WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, April 11, 2010

กลอนจักรภพ: เลือดระบอบ

ที่มา Thai E-News


น้อมคารวะดวงวิญญาณผู้กล้าเพื่อประชาธิปไตย... ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓
โดย จักรภพ เพ็ญแข

เลือดระบอบ

เลือดหยดรดถนน คือเลือดข้นคนเสื้อแดง

บทเรียนราคาแพง จี้ระบอบตอบคำถาม

อภิสิทธิ์คนเดียวหรือ ควรลุกฮือควรติดตาม

เชื้อร้ายโรคลุกลาม ทั่วโคตรพงศ์และวงศา

คนไทยไม่มืดบอด ไม่หลุดรอดจากสายตา

คนยิงก็เพียงหมา เจ้าของคลั่งผู้สั่งยิง

เกิดซ้ำและเกิดซาก ใต้หน้ากากน่าเกรงกริ่ง

จากเตียงส่งเสียงยิง ดับญาติตนไม่สนใจ

อย่าร้องอย่างขี้ข้า ให้เชิดหน้าสูงกว่าไพร่

เจ้าของคือผองไทย เลิกครรลองขอร้องมาร

เลือดนี้มีความหมาย เฮือกสุดท้ายให้กล่าวขาน

“เหมาะสมล้มกระดาน สร้างรัฐหลวงของปวงชน”

จักรภพ เพ็ญแข
๑๑ เมษายน ๒๕๕๓

เอพี: รมต.ต่างประเทศญี่ปุ่น"ไม่สบายใจ" กรณีนักข่าวญี่ปุ่นโดนส่อง

ที่มา Thai E-News


ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 เมษายน 2553

รายงานจากสำนักข่าวเอพีวันนี้ (11 เม.ย.) แจ้งว่าหลังการเสียชีวิตของนายฮิโร มูราโมโต้ นักข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น อายุ 43 เมื่อวานนี้ระหว่างการปะทะกันที่บริเวณถนนราชดำเนินของฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดงและทหาร รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งสารมายังกระทรวงการต่างประเทศไทยในวันนี้

ในสารดังกล่าวซึ่งลงนามโดยนายคัตสุย่า โอกาดะ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ได้แสดงความกังวลต่อการตายของนายมูราโมโต้ และความรุนแรงที่ดำเนินต่อเนื่องในกรุงเทพฯ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นยังได้กล่าวด้วยว่ากำลังสืบสวนสาเหตุการตายของนายมูราโมโต้

ด้านฝ่ายสำนักข่าวรอยเตอร์ได้กล่าวในรายงานฉบับเดียวกันว่ากำลังติดต่อเจ้าหน้าที่ไทยเพื่อรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับกำลังนำญาติของนายมูราโมโต้เพื่อที่จะเดินทางมาที่ประเทศไทย

ภาพนายมูราโมโต้ซึ่งถูกช่วยเหลือโดยผู้ประท้วงเสื้อแดงหลังการถูกยิงระหว่างการปราบสังหารคนเสื้อแดง 10 เม.ย.


นอกจากนี้สำนักข่าว NHK ยังได้เปิดเผยด้วยว่าผู้ประท้วงที่อยู่ ณ ที่จุดเกิดเหตุได้ให้สัมภาษณ์ภถึงเหตุการณ์ต่อ NHK อย่างละเอียด โดยผู้ประท้วงคนดังกล่าวเผยว่า ขณะเกิดเหตุนายมูราโมโต้กำลังยืนอยู่ด้านหน้ากลุ่มผู้ประท้วงเพื่อถ่ายภาพกองกำลังรักษาความปลอดภัยของฝ่ายรัฐบาลที่อยู่ด้านหน้า

พยานเผยว่าขณะที่ทหารได้เปิดฉากยิง นายมูราโมโต้ก็ได้ล้มลงไปที่พื้นและหมดสติลง เขากล่าวว่าเขาเป็นผู้อุ้มนายมูราโมโต้ไปที่รถพยาบาล เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต่อมาเผยว่า นายมูราโมโต้ถูกยิงบริเวณอกซ้ายและเลือดไหลออกมาก

