WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 7, 2010

อภิสิทธิ์ไม่มีเจตนาที่จะสลายม็อบในวันที่ 6 เมษาจริงหรือ?

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

ประวิตร โรจนพฤกษ์

เย็นวันนี้ (6 เม.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (ศอ.รส.) ออกมาเปิดเผยว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะสลายการชุมนุม โดยระบุว่า การชุมนุมได้มาถึงจุดที่ทางรัฐบาลเห็นว่าเป็นการชุมนุมที่เกินเลยขอบเขตของรัฐธรรมนูญแล้ว
เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศอ.รส.จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย ตั้งแต่เริ่มต้นการประชาสัมพันธ์ถึงการสถานะการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย แต่แกนนำกลับบิดเบือนข้อมูลตลอดว่าการชุมนุมนี้ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งบิดเบือนว่าเจ้าหน้าที่รัฐกำลังเตรียมการเข้าไปปราบปรามทำร้ายประชาชน และใช้เครือข่ายของสถานีโทรทัศน์สร้างความเข้าใจผิด ผลของการกระทำดังกล่าวทำให้ระดมประชาชนที่เข้าใจผิดเข้าสู่ที่ชุมนุมเป็นจำนวนมาก

หลังจากนายอภิสิทธิ์แถลง นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดงออกมาโต้ว่า
ฝ่ายรัฐบาลนั้นมีทั้งรถฮัมวี่ รถยิงคลื่นเสียงระดับสูงเพื่อสลายผู้ชุมนุมและรถดับเพลิง
ขณะที่แกนนำคนเสื้อแดงอีกคนก็ได้ออกมาโต้ว่า การสลายไม่เกิดขึ้น
เพราะทหารผู้บัญชาการการปฎิบัติการภาคสนามผู้ที่ได้รับมอบหมายให้สลายไม่ยอมปฎิบัติตามคำสั่ง
จนมีการเปลี่ยนตัว

นอกจากที่นายอภิสิทธิ์กล่าวและหมอเหวงค้านแล้ว ผู้เขียนมีคำถามเพิ่มเติมว่า

หนึ่ง ตำรวจเอารถขังผู้ต้องหา (คุกเคลื่อนที่) มาไว้เป็นจำนวนไม่น้อยตามจุดต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น
แถวสวนลุมฯ แยกชิดลม (11.00น.)

สอง พอเดินไปถึงแถวสยามสแควร์ก็พบรถตู้พยาบาลฉุกเฉิน รถปอเต็กตึ้ง จำนวน 6 คัน
และได้คุยกับพยาบาลที่นั่น ทราบว่า กทม. ได้สั่งให้
รถพยาบาลมาสแตนบายยี่สิบกว่าคันรอบกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งยังไม่รวมถึงรถตู้ปอเต็กตึ๊ง โดยไม่มีคำสั่งว่าจะให้กลับเมื่อไร ทั้งนี้ การให้รถเหล่านี้มาประจำใกล้กลุ่มผู้ชุมนุมวันนี้ (6 เมษายน) ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์

เมื่อถามคุณเด่นใจ จำปางาม พยาบาลอาชีพ ประจำหน่วยเอราวัณ ซึ่งมาประจำการที่หน้าสยามเซ็นเตอร
์ตั้งแต่ 09.00น. ว่าคิดว่าวันนี้จะงานเข้าหรือไม่ เธอตอบว่า "แล้วแต่ข้างใน วันนี้ก็มีลุ้นค่ะ" และว่า ปกติก็ไปประจำที่ราบ11 แต่วันนี้ถูกให้มาประจำการที่นี่

สาม สื่อบางฉบับรวมทั้งหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นรายงานไปก่อนหน้านี้ว่า มี ส.ส. ปชป. กลุ่มหนึ่งต้องการใช้ความเฉียบขาดในการสลายม็อบ

ในยามคับขันรัฐบาลพูดอะไรหรือแม้กระทั่งแกนนำ นปช. พูดอะไร
ประชาชนก็คงต้องฟังหูไว้หูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเดิมพันครั้งนี้สูงยิ่ง


http://www.prachatai.com/journal/2010/04/28776

LRAD Weapon long range acoustic device

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : CyberSoul

LRAD Weapon long range acoustic device

เจ้าเครื่องนี้ เคยใช้ปราบผู้ชุมนุมใน US

specifications:
•Range: 300 meters over land or 500 meters (1640 feet) over water.
•Beam width: About 30 degrees
•Size: 33-inch diameter by 5-inch thickness
•Weight: 45 lbs
•Input: Microphone, laptop, MP3 player, CD player, ‘Phraselator’ translation device
•Maximum Volume: 120 dB at 1 meter in normal operation, 146 dB sustained or 151 dB burst at 1 meter with override

คลื่น เสียงมหาบรรลัยหู เป็นเครื่องส่งคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความดังไปยังที่ที่ศัตรูที่ประจำ อยู่ในระยะไกล
อำนาจขนาดทำให้แก้วหูศัตรูแตก เป็นหูหนวกไปในทันที
ล่าสุดสามารถพัฒนาให้สามารถกระแทกหัวใจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

เกี่ยวกับ การใช้ปราบปรามผู้ชุมนุม ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดย US
http://xenophilius.wordpress.com/2009/09/26/g20-protesters-blasted-by-sonic-cannon/
หรือ
http://crab.wordpress.com/2007/12/10/a-short-history-of-audio-weapons/

คันที่จอดอยู่ ที่เป็นข่าว เครดิตคุณ sky สำหรับภาพ



ธงชัย วินิจจะกูล:สื่อไทยมีส่วนในการก่ออาชญากรรม

ที่มา Thai E-News



สื่อนำเสนอภาพข่าวกองกำลังทหารเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมเสื้อแดง โดยไม่มีความเห็นใดๆ เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่าทหารเพียงแต่กำลังทำมวลชนสัมพันธ์กับผู้ประท้วงอยู่ ซึ่งเป็นการโกหก.. สื่อกระแสหลักในเวลานี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในความเป็นสื่อมืออาชีพ ในด้านหนึ่งพวกเขาประสบความสำเร็จในการก้าวมาเป็นสื่อแห่งความตายแบบรวันด้าด้วย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


หมายเหตุไทยอีนิวส์:ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน สหรัฐฯ อดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีประสบการณ์ที่ขมขื่นจากการที่สื่อบางส่วนในยุคนั้นบิดเบือนว่าผู้ชุมนุมเล่นละครพาดพิงองค์รัชทายาท และนำไปสู่การกวาดล้างสังหารหมู่ผู้ชุมนุม ได้แสดงความเห็นต่อบทบาทของสื่อมวลชนในเหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองล่าสุด ดังนี้


