ที่มา ประชาไท หมายเหตุผู้เขียน - เดิมเป็นข้อคิดเห็นและข้อแลกเปลี่ยนที่มีต่อแถลงการณ์ของ 250 นักวิชาการและประชาชนที่ตอบในกระทู้ แต่เนื่องจากกระทู้ดังกล่าวมีผู้ตอบเยอะมาก และสิ่งที่ผมเขียนต้องการสื่อไปยังผู้ที่ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ทุกท่าน เกรงว่าจะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ จึงขอรบกวนพื้นที่ในการสื่อสารแลกเปลี่ยนด้วยครับ ก่อนอื่นของแจ้งก่อนว่า ผมเคารพความคิดเห็นของทุกท่านที่ลงชื่อในแถลงการณ์นะครับ และยินดีที่ท่านปรารถนาดีต่อประชาชน แต่มีประเด็นที่อยากแลกเปลี่ยนด้วย ดังนี้ 1.ผมเองก็อยากให้รัฐบาลยุบสภานะ แต่คนละเหตุผลกับพวกคุณ เพราะเมื่ออ่านจากแถลงการณ์ของพวกคุณ เหมือนว่าไม่ได้ base on หลักการทางการเมืองอะไรเลย เพียงแค่ต้องการปลดล็อกสาเหตุของความรุนแรงเท่านั้น หมายความว่า ถ้าหากเปลี่ยนสถานการณ์เป็นพันธมิตรเข้ามาเรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ยุบสภา พวกท่านก็ยังคงลงชื่อเพื่อกำจัดเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความรุนแรง ...เท่านั้นหรือครับ ส่วนที่มาของรัฐบาล หรือสิ่งที่รัฐบาลฟ้าประทานนี้กระทำ ไม่มีผลในทางหลักการต่อพวกท่านเลยหรือ? หรือว่าแถลงการณ์นี้ไม่ได้มาจากหลักการใดๆ ตั้งแต่แรก? 2.ข้อเสนอจริงๆ ของแถลงการณ์นี้คืออะไร? แค่ยุติความรุนแรง? หรือขอให้รัฐบาลยุบสภา และรับผลจากการเลือกตั้ง (take over ข้อเสนอส่วนใหญ่มาจากเสื้อแดง แต่ยืดเวลามากกว่า?) ไม่ได้ชี้ให้เห็นปัญหาที่แท้จริงหรือเสนอสิ่งใดมากกว่านั้น ...ผมอาจจะคาดหวังกับปัญญาชนมากเกินไป แต่น่าจะช่วยเสนอหรือทำอะไรกันได้มากกว่านี้นะครับ (ในรายชื่อ หลายคนก็ active อยู่ แต่หลายคนก็... เอ่อ... เอาเป็นว่า ผมไม่อยากให้เอาแค่ปริมาณเข้าว่า ไม่อยากให้แค่มีอาจารย์มาลงชื่อแล้วกลับไปใช้ชีวิตสุขสบาย คุยว่าฉันมีส่วนร่วมกับการเมืองแล้วนะ... แต่ถ้ายุทธศาสตร์ของพวกคุณคือแค่รวมรายชื่อปัญญาชนและอาจารย์ให้เยอะที่สุด ผมก็คงไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้แล้วครับ) 3.ช่วงนี้มีแถลงการณ์ออกมาเยอะมาก และแทบจะไม่มีพลังอะไรต่อสังคม ผมไม่ทราบว่าเป็นเพราะตัวแถลงการณ์ไม่มีพลังอยู่แล้ว (ไม่ได้ base on อะไร) หรือว่าเป็นเพราะสื่อกระแสหลักไม่ยอมเล่นด้วย ถ้าเป็นประการแรก คงต้องอภิปรายกันเป็นการเฉพาะ แต่ถ้าเป็นประการหลัง ผมคิดว่าน่าจะหาวิธีให้เรื่องราวเหล่านี้เข้าถึงประชาชน, โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ, ให้มากกว่านี้ครับ โดยเฉพาะหาทางติดต่อกับสื่อที่กระแสหลักหน่อย ให้อยู่ในความรับรู้ของประชาชนทั่วไป 4.สำหรับการแถลงข่าว, เสวนา, อภิปราย หรือการจัดนิทรรศการในช่วงนี้ หลายอันก็เป็นสิ่งที่ดี แต่จากการสังเกตการณ์หลายครั้ง พบว่ามีแต่คนที่ “เชื่อ” อยู่แล้ว ไปฟังแล้วก็ตบมือเห็นด้วย เพราะจัดแต่สถานที่ที่เป็นสนามเหย้าของเสื้อแดง (อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา, อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย) ผมคิดว่าถ้าลองจัดเป็นงานเสวนาในย่านอื่น หรือนิทรรศการหมุนเวียน รวมถึงรณรงค์เรื่องกฎกติกาของระบอบประชาธิปไตย (เช่นการชุมนุมและเดินขบวนไม่ใช่การจับคนกรุงเทพฯ เป็นตัวประกัน เป็นต้น) ด้วยตำแหน่งแห่งที่ของแต่ละท่านน่าจะได้ประโยชน์กว่าการมานั่งลงชื่อในแถลงการณ์ (ที่อาจจะไม่เกิดพลังหรือส่งผลกระทบใดๆ) เช่นนี้ ซึ่งถ้าจะกระทำอยู่แล้วก็ขออภัย ผมไม่ได้ติดตามวงในสักเท่าไร บังเอิญไม่มี face book เลยเป็นเหมือนคนตกข่าวของ โลกไซเบอร์ (อันที่จริง อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า การลงชื่อแถลงการณ์ผ่าน face book หรือ e mail ก็เหมือนกีดกันคนส่วนใหญ่จาก action ทางการเมืองเหมือนกันนะครับ เว้นแต่พวกท่านอยากจะเคลื่อนไหวกันเอง ไม่อิงกับกลุ่มอื่นใด) แค่นี้ก่อนครับ ยังนึกประเด็นอื่นไม่ออก ไว้มีอะไรเพิ่มเติมจะมาแลกเปลี่ยนกันอีก แล้วขอร้องครับ อย่ามาถามกลับว่า แล้วผมทำอะไรบ้าง? เพราะมันคนละประเด็นกัน ผมเป็นแค่คนธรรมดาที่ได้ไปร่วมชุมนุมบ้าง ฟังที่เขาพูดบนเวทีบ้าง แต่ไม่มีตำแหน่งแห่งที่ที่เวลาพูดแล้วจะมีคนฟังครับ ปล. ต่อให้ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ก็ไม่ได้หมายความว่าแถลงการณ์ดังกล่าวควรจะชอบธรรมในความเห็นของผมอยู่ดี ด้วยความปรารถนาดีครับ
สำเร็จ รักษาศาสตร์
ประชาชน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, March 30, 2010
จดหมายจากผู้อ่าน: ว่าด้วยข้อเสนอของนักวิชาการให้ยุบสภาใน 3 เดือน
วิกฤตการเมืองและวิกฤตรัฐธรรมนูญ : คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน
ที่มา ประชาไท เปลวเทียน ส่องทาง กล่าวสรุปได้ว่า ความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยปัจจุบันที่อยู่ในขั้นวิกฤตนั้น ผู้เขียนขอเสนอความคิดเห็น และข้อเสนอทางออกเบื้องต้นบางประการ คือ 1 วิกฤตการเมือง ที่สืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ฝ่ายประชาธิปไตย มองว่า การขึ้นสู่อำนาจของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีความชอบธรรม ไม่ได้รับเสียงสวรรค์จากประชาชนในฐานะพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเสียงข้างมากในสภา แต่มีการหนุนหลังของกองทัพและอำมาตย์ จึงจัดตั้งรัฐบาลได้ เป็นการแทรกแซงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ขณะที่ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย กล่าวอ้างว่า พรรคการเมืองต่างๆสนับสนุน ไม่มีใครแทรกแซง จึงชอบธรรมที่จะจัดตั้งรัฐบาล 2 วิกฤตเรื่องรัฐธรรมนูญ 50 ฝ่ายประชาธิปไตย มองว่า คณะรัฐประหารได้กำหนดให้รัฐธรรมนูญ 50 เป็นกลไกหนึ่งของระบอบอำมาตยาธิปไตย อำนาจนอกระบอบมีอำนาจเหนืออำนาจรัฐสภาอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง การลงประชามติของประชาชนในครั้งนั้น ถูกข่มขู่บังคับทั้งทางตรงทางอ้อม ประชาชนไม่มีเสรีภาพโดยอ้างว่า รัฐธรรมนูญ 50 ผ่านการลงประชามติของประชาชน เป็นเสียงข้างมาก จึงย่อมชอบธรรม ซึ่งเป็นความจริง”ครึ่งเดียว” กล่าวได้ว่า เป็นการลงประชามติ ที่อัปยศที่สุด ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 3 อย่างไรก็ตาม แนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ในเรื่องดังกล่าว ไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมืองแต่ละฝ่าย หรือให้อยู่ในกรอบของรัฐสภาเพียงอย่างเดียวแต่เชื่อมโยงกัน เนื่องจากความขัดแย้งที่สำคัญครั้งนี้เป็นความขัดแย้งที่ประชาชนในสังคมไทยที่ขนาดใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ประชาชนก็รับรู้และตระหนัก จึงควรต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง ผ่านการเริ่มต้นด้วยการยุบสภา ไม่มีทางเลือกอื่นใดๆ เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างสงบและสันติวิธี ฤาจะปล่อยให้ความขัดแย้งนำสู่ความรุนแรง เกิดความเกลียดชังไปทั่วทุกหัวระแหง แบ่งแยกฝ่าย อย่างไม่มีการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กัน หรือจะปล่อยให้เกิดสงครามขึ้น? รอยร้าวที่ยากประสานที่เห็นและเป็นอยู่ หลอมรวมได้ด้วยการ “ยุบสภา” 4 ภายหลังจากการยุบสภา ต้องจัดตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งและรณรงค์ประชาธิปไตยที่ยุติธรรมทุกฝ่ายยอมรับ เป็นกลไกขับเคลื่อน มีกระบวนการสื่อสารหลักการสำคัญให้ประชาชนตระหนักถึงระบอบประชาธิปไตย ทุกคนเท่ากัน เสมอภาคกัน ทุกคน หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งที่มีวาระแน่นอน ฯลฯ 5 พรรคการเมืองที่ลงแข่งขันการเลือกตั้ง นอกจากนำเสนอนโยบายแล้ว ต้องเสนอให้ชัดเจนต่อประเด็นรัฐธรรมนูญ 50 ว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร ถ้าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 หรือจะเอารัฐธรรมนูญ 40 หรือจะปรับแก้ไขเพิ่มเติม โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ที่ไหน หลังได้รับการเลือกตั้งจะเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมเมื่อไหร่ อย่างไร ประชาชนก็มีสิทธิเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมประเด็นในรัฐธรรมนูญได้เช่นกันเพื่อลดอำนาจอำมาตย์ อำนาจนอกระบบ เพิ่มสิทธิประชาชน เช่น การให้คนงานเลือกตั้งตัวแทนในพื้นที่สถานประกอบการ การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน เป็นทางเลือกเดียว ไม่ว่าฝ่ายอำมาตยาธิปไตย หรือฝ่ายประชาธิปไตยจะคิดอย่างไร แต่การปกครองการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตย การแก้ไขวิฤตการเมืองที่สำคัญก็คือ คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนเท่านั้น
Monday, March 29, 2010
ธาตุแท้อภิสิทธิ์
ที่มา Thai E-Newsถกนัดแรกไร้ข้อยุติ-นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคณะเจรจาฝ่ายรัฐบาล เปิดการเจรจากับแกนนำเสื้อแดง นำโดยนายวีระ มุสิกพงษ์ ที่สถาบันพระปกเกล้า เมื่อวานนี้ โดยเริ่มจากเวลาราว16.00น.ไปถึง19.25น. เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์การเมือง และหาข้อยุติร่วมกัน โดยฝ่ายนปช.เสนอให้ยุบสภาภายใน2สัปดาห์ ส่วนฝ่ายรัฐบาลยังเบี่ยงว่ามีองค์ประกอบด้านอื่นๆที่ต้องพิจารณา และนัดเจรจายกสองในเวลาเย็นนี้(ภาพข่าว:REUTERS)
โดย สมสุริยะ ทองสุกใส
29 มีนาคม 2553
การพิจารณาเรื่องๆต่างๆ เราต้องดูที่ธาตุแท้อย่าดูเพียงที่รูปแบบ
จากเวทีเจรจาระหว่างนายอภิสิทธิ์ กับแกนนำเสื้อแดง ก็เป็นไปดั่งคาด ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงเป็นเจ้าคารม เล่นลิ้น พลิ้วได้อย่างฉับไวเหมือนเดิม
แต่เนื้อแท้ธาตุแท้ ของเขาแล้ว เขามีจุดยืนความคิดที่มั่นคง ยังชื่นชมระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่เป็นฐานหลักให้เขามีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน
การเจรจาในครั้งนี้ เห็นได้ว่า เขายังใช้สำนวนการสนทนาให้คลุมเครือให้ดูดี จึงต้องจับให้ได้ไล่ให้ทัน
ต้องดูๆให้ดีที่เนื้อหา และอย่าไปหลงกล คารม สำบัดสำนวน การเฉไฉ การเปลี่ยนประเด็นการสนทนาต่างๆ ก็จะเห็นว่า เขายังยอมรับการรัฐประหาร 19 กันยายน 49 แม้ปากกว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร(แต่พฤติกรรมยอมรับการรัฐประหารอย่างหน้าชื่นตาบาน)
รัฐบาลของเขาแต่งตั้งในค่ายทหาร และมีนายประวิตร ตัวแทนทหาร เป็นรมต.กลาโหม มีงบประมาณกองทัพมากที่สุดในรอบ 20 ปี
เขายังยอมรับรัฐธรรมนูญ50 แม้ปากว่าไม่เห็นด้วยในบางประเด็น
เขาบอกว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 เป็นการแก้ไขเพื่อตัวเอง
แต่ไม่ได้บอกว่าการยืนยันให้มีรัฐธรรมนูญ 50 เป็นการไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อคงไว้ซึ่งความได้เปรียบให้แก่ตนเอง พรรคประชาธิปัตย์และระบอบอำมาตยาธิปไตย
เพื่อความยุติธรรม ก็ต้องคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน ตัดสินซิ ว่าต้องการรัฐธรรมนูญแบบไหน อย่างไรโดย การยุบสภา แล้วให้ทุกพรรคการเมืองเสนอนโยบายหาเสียงที่ต้องประกาศให้ชัดว่าจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ แก้อย่างไร
เขายังอ้างว่า เขามาตามกติกาประชาธิปไตย อย่างชอบธรรม รัฐสภา พรรคการเมือง เลือกเขาเป็นนายกรัฐมนตรี(แต่ชาวโลกรู้กันไปทั่วว่าเขาเป็นนายกฯทหารตั้ง อำมาตย์อุ้ม)
แต่แกล้งหลงลืมหลักการประชาธิปไตย หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงทุกคนเท่ากัน
อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตยต้องไม่แทรกแซงครอบงำ
พรรคที่ได้รับเสียงข้างมากต้องจัดตั้งรัฐบาล
คนเสื้อแดง ประกาศชัดยุบสภาประเด็นเดียว เรื่องอื่นไม่เกี่ยว แต่เขาก็ยังอ้างถึงว่าเสื้อแดงต้องการการนิรโทษกรรมทักษิณ ทั้งๆที่ทักษิณเอง ก็ประกาศชัดว่า การเจรจา อย่าเอาตัวเขาไปเกี่ยว เป็นเรื่องประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องนายทักษิณ เป็นเรื่องส่วนรวม
เขาบอกว่า รัฐบาลของเขาก็เพิ่มงบประมาณให้กองทัพเหมือนรัฐบาลทักษิณ แต่เขาไม่ได้บอกว่า รัฐบาลทักษิณให้งบด้านสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย
รัฐบาลเขาให้งบ GT 200 ที่โกงกินคอรับชั่นกัน ซึ่งไม่เหมือนกัน
เขาบอกว่า การยุบสภา ต้องถามคนหลายส่วน คนหลายส่วน คงไม่ใช่เพียงคนเสื้อแดง นายอภิสิทธิ์คงหมายถึงคณะกรรมสิทธิ์มนุษยชน สถาบันพระปกเกล้า สถาบันพัฒนาการเมือง สภาองค์กรชุมชน ฯลฯ ประเภทประชาสังคม เหลือง กระนั้นหรือ?
ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่เป็นคนเสื้อแดง และคนเสื้อแดงมีหลายส่วนเช่นกัน มีกลุ่มมากมาย หรือถ้าจะให้ตั้งชื่อองค์กรใหม่ แยกย่อยเป็นองค์กรได้เยอะ ถ้าจะทำกันเพื่อให้เห็นว่า เป็นองค์กรส่วนอื่นๆก็ทำได้อยู่แล้ว เหมือนพวกประชาสังคมเหลืองทั้งหลาย
คำถามก็คือว่า เป็นการอ้างคนส่วนอื่นๆ เพื่อที่ทำให้ดูเหมือนมีส่วนร่วม ทั้งๆที่คนส่วนอื่นๆที่นายกรัฐมนตรีอ้างถึง ก็เป็นองค์กรส่วนอื่นของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง
นายอภิสิทธิ์ มักตีฝีปากว่า ยุบสภา คิดอยู่แล้ว แต่ก็ไม่บอกชัดจะเมื่อไหร่ หรือท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง ว่า “จะยุบสภา ถ้า……” ซึ่ง แปลว่า “ไม่ยุบ”
เขาคงไม่ยอมคืนอำนาจอยุธิปไตยให้ประชาชน โดยการยุบสภา
ธาตุแท้แล้ว เขากลัว อำนาจอธิปไตยของประชาชน นั่นเอง
เขากลัวการยุบสภา เพราะยุบสภาจะทำให้เขาหมดโอกาสการเป็นนายกรัฐมนตรีตามใจปรารถนาของเขา เขาไม่ยอมยุบสภานั่นเอง
…………..
