ที่มา Thai E-Newsม็อบผู้ดีรุมม็อบไพร่-ม็อบเสื้อสีชมพูที่สนับสนุนรัฐบาลตามขับไล่โจมตีเสื้อแดงที่ขับมอเตอร์ไซค์ผ่านที่ชุมนุมคนเสื้อชมพู โดยการสาดน้ำใส่ และเข้ารุมทำร้าย ในการชุมนุมเพื่อคัดค้านฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่สวนลุมพินี มีข่าวว่าเสื้อแดงเจ็บ4ราย อีกรายเป็นชาวบ้านไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่บังเอิญใส่เสื้อแดงพลัดหลงเข้าไปในดงม็อบผู้ดี
นางสาวตรีดาว อภัยวงศ์ อาจารย์คณะอักษรฯ จุฬาฯ ผู้จัดการชุมนุมให้สัมภาษณ์ช่อง 11 ว่า เสื้อแดงมีสิทธิชุมนุมตราบเท่าที่อยู่ในที่ของเขา และไม่มาต่อต้านเรา เพราะเรารักและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ และเราใช้ปัญญาใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เหมือนพวกเสื้อแดง..(ภาพข่าว:REUTERS)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 เมษายน 2553หมายเหตุไทยอีนิวส์:เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งประกอบด้วยนักกฏหมาย นักปรัชญา นักสังคมวิทยา ผู้บริหาร อดีต สสร. เป็นต้น ได้ออกแถลงการณ์ฉบับแรกเพื่อแสดงจุดยืน และเรียกร้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสังคมไทยให้ร่วมกันคลี่คลาย สถานการณ์ทางการเมือง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (Scholars’ Network for a Just Society)
แถลงการณ์ฉบับที่ 1
เรื่อง ข้อเรียกร้องเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง
ตามที่มวลชนจำนวนมากได้ชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา และรัฐบาลได้ใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรควบคุมสถานการณ์นั้น
แม้ว่าฝ่ายแกนนำผู้ชุมนุมและฝ่ายรัฐบาลได้ยืนยันในความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และได้มีการเจรจากันเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาโดยวิธียุบสภา
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรมที่ประกอบด้วยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษาต่างๆ ตลอดจนนักวิชาการอิสระ และประชาชนทั่วไปที่สนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เล็งเห็นว่าในสถานการณ์เช่นนี้ยังมีความล่อแหลมต่อการเกิดความขัดแย้งที่รุนแรง และอาจขยายเป็นวงกว้างได้หากแต่ละฝ่ายไม่สามารถใช้ความอดทนอดกลั้นซึ่งปุถุชนมีอยู่อย่างจำกัด
ดังนั้น จึงขอแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์มิให้เข้าสู่จุดวิกฤติดังนี้.-
1.รัฐบาล
1.รัฐบาลควรทบทวนการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงฯ เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเป็นมาตรการที่เกินกว่าความจำเป็นในการควบคุมสถานการณ์การชุมนุม และไม่สามารถป้องกันการก่อเหตุร้ายจากการฉกฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ของผู้ไม่หวังดี ทั้งยังก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อภาพลักษณ์ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของประเทศ และทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความรู้สึกว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในสถานการณ์เดียวกันนี้ในอดีต
2.รัฐบาลควรแสดงให้สาธารณชนเห็นถึงความอดทนอดกลั้นและวุฒิภาวะที่ยิ่งกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมพยายามแก้ปัญหาโดยยึดหลักความยุติธรรมและสันติ ไม่ยอมให้กลไกของรัฐเข้าขัดขวางหรือ แทรกแซง การแสดงออกของประชาชนตามวิถีทางประชาธิปไตย
ทั้งควรระมัดระวังมิให้บุคคลในสังกัดวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมที่ยังชอบด้วยสันติวิธี หรือให้ข่าวในลักษณะที่เป็นการตอบโต้ ท้าทาย ยั่วยุ ดุถูก ดูหมิ่นกลุ่มผู้ชุมนุม ใส่ร้ายหรือตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับพฤติการณ์ของผู้ชุมนุมที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดเพราะจะยิ่งเป็นการทวีความแตกแยกขัดแย้งและทำให้สังคมตื่นตระหนก
3.นายกรัฐมนตรีควรกลับเข้าไปปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นปกติในทำเนียบรัฐบาลเพื่อมิให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจสถานการณ์เลวร้ายเกินจริง และเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับสังคมและนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น
กลุ่มผู้ชุมนุม
4.แกนนำผู้ชุมนุมควรแจ้งให้สาธารณชนทราบถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตที่เป็นปกติของประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมให้ชัดเจนเป็นระยะ ๆ
5.แกนนำผู้ชุมนุมไม่ควรละทิ้งกระบวนการเจรจาแม้ว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับการสนองตอบตามข้อเรียกร้องเพื่อลดทอนความวิตกกังวลของสาธารณชน ทั้งควรลดเงื่อนไขในการเจรจาที่เป็นไปได้ยาก และควรรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มพลังต่าง ๆ อย่างพินิจพิเคราะห์
6.แกนนำผู้ชุมนุมจะต้องยืนหยัดต่อหลักการสันติอหิงสาตามที่ได้ประกาศไว้โดยเคร่งครัดและจะไม่แสดงท่าทีขัดขวางใดๆ หากนายกรัฐมนตรีจะกลับเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาล
สื่อกระแสหลัก
7.สื่อกระแสหลักควรตระหนักถึงสิทธิของสาธารณชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เที่ยงธรรม ประชาชนควรมีโอกาสรับรู้ข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์อย่างครบถ้วนรอบด้าน เช่นการรายงานจำนวนที่แท้จริงของกลุ่มผู้มาชุมนุม เป็นต้น และควรเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันโดยเท่าเทียมกัน
สถาบันการศึกษา
8.สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ควรเดินหน้าในการศึกษาวิจัยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอันมีความสลับซับซ้อนในหลายมิติอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพื่อเสนอองค์ความรู้ต่อสาธารณะอันนำมาซึ่งการเสนอแนวทางและการถกเถียงอย่างมีเหตุมีผลอันนำไปสู่ข้อยุติร่วมกัน
ประชาชนทั่วไป
9.ประชาชนทั่วไปควรติดตามและพินิจพิเคราะห์สถานการณ์ด้วยความไตร่ตรองระมัดระวังไม่ตกหลุมพรางการบิดเบือน ปิดบังข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการเสนอหรือเปิดเผยข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนโดยเปรียบเทียบตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งและควรรู้ว่าแหล่งข้อมูลหรือสื่อนั้นๆมีที่มาและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไม่อย่างไร มีความโน้มเอียงหรือมีความเป็นกลางมากน้อยเพียงใด ทั้งยังต้องทราบว่าข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นเพียงข้อเท็จจริง หรือ มีการต่อเติม ตีความ แสดงความคิดเห็นประกอบมาด้วยหรือไม่ และต้องรู้เท่าทันวาทกรรมวิชาการที่เกิดขึ้นมากมายท่ามกลางความขัดแย้ง