นอกจากนี้องค์กรปกป้องสื่อมวลชน (RWB) ได้ออกแถลงการณ์ให้มีการสืบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างอิสระ โดยขอให้เป็นผู้เชี่ยวชาญจากประเทศที่สาม โดยเฉพาะเพื่อค้นหาว่ามีการใช้กระสุนจริงหรือไม่ และเหตุใดจึงมีการเปิดฉากยิงดังกล่าว

ทรราชอภิสิทธิ์ฆ่าประชาชน

ที่มา thaifreenews

โดย แมวอ้วนอ้วน




ม็อบเสื้อเขียว 20,000 คน VS ม็อบเสื้อแดง 300,000 คน

ที่มา thaifreenews


บทความโดย..ลูกชาวนาไทย




คนที่ใส่เสื้อลายพรางถือแต่โล่ห์กับกระบอง ไม่ได้ถือปืน หรือ ถือปืน แต่ไม่อาจใช้ยิงฝ่ายตรงข้ามได้ เพราะจะเสียการเมือง หากเราเรียกว่าทหาร พวกเราคนเสื้อแดง ก็จะตื่นเต็นตกใจ วาดภาพกันใหญ่โต เวลาเห็นขนกันมา 4-5 คันรถ ก็มีการโทรกันให้วุ่นว่าทหารจากปราจีนกำลังเข้ามาแล้ว ทำให้พวกเราคนเสื้อแดงบางคนตกใจโดยใช้เหตุ

หากเราเรียกพวกนี้เสียใหม่ว่า "พวกม็อบเสื้อเขียว" เพราะมันมีปืนแต่ห้ามใช้ ก็ไม่ได้ดีไปกว่า คนเสื้อแดงที่ไม่มีปืน เพียงแต่พวกนี้แต่งตัวเท่กว่าเท่านั้น เพราะใส่ชุดโรโบคอบ แต่ชุดบ้าๆ เท่ๆ แบบนี้ มาใส่ในเมืองร้อน อุณภูมิ 40 องศา คนใส่แทบเป็นลมตาย

ม็อบเสื้อเขียว กำลังปะทะกับม็อบเสื้อแดง

ใช้คำแบบนี้เสีย เราก็จะได้มองภาพทะลุความจริง จะได้ไม่กลัว หรือวาดภาพพวกนี้ใหญ่เกินความเป็นจริง

การปราบม็อบให้สำเร็จเรียบร้อย มี 3 วิธีคือ

1. หากเรามีกำลังมากกว่า 5 ต่อ 1 เราก็ใช้กำลังที่มากกว่าผลักดันม็อบให้ออกจากบริเวณไป เนื่องจากฝ่ายเจ้าหน้าที่มีจำนวน มากกว่า มีสิ่งป้องกัน เช่น โล่ห์ กระบอง เกราะ ที่ดีกว่า จึงมีกำลังชนมากกว่า ฝ่ายม็อบมีกำลังน้อยกว่า เมื่อปะทะกัน ฝ่ายเจ้าหน้าที่จึงได้เปรียบ ประกอบกับใช้แก้สน้ำตาย่อมสลายม็อบไปได้ อาจปะทะกันหัวร้างข้างแตกไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับเสียชีวิต นี่เป็นระบบที่สากลยอมรับได้

แต่หากเจ้าหน้าที่มี 3,000 คน ม็อบมี 50,000 คน วิธีนี้ก็ไร้ประโยชน์ เพราะกำลังคน และกำลังชนไม่พอ ม็อบมีมากกว่า 10 ต่อ 1 ต่อให้ใส่ชุดป้องกันดียังไง ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะจะโดนรุมโดนเบียด สุดท้ายก็เป็นลม เพราะเคลื่อนไหวไม่คล่องตัว

2. หากฝ่ายเจ้าหน้าที่มีกำลังน้อยกว่ามาก ก็ต้องใช้วิธี Shock and awe คือ สร้างความสะพรึงกลัว ให้ม็อบหนีไปหรือเสียขวัญ เช่น ถล่มปืนใหญ่เข้าไปสักครึ่งชั่วโมง ม็อบตายระเนระนาด 5,000-10,000คน ม็อบก็จะหนี และสลายไปในที่สุด เช่น เหตุการณ์ที่ เทียนอันเหมินของจีนที่ตายราวๆ 20,000 คน และที่เมืองร่างกุ้ง ของพม่า ตายประมาณ 4,000-5,000 คน ม็อบก็สลายไป แต่สองประเทศนี้ได้รับการประณามจากทั่วโลก ถึงความโหดร้าย พม่าถึงกับโดนแซงชั่นค์ทางเศรษฐกิจ ส่วนจีน เนื่องจากเป็นมหาอำนาจ เลยไม่มีใครกล้าทำอะไร

