ที่มา Thai E-News2อารมณ์หลังจบยกที่2:อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อมยิ้มด้วยสีหน้าดีใจหลังจบการเจรจายกที่2 ซึ่งเขาปฏิเสธยุบสภาภายใน15วันและขอต่อเวลาในเก้าอี้ออกไปอีก 9 เดือน ขณะที่แกนนำนปช.ดูมีสีหน้าเคร่งเครียด และจะไปหารือกันว่ายังจะเปิดเจรจายกที่3ในวันพฤหัสฯนี้หรือไม่ หรือจะยกระดับการชุมนุมขับไล่รัฐบาล(ภาพข่าว:REUTERS)
ใจ อึ๊งภากรณ์
29 มีนาคม 2553อภิสิทธิ์ท้าโดยถามว่าเราควรจะให้มีประชามติว่าควรยุบสภาหรือไม่ จริงๆ แล้วฝ่ายเสื้อแดงควรรับคำท้านี้ โดยเสนอให้มีประชามติทันทีให้เลือกระหว่างข้อเสนอของเสื้อแดงและของอภิสิทธิ์
อภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อเรียกร้องว่าต้องยุบสภาใน 15 วัน แถมยังเพิ่มเงื่อนไขมาว่า ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนที่จะจัดการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้มีการเสนอว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ และจัดประชามติก่อนที่จะยุบสภา พูดง่ายๆ มีการยืดเวลาออกไปอย่างน้อย 9 เดือน และอาจยืดไปถึงหนึ่งปีเก้าเดือน ครบวาระรัฐบาลเถื่อนพอดี
พร้อมกันนั้นอภิสิทธิ์ก็โกหกตามเคยว่าไม่มี “สองมาตรฐาน” ในการใช้กฎหมายในเมืองไทย
วันนี้ฝ่ายเราดูเหมือนอ่อนแอกว่าวันก่อน เราไม่ได้อะไรเลยจากการเจรจา
อภิสิทธิ์ท้าโดยถามว่าเราควรจะให้มีประชามติว่าควรยุบสภาหรือไม่ จริงๆ แล้วฝ่ายเสื้อแดงควรรับคำท้านี้ โดยเสนอให้มีประชามติทันทีให้เลือกระหว่างข้อเสนอของเสื้อแดงและของอภิสิทธิ์
ประเด็นที่เราต้องจับตาตรวจสอบต่อไปคือ ฝ่ายรัฐบาลเสนอให้คุยต่อในอนาคตในที่ลับ ถ้าแกนนำเสื้อแดงรับข้อเสนอนี้อาจจะเป็นการถอยหลังเพื่อหาทางยอมจำนน
ในสถานการณ์แบบนี้ คนเสื้อแดงจะต้องเพิ่มความเข้มข้นในการชุมนุม ไม่ว่าจะกลับบ้านไปพักผ่อนก่อนหรือไม่ การเพิ่มความเข้มข้นหมายความว่า เราต้องเพิ่มข้อเรียกร้องทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องปากท้องที่เป็นประโยชน์กับคนจน ต้องขยายฐานมวลชนสู่สหภาพแรงงานและนายทหารระดับล่าง และต้องเริ่มเผยตัวมากขึ้นว่าเราไม่จงรักภักดีต่อระบบอำมาตย์และพร้อมจะสู้ระยะยาวเพื่อล้มมัน
อย่างไรก็ตาม ผมไม่เห็นด้วยกับจุดยืน อ.สุรชัย (แซ่ด่าน) ที่ใช้เรื่องส่วนตัวด่าแกนนำสามเกลอ โดยไม่เสนอทางออกเป็นรูปธรรมสำหรับคนเสื้อแดง และโดยไม่พยายามรักษาความสามัคคี การวิจารณ์แบบนั้นท่ามกลางการต่อสู้ของมวลชนเป็นเรื่องที่ผิดพลาดและทำให้แนวปฏิวัติของสยามแดงเสียการเมือง
คนเสื้อแดงที่อยากโค่นล้มอำมาตย์ควรตัดความสัมพันธ์กับอ.สุรชัย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, March 30, 2010
ประเมินผลเจรจารอบสองรัฐบาลVSเสื้อแดง
เสื้อแดงขีดเส้น15วันVSมาร์คลากสิ้นปี:มีต่อยก3?