ถามตรงๆ นายอภิสิทธิ์ อย่าพลิ้ว อย่าเถ อย่าเล่นลิ้น
ถ้านายต้องการยุบสภา ต้องมีรูปธรรม ภายในเวลากี่วันกี่เดือนก็บอกมา
นายบอกว่า ต้องการให้ส่วนอื่นๆมีส่วนร่วม มีใครบ้างบอกมาให้ชัด
จะได้เป็นกลาง เป็นธรรมใช่ไหม บอกมาเลย จะได้รู้กัน
และถ้านาย ไม่ต้องการยุบสภา ก็บอกมาเลย
ยุติการเล่นลิ้นเสียที คนเขาจับได้ไล่ทันหมดแล้วครับ
การเจรจาระหว่าง นปช. กับ อภิสิทธิ์
ที่มา Thai E-Newsฝ่ายแกนนำเสื้อแดงเสนอว่าการยุบสภาทันที เพื่อให้ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิ์กำหนดว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร และกำหนดว่ารัฐบาลควรใช้นโยบายการปกครองแบบไหน ตามกระบวนการประชาธิปไตยมีน้ำหนักมาก ฝ่ายรัฐบาลมีแต่ข้ออ้างว่าทำไมไม่ควรยุบสภา-ใจ อึ๊งภากรณ์
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
29 มีนาคม 2553
การเจรจาระหว่าง นปช. กับอภิสิทธิ์ มีจุดเด่นตรงที่มันเป็นผลของการประท้วงครั้งยิ่งใหญ่ของเสื้อแดง และที่น่าทึ่งคือพลังเสื้อแดงสามารถบังคับให้อภิสิทธิ์เจรจาถ่ายทอดสดต่อหน้าประชาชน
ทำให้เรานึกถึงภาพการเจรจาถ่ายทอดสดระหว่างรัฐบาลเผด็จการคอมมิสนิสต์โปแลนด์กับสหภาพแรงงาน Solidarity ในทศวรรษที่ 80
การเจรจาถ่ายทอดสดมีประโยชน์มาก เพราะเปิดโปงจุดยืนของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน ไม่สามารถมีการบิดเบือนโดยสื่อ และผู้แทนประชาชนไม่สามารถไปทำข้อตกลงลับหลังมวลชนได้ ดังนั้นเราต้องเรียกร้องให้การเจรจาเป็นแบบนี้ทุกครั้ง
อภิสิทธิ์ถูกเปิดโปงว่าสนับสนุนกระบวนการทุกอย่างที่มาจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา และการแทรกแซงการเมืองโดยทหาร ทั้งๆ ที่พยายามโกหกว่าไม่สนับสนุนรัฐประหาร มีการโกหกอีกว่าเขาเป็นนายกประชาธิปไตย ไม่มีการขึ้นมาโดยทหารหนุนหลัง เขาตอบไม่ได้ว่าประเทศไทยอยู่ภายใต้อำมาตย์หรือไม่
อภิสิทธิ์พยายามซื้อเวลา โดยการปฏิเสธการยุบสภา ข้ออ้างของเขาคือต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน และต้องสร้างความสงบสุขในสังคมก่อนที่จะมีการเลือกตั้งได้ ซึ่งแปลว่ารอไปอีกนาน
ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงเสนอว่าการยุบสภาทันที เพื่อให้ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิ์กำหนดว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร และกำหนดว่ารัฐบาลควรใช้นโยบายการปกครองแบบไหน ตามกระบวนการประชาธิปไตย มีน้ำหนักมากฝ่ายรัฐบาลมีแต่ข้ออ้างว่าทำไมไม่ควรยุบสภา
อภิสิทธิ์บอกว่าต้องไปถามพันธมิตรฯและคนอื่นก่อนที่จะตัดสินอะไร แต่ฝ่ายเสื้อแดงบอกว่าในเมื่อพันธมิตรฯมีพรรคการเมือง ก็ให้ทดสอบในการเลือกตั้งไปเลย
ส่วน กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาฯนายกพูดว่าถ้ามีการเลือกตั้ง พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดไม่ควรมีสิทธิ์แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งแสดงว่ากอร์ปศักดิ์ไม่เคารพประชาชนและประชาธิปไตย
นอกจากนี้กอร์ปศักดิ์ยังบิดเบือนประวัติศาสตร์โดยการบอกว่า “ทุกฝ่ายไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งในอดีต” จริงๆ แล้วมีแค่ฝ่ายพันธมิตรฯ ทหาร อำมาตย์ และประชาธิปัตย์ที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง
การเรียกร้องให้ยุบสภาเป็นข้อเรียกร้องที่ทุกคนควรจะยอมรับได้ แต่ภายในเสื้อแดงเองเราก็คงเถียงกันต่อว่ามันจะแก้ไขหรือล้มอำนาจอำมาตย์ได้หรือไม่ในระยะยาว ผมเชื่อว่าเราต้องสู้ไปไกลกว่านี้
ไม่ว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ พรรคเพื่อไทยต้องเสนอนโยบายใหม่ๆ ที่สามารถครองใจคนจนได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสวัสดิการ การขึ้นค่าแรง การช่วยเกษตรกร การสร้างสันติภาพในภาคใต้ฯลฯ ไม่ใช่แค่ย่ำอยู่กับที่และอาศัยบารมีเก่าของทักษิณ
ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่พร้อมจะทำตรงนี้ คนเสื้อแดงควรพิจารณาสร้างพรรคเสื้อแดงที่ก้าวหน้ากว่าพรรคเพื่อไทยโดยเน้นการปลุกระดมมวลชน
การหันหลังให้มวลชนหรือไปแอบทำอะไรใต้ดินไม่ใช่คำตอบ นอกจากนี้เราต้องชนกับลัทธิอำมาตย์อย่างชัดเจน ไม่ใช่ขอให้ประชาชนจงรักภักดี ในขณะที่เสื้อแดงส่วนใหญ่เบื่อกับการจงรักภักดี คนอย่างหมอเหวงไม่ควรเสียเวลากับการนำเรื่องประมุขแบบอังกฤษมาพูดในการเจรจา เพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดี และแกนนำคนอื่นควรเลิกจุดธูปไหว้เทวดาซึ่งไม่มีจริงบนเวที
แกนนำ นปช. ตั้งคำถามกับอภิสิทธิ์ว่าเขาจะปกครองประเทศได้ไหมถ้าไม่ยุบสภา? ถ้ามันไม่ยุบ เราชาวเสื้อแดงต้องทำให้รัฐอำมาตย์ปกครองไม่ได้
สัมภาษณ์ดร.สุดา รังกุพันธ์:ความจริงกรณีสื่อผู้จัดการแพร่ข่าวลือทำข้อสอบหายกลางม็อบแดง
ที่มา Thai E-Newsหวังว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติกับดิฉัน เพียงเพราะดิฉันมีทัศนะร่วมกับคนเสื้อแดง ดิฉันไม่ได้ท้อใจค่ะ คิดว่าจะตั้งใจทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมวงกว้างให้มากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ที่ผ่านมายังทำงานให้ประชาชนไม่มากพอ
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มีนาคม 2553หมายเหตุไทยอีนิวส์:เวบไซต์ผู้จัดการASTV ได้พาดหัวข่าวว่า ลือหึ่งอาจารย์คณะอักษร รั้วจามจุรีสีชมพู ผู้ฝักใฝ่การชุมนุมร่วมกับคนเสื้อแดง หอบ “ข้อสอบประมวล” ของนิสิตปริญญาโทไปตรวจกลางม็อบแดง ผลปรากฏข้อสอบหายทั้งปึก นิสิตซวยเจอให้สอบใหม่ และต่อมาผู้จัดการASTVรายงานข่าวว่า ผศ.ดร.นิรดา สีมากุล รองผู้อำนวยการหลักสูตรฯเผยว่า อาจารย์ผู้รับผิดชอบ ที่ทำข้อสอบหายไปนั้น คือ ดร.สุดา รังกุพันธ์ แต่ไม่ได้เกิดในช่วงของการชุมนุมขณะนี้ เป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีการศึกษาที่แล้ว ซึ่งทำให้นิสิตต้องสอบรายวิชานั้นใหม่จริง พร้อมทั้งแสดงความเห็นว่า ดร.สุดา เป็นอาจารย์นักกิจกรรม ออกไปนอกคณะบ่อยครั้ง แม้ไม่ได้ระบุว่า ออกไปทำกิจกรรมอะไร เกี่ยวกับวิชาการ หรือเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่การออกไปทำกิจกรรมบ่อยๆ ก็อาจมีผลต่อการเรียนการสอน
ไทยอีนิวส์ได้สัมภาษณ์ดร.สุดาในเรื่องดังกล่าว ดังต่อไปนี้
ไทยอีนิวส์:อยากทราบข้อเท็จจริงเรื่องข่าวทำข้อสอบหายกลางม็อบ?