วิธีนี้ได้ผลเด็ดขาด เมื่อเจ้าหน้าที่มีกำลังน้อยกว่ามาก แต่มีอาวุธเหนือกว่า

แต่หากนำมาใช้ รัฐบาลก็คงอยู่ในโลกศตวรรษที่ 21 ได้ยาก สุดท้ายหากเป็นประเทศเล็กๆ ก็คงต้องปิดประเทศอยู่แบบพม่า

3. หากวิธีทางการทหาร ทั้งสองวิธีข้างต้นไม่ได้ผล ก็ต้องใช้วิธีทางการทูต คือ เจรจา เพราะปัญหาการเมือง การใช้วิธีการทางทหารเข้าแก้ไข มีแต่จะทำให้บานปลาย เป็นสงครามกลางเมือง สุดท้ายก็จบด้วยความหายนะของประเทศ และต้องเจรจากันในตอนจบอยู่ดี


สถานการณ์ในประเทศไทยตอนนี้ ผมว่าใช้วิธีการที่ 2 คงไม่ได้ ตอนนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ กำลังใช้วิธีการที่ 1 อยู่ ส่วนวิธีการที่ 3 เคยเจรจากันแล้วแต่ไม่สำเร็จ

เมื่อสถานการณ์ถูกบีบให้ใช้แต่วิธีที่หนึ่ง ถึงมีปืนมีอาวุธ ก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ สภาพของทหารจึงไม่ได้มีความได้เปรียบคนเสื้อแดงมากนัก

คือ มือเปล่าต่อมือเปล่า

หากผมเรียกว่า เป็นพวก "ม็อบเสื้อเขียว" ก็คงไม่ผิดกติกาอะไร

คนเสื้อแดงไม่เคยกลัวพวกเสื้อเหลืองอยู่แล้ว จะกลัวอะไรกับพวกเสื้อเขียว

อย่างวันนี้ผมได้ยินข่าว (วันที่ 10 เมษายน) ว่ามีม็อบเสื้อเขียวสัก 1,000 คน นำพวกเวทีบุกผ่านฟ้า มีรถยนต์และยานยนต์อื่นๆ สนับสนุน

ก็คงไม่ค่อยตกใจกันใช้ไหมครับ หากเรียกว่าเป็นทหารจะบุกสลายตรงโน้นตรงนี้ แล้วทำให้คนเสื้อแดงเราสร้างภาพในใจว่าเห็นทหารถืออาวุธปืนสงครามไล่ยิง ฝ่ายเสื้อแดงล้มดุจใบไม้ล่วง

แต่ที่เราเห็นดันกันมาตลอด ทั้งที่ไทยคม คือ "ชายฉกรรจ์อายุราวๆ 20-22 ปี" ประมาณ 3,000 คน สวมเสื้อเขียวลายพราง เอาอะไรมาสวมตัวเองก็ไม่รู้ทั้งหนัก และร้อน ประจันหน้ากับ "คนเสื้อแดงที่มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย" จำนวนรวม 30,000-40,000 คน

พวกเสื้อเขียวเหล่านี้มีอาวุธ แต่ใช้ไม่ได้ ไม่งั้นจะเป็นการยิงคนมือเปล่า จึงได้แต่เข้าแถว ใช้กำลังดัน กับพวกเสื้อแดงที่มีจำนวนมากกว่า แดดก็ร้อน สุดท้ายพวกเสื้อเขียวดันสู้ไม่ไหว ก็เลยยอมถอย ไป ที่ผมเห็นภาพคือ พวกเสื้อเขียวล้มใส่ลวดหนามตัวเอง หรือ หามมาให้พยาบาล FARED ปฐมพยาบาลให้ก็มี