10.ประชาชนทั่วไปควรต่อต้านและประณามการสร้างสถานการณ์การก่อเหตุความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะกระทำต่อฝ่ายใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำต่อสื่อมวลชนโทรทัศน์ทั้งสองแห่งและหน่วยงานแห่งอื่นที่ทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ
นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในระยะยาวทุกฝ่ายรวมถึงประชาคมวิชาการต้องร่วมกันสร้างสรรค์สังคมบนพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตย หลักคุณธรรมจริยธรรม หลักนิติธรรม หลักความเสมอภาค ให้เป็นสังคมที่ปราศจากความอยุติธรรมซึ่งเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง ละเว้นการกระทำการใดๆที่มุ่งสู่ผลโดยมิได้คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมของวิธีการ
ทั้งนี้ เพื่อมิให้สังคมไทยเกิดความยุ่งยากถึงทางตัน
วันที่ 1 เมษายน 2553
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
ชวลิต หมื่นนุช มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
วรยุทธ ศรีวรกุล คณะปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
วีระชาติ นิ่มอนงค์ คณะปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
เสถียรภาพ นาหลวง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
นันทพันธ์ ชินล้ำประเสริฐ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
สุรพล จรรยากูล ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มศว.ประสานมิตร
สิริเพ็ญ พิริยจิตรกรกิจ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เดือนฉาย อรุณกิจ มหาวิทยาลัยพายัพ
พกุล พัฒน์ดิลก แองเกอร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ประไพพรรณ ชัยพันธเศรษฐ์ วิทยาลัยดุสิตธานี
บัญชา สกุลดี ฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
วิทยา เจริญศรี สำนักงานบริหารทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ชาญ มายอด ศูนย์จริยธรรมวิชาชีพ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
วีระพันธ์ พันธ์วิไล ศูนย์จริยธรรมวิชาชีพ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
สุภัทร์ สกลไชย นักวิชาการอิสระ และทนายความ
อัมพล ชูสนุก ผู้บริหาร บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด
สิทธิชัย โอฬารกุล ผู้บริหาร บจก.นีโอฟาร์ม
สันติ เจริญฤทธิศักดิ์ ผู้ประกอบการและนักวิชาการอิสระ
สุทธิพงษ์ ทูลพุทธา พนักงานบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์
ศักดิ์ศิริ ยิ้มเมือง ผู้ประกอบการ
พรรณทิพย์ โอฬารกุล เจ้าของกิจการ บจก.เดือน
ณัฏฐนิชโอฬารกุล นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประสิทธิ์คุณ สกุลดี นักศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
สุปรีย์ กาญจนพิศาล นักศึกษาปริญญาเอก คณะปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, April 3, 2010
นักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรมกระตุกทุกฝ่ายปลดชนวนคลายวิกฤต วอนสื่อหลักเป็นกลาง
ต้องยอมรับของเขาดีจริงๆ ม็อบเสื้อชมพูรุมตื้บไพร่แดงเจ็บ4 ชาวบ้านหลงเข้าดงผู้ดีโดนอ่วม
ที่มา Thai E-News

ม็อบผู้ดีรุมม็อบไพร่-ม็อบเสื้อสีชมพูที่สนับสนุนรัฐบาลตามขับไล่โจมตีเสื้อแดงที่ขับมอเตอร์ไซค์ผ่านที่ชุมนุมคนเสื้อชมพู โดยการสาดน้ำใส่ และเข้ารุมทำร้าย ในการชุมนุมเพื่อคัดค้านฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่สวนลุมพินี มีข่าวว่าเสื้อแดงเจ็บ4ราย อีกรายเป็นชาวบ้านไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่บังเอิญใส่เสื้อแดงพลัดหลงเข้าไปในดงม็อบผู้ดี (ดูคลิปข่าวโทรทัศน์)
นางสาวตรีดาว อภัยวงศ์ อาจารย์คณะอักษรฯ จุฬาฯ ผู้จัดการชุมนุมให้สัมภาษณ์ช่อง 11 ว่า เสื้อแดงมีสิทธิชุมนุมตราบเท่าที่อยู่ในที่ของเขา และไม่มาต่อต้านเรา เพราะเรารักและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ และเราใช้ปัญญาใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เหมือนพวกเสื้อแดง..(ภาพข่าว:REUTERS)

ม็อบผู้ดี-กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลไม่ให้ยุบสภาใส่เสื้อสีชมพูชุมนุมที่สวนลุมพินีราว1,000คน เพื่อต่อต้านการชุมนุมของคนเสื้อแดง ผู้สื่อข่าวสนามของโทรทัศน์เนชั่นและINNรายงานว่าได้เกิดเหตุกลุ่มเสื้อสีชมพูได้ทำร้ายร่างกายเสื้อแดงเจ็บ 4 คน รวมทั้งชาวบ้านที่บังเอิญใส่เสื้อแดงหลงเข้าไปในสวนลุมฯเจ็บอีกราย(ภาพข่าว:REUTERSและAP)

ม็อบผู้ดีสีชมพู-อาม่าจากกลุ่มกองเชียร์รัฐบาลใส่เสื้อสีชมพู รวมตัวกันที่สวนลุมพินีตะโกนด่ากลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่เดินขบวนผ่านไป กลุ่มเสื้อสีชมพูได้ต่อยเสื้อแดง และมีชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องโดนรุมสกรัมด้วย ฝ่ายเสื้อสีชมพูอ้างว่าโดยฝ่ายเสื้อแดงยั่วยุในช่วงเดินขบวนผ่านสวนลุม(ภาพข่าว:AP)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 เมษายน 2553

ตรีดาว อภัยวงศ์ แกนนำม็อบผู้ดีเสื้อสีชมพู
ยุคม็อบพันธมิตร-อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯผู้นี้ เป็นหนึ่งในคณาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เข้าชื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออก โดยได้ขึ้นเวทีปราศรัยในการชุมนุมพันธมิตรที่หน้าห้างสยามพารากอนในวันที่ 29 มีนาคม 2549 ด้วย(ดูข่าว)
ยุคม็อบเสื้อแดง-นัดคณาจารย์จุฬาฯ และ"พลังเงียบ"ภาคประชาชนที่มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน คือไม่ต้องการเแบ่งฝ่ายเลือกสีทางการเมืองใส่เสื้อสีชมพูออกมาต้านเสื้อแดงที่สวนลุมฯ
******
นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงษ์ กลุ่มอาจารย์จุฬา-เสื้อชมพู
ยุคม็อบพันธมิตร-หมอตุลย์เคลื่อนไหวร่วมกับพันธมิตรอย่างเปิดเผย จนกระทั่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลงประกาศพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 7/2551 แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการพลังแผ่นดิน และผู้ประสานงานภาครัฐ(ดูประกาศแต่งตั้ง)
ยุคม็อบเสื้อแดง-หมอตุลย์ออกมานัด"พลังเงียบ"และอาจารย์จุฬาฯบางส่วนต่อต้านการชุมนุมของเสื้อแดง โดยนัดกันใส่เสื้อสีชมพูบอกว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อชมพูครั้งนี้ รัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้อยู่เบื้องหลัง แต่เป็นการเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง
*********
นพ.กุศล ประวิชไพบูลย์ กลุ่ม"พี่น้องมหิดล"

