื่องที่ก้าวหน้ามาก และเป็นเรื่องดีที่ฝ่ายอำนาจรัฐจำต้องหันมาทบทวนบทบาทของตนอย่างตรงไปตรงมาที่สุด เพื่อหาทางแก้ด้วย “ยา” ที่มันชะงัดจริงๆ การเกิดขึ้นของม็อบในเมืองไทยเป็นเรื่องที่น่าศึกษาและน่าตระหนักไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน เพราะการชุมนุมและรวมตัวของประชาชนเป็นเพียงหนทางเดียวจริงๆ ที่จะทำให้พวกเขาเสียงดังขึ้นมาบ้าง มีพื้นที่ให้ยืนบนพื้นที่เอียงๆ ผืนนี้ จากบทความเรื่อง การประท้วงรัฐ “สไตล์ไทยๆ” ในหน้าหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม 2553 สรุปถึงเหตุการณ์ของม็อบในประเทศไทยว่ามีสไตล์ต่างๆ กัน มีทั้งเหมือนและแตกต่างกับต่างประเทศ อาทิ การจุดไฟเผาตัวเองของนายธนาวุฒิ คลิ้งเชื้อ นักศึกษาปี่ที่สอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งใช้น้ำมันเบนซินราดและจุดเผาตัวเองเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2533 ที่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ระหว่างการชุมนุมครบรอบ 14 ตุลาคม 2516 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ลาออก และให้รัฐบาลคืนอำนาจแก่ประชาชนเนื่องจากรัฐบาลมีปัญหาการคอรัปชั่น อีกตัวอย่างที่ยังจำได้ดีก็คือการอดข้างประท้วงโดย ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เพื่อขับไล่การสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ผลักดัน พล.อ. สุจินดา คราประยูร เป็นนายกฯ สุดท้ายการชุมนุมก็ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในที่สุด ม็อบของคนเสื้อแดงก็เป็นอีกสไตล์หนึ่งในการเรียกร้องและกดดันรัฐบาล พวกเขาใช้วิธีรับบริจาคเลือดของสมาชิก แล้วไปสาดเทหน้าบ้านนายกฯ อภิสิทธิ์ หน้าบ้าน พล.อ. เปรม หรือแม้กระทั่งที่หน้าทำเนียบรัฐบาล จากนั้นก็พากันเดินขบวนไปทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด จะเป็นวิธีการใดก็ตามแต่มันเป็นเพียง “รูปแบบ” ไม่ใช่ “เนื้อหาสาระ” เพราะสิ่งที่พวกเขาร้องขอต่างหากเป็นเรื่องสำคัญซึ่งคนไทยทุกคนจำเป็นต้องรับรู้ และสนใจฟัง อย่าอ้างว่าธุระไม่ใช่ เพราะถ้าใจคุณไม่กระด้างนัก คุณคงไม่ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในทุกๆ เรื่องมันเกิดขึ้นในสังคมไทยไปได้ ประชาชนไทยทุกคนจำต้องได้รับสิทธิและโอกาสขั้นพื้นฐานในมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ถูกปฏิบัติแบบสองมาตรฐานเรื่อยมา หากที่ผ่านมาเขาได้รับทุกๆ อย่างเท่าเทียมแล้ว พวกเขาจะมานั่งร้องแรกแหกระเชอกลางแดดร้อนๆ กันทำไม ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน ม็อบต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทย ดิฉันสรุปได้เป็นเรื่องเดียวก็เรื่องความทุกข์ร้อนของประชาชนที่เกิดจากการบริหารประเทศของคนเพียงหยิบมือเดียวนั่นเอง เพราะปัญหาที่พวกเขาประสบไม่เคยได้รับการตอบสนองอย่างต่อเนื่อง การรวมตัวของ “ม็อบ” จึงเกิดทุกๆ รัฐบาล “การพูดคุยในกลุ่มย่อยๆ ทำให้เราได้รู้ปัญหาต่างๆ มากมาย