สถานการณ์วันนี้ พวกเสื้อเขียวกลุ่มย่อยๆ ประมาณร้อยคนบ้าง (ผมไม่เรียกว่ากองร้อย เพราะมันดูพร่ามัวคิดภาพไม่ออก) เรียกว่ากลุ่มระ 150 คน 60 กลุ่ม

บางกลุ่มก็หลบอยู่ในวัดสองสามร้อยคน บางกลุ่มก็ยืนบนสะพาน จุดแยกต่างๆ สิบกว่าคน

ที่จริง นายสุเทพ มีม็อบเสื้อเขียวในมือ ที่ใช้งานได้ประมาณ 12,000 คน เสริมด้วยพวกม็อบเสื้อสีกากีที่ไม่ค่อยเต็มใจดันกับพวกเสื้อแดง อีกราวๆ 1-2 หมื่นคน

ม็อบเสื้อเขียวนี้ขนกันมาจาก ปราจีนบุรีราวๆ 3,000-4,000 คน มี นายวลิต โรจนภักดี เป็นแกนนำขนมา หัวหน้าใหญ่ดูเหมือนจะชื่อ นายประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแกนนำหลักของพวกม็อบเสื้อเขียวสายปราจีนบุรี

จะเรียกได้ว่า "ม็อบเสื้อเขียว" นี้เป็น "ม็อบรับจ้าง" ก็ได้ เพราะมีเบี้ยเลี้ยงราวๆ 120 บาท/วัน กดค่าแรงนั้นมาก

ข่าวล่าสุดคือ ม็อบเสื้อเขียว เขาคนไปยึดผ่านฟ้ากำลังสู้กันอยู่ คาดว่าคนเสื้อแดง เย็นๆ คงไปยืนล้อมพวกม็อบเสื้อเขียวไว้ตรงกลาง เป็นแซนวิชด์ ม็อบเสื้อเขียวที่ยึดผ่านฟ้าคงมีราวๆ1,000-2,000 คน

อันที่จริง การยึดพื้นที่ ไม่ค่อยมีความสำคัญนัก เพราะหากพวกเสื้อเขียวยึดผ่านฟ้าได้ พวกเสื้อแดงหากไม่ต้องการเสียเลือดเนื้อ ก็ไปยึดเยาวราชหรือสีลมแทน หรือเคลื่อนไปขอใช้พื้นที่ ย่านสยามพารากอน หรือไป รัชดาก็ได้

ปล่อยให้ พวกเสื้อเขียว ปิดถนนราชดำเนินแทน หากพวกนี้กำลังน้อยลง เราก็สงคนไปยึดคืนอีก

ผลคือ กรุงเทพฯ วุ่นวายไม่จบ

คงมองเห็นสถานการณ์ในภาพรวมแล้วนะครับ ว่าเป็นยังไง เรื่องม็อบเสื้อเขียว 20,000 คน จะสลายม็อบเสื้อแดง 300,000 คน นี่ ลืมไปได้เลย และคถูกม็อบเสื้อแดงสลายเอาแบบที่ไทยคมเป็นแน่ (แต่แดงถอนมาพวกเสื้อเขียวก็ไปยึดคืนอีก ก็เหมือนกัน หากพวกเสื้อเขียวยึดผ่านฟ้าได้ กำลังน้อยลง แดงก็ไปเอาคืนอีก ผลัดกันยึดไปยึดมา)

สรุปคือ อย่าไปเรียกพวกนี้ว่าทหารครับ เรียกมันว่า พวก "เสื้อเขียว" นั้นดีที่สุด

ต่างชาติถามนายอภิสิทธิ์ว่าอายชาวโลกไหมเนี่ยที่เกาะขาเก้าอี้นายกใว้แบบนี้?????