ยุคม็อบพันธมิตร-ร่วมชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตร โดยได้ขึ้นเวทีปราศรัยในเวทีชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นช่วงท้ายๆที่พันธมิตรกำลังยึดสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ด้วย(คลิ้กฟังคำปราศรัยของนายแพทย์กุศลบนเวทีพันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล)
ยุคม็อบเสื้อแดง-อ้างเป็นกลุ่มพี่น้องมหิดลนำเลือดคนเสื้อแดงไปตรวจแล้วอ้างว่าพบโรคร้ายทั้งไวรัสตับอักเสบ และเอดส์ รวมทั้งบอกว่ามีเลือดควายเจือปน
********
นายแพทย์พีร์ เหมะรัชตะ อ้างเป็นตัวแทนศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯ
ยุคม็อบพันธมิตร-สนับสนุนพันธมิตรอย่างออกนอกหน้า ตอนแพทย์จุฬาฯขึ้นป้ายไม่รักษาตำรวจก็เอาด้วย
ยุคม็อบเสื้อแดง-ออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีร้องเรียนไม่ให้ออกใบประกอบวิชาชีพแพทย์ให้นิสิตแพทย์สลักธรรม โตจิราการ ที่ทำหน้าที่เจาะเลือดเสื้อแดง และให้เอาผิด โดยพอทราบเรื่องนศพ.สลักธรรมเจาะเลือดเสื้อแดง ได้เขียนลงเฟสบุ๊ค ว่า"กรี๊ดๆๆๆจริงเหรอเนี่ย น้องคณะฉานนนน ตัดขาดกันไปเลยดีไหมเนี่ย"
********
นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (เฟสต้า)
ยุคม็อบพันธมิตร-ให้เหตุผลว่าที่ไม่ออกมาต่อต้านพันธมิตรชุมนุม 193 วันเพราะว่า "ช่วงที่กลุ่มเสื้อเหลืองชุมนุม ยังไม่มีประสบการณ์ว่า การชุมนุมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง" แต่มีหลักฐานว่าเคยออกโรงหนุนการที่ศาลสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้พันธมิตรยุติยึดสนามบิน และเชียร์ให้เปลี่ยนขั้วการเมืองใหม่ ให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งรัฐบาลแทนขั้วเดิม
ยุคม็อบเสื้อแดง-นัดพนักงานโรงแรมทั่วประเทศมาม็อบต่อต้านเสื้อแดงที่สวนลุมฯ โดยบอกว่าได้รับผลกระทบหนัก ทำให้การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนัก
*********
ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย
ยุคม็อบพันธมิตร-นัดพบกันที่สีลม สัญลักษณ์ย่านธุรกิจแล้วเคลื่อนขบวนมาสมทบพันธมิตรที่ยึดทำเนียบรัฐบาลไว้

ยุคม็อบเสื้อแดง-(ภาพบน)นายสมเกียรติ อโนทัยสินทวี ในชุดสข.บางคอแหลม สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ (ล่าง)นายสมเกียรติ อโนทัยสินทวี (เสื้อขาวด้านขวา)กำลังกำกับบทนายสมเกียรติ หอมละออ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ให้ออกโรงค้านม็อบเสื้อแดง คัดค้านการยุบสภา
*********
ภุชงค์ กนิษฐชาต อ้างเป็นตัวแทนคนกรุง1800ชุมชน
ยุคม็อบพันธมิตร!-นายภุชงค์ กนิษฐชาต แต่งชุดพันธมิตรฯเต็มยศร่วมชุมนุมกับพันธมิตร เคยอุปโลกข์เป็นตัวแทนชุมชนอีสานต้านทักษิณด้วย
ยุคม็อบเสื้อแดง-ภุชงค์ออกมาเคลื่อนไหวในนามตัวแทนคนกรุง 1,800 ชุมชนต่อต้านการชุมนุมของเสื้อแดงอ้างเพื่อปกป้องสิทธิคนกรุงเทพฯที่ทนเดือดร้อนจากการชุมนุมของเสื้อแดงไม่ไหว
**********
ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธาน กรรมการสิทธิมนุษยชน

ยุคม็อบพันธมิตร-ตอนนั้นมีตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ โดยการสนับสนุนของศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวนิช ผู้ใกล้ชิดสนธิลิ้ม เป็นตัวตั้งตัวตีล่ารายชื่อ อาจารย์-นิสิตจุฬา เรียกร้องให้ ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ยุคม็อบเสื้อแดง-แถลงข่าวร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในกรมทหารราบที่ 11 บอกว่าเสื้อแดงละเมิดสิทธินายอภิสิทธิ์ และขอเป็นคนกลางเจรจาระหว่างนายกฯกับแกนนำเสื้อแดง
******
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ยุคม็อบพันธมิตร-เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2551 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าฝ่ายค้านในเวลานั้น กล่าวถึงแนวคิดการทำประชามติของรัฐบาล เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ว่าการทำประชามติมีแต่จะทำให้ความขัดแย้งทางความคิดลุกลามออกไป ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ที่เสี่ยงจะเกิดความรุนแรงอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ หากต้องการให้ประชาชนมาชี้อนาคตทางการเมือง ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับที่อารยะประเทศทำกันอย่างไรก็ตาม เชื่อว่า การทำประชามติจะไม่เกิดขึ้น เพราะขัดรัฐธรรมนูญ
ยุคม็อบเสื้อแดง-นายอภิสิทธิ์กล่าวในการเจรจากับแกนนำเสื้อแดงเมื่อ 29 มี.ค.53ว่าเรื่องรัฐธรรมนูญช้าเร็วไม่ได้อยู่ที่สภา วันนี้เราเอาให้ชัดๆเลยว่าประชาชนเป็นคนทำ ทำประชามติไปเลยจะแก้มาตราไหน ซึ่งมันไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง กระบวนการประชามติบวกกับการแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา บรรยากาศบ้านเมืองที่เราสามารถทำเรื่องยากๆกันได้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำประชามติ เราไม่สามารถแก้กันได้ลอยๆ ประชามติ อันนี้จะเป็นกระบวนการที่ดีมาก (ที่มา:มติชนออนไลน์ 30 มีนาคม 2553)
Friday, April 2, 2010
ทำไมรัฐบาลจึงควรยุบสภาภายใน 3 เดือน คำชี้แจงจากเครือข่ายสันติประชาธรรม
ที่มา ประชาไท อนุสนธิจากจดหมายเปิดผนึกของเครือข่ายสันติประชาธรรม อันประกอบด้วยนักวิชาการและประชาชนกว่า 250 คน ถึงนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแกนนำ นปช. เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีผู้ตั้งคำถามอย่างกว้างขวางว่า อะไรคือเหตุผลรองรับของการเสนอให้รัฐบาลประกาศยุบสภาภายใน 3 เดือน ทางเครือข่ายฯ จึงใคร่ชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ทั้งฝ่ายรัฐบาล นปช. และประชาชนทั่วไป ดังนี้ 1. การยุบสภาเป็นหนทางที่เหมาะสมที่สุดในภาวะที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับทางตัน รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้ การเผชิญหน้าระหว่างกองกำลังของรัฐและมวลชนเสื้อแดงอาจกลายเป็นเงื่อนไขไปสู่การปะทะและปราบปรามผู้ชุมนุม และเปิดโอกาสให้การรัฐประหารได้ในที่สุด จริงอยู่ แม้ว่าการยุบสภาจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุกประการในสังคมได้ เพราะหลายปัญหาเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมในสังคม เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลายาวนาน แต่รัฐบาลย่อมมีหน้าที่แก้ไขวิกฤติการณ์ที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ นอกจากนี้ การยุบสภาคือการดึงเอาการแก้ไขปัญหาการเมืองกลับเข้าไปสู่กลไกในระบอบประชาธิปไตย และแม้ว่าการยุบสภาจะไม่สามารถรับประกันความสงบทางการเมืองหลังเลือกตั้งได้ แต่มันเป็นวิถีทางที่จำเป็นและชอบธรรมสำหรับปัจจุบัน ประการสำคัญ ณ วันนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ได้ยอมรับว่าจะต้องมีการยุบสภาแล้ว เพียงแต่ยังไม่สามารถตกลงเรื่องเวลากับทางฝ่าย นปช. ได้เท่านั้น 2. เงื่อนไข 3 เดือนเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาและผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่เร่งด่วนเช่น กรณีมาบตาพุด และการจัดสรรงบเงินกู้ 4 แสนล้าน เป็นต้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าไปได้ แม้ว่าจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองก็ตาม 3. ทางเครือข่ายเห็นว่าก่อนการยุบสภา ทั้งฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน และแกนนำ นปช. ควรมีเวลาทำสัญญาประชาคมในเรื่องกติกาการเลือกตั้ง ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายสามารถหาเสียงเลือกตั้งในทุกพื้นที่ได้อย่างเสรี รวมทั้งการยอมรับผลการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลตามวิถีทางของระบอบรัฐสภา 4. พรรคการเมืองต่าง ๆ ควรมีเวลาจัดเตรียมนโยบายสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมือง อนึ่ง หลังประกาศยุบสภา รัฐบาลยังมีเวลาจัดการเลือกตั้งอีก 45-60 วัน จึงเท่ากับว่าพรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัวถึง 5 เดือน ซึ่งนับว่าเหมาะสม เพราะในสภาพปัจจุบัน พรรคการเมืองจะต้องเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ว่าตนจะแก้ไขวิกฤติการเมืองและเศรษฐกิจที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันอย่างไร 5. การทำประชามติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นการสูญเสียงบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์ ประการสำคัญ ไม่มีหลักประกันว่า หลังการลงประชามติ พรรคการเมืองจะสามารถตกลงแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จริง หากจะมีการทำประชามติจะต้องทำหลังจากแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วต่างหาก เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่ามาตราที่ถูกแก้ไข มีเนื้อหาสาระอะไร ประชาชนไม่ควรลงมติในเรื่องที่ขาดความชัดเจน ฉะนั้น การแก้รัฐธรรมนูญควรเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ท้ายนี้ เครือข่ายสันติประชาธรรมยังยืนยันในความเหมาะสมของช่วงเวลา 3 เดือน จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความยืดหยุ่นและเจตจำนงในการเจรจามากกว่าที่ผ่านมา ด้วยความห่วงใยต่อสังคม เครือข่ายสันติประชาธรรม
พลังสีแดง : การจัดตั้งของภาคการผลิตไม่เป็นทางการ
ที่มา ประชาไท อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ความรู้ทางสังคม ศาสตร์-มนุษยศาสตร์ จะต้องตอบหรืออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมให้แก่สังคมได้ หากความรู้ทางสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ ไม่สามารถตอบคำตอบปรากฏการณ์ทางสังคมหรือตอบแบบมักง่าย ก็ไร้ค่าไร้ความหมายที่จะดำรงอยู่ในสังคม ในฐานะที่ผมหากินอยู่กับความรู้สังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ ผมจึงขอตั้งคำถามเพื่อให้เราทั้งหลายได้ร่วมกันหาคำตอบให้แก่สังคมไทยครับ คำถามที่ผมคิดว่าสำคัญมากในช่วงเวลานี้ ได้แก่ การเข้าการรวมกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดงเกิดขึ้นเพราะอะไรและ เกิดขึ้นได้อย่างไร แน่นอนว่า การเกิดขึ้น บทบาท และการดำรงอยู่ของกลุ่มเสื้อเหลืองก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน หากแต่บทบาทของกลุ่มเสื้อเหลืองน่าจะแผ่วลงไปในช่วงนี้ จึงขอยกยอดเอาไว้เป็นคำถามที่สำคัญรองลงมาครับ ก่อนที่ผมจะลองตอบว่าการรวมกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดง เกิดขึ้นเพราะอะไร ผมขออธิบายเท้าความกลับไปยังความเป็นคนเสื้อแดงก่อนนะครับ (ซึ่งผมได้เคยกล่าวไว้บ้างแล้วในหลายบทความก่อนหน้านี้ ขออภัยที่เขียนซ้ำบ้าง) กล่าวคือ คนเสื้อแดงเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงของการผลิตเชิงพาณิชย์ขยายตัวเข้าไปสู่ภาคการเกษตรและดึงดูด ให้คนในภาคเกษตรกรรมได้เปลี่ยนแปลงตนเองมาสู่การทำงานนอกภาคการเกษตรมาก ขึ้นๆ และช่องทางที่คนกลุ่มนี้เข้ามาได้มากที่สุด ได้แก่ การผลิตภาคไม่เป็นทางการ การขยายตัวของการผลิตภาคไม่เป็นทางการได้เชื่อมต่อและเปลี่ยนแปลงลักษณะ ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับชนบทไปอย่างสิ้นเชิง คนในพื้นที่ชนบทได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เมือง ความเป็นเมืองและชนบทละลายและพร่ามัวไม่ชัดเจนอย่างเดิมอีกต่อไป (จึงไม่น่าแปลกใจที่อาจารย์ชาญวิทย์ได้เสนอว่ากลุ่มเสื้อแดงไม่ใช่คนภูธรแล้ว) รายได้จากการผลิตไม่เป็นทางการนี้ กลายมาเป็นหลักในการดำรงชีวิตแทนการทำนาหรือทำเกษตรกรรมรูปแบบอื่นๆ การทำงานในภาคเกษตรกรรม อาทิเช่น การทำนากลายเป็นเพียงหลังพิงให้แก่ครอบครัวเท่านั้น คนขับแท็กซี่หลายท่านได้บอกตรงกันว่าการทำนาสมัยนี้ง่ายกว่าสมัยก่อนมาก พวกเขาหาเงินสดจากการขับรถแท็กซี่แล้วไปเป็น "ผู้จัดการนา" สักหนึ่งอาทิตย์ก็เรียบร้อยแล้ว และข้าวที่ได้ก็เป็นเพียงหลักประกันพื้นฐานสำหรับครอบครัวที่ยังอยากจะเก็บ ข้าวเอาไว้กินเท่านั้นเอง แต่ส่วนมากแล้ว ก็มักจะขายเอาเงินสดทันที (รถเกี่ยวข้าวจะเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วใส่กระสอบส่งไปสู่โรงสีทันที) แล้วซื้อข้าวสารกินจากร้านค้าในหมู่บ้าน การขยายตัวของภาคการผลิตไม่เป็นทางการนี้ เป็นการสร้างสรรค์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่มากอันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของกลุ่มคน ที่ไม่ได้รับโอกาสต่างๆ จากรัฐ การสร้างสรรค์ที่มุ่งเพียงเพื่อที่จะอยู่รอดให้ได้นี้กลายมาเป็นช่องทางที่ สำคัญของคนจำนวนมากในสังคมไทย เท่าที่นักวิชาการคาดการณ์ไว้น่าจะอยู่ประมาณร้อยละหกสิบห้าของกำลังแรงงาน ทั้งหมด กลุ่มคนในภาคการผลิตไม่เป็นทางการที่ขยายตัวมากขึ้นๆ ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากนโยบายประชานิยมจากรัฐบาลทักษิณ ซึ่งกุนซือของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ได้แก่ คุณพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ได้ใช้ความคิดจากหนังสือเรื่อง The Other Path : The Invisible Revolution in the Third World ของ Hernado de Soto ซึ่งเน้นการทำความเข้าใจในความหมายและความสำคัญของภาคการผลิตไม่เป็นทางการ นี้มาใช้เป็นฐานในการสร้างนโยบายประชานิยม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน การเจาะเข้าสู่กลุ่มที่อยู่ในภาคการผลิตไม่เป็นทางการ อาทิเช่น การคมนาคมไม่เป็นทางการ (วินมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น) รวมถึงการขยายพื้นที่ให้แก่การผลิตไม่เป็นทางการ อาทิเช่น การสร้างตลาดภายในให้แก่สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ การที่รัฐได้เปิดโอกาสให้แก่คนในภาคการผลิตไม่เป็นทางการนี้เอง จึงทำให้คนจำนวนมากที่สังกัดอยู่ในภาคการผลิตนี้ชื่นชมนโยบายเหล่านี้อย่าง ยิ่ง (ผมอยากให้คนในรัฐบาลอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไม่เป็นทางการให้ มากกว่านี้ จะได้คิดอะไรได้มากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ส่งคนไปคุยกับคุณพันศักดิ์ วิญญรัตน์ บ้างจะเป็นไร) เมื่อเปลี่ยนมาสู่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้ว่าจะพยายามสานต่อนโยบายประชานิยมแต่คงเป็นเพราะไม่เข้าใจหัวใจของภาคการ ผลิตไม่เป็นทางการ จึงทำให้ไม่สามารถเจาะเข้าไปในแต่ละกลุ่มอาชีพได้ ผมรู้สึกว่ารัฐบาลนี้ยังมองสังคมไทยแบบเดิมที่คนส่วนใหญ่ยังเป็นชาวนา ส่วนการทำงานนอกภาคเกษตรนั้นเป็นเพียงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว (ซึ่งหากเป็นอย่างที่ผมรู้สึก ก็คงต้องโทษบรรดานักวิชาการและนักพัฒนาเอกชนที่แวดล้อมรัฐบาลว่าเชยมาก) ผมได้มีโอกาสเสวนาร่วมกับผู้นำทางเศรษฐกิจท่านหนึ่ง ที่ได้ร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ท่านอธิบายแก้ตัวให้แก่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำนองว่าในกระบวนการร่างได้พบปะชาวบ้านมากมาย แม้ว่าผมยอมรับว่าท่านได้พบประชาชนจริง แต่ผมรู้สึกว่าการพบปะชาวบ้านของกลุ่มผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการพบปะชาวบ้านเพียงกลุ่มเดียว คือ กลุ่มที่มีนักพัฒนาเอกชนสายพี่เปี๊ยก และสาย กป.อพช. (พิภพ ธงไชย บำรุง บุญปัญญา ฯลฯ) ดังจะเห็นได้ว่าคนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มักจะเป็นคนจากสายนี้ ซึ่งชาวบ้านของปัญญาชนกลุ่มนี้มีอยู่น้อยมาก ถ้าเทียบกับสัดส่วนชาวบ้านที่อยู่ในภาคการผลิตไม่เป็นทางการ แม้ว่าปัญญาชนกลุ่มนี้จะปรารถนาดีต่อชาวบ้าน แต่กระบวนทัศน์ของเขาก้าวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ผมเองมีเพื่อนอยู่กลุ่มนี้มากมายทุกภาค แต่หลังจากพยายามทะเลาะกับเพื่อนเพื่อให้เพื่อนมองสังคมไทยให้ดีขึ้น (ไม่จำเป็นต้องมองอย่างผมหรอก แต่มองให้ออกนอกกรอบเดิมหน่อย) ก็ทำให้ไม่ถูกเชิญไปอภิปรายร่วมด้วยเลย (ด้วยข้อหาว่าท่าทีไม่เป็นมิตร: คำกล่าวนี้มาจากพี่ชัชของน้องๆ ภาคเหนือครับ ฮา) การที่ผู้นำในรัฐบาลและปัญญาชนในสังคมไทยไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของ สังคมจริงๆ จึงยิ่งทำให้คนในภาคการผลิตไม่เป็นทางการรู้สึกว่าตนเองถูกปิดกั้นโอกาสใน การเลื่อนฐานะ (รัฐบาลไม่ชอบคำว่า "ชนชั้น" ผมไม่ใช้ในตอนนี้ก็ได้) และทำให้ขัดเคืองมากขึ้น เมื่อตลาดภายในไม่ขยายตัวอันเนื่องมาจากระบบเศรษฐกิจภาคทางการซวนเซ คำตอบเบื้องต้นในเรื่องที่มาของกลุ่มคนเสื้อแดง ก็คือ การขยายตัวของคนในภาคการผลิตไม่เป็นทางการที่มีจำนวนมหาศาล และคนกลุ่มนี้กำลังประสบโอกาสในการเลื่อนฐานะ แต่ถูกทำให้รู้สึกว่าโอกาสนั้นถูกปิดตายไปภายใต้รัฐบาลนี้ ความรู้สึกคับข้องใจและเจ็บปวดที่โอกาสของตนถูกปิดเช่นนี้ จึงเป็นช่องทางให้การแพร่ขยายของความคิดเรื่อง "อำมาตย์กับไพร่" สะพัดไปได้อย่างกว้างขวาง และกลายเป็นคำกล่าวที่สรุปยกระดับต้นเหตุของการปิดโอกาสชีวิตของตนได้ชัดเจน สำหรับความรู้สึกของพวกเขา คำถามต่อไป ได้แก่ การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงมาได้อย่างไร เอาไว้คราวหน้าครับ
สัมภาษณ์ ‘สลักธรรม โตจิราการ’ : “เราเป็นแพทย์ เราเป็นคน" และเรื่องแบบ 'เหวงๆ' ที่ไม่โหวง
ที่มา ประชาไท
สัมภาษณ์โดย : ปาลิดา ประการะโพธิ์
นักศึกษาชั้นปีที่ 1 (อาสาทำงาน ‘ประชาไท’)
ข้อสำคัญที่สุดคือเราเป็น ‘คน’ เหมือนกับคนอื่นๆ
เมื่อเป็น ‘คน’ แล้ว
เราก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
แล้วสามารถที่จะทำงานทางการเมืองได้
ตราบใดที่ยังไม่ละเมิดกรอบของวิชาชีพ”
สลักธรรม โตจิราการ
16 มี.ค.53 ‘สลักธรรม โตจิราการ’ นิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 6 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บุตรชายของ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. พาทีมบุคลากรทางการแพทย์เจาะเลือดคนเสื้อแดงเพื่อประท้วงรัฐบาล ไม่นานหลังจากนั้น ศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯ ได้ยื่นเรื่องต่อคณะผู้บริหาร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และสมาคมศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯเรียกร้องไม่ให้ออกใบประกอบวิชาชีพแพทย์ให้ และขอให้นำตัวสลักธรรมมาชี้แจงต่อหน้าสื่อ โดยอ้างว่า นำเครื่องหมายกาชาดไปใช้ในทางผิด
นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การตักเตือนนิสิตแพทย์ที่อยู่ในความดูแลด้วยความเป็นห่วงเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรเป็นการตักเตือนภายในด้วยความหวังดีและต้องให้เกียรติแก่ นิสิตที่จะต้องเป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพในอนาคต ไม่ใช่เป็นการตักเตือนเพื่อสร้างความอับอายให้กับนิสิตต่อหน้าสาธารณะ “ถ้าผมเป็นสลักธรรมและถูกเรียกไปตักเตือนในที่สาธารณะ ผมจะไม่ไป”
ทั้งยังบอกด้วยว่า หากแพทย์สภาไม่อนุมัติใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม สลักธรรมควรที่จะฟ้องศาลปกครอง “ผมคิดว่ามีประเด็นความผิดด้านจริยธรรมอีกมากอย่างเช่น การที่แพทย์ไปประกอบอาชีพทำศัลยกรรมพลาสติกที่ทางผู้ใหญ่ในวงการควรที่จะเอาผิด”
ในขณะที่กิติภูมิ จุฑาสมิต ผอ.รพ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เห็นว่า เมื่อผู้ป่วยมีความต้องการ (แม้แพทย์จะไม่เห็นด้วยก็ตาม) การที่แพทย์เข้าไปช่วยให้การกระทำนั้นปลอดภัย เป็นการปฏิบัติหน้าที่ ที่แสดงถึงความเคารพใน AUTONOMY ของผู้ป่วย ซี่งเป็นประเด็นที่วงการแพทย์ไทยไม่ค่อยคำนึงถึงนัก
“ที่ผมแปลกใจก็คือ เวลาแพทย์ประกาศจะไม่ให้การรักษากับตำรวจ หรือนักการเมือง หรือกรณีที่แพทย์ปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยที่มีญาติใส่เสื้อแดง ทำไมวงการแพทย์ไทยจึงเฉยชาจนน่าตกใจ น่าคิดนะครับ" กิติภูมิตั้งข้อสังเกต
ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา อาจารย์ฝ่ายกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เรียกสลักธรรมเข้าไปพบเพื่อชี้แจงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ‘ประชาไท’ เลยถือโอกาสเข้าไปพูดคุยกับนักศึกษาแพทย์หนุ่ม เพื่อสอบถามผลการพิจารณาและเรื่องราวที่เกิดขึ้น
0 0 0
ประชาไท : มีคนออกมาโจมตีเรื่องการเจาะเลือดของกลุ่ม นปช.ในหลายแง่ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการเจาะเลือด คิดว่าอย่างไร?