ธงชัย วินิจจะกูล:สื่อไทยมีส่วนในการก่ออาชญากรรม

ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันนี้เป็นผลลัพธ์จากสื่อสารมวลชนอำมาตย์ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ จะบอกว่าเพราะการแทรกแซงของรัฐบาลก็ดูจะไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกล่าวเช่นนั้นได้ ที่มันเลวร้ายก็เพราะนอกจากการควบคุมอย่างเต็มที่ของรัฐบาลแล้ว ยังต้องแยกแยะระหว่างสื่อสารมวลชนมืออาชีพกับสื่อที่ไม่ใช่มืออาชีพด้วย ทว่าสื่อมืออาชีพอย่างหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่และโทรทัศน์ รวมทั้งไทยพีบีเอส ก็นำเสนอด้วยอคติและขาดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง รัฐบาลอยากจะนำเสนอข่าวสารที่โกหกออกอากาศเมื่อไหร่อย่างไรก็ได้ ทั้งที่สื่อก็ควรจะเลือกสรรคัดกรองเพื่อนำเสนอต่อประชาชนก็ย่อมจะได้

พวกสื่อมวลชนได้รายงานข่าวอย่างยุติธรรมแล้วหรือ ปราศจากแม้แต่คอมเม้นต์ใดๆ บางทีก็อาจจะยังดีกว่าเสีนอีก พวกเขานำเสนอภาพข่าวกองกำลังทหารเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมเสื้อแดงเมื่อวานนี้ โดยไม่มีความเห็นใดๆ เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่าทหารเพียงแต่กำลังทำมวลชนสัมพันธ์กับผู้ประท้วงอยู่ ซึ่งเป็นการโกหก นี่สื่อได้รายงานอย่างยุติธรรมแล้วหรือ

สื่อกระแสหลักในเวลานี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในความเป็นสื่อมืออาชีพ ในด้านหนึ่งพวกเขาประสบความสำเร็จในการก้าวมาเป็นสื่อแห่งความตายแบบรวันด้าด้วย

สื่อสารมวลชนของไทยเป็นส่วนหนึ่งของโศกนาฏกรรมในเวลานี้ หากเกิดการล้มตายขึ้น พวกเขาต้องมีความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้กระผิดในการก่ออาชญากรรม

Thongchai Winichakul:Thai media is part of the crime

The conflict today is partly the result of the atrocious media, esp TV. The government's "interference" is not the only reason to blame. It is bad enough that the government have the full control of one TV channel with outcries only from a fraction of media professionals and none from media professional bodies. But the media professionals at major newspapers and other TV channels including the ThaiPBS do it out of their own biases and horrible lack of professionalism. The government may take some minutes to tell a lie live on air. But the journalists themselves intentionally report and unreport selective news at their own volitions.


Had they reported fairly, without even a tiny bit of comment, things could have been better. Had they showed the pictures of the troops confronting the Red demonstrator yesterday, without a word of comment, Abhisit's lies that the soldiers were for public relations would have become a lie. Had they reported fairly, without a single syllable of comments, people would form their better views about the conflict and solutions.


The mainstream media right now not only fails as a professional media. Instead they are successfully becoming a Rwanda-like media.

THAI MEDIA ARE PARTS OF THE CURRENT TRAGEDY. IF THERE ARE CASUALTIES, THEY MUST BE HELD ACCOUNTABLE FOR THEIR COMPLICITY TO CRIMES.

00000000

บทเรียนจากสื่อรวันด้าบงการฆ่าหมู่5แสนศพผ่านสื่อสุดท้ายโดนประหาร


ในปี ค.ศ. 1994 เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ขึ้นในรวันดา ประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ภายในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน ชาวทุตซี่ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรวันดา (15 % ของประชากร) ถูกฆ่าตายไปทั้งสิ้น 500,000 คน (มากกว่า 80% ของประชากรทุตซี่) นับเป็นการสังหารหมู่ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยสื่อมวลชนมีบทบาทในการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงโดยเฉพาะสื่อวิทยุทำงานอย่างจริงจัง อย่างจงใจ และเป็นระบบในการก่อให้เกิดการสังหารหมู่ โดยแสดงบทบาทดังต่อไปนี้

1. สื่อแพร่กระจายความเกลียดชังอย่างตั้งใจ ผ่านคำพูด เพลงปลุกระดม คำขวัญ และถ้อยคำหยาบคายที่จงใจทำให้คนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่มีความคิดเห็นหรืออัตลักษณ์ที่แตกต่างกลายเป็นศัตรูที่ต้องถูกกำจัดหรือกวาดล้าง กระบวนการสร้างความเกลียดชังทำในสองรูปแบบหลักคือ หนึ่งลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม ในกรณีนี้ดีเจสถานีวิทยุ Radio-Télévision Libre des Milles Collines (RTLM) ซึ่งเป็นสถานีวิทยุเอกชน ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของผู้นำฮูตูขวาจัด และมีบทบาทหลักในการยุยงปลุกปั่นความเกลียดชัง จนได้ฉายาอันอื้อฉาวว่า “วิทยุแห่งความตาย” จงใจเรียกชาวตุดซี่ว่าเป็นแมลงสาบตลอดเวลา เพื่อชี้ว่าชาวทุตซี่มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อหรือจิตวิญญาณเหมือนชาวฮูตู เป็นขยะของสังคมที่ควรจะถูกกวาดล้างเพื่อทำให้สังคมบริสุทธิ์ เหมือนกำจัดแมลงสาบออกไปจากที่พักอาศัย (ฆ่าแมลงสาบไม่บาป)

นอกจากเทคนิคที่กดให้ฝ่ายตรงข้ามต่ำกว่าตนแล้ว เทคนิคอีกประการหนึ่งคือ วาดภาพให้ฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นยักษ์เป็นมารไปเสีย ซึ่งก็เป็นการทำให้พวกเขาไม่ใช่มนุษย์มนาไปอีกแบบหนึ่ง คือ ดูน่ากลัวเสียจนฝ่าย “พวกเรา” ต้องสามัคคีกันเพื่อกำจัด มีการปลุกระดมผ่านสถานีวิทยุ RTLM ว่าชาวทุตซี่มีแผนการจะสังหารหมู่ชาวฮุตูให้สิ้นซากไปจากประเทศ และแปลงรวันดาให้กลายเป็นดินแดนของชาวทุตซี่แต่ลำพัง เทคนิคประการที่สองนี้มุ่งสร้างให้เกิดความกลัวและตื่นตระหนกเสริมเข้าไปกับความเกลียดชัง

