Thai E-News
เต็มพิกัด-สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานภาพข่าวกองกำลังทหารพร้อมอาวุธเต็มพิกัดเฝ้าสถานีไทยคมลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี ที่ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปเพื่อเรียกร้องให้คืนสัญญาณถ่ายทอดสดโทรทัศน์พีเพิลแชนัล
งามหน้าไปทั่วโลก-สำนักข่าวAFPลงแผนที่ประเทศไทยเผยแพร่ไปทั่วโลกว่า รัฐบาลได้ประกาศให้กรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นพื้นที่ฉุกเฉินร้ายแรงและปิดสื่อโทรทัศน์และเวบไซต์ที่ต่อต้านรัฐบาล ขณะที่ผู้ชุมนุมประท้วงยังเพิกเฉยต่อประกาศฉุกเฉิน
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 เมษายน 2553
ดัชนีตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้ปิดลบไปเกือบ30จุด โดยร่วงตั้งแต่เปิดทำการ หลุดด่าน800ลงไปต่ำสุดแถว 780จุดช่วงกลางภาคบ่าย หรือร่วงลงจากวันก่อน 32 จุดหรือ-3.9% เนื่องจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศวิตกว่ารัฐบาลจะสลายการชุมนุมเสื้อแดง
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิออกมา1,402ล้านบาท เป็นการขายสุทธิหนแรกในรอบ 31 วันทำการ หลังจากหน้านี้ได้ซื้อสุทธิมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ในช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาเริ่มจากวันที่ 12 มีนาคม ตอนนั้นดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่720จุด เมื่อวานก่อนที่จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นไปที่ 820จุด หรือขึ้นมาร่วม 100 จุด เพราะนักลงทุนเห็นว่าการชุมนุมยังเป็นไปโดยสันติ แต่พอค่ำวันที่7เม.ย.รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พอตลาดหุ้นเปิดทำการมาวานนี้ตลาดหุ้นก็ร่วงลงตลอดทั้งวัน
ส่วนวันนี้(9เม.ย.)ในช่วงเปิดทำการเวลา10.00น.ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงต่อเนื่องราว8จุดลงมาแถว775จุด หลังจากสื่อกระแสหลักรายงานข่าวทาวงโทรทัศน์ว่ากลุ่มเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวไปประท้วงที่บ้านนายกรัฐมนตรี,บ้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ,โทรทัศน์NBT,โทรทัศน์ASTV และสถานีดาวเทียมไทยคม ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี
อย่างไรก็ตามในเวลา10.20น.โดยประมาณ แกนนำเสื้อแดงว่าจะเคลื่อนพลไปเฉพาะสถานีดาวเทียมไทยคม ปทุมธานี ทำให้นักเล่นหุ้นคลายความวิตก หันมาช้อนซื้อหุ้น ส่งผลให้ดัชนีดีดขึ้นมาบวกในเวลาราว11.00น.
เวบไซต์ชั้นนำวงการหุ้น www.eFinanceThai.com รายงานการสัมภาษณ์นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ดัชนีฯที่ปรับตัวลดลงแรงวานนี้ ส่วนเพราะนักลงทุนเกิดความกังวลว่าจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น หลังรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกอบกับใกล้ช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์อาจส่งผลใหนักลงทุนบางส่วนลดพอร์ตการลงทุน ลดความเสี่ยง
'ภาพมันเปลี่ยนหลังรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดความรุนแรง นักลงทุนมีการสอบถามเข้ามาบ้าง เพราะ พ.ร.ก.เป็นเรื่องใหม่ อาจสะท้อนถึงความยุ่งเหยิง นักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้น วานนี้ที่ดัชนีฯลงแรงน่าจะเป็นแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ เท่าที่ดูปริมาณการซื้อเวลานี้ลดลง ผสมโรงกับที่ผ่านมาดัชนีฯปรับตัวขึ้นมาแรง จึงมีการปรับฐานเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์นี้จะเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ และหวังว่าดัชนีฯจะไม่หลุด 750 จุด'นางภัทธีรากล่าว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ นักลงทุนควรลดพอร์ตการลงทุน และรอจังหวะ รวมทั้งติดตามสถานการณ์
แถลงการณ์ ก่อนจะข้ามผ่านยุบสภา ก่อนสังคมไทยจะเดินหน้าต่อไป
กลุ่มนักกิจกรรมสังคมได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งระบุว่า ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา อุณหภูมิการเผชิญหน้าระหว่าง รัฐบาลกับ นปช. ได้พุ่งขึ้นสูงเป็นอย่างมาก จนมีการประกาศใช้ พรก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีกระแสข่าวเรื่องการสลายการชุมนุม
พวกเรา เครือข่ายนักพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย ดังรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์นี้ มีความเห็นว่าท่าทีที่ผ่านมาของรัฐบาล มีความพยายามนำพาสถานการณ์ให้ไปสู่การเผชิญหน้าตลอดเวลา นับตั้งแต่การให้ข่าวดิสเครดิตการชุมนุม การประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงฯ ตั้งแต่ยังไม่มีการชุมนุม จนกระทั่งปัจจุบันยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การพยายามหลบเลี่ยงตั้งเงื่อนไขต่างๆ นานาก่อนการเจรจา
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว พวกเราขอเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้
1.พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกประกาศใช้ พรก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง และพรบ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยเร่งด่วน
2.พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาโดยทันที เพื่อยุติปัญหาไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลายมากไปกว่านี้
3.พวกเราเห็นว่ารัฐบาลควรสนับสนุนการจัดการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อลดบรรยากาศความตรึงเครียด
4.พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการปิดกั้นสื่อ เช่น การสั่งปิด 36 เวบไซต์, การปิดสถานีไทยคม และหยุดการให้ข่าวใส่ร้ายการชุมนุม
พวกเราเห็นว่าคำว่า “ภาคประชาชน” ไม่ได้ผูกขาดอยู่กับฐานะทางสังคม หรือการเคลื่อนไหวของใครกลุ่มใดเพียงกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น เอ็นจีโอ, นักธุรกิจเพื่อสังคม, ผู้นำชุมชน, แกนนำชาวบ้าน, ปราชญ์ชาวบ้าน, ราษฎรอาวุโส ฯลฯ หากแต่สาระสำคัญของคำว่า “ภาคประชาชน” อยู่ที่การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ได้มาซึ่ง “อำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน” พวกเราเห็นว่าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ในนามของนปช. เป็นการเคลื่อนไหวของ “ภาคประชาชน” อย่างชัดเจน และการชุมนุมเป็นการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ
จากการที่มี “ภาคประชาชน” บางส่วน เสนอให้มีการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม พวกเราเห็นว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ที่รัฐบาลไม่ได้มีที่มาจากคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้น ไม่อาจเกิดการปฏิรูปฯ ที่เป็นจริงได้ พวกเราเห็นว่า รัฐบาลควรประกาศยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน นำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ใช้เวทีการเลือกตั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยประชาชนอย่างแท้จริง
ด้วยจิตสมานฉันท์เครือข่ายนักพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมทางสังคม เพื่อประชาธิปไตย
วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน 2553 ณ ห้องประชุมสุจิตรา 409 ชั้น 4
อาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ซ.รัชดาภิเษก 14 ห้วยขวาง กรุงเทพฯ
รายชื่อลงนามสนับสนุนแถลงการณ์
1. กมลชนก มั่นคง นักกิจกรรม
2. กิตติชัย งามชัยพิสิฐ สถาบันต้นกล้า
3. แก้วตา เพชรรัตน์ นักกิจกรรม
4. เขมทัศน์ ปาลเปรม นักกิจกรรม
5. จามร ศรเพชรนรินทร์ นักกิจกรรม
6. จารุวรรณ สาทลาลัย นักกิจกรรม
7. จิตรา คชเดช Try Arm
8. เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
9. เฉิดฉันท์ ศรีพาณิชย์ นักกิจกรรม
10. ชัยวัฒน์ ไชยจารุวณิช นักกิจกรรม
11. โชติศักดิ์ อ่อนสูง นักกิจกรรม
12. ทรงศักดิ์ ปัญญานั กกิจกรรม
13. ธิกานต์ ศรีนรา นักกิจกรรม
14. นรสิงห์ ศรีวิโรจน์ องค์กรเลี้ยวซ้าย
15. นีรนุช เนียมทรัพย์ นักกิจกรรม
16. บารมี ชัยรัตน์ส ถาบันสันติประชาธรรม
17. บุญยืน สุขใหม่ กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก
18. ปชาบดี พุ่มพวง นักกิจกรรม
19. ประดิษฐ์ ลีลานิมิต สถาบันต้นกล้า
20. ปราการ กลิ่นฟุ้ง นักกิจกรรม
21. ปรีชา จันทร์ภักดี สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้
22. พงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนประชาธิไตย
23. พงศธร ศรเพชรนรินทร์ นักกิจกรรม
24. พนิดา บุญเทพนั กกิจกรรม
25. พรพิมล สันทัดอนุวัตร สถาบันต้นกล้า
26. พิมพ์ศิริ เพชรน้ำรอบ นักกิจกรรม
27. พัชรี อังกูรทัศนียรัตน์ นักกิจกรรม
28. พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ Ban the hollywood club
29. ไพศาล ธนบุญสมบัติ นักกิจกรรม
30. ภาวิณี ไชยจารุวณิช นักกิจกรรม
31. มนัส กลับชัย สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้
32. รังสรรค์ แสนสองแคว กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ
33. รัชพงศ์ โอชาพงศ์ กลุ่มประกายไฟ
34. เลื่อน ศรีสุโพธิ์ สมัชชาคนจน
35. วรรณเกียรติ ชูสุวรรณ สถาบันต้นกล้า
36. วัชรินทร์ สังขาระ สถาบันต้นกล้า
37. วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์ นักกิจกรรม
38. วีรนันท์ ฮวดศรี นักกิจกรรม
39. ศรายุทธ ตั้งประเสริฐ นักกิจกรรม
40. ศิริพร พรมวงศ์ นักกิจกรรม
41. ศิววงศ์ สุขทวี นักกิจกรรม
42. สมรักษ์ อุตมะ นักกิจกรรม
43. สมสิทธิ์ นิทธยุ นักกิจกรรม
44. สันติ โชคชัยชำนาญ กิจนักกิจกรรม
45. สุรชาติ ไตรสูงเนิน จนท.นโยบายและแผน อบต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์
46. สุรพล สงฆ์รักษ์ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้
47. สุริยา โพธิ์ชัยเลิศ กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก
48. อนุรักษ์ สุพร นักกิจกรรม
49. อนุรักษ์ สุพร กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก
50. อรุณวนา สนิกะวาที นักกิจกรรม
51. อรรถพร ขำมโน นักกิจกรรม
52. นายอุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
53. อุดมพร เพชรพงษ์ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้
54. อุษาวดี ชาวแพร่ นักกิจกรรม
ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอบางพลี อำเภอพระประแดง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ อำเภอบางบ่อ และอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ อำเภอธัญบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว อำเภอสามโคก อำเภอลำลูกกา และอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และอำเภอวังน้อย อำเภอบางปะอิน อำเภอบางไทร และอำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ นั้น
เรา กลุ่ม ๕ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้
๑. เสรีภาพการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เป็นเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานในรัฐเสรีประชาธิปไตย
๒. ข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดง คือ ให้นายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๑๕ วัน ข้อเรียกร้องดังกล่าว เป็นข้อเรียกร้องทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในรัฐเสรีประชาธิปไตย การปิดถนนและการยึดพื้นที่สาธารณะบางส่วน เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องให้รัฐบาลเจรจาต่อรองกับผู้ชุมนุม หากการกระทำดังกล่าว มีความผิดตามกฎหมายใด รัฐบาลและเจ้าหน้าที่สามารถบังคับใช้กฎหมายนั้นเพื่อออกมาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกัน ปราบปราม หรือลงโทษผู้กระทำผิดนั้นได้
๓. ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรงไม่เพียงต่อผู้ชุมนุมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประชาชนทั่วไปในวงกว้างอีกด้วย การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนเป็นสำคัญ
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง เราเห็นว่า การชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดง ยังอยู่ในกรอบของการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธหากรัฐบาลต้องการให้ผู้ชุมนุมออกจากสถานที่สาธารณะ รัฐบาลสามารถใช้มาตรการอื่นๆได้ โดยไม่จำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนกรณีระเบิดตามสถานที่ต่างๆ ในแต่ละวันนั้น ยังไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง
เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน คำสั่ง และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่า มีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพจำนวนมาก ทั้งในแง่ความเข้มข้นของมาตรการ และในแง่พื้นที่ซึ่งครอบคลุมในหลายจังหวัด
เราเห็นว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงยังไม่ถือเป็น “สถานการณ์ฉุกเฉิน”ตามความในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ อันเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ เป็นมาตรการที่เกินความจำเป็น และไม่ได้สัดส่วน