สลักธรรม : ก่อนอื่นต้องอธิบายว่า ผมไม่ได้ไปเจาะเลือด 100% งานหลักของผม คือช่วยการประสานงาน ดูว่าของตรงไหนขาด อย่างเช่น เข็มฉีดยา, กระบอกฉีดยา สำลี หรือว่าแอลกอฮอล์ จัดหาสิ่งที่อำนวยความสะดวกมากกว่า
ตอนแรกทางกลุ่ม นปช.ของเราต้องการจะแสดงให้สังคมโลกเห็นว่า เรายินดีที่จะสละเลือด สละเนื้อของเราเพื่อประชาธิปไตย ต้องการแสดงสัญลักษณ์แบบนั้น แต่เราก็มาดูว่า การประท้วงแบบเก่าๆ เช่น การกรีดเลือดให้พุ่งออกมา การตัดนิ้ว ตัดแขน อะไรแบบนี้มันดูเป็นภาพที่รุนแรงและ “อนารยะ” มากเกินไป แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราจะไปเสียเลือดเนื้อด้วยการตีรันฟันแทง เพราะว่ามันผิดกับนโยบายของเราที่จะใช้สันติวิธี เรามีการพูดคุยกัน จนสรุปได้วิธีการเจาะเลือด โดยพยายามใช้บุคลากรทางการแพทย์ในการเจาะเลือดและดำเนินการต่างๆ เพื่อให้การเจาะเลือดเป็นมาตรฐานเหมือนกับที่ทำในโรงพยาบาลและคลินิกต่างๆ
ทางฝ่ายกิจการนิสิตจุฬาฯเรียกเข้าไปพบเป็นอย่างไรบ้าง?
การเจาะเลือดในทางการเมือง อาจารย์ไม่ได้ถาม เพราะท่านทราบว่าเป็นประเด็นละเอียดอ่อน แล้วคิดว่าอาจารย์ก็คงจะเข้าใจว่า ทัศนะทางการเมืองของแต่ละคนมีสิทธิที่จะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทางอาจารย์เป็นกังวลและอยากจะตักเตือนก็คือ เรื่องที่ผมใส่เสื้อกาวน์สั้น มีตรากาชาดเขียนว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาในสถานที่เจาะเลือดด้วย ท่านก็เป็นกังวลว่า ตรากาชาดจะถูกดึงไปใช้ในทางการเมืองของฝ่ายเสื้อแดงหรือเปล่า
ผมก็เลยอธิบายไปว่า ที่เราใส่เสื้อกาวน์มา ไม่ได้มีเจตนาที่จะสำแดงว่า เราเป็นคนของสภากาชาดไทยหรือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แต่ที่ผมใส่เข้ามาเพื่อแสดงให้เห็นว่า คนที่มาดำเนินการเจาะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ มีมาตรฐานเดียวกันกับผู้ที่ดำเนินการอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ สมมติว่า เราเอาคนที่ไหนไม่รู้มาใส่เสื้อแดง ก็จะกลายเป็นว่า เราเอาใครที่ไหนไม่รู้มาเจาะเลือด แต่ไปๆ มาๆ เราระดมคนมากขึ้นก็อาจจะทำไม่ได้ 100% แต่ทุกคนที่มาก็มีการตรวจสอบบัตรกันแล้วว่า เป็นพยาบาล เทคนิคการแพทย์ หรือว่าเป็นแพทย์
พอใจไหมกับผลการพิจารณาของอาจารย์ฝ่ายกิจการนิสิต?
ท่าทีของท่านก็มีการระมัดระวังอยู่พอสมควร จะไม่พูดก้าวล่วงทางการเมือง ผมรับทราบแล้วก็เข้าใจ คนที่เข้ามาทำเรื่องที่จะถอดใบปริญญาของผมหรือว่าอะไร เขาไม่ได้เป็นฝ่ายบริหารของคณะ มันก็เป็นแค่ความเห็นของศิษย์เก่าของคณะที่อาจจะไม่พอใจในการกระทำของผม ท่านก็ได้แสดงออกมาในเฟซบุ๊ค แล้วก็ให้คนไปลงชื่อ เพื่อจะนำไปร้องเรียนผู้บริหารอีกที
เขานำหนังสือร้องเรียนไปยังแพทยสภาหรือยัง?
เท่าที่ทราบ ไม่มีการดำเนินการในส่วนดังกล่าว แม้กระทั่งคณาจารย์หลายท่านที่เป็นเสื้อเหลืองก็ไม่เห็นด้วยที่จะถอดใบประกอบวิชาชีพหรือถอดใบปริญญา
ผมคิดว่าแต่ละท่านมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ถ้าจะมีการถอดปริญญา ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการมาคุย แล้วก็มีการชี้แจง อธิบายไปตามหลักเกณฑ์ ไม่ใช่นึกจะถอดก็ถอดได้ สังคมจะเป็นผู้ตัดสินเองว่า สิ่งที่ผมทำมันเหมาะสมหรือไม่
เจอแรงเสียดทานอะไรไหม?