ที่มา thaifreenews


บทความโดย...ป้าพลอย

หลังจากหายหน้าหายตาไปเสียหลายสัปดาห์นั้น ไม่ได้หลบไปที่ใหนกลับประเทศไทยของเรานั่นเอง แต่ที่ไม่บอกเพราะต้องการย่องเงียบไปสังเกตุการณ์ในไทย แล้วก็ไปเจอหลายๆรูปแบบของรัฐบาลโจรดื้อด้าน ขั้นแรกขอพูดเรื่องดื้อดึงไม่
ยุบสภา เพราะว่าการยืดเยื้อครั้งนี้ของนายอภิสิทธิ์ดำเนินตามคำสั่งที่มอบหมายมา หากนายอภิสิทธิ์สยบเสื้อแดงนั่นหมายถึงอมาตย์และบริวารอดตาย เนื่องจากอมาตย์เกาะชายเสื้อรัฐบาลให้เป็นแนวหน้า เพราะตัวเองไม่กล้าออกมาเนื่องจาก

กลัวประชาชนจะไม่ศรัทธาสถาบันที่ตนอาศัยอยู่ แต่ก็น่าขันชาวบ้านทั่วไปในประเทศไทยแม้แต่ตาสีตาสาตามบ้านนอกไหง๋รู้จนหมดเปลือก ป้าพลอยช๊อคเลย พวกเขารู้ดีกว่าซะอีก กลับไปไทยคราวนี้ชาวบ้านเป็นแดงเต็มไปหมดบอกตาสว่างแล้ว แถมเอารถตัวเองขับเข้ากรุงเทพฯมาร่วมกับเสื้อแดงในกรุง ป้าพลอยได้ถามพวกเขาว่าเมื่อปีกลายนี้ไม่เห็นสนใจอะไรกันเลย แล้วทำไมปีนี้ถึงสนใจละ? คำตอบ..เพราะทนไม่ไหวกับรัฐบาลตอแหล มีนายกเอาปากทำงานอย่างเดียว


มือไม่ทำ บางบ้านข่าวไม่เปิดดูกันเลยไม่ว่าจะเป็นข่าวสองทุ่มก็ไม่เปิดดู เพราะเกลียดนายอภิสิทธิ์ตอแหล กลับไทยปีนี้เห็นคนไทยก้าวหน้าไปไกลแล้ว ใครบอกคนชนบทโง่?? ไม่ใช่แล้วได้รับฟังด้วยหูตัวเองและคุยกับตาสีตาสาด้วยตัวเอง พวกเขาด่ากันไม่มีชิ้นดี เมื่อปีที่แล้วยังเหลืองจัด แต่ปีนี้ตาสว่างกันหมด เหลืองหาซากไม่เจอเลยอะไรจะรวดเร็วปานนี้ สาเหตุเพราะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาไม่ได้พัฒนาอะไรให้ประชาชนเลย นายอภิสิทธิ์ใช้งบประมาณที่กู้มาแจกจ่าย

ผิดทาง นายอภิสิทธิ์เรียกเก็บภาษีมหาโหดเพื่อเอาไปใช้หนี้ที่กู้มา คนจนๆที่รอความช่วยเหลือไม่มีโอกาศได้เห็นงบของรัฐบาลชุดนี้แต่ต้องมาใช้หนี้ให้ ฉะนั้นด้วยที่เศรษฐกิจตกต่ำและการทำมาหากินฝืดเคืองจึงเพิ่มจำนวนคนเกลียดนายอภิสิทธิ์และอมาตย์เพิ่มขึ้นที่เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศไทย ฟังการสาธยายของชาวบ้านที่ไม่ได้เล่นเน็ตนะเนี่ย เขายังรู้ข้อมูลจากปากต่อปากที่คุยต่อทอดกันมา ดังนั้นแดงจึงเกิดไปทั่วแผ่นดินไทยแล้ว ระบบอมาตย์อีกไม่นานถูก

ประชาชนสอยร่วงแน่นอน เพราะต่างตาสว่างกันหมด ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเสียดายเวลาที่ผ่านมา ฉะนั้นหากรัฐบาลนี้ยังไม่ยอมยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนมีหวังคนเสื้อแดงที่ยังหึ่มๆอยู่ทางบ้านเข้ากรุงเทพฯมาล้อมกรอบเมืองหลวงของไทยรอบนอกแน่นอน เพราะกรุงเทพฯไม่ใช่ใหญ่โตอะไรหากประชาชนต่างจังหวัดเหนือ ใต้ อิสาน ตะวันออก ตะวันตกและภาคกลางล้อมนอกกรุงเทพฯใว้หมด รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่มีทางชนะแน่นอน อันนี้เป็นข้อคิดเห็นของชาวต่างชาติ