ดร.สุดา:ขอชี้แจงก่อนว่า ดิฉันไม่ได้เป็นกรรมการสอบประมวลดังกล่าวปีนี้ จึงไม่มีข้อสอบไปทำหายนะคะ
แต่ก็จริงอยู่ที่ดิฉันได้ทำคำตอบข้อสอบนิสิตหายเมื่อราวเดือนมีนาคมปีที่แล้วค่ะ ได้มีการแจ้งกก.และจัดสอบใหม่ จนนิสิตรุ่นนั้นได้จบการศึกษาไปแล้ว และไม่จบบางคน
ไทยอีนิวส์:หลังจากข่าวเผยแพร่ทางเวบผู้จัดการแล้ว มีปฏิกริยาอย่างใดตามมาบ้าง?
ดร.สุดา: ยังไม่ได้รับทราบอะไรจากนิสิตหรืออาจารย์ทางอื่น นอกจากทางอีเมล์ FB (เฟสบุ๊ค) และในเว็บบอร์ดบางแห่งค่ะ
สำหรับคนที่รู้จักกันก็ให้กำลังใจเป็นส่วนใหญ่ค่ะ คนที่ประณาม ด่าว่าเสียหายเข้ามา ก็บางส่วนไม่มีตัวตน เช่น ใน FB เมื่อเข้าไปตรวจสอบประวัติ จะพบว่ามีเพื่อน ๑ คนเป็นต้น ส่วนอีเมล์ ก็เป็นชื่อแปลกๆ ที่ไม่ใช่ชื่อคนไทย และมักมีลักษณะ "แอบจิต" โดยใส่หัวเรื่องมาว่า "ให้กำลังใจ" พอคลิกอ่านเมล์ ปรากฏว่าด่ารุนแรง ก็น่าสนใจดีค่ะ
หลักสูตร EIL นี้ เป็นหลักสูตรนานาชาติ ดิฉันไปช่วยเป็นภาระงานเพิ่มเติมจากภาระงานปกติ ที่จริงไม่ได้อยากสอนเลย แต่เนื่องจากในบางช่วงก็ขาดอาจารย์ ก็ต้องช่วยกันค่ะ เรื่องข้อสอบหาย ดิฉันก็รู้สึกแย่มากๆ
เงินทองหาย ยังไม่เท่าคำตอบข้อสอบนิสิตหายเลย เพราะเรารู้ว่ามันสำคัญแค่ไหนกับนิสิต เป็นครูมา ๙ ปี ทุกการสอบมีแต่ครูอยากให้มันผ่านไปไม่มีปัญหา นิสิตขาดสอบคนหนึ่ง เราก็เครียดแล้ว ต้องไปให้อาจารย์ผู้สอนออกข้อสอบใหม่ อำนวยการให้นิสิตได้สอบ สำหรับคนเป็นครู ก็มีเรื่องเครียดอยู่เท่านี้ค่ะ
ดังนั้น หากดิฉันสมควรได้รับโทษตามวินัยอันใดในกรณีดังกล่าว ก็สมควรอยู่ค่ะ แต่ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของมหาวิทยาลัยนะคะ ไม่ใช่การมาจัดการย้อนหลัง ดิฉันคิดว่าไม่มีระเบียบแบบนี้ เพราะดิฉันรายงานต่อคณะกรรมการทันที แม้จะได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ผู้ใหญ่บางท่านให้ใช้วิธีอื่นแก้ปัญหา แต่ดิฉันเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ได้ยืนยันรายงานต่อกรรมการบอร์ดหลักสูตรตามตรง มีโทษทางวินัยอะไร ก็พร้อมรับตามความผิดอยู่แล้วค่ะ
แต่ในเมื่อปีที่แล้ว มาจนตอนนี้ไม่มีการดำเนินการทางวินัยอะไร บอร์ดต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องก็ต้องได้รับรายงานไปแล้ว ไม่ดำเนินการก็ถือมีความผิด หรือไม่ได้รับรายงาน บอร์ดก็ควรผิดด้วย และกรณีอื่นๆ ในมหาลัยดำเนินการอย่างไร ดิฉันหวังว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติกับดิฉัน เพียงเพราะดิฉันมีทัศนะร่วมกับคนเสื้อแดง
ไทยอีนิวส์:ที่มีข่าวผศ.ดร.นิรดา สีมากุล รองผู้อำนวยการหลักสูตรฯแสดงความคิดเห็นว่าดร.สุดาไปทำกิจกรรมนอกคณะ อยากให้ชี้แจงด้วย
ดร.สุดา:กรณีอ.นิรดามาชี้แจงว่าเป็นข้อสอบปีที่แล้ว และให้ความเห็นเรื่องการทำกิจกรรมนอกคณะของดิฉันก็มีความคลาดเคลื่อนมาก ดิฉันได้ท้วงติงอาจารย์ไปหลายเรื่องว่า อาจารย์นิรดาเป็นอาจารย์ที่สถาบันภาษา ไม่ใช่คณะอักษรฯ รู้ได้อย่างไรว่าดิฉันเอาเวลางานไปทำกิจกรรมข้างนอก กิจกรรมอะไร ดิฉันก็งงอยู่ เพราะดิฉันไปทำรายการวิทยุชุมชนวันเสาร์อาทิตย์ หรือตอนค่ำๆ การไปออกรายการโทรทัศน์ ก็เป็นเรื่องปกติ อาจารย์ท่านใดๆ ก็รับเชิญไปออกได้ และก็ไม่ได้บ่อยเท่าไร
อาจารย์นิรดาเป็นรองผู้อำนวยการหลักสูตรในสมัยเดียวกับที่ดิฉันเป็นรองผู้อำนวยการหลักสูตร ดิฉันก็แปลกใจที่อาจารย์เขาให้สัมภาษณ์เกินบทบาทหน้าที่ของเขาหลายประเด็น แต่ได้รับการยืนยันจากอ.นิรดา ว่าหลายเรื่องอาจารย์ไม่ได้พูดดังในข่าว นี่ก็แสดงให้เห็นการบิดเบือนข้อมูลของสื่อนี้
สัปดาห์นี้ดิฉันจะติดต่อขอเข้าพบคณบดีเพื่อเรียนชี้แจงเพราะข่าวได้สร้างความเสียหายให้กับองค์กร ก็ต้องรอฟังค่ะ
ไทยอีนิวส์:กรณีที่สื่ออย่างผู้จัดการนำเสนอข่าวเพื่อหวังโจมตีนักวิชาการที่ร่วมกับเสื้อแดงสะท้อนถึงอะไร?
ดร.สุดา:สิ่งที่อยากบอกสังคมคงจะต้องใช้เวลาในการเรียบเรียง ตั้งใจจะเขียนบทความชำแหละวิธีการใช้ภาษาทำลายชื่อเสียง โจมตีบุคคลของสื่อประเภทนี้ โดยส่วนตัวดิฉันเป็นผู้สนับสนุน free speech ไม่ต้องการให้มีการไปปิดสื่อนั้นสื่อนี้ โดยฝ่ายการเมืองที่เรืองอำนาจ
ดิฉันสนับสนุนการดำรงอยู่ของทุกสื่อ แต่ไม่สนับสนุนการกุมอำนาจสื่อของรัฐ อยากเห็นเสรีภาพสื่อแบบอเมริกามากกว่า ให้คลื่นวิทยุโทรทัศน์ และมีการแข่งขันเสรี และอยากให้คลื่นวิทยุโทรทัศน์เป็นของเอกชนให้มากที่สุดหรือทั้งหมด
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าสื่อเสนออะไรผิดข้อเท็จจริง เราต้องฟ้องร้องเอาเองแบบอเมริกา ไม่รู้จะฝันไกลไปหรือเปล่า เพราะเมื่อเจอกับตัวเอง แค่นึกถึงการขึ้นศาลยังเหนื่อยเลย เอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ค่ะ
ข้อสังเกตเบื้องต้นของการใช้ภาษาในข่าวชิ้นแรกของเขาคือ เขารายงาน"ข่าวลือ" ดังนั้นเขาอาจอ้างว่าไม่รับผิดชอบต่อความจริงเท็จ เหมือนการเขียนคอลัมน์ซ้อเจ็ด แล้วก็จะมีคนมาแสดงความเห็นชี้นำไปในทิศทางที่ต้องการ ในกรณีของดิฉัน ชัดเจนว่าส่วนใหญ่โจมตีเรื่องการมาร่วมกับเสื้อแดง ไม่ใช่เรื่องข้อสอบหายสักเท่าไหร่
ไทยอีนิวส์:อยากบอกอะไรกับสังคมบ้างจากกรณีนี้
ดร.สุดา:ฝากเรียนผ่าน thaienews ว่าดิฉันไม่ได้ท้อใจค่ะ คิดว่าจะตั้งใจทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมวงกว้างให้มากขึ้นเสียด้วยซ้ำ
ที่ผ่านมายังทำงานให้ประชาชนไม่มากพอ สังคมไทยต้องมี free speech (เสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น) เว็บที่สนับสนุนเสรีภาพทางความคิดอย่างคนเหมือนกัน หรือเป็นสื่อทางเลือกอย่างประชาไท และเสนอข่าวด้านอื่นๆ ที่กระแสหลักละเลยอย่าง thaienews ต้องมีที่อยู่ที่ยืนในสังคมไทย
สื่อผู้จัดการก็ไม่ได้ก่อผลเสียหายไปเสียทั้งหมด วิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาสื่อเลวๆ คือติดอาวุธทางการวิเคราะห์แยกแยะให้กับประชาชน และเพิ่มกลไกการช่วยเหลือด้านการร้องเรียนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการการให้ความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายจากสื่อ
ในฐานะนักภาษาศาสตร์ ดิฉันเห็นว่าสังคมไทยที่อาศัยวิธีการสื่อสารด้วยข่าวลือเป็นผลมาจากการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารของรัฐไทย หรือพูดให้ชัดตามแนวการวิเคราะห์สังคมของคนเสื้อแดงคือ รัฐอำมาตย์ไทยนั่นเอง
นักภาษาศาสตร์ควรถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องตีแผ่ความจริงอันเกี่ยวเนื่องกับปัญหาสังคมนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร ในโลกปัจจุบันที่มีการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสาร จากผลของวิทยาการเทคโนโลยีการสื่อสารรวดเร็วและทะลุทะลวงทุกพื้นที่
การล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟ ตอนที่ 3
ที่มา thaifreenews
ปี ค.ศ. 1914 รัสเซียเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ สงครามทำให้ประชาชนระเบิดความต้องการออกมาเป็นการล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รัสเซีย ประชากรชาย 14 ล้านคนต้องถูกเรียกระดมพล ประชากร 67 ล้านคนทางตะวันตกอยู่ภายใต้การครอบครองของศัตรู 6 ล้านคนถูกบังคับให้พลัดถิ่น