ที่มา Thai E-Newsยกที่สอง-การเจรจาวันที่สองมีขึ้น ดูได้เนื้อหาตรงประเด็นกว่าวันแรก โดยแกนนำนปช.เสนอให้ยุบสภาใน 15 วัน แต่อภิสิทธิ์ขออยู่ถึงสิ้นปีอ้างเหตุผลเรื่องเศรษฐกิจ,กติกาและทำบรรยากาศให้สมานฉันท์ ขณะที่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าแสดงปฏิกริยาไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อคำตอบของนายอภิสิทธิ์ เนื่องจากจุดยืนเรื่องเวลาที่แตกต่างกันมาก ทั้ง2ฝ่ายจึงเลื่อนการเปิดเจรจารอบที่สามออกไป โดยอาจเปิดเจรจาในวันพฤหัสฯที่1เม.ย.นี้ ซึ่งนปช.ขอกลับไปหารือกับผู้ชุมนุมก่อนว่า จะเจรจาต่อไปหรือไม่(ภาพข่าว:REUTERS)
18.20น.เปิดเจรจาวันที่สอง จตุพรเปิดฉากยก 7 เหตุผลทำไมต้องยุบสภาใน 15 วัน ส่วนอภิสิทธิ์กล่าวโต้วาทีทุกข้อ พร้อมยืนกรานไม่ยุบ แต่มารับฟังแล้ว
19.30น.อภิสิทธิ์ถามหากเกิน 15 วันค่อยยุบเอาไหม? วีระถามกลับหากไม่ยุบใน15วัน ก็ให้กำหนดมาว่าจะภายในกี่วัน? อภิสิทธิ์ตอบภายในสิ้นปี อ้างมี3ปัจจัยต้องพิจารณา ต้องแก้ไขเศรษฐกิจ,ต้องทำให้บรรยากาศสมานฉันท์ และต้องแก้ไขกติกา
19.35น. วีระตอบว่าสิ้นปีนานไป มีนักวิชาการเสนอว่า 3 เดือนน่าจะพอด้วยซ้ำ(ดูรายละเอียดข้อเสนอนักวิชาการ)
20.00 จุดยืนของ2ฝ่ายยังห่างกันมาก ระหว่างนปช.เสนอยุบภายใน15วัน กับรัฐบาลขออยู่ถึงสิ้นปี หรืออีก 9 เดือน อภิสิทธิ์ขอให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปคิดก่อน และเปิดการเจรจายกสามในวันพฤหัสฯ 1 เม.ย. แต่ก่อนหน้านี้ก็อาจนำข้อรายละเอียดมาหารือกันก่อน วีระตอบว่าจะไปพิจารณาดู ส่วนจตุพรบอกว่าขอไปคิดก่อนว่ายังจะเจรจาต่อหรือไม่ ในเมื่ออภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อเสนอยุบใน15วัน
สมาคมสื่ออย่างหนาบอกทีวีเป็นเครื่องมือรัฐบาลแล้วไง? ไม่เอื้อนซักแอะโดนใบสั่งคุกคามเต็มๆ
ที่มา Thai E-Newsใบสั่งเผด็จการถึงทีวีไทย-ห้ามนำเสนอข่าวเสื้อแดงประกาศชัยชนะ ประกาศความสำเร็จ หรือประกาศได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน ห้ามระบุจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามากเท่าไหร่ ให้ชี้แจงเหตุผลที่รัฐบาลออกพรบ.ความมั่นคง ให้ชี้แจงแนวทางการจัดการต่อผู้ชุมนุมของรัฐบาลว่ามี9ขั้นตอนจากเจรจาไปถึงขั้นสูงสุด หากมีปัญหาให้ตัดภาพหรือเสียงผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์โดยเด็ดขาด
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มีนาคม 2553
องค์กรสื่อออกแถลงการณ์ “หยุดคุกคามสื่อมวลชนด้วยอาวุธสงคราม” แต่ไม่ค้านซักแอะโดนรัฐคุกคาม
สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์กรณีการคุกคามองค์กรสื่อมวลชนด้วยอาวุธสงคราม แต่ไม่มีซักแอะที่จะกล่าวถึงการถูกคุกคามแทรกแซงโดยรัฐ หลังจาก"ไทยอีนิวส์"นำหลักฐานออกมาแสดงก่อนหน้านี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
ในช่วงไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีผู้ลอบวาง ปาและยิงระเบิดตามสถานที่ต่างๆทั้งที่เป็นหน่วยงานของรัฐ และพื้นที่สาธารณะกว่า 20 ครั้ง รวมทั้งเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2553 ในห้วงเวลาที่ห่างกันไม่ถึง 3 ชั่วโมง มีผู้ขว้างระเบิดใส่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และยิงลูกระเบิดชนิด เอ็ม 79 ใส่อาคารของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ถนนวิภาวดีรังสิต ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย
จากหลักฐานและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นบ่งชี้ว่า ผู้กระทำการดังกล่าวไม่เพียงแต่ต้องการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความสับสน วุ่นวายเท่านั้น แต่มุ่งหวังให้เกิดการบาดเจ็บ ล้มตายด้วย เพราะมีการเลือกเป้าหมายที่เป็นตัวบุคคล
องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนอันประกอบไปด้วย สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ข้างต้นว่า อาจเป็นชนวนเหตุให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายจนนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นนองเลือดได้ จึงมีความเห็นร่วมกันดังต่อไปนี้
1.แม้สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 จะเป็นสื่อของรัฐ และอาจถูกมองจากฝ่ายตรงข้ามว่า เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล เช่นเดียวกับสื่อของกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองที่ถูกมองในลักษณะเดียวกัน แต่การใช้อาวุธสงครามโจมตีสถานีโทรทัศน์ทั้งสองแห่งเป็นการกระทำไม่อาจอาจยอมรับได้ เพราะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและความเห็นที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา
การกระทำดังกล่าวของผู้ก่อการจึงมุ่งหวังที่สร้างความวุ่นวายและความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ดังนั้น จึงอาจจะขยายขอบเขตโจมตีไปยังองค์กรสื่อมวลชนทั่วไปซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ในการรายงานข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้
2. สื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติงานภาคสนามหรือองค์กรสื่อไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใคร และพยายามทำหน้าที่ในการรายงานข่าวและความคิดเห็นอย่างรอบด้านที่สุด แต่ก็ไม่อาจทำให้ทุกฝ่าย ซึ่งมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันพึงพอใจได้ทั้งหมด
การนำเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นใดๆที่ประชาชนเห็นว่า ไม่ถูกต้องหรือละเมิดจริยธรรม ก็สามารถใช้กลไกทางกฎหมายหรือกลไกทางวิชาชีพได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติและสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนนั้นๆได้
3. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอประณามการกระทำอันเป็นการคุกคามสังคมและสื่อมวลชนด้วยอาวุธสงคราม และขอให้เพื่อนร่วมวิชาชีพหนักแน่นในการทำหน้าที่รายงานข่าวสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงนี้อย่างถูกต้อง รอบด้าน และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ตามกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันใดๆ
4. ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้เพิ่มมาตรการในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมทั้งเร่งสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว
เปิดหลักฐานจะๆรัฐเผด็จการคุกคามแทรกแซงสื่อ แต่สมาคมสื่อทำเฉย