เช่นกัน ว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ไม่มีทางชนะประชาชนได้ เพราะแดงคือประชาชนมือเปล่าที่ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ แต่ประชาชนเสื้อแดงมีพลังประชาชนอยู่ในมือ นายอภิทธิ์จะมีอาวุธร้ายแรงอยู่ในมือแต่ประชาชนเสื้อแดงก็ไม่กลัวกัน พลังประชาชนเสื้อแดงคือพลังช้างไทยที่จะเยียบหน้าคนชั่วในแผ่นดินนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง และพังกำแพงระบบกดประชาชนให้อยู่ใต้เท้าเป็นเวลาช้านานให้พ้นไปจากประเทศไทย ฉะนั้นเสื้อแดงคือพลังบริสุทธิ์ของคนไพร่ที่ถูกเรียก และพวกไพร่อย่างคนเสื้อแดงคือไพร่ที่ทำเพื่อประชาชนทุกฐานะ ไม่ใช่เลือกปฏิบัติทำแบบพวกศักดินาที่เลือกทำเพื่อพวกตัวเอง

เราคนเสื้อแดงรักสามัคคีกันเอื้อเฟื้อต่อกันจะเห็นได้ในเวลานี้ ม๊อบแดงไม่ได้ถูกจ้างมา ประชาชนหัวใจสีแดงต่างมากันเองและควักเงินเป็นค่าใช้จ่ายเอง มีบางคนยังกังขาว่าถูกจ้างมาทั้งที่เห็นๆอยู่ว่าทุกหน่วยงานตั้งกล่องรับบริจาคอยู่หน้าหน่วยทั้งสิ้น ป้าพลอยได้มีโอกาศไปเดินชมที่ถนนราชดำเนิน เพื่อจะได้เห็นด้วยตาตนเอง ภาพที่เห็นนั้นให้ทึ่งต่อผู้คนชาวเสื้อแดง ที่ยอมลำบากกินนอนข้างถนนกับอากาศที่อบอ้าวและสกปรกไปด้วยฝุ่นละออง อีกทั้งเสียงจากท่อไอเสียรถยนต์

และเสียงจากลำโพงปราศรัยที่ดังอยู่ 24 ชั่วโมง เขาทนอยู่ในสภาพนี้มาเกือบจะครบเดือนแล้ว ฉะนั้นการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่ต้องการให้รัฐบาลมหาโจรหยุดหลอกลวงประชาชน หยุดเป็นทาสรับใช้อมาตย์หยุดเป็นทาสรับใช้ทหาร หยุดพฤติการณ์สั่งฆ่าประชาชนอันชั่วร้ายนี้ซะ หยุดการใช้อำนาจป่าเถื่อนข่มขู่ประชาชนเสื้อแดงเพราะหากเมื่อนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพหมดอำนาจเมื่อใดสองคนนี้ไม่อาจอาศัยในประเทศไทยได้ เท้าของคนเสื้อแดงจำนวนล้านๆเท้าคงไปกระทบ

สองนายนี้เป็นของขวัญแน่นอน หยุดบ้าอำนาจได้แล้วนายอภิสิทธิ์หนทางของคุณกำลังเดินลงเหวที่ตัวเองขุดใว้ และกรรมที่ทำใว้กับท่านทักษิณกำลังมาเยือน โปรดยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนทั้งประเทศแล้วคุณก็จะปลอดภัยไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเข้าบ้านไม่ได้อย่างนี้ ต่างประเทศเขาหัวเราะคุณกันทั้งนั้นว่านายกไทยหนีตายกลัวเสื้อแดงเยียบหน้า แล้วคุณอายเขาไหมนายอภิสิทธิ์?

เก็บตกรายงานจากประชาชน 10 เม.ย.