ชาวยิวกว่า 5 แสนคนถูกขับไล่ออกจากแนวรบ 3.3 ล้านคนตายหรือสูญหายอย่างไร้ร่องรอย ตัวเลขคนตายอาจมากถึง 8 ล้านคน แต่บางทีการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 อาจไม่ใช่เพราะความพ่ายแพ้ของทหารในสงครามโลก แต่เป็นเพราะความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและซาร์ล่มสลายลง
มูลเหตุที่รัสเซียเข้าร่วมสงครามเพียงเพราะทำตนเป็นผู้ปกป้องชาวสลาฟที่กำลังต้องเผชิญสงครามกับออสเตรีย – ฮังการี เพียงเพราะซาร์ยึดมั่นในชาติกำเนิดที่เป็นคนสลาฟ การเข้าร่วมสงครามครั้งนี้ เค้านต์ วิทท์ ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ผู้จงรักดีต่อราชบัลลังค์บอกว่า เป็นสงครามที่โง่และบ้ามาก เพราะไม่เพียงแต่จะสร้างหายนะให้แก่ทุกประเทศที่ทำสงครามแล้ว ผลร้ายที่ตามมาคือระบอบกษัตริย์รัสเซียจะถึงกาลอวสานและระบบสาธารณรัฐก็จะเข้ามาแทนที่
เมื่อรัสเซียเข้าสู่สงคราม สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมรัสเซียคือกระแสชาตินิยมที่ถูกปลุกขึ้น ชาวรัสเซียในขณะนั้นล้วนสนับสนุนสงครามเพื่อปกป้องแผ่นดินรัสเซียอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เลยพลอยทำให้ความขัดแย้ง การก่อจราจล การประท้วงนัดหยุดงานที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่เหตุการณ์เหมืองทองเลนาสิ้นสุดลง
31 สิงหาคม ค.ศ. 1914 ซาร์มีราชโองการเปลี่ยนชื่อเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันให้เป็นภาษาสลาฟว่า “เปโตรกราด” (Petrograd) แต่ที่ทำร้ายจิตใจประชาชนกันสุดๆ ยิ่งไปกว่าสูญเสีย(ชื่อ) เมืองหลวง คือ รัฐบาลห้ามขายเหล้าวอดก้าทั่วประเทศ ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้และประชาชนต้องต้มเหล้าเถื่อนกินกันเอง
หลังจากทำสงครามมาได้หนึ่งปี ซาร์นิโคลัสที่ 2 เสด็จไปบัญชาการรบแนวหน้าด้วยตัวเอง ซาร์ดื้อรั้นไม่ฟังเสียงทัดทานจากสภาดูมา แม้จะมีความมุมานะสักเพียงใดแต่ซาร์ก็ไร้ความสามารถ ที่สำคัญกองทัพเยอรมันเหนือกว่ากองทัพรัสเซียมากมายนัก
ราชินีอเล็กซานดราก็เข้าแทรกแซงรัฐบาลอย่างผิดประเพณี และความรักใคร่เอ็นดูเชื่อมั่นต่อรัสปูตินชายชาวนาผู้มีบรรดาศักดิ์จากแดนไกล ทำให้เกิดข่าวลือเกี่ยวกับการคบชู้และการทำลายชาติโดยใช้อำนาจมืด ระบบราชการก็ถูกพันธนาการด้วยการตอบสนองต่อการทำสงครามแบบเบ็ดเสร็จ
จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่การสนับสนุนกองทัพทั้งด้านการขนส่ง อุตสาหกรรม พลังงาน จะไม่กระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประชาชนรัฐบาลหาเงินมาทำสงครามด้วยการขึ้นภาษี กู้เงินต่างประเทศ และการเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบอย่างผิดๆผลคือเกิดภาวะเงินเฟ้อหนี้สินล้นพ้นตัว ราคาสินค้าเพิ่มหลายเท่าตัว คนงานมีรายได้แค่พอประทังชีวิต
สงครามที่ยืดเยื้อและความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องตลอดจนการล้มตายของทหารหลายล้านคน ทำให้ฝ่ายซ้ายที่แต่เดิมต่อต้านสงคราม ได้เปลี่ยนความคิดโดยเสนอให้เปลี่ยนสงครามของจักรพรรดินิยมให้เป็นสงครามกลางเมืองภายในและก่อการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐเปลี่ยนประเทศเป็นสังคมนิยม
ปลาย ค.ศ 1916 ถึงกุมภาพันธ์ 1917 คนงานจำนวนมหาศาลเข้าร่วมนัดหยุดงานท่ามกลางฤดูที่หนาวเหน็บ และภาวะที่เมืองต้องขาดแคลนอาหารอย่างหนัก(ขนมปัง) เมืองเปโตรกราดเข้าขั้นวิกฤติเมื่อโรงงาน ธนาคาร ร้านค้าปิดกิจการกันทั้งเมือง การคมนาคมเป็นอัมพาต การประท้วงบานปลายเป็นการขับไล่รัฐบาลที่แก้ปัญาหาไม่ได้ จราจลทั่วเมือง สถานีตำรวจถูกเผา มวลชนตั้งเครื่องกีดขวางบนถนน
ซาร์ ทราบเรื่องจึงสั่งการจากแนวหน้าให้ทหารปราบปรามให้สิ้นทราก ตำรวจและทหารยิงประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตมากมาย ในที่สุดทหารเกือบทั้งเมืองหันมาสนับสนุนประชาชน ซาร์ สั่งทหารจากแนวหน้าเข้าเมืองหลวงเพื่อปราบปราม การจราจลไม่มีทีท่าจะยุติ ไม่มีใครควบคุมสถานการณ์ได้
ในที่สุด ซาร์ ตัดสินใจสละราชบัลลังค์เมื่อ 1 มีนาคม 1917 (14 มีนาคม 1917 ตามปฏิทินสากล) และลงนามอย่างเป็นทางการในวันรุ่งขึ้น เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์โรมานอฟ
การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 ทำให้เสรีภาพและประชาธิปไตยคือระเบียบใหม่ในชีวิตประจำวัน แค่ชั่วข้ามคืนทุกคนแปรสภาพจากพสกนิกร (subject)กลายเป็นพลเมือง (citizen)เสรีภาพและประชาธิปไตยนำมาซึ่งความหวังในชีวิตที่สดใสของชาวรัสเซีย แม้แต่ในหมู่ทหารต่างก็ยินดีปรีดากับการโค่นล้มซาร์ พวกเขาเบื่อหน่ายเต็มทนกับโครงสร้างที่กดขี่ของระบบทหาร
การสิ้นสุดราชวงศ์โรมานอฟเป็นสิ่งยืนยันว่าความจงรักภักดีต่อกษัตริย์แบบไม่มีเงื่อนไขไม่มีอีกแล้ว แม้แต่ในหมู่ชาวนาที่ได้ชื่อว่ายึดถือกรอบความคิดเก่าเหนียวแน่นที่สุด ใครที่คิดว่าชาวนาจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากซาร์นั้นไม่จริงอีกต่อไป
ชาวนาค้นพบความจริงว่า พวกเขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยปราศจากซาร์ แต่ถ้าปราศจากชาวนาแล้ว ซาร์และราชวงศ์จะไม่สามารถมีชีวิติยู่ได้อย่างแน่นอน ซาร์ได้นำพาตัวเองให้ตกต่ำดำมืด และนำพาชาวนาไปสู่ความพินาศ
คัดลอกบางตอนจากนิตยสาร “ลงแดง” ฉบับพิเศษ (ขบวนการล้มเจ้า ต้นศตวรษษที่20)
พระอินทร์
วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2553
ต้องหยุดระเบิด
หอกจาก "เสื้อแดง" แยก รัฐบาล "หอย" อภิสิทธิ์ ออกจากเปลือกทหาร
นายกฯ ของใคร
การ์ตูน เซีย 29/03/53
เคลื่อนทัพ
ส.ว.ทนไม่ได้อ้างถูกฝ่ายบริหารย่ำยี"อำนาจนิติบัญญัติ"ปิดถนน8สายสู่สภา กระทำมิบังควร กั้นเส้นทางเสด็จฯ
สื่อนอกชื่นชม"รัฐบาล-เสื้อแดง"เปิดฉากเจรจาสงบศึกแม้ยังไม่ได้ข้อสรุป
ขว้าง'เอ็ม26' บึมศาล ป่วนเชียงใหม่
"ณัฐวุฒิ"ท้านายใหญ่เสื้อน้ำเงินบุกป่วนการชุมนุมเสื้อแดงด้วยตัวเอง
Sunday, March 28, 2010
เจรจา2ฝ่ายไร้ข้อยุติถกต่อพรุ่งนี้ นักวิชาการบิ๊กเนมเข้าชื่อยื่นมาร์คVSนปช.พบกันครึ่งทางยุบใน3เดือน
ที่มา Thai E-News


ถกนัดแรกไร้ข้อยุติ-นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคณะเจรจาฝ่ายรัฐบาล คือนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และนายชำนิ ศักดิเศรษฐ เปิดการเจรจากับแกนนำเสื้อแดง นำโดยนายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ ที่สถาบันพระปกเกล้า โดยเริ่มจากเวลาราว16.00น.ไปถึง19.25น. เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์การเมือง และหาข้อยุติร่วมกัน โดยฝ่ายนปช.เสนอให้ยุบสภาภายใน2สัปดาห์ ส่วนฝ่ายรัฐบาลยังเบี่ยงว่ามีองค์ประกอบด้านอื่นๆที่ต้องพิจารณา และนัดเจรจายกสองในเวลาเย็นพรุ่งนี้(ภาพข่าว:REUTERS)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มีนาคม 2553หมายเหตุไทยอีนิวส์:ระหว่างที่2ฝ่ายคือรัฐบาลกับนปช.เปิดเจรจากันขึ้น นักวิชาการที่มีชื่อเสียงนำโดยดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดทำแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเตรียมยื่นต่อนายกรัฐมนตรี และนปช.ให้เร่งรัดเจรจากันโดยไวเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง โดยเสนอให้ยึดสายกลางยุบสภาภายใน 3 เดือน จัดเลือกตั้งใหม่ โดยทุกฝ่ายต้องเคารพผลการเลือกตั้ง
จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีและแกนนำ นปช.