๔. มาตรา ๑๖ ของ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ บัญญัติว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
นั่นหมายความว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของศาลปกครอง และไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของศาลรัฐธรรมนูญเพราะไม่ได้เป็นคดีรัฐธรรมนูญ ส่วนจะอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลยุติธรรมหรือไม่นั้น ยังไม่มีคำพิพากษาบรรทัดฐานยืนยันไว้ ความข้อนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ไม่ได้รับการประกันโดยองค์กรตุลาการเพียงพอ จนอาจทำให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนถูกละเมิดจากการใช้อำนาจโดยมิชอบได้
เราเห็นว่า ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ เป็นไปเพื่อสลายการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง รักษาอำนาจและความมั่นคงของรัฐบาลต่อไป ไม่ใช่รักษาอำนาจและความมั่นคงของรัฐ
ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น มีผลเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง เป็นการใช้อำนาจเพื่อทำให้มาตรการที่ปกติแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา ให้กลายเป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมายในทางรูปแบบ และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยแก้ไขวิกฤติความขัดแย้งครั้งนี้ให้บรรเทาเบาบางลงไปได้ แต่กลับเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ตึงเครียดและรุนแรงมากขึ้น
เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไขรองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล
วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓
เชิญร่วมงานอ่านบทกวี
“คมหอกและกระบอกปืนไม่อาจทำให้หวั่นไหว เมื่อประชาชนมาไกลเกินจะหันหลังกลับ”
พบกับวัฒน์ วรรลยางกูร
กริช เหลือละมัย
ประกาย ปรัชญา (อยู่ระหว่างรอคำยืนยัน)
เดือนวาด พิมวนา (อยู่ระหว่างรอคำยืนยัน)
นายชั้น ทุนน้อย
วฒน
อาณัติ แสนโท
ปิยะชาติ จองทอง
และกวีหนุ่มสาว ฯลฯ
และวงดนตรี
ฮาเมอร์ ซาลวาลา
Homo erectus
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, April 9, 2010
พิษฉุกเฉินฝรั่งเทหุ้นร่วง30จุด แอคทิวิสต์-5นักวิชาการยังเติร์กจี้ยกเลิกชี้ชัดขัดกฎหมาย
จาตุรนต์:ใครจะช่วยห้ามมาร์คก็รีบทำ ก่อนจะใช้ความรุนแรงต่อประชาชนจนเสียหายใหญ่หลวง
ที่มา Thai E-Newsรัฐทหาร-กองกำลังทหารเข้ายึดศูนย์ส่งสัญญาณดาวเทียมไทยคมที่ปุมธานี โดยรัฐบาลได้ปิดกั้นโทรทัษน์ผ่านดาวเทียม และเวบไซต์ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในการใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินเป็นวันที่สอง โดยมีคนเสื้อแดงตามมาประท้วง(ภาพข่าว:REUTERS)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 เมษายน 2553พฤติกรรมของรัฐบาลกำลังฟ้องว่ากำลังจะใช้กำลังความรุนแรงต่อประชาชน หากทำจริงครั้งนี้อาจเสียหายใหญ่หลวง ใครจะช่วยห้ามก็รีบทำเสีย..ขอเรียกร้องต่อสื่อมวลชนที่มีใจเป็นธรรม สื่อกระแสหลักและสมาคมเกี่ยวกับสื่อทั้งหลายจะไม่ทุกข์ร้อนกันเลยหรือ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ทวิตเตอร์แสดงความเห็นต่อการประกาศพรก.ฉุกเฉินฯของรัฐบาลว่า การประกาศพรก.ฉุกเฉินฯเท่ากับรัฐบาลกระทำการขัดรัฐธรรมนูญเอง เพราะไปจำกัดสิทธิในการชุมนุมโดยไม่มีเหตุผล เมื่อประกาศพรก.ฉุกเฉินแล้ว การชุมนุมเกิน 5 คน ก็จะกลายเป็นผิดกฎหมายทั้งๆที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงจะสูงขึ้นทันที ขณะนี้ยังไม่มีความรุนแรงให้เป็นเหตุในการประกาศใช้พรก.แต่หลังจากประกาศกลับจะยิ่งเกิดความรุนแรงทั้งจากการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายรัฐและความกดดัน
การชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ถึงจะผิดกฎหมายบางเรื่องเช่นพรบ.ความสะอาดหรือการจราจร ก็ไม่ทำให้ขาดความคุ้มครอง
กรณีที่มีคนเข้าไปในสภาก็เป็นเรื่องของคนๆนั้น ไม่ทำให้ประชาชนคนอื่นขาดสิทธิในการชุมนุม การใช้พรก.ห้ามคนชุมนุมจึงขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน มีใครทำผิดกฎหมายเรื่องอะไรก็เอาผิดเรื่องนั้นได้ ไม่ใช่จะประกาศพรก.ได้ตามใจชอบ ประกาศแล้วผู้ชุมนุมจะผิดกฎหมายย่อมรู้สึกถูกบีบคั้น
ผมยังเห็นว่าการประกาศใช้พรก.ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ไม่เป็นไปตามเจตนาของกฎหมายนี้เองและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองเสรีภาพประชาชน ใช้พรก.แล้วเจ้าหน้าที่ของรัฐจะไม่ต้องรับผิดต่อการปราบปรามทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งจะทำให้ย่ามใจ จะเป็นเหตุให้ใช้ความรุนแรงกับประชาชน จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมากที่จะเกิดความรุนแรงต่อประชาชน ทั้งจากการสร้างสถานการณ์และการจงใจปราบของเจ้าหน้าที่
ดีที่สุดสำหรับประชาชนคือการใช้แต่สันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ใดๆ ขอให้ยึดกุมกันให้ดี ประชาชนจะไม่แพ้ สิ่งที่จะคุ้มครองประชาชนได้ในขณะนี้คือสันติวิธีและจำเป็นต้องมีประชาชนอยู่ด้วยกันจำนวนมากด้วย ประชาชนกำลังต้องการจำนวนกับจะต้องช่วยกันดูแล ไม่ให้มีการใช้ความรุนแรง ไม่ทำลายหรือบุกเข้าอาคารสถานที่ ระวังการสร้างสถานการณ์ของผู้แฝงตัว ประชาชนจำนวนมากกับสันติวิธีเท่านั้นจะคุ้มครองประชาชน และประชาชนจะไม่แพ้
การชุมนุมของประชาชนในทั้ง 2 ที่เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ รัฐจะสลายด้วยกำลังไม่ได้ การปิดกั้นสื่อตามอำเภอใจแสดงเจตนาร้ายชัดเจน รัฐบาลได้ใช้วิธีนำทหารพร้อมอาวุธเข้าไปที่ลาดหลุมแก้วบังคับตัดสัญญาณ PTV อย่างป่าเถื่อนและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เตรียมปราบประชาชนหรืออย่างไร
พฤติกรรมของรัฐบาลกำลังฟ้องว่ากำลังจะใช้กำลังความรุนแรงต่อประชาชน หากทำจริงครั้งนี้อาจเสียหายใหญ่หลวง ใครจะช่วยห้ามก็รีบทำเสีย การใช้มาตรการทางทหารเข้าจัดการกับสื่อและประชาชนอย่างนี้เรื่องจะไม่มีวันจบ ความขัดแย้งในสังคมไทยจะยิ่งหนักหนาสาหัสอย่างยากที่จะแก้ไข
ขอเรียกร้องต่อสื่อมวลชนที่มีใจเป็นธรรมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและรายงานตรงตามความเป็นจริง จะช่วยป้องกันการสร้างสถานการณ์และการทำร้ายประชาชน จะปิดสื่อด้วยวิธีป่าเถื่อนอย่างไร ปิดสื่อสร้างสรรค์ตามอำเภอใจอย่างไร สื่อกระแสหลักและสมาคมเกี่ยวกับสื่อทั้งหลายจะไม่ทุกข์ร้อนกันเลยหรือ
สาธุ!สมาคมสื่อออกแถลงการณ์รัฐบาลทำขัดรธน.
