WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 26, 2010

เมื่อรัฐบาลบอกว่าไม่มีอาวุธ (ภาพแอบถ่ายที่เขาดิน)

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

by ที่ระลึก_Thaila...

บทความพิเศษ :


ถึงแม้ว่าทหารที่มา ล้อมรัฐสภาได้ถอนกำลังออก

ไปเกือบหมดแล้ว และยังมีบางส่วนตรึงกำลัง

เพื่อที่จะปฎิบัติหน้าที่เฝ้าระวังต่อไป

เมื่อ วันที่ 25 มี.ค 53 ที่ผ่านมา ทีมข่าว DNN ได้

เข้าไปสังเกตุการณ์ในบริเวณเขาดิน และได้เห็น

สิ่งผิดปกติเมื่อพบอาวุธ ที่วางอยู่กับพื้นนั่นคือ ปืนลูกซอง

เป็นจำนวนมาก ซึ่งตรงกันข้ามกับ


รัฐบาลที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ทหารและตำรวจไม่มีอาวุธมา

แต่หลักฐานและภาพถ่ายปรากฎชัดเจนว่า วันนี้มีการนำอาวุธ

เข้ามาจริง และเก็บซ่อนมิดชิด ไว้ในบริเวณเขาดิน


ซึ่งตามรายงานบอกมาด้วยว่า มีการเตรียมแก๊สน้ำตา

ผูกห้อยไว้ กับเชือก ซ่อนไว้ตรงประตูรั้วของเขาดิน เพื่อที่จะ

สามารถเอาออกมาใช้ได้ กรณีมีผู้ชุมนุมหรือใครก็ตามบุกเข้ามา

อาจจะเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อที่จะมองภาพของทหาร

ว่าไม่ได้พกอาวุธเข้ามา จริง ๆ แต่โดยเนื้อแท้แล้ว

การใช้อาวุธ ยังอยู่ในความคิดของทหาร ผู้ที่จะมาทำร้ายประชาชน

โดยไม่ได้คำนึงถึง ความถูกต้อง เพียงเพื่อคำสั่งของรัฐ


ที่ต้องการจะรักษาอำนาจตัวเองไว้

และ ความไม่ชอบมาพากลอีกอย่างหนึ่งก็คือ

การปกปิดแผ่นป้ายทะเบียนรถ ของทหาร เพื่อที่จะไม่ให้รู้ในสังกัด ของตน

เป็นสิ่งที่น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้ ว่าเหตุผลเพราะอะไร

มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมีการสังปราบปราม

ก็จะหาต้นตอของหน่วยทหารที่ยิงประชาชนนั้นไม่ได้ และป้องกันการสืบค้นนั่นเอง

ทั้งหมดที่เห็นวันนี้ มีการ ลับ ลวง พราง เกิดขึ้น

และการที่จะสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นการล้อมปราบประชาชน

การเข้ามาแทรกซึมในหมู่คนเสื้อแดง

การใช้แดงปลอมมาทำร้ายคนเสื้อแดง เป็นต้น

วันนี้รัฐบาล สมุนอำมาตย์ที่เป็นร่างทรง

กำกับโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของตนเอาไว้

เมื่อความจริงปรากฎ เชื่อได้ว่า

รัฐบาลนี้ โกหกประชาชน

และไม่สมควรที่จะอยู่บริหารประเทศนี้ต่อไปได้อีกแล้ว

ต้อง คืนอำนาจให้กับประชาชนแล้วมาตัดสินกันใหม่ดีกว่า

ทีมข่าว DNN

ที่มา : http://www.thailandmirror.com/vlog/index.php/the-news/560-2010-03-26-08-06-07


http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/32647

แดงสู้ได้ดีเจ๋งเกินคาด ขอเสนอกลยุทธ์รายสัปดาห์สู้กับรัฐบาลโจร และทหารเผด็จการ...

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

by เสรีชน

แดงสู้ได้ดีเจ๋งเกินคาด ขอเสนอกลยุทธ์รายสัปดาห์สู้กับรัฐบาลโจร
และทหารเผด็จการแบบได้เนื้อๆ


ชกได้ดีเกินคาด วางรูปมวยดี การ์ดรัดกุมแน่น แดงดูเหมือนมวยวัด
แต่พอขึ้นเวที ผมแทบช็อค แดงมันมวยเวทีเมดิสันสแควร์ การ์เด้นชัดๆ นั่นว่ากันขนาดนั้นเลย
ผมเองเคยประมาณการณ์ให้พวกเราถอยให้เร็วในหนึ่งสัปดาห์
แต่ก็คาดผิด ประเมินผิด เราแข็งแกร่งกว่าที่ผมคิดมาก
และเมื่อมวลชนตกลงลุยเดินหน้าสู้ต่อไปจนกว่าจะได้ชัยชนะแล้ว
พวกเราว่าคำไหนคำนั้น เดินไปด้วยกัน แดงด้วยกัน ล้มด้วยกัน ลุกด้วยกัน กอดคอชนะด้วยกัน

สิ่งที่เสื้อแดงควรจะทำต่อไป

1.สร้างข่าวในระดับนานาประเทศ
เมื่อสหภาพรัฐสภาที่มีผู้แทนจาก สภาประเทศต่างๆ ร่วมร้อยประเทศมาประชุมในประเทศไทย
ก็ต้องชิงจังหวะนี้ ดึงกระแส ดึงไทยแลนด์สู่เวทีสากล ส่งตัวแทนยื่นหนังสือฟ้องสหภาพรัฐสภาโลก เราไม่แห่กันไปเป็นแสนคน แต่เอาตัวแทนไปสักสิบคน หนังสือของเรามีสองเรื่องที่ต้องทำ คือ รัฐบาลไทยเป็นเผด็จการอย่างไร
ทหารแทรกแซงการเมืองบัญชาการอย่างไร
ประธานองคมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร
การสนับสนุนความแตกแยกในประเทศอย่างไร
และที่สำคัญ ชี้ให้เห็นว่า ศาลไทยไม่ใช่ศาลยุติธรรมในยามปกติ
อำมาตย์เข้าครอบงำอย่างไร ดร จา ต้องไม่ไปเสียเวลานอกประเด็นกับ
การอ้างอนุสัญญากรุงเจนีวา เรื่องการปราบปรามม็อบ ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ รัฐบาลและทหารปล้นประชาธิปไตยอย่างไร ศาลได้รับการแทรกแซงอย่างไร

2. สร้างกำลังใจให้ผู้ชุมนุม นำภาพการถอนทหารจากสภามาแสดงบนเวที นำมติของวุมิสภาเรียกร้องทหารถอนจากสภามาอ่านให้คนที่มาชุมนุมฟัง
และการประกาศถอยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ต้องใช้การเยาะเย้ยถากถาง ยั่วเย้า ถ่มถุย แบบเดียวกับที่ ปชป ทำ
แต่ห้ามโกหก แค่นี้ กำลังใจประชาชนก็จะมาแล้ว
เพราะเขารู้ว่าเขาสู้แบบมีหวัง มีลุ้น ไม่ใช่ไม้ตายซาก

นอกจากนั้น ต้องใช้ข่าวต่างประเทศที่เป็นประโยชน์กับเรามาเผยแพร่ อาทิ
ข่าวมอนเตรนิโกรไม่สนรัฐบาลไทย ไม่จับทักษิณมาแถลง
ข่าว นสพ Chirstian Science Monitor ด่าสื่อไทยว่า อคติ ลำเอียง ยัดเยียด
สิ่งที่เผด็จการบอกให้คนดูโง่ตามเผด็จการ ข่าวทหารแพ้ที่เขมร รายงานข่าวเขมรว่า ทหารตายมากมายจากการประทะเขมร แล้วถามว่า
ทหารบูรพาพยัคฆ์หลบไปไหนให้ชาติเล็กดูถูก ถ้าแดงได้เป็นรัฐบาลจะไม่ยอมให้ศักดิ์ศรีของชาติโดนทำลายแบบคนหนีทหารอย่างนายอภิสิทธิ์

3. ปลุกกระแสต้านเปรมต่อไป ใช้ภาพคนต้องก้มกราบเปรม มันไปเยี่ยมตุ๊ดที่พัทยา ภาพมันตรวจแถวทหารหลังการรัฐประหาร 19 กันยา ภาพและเสียง รัฐบาลนี้ ผมเชียร์ ภาพหนังสือที่เปรมเซ็นให้พลเอกปฐมพงษ์ขึ้นเวที
เทปลับสั่งศาล ภาพการล้อมปราบหน้าบ้านเปรม
ภาพ ผบ ชน ต้องเข้ากราบเปรม ไม้เปรม เป็นไม้เด็ด และหลักฐานที่ดินเขาสอยดาว

4. กระจายเทปเสียงมาร์กสั่งฆ่าประชาชนให้แพร่หลายไปให้มากที่สุด
เพื่อประชาชนจะได้รู้ความจริงว่า รัฐบาลนี้เผด็จการเพียงไร

วันนี้ สถานการณ์ดีขึ้นมาก ไทยรัฐ มติชนให้พื้นที่ข่าว
และคำสัมภาษณ์แดงมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
สื่อแทบจะจับได้ว่าการยิงการวางระเบิดถี่ขึ้นทุกวันเกิดจากพรรค ปชป
และทหารทำเองทั้งนั้น จึงไม่อาจสร้างความชิงชังจากคน กทม ต่อคนเสื้อแดงได้เลย นอกจากนี้ .

รัฐบาลยังได้ทำข้อผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าในการทำสงครามจิตวิทยามากมาย จากการโกหกใส่ร้ายเสื้อแดงที่โดนจับได้ทุกวัน นี่คือ
โอกาสในท่ามกลางวิกฤติ งานนี้ ผู้รักชาติชนะแน่ ขอเพียงอึดอีกนิด
เมื่อจะใช้สงบ สันติ อหิงสา สงครามก็ต้องลากยาวกันบ้าง
แต่สุดท้ายแล้ว งานนี้คุ้มค่าการตากแดด ตากฝน ทนร้อนแน่นอน


http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/32627

วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2553

“สปาร์ตาคัส”และไพร่ไทยปัญหาชนชั้นและความอยุติธรรม

จับตาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินคืนนี้

"ไทม์ส"ชี้คนไทยเบื่อหน่าย2ขั้ว รอในหลวงทรงมีพระราชวินิจฉัย

"จตุพร"ลั่น27มี.ค"ปลดแอก"รัฐทหาร" ปลุกแดงรวมตัวราชดำเนินมากสุด เมินไปบ้าน"ป๋า"บอกมีแต่ตะแบกสีม่วง

ตท.10โต้ยิงอาร์พีจีถล่มกห.จวก"อนุพงษ์"เลิกยุ่งการเมืองได้แล้ว ทำกองทัพเสื่อมศักดิ์ศรี รับใช้"สุเทพ"

ระทึก! ระเบิดป่วนเมือง วาง "บึ้ม"22 ครั้งในรอบ 1 เดือนเย้ย พ.ร.บ.รักษาความมั่นคง

เสื้อแดงใช้เลือดผสมคอนกรีตหล่อรูปปั้นวีรบุรุษ"นวมทอง"

เปิดใจ ‘ไพร่กรุงเทพฯ’

2 ฟากของ สื่อ

สู้ยืดเยื้อ

ไม่ไหวจะเคลียร์

นพดลฉะมาร์ค ปูดเงื่อนไข ดิสเครดิตแดง

ปชป. 240 เสียง?

มุกแป้กซ้ำรอยภุชงค์1800 ประธานชมรมนักธุรกิจต้านเสื้อแดง ที่แท้คนปชป.เคยสุมหัวพธม.ไล่แม้ว

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 มีนาคม 2553

ข่าวเกี่ยวเนื่อง:อดีตผู้นำนศ.6ตุลาคลั่งยุปราบเศษมนุษย์เสื้อแดง สวมหัวโขนนักธุรกิจร่อนแถลงการณ์ต้านยุบสภา

หลังจากยิงมุกแป้กกับการเปิดตัวชุมชนคนกรุงเทพฯ1,800ชุมชนต่อต้านการชุมนุมของเสื้อแดงเพราะถูกจับได้ว่านายภุชงค์ กนิษฐชาต ประธานกลุ่ม เคยเคลื่อนไหวกับพันธมิตรปิดทำเนียบปิดสนามบินมาก่อน วันนี้่มีการเปิดมุกใหม่อ้างตัวเป็นชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย แต่แล้วก็ซ้ำรอยเดิม เมื่อพบว่าประธานชมรมฯเป็นส.ก.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเคยมีบทบาททางการเมืองขับไล่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรมาแล้ว

ทั้งนี้ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยคือนายสมเกียรติ หอมละออ นอกจากมีนามสกุลเดียวกับนายสมชาย หอมละออ นักสิทธิมนุษยชนที่เคลื่อนไหวให้ท้ายพันธมิตรเป็นปี่เป็นขลุ่ยแล้ว ก็ยังเป็นประธานสภาเขตบางคอแหลม สมาชิกสภาเขต สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และัเคยเคลื่อนไหวขับไล่อดีตนายกฯทักษิณมาก่อนหน้านี้

สก.เขตบางคอแหลมสังกัดปชป.มาด้วย?

สื่อบางค่าย คือคมชัดลึก และกรุงเทพธุรกิจเครือเนชั่นรายงานด้วยว่า ชมรมฯดังกล่าวยังมีนายสมเกียรติ อโนทัยสินทวี อายุ 53 ปี เข้าร่วมด้วย

ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่านายสมเกียรติ อโนทัยสินทวี เป็นสมาชิกสภาเขตบางคอแหลม สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ (ดูรายละเอียด)


ทั้งนี้เมื่อเวลาประมาณ 12.00น. นายสมเกียรติ หอมละออ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย นำคณะนักธุรกิจและเจ้าของกิจการกว่า 30 คน เดินขบวนพร้อมแถลงจุดยืนชมรม หน้าบริเวณตึกสีลมคอมเพล็กส์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม โดยจุดยืนของชมรมดังกล่าวคือ สนับสนุนการชุมนุม และแสดงความคิดเห็นแนวทางของประชาธิปไตย เฉพาะในกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมถึงต่อต้านและประณามการใช้ความรุนแรง หรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่สะท้อนถึงความรุนแรง อีกทั้งยังไม่สนับสนุนและขอประณามการใช้ความเหลื่อมล้ำของฐานะของประชาชน มาสร้างเงื่อนไขถึงสงครามชนชั้น

โดยแถลงการณ์หลักๆ สรุปได้ว่า 1.ไม่ต้องการให้มีการยุบสภา เพราะเลือกตั้งมาอย่างถูกต้อง และจัดตั้งรัฐบาลอย่างถูกต้อง 2.สนับสนุนการชุมนุมแสดงความคิดเห็นตามแนวทางประชาธิปไตย เฉพาะในกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ โดยไม่ควรละเมิดสิทธิของพี่น้องชาวไทยร่วมชาติ เช่น การกีดขวางการจราจร 3.ชมรมประกาศจุดยืนต่อต้านและประณามการใช้ความรุนแรง หรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่สะท้อนถึงความรุนแรง 4.ไม่สนับสนุนและขอประณามการใช้ความเหลื่อมล้ำของฐานะของประชาชนสร้างเงื่อนไข "สงครามชนชั้น" เพราะเป็นการสร้างความแตกแยกในสังคม



สำหรับแถลงการณ์ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย มีรายละเอียดดังต่อไปนี้


ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย คือกลุ่มนักธุรกิจเอกชนที่มีอุดมการณ์รักชาติ และรักระบอบประชาธิปไตย มีความเชื่อว่า นักธุรกิจและประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมต้องการความสงบ และต้องการประชาธิปไตยแท้ในแผ่นดิน ดังที่ได้รณรงค์กิจกรรม “สีลม สีเขียว” ในการสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ชมรมฯขอประกาศจุดยืน ดังต่อไปนี้

1. เรารักประชาธิปไตย เราไม่ต้องการให้ “ยุบสภา” สภาผู้แทนฯชุดนี้ได้รับการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้อง และจัดตั้งรัฐบาลอย่างถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน และสภาผู้แทนฯชุดเดียวกันตั้งแต่รัฐบาล ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช ฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนถึง ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีเหตุผลใดๆที่จะยุบสภาในขณะนี้ รัฐสภานี้มีอายุจำกัดตามหลักประชาธิปไตย อย่างช้า ปลายปี 2554 ก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนตามวาระอยู่แล้ว

2. ชมรมฯ ขอสนับสนุนการชุมนุมแสดงความคิดเห็นตามแนวทางประชาธิปไตย เฉพาะในกรอบของกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ไม่ควรละเมิดสิทธิ์ของพี่น้องชาวไทยร่วมชาติ เช่น การกีดขวางการจราจร เป็นต้น การเอื้อให้คนไทยสามารถทำมาหากินกันได้ตามปรกติ ไม่เป็นปัญหาต่อการท่องเที่ยว และการลงทุน จะทำให้ประชาชนไทยมีรายได้ดี การจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนสะพัด และเป็นผลดีต่อคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง

3. ชมรมฯประกาศจุดยืนต่อต้านและประณามการใช้ความรุนแรง หรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่สะท้อนถึงความรุนแรง ชมรมฯเห็นว่า คนไทยพึงรักสามัคคี ไม่เป็นศัตรูกัน การใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายกัน การวางระเบิด การยิงระเบิด หรืออื่นๆ เลือดเนื้อของคนไทย ไม่ว่าฐานะอย่างไร สวมเสื้อสีใด ก็เป็นคนไทยทั้งสิ้น พึงรู้รักสามัคคี ไม่ควรมีใครยุยงแบ่งแยกให้เกลียดชังหรือทำร้ายกัน