2.สื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานในการลงมือก่อความรุนแรงระหว่างนักการเมืองหัวรุนแรงกับเครือข่ายของพวกเขา มีหลักฐานมากมายว่าสถานีวิทยุ RTLM ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างที่ควรจะทำในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง แต่แปลงร่างตัวเองเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเชื้อชาตินิยมขวาจัดในการโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม (รวมทั้งชาวฮูตูด้วยกันที่ไม่เห็นสอดคล้องกับแผนการณ์ของตน) ที่น่ากลัวคือ ผู้ประกาศข่าวและเจ้าหน้าที่ของสถานีนี้ไม่เพียงแต่บิดเบือนข้อเท็จจริง โกหกมดเท็จ และปั้นนำเป็นตัวเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการของการสังหารหมู่เลยทีเดียว มีการประกาศรายชื่อชาวตุ๊ดซี่ที่เป็นเป้าหมายของการสังหารออกอากาศสด นอกจากชื่อเสียงเรียงนาม ดีเจประจำสถานียังให้ข้อมูลที่อยู่เสร็จสรรพว่าจะไปตามฆ่าคนเหล่านี้ได้ที่ไหน รวมทั้งมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่ชาวตุดซี่ไปชุมนุมหรือหลบซ่อนอยู่ ข้อมูลจากองค์กรนานาชาติและนักวิจัยพบว่า รายชื่อบุคคลที่สถานีวิทยุ RTLM ประกาศออกอากาศ ทุกรายถูกฆ่าตายให้หลังเวลาการออกอากาศไม่นาน และสถานที่หลบภัยทั้งหลายถูกเผาทำลายและโจมตีอย่างแม่นยำหลังจากมีการประกาศผ่านสถานีวิทยุ เนื่องจากความแพร่หลายของสื่อวิทยุ ซึ่งเป็นสื่อราคาถูกและเข้าถึงได้ง่ายที่สุดในสังคมรวันดา ทำให้การประสานงานในการฆ่าดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพในขอบเขตทั่วประเทศ

3.สื่อทำหน้าที่ชี้นำสาธารณะให้เห็นว่าความรุนแรงเป็นทางออกและจำกัดทางเลือกของการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี บทบาทของสื่อในข้อนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น สื่อวิทยุบางสถานีและหนังสือพิมพ์บางฉบับในรวันดาจงใจชี้นำสาธารณะว่าความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ระหว่าง “พวกเรา-คนส่วนใหญ่” กับ “พวกเขา-คนส่วนน้อย” เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว และตอกย้ำว่าความรุนแรงเท่านั้นที่เป็นทางออกจากความขัดแย้งนี้ คำขวัญที่ถูกอ่านออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วงนั้นคือ เลือกเอาว่าคุณ “จะฆ่าหรือจะเป็นฝ่ายถูกฆ่า” (to kill or to be killed) โดยการชี้นำเช่นนี้ สื่อทำหน้าที่อันเลวร้ายสองอย่าง หนึ่ง ไม่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเข้าใจความประเด็นทางการเมืองในแบบอื่นๆ เลย นอกจากการเมืองของสีขาวกับสีดำ เทพกับมาร การตีกรอบปัญหาทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้สังคมขาดวุฒิปัญญาและไม่พร้อมต่อการรับมือกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน สอง สื่อทำหน้าที่เป็นโฆษกของความรุนแรงและโหมกระพือความแตกแยกในสังคมแทนที่จะเป็นสติให้กับสาธารณชน

บทเรียนจากรวันดาคือ สื่อในสังคมไหนๆ ก็สามารถเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพในการก่อความรุนแรงได้ เมื่อใดก็ตามที่มันยุติการทำหน้าที่ของการเป็นผู้รายงานข้อเท็จจริงและนำเสนอความเห็นอันรอบด้านแก่สาธารณะ และแปลงตัวเองไปเล่นบทกระบอกเสียงของความเกลียดชัง

ประหารดีเจคลื่นวิทยุแห่งความตายหลังสงครามยุติ

ในปี ค.ศ. 2003 ศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา (International Criminal Tribunal for Rwanda : ICTR) ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยอาศัยข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตผู้ประกาศสองคนของสถานีวิทยุ RTLM และนักข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมีความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นับเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง (นับจากศาลนูเรมเบิร์กที่จัดตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อพิจารณาการสังหารหมู่ชาวยิว) ว่า แม้สื่อมวลชนไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้ลงมือฆ่าโดยตรง หากทำหน้าที่ยุยงปลุกปั่นและชี้นำให้มีการใช้ความรุนแรง ก็ต้องรับผิดตามกฎหมายต่ออาชญกรรมที่เกิดขึ้นด้วย

สื่อต่างประเทศมองสถานการณ์ "แดงทั้งแผ่นดิน" : ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ที่มา Thai E-News


บทรายงานในวอชิงตันโพสต์ โดยเดนิส เกรย์ ตั้งข้อสังเกตเรื่องการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่คนต่างจังหวัดเข้าล้อมกรุงตั้ง "หมู่บ้าน" ใช้ชีวิตกันในที่ชุมนุม สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังมีการตื่นตัวทางการเมืองครั้งสำคัญ ที่อาจทำให้ไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


"ชาวนาตั้ง 'หมู่บ้าน' แห่งการประท้วงในกรุงเทพฯ"

โดย เดนิส เกรย์
The Associated Press / The Washington Post
แปลและเรียบเรียงโดย ประชาไท



มักจะมีผู้กล่าวว่าชะตากรรมทางการเมืองของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรัฐประหารหรือเรื่องรัฐธรรมนูญ จะถูกตัดสินโดยชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ขณะที่มวลชนในต่างจังหวัดได้แต่คอยยืนอยู่ข้างทาง ส่งเสียงเชียร์ โห่ไล่ หรือหาวหวอด ๆ

มาจนกระทั่งถึงขณะนี้ที่ชนบทได้รุกคืบเข้ามาสู่เมือง ทั้งในความหมายโดยนัยและความหมายโดยตรง จากการที่มีผู้ชุมนุมหลายพันกล้ารุกเข้ามาถึงเมืองใหญ่ ประเทศไทยก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ชาวชนบทผู้ยากจนในไทย แบกความโกรธเข้ามาถึงเมืองกรุง เพื่อมาทำให้ชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ต้องรู้สึกยุ่งเหยิง โดยมาพร้อมกับความหยาบกร้านและความเป็นบ้านนอกล้อมเมือง

4 สัปดาห์มาแล้ว ที่กลุ่มเสื้อแดงจำนวนมากรวมกลุ่มกันคล้ายประชาคม (commune) 'หมู่บ้านทางการเมือง' ที่พวกเขาสร้างขึ้นภายใต้เงาของตึกระฟ้าและอาคารหรูของกรุงเทพฯ พวกเขาหุงหาอาหารให้กันและกัน มีการบรรเลงดนตรี แสดงน้ำจิตน้ำใจและแบ่งปันความทุกข์ยาก