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ร่วม ซัดรัฐบาลปิดช่องเสื้อแดง เว็บปลุกม็อบ ขัดรัฐธรรมนูญ ม.45 ชี้ พ.ร.ก.ให้อำนาจแค่ห้ามนำเสนอบางข่าว ส่อ 2 มาตรฐาน ไม่ปิดบางช่องที่มีลักษณะคล้ายกัน เชื่อปลุกคนร่วมม็อบ จ่อเกิดสถานการณ์รุนแรง เตือนเพื่อนสื่อระวังการนำเสนอข่าว จี้แดงอย่าเอาแถลงไปสร้างความชอบธรรมให้กลุ่มตัวเอง
วันนี้ (8 เม.ย.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกรณีการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และเว็บไซต์ โดยระบุว่า ตามที่รัฐบาลอ้างอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในการปิดกั้นสัญญาณสถานีโทรทัศน์พีทีวี รวมทั้งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาข่าวสารความคิดเห็นทางการเมือง เช่น เว็บไซต์ www.prachatai.com ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมานั้น องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกันแล้ว มีความเห็นดังต่อไปนี้
1.การปิดกั้นสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีทีวี และการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่แสดงความคิดเห็นดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 45 ที่บัญญัติว่า“การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรา นี้ จะกระทำมิได้”
ทั้งนี้ รัฐบาลจะสามารถใช้กฎหมายพิเศษเพื่อจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนได้ ก็เพียงการห้ามเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วนเท่านั้น
2.การที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่า การดำเนินการปิดกั้นสัญญาณ และการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อป้องกันการบิดเบือนข่าวสาร ทำให้ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ขณะที่รัฐบาลเองยังใช้สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐในการเสนอรายการที่มีลักษณะนำเสนอข้อมูลด้านเดียว อีกทั้งยังปล่อยให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอื่นๆ นำเสนอเนื้อหาในลักษณะใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมมากขึ้นนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่รัฐบาลอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “สองมาตรฐาน” และสร้างความชอบธรรมแก่ผู้ชุมนุมมากขึ้น
3.การปิดกั้นสื่อในลักษณะนี้ ย่อมเป็นการปิดกั้นสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน จึงอาจทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นสื่อดังกล่าว ออกมาเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้
4.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่รายงานข่าวสารที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วยความครบถ้วนรอบด้าน โดยนำเสนอความจริงและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพใน การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และระมัดระวังการนำเสนอข่าวที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหา
สุดท้ายนี้การแสดงจุดยืนของทั้งสองสมาคมเป็นไปตามหลักการของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก ไม่ประสงค์จะให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำแถลงการณ์ฉบับนี้ไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง
สั่งปิด36เวบไซต์ไทยอีนิวส์โดนแบนพลการ ประชาไทชี้เลวร้ายกว่ายุคเผด็จการคมช.เรืองอำนาจ
ที่มา Thai E-Newsคำสั่งปิด36เวบไซต์-นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยกาีรศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยลงนาม อาศัยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งปิด 36 เวบไซต์ โดยอ้างว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง จะพบว่าไม่มีรายชื่อของไทยอีนิวส์ แต่ในเวลาต่อมาICTกลับปิดโดยพลการ
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท
8 เมษายน 2553
นอกเหนือจากการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีเพิลแชนัล สื่อของกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงแล้ว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยกาีรศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยได้ลงนามสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร(ICT) โดยอาศัยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งปิด 36 เวบไซต์ โดยอ้างว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง
ในรายชื่อทั้งหมด 36 เวบไซต์จะพบว่าไม่มีรายชื่อของไทยอีนิวส์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา เมื่อเข้าไทยอีนิวส์ทางwww.thaienews.blogspot.com จะขึ้นข้อความปรากฎดังนี้เว็บไซต์ที่ท่านต้องการเข้าชมได้ถูกระงับการเผยแพร่ตามคำสั่งจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
อาคาร 9 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทร 0-2505-7147, 0-2568-2498
อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านสามารถติดตามไทยอีนิวส์ได้อีกช่องทางที่ไม่โดนปิดคือhttp://thaienews.blogspot.com หรือ โดยผ่านพร็อกซี่ เช่น
http://www.hidemyass.com/
http://www.proxydom.com/
http://www.spiderproxy.com/
การกระทำดังกล่าวของICTนับว่าอยู่นอกเหนือคำสั่งของนายสุเทพ และไม่ได้แจ้งเหตุผลใดๆในการปิดกั้นไทยอีนิวส์
เวบไซต์ทั้ง 36 แห่งนี้ก็รวมทั้งหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในอันดับต้นๆของผู้ติดตามข้อมูลข่าวสารด้านการเมืองด้วย
เวบประชาไทโดนสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯลงนามปิด ระหว่างนี้ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ในhttp://facebook.com/prachatai ในส่วนของเว็บบอร์ด (http://prachataiwebboard.com) ยังใช้การได้ตามปกติสุเทพ เทือกสุบรรณ ลงนามปิดเว็บไซต์ประชาไทตั้งแต่เช้าวันนี้ ผอ.แจงโดนปิดเป็นทางการครั้งแรก แม้แต่ช่วงหลังรัฐประหารยังไม่เคยมีคำสั่งปิด เตรียมสู้ทุกช่องทาง เผยแพร่ข่าวผ่านเฟสบุ๊ก บล็อก ฯ จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเว็บระบุแม้ใครไม่ชอบเนื้อหาแต่ยังอยู่ในกรอบเสรีภาพในการแสดงความเห็น ปิดไม่ได้ละเมิดรัฐธรรมนูญ