ต้องเร่งเจรจาเพื่อขจัด เงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง คืนอำนาจให้กับประชาชน
เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลและ นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดงในขณะนี้ ได้สร้างความตึงเครียดและร้อนแรงให้กับสังคมมากยิ่งขึ้น แม้ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้นำของทั้งสองฝ่ายต่างประกาศว่าตนยินดีที่จะ “เจรจา” จนทำให้สังคมเกิดความหวังที่จะได้เห็นทางออกอยู่รำไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับพบว่าเจตจำนงที่จะก่อให้เกิดการเจรจาของผู้นำของทั้งสองฝ่ายนั้น ช่างอ่อนเปลี้ยเสียเหลือเกิน
พวกเรา นักวิชาการที่ปรากฏรายชื่อท้ายจดหมายนี้ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อสภาวะตีบตันของบ้านเมืองในขณะนี้ เพราะการปล่อยให้การเผชิญหน้าระหว่างกองกำลังของรัฐบาลและมวลชนเสื้อแดง จำนวนมหาศาลดำเนินต่อไป อาจกลายเป็น “เงื่อนไข” ที่นำไปสู่การปะทะและปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมได้ในที่สุด แม้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะได้แสดงให้ประจักษ์แก่สังคมแล้วว่าพวกเขายึดมั่นใน แนวทางสันติวิธีก็ตาม แต่เราต้องไม่ประมาทว่าสังคมไทยในขณะนี้มี “มือที่มองไม่เห็น” ที่ รอฉกฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์เพื่อก่อการร้ายต่อรัฐบาล หรือเพื่อปราบปรามและยุติบทบาททางการเมืองของคนเสื้อแดง
ทั้งนี้ ความกังวลดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นบนความว่างเปล่า ข่าวความรุนแรงในรูปของการยิงระเบิดใส่สถานที่ต่าง ๆ ที่ปรากฏมากขึ้นทุกวัน อาจเป็นดัชนีที่เตือนสังคมว่า ระดับของความรุนแรงกำลังจะทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยสังคมไม่สามารถรับรู้ความจริงได้เลยว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังความ รุนแรงเหล่านี้ แต่สิ่งที่ชัดเจนก็คือ ความรุนแรงรายวันนี้กำลังทำให้รัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงรู้สึกหวาดระแวงต่อ กันมากยิ่งขึ้น และทำลายความชอบธรรมของกลุ่มคนเสื้อแดง
พวกเราในฐานะนักวิชาการที่ห่วงใยสถานการณ์ของ บ้านเมือง เห็นว่าหากปล่อยให้สภาวการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดเหตุรุนแรงและนำไปสู่การใช้กำลังของรัฐเข้า ปราบปรามสลายการชุมนุม ซึ่งประชาชนจำนวนมากอาจได้รับบาดเจ็บล้มตายในที่สุด จึงขอเรียกร้องต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และแกนนำของ นปช. ดังต่อไปนี้
1. ให้ นายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะยุบสภาภายใน 3 เดือน รัฐบาลต้องไม่มองว่าการยุบสภาคือความพ่ายแพ้ แต่ควรเห็นว่านี่คือหนทางที่ดีที่สุดสำหรับปลดเงื่อนไขแห่งความรุนแรงที่ กำลังจะเกิดขึ้น ประการสำคัญ การยุบสภาคือการคืนอำนาจให้แก่ประชาชนในภาวะที่บ้านเมืองไม่สามารถก้าวต่อไป ข้างหน้าได้ ส่วนฝ่าย นปช. ไม่ควรยืนยันให้รัฐบาลยุบสภาในทันที แต่ควรให้เวลา 3 เดือนแก่รัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาและผลักดันนโยบายที่เร่งด่วนเสียก่อน
2. รัฐบาล และผู้นำ นปช. จะต้องดำเนินการเจรจา เพื่อปลดเงื่อนตายทางการเมืองโดยเร็วที่สุด โปรดอย่าพูว่า “จะเจรจา” เพียงเพื่อสร้างภาพความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนเท่านั้น แต่ต้องมุ่งเจรจาเพื่อสร้างกรอบกติกาการเลือกตั้ง ที่เปิดโอกาสให้การหาเสียงเลือกตั้งของทุกฝ่ายดำเนินไปได้อย่างเสรี ปราศจากการคุกคาม
3. ให้ กลุ่มและพรรคการเมืองทุกฝ่ายต้องยอมรับผลการเลือกตั้งและเปิดโอกาสให้รัฐบาลใหม่ได้บริหารประเทศอย่างเต็มที่ ไม่มีการล้มกระดานด้วยวิธีการนอกระบอบรัฐสภาอีกต่อไป
สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ การหลีกเลี่ยง ให้พ้นจากวิกฤติการเสียเลือดเนื้อของประชาชน ผู้ที่จะต้องถูกเรียกร้องก่อนก็คือรัฐบาล สำหรับ นปช.และกองทัพ เราขอเรียกร้องให้มีความเคารพในสิทธิเสรีภาพและยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง และให้ทุกฝ่ายร่วมมือกับรัฐบาลในการรักษาชีวิตและสวัสดิภาพของประชาชน ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนสีใดก็ตาม
ลงนามโดย
นักวิชาการ
1. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปัญญาชนอาวุโส
3. พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4. สุชาดา จักรพิสุทธิ์ นักวิจัย
5. คำสิงห์ ศรีนอก นักเขียน
6. ธงชัย วินิจจะกูล มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน
7. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
8. ธีระ สุธีวรางกูร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
9. จันทจิรา เอี่ยมมยุรา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
10. สาวิตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
11. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
12. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
13. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14. ชัชวดี ศรลัมพ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
15. วันรัก สุวรรณวัฒนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
16. อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
17. จรัสพงศ์ คลังกรณ์ อัยการอาวุโส
18. เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
19. ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
20. วิโรจน์ อาลี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
21. ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
22. อัครพงษ์ ค่ำคูณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ม. ธรรมศาสตร์
23. วิภา ดาวมณี วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
24. อภิชาติ สถิตนิรมัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
25. อัฐมา โภคาพานิชวงษ์ โครงการสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
26. กรีวุฒิชัย ตรีครุธพันธุ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
27. รัตนา โตสกุล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
28. พรรณราย โอสถาภิรัตน์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
29. สุรัสวดี หุ่นพยนต์ สำนักบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
30. ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐฮาวายอิ
31. ศรีประภา เพชรมีศรี ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม ม.มหิดล
32. เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม ม.มหิดล
33. วราภรณ์ แช่มสนิท ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม ม.มหิดล
34. กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล
35. สุชาดา ทวีสิทธิ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล
36. องค์ บรรจุน สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท ม.มหิดล
37. เนตรนภา ขุมทอง ศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน มหาวิทยาลัยมหิดล
38. พรชัย เทพปัญญา สถาบันปัญญาไทย
39. เกษม เพ็ญภินันท์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
40. ฉลอง สุนทราวาณิชย์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
41. สุวิมล รุ่งเจริญ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
42. การุณลักษณ์ พหลโยธิน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
43. กฤษณา ไวสำรวจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
44. ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
45. พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
46. นิติ ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
47. นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
48. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
49. สิงห์ สุวรรณกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
50. จักรกริช สังขมณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
51. เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
52. วิทยา สุจริตธนารักษ์ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
53. ชเนฎฐวัลลภ ขุมทอง ที่ปรึกษาศูนย์เศรษฐศาสตร์สุขภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
