ที่มา thaifreenews
สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้คงไม่ต่างไปจากบรรยากาศรัฐประหารเมื่อ 19 กันยา 2549 นัก เพียงแต่ยังมีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเสียงข้างน้อยที่พยายามตะกายฟ้า จนกระทั่งได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มหนึ่งที่เคยอยู่ฟากฝั่งเดียวกับฝ่ายค้านขณะนี้หมุนกลับ 360 องศา ยอมเสียสัตย์เพื่อชาติจนน้ำลายไหล
กองทัพงูเห่าภาคสองหรือปลาไหลใส่สเก็ตภาคพิศดารในนามกลุ่มสีน้ำเงินก็ผงาดขึ้นในยุทธภพ จนทำให้สำนักบู๊ลิ้มต่างๆรวมกระทั่งไปถึงชาวบ้านร้านช่องถึงกับตกตะลึงในอำนาจวาสนาของเจ้าสำนักใหม่ที่สามารถกุมอำนาจบริหารกระทรวงสำคัญๆไว้ได้หลายกระทรวง
อย่างไรก็ตาม การทำงานหาได้ราบรื่นไม่เนื่องด้วยสาเหตุแห่งที่มาของอำนาจนั้นไม่ชอบมาพากล ผิดกฎแห่งจรรยาบรรณยุทจักรบู๊ลิ้มเป็นยิ่งนักจนถึงกับทำให้สำนักบู๊ลิ้มต่างชาตินำไปวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่สง่างามของเจ้าสำนักอย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ความไม่สง่างามแห่งที่มาหนึ่งบวกกับความพยายามของการดำเนินการต่างๆในการที่จะทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยการกล่าวหาอย่างรุนแรงผ่านกระบอกเสียงจากสื่อของรัฐด้วยการโหมประโคมข่าวทำลายอย่างต่อเนื่องด้วยข้อกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี
ความพยายามของกลุ่มสีน้ำเงินที่มีโอกาสเข้าไปคุมกระบอกเสียงและสร้างสื่อต่างๆขึ้นไม่ว่าจะเป็นทีวีดาวเทียม วิทยุคลื่นหลัก รวมไปถึงวิทยุชุมชน และสื่อหนังสือพิมพ์แท็ปลอยด์ ที่มุ่งโจมตีฝ่ายต่อต้านรัฐบาลด้วยสโลแกนปกป้องสถาบันในรหัส “แผนปฏิบัติการดาวสยาม”
การขับเคลื่อนต่างๆทั้งฝ่ายความมั่นคงรวมไปถึงตัวนายกรัฐมนตรีที่ได้ไฟเขียวแกมบังคับจากมหาอำมาตย์ใหญ่ที่กุมอำนาจที่แท้จริงในการบริหารประเทศ กลับยิ่งทำให้มหาอำมาตย์ได้รับบาดเจ็บสาหัสมากยิ่งขึ้น บาดแผลเหวอะหวะน่าขยะแขยงชวนขนลุก
การวางแผนการใส่ร้ายป้ายสีประชาชนว่าไม่จงรักภักดีจากอำนาจรัฐ ที่พยายามกระทำต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่เข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ โหมประโคมยุยงควบคู่ไปกับกลุ่มสีเหลืองที่มีสื่อทีวีดาวเทียมอยู่ในมือ กลับไม่สามารถทำลายกลุ่มคนเสื้อแดงลงได้ อีกทั้งยิ่งทำให้คนเสื้อแดงได้รับความเห็นใจจากสังคมและประชาชนมากยิ่งขึ้น
อีกทั้งบัณฑิตหางเครื่องอำมาตย์ก็ออกมาตอบรับปกป้องมหาอำมาตย์อย่างบ้าคลั่งเหมือนคนเสียสติ ไม่เว้นแม้กระทั่งบัณฑิตที่ได้รับการขนานนามว่ากวีรัตนโกสินทร์ก็ยังอุตส่าห์ออกมาเลียก้นอำมาตย์ด้วยคำพูดที่ว่า “บรรดาควายทั้งหลาย อย่าหลงเศษหญ้า เศษฟางที่เขาโปรยหว่านให้”
รวมไปถึงการดูถูกเหยียดหยามจากผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV ที่เหยียดหยามคนที่มาร่วมชุมนุมว่า “เป็นโอกาสแรกที่พวกเขาจะได้มาเห็นกรุงเทพฯ โดยมีรถฟรีและเงินใส่กระเป๋ามาให้อีกด้วย” และคำพูดก้าวร้าวระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ปัจจุบันเวรกรรมตามทันเป็นอัมพาตก็ได้พูดว่า “คนพวกนี้มันเลวยิ่งกว่าหมาข้างถนนเสียอีก”
การลดทอนความเป็มนุษย์จากประโยคคำพูดทั้งระดับกวีรัตนโกสินทร์ ผู้ประกาศข่าวหรือนักวิชาการระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างภูวดล ปากชักโครก ยิ่งทำให้การขับเคลื่อนของคนในชนบทชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าพวกเขามีตัวตนในสังคมจริง
สิ่งที่พวกเขาแสดงออกอย่างชัดเจนนั่นคือการที่พวกเขาบุกเข้ามาเหยียบเมืองหลวงอย่างมีศักดิ์ มีศรี ให้คนในเมือง คนชั้นกลางได้เห็นหัวพวกกูบ้าง ซึ่งเราก็คงเห็นได้จากการชุมนุมเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา และอีกครั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 มีนาคม 2553 นี้
อย่าเข้าใจว่าคนในชนบทนั้นไม่มีความรู้ความเข้าใจและการรับรู้ทางการเมือง พวกเขาเข้าไปมีส่วนปฏิบัติการทางการเมืองทั้งในระดับการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติมาโดยตลอด เพราะเงื่อนไขด้านสภาพชีวิตและวิถีการทำมาหากินทำให้ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
วันนี้สงครามแห่งชนชั้นได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้หลัง 2475 เป็นต้นมา กว่า 78 ปีของชนชั้นไพร่ที่ถูกกดทับด้วยวิถีชีวิตที่ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรม จารีต ความเชื่องมงาย และระบบการศึกษาที่ยิ่งเรียนยิ่งโง่
ความรู้สึกที่ถูกกระทำมาตลอดเวลายาวนานทั้งถูกกดขี่กดทับและถูกละเมิด อันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ความรู้สึกเหล่านี้คนชั้นกลางในเมืองและพี่น้องที่เดินทางมาจากชนบทได้แสดงศักยภาพให้อำนาจรัฐได้เห็นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนสื่อและรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์รวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม
การหลั่งเลือดของตัวเองเพื่อยืนยันการต่อสู้อย่างสันติ อหิงสา และปราศจากอาวุธถูกดูหมิ่นดูแคลนหยามเหยียดจากคอลัมภ์นิสต์หนังสือพิมพ์บางฉบับ ASTV และเครือข่ายเนชั่นก็รวมหัวปลุกระดมยุยงให้สังคมเข้าใจผิดถึงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง
ทั้งที่สิ่งที่คนเสื้อแดงแสดงออกตลอดกว่า 10 วันที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนยิ่งว่าไม่ได้มีความรุนแรงใดๆ ทั้งที่เขามาพร้อมด้วยความโกรธแค้นอยากจะระเบิดความรุนแรงเพื่อระบายสิ่งที่เขาถูกกระทำด้วยความอยุติธรรมมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ด้วยมโนสำนึกในการควบคุมตนเอง และด้วยความอดกลั้นของพวกเขาจึงต่อสู้ด้วยสันติวิธี อหิงสา และปราศจากอาวุธ
แต่สิ่งที่ผู้ชุมนุมกลับได้รับ คือ การยั่วยุจากฝ่ายอำนาจรัฐด้วยการกล่าวหาต่างๆ นานาว่าจะก่อความรุนแรงสร้างความเสียหายให้กับประเทศ แต่หุ้นกลับขึ้นเอาขึ้นเอาอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน รวมถึงผู้นำกลับต้องเข้าไปทำงานอยู่ในค่ายทหาร
อย่างนี้จะไม่เรียกว่ารัฐประหารแล้วจะเรียกว่าอะไรดี หรือควรจะเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยภายใต้เผด็จการเช่นนั้นหรือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางออกทางลงที่ดีที่สุดและบอบช้ำน้อยที่สุดในขณะนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าการคืนอำนาจให้ประชาชน
รัฐสภาของไทยถูกล้อมกรอบด้วยกำลังทหาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเดินเข้าไปทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีเกียรติเป็นที่อับอายขายหน้าไปทั่วโลก จนที่สุดส.ส.ฝ่ายค้านก็บอยคอตไม่เข้าประชุมสภาหากไม่มีการถอนกำลังทหารออกไปจากรัฐสภา
ความเป็นคนจน คนชั้นกลาง และความเป็นไพร่ของเราเป็นเรื่องที่เรามีความภาคภูมิใจที่สุดของศักดิ์ศรีความเป็นไพร่ ซึ่งยังดีกว่าผู้ที่เหยียดไพร่และหยามคนชั้นล่างมาตลอดเพราะคนพวกนั้นหรืออีกชื่อว่าอำมาตย์ เป็นพวกที่มีภยันตรายมากที่สุดของสังคม
ดังนั้น การประกาศสงครามทางชนชั้นครั้งนี้ถือเป็นการประกาศเจตนารมณ์ทางความคิดของมนุษย์ที่ต้องการหลุดพ้นจากการกดขี่ ขูดรีด ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายถึงความเป็นอิสระชนของชนทุกชั้นที่เท่าเทียมกัน
วันที่ 27 มีนาคม 2553 ที่จะถึงในไม่กี่วันข้างหน้านี้ พี่น้องประชาชนในสังคมไทยทั้งหลายต้องออกมาให้มากที่สุดเพื่อแสดงพลังให้อำนาจรัฐได้เห็นถึงพัฒนาการทางความคิดของคนส่วนใหญ่ที่มีความต้องการทางสังคมในแนวทางเดียวกันว่าพวกเราต้องการความเป็น“เสรีชน”
พระอินทร์
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, March 25, 2010
อำมาตย์อำมหิต ตอน สงครามชนชั้น
นักปรัชญาชายขอบ : ความเหลื่อมล้ำ
ที่มา ประชาไท นักปรัชญาชายขอบ
เสื้อแดงไม่ล้อมสภา “วิริยา” นำจุดเทียนชัยถวายพระพร
ที่มา ประชาไท 24 มี.ค. 53 - ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงเช้า จำนวนผู้ชุมนุมค่อนข้างบางตา ทำให้รถยนต์สามารถสัญจรผ่านบริเวณการชุมนุมได้ โดยในช่วงสายนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนเสื้อแดงได้นำประชาชนทยอยเดินทางด้วยรถบัส 3 คัน จากจังหวัดอุดรธานีมาสมทบกับการชุมนุมบนถนนราชดำเนิน นอกจากนี้ยังมีผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดเริ่มทยอยมาสมทบโดยใช้รถบัส จำนวน 3 คัน ทางด้านเวทีปราศรัยยังเป็นการสรุปข่าวรอบวันให้กับผู้ชุมนุมได้รับฟัง โดยนายการุณ โหสกุล และนอ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีกล่าวตำหนิการนำกำลังทหารมาปิดล้อมถนน 8 สาย รอบอาคารรัฐสภา ทำให้การจราจรติดขัด สร้างความเดือดร้อนให้คน กทม. นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่าเหตุยิงเอ็ม 79 เข้าไปในกระทรวงสาธารณสุข เป็นแผนของรัฐบาลเพื่อกลบข่าว ครม.อนุมัติให้กองทัพบกซื้อเครื่องบินแบล๊คฮอว์ค 3 ลำ ต่อมาเวลา 10.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.แถลงข่าวหลังเวทีปราศรัยว่า ท่าที่การเจรจาระหว่างคนเสื้อแดงกับรัฐบาลยังไม่มีความคืบหน้า เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ยังใช้ประเด็นปลีกย่อยยื้อเวลาการตั้งโต๊ะเจรจาไม่ต่างจากการรำฉุยฉาย หากไม่พร้อมเจรจาก็ให้บอกมา เพราะ นปช.ไม่เคยเรียกร้องให้เจรจา เรามีข้อเรียกร้องเดียว คือ ยุบสภาฯ ทั้งนี้รัฐบาลควรเลิกกล่าวหาว่าตัวแทนเจรจาของ นปช.ไม่ชัดเจน จึงขอพูดให้ชัดอีกครั้งว่า ตัวแทนในการเจรจาของ นปช.คือ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และน.พ.เหวง โตจิราการ 27 มี.