8 เม.ย.53 จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทออนไลน์ชี้แจงถึงกรณีการปิดเว็บไซต์ประชาไทว่า ในช่วงเช้าวันนี้เวลาประมาณ 9.00 น.ไม่สามารถเข้า http://prachatai.com ซึ่งเป็นส่วนของเว็บข่าวและบทความได้ จึงได้ทำการตรวจสอบกับบริษัทอินเตอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือไอเน็ต ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ data center ที่ประชาไทได้ใช้บริการฝากวางเซิร์ฟเวอร์ไว้ ทางไอเน็ตยืนยันว่ามีคำสั่งให้ปิดเว็บดังกล่าว เป็นผลให้ไม่สามารถเข้าถึงเว็บได้ และเป็นการบล็อกในระดับเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่สามารถใช้ proxy ในการเข้าถึงด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า คำสั่งดังกล่าวลงนามโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
จีรนุช กล่าวว่า ในบรรยากาศขัดแย้งทางการเมือง เว็บไซต์ประชาไทก็ไม่เคยถูกปิดกั้นแม้กระทั่งในช่วงรัฐประหาร นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีการปิดกั้นอย่างเป็นทางการ โดยที่ผ่านมาประชาไทไม่ได้ย้ายเซิร์ฟเวอร์ไปไว้ต่างประเทศ เพราะเชื่อมั่นว่าสังคมไทยนั้นเคารพในเสรีภาพของสื่อมวลชน
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบเหตุผลในการปิดเว็บ ไซต์ และได้ส่งจดหมายไปสอบถามเหตุผลที่กระทรวงไอซีที รัฐมนตรีสำนักนายกฯ และร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว รวมทั้งจะดำเนินการผ่านช่องทางของศาลปกครองด้วย เพราะถือว่าเป็นการปิดกั้นอย่างไม่ชอบธรรมที่สุด
ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทกล่าวด้วยว่า ขณะนี้กำลังย้ายข้อมูลไปไว้ยังเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าเร็วๆ นี้ จะสามารถเปิดให้เข้าถึงเว็บได้อีกครั้งผ่านทาง http://prachatai.net ระหว่างนี้ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ใน http://facebook.com/prachatai ในส่วนของเว็บบอร์ด (http://prachataiwebboard.com) ยังใช้การได้ตามปกติ
“สถานการณ์ตอนนี้ดูสับสนและเริ่มมีการปิดกั้นข่าวสารอย่างชัดเจน แต่ยิ่งปิดกั้นก็จะยิ่งสร้างความตื่นตระหนก และจะสร้างความวุ่นวายในทางข่าวสาร ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นปัญหาใหญ่มากขึ้น เราเห็นว่าข่าวสารควรมีสมดุล ผู้อ่านควรได้รับการรับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน” จีรนุช กล่าว
จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งปัจจุบันเป็นคณะกรรมการนโยบายทีวีไทย กล่าวว่า ไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการปิดเว็บไซต์ประชาไท เนื่องจากเป็นเว็บไซต์ที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ ตั้งขึ้นมาเพื่อเปิดพื้นที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสื่อ โดยตนและเพื่อนได้ริเริ่มก่อตั้งในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยุคนั้นมีปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ที่ไม่ถูกเปิดเผย หลังจากนั้นในปี 2549 ประชาไทก็เป็นพื้นที่สำหรับผู้ต่อต้านการรัฐประหาร หากดูเนื้อหาของเว็บไซต์ในขณะที่ถูกปิดนี้ก็พบว่าไม่มีเนื้อหาใดที่จะผิดกฎหมาย หรือน่าเป็นห่วง
“ในระยะหลังแม้ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาไท รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับประชาไทในหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่เหตุที่ใครจะมาปิดกั้นได้ พื้นที่นี้อาจมีความเห็นที่รัฐบาลหรือคนบางส่วนไม่ชอบ แต่ยังอยู่ในกรอบเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เราต้องปกป้องสิทธิของสื่อที่จะประชาชนจะใช้เป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นแม้จะเป็นอย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่ไม่ได้เป็นการยุยงให้คนฆ่ากัน หรือก่อความรุนแรง การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญไทยก็ได้รับรองสิทธิในการแสดงความดคิเห็น และเสรีภาพสื่ออยู่แล้ว” จอนกล่าวและมองว่าประชาไทไม่ใช่เวทีของ นปช. แม้จะมีผู้นิยมฝ่ายเสื้อแดงเขียนบทความมาร่วมเยอะ แต่ที่ผ่านมาก็ถือมีความหลากหลายของข่าวสารข้อมูลพอสมควร และเป็นเวทีให้คนทุกฝ่าย บทความที่เชียร์พันธมิตรฯ หรือวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายแดงก็มี
จอนกล่าวด้วยว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สั่งการในเรื่องนี้ และข้อมูลที่นำเสนอต่อศาลเป็นอย่างไร แต่เรื่องนี้ต้องมีการอุทธรณ์ และควรต้องนำไปสู่ศาลปกครอง เพราะถือเป็นการดำเนินการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ
ในส่วนของการปิดกั้นสื่ออื่น เช่น สื่อของคนเสื้อแดงโดยตรงในสถานการณ์เช่นนี้นั้น จอนมองว่า กรอบที่ควรจะมีคือการมีกฎหมายในการควบคุมไม่ให้มีสื่อที่ปลุกปั่นหรือยุยงคนให้ทำผิดกฎหมายหรือใช้ความรุนแรง ขณะที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศใช้นั้นคือสิ่งที่พิสูจน์ว่ากฎหมายฉุกเฉินต่างๆ ทำให้รัฐสามารถละเมิดสิทธิของประชาชนได้อย่างง่ายดาย อยากปิดปากใครก็ทำได้โดยไม่ต้องรีรอ
ปิดพีเพิลแชนัล อดิศรลั่นจะเปิดใหม่ให้ได้วันนี้
ขณะเดียวกันได้มีการสั่งปิดโทรทัศน์พีเพิลแชนัล โดยรัฐบาลอ้างว่ามีการบิดเบือนข่าว ช่วง16.00 น.วันนี้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉฬแถลงว่า หลังจากปิดพีเพิลแชนัล ทำให้คนเข้าร่วมชุมนุมน้อยลง ที่ราชประสงค์เหลือเพียง3พันคน ที่ผ่านฟ้าเหลือเพียง 2,500 คน ซึ่งจะทำให้ควบคุมการชุมนุมง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตามที่เวทีคคนเสื้อแดงราชประสงค์ ซึ่งมีผู้ชุมนุมมากกว่าทุกวันได่พากันโห่ฮาใส่การแถลงข่าวดังกล่าวว่าเป็นการบิดเบือน เพราะภายหลังปิดพีเพิลแชนัล คนมาชุมนุมมากกว่าปกติ เนื่องจากนัดหมายกันไว้แล้วว่าหากพีแชนัลโดนปิดให้มาพบกันที่ชุมนุม และศาลากลางทั่วประเทศทันที
นายอดิศร เพียงเกษ ประธานพีแชนัลประกาศบนเวทีว่าจะพยายามเปิดพีแชนัลใหม่ให้ได้ภายในวันนี้
ขณะนี้ people channel ถูกรัฐบาล ส่งสัญญาณรบกวน ล่าสุดขณะนี้ สามารถดูทางเน็ต ที่
http://www.uddthailand.com/
http://www.chiangrai24.tv/
http://www.ustream.tv/channel/chiangrai-24
http://www.cbnpress.com/index.php/component/content/article/39-2008-12-27-13-26-42/1766-people-channel-online
-http://www.powerdmc.org/home/tv//player.swf
ฟังวิทยุได้ที่
-วิทยุผ่านฟ้าคลื่น 106.80
-วิทยุแทกซี่ 107.75 หรือ91.30
-คนรักไทย FM 95.25 หรือ www.konrukthai.com
สาธุ!สมาคมสื่อออกแถลงการณ์รัฐบาลทำขัดรธน.