54. ทวีศักดิ์ เผือกสม สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
55. จิรวัฒน์ แสงทอง สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
56. ทวีลักษณ์ พลราชม สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
57. จีรพล เกตุชุมพล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแพง
58. อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
59. ยศ สันตสมบัติ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
60. อรัญญา ศิริผล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
61. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
62. วสันต์ ปัญญาแก้ว คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
63. สันต์ สุวัจฉราภินันท์ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
64. นิชธิมา บุญเฉลียว คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
65. อรรถจักร สัตยานุรักษ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
66. สายชล สัตยานุรักษ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
67. เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
68. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
69. ทศพล ทรรศกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
70. นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
71. ชาญกิจ คันฉ่อง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
72. ภูมิอินทร์ สิงห์ชวาลา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
73. พิกุล อิทธิหิรัญวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
74. อิสราภรณ์ พิศสะอาด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
75. ธนศักดิ์ สายจำปา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก
76. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
77. ศรันย์ สมันตรัฐ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
78. ภิญญา ตันเจริญ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
79. ยุทธพร อิสรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
80. ธโสธร ตู้ทองคำ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
81. สุพัตรา ตันเจริญ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏอุดรธานี
82. พฤกษ์ เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
83. ธีระพล อันมัย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
84. วิเชียร อันประเสริฐ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
85. เสนาะ เจริญพร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
86. พลวิเชียร ภูกองไชย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
87. เนตรดาว เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
88. ซากีร์ พิทักษ์คุมพล สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
89. บุญสม จันทร สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
90. วิจา ตินตะโมระ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง
91. ศรยุทธ์ เอี่ยมเอื้อยุทธ นักวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
92. นันทวัฒน์ ฉัตรอุทัย นักวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยา สิรินธร
93. นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ นักวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยา สิรินธร
94. Coeli Barry ที่ปรึกษา ศูนย์มานุษยวิทยา สิรินธร
95. บัณฑิต ไกรวิจิตร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม. สงขลานครินทร์
96. อลิสา หะสาเมาะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
97. สุวิทย์ เลาหศิริวงศ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
98. ดวงพร เพิ่มสุวรรณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
99. บุญสม พิมพ์หนู คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต
100.ชวลิต สวัสดิ์ผล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
101.ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
102.พินัย สิริเกียรติกุล คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
103.บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
104.โกวิท แก้วสุวรรณ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
105.เชษฐา พวงหัตถ์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
106. ยอดพล เทพสิทธา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
107. กิตติมา เมฆาบัญชากิจ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
108. กานดา นาคน้อย คณะเศรษฐศาสตร์ Purdue University, U.S.A.
109. ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
110. บัณฑิต จัททร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
111. นภิสา ไวฑูรรย์เกียรติ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
112. ศศิประภา จันทะวงศ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
113. บุญสม พิมพ์หนู คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต
114. ชวลิต สวัสดิ์ผล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
115. สุรัสวดี หุ่นพยนต์ โครงการบันฑิตอาสาพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
116. จินตนา แซนดิแลนด์ ภาควิชาภาษาไทย Australia National University
117. วรวัตถุ์ มากศิริ มหาวิทยาลัย Fordham
118. ทรงพร ทาเจริญศักดิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
119. ชาญ ณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
นักวิชาการต่างประเทศ
120. Charles Keyes University of Washington, Seattle
121. Tamara Loos Cornell University
122. Hayao Fukui Kyoto University
123. Rachel Harrison SOAS, London
124. Susan M. Darlington Hampshire College, Amherst
125. Tyrell Haberkorn Australian National University
126. Robert B. Albritton Political Science, University of Mississippi
127 Frank K. Lehman University of Illinois
128. Benny Widyino Former UN Secretary-General's Representative to Cambodia
129. Nikki Tannenbaum Lehigh University
130. Nancy Eberhardt Knox College
131. Anne Hansen University of Wisconsin-Madison
132. Penny Van Esterik York University
133. Richard O'Conner Sewanee: University of the South
134. Sandra Cate San Jose State University
135. Alicia Turner York University
136. John Holt Bowdoin College
137.Erik Davis Macalester College
138. Pat Chirapravatti California State University, Sacramento
139. Andrew Walker Australian National University
140. Larry Ashmun University of Wisconsin-Madison
141. Ann K. Brooks Texas State University - San Marcos
142. David Streckfuss Independent Scholar
143. Carol Compton Independent Scholar
144. Leslie Woodhouse Independent Scholar
145.Richard A. Ruth US Naval Academy
146. Sudarat Musikawong Siena College
147. Rita Laugo University of Bristol
148. Steve Cohn Knox College
149. Chhany Sak-Humphry University of Hawaii-Manoa
นักวิชาการอิสระ ปัญญาชน และประชาชนทั่วไป
150. ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักวิชาการอิสระ
151. ณรงค์เดช นวลมณี นักวิชาการอิสระทางนิติศาสตร์และทนายความ
152. เทพรัตน จันทนันท์ นักวิชาการอิสระ
153. ณัฐเมธี สัยเวช นักวิชาการอิสระ
154. อธิป จิตตฤกษ์ นักวิชาการอิสระ
155. เกษม จันทร์ดำ นักวิชาการอิสระ
156. ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร นักวิชาการอิสระ
157. วิภาส ปรัชญาภรณ์ นักวิชาการอิสระ
158. ปรีดีโดม พิพัฒชูเกียรติ นักวิชาการอิสระ
159. พิพัฒน์ พสุธารชาติ นักวิชาการอิสระ
160. ภาสกร อิ่นทุมาร นักวิชาการอิสระ
161. อดิศร เกิดมงคล นักวิจัย International Rescue Committee
162. ภูเพียง ศรีนอก
163. นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชน
164. ธัญสก พันสิทธิวรกุล ผู้กำกับภาพยนตร์
165. ภาณุ ตรัยเวช นักเขียน
166. รอมแพง ขันธกาญจณ์ นักเขียน/สื่อมวลชน
167. ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ นักเขียน/ สื่อมวลชน
168. กฤช เหลือลมัย วารสารเมืองโบราณ