ค. เคลื่อนขบวนทั่ว กทม. อีกครั้ง นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงการตั้งวอร์รูมพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อรับมือการชุมนุมของเสื้อแดง ว่า เป็นสิทธิของรัฐบาลจะทำได้ แต่การดำเนินการใดๆ ต้องอยู่ภายใต้ กฎหมาย ตนเกรงว่าวอร์รูมพรรคร่วมจะเป็นวอร์รูมพ่อมด หมอผี นักเลงโต รวมดาวในยุทธจักร เพราะพ่อมดจากบุรีรัมย์กลับถึงประเทศไทยแล้ว จากนี้สังคมจึงต้องจับตามาตรการบนดินและใต้ดินที่จะออกมาหลังการตั้งวอร์รูมพรรคร่วม ขณะนี้การสั่งซื้อเสื้อแดงเป็นแสนตัวและการขนชายฉกรรจ์จากภาคอีสานตอนใต้เข้ามาคุกคามการชุมนุมอย่างสันติยังมีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตนแน่ใจว่าภายใน 1-2 วันนี้ นายอภิสิทธิ์จะไม่ยุบสภา จึงขอแจ้งเตือนล่วงหน้าว่าวันที่ 27 มี.ค.นี้ จะมีผู้คนมหาศาลจะมาร่วมกันขับไล่นายอภิสิทธิ์ โดยฝ่ายต่างประเทศของคนเสื้อแดงจะประสานให้กินเนสบุ๊คและหน่วยงานด้านสถิติมาบันทึกว่านายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯที่มีประชาชนออกมาขับไล่มากที่สุด “การเคลื่อนขบวนในวันที่ 27 มี.ค.นี้ จะมีการปรับการเคลื่อนขบวนออกเป็นหลายสาย กระจายให้ทั่วกรุงเทพฯ เนื่องจากจะมีคนมาร่วมชุมนุมมากว่าวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา 3-5 เท่า จึงไม่ต้องการให้ท้ายขบวนคาอยู่ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ส่วนจะเคลื่อนขบวนไปในจุดใดบ้างแกนนำจะประกาศในวันที่ 26 มี.ค.นี้ แกนนำ นปช.ยืนยันจะดูแลพื้นที่การชุมนุมและจะเปิดเส้นทางให้คนเสื้อแดงได้เข้าร่วมการชุมนุม หากทหารเพิ่มจุดสกัดก็จำเป็นจะต้องนำประชาชนไปแหกด่านด้วยมือเปล่า” นายณัฐวุฒิ กล่าว ไม่เคลื่อนขบวนล้อมสภา นายจตุพร กล่าวต่อว่า สำหรับการนำทหารปิดล้อมรัฐสภาแสดงถึงการมีอำนาจเหนือฝ่านนิติบัญญัติ ทำให้ ส.ส.ไม่สามารถนำรถยนต์เข้าไปภายในอาคารได้ ส.ส.ที่ยอมเป็นทาสของทหารก็ให้เดินเท้าเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร ทำให้ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย มีมติไม่เข้าร่วมประชุมสภาฯ เพราะถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่สมศักดิ์ศรี ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกระแสข่าวที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สั่งห้ามไม่ให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เข้าร่วมประชุม สถานการณ์ขณะนี้นายอภิสิทธิ์ทำตัวเหมือนจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกฯ ที่ทำการยึดอำนาจตัวเอง จนนำไปสู่การนองเลือด 14 ตุลา 2516 ดังนั้นเส้นทางจากวันนี้ถึงวันที่ 27 มี.ค. จะมีประเด็นออกมายั่วยุคนเสื้อแดงอีกมาก โดยฟางเส้นสุดท้าย คือ การปิดทางเข้าออกพื้นที่การชุมนุม ซึ่งถ้าเป็นความจริงคนเสื้อแดงจะแหวกทุกด่าน "วันนี้คนเสื้อแดงจะไม่เคลื่อนขบวนไปหน้าสภาฯ เพราะต้องการให้รัฐบาลประจานตัวเอง ประเทศไทยกำลังจะเป็นประธานการประชุมสหภาพสภาโลก ในวันที่ 27 มี.ค. แต่รัฐสภาของประเทศเจ้าภาพถูกทหารยึดไปแล้ว สมาชิกของสภานานาชาติจะเข้าประชุมกันอย่างไร" นายจตุพร กล่าว นายจตุพร ยังกล่าวถึง การนำสาวงามจากนิตยสารมิสแม็กซิมไปให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ว่า พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ราบ 11 คงกลัวคนไม่รู้ว่า ไปร่วมหุ้นกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ เปิดอาบอบนวดลาเดอฟองค์ ย่านพระราม 9 จึงได้นำผู้หญิงมาซับเหงื่อ หอมแก้มทหาร ทำให้ภาพออกมาดูทุเรศ ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟนอินเข้ามาพูดคุยกับคนเสื้อแดงหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีปัญหาเรื่องสุขภาพ จึงจะไม่โฟนอินเข้ามาพูดคุยในช่วงค่ำ เนื่องจากการโฟนอินแต่ละครั้งไม่ต่างจากการปราศรัย แต่สำหรับแกนนำได้โทรศัพท์พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยตลอด ทักษิณไม่วิดีโอลิงค์คืนนี้ มีคนพูดว่าทำไมไม่เจรจา ต้องเรียนว่าเป็นเรื่องของคนเสื้อแดงที่เห็นความไม่ชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาล แล้วก็ยังแย่ได้อีกเขาจึงขอให้ยุบสภา เพราะฉะนั้นการเจรจาหรือไม่เจรจาไม่ใช่เรื่องของผม เป็นเรื่องของสามเกลอและคนเสื้อแดงเขา ถึงแม้ว่าผมจะถูกรังแกอย่างเจ็บปวดแต่ยังเทียบไม่ได้กับความเสียหายของประเทศ ประชาชนโดยรวมที่ต้องตกอยู่ในภาวะที่ประเทศเป็นเผด็จการอำมาตย์ รัฐบาลเป็นเพียงหุ่นเชิดกระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง 2 มาตรฐาน" นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณยังทวิตด้วยว่า ทหารเตรียมพร้อมปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ในยุคที่โลกทั้งโลกเขาพากันไปไกลแล้ว แถมยังมีสื่อสารมวลชนที่เป็นสถานีโปรปากานดามากกว่า “สมบัติ” ขึ้นเวที ชี้รู้จักตระกูลชินวัตรมาหลายสิบปี ชู “จอมพล ป.