4. ชมรมฯ ไม่สนับสนุนและขอประณามการใช้ความเหลื่อมล้ำของฐานะของประชาชนสร้างเงื่อนไข “สงครามชนชั้น” ชมรมฯ ประกอบด้วยนักธุรกิจทุกระดับ เรามีฐานะที่พัฒนาเติบโตมาด้วยพระคุณแผ่นดินไทย ได้รับสิทธิและเสรีภาพในระบบเศรษฐกิจเสรี ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขมายาวนาน ไม่เห็นเป็นปัญหาการปิดกั้นโอกาสจากปัญหาการแบ่งชนชั้นแต่อย่างใด กลับเห็นว่านักธุรกิจการเมืองบางยุคบางสมัยนำการทำธุรกิจโดยเอื้อกิจการของตนและพวกพ้อง จนมีฐานะร่ำรวย ทั้งที่เปิดเผย ซุกซ่อนผ่านคนใกล้ชิด และซุกซ่อนในต่างประเทศอันผิดรัฐธรรมนูญ ชาวไทยไม่ควรที่จะหลงเชื่อว่ามีปัญหาแบ่งแยกชนชั้นในสังคม ความคิดแบ่งแยกชนชั้นเช่นนั้นมักเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายๆประเทศ โดยมักนำไปสู่ความยากจนทั่วกัน เช่นในเวียดนามเหนือ หรือเกาหลีเหนือ ประชาชนก็มีฐานะยากจนกว่าเวียดนามใต้ หรือเกาหลีใต้ที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจเสรีที่ประชาชนมีสิทธิและโอกาสเท่าเทียมกัน ไม่สร้างความรู้สึกแตกแยกของชนชั้นในสังคม

5. ชมรมฯรณรงค์เชิญชวนให้ชาวไทยทุกฐานะ ทุกจังหวัด ร่วมแสดงจุดยืนต้องการความสงบสุข และความรักสามัคคีในแผ่นดิน ด้วยการร่วมกันประดับธงชาติที่บ้าน หรือรถยนต์ เพื่อส่งเสริม ความรัก การให้อภัยกัน และการมองกันในแง่ดีด้วยหัวใจความเป็นไทยทุกคน

ชมรมฯขอรณรงค์ให้ชาวไทยร่วมใจรักสามัคคี ร่วมรักษาความสงบร่มเย็น ประชาธิปไตย และความชอบธรรมในแผ่นดิน เพื่อความสันติสุขและความเจริญยั่งยืนตลอดไป

อดีตผู้นำนศ.6ตุลาคลั่งยุปราบเศษมนุษย์เสื้อแดง สวมหัวโขนนักธุรกิจร่อนแถลงการณ์ต้านยุบสภา

ที่มา Thai E-News



6ตุลาฯแปรธาตุ-ผมอึดอัดจริงๆปล่อยให้เสื้อแดงป่วนอยู่ได้ รัฐบาลก็เฉยทั้งที่มีกฎหมาย มีอำนาจในมือ พันธมิตรก็ไม่ยอมออกมา แบบนี้คนกรุงเทพฯก็ต้องออกมาจัดการกันเองซะแล้วหละครับ-พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ แกนนำชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย พูดทางวิทยุFM92.25


ไอ้คลั่งยุฆ่าเศษมนุษย์เสื้อแดง-สมัยคานธีเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษสำเร็จ เกิดการแตกแยกระหว่างชาวฮินดูกับชาวอิสลามถึงขั้นแยกเป็น2ประเทศ เพราะมีชาวฮินดูคนหนึ่งทนไม่ไหวขว้างก้อนหินใส่ชาวอิสลาม จึงเกิดการจลาจลสังหารหมู่กันขึ้น เมืองไทยเราก็ต้องทำแบบอินเดียแล้วหละครับ วันเสาร์27นี้หากพวกเศษมนุษย์เสื้อแดงไปก่อความวุ่นวายที่ไหน พวกเราต้องออกมาตามซอกซอยต่างๆตัดตอนตลบหลังมันแล้วเอาแบบอินเดียเขาทำ ให้มันตายกันเป็นเบือไปเลย-สุนันท์ ศรีจันทรา นักธุรกิจ อดีตคนเดือนตุลาฯกล่าวทาง92.25 เวลาราว15.00น.วานนี้




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 มีนาคม 2553

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:แฉภุชงค์1,800 อดีตนักศึกษา6ตุลาฯ,สหายยุทธ,ยุวประชาธิปัตย์ สมุนอำมาตย์

พิเชียรอดีตผู้นำนักศึกษา6ตุลาแปลงร่างคลั่งยุปราบเสื้อแดง

นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ อดีตผู้นำนักศึกษายุค 6 ตุลาคม 2519 ได้ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนรัฐบาลไม่ให้ยุบสภา และโจมตีความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ในนามของชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยที่นายพิเชียรเป็นแกนนำอยู่

ชมรมนี้นอกจากนายพิเชียรแล้วก็มีนายประสาร มฤคพิทักษ์ ที่เข้าไปรับใช้เผด็จการ และได้รับตำแหน่งสว.สรรหาตอบแทน เคยเคลื่อนขบวนรถจากย่านสีลมเข้ามาสมทบกับพันธมิตรฯที่เคลื่อนไหวยึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบินมาก่อนในช่วงปี2551

นายพิเชียรเคยได้รับรางวัลจากเผด็จการให้เป็นกรรมการโทรคมคมแห่งชาติ(กทช.)แต่ต่อมาคณะกรรมการชุดนั้นล้มเลิกไป ปัจจุบันเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุทางคลื่นF.M.92.25 MHz ซึ่งมีบทบาทต่อต้านเสื้อแดง และทำตัวเหมือนวิทยุยานเกราะยุค6ตุลาฯคือผู้ดำเนินรายการบางคนอย่างนายสุนันท์ ศรีจันทรา ออกมาเร่งเร้าให้มีการจัดตั้งมวลชนปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดง แม้แต่การปะทะหรือการสังหารหมู่

นายพิเชียรจัดรายการเกี่ยวกับเศรษฐกิจในช่วงเวลาเที่ยงถึงบ่ายโมงเศษ โดยช่วงที่เสื้อแดงเข้ามาชุมนุม เขาได้แสดงความอึดอัดแบบเดียวกับนายสุนันท์ โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ยอมปราบปรามเสื้อแดง หรือสลายการชุมนุมแม้มีกฎหมายในมือ เขาจึงเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรออกมาจัดการกับเสื้อแดง

"แต่พันธมิตรก็ยังเฉยๆไม่ยอมทำอะไรเลย รัฐบาลก็เฉยทั้งที่มีกฎหมาย มีอำนาจในมือ แบบนี้คนกรุงเทพฯก็ต้องออกมาจัดการกันเองซะแล้วหละครับ"นายพิเชียรกล่าวปลุกระดมในการจัดรายการตอนหนึ่งเมื่อวานนี้ ทั้งนี้ในยุค6ตุลาคม2519 ซึ่งมวลชนฝ่ายขวาร่วมกับทหารตำรวจเข้าปราบปรามนักศึกษาที่จัดการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างนองเลือด

สุนันท์ ศรีจันทราคลั่งหนักยุมวลชนฆ่าหมู่"เศษมนุษย์เสื้อแดง"

ในคลื่นวิทยุเดียวกัน เวลา15.00 น.วานนี้ นายสุนันท์ ศรีจันทรา ซึ่งอ้างว่าเป็นคนเดือนตุลาอีกราย จัดรายการโดยโจมตีว่ารัฐบาลไม่ยอมปราบปรามคนเสื้อแดงทั้งที่พวกนี้เป็นม็อบรับจ้างทักษิณมาค่าหัววันละ200ตกดึกเมาเหล้าขาว เป็นแค่"เศษมนุษย์"ที่สร้างความปั่นป่วนเดือดร้อน ดังนั้นจึงขอสนับสนุนให้ชาวกรุงเทพฯออกมาระดมกำลังกันกวาดล้าง โดยยกตัวอย่างว่าสมัยคานธีเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษสำเร็จ เกิดการแตกแยกระหว่างชาวฮินดูกับชาวอิสลามถึงขั้นแตกแยกเป็น2ประเทศ เพราะมีชาวฮินดูคนหนึ่งทนไม่ไหวขว้างก้อนหินใส่ชาวอิสลาม จึงเกิดการจลาจลสังหารมหมู่กันขึ้น

"เมืองไทยเราก็ต้องทำแบบอินเดียแล้วหละครับ วันเสาร์27นี้หากพวกเสื้อแดงไปก่อความวุ่นวายที่ไหน พวกเราต้องออกมาตามซอกซอยต่างๆตัดตอนตลบหลังมันแล้วเอาแบบอินเดียเขาทำ ให้มันตายกันเป็นเบือไปเลย"นายสุนันท์กล่าว

มีรายงานว่านายพิเชียร ซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิยาลัยธรรมศาสตร์ขณะนั้น ไม่ได้อยู่ในที่ชุมนุม ภายหลังเขาอ้างกับเพื่อนที่ประสบชะตากรรมว่าวันเกิดเหตุนองเลือดนั้นเขา"ป่วย"อยู่ที่บ้าน อย่างไรก็ตามนายพิเชียรยังอาศัยดอกผลจากการเป็นคนเดือนตุลาคมออกมาเคลื่อนไหว โดยอ้างว่าเขาเป็นอดีตผู้นำนักศึกษาที่ผ่านการต่อสู้เพื่อประเทศและประชาชนมาโดยตลอด

สวมเสื้อชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยต้านยุบสภา


ล่าสุดวานนี้(25 มีนาคม )ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยของพิเชียรได้ ออกแถลงการณ์ไม่ต้องการให้ “ยุบสภา” ประณามการใช้ความเหลื่อมล้ำของฐานะของประชาชนสร้างเงื่อนไข “สงครามชนชั้น เชิญชวนให้ชาวไทยทุกฐานะ ทุกจังหวัด ร่วมแสดงจุดยืนต้องการความสงบสุข และความรักสามัคคีในแผ่นดิน" โดยมีรายละเอียด ดังนี้

0 0 0

แถลงการณ์ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 1/2553


ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย คือกลุ่มนักธุรกิจเอกชนที่มีอุดมการณ์รักชาติ และรักระบอบประชาธิปไตย มีความเชื่อว่า นักธุรกิจและประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมต้องการความสงบ และต้องการประชาธิปไตยแท้ในแผ่นดิน ดังที่ได้รณรงค์กิจกรรม “สีลม สีเขียว” ในการสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ชมรมฯขอประกาศจุดยืน ดังต่อไปนี้

1. เรารักประชาธิปไตย เราไม่ต้องการให้ “ยุบสภา” สภาผู้แทนฯชุดนี้ได้รับการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้อง และจัดตั้งรัฐบาลอย่างถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน และสภาผู้แทนฯชุดเดียวกันตั้งแต่รัฐบาล ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช ฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนถึง ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีเหตุผลใดๆที่จะยุบสภาในขณะนี้ รัฐสภานี้มีอายุจำกัดตามหลักประชาธิปไตย อย่างช้า ปลายปี 2554 ก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนตามวาระอยู่แล้ว

2. ชมรมฯ ขอสนับสนุนการชุมนุมแสดงความคิดเห็นตามแนวทางประชาธิปไตย เฉพาะในกรอบของกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ไม่ควรละเมิดสิทธิ์ของพี่น้องชาวไทยร่วมชาติ เช่น การกีดขวางการจราจร เป็นต้น การเอื้อให้คนไทยสามารถทำมาหากินกันได้ตามปรกติ ไม่เป็นปัญหาต่อการท่องเที่ยว และการลงทุน จะทำให้ประชาชนไทยมีรายได้ดี การจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนสะพัด และเป็นผลดีต่อคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง

3. ชมรมฯประกาศจุดยืนต่อต้านและประณามการใช้ความรุนแรง หรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่สะท้อนถึงความรุนแรง ชมรมฯเห็นว่า คนไทยพึงรักสามัคคี ไม่เป็นศัตรูกัน การใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายกัน การวางระเบิด การยิงระเบิด หรืออื่นๆ เลือดเนื้อของคนไทย ไม่ว่าฐานะอย่างไร สวมเสื้อสีใด ก็เป็นคนไทยทั้งสิ้น พึงรู้รักสามัคคี ไม่ควรมีใครยุยงแบ่งแยกให้เกลียดชังหรือทำร้ายกัน

4. ชมรมฯ ไม่สนับสนุนและขอประณามการใช้ความเหลื่อมล้ำของฐานะของประชาชนสร้างเงื่อนไข “สงครามชนชั้น” ชมรมฯ ประกอบด้วยนักธุรกิจทุกระดับ เรามีฐานะที่พัฒนาเติบโตมาด้วยพระคุณแผ่นดินไทย ได้รับสิทธิและเสรีภาพในระบบเศรษฐกิจเสรี ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขมายาวนาน ไม่เห็นเป็นปัญหาการปิดกั้นโอกาสจากปัญหาการแบ่งชนชั้นแต่อย่างใด กลับเห็นว่านักธุรกิจการเมืองบางยุคบางสมัยนำการทำธุรกิจโดยเอื้อกิจการของตนและพวกพ้อง จนมีฐานะร่ำรวย ทั้งที่เปิดเผย ซุกซ่อนผ่านคนใกล้ชิด และซุกซ่อนในต่างประเทศอันผิดรัฐธรรมนูญ ชาวไทยไม่ควรที่จะหลงเชื่อว่ามีปัญหาแบ่งแยกชนชั้นในสังคม ความคิดแบ่งแยกชนชั้นเช่นนั้นมักเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายๆประเทศ โดยมักนำไปสู่ความยากจนทั่วกัน เช่นในเวียดนามเหนือ หรือเกาหลีเหนือ ประชาชนก็มีฐานะยากจนกว่าเวียดนามใต้ หรือเกาหลีใต้ที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจเสรีที่ประชาชนมีสิทธิและโอกาสเท่าเทียมกัน ไม่สร้างความรู้สึกแตกแยกของชนชั้นในสังคม

5. ชมรมฯรณรงค์เชิญชวนให้ชาวไทยทุกฐานะ ทุกจังหวัด ร่วมแสดงจุดยืนต้องการความสงบสุข และความรักสามัคคีในแผ่นดิน ด้วยการร่วมกันประดับธงชาติที่บ้าน หรือรถยนต์ เพื่อส่งเสริม ความรัก การให้อภัยกัน และการมองกันในแง่ดีด้วยหัวใจความเป็นไทยทุกคน

ชมรมฯขอรณรงค์ให้ชาวไทยร่วมใจรักสามัคคี ร่วมรักษาความสงบร่มเย็น ประชาธิปไตย และความชอบธรรมในแผ่นดิน เพื่อความสันติสุขและความเจริญยั่งยืนตลอดไป

NGOsที่รักภาคพิสดาร(9):ภุชงค์ กนิษฐชาติ 1,800 ส.ยุทธ.,ยุวประชาธิปัตย์,สมุนอำมาตย์

ที่มา Thai E-News




โดย คุณรักเอ็นจีโอ ห่วงประชาชน
26 มีนาคม 2553

กรูว่าแล้ว !!!...หากแทงหวยคงรวยเป็นล้านไปแว๊ววว์!!!

กำลัง “ซุ่ม” ดูสถานการณ์ทางการเมืองของ “เสื้อแดง” ว่า จะเผด็จศึกมหาอำมาตย์ตอนไหน ?... กะว่า จะเข้าไปร่วมขบวนใหญ่กะเขาในวันที่ 27 มีนาคม 2553 นี้เหมียลล์กัลล์...กรูก็กลัวตกขบวนรถไฟสายประวัติศาสตร์อะนะ...

จู่ ๆ บรรดานักข่าวรายงานมาด่วน ความว่า “ไอ้เหี้ยม ม.ม้าหาย กื้ด”-ภุชงค์ กนิษฐชาต หางเหลืองโผล่ซะแว๊ววว์...ออกมาต้มตุ๋น หลอกลวงประชาชน โดยแอบอ้างว่ามีชาวบ้านจาก “1,800 ชุมชน” ในกรุงเทพฯ ไม่เห็นด้วยกะม๊อบเสื้อแดงอะนะ...(...กรูก็สงกะสัยว่า เพือกมันส์คง “ตาบอด” แน่ ๆ ที่มองไม่เห็นคน “ชุมชนกรุงเทพฯ” ทั้งนั้นที่มาโบกมือต้อนรับคน “ชนบทบ้านนอก” ...แต่อย่างว่าแหละ เมื่อรับ “จ๊อบ” เพือกมหาอำมาตย์มาแว๊ววว์ ก็ต้องทำให้ได้อะนะ แต่งานนี้ไม่ “เนียน” ว่ะสหายเอ๋ย !!!)

ความจริงเรื่องของ “ไอ้เหี้ยม ม.หาย หางเหลือง”-ภุชงค์ กนิษฐชาต เนี๊ยะนะ กะเอาไว้พูดถึงใน “ตอนจบ” ของมินิซีรีย์ชุดนี้ แต่อย่ากระนั้นเลย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แว๊ววว์...เมื่อแกว่งปากหาส้นตีนเอง ก็ช่วยไม่ได้อะนะ....

เรื่องมันส์ยาวอะนะ...ขอเริ่มแบบนี้ก็แว๊ววว์กัลลล์... “ไอ้เหี้ยม ม.หาย กื้ด”-ภุชงค์ กนิษฐชาต (...ที่เรียกว่า “ไอ้เหี้ยม ม.หาย กื้ด” เพราะเป็นโรคไซนัส หายใจฟืดฟาด ๆ กื้ดก๊าด ๆ ตลอดเวลาคุยกับคนอื่น สร้างความรำคาญมาก...) จะว่าไปแว๊วว์มันส์ก็เป็นคนที่มีความสามารถสูงอะนะ แต่เลือกใช้ในทางที่ผิด ใช้แบบผิดที่ผิดทางมาโดยตลอด ส่วนความ “เหี้ยม ม.หาย” พี่เค้าก็ระดับชั้น “เทพ” ก็น้อง ๆ “ไอ้ลิ้มโกเต๊ก” ลูกพี่ของมันส์อีกคนน่าแหละ...

ไอ้ “กื้ด” นี่หัวสมองใช้ได้ เรียนที่ ม.ธรรมศาสตร์ อะนะ ดูเหมือนจะ รหัสปี 2519 ประมาณนี้แหละ...หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็ตามสูตรอะนะ ก็ “เข้าป่าจับปืน” ร่วมกับ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” (พคท.) มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายยุทธ” (ส.ยุทธ) อยู่ที่ “เขตงานจังหวัดตาก” อะนะ(...ใครนึกภาพไม่ออก ก็ให้ไปดูหนังประวัติชีวิตของ “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” เรื่อง “คนล่าจันทร์” ตอนท้าย ๆ มีการพูดถึง “สหายยุทธ”นั่นแหละ ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์ นี่แหละ...) ...ต่อมาก็ราว ๆ ปี 2523 – 2525 เมื่อเกิดวิกฤติศรัทธา...ก็ตาม “สูตร” อีกนั่นแหละ...พี่เค้าก็ออกจากป่ากลับเข้าสู่เมืองเหมียลล์คนอื่น ๆ น่าแหละ...