การประท้วงใหญ่นี้จะจบลงอย่างไร ผู้ชุมนุมจะสลายตัวหรือรัฐบาลจะยุบสภา ยังคงเป็นเรื่องต้องคาดเดาอยู่ แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันในวงกว้างว่า ชาวชนบทซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจชาติ จะไม่ยอมรับสถานะพลเมืองชั้นสองอีกต่อไป พวกเขาจะไม่ก้มหัวให้กับผู้ที่อ้างตนว่าเหนือกว่าในระบอบชนชั้นแบบอนุรักษ์นิยมอีกต่อไป

"แม้ว่าการเคลื่อนไหวจะถูกสลาย แต่ประเทศไทยก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความตื่นตัวทางการเมืองและความหวงแหนสิทธิมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนยากจะวัด มันไม่ง่ายเลยที่จะยับยั้งความต้องการเสรีภาพและความเป็นธรรม" ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร อาจารย์รัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว

ในเบื้องต้นตอนนี้ กลุ่ม นปช. หรือเสื้อแดง ต้องการขับไล่พรรคประชาธิปัตย์ที่เข้าสู่อำนาจโดยการรัฐประหารที่ทำให้อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ต้องออกจากตำแหน่ง

ทักษิณผู้ซึ่งมีข้อหาคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจอย่างมิชอบ ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชุมนุม จากการที่ทักษิณมีนโยบายช่วยเหลือคนจนในช่วงที่เป็นนายกฯ อยู่ 6 ปี นโยบาย 30 บาทรักษาทักโรคและนโยบายบรรเทาหนี้ รวมถึงการเยี่ยมชาวนาอยู่เนืองๆ ทำให้เกิดความคาดหวังและการขับเคลื่อนในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในต่างจังหวัด

ในตอนนี้ทักษิณอยู่ต่างประเทศ ก็มีคนบอกว่าเขาเป็นผู้ต่อท่อน้ำเลี้ยงที่ทำให้เสื้อแดงเคลื่อนไหว โดยจำนวนผู้ชุมนุมถือว่ามากกว่าหลักแสนแล้ว

แต่พวกเขาก็ดูจะไปไกลกว่าการเคลื่อนไหวเพื่อทักษิณ มีบางคนในเสื้อแดงที่มองว่าทักษิณจะส่งผลร้ายในระยะยาวด้วยซ้ำ จากการที่เขาใช้วิธีการทุจริตและพยายามล้มองค์กรอิสระ

ทางด้านตัว นปช. เองก็ไม่ได้วางแนวทางทางการเมืองไว้ล่วงหน้า แต่เสียงจากสมาชิกก็ชัดเจนพอแล้ว พวกเขาต้องการลดช่องว่างรายได้ระหว่างในเมืองและในชนบท ต้องการให้เมืองหลวงหยุดสูบทรัพยากรไปเพื่อบำเรอเพียงชาวกรุง และเพื่อต้องการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ซึ่งกฏหมายของเมืองไทยมักจะเล่นงานแต่คนจน ขณะที่ลูกของผู้มีอำนาจหลุดรอดจากคดีฆาตกรรมไปได้

ชาวเมืองกรุง มักจะแสดงความรู้สึกไม่ดีหรือมีอคติต่อชาวนาตัวคล้ำ โดยเฉพาะที่มาจากภาคอีสาน ภาคที่ยากแค้นที่สุดในเมืองไทย บ้างก็เรียกพวกเขาเป็นวัวเป็นควาย บอกว่าพวกเขาเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ เพราะถูกจ้างมาเท่านั้น

"มันน่าตลกที่มีคนเห็นว่าเราโง่ ถ้าหากพวกคุณมาจากภาคอีสาน คนจะคิดว่าพวกคุณมาที่นี่เพราะเงินเท่านั้น" ธนานันท์ พรหมมา คนขายกาแฟในที่ชุมนุมประท้วงกล่าว

"ผมต้องการให้ลูก ๆ สองคนมีอนาคตที่ดีกว่านี้" คนขายกาแฟที่เข้าร่วมประท้วงด้วยกล่าวต่อ มีผู้ลูกค้าและคนรอบข้างพยักหน้าพร้อมเพรียงกัน บางคนบอกอีกว่าพวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากที่นี่ เป็นสิ่งที่พิสูจนือย่างดีว่าพวกเขามีใจให้กับการเรียกร้องอย่างจริงจัง

"พวกเรากินนอนและอาศัยอยู่ตามทางเท้า พื้นคอนกรีตทำให้ปวดหลัง แต่ผมก็เชื่อในประชาธิปไตย ทำให้ผมมาที่นี่" เฉลิมพร ธนาทัก กล่าว เขาเป็นคนขายผลไม้อายุ 58 ปี

ผู้ประท้วงบางรายก็นอนอยู่บนเสื้อไม้ไผ่หรือในเต็นท์ ท่ามกลางแสดงแดดแรงจ้า ใช้น้ำจากท่อดับเพลิงอาบน้ำให้ลูกและล้างผัก มีห้องน้ำทำขึ้นอย่างง่าย ๆ จากพลาสติก

ในช่วงเย็น มีบรรยากาศแบบงานรื่นเริงตามหมู่บ้าน มีเพลงพื้นบ้านและอาหารอีสาน อย่างส้มตำ ไก่ย่าง และข้าวเหนียว

พวกเขานำพจนานุกรมมาปัดฝุ่นใหม่ โดยเอาคำที่ใช้ตั้งแต่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาใช้ แกนนำเรียกการต่อสู้ในครั้งนี้ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่าง "ไพร่" กับ "อำมาตย์" หรือก็คือคนธรรมดาสู้กับชนชั้นนำผู้มีอำนาจ "สงครามชนชั้น" เป็นคำขวัญในการชุมนุมและเดินขบวนซึ่งมาจนถึงตอนนี้ยังดำเนินไปอย่างสงบ

วิลเลี่ยม คลอสเนอร์ นักวิชาการสหรัฐฯ ผู้ศึกษาเรื่องชีวิตชนบทไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ บอกว่าประเทศไทยไม่ได้มีการต่อสู้ทางชนชั้นอย่างจริงจังมาก่อน จากการที่ในอดีตการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงจะมาจากเบื้องบน

การต่อสู้ก่อนหน้านี้ของชาวรากหญ้า คือการต่อสู้ระหว่างเจ้าหน้าที่ทุจริตและไม่เป็นธรรม

"แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมากในตอนนี้ คือการที่ชาวบ้านไม่ได้ไร้การศึกษาอีกต่อไป พวกเขาไม่ได้แยกส่วนกันต่อสู้และที่สำคัญคือไม่ได้ถูกยุยงให้เผชิญหน้าโดยตรงเพื่อแก้ปัญหาความเจ็บปวดของพวกเขา" คลอสเนอร์กล่าว

เขาบอกอีกว่า โทรทัศน์, วิทยุชุมชน, โทรศัพท์มือถือ, อินเตอร์เน็ต, การเดินทาง และการประสานงานของนักกิจกรรมในต่างจังหวัด ทำให้ชาวนาผู้เป็นเบี้ยล่างไม่มีอีกต่อไป

มีหลายคนที่มีทัศนะกว้างไกลขึ้นเมื่อได้ไปทำงานต่างประเทศ เช่น "ธนานันท์" บอกว่าเขาประทับใจการรวมตัวกันของชาวนาเกาหลีใต้ ที่ต่อสู้กับรัฐบาลให้ยกเลิกการนำเข้าเนื้อวัวของสหรัฐฯ

"รัฐบาลไม่สามารถเพิกเฉย หรือใช้แค่ลมปากในการลดดวามไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ, สังคม การเมือง และทำให้เกิดความเป็นธรรมอีกต่อไป" คลอสเนอร์กล่าว "ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตามจะอยู่ในอำนาจ พวกเขาก็ต้องจัดการกับสังคมที่มีรากฐานของการแบ่งแยกและความไม่เท่าเทียม"

คนเสื้อแดงยืนหยัดต่อสู้อย่างสันติวิธี รัฐอภิสิทธิ์ ข่มขู่คุกคามบิดเบือน

ที่มา Thai E-News





ฝ่าวงล้อม-กลุ่มผู้ชุมนุม รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์ได้ขอร้องและผลักดันให้ทหาร-ตำรวจที่เข้าปิดล้อมพื้นที่ชุมนุมย่านราชประสงค์ถอนกำลังออกไปเป็นผลสำเร็จในช่วงบ่ายวันนี้ จากนั้นได้ดาวกระจายไปยังถนน 11สายที่ศอ.รส.ห้าม เพื่ออารยะขัดขืน(ภาพข่าว:AP)

นักธุรกิจต้องฟัง-ติดตามชมคลิปวิดิโอจาตุรนต์ ฉายแสงพูดกับนักธุรกิจเอกชนที่เวทีราชประสงค์ หากต้องการให้เศรษฐกิจดี ทำมาค้าขายคล่อง ต้องสนับสนุนยุบสภา ไม่ใช่ค้านคนเสื้อแดงคลิ้ก


โดย เปลวเทียน ส่องทาง
6 เมษายน 2553



(ภาพบน)คนเสื้อแดงหลบร้อนกลางแดดแผดเปรี้ยงใต้รูปปั้นหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (ภาพล่าง)อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในสถานการณ์ที่พลิกไปอีกขั้นว่า หากจะเจรจากันต่อก็ต้องเชิญ"ฝ่ายอื่น"นอกเหนือจากเสื้อแดงเข้าร่วมด้วย


“ ร้อยแสนล้านศรัตาวุธรัฐบาลอันธพาล ฤาจักอาจต้านพลังมหาประชาชน”
“โค่นอำมาตย์ลงไป ประชาไท จงเจริญ”


การต่อสู้ของคนเสื้อแดง คงมิใช่เพียง 20 กว่าวันในพื้นที่ใจกลางเมืองหลวงปัจจุบันเท่านั้น แต่คนเสื้อแดงได้เริ่มต้นการต่อสู้ ตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ท่ามกลางคนเสื้อแดงที่หลากหลาย แต่มีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อ “ประชาธิปไตย”

เพื่อโค่น “อำมาตยาธิปไตย”

การต่อสู้ของคนเสื้อแดง ภายใต้การนำของแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช) นั้นนอกจาก ประกอบด้วย สมาชิกนปช. พรรคเพื่อไทย แล้วยังประกอบด้วย ผู้มีหัวใจสีแดงอิสระจากพรรคเพื่อไทย เช่น สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท) กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย สมาคมชาวนา กลุ่มรถสิบล้อ เครือข่ายชาวนาต่างๆ คนชั้นกลาง นักธุรกิจ พระสงฆ์ที่รักชาติรักประชาธิปไตยและอีกมากมาย ที่ก่อตัวเป็น คนเสื้อแดง ไพร่ผู้ทระนง ทวงถามถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ว่าคนเราเท่ากัน

ความหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง นั้นเป็นการต่อสู้เพื่อสืบสานภารกิจเจตนารมณ์ของคณะราษฎร ที่ได้ผลิดอออกผลไว้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยมี ปรีดี พนมยงค์เป็นผู้นำคณะราษฎร เมื่อ 77 กว่าปี
แนวทางการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ประกาศก้องชัดเจนว่า สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ


เป็นการต่อสู้ด้วยสองมืออันว่างเปล่า เหมือนเฉกเช่นประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535

การต่อสู้ของคนเสื้อแดง เป็นการต่อสู้เพื่ออนาคตของสังคมไทย หาใช่เพียงปัจจุบันสมัยแต่อย่างใด

พวกเขาคนเสื้อแดง จึงยืนหยัดต่อสู้ แม้จะยาวนาน พร้อมเหน็ดเหนื่อย เผชิญกับความยากลำบาก อดทนกับอากาศที่ร้อนระอุ ถิ่นฐานที่หลายคนไม่คุ้นเคย ห้องน้ำที่ระบายทุกข์ส่วนตัวที่ไม่สะดวกสบายนัก

แต่เพราะพวกเขามี “หัวใจสีแดง” หัวใจที่ร้อนรุ่ม เพื่อประชาธิปไตย เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของสังคมไทย เขาจึงเลือกที่จะสู้

การเสียสละของคนเสื้อแดง จึงสมควรยกย่อง เป็นแบบอย่างให้สังคมไทย ใช่หรือไม่ ?