แหล่งข่าวในวงการโทรทัศน์เปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า รัฐบาลและกองทัพได้เข้ามาแทรกแซงการทำงานของโทรทัศน์ทุกช่องอย่างเข้มงวด ทั้งการสั่งการ การขอความร่วมมือผ่านทางเอกสารราชการ และการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งต้องถูกฝ่ายรัฐบาลกลั่นกรองอย่างละเอียด แม้แต่การนำเสนอภาพที่แท้จริงของผู้ชุมนุมนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นในการชุมนุมใหญ่หลายครั้ง รวมทั้งในวันนี้(28มี.ค.)ที่เสื้อแดงจะเคลื่อนตัวไปชุมนุมที่ร.11 ก็ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้เห็นแถวชบวนอันเหยียดยาวของเสื้อแดง แม้ว่าโทรทัศน์บางช่องจะมีเลิคอปเตอร์ที่พร้อมจะถ่ายทอดสดภาพจากมุมสูงก็ตามที
ขนาดนำเสนอข่าวภายใต้การแทรกแซงอย่างเข้มงวดขนาดนี้ โทรทัศน์บางช่องก็ยังไม่วายพ้นจากการถูกคุกคาม เช่น มีรายงานว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ถูกผู้มีอำนาจของรัฐบาลต่อว่า ข่าวช่อง 3 ให้เนื้อที่เรื่องเสื้อแดงมากเกินไป โดยเฉพาะรายการ"ข่าว3มิติ" ซึ่งมีนายกิตติ สิงหาปัด เป็นหัวหน้าทีมและผู้ดำเนินรายการ ถูกนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลอสมท. หน่วยงานผู้ให้สัมปทานช่อง 3 ช่อง 9 และTRUEVISION มีคำสั่งห้าม ก่อนหน้านั้นนายกิตติพยายามจะนำเฮลิคอปเตอร์ถ่ายภาพมุมสูงการชุมนุมก็ต้องยกเลิกไป
สำหรับช่อง 3 มี ฮ. เตรียมพร้อมอยู่บนหลังคาของตึก มาลีนนท์ ทาวเวอร์ 1 สามารถขึ้นบินได้ทุกเวลา อีกทั้งยังมีกล้อง High Solution อยู่บนเสาสูงของอาคาร 1 อีกหนึ่งตัว สามารถหมุนถ่ายภาพมุนสูงได้ 360 องศา ดูเหตุการณ์ในกรุงเทพฯได้ไกลหลายกิโลเมตร อุปกรณ์เหล่านี้ สามารถถ่ายทอดภาพได้อย่างดี แต่ไม่สามารถใช้ได้ เพราะเหตุผลการเมืองที่ต้องการปิดข่าวความสำเร็จของคนเสื้อแดงที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก
เปิดเอกสารอสมท.สั่งโทรทัศน์ให้ทำข่าวหนุนรัฐ-คุมรายการเล่าข่าว
สำหรับช่อง 3 ที่มีรายการเล่าข่าวที่คนติดตามชมมากอย่างเรื่องเล่าเช้านี้ หรือเรื่องเด่นเย็นนี้ กรรมการผู้อำนวยการ อสมท. ซึ่งเป็นหน่วยงานใต้การกำกับของรัฐบาลมีหนังสือสั่งไปยังนายประวิทย์ มาลีนนท์ เจ้าของช่อง 3 มีเนื้อหาว่า ให้ควบคุมรายการเล่าข่าว หรือวิเคราะห์ข่าวอย่างเข้มงวด หากจะทำให้เกิดปัญหาก็ให้ตัดภาพและเสียงโดยเด็ดขาด และขอให้ทำความเข้าใจกับประชาชนให้เข้าใจเหตุผลในการที่รัฐบาลได้ออกพรบ.ความมั่นคง และให้นำเสนอในแง่มุมต่างๆที่รัฐบาลได้ออกพรบ.นี้ และให้เสนอแนวคำวินิจฉัยของศาลที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมว่าทำอะไรบ้างที่ผิดกฎหมาย และให้ชี้แจงแนวทางการจัดการต่อผู้ชุมนุมของรัฐบาลว่ามี9ขั้นตอนจากเจรจาไปถึงขั้นสูงสุด(อ่านรายละเอียดคลิ้กภาพด้านบนเพื่อขยาย)
ในท้ายหนังสือฉบับนี้มีการแจ้งให้ส่งหนังสือถึงนายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา และนายกิตติ สิงหาปัด นักเล่าข่าวชื่อดังให้รับไปปฏิบัติด้วย
เปิดใบสั่งกองทัพให้ทีวีรายงานข่าวในทางที่เป็นผลลบต่อการชุมนุม
ขณะที่กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก ส่งใบสั่งไปยังสื่อต่างๆขอให้ออกข่าวโฆษณาชวนเชื่อทำสงครามข่าวเพื่อให้ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมเสื้อแดงไปในทางที่เป็นผลลบต่อประเทศ ชีวิตของคนกรุงเทพฯ เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และการท่องเที่ยว