เมื่อกลับเข้าเมือง “สหายยุทธ” ก็ดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตอยู่รอดอะนะ ทำงานหลายอย่าง เรียกว่าทำทุกอย่างน่าแหละ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเหี้ยม ๆ ม.หาย ...สมัยอยู่ในป่าแถวจังหวัดตาก มีเสียงกล่าวหาว่าไอ้สหายยุทธนี่ เคยทำระยำสัตว์ ถึงขนาด “ข่มขืนสหายหญิง” ในฐานที่มั่นอะนะ...

เรื่องนี้สหายเขตงานจังหวัดตาก เขารับกันไม่ได้เลยว่ะ(และเขตงาน 3 จังหวัด เค้าปิดกันให้แซ่ด)...เมื่อครั้งมีการประสานงาน เพื่อก่อสร้าง “สถูป” (อนุสรณ์สถานนักรบเขตงาน 3 จังหวัด) พอมิตรสหายเห็นชื่อ “ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์” เป็นคณะกรรมการฯ ด้วย ก็แทบลมจับ ร้องโวยวายไปทั่วขุนเขา...ทำไมฟ้าดินยังให้อภัยและไว้ชีวิตคนชั่ว ๆ แบบนี้อยู่ละโว้ยยย์!!! (...เอ้า เพือก “นักสิทธิมนุษยชน” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น “ไอ้โคทวย”-โคทม อารียา, “ไอ้กบาลแตก”-ไพโรจน์ พลเพชร, “ไอ้เหลืองขาใหญ่”-สมชาย หอมลออ, “อี.......หงอก”-อมรา พงษ์ษาพิชย์...ออกมาปกป้อง “สิทธิสตรี” กัลล์หน่อยเร็ว !!! ฮ่า ๆ ๆ)

“ไอ้เหี้ยม ม.หาย”-ภุชงค์ กนิษฐชาต นอกเหนือจากทำงาน “การเมือง” ให้กับพรรคประชาธิปัติย์ (ยุวธิปัตย์) แล้ว...ยังเคยเป็น “นักข่าว” ประจำหนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ยุคแรก ๆ ด้วยเหตุดังนั้น จึงไม่ต้องสงกะสัยว่า “ไอ้กนก” จากเครือ “เนชั่น” จะสัมภาษณ์ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์พร้อมกะยกย่องมันส์เสียยกใหญ่อะนะ...และยังเคยเป็น “บรรณาธิการบริหาร” นิตยสาร “สยามอาระยะ” อันเป็นนิตยสารทางวิชาการของ “อำมาตย์” สยามสมาคมอีกหน่ะ...ก็เรียกได้ว่า เป็น “อ้ายคนมีชื่อ” ในวงการสื่อสารมวลชน มีพรรคพวกอยู่ตามสมควรอะนะ....

ลุเข้ามาราว ๆ ปี 2542 – 2545 “ไอ้เหี้ยม ม.หาย”-ภุชงค์ กนิษฐชาต ก็อาศัยใบบุญของเพื่อนเก่าที่ ทำมะสาดอะนะ ก็ “เสี่ยอี๊ด YT”-ทรรศิน สุขโต นี่แหละนำพามาพบกะ “ไอ้ปากเบี้ยว”-อเนก นาคะบุตร เอ็ดโตดีลูกคนกลาง ของ “ไอ้ตุ๊ดเอ็นโตดีตัวพ่อ”-ประเวศ วะสี งัยย์...มาทำงานในฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ “สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม” (SIF) ที่มี “ไอ้เอ็นโตดีหัวล้าน”-ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นคนกุมบังเหียนยังงัยละ

อยู่ที่ SIF ประมาณ 4 ปี อะนะ “ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชางค์” ก็สร้างผลงานอื้อฉาวคาวโลกีย์เอาไว้เยอะ มาแรก ๆ ก็ไปหรอกลวงเพือก “สหาย” แถว ๆ “เขตงาน 444 ภูสระดอกบัว” (เขตงานที่ “ไอ้แคน สาลิกา” แห่งเครือ “เนชั่น” ใช้ทำมาหาแดกอยู่จนทุกวันนี้งัยไอ้สัดดดด์...) โดยร่วมมือกะ “นักวิชาการขี้เหลืองออ๋อย” เจ้าของวาทกรรม “ระบอบทักษิณ” และล่าสุดมาอีกแล้ว “สังคมไทยไม่มีอำมาตย์” ก็พี่เค้าเลย “ณรงค์ เพชรประเสริฐ”เหี้ยม ม.หายจิงๆ!!! ที่นี้เข้าใจหรือยังหล่ะ....เพื่อกมันส์ได้ร่วมกันเขียนโครงการฯของงบประมาณจาก SIF กว่า 100 ล้านบาท แต่โชคดีที่คณะกรรมการฯ SIF เค้าไม่บ้าจี้อนุมัติเงินตามนั้น ทำให้ “ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์” โกรธมัก ๆ ผูกใจเจ็บหาเวลาเอาคืนกะอีกฝ่ายตลอดเวลา...(...อีกฝ่ายก็คือ กลุ่มของ “เบิ้ม” กสส. และนิกร จันพรม (บก.เนชั่นอีสาน) ถึงขนาดออกแถลงการณ์ด่ากันไปด่ากันมาในเครือ “เนชั่น” น่าแหละ...เรื่องนี้จะเก็บไว้เล่ารายละเอียดที่หลังอะนะ...)

เมื่อ SIF หมดโครงการฯ “ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์” ก็หันรีหันขวางไม่รู้จะไปทางไหน เพราะช่วงหลัง ๆ ของโครงการ SIF ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์ ก็ “ลายออก” ก็ลุแก่อำนาจจนไม่มีใครเค้าจะคบด้วยอะนะ... รวมทั้ง “ไอ้ปากเบี้ยว” ก็ต้องเอาตัวรอดด้วยอะนะ...ในขณะนั้น อย่างที่เคยเล่าให้ฟังไปแว๊ววว์ว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ก็คลอดออกมาจากครรภ์ของ “หัวล้าน”-ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรมและ พอช. มีมติให้รับถ่ายโอนเจ้าหน้าที่บางส่วนมาจาก SIF อะนะ...แน่หละ “ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์” ก็เสนอหน้าบวม ๆ ของมันส์ไปยัง พอช.อะนะ...เมื่อตอนเรียกสัมภาษณ์นั่นแหละมันส์ก็สร้างความฮือฮาอีกครั้ง...คนที่สัมภาษณ์ก็ “เจ๊เขียวทึนทึก”-สมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการ พอช. ขณะนั้นอะนะ...ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์ ก็ใช้วิชามารทำการเชลียร์เจ๊เขียวทันที...เจ๊เขียวคับ ผมเนี้ยะมันส์ดีหนึ่งประเภทหนึ่งคับ ผมเป็นคนไม่ยอมคน ขนาดพี่อเนก นาคะบุตร เจ้านายผมที่ SIF ผมยังทะเลาะมาแว๊ววว์ ผมหักหลังพี่อเนกตั้งหลายอย่างคับ....เหรอ ๆ ๆ เจ๊เขียวตกตะลึงในบัดดล...และแน่หละเจ๊เขียวมีหรือจะรับคนอย่างไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์เข้ามาทำงานที่ พอช.....เพราะเดี๋ยวเข้ามา พอช. ก็จะมาเลื่อยขาเก้าอี้กรู ขนาดลูกพี่มันส์แท้ ๆ มันส์ยังหักหลังได้ แถมยังเอามาเล่าให้กรูซึ่งยิ่งกลัวอเนกมาแย่งเก้าอี้อยู่แล้วฟังอีก อย่างนี้เค้าเรียกว่าเพือกเลี้ยงไม่เชื่อง กรูม่ายยย์อาววว์ ๆ ๆ...และแล้วไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์ก็หลุดโผล พอช. ด้วยประการฉะนี้....

แน่หละ, ไหน ๆ ก็เลือกเดินเส้นทาง “เอ็นโตดี” แล้ว ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อ...ปะเหมาะเคราะห์ซวยของหลาย ๆ คน... “เอ็นโตดีลูกคนเล็ก”-พลเดช ปิ่นประทีป หรือ “สหายมานะ” หรือ “หมอมานะ” จาก เขตงาน 196 หนองบัวแดง-ภูซาง ได้สถาปนาขึ้นนั่งบัลลังก์ในตำแหน่ง “ผู้อำนวยการ” สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) อันเป็นองค์กรของพวกเอ็นโตดีโลกในคาถาของ “เอ็นโตดีตัวพ่อ”-ประเวส วะสี ...เค้าจึงถูกสหายมานะชักชวนมาทำงานที่ LDI. ด้วยอะนะ....สหายยุทธ ในฐานะที่เพือกเราเป็นสหายฝ่ายขวาด้วยกัลลล์ น่าจะร่วมงานไปด้วยกัลล์ด้วยดี เราดูประวัติตัวเองแว๊ววว์ก็เหี้ยม ม.หาย พอ ๆ กะเราอะนะ อย่ากระนั้นเลย เราต้องมาร่วมกันสร้างด้วยกัลล์เถอะ บรรดาพ่อ ๆ ของเราเข้านอกออกในราชสำนักสบายอยู่แว๊ววว์ เรื่องเงินไม่มีปัญหา ท่อไม่มีตัน ป๋าเปรมก็ลูกพี่เพือกเราน่าแหละ เดี๋ยวมี “จ๊อบ” สร้างความปั่นป่วนใส่ร้ายป้ายสีเพือกทักษิณ แล้วก็ให้ทหารทำการรัฐประหาร เพือกเราก็สบาย ผมเองก็คงได้เป็นเสนาบดีครานี้แหละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า....ด้วยเหตุดังนั้น “ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์” ก็มาทำงานอยู่กันกะหมอพลเอชที่ LDI. จากบัดนั้นจนบัดเดียวนี้...

และเมื่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาถึงสายงาน “เอ็นโตดีโลก” ก็ได้ดิบได้ดีกันถ้วนทั่ว...หมอพลเดช ก็ได้เป็นเลขานุการ รมต.กระทรวงพัฒนาสังคมฯ และขยับมาเป็น รมช.กระทรวงพัฒนาสังคมฯ สมใจนึกบางลำพูอะนะ!!!...อยู่มาวันหนึ่งหมอพลเดช ก็เรียกไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์ไปกระซิบที่ข้างหูเบา ๆ ให้ได้ยินกัลล์สองคนว่า...เฮ้ย สหายยุทธ มันส์จะมีเงินฟรี ๆ ให้กินเปล่า เป็นโบนัสก้อนโตสำหรับคนทำงานเบื้องหลังของพันธมิตรฯ ที่ไม่ได้ตำแหน่งทางการเมืองอะนะ ให้สหายยุทธ รีบไปจดทะเบียนสมาคม หรือ มูลนิธิอะไรก็ได้ เพราะเงินก้อนนี้จะผ่านลงไปยังองค์กรนิติบุคคลเท่านั้น เข้าใจ๋ ?....เข้าใจคับสหายเจ้านาย...ภุชงค์ค้อมหัวคำนับพร้อมกะหัวร่อ ฮ่า ฮ่า ฮ่า รีบลุกไปดำเนินการโดย พลัน !!!

นี่เลย, “ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์” ก็ไปทำการจดทะเบียนสมาคม ชื่อ“สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมไทยเข้มแข็ง” (ส X ส)โดยมี หมอพลเดช ปิ่นประทีป เป็นนายกสมาคมฯ และมี ตัวเองเป็นผู้จัดการ...ในขณะเดียวกันรัฐบาลเผด็จการภายใต้การอุปถัมป์ของมหาอำมาตย์ อันมีองคมนตรีสุรยุทร์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติงบประมาณผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี “จำนวน 200 ล้านบาท” เพื่อให้รณรงค์จัดเวทีการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 โดยมี “ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบ และแต่งตั้งคณะกรรมการฯชุดหนึ่งขึ้นมารับผิดชอบ โดยมีนี่เลย รศ.วิทยากร เชียงกูล และนักวิชาการ “แก๊งส์รังสิต” ทั้งชุดเป็นคณะทำงานฯ...องค์กรประชาชนสายเหี้ยหางเหลืองสวาปามเงินไปแบบอู้ฟู้อะนะ...รวมทั้ง สมาคม ส X ส ของหมอพลเดชและไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์ ได้ไปเหนาะ ๆ อุไรวรณ ๆ ๆ จำนวนไม่มากไม่มายครับท่าน 10 ล้านบาท (อ่านว่าสิบล้านบาทถ้วน)...

เมื่อทำงานตาม “จ๊อบ” ของรัฐบาลเผด็จการเสร็จสับ และทำการ “โกงบิล” มีเงินเหลือประมาณ 3-4 ล้านบาท ปรากฏว่า ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์ “โกงต่อ” เอาเงินที่เหลือของกองกลางที่ทาง LDI. ของหมอพลเดช เก็บเอาไว้ดูแลลูกน้องอะนะ ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์นำเงิน 3-4 ล้านบาทดังกล่าว ไป “ซื้อบ้าน” เฉยเลย อย่างเงี๊ยะก็ต้อง “แตกกัน” หละครับพี่น้อง !!!...เจ้าหน้าที่ LDI. ไม่พอใจมั๊ก ๆ ลาออกไปหลายคน...แต่ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์ยังอยู่ดีกินดีเหมียลล์เดิม...ก็มันส์ขู่ไว้ว่า “หากไล่กรูออกกรูจะแฉแมร่งให้หมด...” หมอพลเดช ก็หน้าบางครับและเข้าทาง เสร็จพี่เค้าเลยงานนี้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า !!!

จนมาถึงปี 2551 รัฐบาลเผด็จการ คมช. ได้ออกกฎหมาย “พรบ.สภาองค์กรชุมชน” กับ “พรบ.สภาพัฒนาการเมือง”...ครานี้หมอพลเดช กะ ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์ ก็เลียปากแพล่บ ๆ ๆ ....มาอีกแว๊ววว์ว่ะ เงินหมู ฮ่า ฮ่า ฮ่า อย่ากระนั้นเลย...เฮ้ย สหายยุทธ จงลงไปที่อีสาน ไปประสานสหายอ้ายน้องเรา ผมกะ “สหายวา”-สน รูปสูง เคยอยู่เขตงานเดียวกัลล์ สหายยุทธ ไปประสานงานเพื่อทำโครงการของเงิน พอช. เพื่อมาจัดตั้ง สภาองค์กรชุมชน สัก 100 ล้านบาทอะนะ ครานี้เรากุมสภาพชาวบ้านเพือก “ชุมชนสวามิภักดิ์” ได้หมดประเทศแหง่ม ๆ...ว่าแล้ว ภุชงค์ ก็เดินทางมายัง “สำนักท่านางแนว” นัดหมายเพือก “เอ็นโตดีขี้เหลืองอ๋อย” ทั้งหลายมาออกแบบกัลล์....มากัลล์หมดแหละคับพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็น...วิพัฒนาชัย พิมพ์หิน, สมภพ บุนนาค เป็นต้น...แต่อย่างว่าอะนะ...เพือก พอช. เค้าก็เขี้ยวลากดินเหมียลล์กัลล์ เค้าก็ต้องให้หน่วยงานภายในมาดูแลงบประมาณ “สหายวา-สน รูปสูง” ก็ทะเลาะกะ พอช. อยุ่พักหนึ่ง ก่อนที่จะจูบปากกัลล์ และ พอช.ก็อนุมัติเงินให้ขบวนองค์กรชุมชนจัดตั้ง “สภาองค์กรชุมชน” ให้ได้จังหวัดละ 10 ตำบล งานนี้ใช้เงินกว่า 30 ล้านบาทอะนะ...ส่วน LDI. ก็ “อดรับประทาน” ไปตามระเบียบรัตน์ ฮ่า ฮ่า ฮ่า...

แต่ระดับหมอพลเดช มีหรือจะยอม ก็ไปเขียนโครงการฯของบจาก “สภาพัฒนาการการเมือง” ขอไป 3 ล้านบาทอะนะ กะว่าจะมาจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ในเขต “เมือง” (กทม.-เทศบาลทั่วประเทศ) ปรากฏว่า สภาพัฒนาการเมืองอนุมัติเงินให้ประมาณ 5 แสน – 1 ล้านบาทอะนะ...ผิดหวังไปหน่อยว่ะ...อย่ากระนั้นเลย เพือกเรา LDI. เน้นพื้นที่เป้าหมายที่ “ชุมชนเมือง” ในเขต กทม. อะนะ แล้วค่อยไปเชื่อมกะ “ชนบท” ของ “สหายวา” เพื่อเข้าไปยึดที่มั่นใน “สภาพัฒนาการเมือง” ที่มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลรอเพือกเราอยู่ (และสหายวา ก็ได้

สวาปามตำแหน่ง “รองประธานสภาพัฒนาการเมือง” อันโก้หร่านไปแว๊ววว์ !!!)...

...และอย่าได้แปลกใจไปเลย ที่ “ไอ้เหี้ยม ม.ม้าหาย ภุชงค์” มันส์ได้ “แบ๊ลคเมล์” ประชาชนครั้งใหญ่ว่า มีรายชื่อชุมชน “1,800 ชุมชน” ใน กทม. ต่อต้านม๊อบ “เสื้อแดง” เพราะไอ้ส้นตีนเนี๊ยะนะแมร่งมันส์ทำเหี้ยม ม.หาย ได้ทุกอย่างเลยว่ะ... !!!