ชาวบ้านเขาต้องการประชาธิปไตยที่กินได้” พี่คนหนึ่งที่เข้าร่วมชุมนุมในทุกครั้งเล่าให้ดิฉันฟังผ่านทางโทรศัพท์ ในท้องถิ่นที่ดิฉันอยู่มีผู้คนจำนวนมากพากันเดินทางไปเข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง พวกเขาทุกข์ร้อนจริงๆ คะ ไม่ว่าจะเรื่องการเป็นหนี้นอกระบบ ปัญหาเรื่องที่ดินที่บางแห่งยังไม่สามารถออกเป็นโฉนดได้ซึ่งก็คือพื้นที่ที่ดิฉันนั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี่เอง ซึ่งแม้จะปักหลักอยู่อาศัยมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคนมาแล้วก็ตามที “หนูไม่รู้จะทำยังไง หนูไปขอดูยอดรวมเงินต้น กับเงินดอกกับเขา เขาก็ไม่อยากจะบอก ไม่รู้จะต้องหาเงินเท่าไหร่ไปใช้หนี้ให้หมด สงสัยอยากจะยึดที่นาละมั้ง เขาเคยทำกับหลายรายมาแล้ว” ลูกน้องคนหนึ่งของดิฉันปรับทุกข์ให้ฟังหลังจากได้ไปเจรจากับนักค้าเงินนอกระบบแห่งหนึ่งในอำเภอลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ “เงินผู้สูงอายุก็จ่ายไม่ครบ ขาดอยู่สองเดือน” ลูกค้าหลายรายของดิฉันบ่นอุบทุกครั้งที่มาถ่ายเอกสารที่ร้าน ปัญหาคาราคาซังทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นเรื่องการบริหารจัดการราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่ไม่สัมฤทธิผล ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาสักกี่รัฐบาลคนจนก็ยังประสบปัญหาซ้ำซาก หากยังแก้ไม่ตกอีกเช่นเดิม ดิฉันไม่โทษคุณอภิสิทธิ์ ไม่โทษป๋าเปรม และก็ไม่อยากโยนบาปให้อดีตนายกฯทักษิณหรอกคะ เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องคนตัวบุคคล มันเป็นเรื่องของ “ระบอบการเมื อง” คะ มันเป็นเรื่องของโครงสร้างใหญ่ที่กุมทุกองคาพยพในสังคมเอาไว้ การเมืองผิด อะไรๆ ก็ผิดไปหมด ผิดตั้งแต่คิดว่าคนใหญ่โตกว่าโครงสร้าง คิดว่าเปลี่ยนผู้บริหารประเทศแล้วมันจะทำให้อะไรๆ มันดีขึ้น มันจะดีขึ้นได้อย่างไรหากโครงสร้างมันไม่เอื้อให้คนดีได้แสดงศักยภาพดีๆ กันอย่างเต็มที่ โครงสร้างการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะเอื้อประโยชน์และเห็นหัวประชาชนได้อย่างไร โครงสร้างการเมืองกลุ่มผลประโยชน์ ย่อมเล็งผลเลิศเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพรรคพวกตนเท่านั้น เสียงของประชาชนจึงเป็นเสียงที่แผ่วเต็มทน แม้พยายามตะเบ็งจนสุดเสียงก็ทำเป็นหูทวนลมซะงั้น หากคิดแก้ต้อง “รื้อ” มันทั้งระบอบ นั่นคือ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ด้วยมือประชาชนให้สำเร็จ สืบต่อแนวทางของพระบาทสมเด็กพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ถึงฝั่งฝันไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหาประชาชนในทุกภาคส่วน เมื่อใดก็ตามที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแล้วนั่นแหละ เมื่อนั้นปัญหาประชาชาติมันถึงจะแก้ตก และเมื่อนั้นเองเราก็จะไม่มีคนเสื้อแดง คนเสื้อขาว คนเสื้อเหลือง หรือคนเสื้อน้ำเงินอีกต่อไป จะมีก็แต่ “คนไทย” ที่เป็น “ไท” อย่างแท้จริง และเสียงประชาชนก็จะเป็น “เสียงสวรรค์” อย่างฝันไว้