ผมไม่ได้เจอแรงเสียดทานอะไรรุนแรง ผมทำงานตามปกติ เชื่อว่าอาจารย์ทั้งหลายคงจะสามารถเข้าใจว่า ทุกคนมีทัศนะทางการเมืองที่ต่างกันได้
ช่วงที่ผมอยู่ปี 4 เวลาเรียนแพทย์ เขาจะแบ่งงานกันไปตามสายการทำงาน ผมไปอยู่แผนกสูติศาสตร์ แผนกเดียวกับ อ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ (อาจารย์ที่ประกาศตัวสนับสนุนและขึ้นเวทีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ - วงเล็บโดย 'ประชาไท') อาจารย์เป็นคนดูแลผมเลย สอนผมทำคลอด ผมยังจำได้ ท่านก็ไม่ได้แตะทางการเมืองหรือมาเล่นงานกัน หรือแม้กระทั่งช่วงหลัง ก่อนหน้าที่จะมีเรื่องนี้ ท่านก็ยังทักทายผมเลยว่า เธอเป็นอย่างไรบ้าง
ผมเลยคิดว่า ถ้าเรามีจิตใจที่ “เปิดกว้าง” มากพอก็จะเป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใด เวลามีคนมาถามว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร เราก็อธิบายแลกเปลี่ยนทัศนะไป ให้เรารับรู้ความคิดของเขา และเขารับรู้ความคิดของเรามากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นในระบอบประชาธิปไตย เราไม่ได้คาดหวังว่า เขาจะมาเชื่อหรือจะต้องเปลี่ยนความคิดเป็นสีแดงทันที
ผู้ที่มีวิชาชีพเกี่ยวกับการดูแลรักษาชีวิตคน คิดว่าเขาต้องมีลิมิตในการแสดงออกทางการเมืองหรือไม่?
ก่อนที่เราจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเทคนิคการแพทย์ ข้อสำคัญที่สุดคือเราเป็น “คน” เหมือนกับคนอื่นๆ เมื่อเป็น “คน” แล้ว ไม่ว่าเราจะเป็น นายแพทย์ ก นายแพทย์ ข นางพยาบาล ก นางพยาบาล ข เราก็มีสิทธิที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แล้วสามารถที่จะทำงานทางการเมืองได้ ตราบใดที่ยังไม่ละเมิดกรอบของวิชาชีพ
ผมจะยกตัวอย่าง เช่น ซุนยัดเซ็น บิดาการปฏิวัติของจีน ท่านก็เป็นแพทย์ แต่ก็ทำงานทางการเมือง แล้วไม่ได้ทำอะไรล่วงละเมิดจรรยาบรรณของแพทย์ในช่วงชีวิตท่าน แพทย์ก็มีจรรยาบรรณอยู่ว่า จะรักษาทุกคนที่เข้ามา แม้เป็นสัตว์ร้ายเราก็ต้องรักษา ถ้าเราไม่ละเมิดตรงนี้ เราก็มีสิทธิที่จะดำเนินการทางการเมืองได้อย่างเต็มภาคภูมิ เต็มศักดิ์ศรี
ช่วง 2-3 วันนี้ คนที่มาร่วมชุมนุมน้อยลงมากไหม คิดอย่างไร?
จุดสำคัญที่สุดอยู่ที่ไอเดียของเสื้อแดงได้กระจายทั่วแผ่นดินไปแล้ว แน่นอนว่า คนของเราก็ต้องมีพักเหนื่อย ไปทำงานทำการกันบ้าง เพราะเราไม่ใช่ประเภทเกณฑ์คนมานั่งนอนได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่เท่าที่คุยเขาบอกว่ากลับมาแน่นอน แต่จะเห็นว่า ในช่วงค่ำแนวโน้มจะมีคนมาเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าคนที่มาร่วมชุมนุมนั้นเป็นคนกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดครึ่งต่อครึ่ง การที่รัฐบาลยอมเจรจา เขาก็ต้องประเมินแล้วว่าคนของเรามีมาก
ได้ติดตามการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับตัวแทนคนเสื้อแดงหรือเปล่า?
ได้ดูบ้างครับ ผมก็ไม่ทราบว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ได้รับแรงกดดันอะไรหรือเปล่า เห็นได้ชัดจากท่าทีวันแรก ว่าการยุบสภาไม่ได้พูดอย่างชัดเจน พอมาตอนหลังเขาก็ค่อนข้างจะชัดแล้วว่าจะมีการยุบสภา แสดงให้เห็นว่า การเจรจาได้ประสบผลไปทีละนิดหน่อย แน่นอนว่ารัฐบาลก็ต้องเรียกราคาให้สูงที่สุด ก็เป็นว่าจะยุบสภาภายใน 9 เดือน แต่ในทัศนะของผม ถ้ามัวแต่จะไปแก้รัฐธรรมนูญ ก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาอีก กลายเป็นไฟที่มาจุดเชื้อให้มันโหมกว้างออกไป ควรจะยุบสภาให้เร็วที่สุด แล้วไปแก้รัฐธรรมนูญหลังจากมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมาแล้ว ก็จะเป็นข้อเสนอที่สมเหตุสมผลและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วมากกว่า
แน่นอนว่า มีบางคนบอกว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ที่สุดของทุกอย่าง แต่มันคือสิ่งพื้นฐานของประชาธิปไตย ถ้าเราไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง เราก็ไม่รู้จะยอมรับอะไรแล้ว
ผมคิดว่าคุณพ่อได้พยายามชี้แจงอย่างเต็มที่แล้ว จะเห็นว่ามีการหยิบยกปัญหาทางด้านรัฐธรรมนูญมาถกกัน ท่านก็จะอธิบาย ถ้าตั้งใจฟังก็จะรู้ชัดเจนว่า มันเป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ ปัญหาของตัวประชามติ ท่านพยายามอธิบาย แต่อาจจะมีบางคนไม่รู้ ไม่เข้าใจจริงๆ หรือว่าไม่อยากเข้าใจ ก็มาบอกว่า พูดจาวกวน ไปบัญญัติศัพท์ใหม่อยู่ในอินเตอร์เน็ต แต่เท่าที่ผมฟังเอง ผมว่าคุณพ่อก็อธิบายชัดเจน คนอื่นที่ไม่ได้ตั้งใจฟังเขาก็อาจจะไม่เข้าใจ
แล้วพยายามสร้างวาทกรรมใหม่ขึ้นมา แทนที่จะให้เป็นวาทกรรมที่เกิดขึ้นแบบเป็นไปเอง อย่าง กรณี 'ไพร่' กับ 'อำมาตย์' มีความพยายามที่จะสร้างวาทกรรมใหม่เพื่อกลบเกลื่อนสารัตถะสำคัญของการเจรจา เพราะว่าเขาไม่สามารถที่จะโต้เถียงในเรื่องนี้ได้ ก็พยายามเฉไฉไปเรื่องอื่น ผมคิดว่าคุณพ่อได้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
มีเว็บข่าวเว็บหนึ่งนำเรื่องคำที่เกิดขึ้นใหม่จากการเจรจาไปเผยแพร่ คิดอย่างไร?