และนี่เลย, มือกระบี่ที่เพือกสายหมอประเวส, หมอพลเดช, ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์ “ชุบเลี้ยง” ไว้ ให้ทำงานใน “ชุมชนแออัด” ในเขตกรุงเทพมหานคร อาทิ “ชาญ รูปสม” / “สมพงษ์ พัดปุย” / “พยนต์ จันทรวิฑูรณ์” / “ทรงกิจ จันหนู” / “ป้าเพทาย ดินแดง” ...เพือกเมริงจงอย่าแปลกใจที่เห็นคนแถลงข่าวในวานนี้ (25 มี.ค.53)ที่ วัดประชาระบือธรรม เขตดุสิต คือ พวกสมองหมาปัญญากระบือ

“สุรศักดิ์ อินทรประสิทธิ์” (สมาชิกสภาพัฒนาฯการเมือง กทม.) / “ณัฐพล เกิดเกษม” “ไอ้ณัฐพล” นี่ก็มีความสัมพันธ์แบบลึกซึ้งกะ“ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์” อะนะ คือ เพือกมันส์ได้ตั้ง “สภาเครือข่ายสื่อภาคประชาชนอาเซียน” ในคณะกรรมการมีชื่อ “ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์” เป็นประธานสภาฯ และมี “นัฐพล” เป็นรองเลขาธิการคนที่ 2 อะนะ ไอ้เพือกเครือข่ายประเภทนี้ เพือกมันส์คิดจะตั้งเมื่อไหร่ก็ตั้งกันเลยอะนะ

เหมียลล์กะ “เครือข่ายพลเมืองชุมชนคนกรุงเทพฯ” ที่เพิ่งตั้งกัลล์เมื่อวานนี้(แกนนำองค์กรชุมชน กทม.) เองอะนะ ฮา ฮา ฮา...) ฯ ล ฯ ... ฯ ล ฯ ...ก็เห็นรายชื่อ เห็นหน้าเห็นตาทาง T.V. แล้ว...มันส์ก็ล้วนแต่เพือก “โกงเงิน” แหล่งทุนหน้าโง่ เช่น SIF. / พอช. มาทั้งน้านนน์ !!!

...สาธุชนทั้งหลาย จงได้อย่าตกใจ และแปลกใจอันใดเลย... “ไอ้เหี้ยม ม.หาย ภุชงค์” ก็ “สุนัขรับใช้” เพือกโจรปล้นแผ่นดิน, เผด็จการทหาร คมช. และลูกสมุน “มหาอำมาตย์” ชั้นเลวนั่นเอง !!!

00000000
บทความตอนที่ผ่านมา: NGOs ที่รักภาคพิสดาร(8):ขุดรากเหง้าภาคประชาชน จากสกย.อ.ถึงสมัชชาคนจน

สัมภาษณ์ 'วรเจตน์ ภาคีรัตน์' ... คนที่มีใจเป็นธรรม รักประชาธิปไตย เห็นแบบนี้ รับไม่ได้หรอกครับ

ที่มา Thai E-News


ที่มา เวบไซต์ ประชาชาติธุรกิจ
25 มีนาคม 2553

ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์บ่อยนัก ยิ่งบรรยากาศการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย อาจารย์วรเจตน์ ยิ่งหรี่เสียงตัวเองลงไปเรื่อยๆ แต่นัดนี้ "ประชาชาติธุรกิจ" ยิงคำถามสำคัญ แบบไม่เกรงใจ เพราะมีคนนินทาว่า บทวิเคราะห์ของ 5 อาจารย์ เอื้อ"ทักษิณ"แบบสุด ๆ

26 ก.พ. ศาลฎีกาฯ อ่านคำพิพากษา คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน ใช้เวลาอ่านคำพิพากษา 187 หน้า 7 ชั่วโมง หลัง คำพิพากษา แพร่ออกไป คนส่วนใหญ่ เชื่อว่า ทักษิณ สงสัยจะทุจริตเชิงนโยบายจริงๆ

แต่ อาจารย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และพวก รวม 5 คนจาก สำนักท่าพระจันทร์ ไม่เชื่อเช่นนั้น พวกเขาออกบทวิเคราะห์ 32 หน้ากระดาษ ซึ่งคาดว่า ทีมทนายทักษิณน่าจะลอกเอาไปใส่ในอุทธรณ์

"ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ อาจารย์ วรเจตน์ ในหลายประเด็นที่ คนรัก"วรเจตน์" ตลอดจน คนชัง"วรเจตน์" ก็อยากอ่าน !!!!

**** ผมเห็นไม่ตรงกับ อาจารย์สมเกียรติ

ในส่วนเนื้อหาที่ว่า เป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่หรือไม่นั้น ช่วงที่ผ่านมาเป็นการพูดมุมเดียว ไม่มีการถามคนที่ประกอบกิจการในตลาดที่มีความรู้เรื่องนี้ว่า มุมมองเรื่องนี้เป็นอย่างไร และวิเคราะห์รอบด้านหรือไม่

ผมเห็นไม่ตรงกับ อาจารย์สมเกียรติ (ตั้งกิจวานิชย์ ) ในส่วนเรื่องการกีดกันและเอื้อประโยชน์ในส่วนโทรคมนาคม เพราะดูจากตัวสัญญาระหว่างบริษัทมือถือต่างๆ ที่ทำกับรัฐวิสาหกิจของรัฐและในส่วนกฎหมายที่ออกมา วัตถุประสงค์ของภาษีสรรพสามิต ยังไม่พบว่าเป็นการกีดกันรายใหม่แต่อย่างใด เรื่องต้นทุนการประกอบกิจการก็ไม่น่าจะมีผลเป็นการกีดกัน เพราะเมื่อเปรียบเทียบรายใหม่กับรายเก่าแล้ว ต้นทุนในส่วนที่จะต้องชำระส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐเมื่อเปรียบเทียบกับรายใหม่ที่จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบวกกับภาษีสรรพสามิตด้วย ของรายเก่าก็สูงกว่าอยู่ดี

**** ต้องเข้าใจ โครงสร้างกิจการโทรคมนาคมแบบไทยๆ

อันที่จริงประเด็นเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมมีสองเรื่องใหญ่ๆ คือ คือ

1 การออกพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณทำให้รัฐเสียประโยชน์หรือไม่

2 กีดกันผู้ประกอบการรายใหม่หรือไม่ เราจะเข้าใจประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ ถ้าไม่มองภาพรวมธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศไทย

ปัญหาในบ้านเรามันพิสดารไม่เหมือนที่ไหนในโลก เรื่องการให้สัมปทานนั้น เกิดขึ้นก่อนที่คุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) เข้ามาเป็นนายกฯ ซึ่งปกติเวลาจะให้สัมปทาน รัฐควรจะเป็นหน่วยเดียวที่เป็นเอกภาพ แล้วให้สัมปทานเอกชนหรือให้เอกชนเข้าร่วมการงาน

แต่ของไทยเรามีรัฐวิสาหกิจ 2 แห่งที่แยกกัน คือ

1) องค์การโทรศัพท์ ให้สัมปทานโทรศัพท์มือถือแก่ เอไอเอส ซึ่งเป็นรายแรกที่เข้าสู่ตลาด ในขณะที่

2) การสื่อสารแห่งประเทศไทย ให้สัมปทานโทรศัพท์มือถือกับดีแทคและ ทรูมูฟ

เมื่อเอไอเอสเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับองค์การโทรศัพท์ ก็ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้องค์การโทรศัพท์ ซึ่งมีโครงข่ายเป็นของตนเองและเป็นโครงข่ายหลักในประเทศ ขณะที่ดีแทคและทรูมูฟ ซึ่งทำสัญญากับการสื่อสารฯ และต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับการสื่อสารนั้น จะต้องเชื่อมต่อโครงข่ายขององค์การโทรศัพท์ และด้วยเหตุนี้ ทั้งสองบริษัทจึงมีต้นทุนการประกอบการอีกส่วนหนึ่งซึ่งเอไอเอสไม่มี คือ ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย

ผลจากการนี้ จึงทำให้ต้นทุนการประกอบการของบริษัทเหล่านี้ไม่เท่ากันตั้งแต่แรก

พูดง่ายๆ ทำให้ ดีแทคกับทรูมูฟ มีต้นทุนสูงกว่า เพราะนอกจากจะจ่ายค่าสัมปทานให้การสื่อสารฯ แล้ว ยังต้องจ่ายค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ให้กับองค์การโทรศัพท์อีกด้วย อันนี้คือประเด็นที่เป็นผลจากภาครัฐเองในแง่การให้สัมปทาน

ในเวลาต่อมา มีการแปรรูปองค์การโทรศัพท์เป็นบริษัท ทีโอที มีการแปรรูปการสื่อสารเป็นบริษัท กสท. โทรคมนาคม ซึ่งมีการเปลี่ยนทุนเป็นหุ้น และกระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าในอนาคต หากมีการนำบริษัทสองบริษัทนี้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็จะต้องขายหุ้นให้ผู้อื่นเข้ามาถือ

ประเด็นคือ ตอนแปรรูป ทั้ง 2 หน่วยงานให้เป็นบริษัท ทั้ง 2 หน่วยงานยังได้สืบสิทธิตามสัญญาสัมปทานเดิมต่อไป นั่นคือทั้งทีโอทีและ กสท.โทรคมนาคม ยังได้ส่วนแบ่งรายได้จากการประกอบการของเอไอเอส ดีแทคและทรูมูฟไปตลอดอายุสัมปทาน ทั้งสองบริษัทสามารถที่จะนำเงินส่วนแบ่งไปใช้จ่ายได้ก่อน เหลือแล้วจึงส่งกระทรวงการคลัง

รัฐบาลในขณะนั้นได้แก้ปัญหาดังกล่าวนี้ โดยการออกพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิต โดยผลของการออกพระราชกำหนดดังกล่าว ประกอบกับประกาศกระทรวงการคลังและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้บริษัทเอกชนคู่สัญญา คือเอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ ต้องส่งมอบส่วนแบ่งรายได้ 10 เปอร์เซนต์ เข้ากระทรวงการคลังโดยตรง ส่วนอีก 15 เปอร์เซ็นต์ จ่ายให้คู่สัญญาของตน คือ ทีโอที ดีแทค และทรูมูฟ เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า เอไอเอส ไม่ได้จ่ายน้อยลง เพราะยังจ่าย 25 เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม

**** ผมไม่เห็นว่ารัฐเสียประโยชน์ หรือ เอื้อ เอไอ เอส

ประเด็นที่ว่า รัฐเสียประโยชน์หรือไม่นั้น ผมไม่เห็นว่าเสียประโยชน์ เพราะเป็นเพียงการแก้ปัญหาสัมปทาน ในระหว่างที่ยังไม่มีการแปรรูป ส่วนเอื้อประโยชน์แก่ เอไอเอส เพราะมีผลเป็นการกีดกันรายใหม่หรือไม่นั้น ถ้าสมมติว่า ภาษีสรรพสามิต 10 เปอร์เซ็นต์นี้ยังอยู่ ถามว่า จะเป็นการกีดกันรายใหม่เข้าสู่ตลาดหรือไม่ ซึ่งเราต้องเข้าใจว่า รายใหม่ที่เข้าสู่ตลาด จะไม่สามารถเข้าทำสัญญากับหน่วยงานรัฐได้อีกแล้ว เพราะไม่มีองค์การโทรศัพท์และการสื่อสารฯ แล้ว แต่หน่วยงานทั้งสอง ได้กลายเป็น ทีโอทีกับ กสท. โทรคมนาคม ซึ่งไม่มีอำนาจให้สัมปทานอีกแล้ว แต่จะเข้าสู่ตลาดโดยการได้รับใบอนุญาต ซึ่งแม้ว่าจะมีภาษีสรรพสามิต 10 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนของผู้ประกอบการรายใหม่ ก็ยังต่ำกว่าผู้ประกอบการรายเดิมอยู่ดี

อำนาจในการอนุญาตให้การประกอบกิจการ จะอยู่ที่องค์กรอิสระในทางปกครองที่ตั้งขึ้นใหม่ คือ กทช. เมื่อรายใหม่เข้าสู่ตลาด ต้องขออนุญาตที่ กทช. ไม่ใช่ทำสัญญาสัมปทาน ซึ่งรายใหม่ จะมี ต้นทุนที่ให้กับรัฐ ซึ่งต่ำกว่าผู้ประกอบการรายเดิม อย่างไรก็ตามโดยที่รายใหม่ยังไม่มีฐานลูกค้า ฉะนั้น ยังไม่แน่ใจจะเกิดรายใหม่ได้สักเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับสัมปทานอันเดิม

แต่ประเด็น อยู่ที่ว่า เราต้องทำให้สภาพ สามารถแข่งขันกันได้ แต่ถามว่าเป็นการกีดกัน หรือไม่นั้น ผมคิดว่าไม่ อย่างน้อยดูจากต้นทุนก็ไม่ใช่การกีดกัน แต่โอกาสแย่งลูกค้าต้องไปพิสูจน์กันในทางตัวเลข

**** อย่ามองข้าม ... มุมมองของผู้บริโภค

ส่วนสาเหตุที่ยังไม่มีรายใหม่เข้าสู่ตลาดที่ผ่านมา เป็นปัญหาจากกฎหมายโทรคมนาคม ซึ่งไม่เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต คือคนที่มีอำนาจออกใบอนุญาต คือ กทช. ซึ่งผมเห็นว่า กทช.มีอำนาจทำได้ แต่ยังมีปัญหาที่นักกฎหมายจำนวนหนึ่ง เถียงกันอยู่ว่า กทช. ไม่มีอำนาจ เพราะยังไม่ได้ตั้ง กสช. ประเด็นคือ รัฐเองตั้ง กสช.ไม่ได้ เมื่อไม่มี กสช. จึงไม่มีคณะกรรมการร่วมมากำหนดแผนแม่บทคลื่นความถี่แห่งชาติ ทำให้เถียงกันว่า เมื่อยังไม่มีแผนแม่บทคลื่นความถี่แห่งชาติ กทช.จะออกใบอนุญาตได้หรือไม่ ดังนั้นไม่ใช่ประเด็นเรื่องภาษีสรรพสามิต แต่เป็น ประเด็นเรื่องอำนาจ กทช.ในการออกใบอนุญาต ซึ่งเป็นปัญหาของหน่วยงานของรัฐเอง หรือการบริหารงานภาครัฐ ที่คุณตั้ง กสช. ไม่ได้ ทำให้ต้องมาถกเถียงกันถึงอำนาจของ กทช.

ตอนที่ผมดูเรื่องโทรคมนาคม ผมมองจากมุมมองของผู้บริโภค ผมมองจากประสบการณ์ผมในการใช้โทรศัพท์มือถือและโทรศัพท์บ้าน เมื่อก่อนนี้ ยากเย็นมากในการขอเบอร์โทรศัพท์บ้าน แต่ต้องยอมรับว่า ระบบตอนนี้มันดีขึ้นมากเลย เมื่อให้เอกชนเข้ามาลงทุน และยิ่งดีขึ้นเมื่อมีการแข่งขันกัน แต่การแข่งขันกันตอนนี้จริงๆ ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะเหตุผลเรื่องโครงสร้างระบบของรัฐมันยังไม่ดี แต่ดีกว่าให้รัฐกุมอำนาจผูกขาด แล้วบริหารกันไปในองค์การโทรศัพท์ เพราะโดยโครงสร้างของตัวระบบ รัฐต้องสนับสนุนเงินลงทุน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงให้เอกชนเข้ามาลงทุน เข้ามาทำสัญญา แล้วมันจะส่งผลทำให้เกิดการแข่งขันกัน โทรศัพท์ก็เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

ประเด็นคือ บริษัทพวกนี้ จะได้กำไรจากการประกอบการ ซึ่งบริษัทในโลกนี้ทุกบริษัท เวลาประกอบกิจการก็ต้องทำกำไร เป็นเรื่องปกติ เพราะจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีกำไร แต่การมุ่งหวังผลกำไรก็ต้องมุ่งหวังจากการแข่งขันกันกับคนอื่น กลไกตลาดก็จะช่วย รัฐก็ต้องดูกลไกตลาดต้องสร้างความสมดุล แต่ไม่ใช่ไปจัดการทุกเรื่องหรือไปคุมจนกลไกตลาดมันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งอันนี้ ต้องดูให้รอบด้านและดูจากมุมมองผู้บริโภคด้วย ซึ่งคนบริโภคเขามุ่งหวังประสิทธิภาพจากการบริการ และค่าบริการที่ต่ำที่สุด ทีนี้วันนี้ เงินค่าสัมปทานส่วนหนึ่ง ต้องส่งเข้าทีโอทีหรือ ทศท.โทรคมนาคม เพื่ออะไร

**** ถ้าคุณจะเก็บภาษีจากตรงนี้ คุณเก็บเข้าคลังไป(เถอะ)

ถ้าคุณจะเก็บภาษีจากตรงนี้ คุณเก็บเข้าคลังไปเถอะ (ผมไม่มีปัญหาอะไรเลยนะ) แล้วคุณปล่อยให้ TOT กับ CAT (กสท.โทรคมนาคม) แข่งกันกับคนอื่นเขาอย่างเต็มที่ มันต้องดูประสิทธิภาพการบริหารงานของหน่วยงานเหล่านี้ บัดนี้ ระยะเวลาที่จะผูกขาดโดยรัฐมันผ่านพ้นไปแล้ว ผมก็เสียใจกับพนักงานที่ทำงานในองค์การโทรศัพท์กับการสื่อสาร ว่า เขาไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่มีอำนาจของรัฐอีกแล้ว เขากลายเป็นผู้ให้บริการที่ต้องแข่งกับบริษัทเอกชนรายอื่น และการแข่งขันนี้ หากมันไม่มีประสิทธิภาพ คุณแข่งสู้เขาไม่ได้ คุณก็จะแกว่ง ที่สุดก็ต้องออกจากตลาด ก็เหมือนกับบริษัทที่เข้าสู่ตลาด ถ้าผมจะทำธุรกิจโทรคมนาคมวันนี้ ผมต้องแข็งแรงพอที่จะแข่งขันกับเขาได้นะ ซึ่งหมายถึงผมต้องมีบริการที่ดีให้แก่คนที่เป็นผู้ใช้บริการ ต้องตั้งฐานลูกค้า ต้องมีแคมเปญต่างๆ ต้องคิดการต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งลูกค้าและการรักษาฐานลูกค้านี่คือการต่อสู้ทางธุรกิจ

**** แย้งศาลฎีกาฯ กรณี pre -paid

กรณีการทำ pre paid ว่า เดิมทีแอคเซสชาร์จ จ่าย 200 บาทต่อเบอร์ ซึ่งดีแทคกับทรูมูฟมีภาระตรงนี้ เป็นเหตุผลว่า ทำไมกำไรของเอไอเอสจึงเยอะ เพราะว่าต้นทุนเขาน้อยกว่า คือเป็นปัญหามาตั้งแต่แรกในการเข้าสู่ตลาดที่ไม่พร้อมกัน และอันนี้จะไปโทษ เอไอเอส ก็ไม่ได้เพราะเขาเข้าสู่ตลาดโดยทำสัญญากับองค์การโทรศัพท์ก่อน