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ร่วม ซัดรัฐบาลปิดช่องเสื้อแดง เว็บปลุกม็อบ ขัดรัฐธรรมนูญ ม.45 ชี้ พ.ร.ก.ให้อำนาจแค่ห้ามนำเสนอบางข่าว ส่อ 2 มาตรฐาน ไม่ปิดบางช่องที่มีลักษณะคล้ายกัน เชื่อปลุกคนร่วมม็อบ จ่อเกิดสถานการณ์รุนแรง เตือนเพื่อนสื่อระวังการนำเสนอข่าว จี้แดงอย่าเอาแถลงไปสร้างความชอบธรรมให้กลุ่มตัวเอง
วันนี้ (8 เม.ย.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกรณีการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และเว็บไซต์ โดยระบุว่า ตามที่รัฐบาลอ้างอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในการปิดกั้นสัญญาณสถานีโทรทัศน์พีทีวี รวมทั้งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาข่าวสารความคิดเห็นทางการเมือง เช่น เว็บไซต์ www.prachatai.com ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมานั้น องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกันแล้ว มีความเห็นดังต่อไปนี้
1.การปิดกั้นสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีทีวี และการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่แสดงความคิดเห็นดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 45 ที่บัญญัติว่า“การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรา นี้ จะกระทำมิได้”
ทั้งนี้ รัฐบาลจะสามารถใช้กฎหมายพิเศษเพื่อจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนได้ ก็เพียงการห้ามเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วนเท่านั้น
2.การที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่า การดำเนินการปิดกั้นสัญญาณ และการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อป้องกันการบิดเบือนข่าวสาร ทำให้ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ขณะที่รัฐบาลเองยังใช้สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐในการเสนอรายการที่มีลักษณะนำเสนอข้อมูลด้านเดียว อีกทั้งยังปล่อยให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอื่นๆ นำเสนอเนื้อหาในลักษณะใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมมากขึ้นนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่รัฐบาลอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “สองมาตรฐาน” และสร้างความชอบธรรมแก่ผู้ชุมนุมมากขึ้น
3.การปิดกั้นสื่อในลักษณะนี้ ย่อมเป็นการปิดกั้นสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน จึงอาจทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นสื่อดังกล่าว ออกมาเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้
4.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่รายงานข่าวสารที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วยความครบถ้วนรอบด้าน โดยนำเสนอความจริงและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพใน การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และระมัดระวังการนำเสนอข่าวที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหา
สุดท้ายนี้การแสดงจุดยืนของทั้งสองสมาคมเป็นไปตามหลักการของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก ไม่ประสงค์จะให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำแถลงการณ์ฉบับนี้ไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง
Thursday, April 8, 2010
ฉุกเฉินพ่นพิษหุ้นรูด30จุด ต้านพรก.เผด็จการทุกหย่อมหญ้า เย็นนี้แจกแถลงการณ์อนุสาวรีย์ชัยฯ
ที่มา Thai E-Newsงามหน้า-สำนักข่าวAFPลงแผนที่ไทยไปทั่วโลกว่ารัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่งผลให้นักลงทุนวิตกหนัก เทขายหุ้นไทยรูดเกือบ31จุดในช่วงบ่ายวันนี้ หลังจากก่อนหน้านี้การชุมนุมที่สงบส่งผลให้ราคาดัชนีหุ้นขึ้นมาร่วม 100 จุดในช่วงเกือบเดือนที่เสื้อแดงชุมนุมโดยสันติ
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 เมษายน 2553
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:คนไทยต่างแดนทั่วโลกลุกฮือต้านประกาศฉุกเฉิน ประจานสากลคัดค้านรัฐบาลเผด็จการ
ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงตั้งแต่เปิดทำการ หลุดด่าน800ลงไปต่ำสุดแถว 780จุดช่วงกลางภาคบ่าย หรือร่วงลงจากวันก่อน 32 จุดหรือ-3.9% เนื่องจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศวิตกว่ารัฐบาลจะสลายการชุมนุมเสื้อแดง
ทั้งนี้ในช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาเริ่มจากวันที่12มีนาคม ตอนนั้นดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่720จุด เมื่อวานนี้ขึ้นไปที่820จุด หรือขึ้นมาร่วม 100 จุด เพราะนักลงทุนเห็นว่าการชุมนุมยังเป็นไปโดยสันติ แต่พอค่ำวานนี้รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เปิดทำการมาวันนี้ตลาดหุ้นก็ร่วงลงตลอดทั้งวัน*ขอเชิญชวนพี่น้องช่วยกันแจกใบปลิวแถลงการณ์คัดค้านพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูิมิ ฝั่งดอกหญ้า กับประชาชนทั่วไปเวลา 5 โมงเย็นนี้
สมัชชาสังคมก้าวหน้า,กลุ่มประกายไฟ, เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม ได้นัดหมายแจกเอกสารแถลงการณ์ต่อประชาชนในเวลาราว 17.00 น.วันนี้ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
แถลงการณ์คัดค้านการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
8 เมษายน 2553
การประกาศใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปเพื่อสลายการชุมนุมของแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยอ้างเหตุว่า การชุมนุมของ นปช. ได้พัฒนาขยายตัวจนส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวาง และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง
ทั้งที่เหตุการณ์นี้ควรคลี่คลายภายหลังการเจรจาระหว่างสองฝ่ายซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะยุบสภา โดย นปช. ต้องการยุบสภาภายใน 15 วัน และพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้ยุบภายใน 9 เดือน จึงไม่มีข้อยุติ แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เดินหน้าเรื่องการยุบสภาอย่างจริงจัง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ และนำมาสู่การสร้างความกดดันด้วยการปิดสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียงของ นปช. แต่การชุมนุมยังคงอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ
เป้าหมายที่รัฐบาลประกาศไว้ขาดเหตุผลที่เพียงพอต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ประการแรก การประกาศพระราชกำหนดฯฉบับนี้ส่งผลโดยตรงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในทุกๆด้าน ตั้งแต่การห้ามชุมนุมทางการเมือง การปิดช่องทางการสื่อสารทางการเมืองของประชาชน เช่น การปิดสถานีโทรทัศน์ การปิดคลื่นวิทยุชุมชน และการปิดเวปไซต์ที่เห็นต่างจากรัฐบาล ทั้งๆที่สิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามหลักการประชาธิปไตยสากล
ประการที่สอง รัฐบาลต้องรีบเร่งคืนความเป็นปกติสุข เนื่องจากการชุมนุมเป็นการเรียกร้องทางการเมืองจึงต้องแก้ไขด้วยวิธีทางการเมือง เช่น การเปิดเจรจา ไม่ใช่การใช้กำลังทหารตำรวจปราบปรามประชาชน จึงจะทำให้สถานการณ์คืนสู่สภาพปกติได้อย่างแท้จริง
ประการที่สาม รัฐบาลอ้างว่า ต้องการยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนที่สร้างความแตกแยกและทำผิดกฎหมาย ทั้งๆที่เรื่องนี้สามารถใช้กฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่งได้อยู่แล้ว รัฐบาลต่างหากที่ต้องยุติการใช้สื่อเพื่อยุยงและบิดเบือนข่าวสารสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม
ประการที่สี่ หากรัฐบาลเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมจริง ก็ควรจะใช้การแก้ไขโดยกรอบของกฎหมาย โดยให้สามารถดำเนินคดีกับแกนนำได้ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป เรื่องนี้สามารถใช้กฎหมายอาญาได้ ถ้าแกนนำเหล่านี้กระทำผิดกฎหมาย
ประการสุดท้าย การอ้างว่าความรุนแรงเกิดจากการกระทำของ นปช. เป็นสิ่งที่ขาดหลักฐาน รัฐบาลควรแสดงรับผิดชอบ และทำหน้าที่สอดส่องดูแล รวมทั้งจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษ ไม่ใช่แก้ปัญหาโดยการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม
โดยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่มีความเหมาะสมประการใดในการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ทว่า ประกาศในครั้งนี้ส่อให้เข้าใจว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีแผนใช้กำลังรุนแรงต่อผู้ชุมนุมอยู่แล้ว ด้วยการเตรียมกำลังทหาร 50,000 นาย
เราจึงขอประณามการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อปูทางสู่การใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นการกระทำที่คุกคามสิทธิและเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย บั่นทอนความเชื่อถือของประเทศในประชาคมโลก
สมัชชาสังคมก้าวหน้า,กลุ่มประกายไฟ, เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม
เชิญร่วมงานอ่านบทกวี
“คมหอกและกระบอกปืนไม่อาจทำให้หวั่นไหว เมื่อประชาชนมาไกลเกินจะหันหลังกลับ”
พบกับวัฒน์ วรรลยางกูร
กริช เหลือละมัย
ประกาย ปรัชญา (อยู่ระหว่างรอคำยืนยัน)
เดือนวาด พิมวนา (อยู่ระหว่างรอคำยืนยัน)
นายชั้น ทุนน้อย
วฒน
อาณัติ แสนโท
ปิยะชาติ จองทอง
และกวีหนุ่มสาว ฯลฯ
และวงดนตรี
ฮาเมอร์ ซาลวาลา
Homo erectus
วันศุกร์ที่ 9 เมษายน 2553 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา หกโมงเย็นเป็นต้นไป
000000000
เชิญร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ
“ ทางแพร่งการเมืองไทย ”
โดย ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันสันติภาพฯ มหาวิทยาลัยพายัพ
ธเนศว์ เจริญเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ดำเนินรายการโดย พิษณุ ไชยมงคล
วันที่ 8 เมษายน 2553 เวลา 13.00-16.00 น.