แม้พวกเขาไม่ได้มีหน้ามีตาเป็นคนเด่นดังในสังคม แม้พวกเขาส่วนใหญ่ยากจน แม้พวกเขาพูดภาษากรุงเทพฯไม่ชัดคำ แม้พวกเขาไม่ได้ใส่น้ำหอมในเนื้อตัว แม้พวกเขาผิวไม่ขาวโปร่ง แม้พวกเขาไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์

แต่ไพร่อย่างพวกเขาล้วนมีจิตใจกล้าสู้กล้าเสียสละ เฉกเช่น จิตใจที่กล้าหาญของ “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” แท็กซี่เพื่อประชาธิปไตย ผู้ซึ่งเสียสละแม้กระทั่งชีวิต ที่มิอาจมีชีวิตมีลมหายใจอยู่ได้ในสังคมที่ปกครองโดยเผด็จการอำมาตย์ทหารปัจจุบัน

และมีแต่คนไร้ซึ่งหัวใจประชาธิปไตยเท่านั้น ที่ปฏิเสธอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน

มีแต่คนรักชอบอำมาตย์ นิยมเผด็จการ ชื่นชมการแบ่งชั้นทางสังคมเท่านั้น ที่เมินเฉยและต่อต้านการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การเมืองไทยและทั่วโลกก็บ่งบอกให้รู้ว่า เมื่อใดที่ประชาชนทำการต่อต้านต่อสู้กับรัฐและผู้ปกครอง เมื่อนั้นรัฐและผู้ปกครองย่อมมีวิธีการกลยุทธ์ คุกคาม ทำลาย และปราบปราม ด้วยเช่นกัน

รัฐอภิสิทธิ์ปัจจุบัน นอกจากมีสื่อมวลชนทั้งของรัฐ ของเอกชน และของสาธารณะ ที่ใช้กลยุทธการสื่อสารครอบงำผู้คนในสังคมเพื่อทำลายความชอบธรรมของคนเสื้อแดงแล้ว

รัฐอภิสิทธิ์ ยังได้หยิบกฎหมายความมั่นคงที่ออกสมัยรัฐบาลของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาใช้เพื่อข่มขู่ คุกคาม ปราบปราม พร้อมบอกว่าจะประกาศภาวะฉุกเฉิน กฎอัยการศึกและได้ประกาศต่อสาธารณว่า คนเสื้อแดงทำผิดกฎหมาย ให้ข่าวใส่ร้ายว่าคนเสื้อแดงทำให้คนกรุงเทพฯเดือดร้อน ป้ายสีว่าสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างภาพลักษณ์ให้คนเสื้อแดง เป็นผู้ร้าย เป็นดั่งปีศาจเพื่อให้ทั้งคนเสื้อแดง และไม่แดง เกิดความกลัว

แต่สำหรับคนเสื้อแดงแล้ว เขาหาเป็นเช่นนั้นไม่

คนเสื้อแดง เขายังคงยืนหยัดต่อสู้ เพื่อความยุติธรรม เพื่อความใฝ่ฝันของพวกเขาอย่างสุดจิตสุดใจ ด้วยแนวทาง “สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ” ตามสิทธิเสรีภาพของระบอบประชาธิปไตย

ขณะที่รัฐอภิสิทธิ์ ก็เปิดทางใช้ให้เครือข่ายอำมาตย์ เช่น กลุ่มคนเสื้อสีชมพู กลุ่ม 40 สมาชิกวุฒิสภา นักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย สภาหอการค้า และอื่นๆ ซึ่งเป็นอดีตเป็นคนเสื้อเหลือง ผู้มีจุดยืนเอารัฐประหาร นิยมอำมาตย์ ไม่เอาประชาธิปไตย ได้เรียงแถวเข้าพบ และยังได้ ใช้กลไกองค์กรที่ตนเองผ่านงบประมาณออกมา เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน เครือข่ายพลเมืองคนกรุงเทพฯ องค์กรพัฒนาเอกชนบางคนบางส่วน และอื่นๆ

เพื่อแสดงบทบาทไม่ให้รัฐบาลยุบสภา ตามข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดง ทั้งโดยตรงและซ่อนเงื่อน

ณ เวลานี้ นายอภิสิทธิ์ จึงค่อนมาทางไม่ยุบสภา แม้เคยเสนอว่าจะยุบภายใน 9 เดือนก็ตาม

ฤา สังคมไทย มิอาจหลีกเลี่ยง สงครามทางชนชั้นได้ ?

ระหว่างไพร่กับอำมาตย์ ระหว่างประชาธิปไตยกับอำมาตยาธิปไตย

วิญญูชนทั้งหลาย อย่าปล่อยให้รัฐอำมาตย์เหิมเกริมต่ออำนาจเพื่อขจัดคนเสื้อแดง จงร่วมแรงร่วมใจร่วมสนับสนุน การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงกันเถิด

เพราะประชาธิปไตย คืออนาคตของสังคมไทย



“ ร้อยแสนล้านศรัตาวุธรัฐบาลอันธพาล ฤาจักอาจต้านพลังมหาประชาชน”
“โค่นอำมาตย์ลงไป ประชาไท จงเจริญ”

รอยเตอร์: คำถามและคำตอบ – วิกฤติการเมืองไทยทำให้เศรษฐกิจล่มหรือ..?

ที่มา Thai E-News

นักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นบันไดเลื่อนหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งกลุ่มเสื้อแดงที่ต่อต้านรัฐบาลพากันไปชุมนุมอยู่ รัฐบาลไทยกำลังหาทางจับแกนนำผู้ชุมนุม โดยอ้างว่าก่อให้เกิดผลกระทบต่อย่านการค้าและธุรกิจ(ภาพข่าว:REUTERS)


โดย Reuters
ที่มา แปลและเรียบเรียงโดย แชพเตอร์ ๑๑ เวบลิเบอรัลไทย

*ติดตามชมคลิปวิดิโอจาตุรนต์ ฉายแสงพูดกับนักธุรกิจเอกชนที่เวทีราชประสงค์ หากต้องการให้เศรษฐกิจดี ทำมาค้าขายคล่อง ต้องสนับสนุนยุบสภา ไม่ใช่ค้านคนเสื้อแดงคลิ้ก


กรุงเทพฯ– ประเทศไทยซึ่งเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการส่งออก ในปีนี้ดูเหมือนจะกำลังต่อสู้กับพายุทางการเมือง ด้วยคำทำนายว่าเศรษฐกิจจะโตเฉียดร้อยละ ๕ เพราะการฟื้นตัวในความต้องการของโลก แต่วิกฤติการเมืองที่มีมาถึงห้าปียังคงเป็นเหตุที่คุกคามในความมั่นคง

ล่าสุดนี้ ผู้ประท้วงฝ่ายสนับสนุนนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรได้ออกมาชุมนุมในกรุงเทพเกือบสามอาทิตย์ เพื่อกดดันเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่

มีคำถามเกิดขึ้นมาว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่สองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนเก้าล้านล้านบาทนี้ จะเป็นอย่างไร หากการเคลื่อนไหวยังคงต่อเนื่องแบบนี้ รัฐบาลจะพัง หรือความรุนแรงจะระเบิดออกมา

ความวุ่นวายทางการเมืองทำลายการท่องเที่ยวหรือ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ ๑๕.๕ ล้านคนในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากยอดนักท่องเที่ยวเมื่อปีที่แล้วจำนวน ๑๔.๑ ล้านคน ในสองเดือนแรกของปีนี้ ประเทศไทย “ดินแดงแห่งรอยยิ้ม” ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง ๓.๒๑ ล้านคนแล้ว