พอตอนที่ดีแทคทำ pre-paid คือโทรศัพท์ที่ต้องจ่ายก่อน เป็นการซื้อบัตรเติมเงิน เขาก็พบว่าหากเป็นแบบนี้เขาจะประกอบกิจการนี้ไม่ได้แน่ เพราะคนใช้ pre-paid ปกติคือคนซึ่งฐานะทางเศรษฐกิจอาจจะไม่ดี เพราะอาจซื้อบัตรทีละ 50-100 บาท โดยหากเดือนไหนใช้ไม่ถึง 200 บาท เขาก็ขาดทุนแน่ๆ เพราะต้องจ่ายแอคเซสชาร์จทุกเดือน ดีแทคจึงขอแก้สัญญาขอลดราคาแอคเซสชาร์จ คุยไปคุยมาก็มีการลดให้เพื่อให้เขาแข่งขันได้ พอ เอไอเอส เห็นว่าดีแทคมีการขอแก้ไขได้ ก็ขอแก้ไขบ้าง แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯบอกว่า ไม่เกี่ยวกัน ซึ่งผมเห็นว่า ตรงนี้ฟังได้ ศาลบอกว่า เอไอเอสไม่มีค่าแอคเซสชาร์จ แล้วจะมาขอลดได้อย่างไร

ทีนี้เมื่อมันไม่เกี่ยวกัน ก็คงต้องมองว่า นั่นเป็นเพียงข้ออ้างของเอไอเอส ที่จะเริ่มกระบวนการแก้ไขสัญญา การขอแก้ไขเป็นเรื่องธุรกิจ เหตุที่เอไอเอสขอแก้ เป็นคนละเรื่องกับผล แล้วในการพิจารณาเหตุให้แก้ เหตุผลที่องค์การโทรศัพท์ยอมให้แก้ อาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้ ถ้ามองจากมุมขององค์การโทรศัพท์ ถ้าแก้ไขแล้ว รัฐไม่ได้เสียประโยชน์และผู้บริโภคได้ประโยชน์ ก็แก้ได้ คือสัญญาเป็นเรื่องแก้กันได้

แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า คนไม่กล้าแก้สัญญา เพราะกลัวว่าแก้แล้ว จะเป็นปัญหาไปหมด นี่เป็นปัญหาจากการบริหารราชการ เมื่อเอไอเอสขอแก้ คณะกรรมการองค์การโทรศัพท์ (ทศท.) บอกว่า ถ้าจะแก้ ต้องไปลดราคาค่าบริการให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งเอไอเอส ยอมจ่ายตรงนี้น้อยลง แล้วไปลดราคาให้แก่ผู้บริโภค เขาก็ไปทำจริง มีค่าโทรลดลงช่วงหนึ่ง เพราะเอไอเอสจ่ายส่วนแบ่งให้ทีโอทีลดลง เขาจึงสามารถลดราคาให้ผู้บริโภคได้ เมื่อลดราคา ก็มีการแข่งขันในตลาด กลไกในตลาดก็เดิน แม้เป็นกลไกที่เอไอเอสยังได้เปรียบอยู่ เพราะเป็นผลพวงจากรัฐที่แบ่งรัฐวิสาหกิจเป็น 2 แห่ง ซึ่งไปโทษฝ่ายเอกชนไม่ได้ จะต้องดูภาพสมมติฐานปัญหาก่อน

ถามว่า เอไอเอสลดราคาแล้ว ทำให้องค์การโทรศัพท์ หรือปัจจุบันคือทีโอที เสียประโยชน์ไหม คำตอบคือ ไม่เสีย เพราะหลังจากลดไปเหลือ 20 เปอร์เซ็นต์แล้ว ทำให้ฐานลูกค้าเอไอเอสมากขึ้น มีรายได้จากการประกอบการมากขึ้น ทำให้ส่งส่วนแบ่งรายได้ให้ทีโอทีมากขึ้น ในภาพรวมจึงได้ส่วนแบ่งรายได้มากกว่าเดิม เป็นแบบนี้ทีโอทีไม่ได้เสียประโยชน์

**** ศาลฎีกา อ้างวิจัย ทีดีอาร์ไอ. ?

ผมดูจากน้ำหนักของศาล ในคำพิพากษา ศาลให้น้ำหนักกับประเด็นของ อาจารย์สมเกียรติ อ้าง"อาจารย์สมเกียรติ" และบอกว่า อาจารย์สมเกียรติทำวิจัยต่างๆ แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับส่วนแบ่งรายได้ของทีโอทีในคำพิพากษา นี่เป็น fact นี่เราไม่ได้เถียงเรื่องข้อเท็จจริงเลยนะครับ เพราะข้อเท็จจริงตรงกัน ศาลเองก็ยอมรับว่า ทีโอทีได้ประโยชน์มากขึ้น แต่ศาลก็บอกว่า เมื่อทีโอทีได้ประโยชน์มากขึ้น ทำให้เอไอเอสก็ได้ประโยชน์มากขึ้นด้วย ลูกค้าก็มากขึ้น ซึ่งความจริงแล้ว การที่ลูกค้ามากขึ้น เป็นเรื่องปกติในทางธุรกิจของตลาด และการขยายตัวของโทรคมนาคมยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว เป็นจุดที่คนยังต้องการใช้ไม่ใช่เรื่องประหลาด แต่การแก้ไขดังกล่าว ทีโอที ไม่ได้เสียประโยชน์ มิหนำซ้ำได้ประโยชน์มากขึ้น เอไอเอสก็ได้ประโยชน์ และผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ด้วย เพราะราคาค่าโทรศัพท์ถูกลง

**** วรเจตน์ มองไม่เห็นอำนาจเบ็ดเสร็จของทักษิณ (หรือ) ???

ผมคิดว่า ความคิดแบบนี้อันตราย ถ้าเราใช้ "ความเชื่อ" ลงโทษคน จะเกิดอะไรขึ้น เช่น เชื่อว่า คนขี้ยาฆ่าข่มขืนผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ความจริงเขาอาจจะไม่ได้ทำ แต่คนเชื่อว่ามันฆ่าข่มขืน ก็ให้ประหารชีวิตมันไป

ผมเชื่อในหลักการ และอยากจะบอกแบบนี้ว่า ภายใต้การต่อสู้ทางการเมือง ที่มีกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองจำนวนมากเข้าร่วมวงต่อสู้ กลุ่มผลประโยชน์ทุกกลุ่ม ต่างต้องการช่วงชิงชัยชนะให้กับตัวเอง การต่อสู้ก็มีวิธีการหลายวิธี เช่น การโฆษณาชวนเชื่อ การให้ข้อมูลด้านเดียว การให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ต่างๆ เหล่านี้ ทำกันมา คนคนหนึ่งอาจจะทำ 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลของการโฆษณาชวนเชื่ออาจจะทำให้คนเชื่อว่า ไอ้หมอนี่ทำ 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ความเชื่อนั้น ใช้ไม่ได้ในทางกฎหมาย ถ้าคุณจะเชื่ออย่างไรนั้นก็ว่ากันทางการเมือง

ถ้าคุณอยากจะยึดทรัพย์คุณทักษิณ คุณรัฐประหารล้มเขาแล้ว คุณออกประกาศยึดไปเลย ส่วนในอนาคต ถ้าเขาจะกลับมาจะนิรโทษกรรมอะไร ก็เป็นเรื่องในอนาคตข้างหน้า แต่ถ้าจะใช้กระบวนการทางกฎหมาย ก็ต้องมีเหตุผล

ผมกำลังจะบอกว่า เรากำลังเอา 2 เรื่อง มาปนกัน เพราะการรัฐประหาร มันเป็นเรื่องอำนาจ เป็นเรื่องปืน รถถัง มันเถื่อน เพราะมันไม่จำเป็นต้องให้เหตุผล แต่กระบวนการยุติธรรม กระบวนการตามกฎหมาย มันใช้เหตุผล มันมีหลัก ใช้ความเชื่อไม่ได้ ถ้าไม่อย่างงั้น ก็ไม่ต้องเรียนวิชานิติศาสตร์ ไม่อย่างงั้น ผมก็ไปเรียนวิชายิงปืนสิ ผมจะมาเรียนกฎหมายทำไม และถ้าผมเชื่อว่า ใครทำผิด ผมก็ยิงมันเลย ถ้ามันชั่วนัก

ผมจะบอกว่า ทั้ง 2 อย่างนี้ มันเหมือนน้ำกับน้ำมัน มันไปด้วยกันไม่ได้ และถ้าเอามาผสมกัน มันจะสร้างความเสื่อมให้กับตัวระบบ ที่เราสร้างขึ้น

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณจะทำอะไร คุณก็ทำไปสิ ตั้งแต่ตอนที่คุณมีปืน ที่คุณคิดว่า ทำด้วยความหวังดี ทั้งๆ ที่การรัฐประหารมันเป็นความเถื่อน แต่คุณคิดว่า ต้องทำเพราะว่าไอ้ระบบธรรมดามันใช้ไม่ได้ คุณก็ให้เหตุผลไป ผมจะเชื่อหรือไม่เชื่อมันเป็นเรื่องของผม แต่เมื่อเข้าสู่กลไกทางกฎหมาย เกิดระบบรัฐธรรมนูญ คุณต้องทำตามหลัก จะเอาความเชื่อมาใช้ไม่ได้ แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่า ที่เราเชื่อนั้น เป็นความเชื่อที่ถูก ความเชื่อต้องประกอบด้วยเหตุด้วยผลที่พิสูจน์ได้ นี่เราอยู่ในยุคของการพิสูจน์ ยุคของเหตุผลนะครับ หรือว่าผมเข้าใจผิด ที่จริงแล้ว เราไม่ได้อยู่ในยุคของเหตุผล

**** จุดยืนของ 5 อาจารย์คณะนิติศาสตร์

อาจารย์ทั้ง 5 ต้องการปกป้องหลักการ ในตอนท้ายของบทวิเคราะห์ฯ ฉบับเต็ม เราเขียนว่า "คณาจารย์ทั้งห้ายืนยันว่า ความเห็นต่างของเรา เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการไม่ยอมรับรัฐประหาร หลักการเคารพกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรม หลักดุลยภาพแห่งอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการ หลักความมั่นคงแห่งนิติฐานะ และคุ้มครองความเชื่อถือไว้วางใจต่อการดำรงอยู่ของกฎหมาย หลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ซึ่งหลักการทั้งหลายเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งในนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และคณาจารย์ทั้งห้ายืนยันที่ปกป้องหลักการทั้งหลายเหล่านี้อย่างสุดกำลังด้วยความบริสุทธิ์ใจ"

คำตอบอยู่ตรงนี้ อยู่ในย่อหน้าสุดท้ายของบทวิเคราะห์ นี่คือสิ่งที่เราทำ เราต้องการปกป้องตรงนี้ ทีนี้ก็มีคนมอง เช่น อาจารย์คณะผมบางคนเคยเขียนว่า เป็นองครักษ์พิทักษ์ปลวกหรือไง หรืออะไรสักอย่าง ผมมองว่า คนที่พูดแบบนี้ คือไม่เข้าใจ ในทางตรรกะ คือแยกไม่ออกระหว่างความต้องการส่วนตัวของตน หรือรสนิยมทางการเมืองของตน ความชอบความชังของตนกับหลักการในทางกฎหมาย การรักษาไว้ซึ่งจรรยาบรรณในทางวิชาชีพกฎหมาย ความเป็นมืออาชีพ ความคิดอย่างนี้ คือเอาความต้องการของตนเป็นใหญ่ ไม่ได้เอาหลักการเป็นใหญ่ สังคมในยุคนี้จึงเป็นอย่างนี้

**** สังคมไทย แห้งแล้งความรู้

ชุมชนในอินเตอร์เน็ต ที่ด่าผม จริงๆ ผมฟังแล้วก็นึกสังเวชใจอยู่ว่า ไม่ค่อยหาความรู้ คือสังคมไทย มันแห้งแล้งความรู้นะ มันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความเชื่อ อคติ ความเห็น โดยไม่มีฐานของความรู้เลย คือเรื่องบางเรื่อง เราอย่าเพิ่งไปพูด ถ้าเราไม่รู้จริง หรือเรายังไม่ได้เข้าไปดูในเนื้อหา

เราอาจจะพูดได้ ว่าเรื่องนี้เราไม่ชอบนายกรัฐมนตรีที่มีความพัวพันในเรื่องนี้ เราไม่ชอบเขา เราไม่เลือก การตัดสินใจทางการเมืองโดยผ่านการเลือกตั้ง ผมเคารพคะแนนเสียงของประชาชน ไม่มีปัญหา แต่ผมกำลังจะบอกว่า บัดนี้เป็นเรื่องกฎหมาย ซึ่งกฎหมายเป็นเรื่องเหตุผล

ทีนี้มีคนบอกว่า แล้วศาลฎีกาฯ ตัดสิน คุณไม่เชื่อศาลเหรอ ผมคิดว่า ผมจะเชื่อศาลก็ต่อเมื่อผมอ่าน ตรรกะต่างๆ ซึ่งจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ใช่เรื่องอำนาจที่จะมาบังคับให้ผมเชื่อ อำนาจไม่สามารถทำให้คนเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่สามารถทำให้คนรักหรือบูชา ทำไม่ได้ทั้งสิ้น

ผมต้องดูเหตุผล แล้วถามว่า ความผิดพลาดมันมีไหม ขอให้นึกถึงคดีเชอรี่แอน ความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม มันเกิดขึ้นได้เสมอ เกิดขึ้นได้หลายลักษณะ อันนี้ไม่ได้พูดถึงในคดีนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าไปพูดถึงคดีนี้ แต่นึกถึงภาพรวมทั้งหมด กระบวนการยุติธรรมในช่วงเวลาหนึ่ง ภายใต้กระแสความคิดความเชื่อของคนในสังคมอย่างหนึ่ง มันเป็นอย่างหนึ่ง นึกถึงสมัยกลางภายใต้ความคิดของศาสนจักร มันเป็นอย่างไร มนุษยชาติผ่านตรงนั้นมาแล้ว เราจึงใช้เหตุผล คุณค่าสูงสุดจึงเป็นคุณค่าที่เราเขียนเอาไว้ในย่อหน้าสุดท้ายของบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม ใครที่บอกว่าเราไปพิทักษ์อะไรแสดงว่ายังมองไม่เห็นคุณค่านั้น บางคนยังมองไม่เห็นเพราะใช้ความเชื่อของตัวเองเป็นใหญ่ อคติเต็มหัว

**** อภิสิทธิ์ อ้างว่าที่มารัฐบาลถูกต้อง เหมือน สมัครและสมชาย

มีคนบอกว่า ถ้าคนเสื้อแดงจะค้าน ก็ค้านรัฐบาลสมัครกับสมชายด้วยสิ เพราะเป็นผลพวงของรัฐประหารเหมือนกัน คราวนี้ ทำไมไม่แยกแยะละครับ คราวนี้มองแต่รูปแบบ แต่ไม่ได้มองเนื้อของเรื่องว่ามายังไง

ผมว่าเรื่องนี้นี่ พูดก็พูดไม่ต้องเกรงใจ คุณอภิสิทธิ์ รู้ตัวดีที่สุด ว่าตัวเองมายังไง ถามใจคุณอภิสิทธิ์ ในใจคุณอภิสิทธิ์เองว่า รัฐบาลนี้เกิดขึ้นยังไง แบบแฟร์ๆ ไม่ต้องพูดถึงกรณีที่สื่อลงข่าวกันว่า ตั้งรัฐบาลกันที่ไหน

แต่ผมถามว่า ถ้าไม่มีการยุบพรรคพลังประชาชน จะเกิดรัฐบาลนี้ขึ้นได้ไหม

ถามว่ากระบวนการพิสูจน์ว่า พรรคพลังประชาชนทุจริตการเลือกตั้ง มีกระบวนการอย่างไร แล้วกลไกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่นั้น มันเป็นธรรมไหม ที่คนคนเดียวทำผิด แล้วยุบพรรค รวมทั้งตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคที่ไม่เกี่ยวข้อง มันเกิดจากหลักเกณฑ์ที่ยุติธรรมไหม

ถามว่า คดีที่เกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ 2-3 เรื่อง มันเป็นอย่างไร มันช้ามันเร็วอย่างไร นี่มีคนบอกว่า เขากำลังทำอยู่ รวมทั้งอธิการบดีของผมก็บอกว่า กำลังนี่เขากำลังทำอยู่ ช้าหน่อยไม่เป็นไร

แต่ผมมองว่า กระบวนการทั้ง 2 กระบวนการ อันหนึ่งแล่นอย่างกับรถด่วน แต่อีกกระบวนการหนึ่งไปอย่างกับซาเล้ง ถ้าคุณทำใจเป็นกลางๆ ประเด็นนี้ที่เสื้อแดงพูดว่า 2 มาตรฐาน ก็เป็นเรื่องเห็นๆ กันอยู่ จะปฏิเสธยังไง

ลองสมมติแบบไม่ดูหน้าคนสิ ลองสมมติแบบนายเอ นายบี มีเพื่อนผมสอนกฎหมายมหาชน เวลาสอนไม่บอกว่า หมายถึงใคร แต่ตั้งเป็นปัญหาตุ๊กตาสมมติ ลอยๆ ขึ้นมา แล้วถามนักศึกษา ปรากฏว่านักศึกษา บอกว่ามันไม่ได้ ไม่ถูกต้อง อย่างงั้นอย่างงี้ มันผิดหลักหมด พอเฉลยมา ก็อึ้งกันหมด บอกว่าคนที่ทำอย่างนี้คือ .... ก็อึ้งกันหมด คือไปกันไม่ถูก เพราะคิดถึงหน้าคนอยู่ตลอดเวลาในการตัดสิน ไม่ได้คิดถึงระบบเรื่องหลัก

ถึงบอกว่า คุณเทียบไม่ได้เลย การเลือกตั้ง 23 ธ.ค. เป็นการเลือกตั้งภายใต้ร่มเงาของรัฐประหารอยู่ รัฐบาลมาจาก คมช. ส่วน กกต. ก็มาจากผลพวงของการรัฐประหาร แม้ว่าจะตั้งจากคนที่ศาลฎีกาเลือกมา แต่ภายใต้บริบทต่างๆ เราจะเห็นได้ว่า กลิ่นอายบรรยากาศของรัฐประหาร มันยังอยู่ ภายใต้ความเสียเปรียบของพรรคพลังประชาชน นี่พูดกันแฟร์ๆ แล้วทำไมเขาได้คะแนนมาเกือบครึ่ง แปลว่าคนเลือกพรรคนี้มันโง่เหรอ มันไม่ฉลาดเลย เคยเลือกพรรคไทยรักไทยมาแล้ว เลือกพรรคนี้อีก มันโง่เหรอ ต้องเลือกอีกพรรคหนึ่งใช่ไหมถึงจะฉลาด ต้องเอาอย่างงั้นใช่ไหมประเทศนี้