- สฤษดิ์ - ทักษิณ” นายกในดวงใจ อนึ่งมีรายงานข่าวแจ้งว่า นายสมบัติ เคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เลขที่ 301000031 เพื่อเสนอตัวลงรับคัดเลือกเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคภูมิใจไทย แต่ปรากฏว่าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคไม่ได้พิจารณาชื่อของนายสมบัติแต่อย่างใด วิระยา นำแดง ถวายพระพร อวยพรให้โชคดี จากนั้น ท่านผู้หญิงวิริยา ได้กล่าวทักทายคนเสื้อแดง โดยระบุ ขอบคุณมากที่มารวมตัวกันจุดเทียนชัยถวายพระพร พร้อมกับบอกปลื้มมาก ขอชื่นชมในความอดทนของคนเสื้อแดงที่มาทนความเหนื่อยลำบากแต่ทำเพื่อ ประชาธิปไตย ขอให้ประสบความสำเร็จ อย่าเหนื่อยเกินไป พักผ่อนบ้าง ขอให้โชคดี และได้รับชัยชนะ ทั้งนี้ เมื่อกล่าวเสร็จ ท่านผู้หญิง วิระยา ได้โบกมือทักทายคนเสื้อแดงด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นอย่างมาก คุมตัว"จ.ส.อ."สังกัด ม. พัน 4 รอ. ปลอมบัตร"เสื้อแดง"แฝงม็อบ ถล่มหนัก 2 อดีตนายกรัฐมนตรี "อานันท์-ชวน" บึ้ม! ถล่มเย้ยอีก 2 แห่ง ศูนย์ราชการนนท์ห่างศาลากลาง 150 เมตร อีกจุดข้างรั้วกรมบังคับคดีบางขุนนนท์ ล่าสุดเมื่อเวลา 19.55 น. วันที่ 24 มีนาคม คนร้ายลอบวางระเบิด ไม่ทราบชนิด ที่บริเวณอาคารเก็บสิ่งของ-อุปกรณ์ ต่างๆ ของอุทยานมกุฎรมยสราญ ในศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี ถนนรัตนาธิเบศร์ อ.เมือง จ.นนทบุรี ซึ่งยังเป็นพื้นที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร โดยจุดเกิดเหตุอยู่ทางเข้าศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ริมถนนทางเข้าออกประมาณ 150 เมตร เศษใบไม้กระจายเป็นวงกว้าง ข้างฝาอาคารเก็บสิ่งของมีคราบเขม่าดำแกือบทั้งแถบ ฝ้าเพดานแตกเสียหาย หม้อแปลงไฟฟ้าในเขตอุทยานเสียหายอีก 1 หม้อ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ ไม่พบสะเก็ดระเบิดแต่อย่างใด ต่อมา นายวิเชียร พุทธิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี พล.ต.ท.กฤษฎา พัน ธ์คงชื่น ผบช.ภ.1 พ.ต.อ.สมศักดิ์ชัย อมรส่งเจริญ ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี ไปตรวจที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนทราบว่า ขณะเกิดเหตุมีอาสาสมัครรักษาดินแดน(อส.) 8 นาย พร้อมทหาร ปตอ.อีก 1 หมวด ประมาณ 12 นาย รักษาความปลอดภัยอยู่บริเวณทางเข้าดังกล่าว ขณะระเบิดมี อส. 2 นาย ยืนอยู่ให้จุดเกิดเหตุ ทราบชื่อนายวรพจน์ ชูเทียน และนายชัชชัย ผลไม้ ดดยทั้งสองให้การว่าได้ยินเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว โดยไม่เห็นตัวคนร้ายว่าขว้างหรือวางระเบิดไว้ก่อนหน้าอย่างไร ทั้งนี้ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ นายบุญจันทร์ สุมะนี รปภ.ประจำเทศบาลนครนนทบุรี ที่ดูแลรถยนต์เข้าออกศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่าก่อนเกิดเหตุเข้าไปหุงข้าวในอาคารเก็บสิ่งของดังกล่าว ก็ไม่พบสิ่งปกติใดๆ เช่นกัน ส่วนเหตุระเบิดอีกแห่งหนึ่งนั้น เกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.00 น. วันเดียวกัน พ.ต.ต.พรชัย ศรีมูล พนักงานสอบสวนสบ.2 สน.บางขุนนนท์ ได้รับแจ้งเหตุระเบิด หน้ากรมบังคับคดีบางขุนนนท์ ถนนบางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม. เมื่อออกไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุพบ อยู่ริ่มสะพานคลองชักพระ หน้ารั้วกองบังคับคดี พบพงหญ้าบริเวณรั้วหลุดกระเด็น พื้นปูนซีเมนต์หน้ารั้วแตกกระจายเป็นหลุมกว้าง-ลึกประมาณ 10 คูณ 10 เซ็นติเมตร(ซม.) ต้นไม้บริเวณรอบๆพังเสียหาย เบื้องต้นไม่พบผู้บาดเจ็บ ตำรวจคาดว่าระเบิดที่คนร้ายใช้ขว้างเป็นชนิดเอ็ม 67 คล้ายเหตุระเบิดที่แขวงการทางธนบุรี ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: มติชนออนไลน์, พีเพิลแชนเนล, เว็บไซต์คมชัดลึก, เว็บไซต์แนวหน้า
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลสั่งการให้นำทหารมาตรึงกำลังรอบรัฐสภา และจุดหลักใน กทม.ทำให้ประชาชนสับสน เพราะไม่เคยมีการประชุมสภาครั้งใดที่ต้องใช้ทหารมากเช่นนี้ รถทหารที่ใช้ในการปฏิบัติการครั้งนี้ ยังได้นำสติ๊กเกอร์ปิดเลขที่รถ หน่วยงานต้นสังกัด และป้ายทะเบียน ซึ่งเป็นการกระทำที่ใช้ในสงครามเท่านั้น ดังนั้นจึงเรียกร้องให้กองทัพบก หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. ออกคำสั่ง หรือคณะปฏิวัติฉบับที่ 1 ระบุถึงเหตุผลในการเคลื่อนกำลังทหาร รวมทั้งให้ชี้แจงด้วยว่าประเทศจะเดินหน้าอย่างไรภายใต้อำนาจกองทัพ การที่กองทัพเป็นเสาค้ำยันไม่ใช่เรื่องหน้าอายจึงควรชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์การปฏิวัติเงียบที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นหุ่นเชิด ขณะนี้ทหารมีบทบาทมากในทุกรูปแบบ แต่รัฐมนตรีหลายกระทรวงกลับไม่มีบทบาทในการบริหารบ้านเมือง จึงยิ่งตอกย้ำว่าประเทศไทยอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการทหาร
ด้านนายจตุพร กล่าวถึงการขออนุมัติหมายจับ ส.ต.ท.บัณฑิต ผู้ต้องสงสัยยิงอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหม ว่า ส.ต.ท.บัณฑิต ถูกให้ออกจากราชการหลังร่วมค้าไม้เถื่อนที่ อ.มะขาม จ.จันทบุรี จากนั้นอดีตตำรวจคนนี้ไปซุกปีกนักการเมืองใหญ่เสื้อสีน้ำเงิน จึงเชื่อว่าผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคงหาตัวไม่ยาก แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ เป้าของจรวดลูกนี้ ต้องการยิงใส่วัดพระแก้ว ไม่ใช่กระทรวงกลาโหม เขาต้องการเล่นเกมใหญ่ เพื่อต้องการใส่ร้ายคนเสื้อแดง ทั้งนี้ภายหลังมีการเปิดเทปจากล้องวงจรปิด ทำให้ตำรวจออกมาตำหนิตำรวจด้วยกันเอง ดังนั้นจึงยืนยันได้ว่ากรณียิงอาร์พีจี ทั้งคนซื้อรถกะบะวีโก้และคนยิงเกี่ยวข้องกับซีกรัฐบาล
ด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ http://www.twitter.com/thaksinlive เมื่อช่วงเย็นวันนี้ความว่า "ต้องให้หมอฉีดยาเพื่อจะได้พูดกับพี่น้องได้เร็วๆ ต้องขอโทษเป็นอย่างมากที่ดันมาป่วยในช่วงสำคัญ อย่างไรก็ขอให้เข้มแข็งผนึกกำลังให้แข็งแรงนะ
เวลาประมาณ 18.15 น. นายสมบัติ เมทินี ดารานักแสดงและ อดีต สว. จากการเลือกตั้ง ได้ขึ้นเวทีของคนเสื้อแดง บริเวณสะพานผ่านฟ้า โดยได้ระบุว่าตนเองรู้จักกับครอบครัวชินวัตรมาหลายสิบปี และวันนี้ขอเป็นตัวแทนของครอบครัวชินวัตรว่าไม่ได้หนีไปไหน ทั้งนี้ยังได้ชื่นชมนายกรัฐมนตรี 3 คนคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีนโยบายชาตินิยมปลุกให้คนไทยรักชาติ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีความเด็ดขาดการปราบปรามอาชญากรรม และ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นขวัญใจของคนรากหญ้า
เมื่อเวลา 20.19 น. วันที่ 24 มี.ค. ท่านผู้หญิง วิระยา ชวกุล กรรมการมูลนิธิสายใจไทย ซึ่งได้สวมใส่ชุดผ้าไหมสีเหลืองทอง ได้เดินทางมายังเวทีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมระชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณ สะพานผ่านฟ้าลีลาศ จากนั้นได้ไปถวายบังคม ที่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่หน้าเวทีนปช. จากนั้น ท่านผู้หญิงวิระยา พร้อมด้วยแกนนำคนเสื้อแดง แนวร่วม อดีตส.ส.พรรคพลังประชาชน และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคน ได้ร่วมกันนำคนเสื้อแดงที่ชุมนุมอยู่ทั้งหมด ร่วมกันกล่าวปฏิญาณตนว่าจะมีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ก่อนที่ทั้งหมดจะจุดเทียนชัยถวายพระพร แล้วร่วมกันร้องเพลงสดุดีมหาราชา
ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการจุดเทียนชัยถวายพระพร นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง ได้ขึ้นเวทีบอกกับคนเสื้อแดงว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.50 น. ได้ควบคุมตัว จ่าสิบเอกสรศักดิ์ ประยูรศร ซึ่งเป็นนายทหารสังกัด ม. พัน 4 รอ. ที่ปลอมบัตรเป็นคนเสื้อแดง แฝงเข้ามายังพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยเกรงว่า นายทหารคนดังกล่าว จะเข้ามาสร้างความปั่นป่วนระหว่างการชุมนุม จึงได้ให้การ์ดควบคุมตัวไว้ และติดต่อไปยังต้นสังกัด เพื่อให้มารับคนของตัวเอง และอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป
จากนั้น เวลา 20.30 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้ขึ้นเวที และกล่าวปราศรัย โจมตี นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี อย่างหนักหน่วงและเข้มข้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังคงเกิดเหตุระเบิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จ.นนทบุรี เขตประกาศใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หลังจากก่อนหน้านี้ เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) แห่งใหม่กลางดึกคืนวันเสาร์ที่ 20 มีนาคม และเมื่อบ่ายวันที่ 22 มีนาคม เกิดเหตุมือมืดยิงระเบิดเอ็ม 79 ถล่มกระทรวงสาธารณสุข สถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ 2 ลูก
เมื่อเด็กน้อย ณ โพเดียม พ่อหล่อหลักลอยเริ่มกร่าง แล้วจะเรียกว่าอะไรดี
ที่มา thaifreenews
น่าแปลกที่ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร ส่งทหารและตำรวจเข้าไปภายใน
และบริเวณโดยรอบรัฐสภา
โดยมิได้มีการปรึกษาหารือกับ ประธานรัฐสภา มาก่อน
ทั้งๆ ที่อำนาจและความรับผิดชอบต่อรัฐสภานั้นเป็นอำนาจ
และความรับผิดชอบโดยตรงของประธานรัฐสภา
นี่จึงเท่ากับแสดงว่า อำนาจบริหาร วางบทบาทเหนือ อำนาจนิติบัญญัติ
นี่จึงเท่ากับบ่งชี้ว่า การที่ประมุขฝ่ายบริหารไปพำนักอาศัยอยู่ภายในค่ายทหารอย่างยาวนาน
จึงติดความเคยชินจากอำนาจของทหารมาอย่างหนึ่ง
เป็นความเคยชินที่จะวางตนเหนือกว่าผู้อื่น
ที่ทหารสามารถวางตนเหนือกว่าผู้อื่นได้ ปัจจัย 1 เพราะว่ามีอาวุธอยู่ในมือ