ททท. ตั้งเป้าว่าจะในปีนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะนำรายได้เข้าประเทศเพิ่มถึงร้อยละ ๑๐ หรือเป็นเงิน ๕๘๐ ล้านบาท หรือเทียบได้กับร้อยละ ๖ ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และจะมีการจ้างงานถึง ๑.๘ ล้านคน

ผู้ประกอบการบางคนร้องเรียนว่า การประท้วงครั้งล่าสุดได้สร้างความกลัวให้กับนักท่องเที่ยวจำนวนนับพันๆคนจากประเทศจีน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทยกล่าวว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขาดทุนไปแล้วมากกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และคาดว่าจะเกิดความเสียหายมากกว่านี้ในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามาในกลางเดือนเมษายนนี้

แต่ผู้ประกอบการรายอื่นกล่าวว่า ธุรกิจไปได้สวยเพราะนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักจากประเทศอื่นไม่สนใจกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ออลเดอะเบสทราเวล (AllTheBestTravel) กล่าวว่า ลูกค้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งปกติจะมีความอ่อนไหวกับภาวะทางการเมือง ยังคงหลั่งไหลเข้ามา และมองการประท้วงต่างๆว่า ไม่มีปัญหาตราบใดที่ไม่มีการปิดสนามบิน

การท่องเที่ยวในประเทศไทย – เปรียบเสมือนบ้านของคนหลายคน ด้วยชายหาด และสถานที่ตากอากาศที่งดงามที่สุดในเอเชีย – ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นพอสมควรจากความวุ่นวายก่อนหน้านี้

จำนวนผู้เดินทางขาเข้าลดลงเพียงร้อยละ ๓ ในปี ๒๕๕๒ เมื่อเมษายนปีที่แล้ว กลุ่มประท้วง “เสื้อแดง” จุดชนวนสร้างความรุนแรงบนท้องถนนที่เลวร้ายที่สุดของกรุงเทพ และพัทยาในรอบ ๑๗ ปี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาจากการปิดสนามบินในปลายปี ๒๕๕๑ ซึ่งปล่อยเกาะนักท่องเที่ยวมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน และทำให้การค้าขายต้องสะดุด นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มร้อยละ ๐.๘ ในปี ๒๕๕๑

ประเทศไทยเผชิญกับการทำรัฐประหาร และการพยายามทำรัฐประหารมาถึง ๒๔ ครั้งนับตั้งแต่มีการยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี ๒๔๗๕ และมีวิกฤติทางการเมืองอีกหลายครั้งหลายหน แต่ดูเหมือนจะไม่มีผลกระทบต่อชาวต่างชาติ

วิกฤติทางการเมือง ทำลายการลงทุนหรือ

นอกจากการประท้วงที่มีอย่างต่อเนื่องแล้ว ข้อมูลบันทึกของนักลงทุนต่างๆยังคงแสดงให้เห็นการนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่งผลให้ตลาดหุ้นทะยานขึ้นสูงสุดในรอบ ๒๒ เดือน และค่าเงินบาทมีค่าสูงสุดในรอบ ๒๐ เดือน นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ต่างชาติซื้อหุ้นไทยมีมูลค่าสุทธิถึง ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท

สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นการดึงดูดของหุ้นไทยคือ ราคาที่ถูก การซื้อขายของบริษัทจดทะเบียนมีเพียง ๑๑.๙ เท่าจากรายได้ที่ประเมินในปี ๒๕๕๓ ทำให้กรุงเทพกลายเป็นตลาดหุ้นที่ราคาถูกที่สุดในเอเชีย รองจากปากีสถาน เป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับอัตราปันผลสูงที่สุด

การแข็งค่าของเงินบาทจะเพิ่มมากขึ้น จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือนที่จะใกล้เข้ามาถึงนี้ และยิ่งเพิ่มความเย้ายวนให้กับตลาดหุ้นไทย

ความเสี่ยงเรื่องความมั่นคงยังคงเป็นปัญหาระยะกลางถึงระยะยาว หากวิกฤติยังคงดำเนินต่อไป จะค่อยๆทำลายความมั่นใจ

ผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกปล้นอำนาจในการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ ดูเหมือนว่าการประท้วงอาจไม่สามารถบีบบังคับให้เกิดการเลือกตั้งในเร็ววันนี้ได้ แต่พรรคฝ่ายของเขามีแนวโน้มที่จะชนะการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี ๒๕๕๔ ซึ่งทั้งพวกศักดินาอำมาตย์ และกองทัพคงหาทางที่จะล้มผลการเลือกตั้งนั้น อาจมีการทำรัฐประหารอีกครั้ง

ซึ่งนั่นแหละ จะเป็นการระงับการลงทุนโดยตรงของต่างชาติในระยะยาว

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า นักลงทุนยังไม่ย้ายไปที่ไหน แต่การสัญญาว่าจะลงทุนในปีนี้ลดลงร้อยละ ๑๕ เป็นจำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บริษัทญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีนักลงทุนกระเป๋าหนักมากที่สุด ได้ออกมาแสดงความกังวล และอาจจะมองหาลู่ทางการลงทุนในประเทศอื่นหากวิกฤติยังคงดำเนินอยู่ต่อไป

การประท้วงทำลายธุรกิจในกรุงเทพหรือ

ธุรกิจโดยส่วนใหญ่ยังคงดำเนินไปอย่างปกติ และกิจการค้าหลายแห่งในบริเวณที่มีการประท้วงกำลังไปได้ดี โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อ โรงแรม ร้านอาหาร และแผงลอยขายอาหารและเครื่องดื่ม

ธุรกิจของซีพีทั้งหมด กิจการร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คาดว่าปีนี้จะทำกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๕ – ๒๐

ถนนข้าวสาร ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากพื้นที่ที่มีการประท้วง แหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวรายได้ต่ำ ที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งบาร์ และอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ แน่นขนัดไปด้วยชาวตะวันตก

แต่ธุรกิจบางอย่างรอบพื้นที่การประท้วง เช่น ปั๊มน้ำมัน ร้านเสริมสวย และร้านค้าที่ไม่ได้ขายอาหาร ต้องประสบกับปัญหา โดยเฉพาะกิจการที่ต้องเลือกปิดในวันสุดสัปดาห์

คนไทยมีความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่เคยรุ่งมาเมื่อสามเดือนก่อน แต่พวกเขาไม่หยุดใช้เงิน ยอดขายรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้นตลอดหกเดือนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๕๗.๗ จากปีที่แล้ว