ณ ห้องประชุมกระจก
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จัดโดย
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ(นกน.)
กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 เชียงใหม่
สำนักกระจายอำนาจและปกครองตนเอง
ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง
วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ.2553
"ณัฐวุฒิ"ลั่นรบ.คืนสัญญาณพีเพิลชาแนลเย็นนี้มิฉะนั้นยกระดับการชุมนุมขั้นสูงสุด
ยังมืดมน
การ์ตูน เซีย 08/04/53
4 แยกราชประสงค์
ศอฉ.จ่อออกหมายจับคนนำม็อบบุกสภาฯ ส่วนแกนนำแดงเจอหมายเรียก รบ.แจงสื่อนอกใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุมแดง
ส.ส.พท.นำเสื้อแดงปทุมธานีรวมตัวหน้าไทยคมบีบคืนสัญญาณพีเพิลทีวี
พท.รับแดงบุกสภาฯภาพติดลบ-ซัดฝรั่งไม่ใช่พ่อ
"เสด็จพี่"แจ้งจับ ส.ส.ชุมพร พกปืน
จอดำแล้ว....ดูช่องพีเพิลชาแนลได้ที่นี่ครับ
ที่มา thaifreenews
http://www.weredhome.com/
ขณะนี้รัฐบาลเผด็จการใช้ ฮ บินขู่ขวัญที่ชุมนุมที่ราชประสงค์
คนชั้นกลาง....กลุ่มเป้าหมายที่แดงต้องดึงมาเป็นแนวร่วมให้ได้
ที่มา thaifreenews
ตอนนี้แนวร่วมหลักของแดงคือรากหญ้า
แต่เราปักหลักแลกหมัดที่กรุงเทพ ...ที่ซึ่งมีคนชั้นกลางอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
ดังนั้น จึงควรวางกลยุทธ์ หรือ campaign ในการดึงคนชั้นกลางมาเป็นแนวร่วมให้มากที่สุด
เพราะเมื่อต้องการระดมคน คนเหล่านี้จะออกมาเป็นกองกำลังได้เร็ว
คนเหล่านี้มีศักยภาพในการ support แหล่งเสบียง
ในกรุงเทพ เท่าที่ผมสังเกตุ เช่น
รปภ ใน superstore พ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ เปิดฟังเสื้อแดงอย่างเปิดเผย
กรุงเทพ มีประชากร 10 ล้านคน ถ้าเราได้แนวร่วม 20%(ผมมองว่าเป็นไปได้)
เราก็มีแนวร่วมเพิ่มอีก 2 ล้านแล้ว
ประเด็นคือ คนชั้นกลางก็คงไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมายจากเผด็จการชุดนี้ ...
เราจะทำให้พวกเขาตื่นตัวได้อย่างไร
ฝากการบ้านนี้ให้นักวางกลยุทธ์คนเสื้อแดงด้วยครับ
http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/37090
อย่าตั้งรับอย่างเดียว การรุกที่เหมาะสมจะทำให้กองกำลังของรัฐอ่อนแอจนหมดความสามารถ
ที่มา thaifreenews
อย่าตั้งรับอย่างเดียว การรุกที่เหมาะสม
จะทำให้กองกำลังของรัฐอ่อนแอจนหมดความสามารถในการปราบปราม
ทำอย่างไรจะลดกองกำลังของรัฐบาลจากมากให้กลายเป็นน้อย
ถ้าทำได้ก็จะลดแรงกดดันของฝ่ายเรา ที่ต้องใช้คนจำนวนมากพอสมควรตั้งรับเพื่อรักษาฐานที่มั่นทั้งที่ราชดำเนินและราชประสงค์
การเคลื่อนย้ายกำลังคนเสื้อแดงปิดล้อม (หรือแสดงเหมือนจะทำการปิดล้อม)
สถานที่ราชการสำคัญบางสถานที่ และบุคคลสำคัญบางคน
โดยใช้กองทัพจักรยานยนต์ผนวกกับคนเสื้อแดงในพื้นที่ใกล้เคียง
ในลักษณะหลอกล่อ ปิดล้อมอย่างรวดเร็ว และถอนตัวออกเมื่อสถานการณ์เริ่มตึงเครียด
เพื่อมุ่งให้รัฐบาลต้องกระจายกำลังเข้าปกป้องสถานที่ดังกล่าว
เราซึ่งตกอยู่ในสถานะตั้งรับ จะกลับเป็นฝ่ายรุกให้รัฐบาลต้องตามแก้ปัญหา
จนท้ายที่สุด กองกำลังของรัฐบาลที่อ่อนล้าจากการตามแก้ปัญหาดังกล่าว
จะเป็นฝ่ายบีบให้รัฐบาลต้องตัดสินใจยุบสภา !
เราไม่ได้บุกรุกเข้าไป ไม่ได้ทำร้ายใคร
ล้อมเพียงเพื่อให้อีกฝ่ายต้องส่งกำลังมาป้องกัน
จะยั่วยุให้รัฐบาลใช้อาวุธ อย่างไร ?
http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/37078
รูปเสื้อแดง ณ ราชประสงค์ หลังประกาศ พรก ฉุกละหุก เอ๊ย ฉุกเฉิน โดยรัฐบาล 7เมษา 53
กลับจากที่ทำงานถึงบ้าน แล้วค่อยแวะไปมาคับ ไปถึงประมาณทุ่มกว่าๆ แล้วเดินตะเวณ ก่อนจะ
ถอนตัวกลับมาตอนใกล้เที่ยงคืน สถานะการณ์ มะคืนไม่ค่อยตึงเครียดมากช่วงก่อนเที่ยงคืน
http://picasaweb.google.com/noname4nowhere/RedMarch7410
ส่วนรูปเสื้อแดงวันที่ 6เมษา53 ดูได้ที่ (ยังไม่ได้ตั้งกระทู้)
http://picasaweb.google.com/noname4nowhere/RedMarch6410
ขอบคุณที่ใช้บริการ
http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/37080
จาก พรบ. ความมั่นคง ถึง พรก. สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ความพ่ายแพ้ของรัฐบาลเผด็จการ
ที่มา thaifreenews
แต่ทว่า... ก่อนหน้านั้นรัฐบาลได้ทำให้เห็นว่ามีการเตรียมรับกับสถานการณ์รุนแรงอย่างเต็มที่เช่น.. การจัดฝึกซ้อมการสลายการชุมนุม.. การตั้งด่านตามถนนเส้นต่างๆ เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้ามารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ ประกอบกับการออก พรก. ความมั่นคงในกรุงเทพฯ และจังหวัดโดยรอบนั้น..การกระทำเหล่านี้กลับมิได้แสดงออกให้เป็นไปตามที่รัฐบาลได้แสดงภาพออกมาแต่อย่างใด..