ปัจจัย 1 เพราะกองทัพมีการจัดตั้งภายใต้ระเบียบวินัยอันแข็งแกร่ง
จริงอยู่ ทหารเป็นเช่นนี้ แต่คำถามคือ รัฐบาล เป็นเช่นนี้หรือ
แบบนี้จะเรียกเธอว์ว่าอย่างไรดีวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7056 ข่าวสดรายวัน
ด้วยอำนาจแห่งพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ นายกรัฐมนตรี สามารถส่งกำลังทหารและตำรวจไปประจำการอยู่ ณ จุดใดก็ได้
เป็นการสั่งการในนามของ "ความมั่นคง"
กระนั้น การสั่งการให้ตำรวจและทหารเข้ารักษาความปลอดภัยในพื้นที่และบริเวณโดยรอบของทำเนียบรัฐบาลมิได้เป็นเรื่องแปลก
เพราะว่าอยู่ในอำนาจของ "ฝ่ายบริหาร"
เช่นเดียวกับการสั่งการให้ตำรวจและทหารเข้ารักษาความปลอดภัยที่กระทรวงสาธารณสุขระหว่างประชุมครม.ก็มิได้เป็นเรื่องแปลก
เพราะว่าอยู่ในอำนาจของ "ฝ่ายบริหาร"
แต่การที่ นายกรัฐมนตรี หรือ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ทหารและตำรวจเข้าไปรักษาความปลอดภัยในและบริเวณโดยรอบของรัฐสภา กำลังกลายเป็นเรื่องแปลก
เพราะว่า "รัฐสภา" อยู่ในความรับผิดชอบ "ฝ่ายนิติบัญญัติ"
โดยระบบแห่งระบอบประชาธิปไตยแยกอำนาจออกเป็น 3 ฝ่ายที่แม้จะสัมพันธ์กันแต่ก็ดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระ
1 คือ อำนาจนิติบัญญัติ ทำหน้าที่ออกกฎหมาย
1 คือ อำนาจบริหาร ทำหน้าที่บริหารไปตามที่อำนาจนิติบัญญัติได้กำหนดเอาไว้โดยผ่านกระบวนการของกฎหมาย
1 คือ อำนาจตุลาการ ทำหน้าที่เพื่อแสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์
ภายใน 3 อำนาจนี้ 2 อำนาจแรกมีพื้นฐานมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และดำเนินการไปตามที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน
ขณะที่ 1 อำนาจหลังกระทำภายใต้พระปรมาภิไธย
ระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารมีการยึดโยงระหว่างกัน เพราะอำนาจบริหารต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภาและอยู่ภายใต้การควบคุมของอำนาจนิติบัญญัติ
ทั้ง 3 อำนาจนี้แม้จะสัมพันธ์กันแต่ก็ดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระ
น่าแปลกที่ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร ส่งทหารและตำรวจเข้าไปภายในและบริเวณโดยรอบรัฐสภา
โดยมิได้มีการปรึกษาหารือกับ ประธานรัฐสภา มาก่อน
ทั้งๆ ที่อำนาจและความรับผิดชอบต่อรัฐสภานั้นเป็นอำนาจและความรับผิดชอบโดยตรงของประธานรัฐสภา
นี่จึงเท่ากับแสดงว่า อำนาจบริหาร วางบทบาทเหนือ อำนาจนิติบัญญัติ
นี่จึงเท่ากับบ่งชี้ว่า การที่ประมุขฝ่ายบริหารไปพำนักอาศัยอยู่ภายในค่ายทหารอย่างยาวนานจึงติดความเคยชินจากอำนาจของทหารมาอย่างหนึ่ง
เป็นความเคยชินที่จะวางตนเหนือกว่าผู้อื่น
ที่ทหารสามารถวางตนเหนือกว่าผู้อื่นได้ ปัจจัย 1 เพราะว่ามีอาวุธอยู่ในมือ ปัจจัย 1 เพราะกองทัพมีการจัดตั้งภายใต้ระเบียบวินัยอันแข็งแกร่ง
จริงอยู่ ทหารเป็นเช่นนี้ แต่คำถามคือ รัฐบาล เป็นเช่นนี้หรือ
ไม่ว่าการประชุมรัฐสภาในวันที่ 24 มีนาคม จะดำเนินไปอย่างไร เรียบร้อยหรือไม่เรียบร้อย
แต่ที่แน่อย่างที่สุดก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประมุขฝ่ายบริหารคนแรกที่วางตัวเหนือกว่ารัฐสภา หรือประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างเห็นได้ชัด เป็นรูปธรรม
นี่คือ "อำนาจ" ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มาจาก "พลังแฝง" ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย
ณัฐวุฒิ : ถอดรหัส "ไพร่ - อำมาตย์"
ที่มา thaifreenews
แม้ว่าจะเป็นคำไทยที่บัญญัติใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ
แต่คำว่า "ไพร่" กลับมีการนำมาใช้เป็นวาทกรรมของคนเสื้อแดง โดยคนที่นำคำคำนี้มาใช้บนเวทีคนเสื้อแดงเป็นคนแรกคืออดีต "ดาวสภาโจ๊ก" ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
หลังจากที่เขาจุดพลุ "สงครามชนชั้น" โดยขมวดภาพคู่ต่อสู้ในเกมให้ชัดเจนสองมุมคือ "อำมาตย์" กับ "ไพร่"
น่าสนใจว่าชุดความคิดที่อยู่เบื้องหลังคำว่า "ไพร่" คืออะไร
ผมพูดเรื่องไพร่ เรื่องชนชั้นครั้งแรกที่เวที จ.นครราชสีมา เมื่อต้นเดือนมี.ค. 2552 ก่อนเดือนเม.ย.เลือด
พอวันรุ่งขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร) โทรศัพท์มาถามผมเฮ้ย ณัฐวุฒิ คุณพูดเรื่องอะไรไป
ผมก็บอกว่าเปล่านี่ครับ ก็ปราศรัยธรรมดา แต่พูดเรื่องชนชั้นนิดหน่อย
พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าคุณรู้มั้ยว่าสิ่งที่คุณพูดมีนักวิชาการสำคัญอีเมลมาหาผม มันใช่มาก
ถ้า ณัฐวุฒิ พูดแบบนี้ คนเสื้อแดงจะเพิ่มขึ้นมหาศาล จากนั้นที่ จ.ระยอง ผมก็พูดอีก
ท่านทักษิณ ก็นั่งฟัง
พอไปที่ จ.อ่างทอง คราวนี้ผมยกเรื่องรามเกียรติ์มาเปรียบเทียบ ว่าทศกัณฐ์ ที่คนมองว่าเป็นฝ่ายอธรรม ต้องแพ้พระราม ที่อยู่ฝ่ายธรรมะนั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่ เหตุผลที่ทศกัณฐ์พ่ายแพ้เพราะไปสู้รบกับชนชั้นสูงจึงถูกกลุ้มรุมทำร้ายในที่สุด