โดยทั่วไป ตามมารยาทและวัฒนธรรมของสังคมไทย คนไทยจะไม่ชอบเอาชื่อคนอื่นไปล้อเลียนข่มขู่หรืออะไร ผมคิดว่าคำนี้คงอยู่ได้ไม่นาน ข้อที่สองคือ วาทกรรมนี้ไม่ได้มีฐานรองรับจากความเป็นจริงของสังคม ไม่เหมือนคำว่า “อมาตยาธิปไตย” และ “สองมาตรฐาน” ซึ่งมันมีความเป็นจริงในสังคมรองรับให้วาทกรรมนี้เติบโตและเบ่งบานอย่างรวดเร็ว ผมก็เลยไม่กังวลใจหรอก เขาอยากจะพูดก็พูดไป
ครั้งหนึ่งถูกถามว่า ทำไมคนต้องลุกมาต่อสู้ทางการเมือง คนชอบพูดว่าประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ ทุกคนมีกินมีใช้ ไม่มีใครอดตาย แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง คนไข้นอนอยู่หอผู้ป่วย มีญาติเขาเดินเข้ามาถามว่า คุณหมอครับ จะให้คนไข้กลับบ้านวันนี้เลยได้ไหม คือสภาพคนไข้จริงๆ ยังไม่ถึงกับให้กลับบ้านได้ ต้องคุยกับอาจารย์ที่เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลอีกที ผมเลยถามไปว่า คุณมีความจำเป็นอะไรถึงต้องออกจากโรงพยาบาล ผมไปเปิดดูในแฟ้มประวัติว่า คนนี้ก็มีสิทธิ 30 บาทอยู่แล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาการเงิน คนเฝ้าไข้ก็บอกว่า ผมไม่มีเงินจะกินข้าวแล้ว
ผมได้ยินแล้วก็อึ้ง ที่บอกว่าประเทศนี้อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทำไมคนของเราถึงยังยากจน ถึงขนาดมี 30 บาทแล้ว เขายังไม่สามารถมีเงินเพื่อที่จะกินข้าวได้ ทั้งๆ ที่อีก 1-2 วัน เขาก็จะได้กลับบ้านแล้วแท้ๆ
นี่คือสาเหตุที่ผมเข้าใจเลยว่า ทำไมประชาชนถึงออกมาตากแดดตากฝน สู้เพื่อการเมือง คนชั้นกลางเขาจะไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมถึงต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง เพราะเขาไม่ได้เจอความลำบากแบบนี้
จุดเริ่มต้นที่หันมาสนใจการเมือง
ผมเป็นบุคคลธรรมดาที่สนใจการเมือง ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่คุณพ่อคุณแม่ได้ทำกิจกรรมทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ถ้าผมสงสัยอะไรก็ถามเขา แต่ก็ไม่ได้ออกไปเคลื่อนไหวทำกิจกรรมอะไร
ต้องเท้าความว่า มาเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองตั้งแต่ตอนที่มีกลุ่ม 19 กันยา หลังรัฐประหารใหม่ๆ ผมก็มาฟังปราศรัยที่สนามหลวง หรือมาส่งคุณพ่อบ้าง แต่ก็ไม่ได้มาทุกวันทุกคืน เพราะว่าผมติดเรียน เวลามาก็มานั่งคุยกับคนอื่นมากกว่า
ตอนนี้เรียนจบแล้วใช่ไหม?
จบแล้วครับ ได้ใบจบมาแล้ว รอจับฉลากใช้ทุนไปต่างจังหวัด 3 ปี
ชีวิตจะเอาอย่างไรต่อ?
ผมเคยไปอยู่จังหวัดหนึ่งทางอีสานใต้ หอผู้ป่วยอยู่ชั้นสอง ก็ต้องเริ่มดูคนไข้ทีละคน ตั้งแต่ระเบียงไปจนถึงข้างใน มีหมอไม่พอ ต้องใช้คำนี้เลย ทั้งหมอทั่วไปและเฉพาะทาง
มี 2 อย่างคือ 1.ทำงานเป็นคุณหมอในพื้นที่ 2.คือเรียนต่อเฉพาะทางเพื่อกลับไปทำงานในพื้นที่ แต่คิดว่าคงทำงานต่างจังหวัดมากกว่า เพราะหมอในกรุงเทพฯมีมากแล้ว
หนังสือส่งถึง คณะผู้บริหาร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และสมาคมศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯ กรณีนายสลักธรรม โตจิราการ ใส่เสื้อกาชาดไปเจาะเลือด (จาก facebook ของ นพ.พีร์ เหมะรัชตะ) |
เนื่องด้วยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อต่างๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต ได้เผยแพร่ข่าวนำเสนอว่า นายสลักธรรม โตจิราการ นิสิตปี 6 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ไปตั้งตนเป็นแกนนำ ดำเนินการอำนวยความสะดวกในการเจาะโลหิตให้ผู้ประท้วงกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งสื่อได้นำเสนอภาพของนายสลักธรรม สวมเสื้อกาวน์สั้น มีเครื่องหมายกาชาดและชื่อโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่อกเสื้ออย่างชัดเจน มือข้างหนึ่งถือแกลลอนพลาสติกบรรจุโลหิตของผู้ประท้วง
ภาพของนายสลักธรรมในเครื่องแบบของสภากาชาดไทย พร้อมทั้งเนื้อข่าวที่ระบุชัดเจนว่า นายสลักธรรม เป็นนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางในทุกสื่อ และนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่า แท้จริงแล้ว คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีความเห็นชอบและสนับสนุนการเรียกร้องในลักษณะดังกล่าวของกลุ่ม นปช. หรือไม่ ทั้งนี้หากติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่า ก่อนหน้านี้ สถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์หลายสถาบัน ได้ออกมาแสดงจุดยืนว่าไม่สนับสนุนแผนการเรียกร้องในลักษณะดังกล่าวของกลุ่ม นปช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนตามหลักจริยธรรมการแพทย์แล้ว การนำโลหิตของบุคคลใดออกจากร่างกาย เพื่อจุดประสงค์อื่นใดนอกเหนือจากเพื่อการวินิจฉัย รักษาพยาบาล หรือบริจาคให้ผู้ป่วยรายอื่นๆ นับเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ โลหิตยังจัดเป็นสิ่งมีค่ายิ่งสำหรับผู้ป่วยและแพทย์ที่ต้องให้การรักษา การนำโลหิตมาเททิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรประพฤติปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง ทางคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันอันมุ่งหมายที่จะผลิตแพทย์ที่มีความรู้คู่คุณธรรม ใฝ่รู้และมีเจตคติในการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ตามพันธกิจของคณะ รวมไปถึงสภากาชาดไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่บริหารจัดการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ย่อมต้องมีความเข้าใจในข้อเท็จจริงนี้เป็นอย่างดี
แต่จากเหตุการณ์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า นายสลักธรรม ซึ่งเป็นนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับแสดงพฤติกรรมที่สวนทางกับหลักกาชาดสากล และยังนำเอาสัญลักษณ์ของสภากาชาดไทย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ติดตัวออกไปนำเสนอต่อสื่อด้วย ซึ่งจัดเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และสร้างความเสียหายให้แก่ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นอย่างยิ่ง หากทางคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่กระทำการใดๆ เพื่อชี้แจงต่อสังคม ว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับ และไม่ได้รับการสนับสนุนจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว อาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างถาวรต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กร ต่อเนื่องไปได้
จากเหตุผลเหล่านี้ กลุ่มศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเรียกร้องให้คณะผู้บริหาร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯ นำตัวนายสลักธรรม โตจิราการ มาชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมรับการตักเตือนตามสมควร ต่อหน้าสื่อมวลชน และสมควรพิจารณาส่งเรื่องให้แพทยสภาเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติมถึงความเหมาะสมใน การรับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่สนับสนุนการกระทำเช่นนี้ เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งเกียรติของพระนามจุฬาลงกรณ์ ตลอดจนชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมไปถึงศักดิ์ศรีความบริสุทธิ์ของวิชาชิพแพทย์อีกด้วย
จึงเรียนมาเพื่อทราบและโปรดพิจารณา