คือถ้าเลือกพรรคนี้มันโง่ ต้องเลือกอีกพรรคหนึ่งเท่านั้นคุณถึงจะเป็นคนฉลาด ดูดีมีชาติตระกูล

นี่ผมกำลังอธิบายแบบไม่ต้องมีอคติอะไร ไม่ต้องดูหน้าเลย ก็คนเขาเลือก และนี่คือการตัดสินใจทางการเมือง เสร็จแล้วมีคนบอกว่า มีเรื่องซื้อเสียง

ผมถามว่า การซื้อเสียงมันพิสูจน์ยังไง ก่อนรัฐประหารก็บอกว่า ได้มาจากการซื้อเสียง หลังรัฐประหารแล้วไง ยังได้มาจากการซื้อเสียงภายใต้ความคุมเข้มของ กกต. อย่างงั้นเหรอ หรือเป็นเพราะคนเขาเลือก ยังไงเขาก็เลือก เขาจะบอกว่า เขาเลือกอย่างนี้ ไม่สนใจว่าคนกรุงเทพฯ จะบอกว่าผมโง่ จะทำไมผม มันเป็นสิทธิ์ ของผม ผลก็ออกมาเป็นอย่างงั้น เกือบครึ่ง มันก็บีบพรรคอื่น

คุณบรรหาร ก็ยังบอกว่า ถ้าได้มาถึงขนาดนี้ มันช่วยไม่ได้นะ เพราะถ้าไปรวมกับประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล ก็ไม่มีเสถียรภาพหรอก ซึ่งมันก็ถูกของเขา เขาถึงไปร่วมกับพรรคพลังประชาชน ต่อมาจึงมีเหตุยุบพรรค ยุบแล้วถึงแตก แล้วแตกยังไง อีกหน่อยประวัติศาสตร์ก็บอกเอง และรัฐบาลเกิดขึ้นจากตรงนี้

รัฐบาลสมัคร สมชาย เป็นผลโดยตรงมาจากการเลือกตั้ง ส่วนรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ไม่ใช่ผลโดยตรง แต่เป็นผลจากการยุบพรรคพลังประชาชน ในขณะที่มีผู้ยึดสนามบินสุวรรณภูมิอยู่

**** คนรักประชาธิไตย รับไม่ได้ หรอกครับ

คุณอภิสิทธิ์ ได้รับการเลือกในสภาจริง แข่งกับ พล.ต.อ.ประชา จริง ไม่มีใครเถียง แต่ว่าการเกิด มันเกิดจากการยุบพรรคและล้มรัฐบาลไปสองรัฐบาล และเหตุผลที่ล้ม คือคุณสมัคร โดนคดีทำกับข้าว ซึ่งว่ากันตามหลักเกณฑ์ทางนิติศาสตร์แล้ว ประหลาดที่สุด ตามมาด้วยการยุบพรรคพลังประชาชน เพราะคนคนหนึ่งถูกลงโทษว่า กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้วก็ยุบ แล้วทำให้รัฐบาลสมชายล้ม เราจะปฏิเสธอำนาจที่มันดำรงอยู่จริง ซึ่งไม่เป็นอำนาจในระบบ มันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

และนี่คือประเด็นปัญหา และเป็นคำตอบว่า ทำไมเสื้อแดงถึงมีพลังในการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา มันเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าความเคลื่อนไหวไม่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล คนที่มีใจเป็นธรรม รักระบอบประชาธิปไตย เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เห็นแบบนี้ รับไม่ได้หรอกครับ

**** ถ้าอาจารย์เป็นอภิสิทธิ์ จะนำสังคมออกจากความขัดแย้งได้อย่างไร

คือผมไม่ได้เป็นคุณอภิสิทธิ์ และคุณอภิสิทธิ์ ก็ไม่ใช่ผม เพราะถ้าผมเป็น... ผมจะไม่ตั้งรัฐบาลอย่างที่เกิดขึ้นอย่างนี้ คือถ้าผมเป็น ... ผมจะเป็นอีกอย่างหนึ่งเลยตั้งแต่แรก แม้ว่าผมจะเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองของคุณทักษิณก็ตาม ผมจะไม่เป็นอย่างนี้อย่างแน่นอน ยอมรับรัฐประหารไม่ได้ ผมก็จะบอกว่าไม่ได้ และก็ต่อต้านด้วย เพราะในระบอบประชาธิปไตย เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทุกพรรคการเมืองต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการจัดการกับอำนาจนอกระบบ เพราะทุกพรรคการเมืองต้องคิดว่า คนที่พรรคการเมืองจะต้องรับใช้ คือประชาชน ไม่ใช่อื่นใดทั้งสิ้น ในระบอบนี้ ต้องถือว่าประชาชนสูงสุด ดังนั้นผมสมมติตัวเองเป็นคุณอภิสิทธิ์ในเวลานี้ไม่ได้ เพราะมันจะไม่เป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรก มันจะไม่มาถึงจุดแบบนี้

**** บ้านเมืองมีทางออกไหม สถานการณ์เช่นนี้

ผมว่า ยากครับ ก็ผมบอกมาตั้งแต่ตอนรับรัฐธรรมนูญแล้วครับ ว่ารัฐธรรมนูญเป็นอย่างนี้ มันจะสร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองร่ำไป มันไม่มีทางออก ถ้ากติกาพื้นฐานยังเป็นแบบนี้อยู่

**** ถ้าจะแก้ปัญหาต้องแก้รัฐธรรมนูญ

ใช่ แต่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญ หรือที่จริงคือทำรัฐธรรมนูญใหม่ มันเป็นเพียงประเด็นอันหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นส่วนสำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญอย่างเดียว มันไม่พออยู่แล้ว และบรรดาอำนาจซึ่งไม่เข้าสู่ระบบทั้งหลายทั้งปวง ต้องหยุดได้แล้ว รู้ตัวกันดีอยู่

**** พลังในสังคมบางส่วนกำลังเคลื่อนไหว ให้สมานฉันท์ ให้ยุติความรุนแรง เชื่อพลังสังคม พวกนี้ไหม

พลังนี้ออกมาได้ยังไง ผมประหลาดใจมากกับพลังแบบนี้ คือ "พลังขาวเนียน" นี่พูดจริงๆ คำนี้อาจารย์พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์มั้ง ที่ใช้คำนี้ ผมชอบจริงๆ คำนี้

คือ พอเห็นว่าแบบที่เคยสู้ๆ มามันไปไม่ได้ ก็มาเปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนเนียน พอเห็นแดงมาเยอะหน่อย คุณก็มาเรียกร้องสันติ อะไรกันอีกแล้ว คือ ช่างเลือกเวลาเรียกร้องกันจริงๆ

มันไม่ใช่ คือถ้าคุณจะพูด คุณต้องดูบริบทความเป็นมาก่อน คุณกระทืบเขา คุณจัดการกับเขาโดยกลไกที่มันเป็นปัญหา ที่สืบเนื่องมาจากรัฐประหาร พอเขามีพลังขึ้นมาบ้าง เขาสู้ขึ้นมาบ้าง คุณกลับบอกว่า เออๆๆ สันติ สมานฉันท์ อย่าใช้ความรุนแรง แล้วตอนที่คุณจัดการเขานี่ มีความรุนแรงที่ไม่ใช่ความรุนแรงทางกายภาพเนี่ย มันเป็นความรุนแรงในเชิงระบบ ที่คุณปฏิเสธอำนาจที่เขาเลือกตั้งของเขามา คุณทำรัฐประหาร สนับสนุนการรัฐประหารแบบอ้อมๆ เนียนๆ เขาเลือกรัฐบาลมา คุณก็ไปล้ม นี่พูดแบบแฟร์ๆ นะ เออ พูดไปพูดมากลายเป็นว่าคนมองว่า ผมเป็นแดงแล้ว แต่ผมไม่สนใจหรอก ผมพูดความจริง ผมพูดจากสิ่งที่ผมเห็น พูดจากหลักการ หลักการที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ สีที่คนอื่นป้ายให้ไม่อาจทำลายหลักการตรงนี้ได้หรอก

**** อาจารย์เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ยุบสภา แล้วกลับไปเลือกตั้งหรือไม่

การยุบสภาไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งหมดไป แต่จะช่วยทำให้มันมีหนทางมากขึ้น ในเชิงของการเจรจากันในวันข้างหน้า ในการพูดกันถึงการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ หรือการรีฟอร์มกันใหม่ เซท กันใหม่ มันเปิดทางในแง่นี้ เพราะเราต้องยอมรับว่า รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เกิดจากการไปล้ม 2 รัฐบาล แล้วเกิดการเปลี่ยนขั้ว และไม่ได้เกิดขึ้นมาจากในระบบธรรมดา แต่เกิดขึ้นมาจากการยุบแล้วบีบ แล้วเปลี่ยน ไปถามคนที่เขาเปลี่ยนสิ เพราะอะไรเขาถึงเปลี่ยน พูดกันจริงๆ คือสังคมนี้ มันพูดกันไม่สุด คือไม่พูดกันว่า ทำไมคุณถึงเปลี่ยนละ มันเกิดอะไรขึ้น คุณถูกใครบีบ กล้าพูดกันไหมล่ะครับ เรื่องแบบนี้ ในสังคมนี้

ผมว่า ปัญหาในสังคมนี้ มันจะไม่หมดเลยถ้าเรายังพูดกันแบบนี้ เรายังมีเพดานอยู่ตลอดเวลาในการพูด แล้วเราก็อยู่กันตรงนี้ ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ สำหรับคนจำนวนไม่น้อย ยังมีเพดานในการคิดด้วย ส่วนคนที่เห็น คนที่คิด ก็พูดกันนอกรอบ ไม่สามารถพูดในสาธารณะได้ เพราะมีข้อจำกัดอยู่ แล้วจะแก้ปัญหาได้ยังไง

**** มีผู้เสนอว่า แก้รัฐธรรมนูญก่อน ถ้ายุบสภาตอนนี้ ความขัดแย้งจะลงสู่สนามเลือกตั้ง

เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ถูกถ่วงมาตลอด เวลาจะแก้ที ก็มีคนบอกว่า อย่าแก้ เพราะแก้เพื่อประโยชน์พรรคการเมือง และก็มีกลุ่มพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ความจริง บางคนตอนทำรัฐธรรมนูญ ก็บอกว่ารับๆ ไปก่อน เคยไปดีเบทกับผม ผมยังจำได้ เขาบอกว่า สมู๊ทที่สุด คือรับไปก่อน แล้วพอรับเสร็จแล้วค่อยมาแก้ พอจะแก้ปุ๊บ วันนี้บอกว่าแก้ไม่ได้ เพราะแก้ไปจะไปเอื้อประโยชน์นักการเมือง นี่คนพวกนี้ เขาเป็นแบบนี้ และเป็นคนระดับปัญญาชน คนนำสังคม แล้วจะนำสังคมได้ยังไง ในเมื่อคุณยังพูดกลับไปกลับมา ยังกลับกลอกอย่างนี้

คือผมไม่มีปัญหาเลยนะ เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติมาแล้ว ผมก็ยอมรับว่า มันผ่าน แต่สามารถแก้ไขได้จากกฎเกณฑ์การแก้ไขที่อยู่ในรัฐธรรมนูญนั่นแหละ แต่พอจะแก้แล้ว มาบอกว่าห้ามแก้ นี่มันมากไปแล้ว ผมถามหน่อยว่า รัฐธรรมนูญเป็นของคุณคนเดียวเหรอ แล้วอย่าอ้างว่า แก้เพื่อผลประโยชน์พรรคการเมือง เพราะคนที่ค้านก็ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ บางคนได้ประโยชน์ไปดำรงตำแหน่งที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไปเป็น สว. สรรหาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ทีตัวเองได้ประโยชน์ทำไมไม่พูด ถ้าคุณพูดเรื่องผลประโยชน์ คุณควรจะอายตัวเองบ้าง คุณพูดเรื่องหลักการสิ ว่าหลักการที่ควรจะเป็นในทางประชาธิปไตยเป็นยังไง ถ้าประโยชน์เกิดจากหลักการที่ถูกต้อง คุณต้องยอม ไม่อย่างนั้น ก็จะอยู่ในวังวนแบบนี้ ทีนี้เวลาอ้างการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ก็จะถูกมองว่า เป็นการซื้อเวลาให้รัฐบาลแล้ว คนที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่งจะยอมหรือ

**** ที่สุดแล้วการต่อสู้ของเสื้อแดงรอบนี้ อาจกลับบ้านมือเปล่า

ก็เป็นไปได้ เพราะแบกน้ำหนัก เสื้อแดงชุมนุมเหมือนนักมวยขึ้นชก สู้แบบแบกน้ำหนัก คุณสู้กับใครละ

**** ข้อเสนอให้เปิดพื้นที่กลางๆ ทั้ง 2 ฝ่ายได้คุย

ก็เป็นไปได้นะ

**** คุยเรื่องอะไร

เบื้องต้น คุณอาจจะปรับเพราะกลไกระยะสั้นที่สุด เรื่องระบบเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามระบบ ก็ทำให้มันเคลียร์ ถ้าจะทำจริงๆ เดือน 2 เดือนก็เสร็จ แก้ซะตรงนี้ไปเปลาะหนึ่งก่อน จากนั้นก็ไปสู่การเลือกตั้ง แคมเปญสู้กัน แล้วรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ควรจะรีฟอร์มใหม่ไหม ทั้งฉบับ หรือไม่ ก็คุยกันเรื่องเงื่อนเวลาในการยุบสภา ว่าจะยุบและจัดการเลือกตั้งภายในเวลาเท่าไหร่ นี่คือประนีประนอมที่สุดที่จะเป็นไปได้

**** มีบางคนบอกว่าคุณทักษิณควรจะหยุดเหมือน ท่านปรีดี (พนมยงค์) คือไม่ต้องกระโดดมาต่อสู้แบบนี้

คือท่านปรีดี ต่อสู้ผ่านทนายความ เวลาหมิ่นประมาท ท่านก็สู้ตามกฎหมาย ท่านยินดีจะเสียสละตัวเอง ไปอยู่ต่างประเทศจนสิ้นชีวิต สำหรับผม ผมนับถือท่านผู้ประศาสน์การ(ปรีดี พนมยงค์) มาก และนี่ไม่ได้พูดถึงคุณทักษิณ จะพูดถึงแต่ท่านผู้ประศาสน์การ ไม่โยงกับคุณทักษิณ

ผมคิดว่าท่านผู้ประศาสน์การไปอยู่เงียบๆ ในต่างประเทศนั้น อาจจะเป็นความผิดพลาดก็ได้ ผมขออภัยผู้ที่นับถือท่านผู้ประศาสน์การ ผมก็นับถือท่านผู้ประศาสน์การ และเห็นว่าท่านมีคุณูปการอย่างมากแก่สังคมไทย แต่นี่เป็นการประเมินของผม ขณะที่ท่านอาจจะมีความจำเป็นที่ต้องเป็นอย่างนั้น ซึ่งถ้าผมเห็นความจำเป็นอันนั้นของท่าน ผมอาจจะไม่ประเมินอย่างที่ประเมินก็ได้ แต่โดยเหตุที่ผมไม่เห็น ผมจึงรู้สึกว่า การที่ท่านไปอยู่ต่างประเทศเงียบๆ ในอีกมุมหนึ่ง ก็ส่งผลทำให้ภารกิจการอภิวัฒน์ขาดช่วงไป ไม่บริบูรณ์

แต่แน่นอนถ้าคิดถึงชีวิตครอบครัวของท่าน ข้อจำกัดในการต่อสู้ คิดถึงสิ่งเหล่านี้ประกอบกัน ก็คงโทษท่านไม่ได้

สังคมไทยอาจจะมองว่าดี แต่ผมกลับมองอีกด้านว่า ในที่สุดสังคมไทยยังไม่ไปไหน บางทีบทบาทอีกมุมหนึ่งที่ท่านไม่ได้ทำ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดหลายอย่างที่ผมไม่รู้ มันอาจจะทำให้สังคมไทยไปไกลกว่านี้แล้วในเวลานี้

ความจริงท่านปรีดี ท่านสู้ จนถึงเกิดกบฏวังหลวง ปี 2492 นี่คือการสู้ แต่กำลังท่านไม่พอ ท่านแพ้ และแน่นอนว่า ความสะเทือนใจของท่านอาจจะหลายอย่าง คนหลายๆ คน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมต่อสู้ของท่าน จบชีวิตไปในการต่อสู้ ซึ่งผมเข้าใจได้ในแง่ความเป็นมนุษย์ และท่านเลือกอย่างนั้น ผมเคารพในการตัดสินใจของท่าน ท่านอาจอยากจะทำ แต่ท่านประเมินแล้วว่า กำลังไม่พอ ความจริงหลายอย่างมันจึงไปพร้อมกับตัวท่าน

สังคมนี้ ก็ยังกลายเป็นสังคมที่เรายังไม่พูดความจริงอย่างถึงที่สุด ส่วนเรื่องของคุณทักษิณ นั้น ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวพันอะไรกับท่าน ผมทำในส่วนที่เป็นวิชาชีพวิชาการของผม ถ้าคุณทักษิณได้ประโยชน์จากหลักการที่ผมพูด อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับผม แต่เราต้องไม่ลืมนะว่าบริบททางการเมืองสมัยท่านปรีดีกับคุณทักษิณแตกต่างกัน ผมคิดว่า ระบบมันคงจะเซทไปเอง

ในทางวิชาการ เราก็ให้ความรู้จากหลักที่ถูกต้อง ไม่ได้เอาความคิดความเชื่อของตัวเท่านั้นเป็นใหญ่ ก็ใช้ความรู้ให้มาก ผมก็ยังต้องสำรวจตรวจสอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา คุยกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ดูเหตุดูผลอยู่ตลอดเวลา ชีวิตที่ไม่มีการตรวจสอบ เป็นชีวิตที่ไม่มีคุณค่า โสเครติส บอกเอาไว้ เมื่อสักสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว

ผมไม่ได้สนใจตำแหน่งทางบริหาร คือผมอยากทำงานวิชาการ ฉะนั้น ผมพูดได้ โดยที่ผมไม่ต้องสนใจว่า ผมจะได้เป็นอะไร หรือไม่ได้เป็นอะไร วันนี้ตำแหน่งทางวิชาการ ก็ไม่ได้อยู่ในความอาลัยของผมเลย ตั้งแต่จะต้องวิวาทะกับหลายท่านในวงการนิติศาสตร์ ผมอาจจะไม่ต้องเป็นศาสตราจารย์เลยในชีวิตของผม ผมไม่มีปัญหาเลยกับเรื่องพวกนี้ ถ้าการไปอาลัยอาวรณ์ต่อตำแหน่งเหล่านั้น มันไม่สามารถทำให้เราแสดงความเห็นให้กับสังคมได้อย่างบริสุทธิ์ ได้อย่างอิสระ ก็ไม่ต้องหรอก เพราะชีวิตคนเรา มันมีอะไรมาก อยู่ได้อีกสักกี่ปี อีก 20 ปี ผมก็จะเกษียณ

**** อยากให้คนรุ่นหลังรู้จักอาจารย์ในฐานะอะไร

ก็เป็นครูสอนกฎหมาย ที่เคารพในหลักการที่สอน และทำตามที่ตัวเองเชื่อในหลักการที่สอน

**** วันข้างหน้าจะเล่นการเมืองไหม

เราไม่รู้อนาคต มีคนถามเมื่อหลายปีก่อน ผมบอกว่าผมตอบไม่ได้หรอก เขาก็ถามว่า แสดงว่าใจก็คิดอยู่สิว่าจะเล่น เออก็แล้วแต่คนจะคิด คือเราจะไปพูดอะไรให้มันไปเป็นเรื่องฟันลงไปร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไง เราไม่รู้ชีวิตของเราข้างหน้า ที่จะเดินไปในวันต่อๆ ไปจะเป็นยังไง ผมรู้แต่ว่า วันนี้มีความสุขในการสอนหนังสือ พอใจกับสถานภาพชีวิตที่เป็นอยู่ และใช้วิชาที่เรียนรู้มาทำงานให้สังคมเท่าที่ทำได้ ส่วนวันข้างหน้า ก็ปล่อยให้เหตุปัจจัยเป็นเครื่องกำหนดดีกว่า อย่าเอาคำตอบว่า เล่นหรือไม่เล่น ผมไม่รู้หรอก ถ้าเหตุปัจจัยเป็นอย่างนี้ ผมก็อยู่อย่างนี้ ผมไม่รู้ว่า ผมจะเหมาะกับการเมืองแค่ไหน เพราะผมรักในวิชาการ มีความสุขที่ได้คิดทางวิชาการ ได้สอนหนังสือ

การทำบทวิเคราะห์คำพิพากษา ก็ไม่ได้ทำให้ผมได้อะไรจากการทำตรงนี้ ไม่ได้เอาไปขอปริมาณการทำงาน หรือตำแหน่งทางวิชาการ เพราะนี่คือการทำเปล่า ทำด้วยใจรัก เพื่อที่จะบอกกับสังคม ความจริง ผมกับเพื่อนอีก 4 คน อาจจะไม่ทำเลยก็ได้ ก็รออยู่เหมือนกันว่าใครจะออกมาพูดเรื่องเนื้อหาไหม เมื่อไม่มี ผมคิดว่าจะปล่อยให้สังคมไปแบบนี้ไม่ได้

**** คุณทักษิณ และ พรรคเพื่อไทย ได้ประโยชน์จากบทวิเคราะห์ 5 อาจารย์ เต็ม ๆ โดยไม่ต้องจ่ายสักบาท

(หัวเราะ) ก็ไม่เป็นไร มันเป็นเรื่องสาธารณะ ถ้ามัวแต่คิดว่า ใครจะได้ประโยชน์หรือไม่ได้ประโยชน์ หรือกลัวคนจะว่าว่ารับเงิน กลัวคนว่าว่าใกล้ชิดทักษิณ กลัวคนว่าอยากดัง กลัวคนว่าว่าร้อนวิชา ก็จะทำให้เราทำอะไรไม่ได้เลย

คำถามคือ เวลามองตัวเองในกระจกแล้วละอายตัวเองหรือเปล่า คุณซื่อสัตย์ต่อมโนธรรมของคุณไหม คุณได้อะไรไหม คุณเป็นอย่างที่เขากล่าวหาไหม ถ้าคุณไม่เป็นก็คือไม่เป็น ถ้าเราใสเหมือนกระจก ก็คือใสเหมือนกระจก เรื่องแบบนี้ อย่างที่บอกว่า อาจารย์ 5 คนเนี่ย ถ้ามีนอกมีใน มันไม่กล้าทำหรอก จะเอาเกียรติศักดิ์ศรีของตัวเองไปแลกทำไม แต่เพราะว่า เราไม่มีอะไรเลย เราถึงกล้า ใช่ว่าจะมีอนาคตนะ 5 อาจารย์นี้ (หัวเราะ) คุณวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ คุณวิจารณ์ศาลปกครองสูงสุด คุณวิจารณ์ศาลฎีกา คุณวิจารณ์ระดับ Top ของวงการนิติศาสตร์ไทย วงการกฎหมายไทย คุณจะเหลืออนาคตอะไร

**** อาจารย์ วรเจตน์ ห่วงอะไร

ตัวผมไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ ผมก็อยู่ของผมไปอย่างนี้ แต่ผมห่วงอาจารย์รุ่นน้องผม ถ้ากลับมาจากต่างประเทศ คือผมนับถือน้ำใจของเขานะ แต่นี่คือทางที่ผมและเพื่อนเลือกเดิน รู้แต่ว่า เรารักในวิชา เราอยากบอกความจริงแก่สังคม บางคนบอกว่า ศาลพิพากษาไปแล้วไม่ทำให้จบเหรอ แต่ผมคิดว่า สังคมควรสว่างไสวในทางปัญญา ปัญญาจะไม่เกิด ถ้าไม่มีความคิดต่าง ไม่มีการถกเถียงด้วยเหตุผล ผมหวังว่า กลุ่ม 5 อาจารย์ จะเป็นพลังเล็กๆ ให้คนได้ฉุกคิด เรื่องไหนเราถูกไม่ถูก ก็ว่ากันมาด้วยเหตุด้วยผล แต่เราไม่มี ไม่เคยรับผลประโยชน์ใดๆ จากใครทั้งสิ้น

**** อาจารย์ควรภูมิใจหรือเสียใจ ถ้าบทวิเคราะห์ 32 หน้าของอาจารย์ ไปปรากฏในคำอุทธรณ์ของคุณทักษิณ เกือบหมดเลย

ไม่ใช่เรื่องของผม ไม่เป็นปัญหาของผมเลย นี่ผมบอกเลยนะครับ มีคนมาเล่าให้ผมฟังว่า มีการโพสต์ข้อความในอินเตอร์เน็ต ถามว่าทำไมไม่มาจ้างอาจารย์กลุ่มนี้ ...ไม่เกี่ยวอะไรกับผม ผมไม่ได้ยุ่งกับคดีนี้ตั้งแต่แรก ไม่เคยเกี่ยวข้อง เรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆ ที่ผมทำให้กับสังคม

ความมุ่งหมายของผมมีอย่างเดียวคือ ผมต้องการให้สังคมเห็นอีกมุมหนึ่ง ซึ่งไม่มีการพูดกัน เอาความรู้มาเถียงกัน ผมไม่อยากให้สังคมถูกพัดพาไปโดยกระแสในด้านเดียว เท่านั้นเอง และผมคิดว่า ความจริงคือความจริง ความรู้คือความรู้ ไม่อยากให้ใช้ความเชื่อ ไม่อยากให้ใช้อคติ พูดก็พูดเถอะ ธรรมชาติประทานสติปัญญาให้เรา ประทานสมองให้เรา เราต้องคิด ต้องใช้มันให้มาก อคติไม่ต้องใช้มากเพราะสังคมไทยใช้มาเยอะแล้ว ซึ่งที่ผมพูดมา หรือที่กลุ่มห้าอาจารย์พูด เราพูดในเชิงกฎหมาย เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับคำพิพากษานี้ ไม่ได้สนับสนุนความชอบธรรมอะไรในทางการเมืองให้กับคุณทักษิณ เพราะคำพิพากษานี้ เป็นเรื่องการขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ก็ต้องว่ากันตามเกณฑ์ทางกฎหมาย

เพราะเรื่องทางการเมือง ต้องประเมินอีกอย่างหนึ่ง มีเกณฑ์อีกแบบหนึ่ง เป็นคนละเกณฑ์กัน แต่นี่เรากำลังจะเอา 2 เกณฑ์มาเป็นเรื่องเดียวกัน

ไม่ใช่เรื่องที่ผมภูมิใจหรือไม่ภูมิใจ และมีคนถามว่า นี่ผมช่วยคุณทักษิณหรือ? แล้วผมเกี่ยวอะไรกับคุณทักษิณ

ผมขอบอกว่า ถ้าจะดูช่วยไปดูที่เนื้อหา สังเกตไหมว่า แถลงการณ์เที่ยวนี้ เราพูดเรื่องรัฐประหารน้อยนะ ทั้งที่เป็นประเด็นใหญ่สุด เพราะเป็นต้นสายของทุกอย่างที่ตามมา หมายความว่า กระบวนการที่เกิดขึ้น สืบทอดมาจากรัฐประหาร มันควรจะใช้ไม่ได้ แต่ที่พูดตรงนี้น้อย เพราะเราต้องการให้ดูเรื่องเนื้อหา เพราะมีการพูดกันว่า อย่าไปเถียงเรื่องรัฐประหาร และเอาเป็นว่า ถ้าเข้าสู่ระบบปกติมันผิดไหมอย่างไร ผมก็เลยบอกว่าคุณลืมเรื่องรัฐประหารไปเลยก็ได้ คุณเริ่มต้นอ่านจากเนื้อหาในบทวิเคราะห์ของกลุ่มห้าอาจารย์เลย ต่อให้ไม่คิดถึงเรื่องรัฐประหารด้วย ผมไม่อยากให้ทุกคนว่า ประเด็นพวกนี้เป็นเรื่องเทคนิค พอเป็นเรื่องเทคนิคแล้ว คิดว่ายุ่งยากซับซ้อนแล้วเชื่อๆ ตามๆ กันไป ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น

**** ในระยะยาวรากหญ้าหรือสีแดง กับชนชั้นนำในสังคม ใครจะชนะ-แพ้

ในอีกหลายปีข้างหน้า ผมยังเชื่อว่า มีวิวัฒนาการทางธรรมชาติ คนตระหนักในสิทธิของตัวเองมากขึ้น รู้มากขึ้น ระยะยาวคนที่เป็นพลังส่วนใหญ่ของสังคม เขาจะชนะอยู่ดี มันเกิดขึ้นในทุกๆ แห่ง มันจะดึงหรือหน่วงเอาไว้ ได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่สุดท้าย สังคมก็วิวัฒนาการไปสู่จุดที่คนตระหนักในคุณค่าเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาคอยู่ดี เป็นเรื่องธรรมดา แต่ทำนายไม่ได้ว่ากี่ปี เพราะมันไปพันกับลักษณะเฉพาะของสังคมไทย มันจะยากสำหรับสังคมนี้ ที่จะเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้วแต่มันจะเปลี่ยนโดยธรรมชาติของมัน แต่ผมก็ยังเชื่อนะว่า อะไรที่เป็นความจริง มันก็ยังเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ ความจริงอาจจะถูกปิดบังในบางเวลา คนอาจจะเห็นความจริงไม่หมดในบางเวลาหรืออาจจะไม่อยากเห็นความจริงบางเรื่อง เห็นแล้วมันสะท้อนใจ กระแทกใจตัวเองหรือรับไม่ได้ มันไม่ตรงกับที่ตัวเองเชื่อที่ตัวเองคิด

**** ความจริงอาจจะมาช้าหน่อย

วันนี้เรื่องของคุณทักษิณ ก็มีคนที่เชื่อไปแล้วว่า มันเอื้อประโยชน์แน่ๆ มันทำอย่างนี้ มันเอื้อแล้วแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยที่อาจจะไม่ได้แยกแยะเรื่องทางกฎหมายกับการเมืองออกจากกันให้ชัด อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้การวิเคราะห์ในสังคม มันไม่สมบูรณ์เพราะเราไม่สามารถพูดได้ทุกเรื่อง ความจริงในสังคมประชาธิปไตย ต้องวิเคราะห์อย่างสมบูรณ์แล้วก็จะเห็น บางคนถูกปิดตาไว้ข้างหนึ่ง บางคนเต็มใจ ที่จะปิดตาไว้อีกข้างหนึ่ง หรือบางทีปิดไว้ทั้ง 2 ข้าง เพราะเชื่อไปแล้ว พอเชื่อไปแล้วก็จบแล้ว คุณจะพูดอะไรก็ไม่ได้แล้ว เหมือนที่ใครบอกว่า ผมเป็นกาลิเลโอหลงยุค แต่ผมไม่แคร์ เพราะผมรู้สึกว่า เขาไม่สามารถตอแยในเนื้อหาได้ต่างหาก ก็ออกไปทางนั้น ผมจะต้องไปสนใจอะไรกับเรื่องพวกนี้ อย่างที่ผมบอก ถ้าผมสนใจกับเรื่องพวกนี้ ผมไม่ต้องทำอะไรแล้ววันๆ หนึ่ง แล้วผมจะสอนกฎหมายมหาชนยังไง ถ้ามีเรื่องที่ผิดหลักแล้ว ลูกศิษย์มาถามว่า ทำไมอาจารย์ไม่มีความเห็นอะไรเลย มันไม่ได้หรอก

**** อาจารย์วรเจตน์ ตั้งคำถาม ให้สังคมคิด แต่กระแสพัดแรงขนาดนี้ ใครจะฟัง

ก็จริง แต่ผมอยากให้ลองอ่านความเห็นของผู้พิพากษาข้างน้อยในคดีนี้ ในประเด็นเรื่องเอื้อประโยชน์หรือไม่

ท่านผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยในคดีนี้ เขียนข้อเท็จจริงหลายเรื่องไว้ละเอียด บางเรื่องผมก็ได้อ่านหลังจากออกบทวิเคราะห์ไปแล้ว เช่น การอ้างคำพยานผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของสัมปทานดาวเทียม แต่ประเด็นเรื่องหุ้น ท่านผู้พิพากษาท่านนี้ ก็ชี้นะว่า เป็นเรื่องที่คุณทักษิณถือเอง แต่ประเด็นเรื่องนี้ เป็นประเด็นที่กลุ่มห้าอาจารย์ไม่ได้พูดไว้ในบทวิเคราะห์

มีคนคิดว่ากลุ่ม 5 อาจารย์เห็นด้วย แต่ผมมีความเห็นว่า เรื่องหุ้นนี่พูดยากนะ เพราะมันกระทบกับระบบการถือครองหุ้นทั้งระบบ

คุณขายหุ้นให้ลูก ต่อมาลูกจะขายหุ้นต่อไป ลูกอายุ 22 มาปรึกษาคุณ คูณบอกขายหรือไม่ขาย แล้วจะแยกยังไง ว่าหุ้นเป็นของคุณ หรือเป็นของลูก ในทางรูปแบบ หุ้นเป็นของลูก แต่ในทางเนื้อหา ก็ชักไม่แน่ใจว่าใครถือครอง พอวินิจฉัยยาก ความไม่แน่นอนในทางนิติฐานะจะเกิดขึ้นทันทีในระบบกฎหมาย เพราะคุณออกทางไหน ก็วิพากษ์วิจารณ์ได้ ผมจึงถามว่า คุณจะเอายังไง จะเขียนกฎหมายห้ามขายให้ญาติใกล้ชิดไหม คือห้ามคนในครอบครัวรัฐมนตรีถือครองหุ้นเลยไหม จะไหวไหม

**** ได้ข่าวว่า อาจารย์ วรเจตน์ เป็น กาลิเลโอหลงยุค เป็น องครักษ์พิทักษ์ปลวก ไปแล้ว

ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมคิดว่า คนในวงการเขาก็รู้กันอยู่ว่าเป็นยังไง ก็เหมือนที่ผมถูกป้ายเป็นพวกทักษิณไง ซึ่งมันก็ช่วยไม่ได้ จะป้ายก็ป้ายไป

Thursday, March 25, 2010

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2553

ความชอบธรรม

ทางออกในความแตกแยก

ไม่ธรรมดา

หอย (ม่วง) พ่นพิษ

เกินเยียวยา

รัฐประหารเงียบ

วาทกรรมหลงยุคของไดโนเสาร์หนุ่มปลุกผีคอมมิวนิสต์ข้อหากระทำการเป็นไพร่?