สิ่งที่ทำให้คิด คำว่า "ไพร่-อำมาตย์"
เริ่มต้นมาจากผมพิจารณาปรากฏการณ์การต่อสู้ครั้งนี้แล้วพบว่าเราไม่ได้กำลังต่อสู้กับรัฐบาล
มันไม่ใช่เรื่อง "ทักษิณ" "อภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ประชาธิปัตย์ หรือ ไทยรักไทย แต่คำถามใหญ่ของสังคมไทยคือใครควรจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในสังคมไทย
ก่อนการรัฐประหารมีหลายคน หลายอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ทหารกลุ่มเดียว มีกลุ่มพันธมิตรฯ ทำทาง พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) เดินสายใส่เครื่องแบบบรรยาย มีองค์กรอิสระทำงานให้ ศาลตุลาการทำอะไรแปลกๆ เราก็ตกใจว่าทำไมรัฐบาลพรรคเดียวที่มี 377 เสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์
แต่เหมือนตกอยู่ในวงล้อมของอะไรสักอย่าง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ไม่น่าจะมีอะไรล้มรัฐบาลได้
ยิ่งผมมาอยู่ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยิ่งรู้ว่ารัฐบาลขับเคลื่อนกลไกของรัฐไม่ได้เลย ง่อยเปลี้ยเสียขา เป็นอัมพาตไปหมด พอมาเป็นเสื้อแดง
ผมพูดเรื่อง "อำมาตยา" ชัดเจนที่สุด ต้นเดือนมี.ค. ที่เวที จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนช่วงเดือนเม.ย.เลือด
ทำให้เป้าอยู่ที่ "พล.อ.เปรม" วาทกรรมอำมาตยาก็เริ่มเคลื่อนตัวมา
ส่วนที่ว่าอะไรเป็นตัวชี้วัดว่าใครเป็น "ไพร่" ใครเป็น "อำมาตย์" นั่นคือรูปการณ์จิตสำนึก จิตสำนึกของไพร่ต้องยอมรับในความเสมอภาคและเท่าเทียม ไม่ดำรงชีวิตแบบอภิสิทธิ์ชน ไม่ใช้โอกาสที่ดีกว่าไปเบียดบังคนอื่นที่ด้อยกว่า ไพร่คือประชาชนธรรมดาที่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
อาจจะถามว่า คุณทักษิณ ก็เคยเข้าหา รสช. ที่มาจากรัฐประหาร
และได้ทำให้ "ทักษิณ" ได้สัมปทานธุรกิจดาวเทียมก็เป็นจิตสำนึกอำมาตย์
แต่ผมคิดว่า ในวันนั้น "ทักษิณ" เป็นนักธุรกิจ สิ่งที่คิดผลกำไร เมื่อเห็นคณะปฏิวัติ จึงเข้าไปหาในสายตาผมจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ผมไม่ใช่นักอุดมคติแต่เป็นนักมองความจริง
เพราะธุรกิจก็ทำแบบนี้ ไม่ใช่แค่ทักษิณ นายทุนใหญ่ๆ ก็ยืนข้างคนมีอำนาจทั้งนั้น
แต่สิ่งที่เราดูคือคุณทักษิณ ในวันที่เป็นนักการเมืองเขาทำอย่างไรมากกว่า ทำไมสังคมไม่ตั้งคำถามบ้างว่าทำไมนายอภิสิทธิ์ ถึงต้องเอาดอกไม้ไปให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้สมรู้ร่วมคิดในการยึดอำนาจ
ขณะที่วันที่คุณทักษิณ เป็นนักการเมืองก็เข้าพบ พล.อ.เปรม จะเป็นส่วนหนึ่งของรูปการณ์จิตสำนึกอำมาตย์ใช่หรือไม่ ผมคิดว่า แรกๆ ก็จริง แต่สุดท้ายเมื่อพบว่าไม่ใช่ เขาก็ปฏิเสธ และเลือกที่จะหันมาสร้างความแข็งแรงเติบโตให้แก่ประชาชน เส้นทางชีวิตของคนตอนเป็นสิ่งหนึ่งทำอะไร และตอนเป็นอีกสิ่งหนึ่งทำอะไร
ที่ถามว่าถ้าทักษิณ ไม่ขัดแย้งกับ พล.อ.เปรม ก็คงไม่มาเป็นไพร่ในแบบที่คนเสื้อแดงกำลังพูดถึง
ผมเห็นว่า สิ่งที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กับ พล.อ.เปรม ขัดแย้งกันไม่ใช่ตัวตนของทั้งสองฝ่าย
แต่สิ่งที่ "ทักษิณ" ทำกับสิ่งที่ พล.อ.เปรม อยากให้เป็นมันไปด้วยกันไม่ได้
"ทักษิณ" ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน และใช้อำนาจการบริหารที่เขาได้มาสร้างความเติบโตให้ชาวบ้านอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่ชนชั้นสูงมองว่าถ้าปล่อยให้ "ทักษิณ" ทำไปเรื่อยๆ ชนชั้นสูงกับชนชั้นล่างแคบลงๆ ต้องการให้มีคนจนไว้เพื่อให้เขาได้มีคนรวย ต้องการมีคนต่ำต้อยเอาไว้เพื่อให้เขาเป็นคนยิ่งใหญ่
ขณะที่ในประวัติศาสตร์กรณีคล้าย "ทักษิณ" ก็เคยมี ปรีดี พนมยงค์ ก็เป็นผลผลิตแห่งไพร่
ที่ต้องการให้ไพร่ด้วยกันเติบโต มีเค้าโครงเศรษฐกิจ แต่ชนชั้นสูงไม่เอาด้วยก็ต้องไป
เพราะบังอาจจะทำให้ไพร่เติบโต ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ก็ต้องไป
ไหนจะ จิตร ภูมิศักดิ์ เปลือง วรรณศรี กุหลาบ สายประดิษฐ์ อัศนี พลจันทร์ สังคมไทยสูญเสียคนเหล่านี้ไป
เพราะความคิดของคนเหล่านี้ต้องการจะผลักดันเพื่อนร่วมชนชั้นให้เติบโตขึ้น
ส่วนที่ถามว่า "ทักษิณ" เป็นเศรษฐี มีชีวิตหรูหราเป็นอำมาตย์ด้วยหรือไม่
ผมเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นไพร่ แต่เป็นไพร่ที่มีพลังในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง แล้วต้องการทำให้ไพร่ด้วยกันลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ แถมมีสมอง มีความฉลาดก็ร่ำรวยขึ้นมา
แต่ไม่ได้ลืมความเป็นไพร่ มันถึงอยู่ไม่ได้ ความ "รวย" ความ "จน" ไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดว่า
ใครเป็น "อำมาตย์" หรือเป็นไพร่ คนจนอย่างคุณชวน หลีกภัย สร้างภาพเป็นคนจน แต่ภูมิใจที่ได้ไปอยู่ในร่มเงาของอำนาจอำมาตย์ คนอย่างนี้ไม่ศรัทธาในอำนาจของประชาชน