พร้อมทั้งขอให้โทรทัศน์ออกข่าวเป็นตัววิ่ง โดยจะส่งให้ทุกวัน นี่เป็นเหตุการณ์สั่งโทรทัศน์ช่อง 9 ก่อนที่นปช.จะเริ่มการชุมนุมใหญ่เมื่อ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา
ข้อความที่1:นายสุเทพฯ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศไม่ประสงค์ให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ส่วนใหญ่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ
ข้อความที่2:นายกงกฤษ หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ความมั่นใจว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยมีทิศทางที่สดใส หากปัจจัยการเมืองไม่มีความวุ่นวาย อาจขยายตัวถึง12-15%
ข้อความที่ 3:นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทยกล่าวต้องติดตามสถานการณ์การเมืองช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทย หากการเมืองเกิดความรุนแรงอาจทำให้การขยายตัวของจีดีพีต่ำกว่า2%
ข้อความที่4:กตม.ยังคงตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่สำคัญโดยต่อเนื่อง และขออภัยในความไม่สะดวกในเส้นทางการจราจรบางพื้นที่ ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนพบบุคคลและวัตถุต้องสงสัย โทรสายด่วน191และ1555
เปิดใบสั่งกองทัพบกห้ามนำเสนอข่าวเทเลือดประท้วง
ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก ก็เป็นอีกหน่วยงานที่มีบทบาทในการออกใบสั่ง เช่น เหตุการณ์เสื้อแดงไปประท้วงเทเลือดที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ได้มีหนังสือสั่งการไปยังโทรทัศน์ช่องต่างๆ โดยกำชับว่าอาจลดเวลาการเผยแพร่ภาพข่าว หรือการกรองภาพข่าวเทเลือด โดยอ้างว่าเป็นภาพที่ทำให้เกิดความน่ากลัวสยดสยอง อาจส่งผลกระทบทางจิตใจของประชาชน
วันหนึ่งสั่งหลายรอบให้เป็นไปตามแนวทางรัฐ-ศอ.รส.
ศอ.รส.ซึ่งตั้งอยู่ที่ร.11ยังสั่งการไปยังโทรทัศน์ทุกช่องให้รายงานข่าวไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ เช่น เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากคืนก่อนหน้านั้นท่านผู้หญิงวิระยา นำเสื้อแดงจุดเทียนชัยถวายพระพรในหลวงแล้ว ทางศอ.รส.ก็สั่งไปยังโทรทัศน์ช่องต่างๆว่าให้ขึ้นตัววิ่งดังนี้-การแสดงออกความจงรักภักดีที่แท้จริง สิ่งที่คสรกระทำคือ การนำพระบรมราโชวาทมาน้อมนำปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องความรู้รักสามัคคี"
โดยบางวันก็สั่งการมาหลายเที่ยวให้ลงข้อความข่าวของรัฐบาล และดิสเครดิตทางผู้ชุมนุม เช่น เมื่อวันที่ 25 มีนาคมมาอีกชุด(คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)
ผู้บริหารทีวีรับใบสั่งกำชับฝ่ายข่าวและผู้ประกาศข่าวห้ามนำเสนอชัยชนะ-ความสำเร็จเสื้อแดง
ทั้งนี้รัฐบาลได้กำชับมายังผู้บริหารโทรทัศน์ทุกช่องให้มีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติที่จะนำเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และในทางที่เป็นโทษต่อฝ่ายเสื้อแดง โดยมีหนังสือเวียนมายังกองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศผู้อ่านข่าวโทรทัศน์ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