ก่อนจะถึงวันที่27มีนาฯ

ส.ส.เพื่อไทย อ้างสื่ออังกฤษแพร่ข่าวรัฐบาลไทยจ้างทหารเป็นพรรคพวก

"แรมโบ้อีสาน" นำทีมเสื้อแดงโกนหัวประท้วงรัฐบาล

เผย จนท.รปภ.สภาสง่างามแล้ว

ส.ว.จวกรบ.มองข้ามไม่บอกกล่าว-ปรึกษาคุมเข้มรัฐสภา

ฉุนขบวน"นายกฯ"ทำรถติดหนัก คนทนไม่ไหวบีบแตร-เปิดไฟสูงไล่ ทั้งคณะมีกว่า30คัน

หัวหน้า ตร.สากลมอนเตเนโกรลั่นไม่ส่งตัว "แม้ว"ผู้ร้ายข้ามแดน อ้างเป็นพลเมืองมีสิทธิ์ช่วยเหลือ

ยังมีอีกหลายมือ

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: ถอยทัพปรับขบวน

ที่มา thaifreenews


ขอเขียนชเลียร์หัวโตหน่อย (ฮา) ถูกต้องแล้วคร้าบ ที่เสื้อแดงควรยุติการชุมนุมแล้วปรับขบวนใหม่ (อ่านประกอบที่นี่)

ที่จริงผมมีความเห็นส่วนตัวว่าเสื้อแดงมีทางลง 2 ทางคือ หนึ่ง ม็อบไปถึงวันแดงเดือด (ฮา) หรือสอง ม็อบไปถึงวันที่ 24 มี.ค. แล้วเลิก เพราะอะไร ก็เพราะกฎหมายความมั่นคงประกาศใช้ถึงวันที่ 23 มี.ค. เสื้อแดงควรแสดงให้เห็นว่าสามารถม็อบได้อย่างสันติ โดยไม่ต้องมีกฎหมายความมั่นคง (แล้วคราวหน้ามาใหม่อย่าประกาศใช้อีกนะ)

แต่พอดี๊ ฟังทักกี้ปลุกม็อบเมื่อวันที่ 17 บอกให้อยู่อีก 7 วันจะชนะ (คือวันที่ 24 พอดี) ผมเลยถอนความเห็นเดิม มาเชียร์หัวโตดีกว่า ว่าให้ดาวกระจายขอบคุณชาวกรุงเทพฯ แล้วเลิกม็อบ เพราะผมมองไม่เห็นเลยว่า อีก 7 วันชนะของทักษิณคืออะไร ทักษิณจะทำอะไร จะนำไปสู่ความรุนแรงอีกหรือไม่

เสื้อแดงควรยุติการชุมนุมได้ เพราะแม้ไม่ชนะ ในแง่ของข้อเรียกร้องให้ยุบสภา แต่ก็ชนะในแง่ของการแสดงให้เห็นว่าสามารถต่อสู้โดยสันติ ชนะใจคนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อย (ไม่เห็นมีชาวบ้านบางระจัน มีแต่หนังบางระจันภาค 2 โฆษณาหนังนี่หว่า)

ถ้าย้อนไปตั้งแต่ก่อนม็อบ ผมก็เขียนอย่างนี้มาตลอด แสดงพลัง แสดงความมุ่งมั่น ยืนหยัดสันติวิธี แม้จะแสดงอารมณ์บ้าง แต่ไม่เกินขอบเขตของ “อารยะขัดขืน” ผลที่ออกมายังดีกว่าที่ผมคิดด้วยซ้ำ คือเสื้อแดงฝ่ายสันติวิธีสามารถแสดงตนยึดกุมการเคลื่อนไหวได้ การประกาศไล่เสธแดงกับสุรชัยออกไป ทำให้สังคมยอมรับว่าเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องการต่อสู้อย่างสันติ

อันที่จริง ถ้ายกเว้นการแสดงพลังของมวลชนที่เป็นแง่ดี การนำของม็อบเสื้อแดงในตอนแรกก็แทบไม่ยกระดับจากเดิม ยังสับสน ยังมั่ว ไม่มียุทธวิธีที่เป็นเอกภาพ มาตรการหลายๆ อย่างไม่ได้คิดมาก่อน เช่นกรีดเลือด ก็ดูเหมือนจะคิดได้บนเวที และทั้งที่การเคลื่อนไหวใน 3-4 วันแรกต้องถือว่าประสบความสำเร็จทางการเมือง ก็ยังมีพวกที่ใจร้อนโวยวายว่าไม่ชนะ เพราะคิดกันว่าจะเอามวลชนเข้ามาให้ถึงล้านคน โห! ตลก ถ้าไม่พูดอย่างนั้นเสียก่อน นี่คือม็อบที่มีคนมามากที่สุดแล้วนะครับ พธม.ที่อ้างว่าเป็นแสน นับจริงๆ ไม่เคยถึง แค่สื่อช่วยตีปี๊บ เพราะคนเต็มสนามหลวงอย่างแน่นสุดก็ 8 หมื่น เสื้อแดงครั้งนี้อย่างน้อยก็แสนขึ้น ส่วนตอนกลางวันแดดจ้าน่ะ คุณไปดูเหอะ ผีหลอกเหมือนกัน แกนนำก็กลับไปนอนบ้าน มีแต่คนแก่เฝ้าเต้นท์

แต่ “แกนนำ” ที่ผมคิดว่าไม่ใช่คนเดียวหรือ 2-3-4-5 คน แต่เป็นความคิดและประสบการณ์ที่ตกผลึกของขบวนคนเสื้อแดง ในการต่อสู้หลายปีที่ผ่านมา ตลอดจนการเปิดโรงเรียนการเมืองในหลายพื้นที่ ก็ทำให้ฝ่ายสันติ ฝ่ายที่มีหัวคิด สามารถกุมสถานการณ์และยืนหยัดต่อสู้ได้ นี่เป็นข้อสำคัญ ที่จะนำไปสู่การ “ปรับขบวน” อย่างหัวโตท่านว่า

ฉะนั้นเมื่อมองถึงความสำเร็จที่ได้มา การเลิกม็อบในวันเสาร์หรืออาทิตย์ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะประเด็นที่เรียกร้อง คือการยุบสภา ม็อบได้จุดประกายไว้แล้ว เป็นประเด็นที่ต่อสู้เรียกร้องต่อไปได้ ทั้งในรัฐสภา ในเวทีสาธารณะ หรือแม้แต่การกลับมาม็อบอีกครั้ง ขณะที่ประเด็นความเป็นธรรม ความยุติธรรม ก็ส่งผลสะเทือนพอสมควรในวงกว้าง

อยู่ต่อไปอาจเป็นอย่างหัวโตว่า คือคนกรุงอาจกลับมาเบื่อหน่าย ไม่พอใจ แถมถ้าอยู่ครบ 7 วันตามที่ทักกี้เรียกร้อง ก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น การไม่ฟังทักกี้ กลับเป็นเรื่องดีเสียกว่า ที่แสดงให้เห็นว่าเสื้อแดงไม่ได้เดินตามใบสั่ง แต่ถ้าทักกี้ต้องการให้ม็อบอยู่อีก 7 วันจริง ก็ต้องขยายความ ต้องบอกให้แกนนำและมวลชนเข้าใจว่าจะได้ชัยชนะมาอย่างไร ไม่ใช่อุบไว้คนเดียวแล้วสั่งซ้ายหันขวาหัน

ความสำเร็จของม็อบอีกอย่างที่เป็นผลพลอยได้คือ ได้เห็นความน่าขันของพวกสันติวิธีขาวนวลกว่าต้ม ตามศัพท์ อ.พิชญ์ ซึ่งอันที่จริง พวกขาวนวลแทบไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากออกจอ การที่ม็อบไม่รุนแรงเป็นเพราะความเติบโตมีประสบการณ์ของพวกเขาเอง รวมทั้งคำตักเตือนจากผู้ที่เห็นใจฝ่ายเสื้อแดงทั้งหลาย

ยกตัวอย่างกรรมการสิทธิฯ นะครับ บอกก่อนว่าไม่ได้ปฏิเสธความปรารถนาดี ไม่ได้คิดว่าท่านไม่จริงใจ และไม่ถึงกับเป็นฝักถั่วอย่างทักกี้ว่า (เพราะทักกี้ไปเหมารวมกับกรรมการชุดเดิม) แต่การเคลื่อนของกรรมการสิทธิฯ ที่มีหมอชูชัย ศุภวงศ์ เป็นตัวประสาน แค่เริ่มต้นก็มีคำถามแล้วในฐานะที่หมอชูชัยคือรองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหน้าแหลมฟันดำ พอเข้าไปเจรจากับเสื้อแดงแล้วเปิดแถลงข่าว กำหนดข้อตกลงว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ หมอเหวงยังโวยว่าอ้าว มีโผล่มา 2-3 ข้อโดยไม่ได้ตกลงกันก่อน แต่เขาก็รับ ไม่ว่าอะไร พอมาเจรจากับรัฐบาล ดูเหมือนจะไม่ได้เจอะไรเลย ปล่อยให้อภิสิทธิ์แย่งซีนพูดเป็นพระเอก อาจารย์อมราเสียท่าได้เป็นแค่ตัวประกอบ (แม่พระเอก-ฮา) กรรมการสิทธิฯ ทำไมไม่ตำหนิรัฐบาลที่ไอ้เทือกไอ้ไทออกมาพูดถึงท่อน้ำเลี้ยง เลือดคนเลือดสัตว์ ทั้งที่นั่นคือการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง

ไม่อยากพูดเลยนะครับ แต่ย้อนไปที่ออกหมายจับอริสมันต์ ใครแจ้งจับ-วีระ สมความคิด ตอนแรกผมก็ไม่คิดอะไร เพราะสมความคิด ถ้าคุณวีระไม่แจ้งจับอริสมันต์สิเป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่กลับมานึกได้อีกทีตอนเห็นกรรมการสิทธิฯ ออกมาเดินท่อมๆ อ้าว เฮ้ย คุณวีระเป็นอนุกรรมการสิทธิชุดหมอนิรันดร์นี่หว่า (อนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง)

คือมันไม่ผิดหรอกครับ แต่เขาเรียกว่าไม่เหมาะ ขัดต่อตำแหน่งหน้าที่ คุณมีหน้าที่เข้ามาเป็นตัวกลาง เจรจา รับเรื่องร้องเรียนกรณีที่เกิดการละเมิดสิทธิ แต่คุณไปแจ้งจับผู้นำม็อบเสียเอง พธม.คนอื่นมีเยอะไป ก็ให้เขาแจ้งจับกันไปสิ

มันน่าสนุกนะครับถ้าสมมติม็อบเสื้อแดงมีเรื่องร้องกรรมการสิทธิ แล้วไปเข้าอนุฯ ที่มีทั้งคุณวีระ สมความคิด, คุณสมชาย หอมลออ, คุณนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ณ NBT

ขบวนประชาธิปไตย

การปรับขบวนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย และขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

พูดง่ายๆ ว่าคุณเรียกร้องให้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แล้วเอาพ่อไอ้ปื๊ดมาเป็นนายกฯ เนี่ยนะ

พรรคเพื่อไทยไม่ใช่พรรคไทยรักไทย ที่จุดเด่นคือความมีประสิทธิภาพ มีความเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง มีบุคลากรที่โดดเด่นด้านต่างๆ รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ได้ยุบพรรคตัดสิทธิไปถึง 2 ครั้ง บุคลากรที่เหลืออยู่ตอนนี้จึงมีแต่พวกหางแถว พวกนอมินี พวกที่ไร้ฝีมือไร้ชื่อเสียงเป็นส่วนใหญ่ จะทำอย่างไรให้ได้คนโดดเด่นเข้ามานำพรรค ไม่ใช่แค่ 1-2 คน แต่เป็นกลุ่มที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและคนทั่วไป ว่าบริหารประเทศได้ ดีกว่า ปชป. ผมยังมองไม่เห็น

ลองนึกชื่อดูสิ ในฝ่ายเพื่อไทยและเสื้อแดง ใครเหมาะจะเป็นนายกฯ มากที่สุด คำตอบคือจาตุรนต์ ที่โดนตัดสิทธิไปแล้ว

พรรคเพื่อไทยต้องปรับ เสื้อแดงก็ต้องปรับ เป็นองค์กรคู่ขนานกับพรรคเพื่อไทยอย่างหัวโตท่านว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างพรรคการเมืองใหม่ เพราะต้องยอมรับว่านักการเมืองเพื่อไทย จำนวนไม่น้อยไร้คุณภาพ แต่ในภาวะที่ไม่มีตัวเลือก ก็ต้องเลือกจุดร่วมสงวนจุดต่าง

พลังคู่ขนานในเสื้อแดงจะต้องมี 3 ส่วน ส่วนที่ 3 คือการเคลื่อนไหวของจาตุรนต์ และบ้านเลขที่ 111 คนอื่นๆ ที่ยังรักษาระยะห่างกับเสื้อแดง การรักษาระยะห่างนั้นถูกแล้ว เพราะทำให้จาตุรนต์ได้รับการยอมรับในวงกว้างมากกว่า พูดง่ายๆ ว่าคนเกลียดตู่มากกว่าเกลียดจาตุรนต์เยอะ แต่จุดไหนที่จาตุรนต์จะก้าวเข้ามาได้เต็มตัว ต้องถามพี่อ๋อยเอง เพราะแกเป็นคนที่ถ้าไม่มั่นใจอะไร 150% แล้วไม่ทำ (ฮา)

ฉะนั้นคนอื่นๆ ก็ควรเข้าร่วมกับจาตุรนต์ (หรือเคลื่อนไหวแข่งกับจาตุรนต์ก็ได้) เพื่อผลักดัน วางแนวคิดแนวทาง (คนเก่งทั้งนั้น กลายเป็นทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้อย่างหัวโตว่า)

อย่างไรก็ดี พลังสำคัญที่จะต้องมีบทบาทคู่ขนานกับเสื้อแดงในขบวนการประชาธิปไตย ซึ่งผมขอแยกออกมาเป็นอีกส่วน ก็คือพลังของนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ที่เรียกว่าเป็นฝ่าย 2 ไม่เอา

ผมยืนยันเสมอมาว่าทักษิณมีปัญหาความไม่ชอบธรรม แม้ถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรมด้วยอำนาจรัฐประหาร (ซึ่งไปสร้างความชอบธรรมให้ทักษิณ) ปัญหานี้ก็ยังเป็นตัวขัดขวางไม่ให้ทักษิณเป็นฝ่ายชนะ และกลายเป็นอุปสรรคของเสื้อแดง ซึ่งมีทักษิณเป็นปานมาแต่กำเนิด

ลำพังเสื้อแดงจึงไม่สามารถชนะ ผมไม่เคยคิดว่าเสื้อแดงจะชนะได้ แต่เป้าหมายคือประชาธิปไตยชนะได้ ยิ่งทักษิณยิ่งไม่มีทางชนะได้ แต่คุณอาจจะได้รับความเป็นธรรม ได้ความยุติธรรมคืน โดยหมดโอกาสที่จะกลับมามีอำนาจ

ขบวนการประชาธิปไตยจะชนะ ต้องประกอบด้วย 2 ส่วนคือมวลชนเสื้อแดง กับพลังเหตุผลของนักวิชาการนักเคลื่อนไหวฝ่าย 2 ไม่เอา ซึ่งเคยคัดค้านความไม่ชอบธรรมของทักษิณ แล้วก็คัดค้านรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ เพราะแม้คนเหล่านี้จะมีจำนวนหยิบมือ แต่มีเหตุผล เช่น การโต้แย้งคดียึดทรัพย์ของ อ.เกษียร อ.วรเจตน์ มีน้ำหนัก ส้งคมรับฟังมากกว่าที่ทนายทักษิณหรือนักการเมืองพรรคเพื่อไทยพูด

ปัญหาก็คือจะเพิ่มบทบาทคนเหล่านี้ได้อย่างไร ตั้งแต่บุคคลระดับ อ.นิธิ อ.เกษียร อ.วรเจตน์ ดร.สมศักดิ์ มาจนถึง สนนท. หรือคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่อยู่ในเว็บประชาไท ฟ้าเดียวกัน ซึ่งผมเชื่อว่าจำนวนมากเชียร์แดง แต่ไม่ยักไปม็อบ เพราะยังมีจุดต่าง

เรามีคนฝ่ายนี้มากนะครับ แต่กระจัดกระจาย และแน่นอนว่าไม่ใช่คนที่จะรวมตัวกันไปก่อม็อบ เพราะต่างก็มีภาระในบทบาทของตน เช่นคุณจะให้ อ.วรเจตน์ขึ้นเวทีปราศรัย แกก็ไม่เอาด้วย แกขอวิจารณ์เรื่องกฎหมายเท่านั้น (เราต้องไม่เอาอย่าง พธม.ที่เอาบทบาทหน้าที่ไปรับใช้การเคลื่อนไหวทางการเมือง) ฉะนั้นปัญหาน่าจะอยู่ที่ model ว่าพลังส่วนนี้จะแสดงออกได้อย่างไร จะเสริมบทบาทของคนรุ่นใหม่ ที่คิดเห็นอย่างมีเหตุผล ให้แสดงออกต่อสังคมได้อย่างไร

ไม่คิดเรื่องนี้ ประชาธิปไตยไม่ชนะ เพราะบอกแล้วว่าลำพังเสื้อแดงไม่ชนะ ทักษิณยิ่งไม่ชนะ มีแต่พลัง 2 ไม่เอาที่จะโน้มน้าวคนชั้นกลางคนรุ่นใหม่ได้

ผมไม่เคยคิดว่ารูปแบบของชัยชนะคือเสื้อแดงยึดอำนาจ ปกครองประเทศ โค่นล้มโน่นนี่ แต่รูปแบบชัยชนะของประชาธิปไตยคือ สังคมกลับมาสู่ความมีเหตุผล ปฏิเสธความสุดขั้วสุดโต่งที่เกิดจากรัฐประหาร ล้างมลทินที่เกิดจากรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ไล่อำมาตย์กลับไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่คืออย่ายุ่งกับการเมือง และต้องอยู่ใต้อำนาจประชาชน วางกติกาใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ปลอดการแทรกแซง แล้วเดินหน้าต่อไป วันนั้นใครจะชนะเลือกตั้งไม่สำคัญ จะเป็น ปชป. จะเป็นเพื่อไทย แต่ถ้าให้ดี อยากเห็นพรรคเพื่อไทยแข่งกับพรรคการเมืองใหม่ โดย ปชป.กลายเป็นพรรคท้องถิ่น (ฮา)

อ้อ ลืมไป พลังที่จะล้มอำมาตยาธิปไตย นอกจากเสื้อแดง สองไม่เอา ที่จริงต้องมีแนวร่วมมุมกลับ คือพันธมิตรด้วย หัวโตคงบอกว่าผมเพ้อฝัน แต่ผมน่ะสังสรรค์กับหัวแถวพันธมิตรมากกว่าพวกหางแถวที่มาคอยเขียนด่าผม ซึ่งได้แต่นั่งฟังอยู่หน้าเวที เอาไว้ว่างๆ จะเขียนถึงแนวคิด Power Play ของพันธมิตรส่วนที่ไปจาก NGO จากภาคประชาชน แต่โดยสรุปคือ เขาหยุดไม่ได้ ด้านหนึ่งเขาปกป้อง “ระบอบไม่เอาทักษิณ” ที่พวกเขาร่วมสร้างขึ้น ให้มีอำนาจ และแชร์อำนาจ แต่อีกด้านหนึ่งพวกเขาก็ยังไม่พอใจในอำนาจที่มีอยู่ ไม่พอใจในระบอบที่เป็นอยู่ ฉะนั้นพวกเขาก็ต้องต่อสู้ ต่อรอง เหมือนอย่างกรณีมาบตาพิษที่เป็นหอกข้างแคร่รัฐบาล เป็นปัจจัยเสี่ยงคู่ขนานกับม็อบเสื้อแดง

พันธมิตรน่ะเป็น “ตัวป่วน” ชั้นดีเลยละครับ จี้ก้นไว้อย่าให้เขาหยุดก็แล้วกัน

ใบตองแห้ง
19 มี.ค.53