ผมได้ไปร่วมชุมนุมที่ราชประสงค์ในช่วงวันอาทิตย์ และจันทร์ที่ผ่านมา..และได้เห็นพลังแห่งศรัทธาที่ประชาชนต้องการประชาธิปไตยที่รวมตัวกันอยู่บนท้องถนนแห่งนั้น.. เป็นภาพที่น่าปลาบปลื้มอย่างที่สุด.. เสียงโห่ร้อง.. เสียงตบมือ.. เสียงตะโกน.. เสียงหัวเราะ.. เสียงเหล่านี้เป็นเหมือนเสียงสวรรค์ของประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย.. กระแสข่าวการล้อมปราบเพื่อสลายการชุมนุมมีมาอย่างต่อเนื่อง.. แต่มิได้ทำให้จิตใจของประชาชนผู้อยู่ในที่ชุมนุมหวั่นไหวแต่อย่างใด.. กลับยิ่งทำให้ฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น..
จนที่สุดแล้วรัฐบาลถึงขั้นต้องประกาศ พรก. ฉุกเฉินร้ายแรง.. ในเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑล.. ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปวันที่ 12 เมษายนปี 2552 ซึ่งห้วงเวลาใกล้เคียงกันนี้.. รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ก็ประกาศ พรก. ฉุกเฉินร้ายแรง นี้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งในครั้งนั้นประกาศที่ กระทรวงมหาดไทย.. แล้วก็มีการล้อมปราบประชาชนด้วยกำลังอาวุธในวันรุ่งขึ้นคือ 13 เมษายน ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก..แม้จะมีการปกปิดข่าวเอาไว้ก็ตาม..
แต่ทว่าสิ่งที่น่านำมาพิจารณาก็คือ ในครั้งนี้แม้จะมีการประกาศ พรก. ฉุกเฉินร้ายแรง เต็มพื้นที่ กทม. แล้ว.. แต่กลับยิ่งทำให้มวลชนเพิ่มมากขึ้น.. และดูเหมือนจะไม่มีการเคลื่อนไหวในทางการทหารเพื่อทำการบังคับใช้กฎหมายตาม พรก. ฉุกเฉินร้ายแรงในทันที่ทันใดเหมือนดังเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว.. ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
เมื่อแรกเริ่มมีการชุมนุมประท้วงมีการขว้างระเบิดในสถานที่ต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ ทั้งที่จับได้และไม่ได้.. แต่ก็ได้พิสูจน์ออกมาโดยหลักฐานว่า..น่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายเผด็จการเองเช่น การขว้างระเบิดที่ ธนาคารกรุงเทพฯ หรือการยิ่งถล่มด้วย m79 ที่ลานจอดรถกระทรวงสาธารณสุข (ภายหลังที่การประชุม ครม. จบสิ้นลงแล้ว).. ภาพที่ปรากฎออกมาขณะนั้น รวมถึงการประชาสัมพันธ์จากสื่อของรัฐทำให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยถูกวาดภาพว่าเป็นกลุ่มคนผู้นิยมความรุนแรง.. เพื่อที่รัฐบาลจะใช้ข้อกล่าวหานี้ในการล้อมปราบประชาชนดังเช่นที่เคยมา..
แต่ครั้งนี้มีสิ่งที่ต่างออกไปก็คือ.. นอกจากจะมีระเบิด M67, M79 จากฝ่ายอำนาจเผด็จการแล้ว..กลับมี M67 จากกองกำลังไม่ทราบฝ่ายถล่มหน่วยทหารต่าง ๆ รวมถึงร้ายแรงที่สุดมี คาร์บอม เกิดขึ้นที่ โพไซดอนอีกด้วย... และผลแห่งการระเบิดที่เกิดขึ้นจากกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเหล่านี้ส่งผลกระทบทันทีสิ่งนั้นก็คือ “ศาลแพ่งยกคำร้องของ ศอ.รส.” ที่จะให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยออกจากพื้นราชประสงค์.. โดยศาลแพ่งได้อ้างว่า ศอ. รส. มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว.. จึงไม่จำเป็นต้องมาขออำนาจศาลอีก..
ศาลที่ไม่เคยตัดสินเข้าข้างประชาชนผู้รักประชาธิปไตยมาก่อน กลับลำชนิด 360 องศา มีความหมายโดยนัยยะ ที่กินลึกมากก็คือ.. ฝ่ายเผด็จการเริ่มที่จะรู้ตัวแล้วว่า กลุ่มพี่น้องผู้รักประชาชนผู้รักประชาธิปไตย มิได้มีเพียงแต่ประชาชนมือเปล่าเท่านั้น แต่มีผู้สนับสนุนที่เป็นกองกำลังด้วย... และที่สำคัญก็คือ “กองกำลังนี้ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด หรืออยู่ที่ไหนบ้าง” พูดง่าย ๆ ก็คือ “เมื่อใดที่เผด็จการใช้กำลังอาวุธล้อมปราบประชาชน..เมื่อนั้นก็จะมีกำลังอาวุธออกมาโจมตีเผด็จการด้วยเช่นกัน”..
เผด็จการยังคงใช้วิธีการเดิม ๆ ก็คือ “ปิดเวปไซด์, ปิดทีวี, ปิดสื่อของประชาชน” แล้วใช้สื่อของรัฐบิดเบือนใส่ร้าย.. เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลัง... แต่ทว่าการชุมนุมในครั้งนี้มีเนื้อหาที่ผิดไปจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง.. ด้วยเหตุนี้ถ้ารัฐบาลเผด็จการสั่งปราบปรามประชาชนและ “ถ้ามีประชาชนแม้แต่เพียงคนเดียวเสียชีวิตจากการปราบปรามนี้...ผู้สั่งการให้มีการปราบปรามประชาชนต้องรับผิดชอบ” และการรับผิดชอบครั้งนี้ “ราคาสูงมาก” เพราะหมายถึง ประเทศไทยจะต้องมีการเปลี่ยนโครงสร้างแห่งอำนาจกันใหม่ทั้งหมดโดยทำให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงนั้นได้เป็นผู้ใช้อำนาจประชาธิปไตยตามความหมายที่แท้จริง..
พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านครับ.. “วัน ว. เวลา ณ.” ได้มาถึงแล้ว... วันแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เราทุกคนได้เรียกร้องกันมาตลอด 3 – 4 ปีนี้ มาจนถึงจุดที่ต้องเข้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงแล้ว..ไม่มีเวลาที่จะต้องพิจารณาสิ่งใดกันอีกแล้วครับ.. ขอให้กำลังใจและหนุนใจทุก ๆ ท่านให้ระลึกถึงคำกล่าวของ พระยาตากสิน.. ในวันที่จะนำทัพตีเมืองจันทบุรี พระองค์ได้กล่าวว่า “เราจะตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนี้เมื่อหุงข้าวเย็นกินเสร็จแล้ว ทั้งนายและไพร่ให้เทอาหารที่เหลือทิ้งและต่อยหม้อข้าวเสียให้หมดหมายไปกินข้าวเช้าด้วยกันในเมืองพรุ่งนี้ ถ้าตีเอาเมืองจันท์ไม่ได้ ในค่ำวันนี้ก็จะได้ตายเสียด้วยกันทั้งหมด”
เมื่อเราได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงมาเป็นของประชาชนอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อนั้นเราจะเลี้ยงฉลองกันทั้งประเทศ ด้วยความสุขเพื่อลูกหลานของเราต่อไปในอนาคต..