"แจ้งให้กองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศข่าวทุกคนรับทราบและปฏิบัติ
ประเด็นข่าวสถานการณ์การชุมนุมเสื้อแดงที่ผู้บริหารสั่งกำชับ และขอความร่วมมือไม่ให้นำเสนอรายงานออกอากาศ ดังนี้-ห้ามนำเสนอข่าวเสื้อแดงประกาศชัยชนะ ประกาศความสำเร็จ หรือประกาศได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน
-ห้ามระบุจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามากเท่าไหร่
-ห้ามนำเสนอข่าวความเห็นของประชาชนและคนในวงการต่างๆที่สนับสนุนเสื้อแดง
-ห้ามรายงานข่าวที่ยั่วยุสร้างแรงกระตุ้นให้ประชาชนออกไปร่วมชุมนุมใหมากขึ้น
-ห้ามใช้ภาพข่าวเทเลือด ละเลงเลือด เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
-ห้ามนำเสนอข่าวประเด็นการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ต่างชนชั้น ห้ามใช้คำว่า"สงครามระหว่างชนชั้น","ไพร่"กับ"อำมาตย์"โดยเด็ดขาด
สื่ออเมริกาวิพากษ์สื่อทีวีไทยอคติตัวการสร้างความแตกแยก
หนังสือพิมพ์ christian science monitor ซึ่งเป็น นสพ.ชั้นแนวหน้า และมีคนอ่านล้วนเป็นปัญญาชนระดับสูงเน้นข่าวต่างประเทศและข่าวสหรัฐฯ เคยได้รางวัลพูลิซเซอร์ถึง 7 ครั้ง มีความน่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า washington post และ Newyork Times ได้รายงานข่าวเรื่อง ทีวีไทยที่มีอคติกำลังขยายการสร้างความแตกแยกให้กับประเทศไทย ( Biased TV stations intensify divides in Thailand protests )โดยระบุตอนหนึ่งว่า การประท้วงในประเทศไทยย่างเข้าสัปดาห์ที่สอง ทีวีไทยก็แพร่ข่าวไม่หยุดโดยเน้นภาพลบสารพัดของการประท้วง รวมทั้งดิสเครดิตผู้ประท้วงอย่างไร้จรรยาบรรณ
"ความแตกต่างของข่าวทำให้คนดูมืดมน บก.ทีวีที่ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเพราะกลัวถูกเล่นงาน บอกเราว่า รัฐบาลกำลังเข้าไปแทรกแซงการเสนอข่าว ซึ่งในสมัยห้าปีของทักษิณก็ทำเช่นกัน แต่ตอนนี้ มันหนักกว่าเก่ามาก เขากล่าว"
ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์ตบหน้ามาร์ค มติคนกรุง66%ให้ออก+ยุบสภา ตะเพิดส่งไม่ต่อเวลาเกาะเก้าอี้9เดือน
ที่มา Thai E-News2อารมณ์หลังจบยกที่2:อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อมยิ้มด้วยสีหน้าดีใจหลังจบการเจรจายกที่2ซึ่งเขาปฏิเสธยุบสภาภายใน15วันและขอต่อเวลาในเก้าอี้ออกไปอีก 9 เดือน ขณะที่แกนนำนปช.ดูมีสีหน้าเคร่งเครียด และจะไปหารือกันว่ายังจะเปิดเจรจายกที่3ในวันพฤหัสฯนี้หรือไม่ หรือจะยกระดับการชุมนุมขับไล่รัฐบาล(ภาพข่าว:REUTERS)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 มีนาคม 2553หมายเหตุไทยอีนิวส์:ในการเจรจา 2 ฝ่ายวานนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ท้าทายว่าหากทำประชามติถามคนส่วนใหญ่เชื่อว่า จะไม่สนับสนุนให้ยุบสภา อย่างไรก็ตามเมื่อไวๆนี้ ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์ได้เปิดเผยผลสำรวจคนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ค้านกับคำท้าของนายอภิสิทธิ์ โดยมีรายละเอียดน่าสนใจดังนี้
ธุรกิจบัณฑิตย์โพล โดยศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำการสำรวจความคิดเห็นของชาวกรุงเทพฯ เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี โดยทำการสำรวจชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,479 คน กระจายตาม อาชีพ อายุ และการศึกษา
สภาพเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ชาวกรุงเทพฯ ร้อยละ 46.37 อยากให้มีการยุบสภา ร้อยละ 33.09 อยากให้รัฐบาลอยู่แก้ปัญหาต่อไป และร้อยละ 19.46 อยากให้นายกรัฐมนตรีลาออก
ชาวกรุงเทพฯ ร้อยละ 34.57 เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันจะสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปอีกได้ไม่เกิน 9 เดือน ร้อยละ 26.95 เชื่อว่าจะดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีกไม่เกิน 6 เดือน มีเพียงร้อยละ 8.55 เท่านั้น ที่เชื่อว่าอยู่จนครบวาระ
ในบรรดานายกรัฐมนตรีที่ประเทศไทยเคยมีมา ชาวกรุงเทพฯ ชอบพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มากที่สุด (ร้อยละ 34.89) รองลงมา คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ร้อยละ 22.59) และนายชวน หลีกภัย (ร้อยละ 19.39) ตามลำดับ
สำหรับธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์นี้ อยู่ใต้สังกัดมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมีศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ เป็นที่ปรึกษา มีรศ.ดร.สรชัย พิศาลบุตร และอาจารย์มนฤดี กีรติพรานนท์ เป็นผู้รับผิดชอบ
เจรจาไม่ได้ข้อสรุป นปช.ปัดข้อเสนอยุบสภาสิ้นปี จตุพรซัดซื้อเวลา
ที่มา ประชาไท การเจรจาวันที่ 2 ไม่ได้ข้อสรุป วิวาทะกันเดือด มาร์คปัดเงื่อนไขยุบสภาใน 15 วันขอตั้งธงสิ้นปี ขณะที่แกนนำเสื้อแดงระบุแก้ปัญหาไม่ได้ซื้อเวลา อัดมาร์คพูดไม่เหมือนตอนเป็นฝ่ายค้านที่ให้สมัครยุบสภา อภิสิทธิ์แจงคนละบริบท เหน็บถ้ารัฐธรรมนูญไม่ชอบธรรมแล้วลงเลือกตั้งทำไม เชื่อยุบเพราะโดนบีบเลือกตั้งไม่สงบแน่ บรรยากาศการชุมนุมของ นปช. ที่สะพานผ่านฟ้า และตลอดถนนราชดำเนิน เมื่อ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยทั้งแกนนำและผู้ชุมนุมต่างจับจ้องจอโทรทัศน์และจอโปรเจคเตอร์ชมการถ่ายทอดสดเจรจาระหว่างตัวแทน นปช. และรัฐบาล 29 มี.ค.53 การเจรจาของตัวแทนรัฐบาล 3 คน และแกนนำนปช. 3 คน ในวันที่สอง ที่ห้องประชุมสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ เริ่มเวลาประมาณ 18.20 น. ถ่ายทอดผ่านสถานทีโทรทัศน์และวิทยุหลายแห่ง ใช้เวลา ประมาณ 2 ชั่วโมง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า หลังจากได้หารือกันแล้วเไม่เห็นว่าข้อเสนอการยุบสภาภายใน 15 วัน เป็นทางออก ประชาชนไม่เห็นด้วยก็มี และประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ยืดหยุ่น ตนเหลือวาระอีก 1.9 ปี ถ้าให้จัดเลือกตั้งก่อนครบวาระก็ไม่มีปัญหา โดยการจัดการปัญหาต่างๆ ให้แก้ไขปัญหาได้ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คงจะใช้ระยะเวลาไม่นาน หากพร้อมคุยในกรอบนี้ก็คงมีการเจรจาต่อ แต่หากไม่ยอมรับ ฝ่ายรัฐบาลก็ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะยุบสภาภายใน 15 วัน นายจตุพร ได้กล่าวอ้างถึงครั้งนายอภิสิทธิ์เป็นฝ่ายค้าน และนำเสนอช่องทางนี้โดยบอกว่ายอมเสียเปรียบเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ นายอภิสิทธิ์ระบุว่าไม่ได้ปฏิเสธ แต่พูดคนละบริบท