อะไรคือ การคาดการณ์ถึงผลกระทบที่มีต่อจีดีพี

เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม รัฐมนตรีคลังได้เพิ่มตัวเลขการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะโตถึงร้อยละ ๔.๕ จากร้อยละ ๓.๕ อันเนื่องมาจากการส่งออก และการบริโภคที่เพิ่มขึ้น และได้เตือนว่าความวุ่นวายทางการเมืองจะส่งผลให้การเติบโตลดลงได้มากถึง ๑.๘ จุด หากความยุ่งเหยิงยังคงมีอยู่จนถึงไตรมาสสุดท้าย และนำไปสู่การยุบสภา

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทำนายว่า ปัญหานี้จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลดอัตราการเติบโตของจีดีพีถึง ๐.๕ จุด ถึงร้อยละ ๓ – ๓.๕ ในปีนี้ หากความยุ่งเหยิงจะถูกลากยาวไปถึงสามเดือน

ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ ๕.๓ ในปีนี้ สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ในเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตถึงร้อยละ ๖.๓ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วทางธนาคารออกมากล่าวว่า อาจจะเพิ่มตัวเลขการคาดการณ์หากสถานการณ์ทางการเมืองไม่กลายเป็นความรุนแรง ธนาคารจะเปิดเผยตัวเลขที่คาดการณ์ใหม่ในวันที่ ๒๙ เมษายนนี้

นักเศรษฐศาสตร์เอกชนทำนายว่าในปีนี้เศรษฐกิจจะโตร้อยละ ๔ – ๕ โดยกล่าวว่า เพราะการประท้วงโดยรวมแล้วเป็นไปโดยสันติวิธี ไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายปฏิบัติมองเห็นการเติบโตถึงร้อยละ ๕.๕ เพราะมีการฟื้นตัวจากความต้องการของโลก เศรษฐกิจที่หดตัวลงร้อยละ ๒.๓ ในปี ๒๕๕๒ ส่วนใหญ่เนื่องมาจากวิกฤติของโลก

Tuesday, April 6, 2010

Clip VDO คุณจาตุรนต์ คืนวันที่ 5/3/53

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

by UB


2010-04-05RedMarch2141-Jaturonchaysaeng.wmv (68.73 MB)
http://www.mediafire.com/?jz2xyz2mznu

อันนี้เป็น mp3ค่ะ
http://www.mediafire.com/?mryjdzikmll


http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/36338

VDO คุณ ณัฐวุฒิ เมื่อวันที่ 4 -4 - 53

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

จากคุณ : sorawa

คุณ ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ขอร้องและเชิญชวนชาวกรุึงเทพฯ ให้มาร่วมชุมนุม








พรรคประชาธิปัตย์ จะทำอะไรคิดให้ดี ความรุนแรงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาหมดไปแน่นอน

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

จากคุณ : ริมคันนา

การสลายการชุมนุม ด้วยความรุนแรงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ไม่ว่าคุณจะใช้กำลังและรุนแรงกับคนเสื้อแดงอย่างไร คนเสื้อแดงก็ไม่มีวันหมดไป ความรู้สึกของการต่อสู้ และไม่ยอมถูกกดขี่ให้อยู่ภายใต้กฏหมายที่ไม่มีมาตรฐาน ไม่ยอมถูกมัดมือ มัดเท้าชก จะไม่มีวันหมดไปจากหัวใจของคนรักความยุติธรรม

คุณจำไม่ได้หรือ? 14 เมษาปีที่แล้ว...คุณก็ใช้ความรุนแรงเพื่อความอยู่รอดของคนและพรรคของพวกคุณ แต่ก็ยังมีวันนี้ให้พวกคุณเห็น คนเสื้อแดงมีแต่มากขึ้น และมากขึ้น กว้างขึ้นมากันทั่วทั้งสารทิศ อย่ากวาดฝุ่นไว้ใต้พรมเลยอีกเลยมาร์ค เคลียร์ตัวเองให้สะอาดขึ้นอีกนิด ด้วยการยุบสภาซะ แล้วกลับมาต่อสู้กันใหม่ ภายใต้กติกาเดียวกัน...

นักกีฬาเก่งย่อมไม่กลัวการแข่งขัน นักรบมีฝีมือย่อมไม่กลัวการต่อสู้ ถ้าคุณยังดึงดันทำไม่ดีไว้กับคนเสื้อแดง
อีก 2 ปีคุณก็ต้องพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งอยู่ดี หากยุบสภาวันนี้ อาจจะมีคะแนนหลงเหลืออยู่...

ลบคำสบประมาทสักนิดเถอะมาร์ค คุณรู้มั้ยคนทั่วไปเค้าด่าคุณว่า พูดอย่าง ทำอย่าง ปากปาศรัย น้ำใจเชือดคอ หน้าเนื้อใจหมR... หรือคุณอยากเป็นอย่างที่เค้าว่ากันจริงๆ...

กระซิบนะ ดิฉันได้ไปร่วมชุมนุมมาหลายครั้งทั้งราชประสงค์ และสะพานผ่านฟ้า คนกรุงเทพเยอะมากเยอะเป็นปรากฏการณ์ ปชป.อาจไม่เหลือเสียงที่กทม. ถ้ามาร์คตัดสินใจผิด...รู้ไว้ซะ...!!!!

เด๋วก็จะไปอีกค่ะ...จะไปร่วมต่อสู้กับพี่น้องเสื้อแดงที่ภาคสนาม

"ยิ่งรู้จักยิ่งรักเสื้อแดง" เราจะไม่ทอดทิ้งให้พี่น้องเราต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว...!!!



บลาๆๆๆๆ แ้ล้วก็ไม่ให้ยุบสภา คิดได้แค่นี้หรอ?

จะพูดอะไรก็พูดไปสรุป ห้ามยุบสภา เพราะเลือกตั้งแล้วกลัวแพ้ ห้ามยุบๆๆๆๆๆๆ 5555


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9086227/P9086227.html

วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ.2553

ตั้งกรรมการสอบ ทหารแตงโม ขึ้นเวทีเสื้อแดง

หมดสิทธิ์อุทธรณ์ ศาลไฟเขียว ให้รัฐจับกุมม็อบ

การ์ตูน เซีย 06/04/53

เลิกจองเวร

คดีปิดถนน

ต้องชอบธรรม ไม่ใช่ชอบทำ

ทิ้งไพ่"เหลือง"

เสื้อแดงหวั่นโดนสลายแยกราชประสงค์ ล้มแผนเคลื่อนพล11เส้นทาง "ณัฐวุฒิ"โวคุมพื้นที่ได้หมดแล้ว

ลุยแล้วใครออกหน้า?

ยุบสภาและ2 มาตรฐาน