169. ชลิดา เอื้อบำรุงจิต
170. สัณห์ชัย โชติรสเศรณี
171. วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา นักเขียนและนักวิจารณ์ภาพยนตร์
172. โตมร ศุขปรีชา นักเขียน/ สื่อมวลชน
173. ชญานิน เตียงพิทยากร นักวิจารณ์ภาพยนตร์
174. คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง นักเขียนและนักวิจารณ์ภาพยนตร์
175. งามวัลย์ ทัศนียานนท์ มูลนิธิศูนย์กฎหมายสิ่งแวดล้อม-ประเทศไทย
176. กิรพัฒน์ เขียนทองกุล นักศึกษปริญญาโท รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
177. เทวฤทธิ์ มณีฉาย นักศึกษาปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า
178. ธิติพงษ์ ก่อสกุล นักศึกษาปริญญาโท สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร ม.ธรรมศาสตร์
179. นครินทร์ วิศิษฎ์สิน นักศึกษาปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
180. เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
181. ธนันท์ อุนรัตน์ นักศึกษาปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
182. วิษณุ อาณารัตน์ ม.ธรรมศาสตร์
183. พัชร เอี่ยมตระกูล นักศึกษาปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
184. พิพัฒน์ วิมลไชยพร นักศึกษาปริญญาโท พระจอมเกล้าธนบุรี
185. ทบพล จุลพงศธร นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย
186. พุฒิพงศ์ มานิสสรณ์ นักศึกษาปริญญาโท นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
187. สุรัช คมพจน์ นักศึกษาปริญญาโท รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
188. พิมพ์ศิริ เพชรน้ำรอบ นักศึกษาปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
189. อันธิกา สวัสดิ์ศรี PhD student, University of Newcastle, UK
190. สุนิสา บัวละออ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.ธรรมศาสตร์
191. กิตติกร นาคทอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
192. นายบุญยืน สุขใหม่ กรรมกรไทย
193. ประเกียรติ ขุนพล กลุ่มเพื่อนพลเมืองอันดามัน
194. ทันตแพทย์หญิงเมธินี คุปพิทยานันท์ กรมอนามัย
195. สาคร พงศ์พันธุ์วัฒนา
196. เสริมสุข พงศ์พันธุ์วัฒนา
197. ศิริรัตน์ พงศ์พันธุ์วัฒนา
198. นพรุจ พงศ์พันธุ์วัฒนา
199. สุภา ธาราธีรเศรษฐ์
200. อนุสรณ์ ธาราธีรเศรษฐ์
201. ธนพล ธาราธีรเศรษฐ์
202. ธนภัทร ธาราธีรเศรษฐ์
203. คำรณ เฉลิมโรจน์
204. อิสรา ยมจินดา
205. วัฒนา Gshneller
206. นาย Marco Gshneller
207. ภมร ภูผิวผา
208. มินตา ภณปฤณ
209. กิตติพงษ์ ราชเกสร
210. ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์
211. พัชรี แซ่เอี้ยว
212. ธนู จำปาทอง
213. ศุษม อรรถวิภาคไพศาลย์
214. วิชาติ สมแก้ว
215. รวินทร์นิภา การินทร์
216. สุทธรัก ขุนจำนงค์
217. นาถรพี วงศ์แสงจันทร์
218. อุษณีย์ วงศ์แสงจันทร์
219. ชยางกูร วงศ์แสงจันทร์
220. กิติคุณ โตรักษา
221. ชัยยุทธ พิพัฒนเสริญ
222. เมธี ชุมพลไพศาล
223. ธวัช งานรุ่งเรือง
224. จินดารัตน์ ทุ่งทอง
225. วนิดา ไมตรีจิตต์
226. พิชกร พิมลเสถียร
227. ธนพล ฟักสุมณฑา
228. สิโรตม์ นุตาคม
229. ตฤณ ไอยะรา
230. สราวุธ ภัทรบรรจง
231. พีระยุทธ เลขะวณิชย์
232. อาทิตย์ ศิวะหรรษาพันธ์
233. ณัฏฐา มหัทธนา
234. สงวน จุงสกุล
235. เพ็ญวดี นพเกตุ มานนท์
236. มนตรี สินทวิชัย(ครูยุ่น) มูลนิธิคุ้มครองเด็ก
237. งามวัลย์ ทัศนียานนท์ มูลนิธิศูนย์กฎหมายสิ่งแวดล้อม-ประเทศไทย
238. จุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม นักวิจัยอิสระ
239. เตือนสิริ ศรีนอก
240. พงศ์นเรศ อินทปัญญา
ผมยอมรับได้นะครับ หากรัฐบาลตกลงจะยุบสภาภายใน 3 เดือน เพื่อยกระดับสงครามทางความคิด
ที่มา thaifreenews บทความโดยลูกชาวนาไทย หลายฝ่ายอาจวิจารณ์ว่า เป้าหมายการให้ "ยุบสภา" เป็นเป้าหมายที่เล็กและไม่เหมาะสม โดยเฉพาะฝ่ายแดงฮาร์ดคอร์ทั้งหลาย แต่หากคิดให้ลึกซึ้งการยุบสภา เป็นเป้าหมายทาง "ยุทธวิธี" เท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมายทางยุทธศาสตร์แต่อย่างใด เป้าหมายทางยุทธศาสตร์คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองไทยให้เป็นประชาชธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองใด ๆ ได้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง "โครงทางทางความคิด" ของประชาชนในสังคมนั้นเสียก่อน เพราะหากโครงสร้างทางความคิดของผู้คนยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองอย่างไร มันก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด ดูได้จาก ประเทศไทยเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ มาเป็นประชาธิปไตย กว่า 78 ปีแล้ว แต่คนไทยที่ยังนับถือ "ระบอบซาบซึ้ง" อยู่ ในที่สุดประเทศไทย ก็ยังเป็นระบอบ "เทวราชา" หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในความคิดของผู้คนอยู่ หาได้เป็นประชาธิปไตย แต่อย่างใดไม่ อำนาจของราชสำนัก และเครือข่ายของคนที่อยู่ใกล้ชิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ยังคงมีมากมายเหนือรัฐธรรมนูญอยู่ แม้ว่าจะมีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่เป็นประชาธิปไตย แต่ "รัฐธรรมนูญทางจิตใจ" ก็ยังเป็นระบอบราชาธิปไตยอยู่ เมืองไทย เลยไม่ได้มีประชาธิปไตย แต่อย่างใด แต่สามปีมานี้ โครงสร้างทางความคิดของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปมาก มากกว่าที่เคยเปลี่ยนแปลงมา 75 ปี ก่อนหน้านี้ "รัฐธรรมนูญทางจิตใจ" ของประชาชนได้เปลี่ยนจากระบอบราชาธิปไตยไปแล้ว และหน่อของระบอบประชาธิปไตยได้เติบโตขึ้นแล้ว ระบอบซาบซึ้ง ได้ตายสนิทของไปแล้ว "รัฐธรรมนูญลาลลักษณ์อักษร” ในที่สุดแล้วก็จะเปลี่ยนแปลงตามมาในที่สุด ดังนั้น การเจรจากับรัฐบาลชองแกนนำเสื้อแดงครั้งนี้ ระหว่างคุณวีระ คุณจตุพร และ คุณหมอเหวง หากมีข้อสรุปว่า จะมีการยุบสภาในเงื่อนไขเวลาใด เช่น 3 เดือน ผมก็ยอมรับได้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของเราคือ “ต้องการยกระดับสงครามขึ้นไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางจิตใจ” ของประชาชน ไม่ต้องกลัวว่ารัฐบาลจะโกหก เพราะเราสามารถนัดชุมนุมใหญ่ได้อีกครั้งหนึ่งเมื่อเงื่อนไขเวลานั้นมาถึง เพื่อที่จะทวงถาม ในระหว่างนี้ คนเสื้อแดงจะได้เดินยุทธวิธี การจัดตั้งเครือข่ายต่อไป โดยใช้ โรงเรียน นปช.เป็นแกนหลักในการจัดตั้งเครือข่ายติดอาวุธทางความคิด และให้ผู้ที่เข้ามาร่วมชุมนุมทั้งหมดแปรสภาพเป็น “ผู้ปฎิบัติงานทางความคิด” ของคนเสื้อแดงต่อไป ต้องยอมรับว่าสงครามนี้เป็น “สงครามยืดเยื้อ” การต่อสู้กับอาณาจักรเทพเจ้า ต้องทำลายความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และอุปสรรคทางด้านจิตใจให้หมดเสียก่อน ก็อย่างที่ผมเคยเขียนบทความไว้ว่า แนวรบของคนเสื้อแดงมี 2แนวรบ ที่ไม่ประสานงานกัน คือ แนวรบบนดินของ นปช. และแนวรบใต้ดินต่างๆ เช่น นปช.ยูเอสเอ+ชูพงษ์ เป็นต้น ผมให้น้ำหนักของแนวรบใต้ดินในการทำสงครามทางความคิด ต่าง ๆ เช่น การแจกซีดี หรือ เผยแพร่ความคิดผ่านช่องทางต่างๆ แนวรบนี้เป็นการมุ่งทำลาย “อาณาจักรเทพเจ้า” และความศักดิ์สิทธิ์ลง และมุ่งสถาปนา “รัฐธรรมนูญทางจิตใจ” ของผู้คนให้สมบูรณ์ ส่วนแนวรบบนดินนั้น มุ่งสร้างเครือข่ายการจัดตั้ง และผู้ปฎิบัติงานต่างๆ ของคนเสื้อแดง เพื่อเอาชนะทางการเมืองอาจจะผ่านการเลือกตั้งหรืออย่างอื่นก็ตามแต่มันคือ พรรคการเมืองมวลชนของคนเสื้อแดง เมื่อกำลังการจัดตั้งสมบูรณ์ การสถาปนารัฐธรรมนูญทางจิตใจสมบูรณ์ ชัยชนะทางการเมือง ก็มองเห็นได้อยู่แล้ว เพราะประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางความคิดไปแล้ว โครงสร้างทางการเมือง ก็จะเปลี่ยนแปลงตามมาในที่สุด การเปลี่ยนแปลงใหญ่ใดๆ ต้องการเวลา การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในขณะนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน ไม่มีที่ทางให้กับระบอบซาบซึ้งอีกต่อไป ก็ต้องการเวลาสำหรับการเปลี่ยนโครงสร้างทางความคิดของผู้คนอีกต่อไป เครือข่ายของคนเสื้อแดง ซึ่งในขณะนี้ ผมคิดว่ามีความสมบูรณ์มากแล้ว แม้แต่โครงสร้างทางความคิดของคนเสื้อแดงที่เข้ามาร่วมชุมนุมจะเปลี่ยนแปลงมากแล้ว แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์อย่างแท้จริง บางคนก็ยังไม่ตาสว่างอย่างแท้จริง แต่ก็พอจะทราบข้อมูลมากแล้ว เพราะการชุมนุมที่ผ่านมา16 วัน การไหลเวียนของข้อมูลในระดับวงการสนทนาย่อยนั้น มีมากมายมหาศาลแล้ว และรู้ว่า “ใครคือตัวปัญหาที่แท้จริงในขณะนี้แล้ว”