คนจนจริงๆ จะไม่มีทางเป็น "อำมาตย์" ได้
ตีแผ่"อำมาตย์"ในความคิด"เสื้อแดง"
ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชำแหละเจตนาของการนำคำว่า "อำมาตย์" และ "ไพร่" มาปลุกผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ว่า แท้ที่จริงแล้วผู้พูดต้องการสื่อถึงอะไร
ประวัติศาสตร์ความหมายของคำว่า "ไพร่" จะปรากฏในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ซึ่งความตอนหนึ่งระบุว่า ราษฎรของกษัตริย์ ถือเป็นว่าทาส โดยเรียกว่า 'ไพร่' 'ข้า' ไม่คิดว่าเป็นมนุษย์ ประกาศฉบับนั้นใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรงมาก และมีการใช้คำเรียกพระเจ้าแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 7 ว่า
"กษัตริย์" ไม่ได้ใช้คำว่า "พระมหากษัตริย์"
ขณะที่สถานการณ์ในช่วงหลัง ถ้าดูนักวิชาการที่ติดตามตัว "ทักษิณ" โดยเฉพาะ นายจักรภพ เพ็ญแข หรือแม้แต่นักวิชาการอิสระในมหาวิทยาลัย พูดถึงว่า การปฏิวัติเมื่อสมัยปี 2475 ยังไม่ได้เสร็จสิ้น จึงมีความพยายามจะทำให้ปฏิวัติเมื่อปี 2475 สมบูรณ์ ซึ่งผมคิดว่าคนกลุ่มนี้จะทำให้สมบูรณ์ในปี 2553 เพราะฉะนั้น คือเหตุผลที่หยิบคำว่า "ไพร่" ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วตราหน้าผู้ที่มาชุมนุมว่า "ไพร่"
มูลทางภาษา และมิติทางประวัติศาสตร์ คำว่า "ไพร่" ปรากฏอยู่ในเอกสารลายลักษณ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่เป็นภาษาไทย ก็คือในศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยพ่อขุนรามคำแหง
แต่ไม่ได้ใช้คำว่าไพร่ตัวเดียว ใช้คำว่า "ไพร่ฝ้า" ซึ่งคำว่า "ฝ้า" สอดคล้องกับคำว่า "ฟ้า" เพราะฉะนั้นไพร่ฝ้าก็คือไพร่ฟ้า
สมัยอยุธยา มีระบบ "มูลนาย" "ไพร่" คือประชาชน แต่ "ไพร่" นั้นต้องสังกัด "มูลนาย"
แล้วจะต้องโดนเกณฑ์แรงงาน ไม่ใช่อิสรชน และ "ไพร่" จะเป็นกำลังสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจ
และการเมืองให้แก่ชนชั้นมูลนาย
โดยชนชั้นมูลนายประกอบด้วย เจ้าและขุนนางชั้นสูง ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ก็คือ อำมาตย์ และ เสนาบดี
ซึ่ง "อำมาตย์" คือกลุ่มข้าราชการพลเรือน ส่วน "เสนาบดี" คือ ขุนนางฝ่ายทหาร
ระบบ "มูลนาย" "ไพร่" ล่มสลายในสมัยรัชกาลที่ 5 ในปี 2425 ทำให้ "ไพร่" ไม่ต้องสังกัด "มูลนาย" ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน ไม่ต้องขึ้นกับใคร เพราะฉะนั้น ไพร่ก็เปรียบสถานภาพเป็นอิสรชนหรือประชาชนทั่วไปที่มีเสรีภาพในการทำมาหากิน
ดังนั้น คำว่า "ไพร่" ในความหมายระบบศักดินาจึงไม่มีมาตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ระบอบที่กษัตริย์ยังครองอำนาจยังคงดำรงอยู่เรื่อยมา
จนกระทั่งถึงปี 2475 ในความรู้สึกของคนโดยเฉพาะ "คณะราษฎร" รู้สึกว่าสังคมในขณะนั้นยังมีการแบ่งชนชั้นกันอยู่ ถึงแม้ "ไพร่" ไม่ได้เป็นคู่ตรงข้ามกับ "มูลนาย" แต่คณะราษฎร ยังคงเล่นกับคำว่า "ไพร่" อยู่
คำประกาศในคณะราษฎร ฉบับที่ 1 มีการใช้คำว่า "ไพร่" เล่นคู่ตรงข้ามกับ "กษัตริย์" หรือ "เจ้า" อาทิเช่น "รัฐบาลใช้ยึดทรัพย์ หรือถ้าไม่มีเงินก็ใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินสุข"
กลุ่มปัญญาชนที่เป็นพลังความคิดให้เสื้อแดง คิดที่จะสืบสานเจตนารมณ์คณะราษฎร
ที่จะทำให้การปฏิวัติในปี 2475 เสร็จสมบูรณ์แบบ จึงได้เลือกใช้คำว่า "ไพร่" ขึ้นมา
ผมคิดว่าไม่มีใครกล้าที่จะพูดขึ้นมาตรงๆ เมื่อไม่สามารถใช้คำว่า "เจ้า" ได้ จึงอำพรางไปใช้คำว่า "อำมาตย์"
การบิดเบือนความหมายคำว่า "อำมาตย์" มีความพยายามที่จะบอกว่าอำมาตย์นั้นคือประธานองคมนตรี ถ้าจะหมายถึงองคมนตรีจริงๆ ทำไมไม่ใช้คำว่า "องคมนตรี" เลย
ทำไมต้องไปหาคำอื่น แสดงว่า "อำมาตย์" ในความหมายกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ได้ใช้อำมาตย์ในความหมายดั้งเดิม แต่เป็นความหมายที่เลือกใช้รูปของคำนี้ เพื่อที่จะไปสื่อความหมายอีกคำหนึ่ง เนื่องจากไม่สามารถใช้รูปคำของความหมายอีกคำหนึ่งนั้นได้
โดยเฉพาะคำพูด "ทักษิณ" นั้น ชัดเจนในการกระทำและความคิด
โดยถ้าหากย้อนกลับไปดูเนื้อหาในการวีดิโอลิงค์
ข้อความตอนหนึ่งที่ "ทักษิณ" โฟนอินคุยกับคนเสื้อแดงว่า
"พี่น้องต้องลุกขึ้นสู้ อำมาตย์ไม่อยากเห็นคนหายจน ไม่อยากเห็นลูกหลานฉลาด เพราะอย่างนี้เราถึงต้องพึ่งพาอำมาตย์ตลอดชีวิต ถ้าประชาชนเป็นฝ่ายชนะ เป็นการปลดแอกตนเองให้พ้นจากอำมาตย์ทั้งหลายที่มาบังคับให้เราโง่บังคับให้เราจนต่อ"
นัยของความหมายไม่แตกต่างกันนัก ผมคิดว่าคุณทักษิณ ไม่ได้ทำงานคนเดียว มีกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงที่ร่วมทำงานของกระบวนการที่อยู่ในความคิดนี้ แล้วเป็นความคิดที่นำมาสู่การคิดที่ชัดเจนมากขึ้นถึงกระบวนการต่อสู้ทางชนชั้น
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20100325/106816.html