ที่มา Thai E-News


กำลังทยอยอัพเดตรายงานชิ้นนี้

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 เมษายน 2553

รวมข่าวสั้นจากไทยอีนิวส์เมื่อวานนี้

13.00 ทหารเริ่มยิงแก๊สน้ำตา และมุ่งเคลียร์พื้นที่ราชดำเนินเพื่อ"ขอพื้นที่คืน"
15.17 ทักษิณส่งSMS'อภิสิทธิ์สั่งปราบปรามประชาชนแล้ว ออกมาช่วยด่วน ปชต./ความเป็นธรรมต้องมีจริง'
16.00 ทหารใช้กระสุนยาง-ยิงแก๊สน้ำตาเพื่อยึดพื้นที่สะพานมัฆวาฬฯ ประชาชนยืนหยัดสู้ บาดเจ็บหลายราย
16.20 TPBSรายงานว่าเบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล30คน ส่วนรอยเตอร์รายงานผู้ชุมนุมบาดเจ็บ93ราย ทหาร22ราย ขณะที่รัฐบาลกร้าวจะยึดพื้นที่ราชดำเนินให้ได้ภายใน18.00น.
16.30 เสื้อแดงหลายจังหวัดรวมตัวกันที่ศาลากลาง ส่วนสมุทรปราการขึ้นรถหน้าอิมพีเรียลสำโรงสมทบราชประสงค์ ที่เชียงใหม่ กลุ่มเสื้อแดงบุกร้องช่อง11ให้เสนอข่าวไม่บิดเบือน
17.00 แกนนำเสื้อแดงนำกระสุนปืนที่ยึดได้จากทหารระบุเป็นกระสุนจริง และได้ปลดอาวุธM16จากทหารได้1คันรถ จะยึดไว้ก่อน จะคืนให้ราชการเมื่ออภิสิทธิ์พ้นตำแหน่งไปก่อน
17.05 ปณิธานแถลงใช้ทหาร"ขอคืนพื้นที่"โดยคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม แต่ต้องยึดกฎหมาย ส่วนสรรเสริญปฏิเสธว่าทหารไม่ได้ใช้กระสุนจริง เจ้าหน้าที่ที่ถือปืนมีเฉพาะนายทหารสัญญาบัตรเท่านั้น ที่อยู่แถวหลัง เพื่อยิงขู่ขึ้นฟ้า
17.10 เสื้อแดงเชียงใหม่เข้ายึดพื้นที่ศาลากลางตามการนัดหมายว่าหากมีการปราบปรามประชาชน ให้คนเสื้อแดงยึดศาลากลางทั่วประเทศ
18.00 รัฐบาลใช้ฮ.ทิ้งใบปลิวและทิ้งแก๊สน้ำตาลงบนราชดำเนิน ผู้ชุมนุมได้ปล่อยลูกโป่งสวรรค์ขึ้นไปตอบโต้
19.45 วีระประกาศจุดยืนสี่ข้อ หนึ่งในนั้นคือขับไล่นายอภิสิทธิ์ออกจากประเทศและยุบสภาทันที
20.00 รายงานว่าที่แยกคอกวัวมีการปะทะอย่างรุนแรง ผู้บาดเจ็บมีมากกว่า 135 คนที่ถูกส่งไปรพ.กลาง
20.00 จตุพรแจ้งที่เวทีราชประสงค์จะนำกำลังคนไปที่ผ่านฟ้า
20.04 เวทีรายงานว่าหมอวชิระเผยมีผู้ถูกยิงด้วยอาวุธสงคราม
20.22 ณัฐวุฒิ:คนที่ราชประสงค์ไหลมาที่ผ่านฟ้าจำนวนมาก
20.25 ณัฐวุฒิ: ทหารได้ยิงคนเสื้อแดงเสียชีวิตหนึ่งราย นายสวาท วางาม ชาวเชียงราย โดยเป็นการโดนยิงที่หัว
20.43 แรมโบ้: ขอกำลังไปที่สี่แยกคอกวัว
20.47 โฆษกผ่านฟ้า: ทหารที่ยิงประชาชนถูกทหารส่วนอื่นจัดการ
20.56 ณัฐวุฒิ: ทหารภายใต้การบังคับบัญชาของอภิสิทธิ์ อนุพงษ์ และแม่ทัพทั้งหลาย ขอให้ท่านสั่งการทหารของท่านหยุดยิง อย่าทำร้ายประชาชน "นายอภิสิทธิ์ คุณต้องฆ่าประชาชนอีกกี่คนคุณถึงจะพอใจ"
21.00 สรรเสริญโฆษกศอฉ.แถลงได้ถอนทหารออกจากแนวปะทะ หลังเผชิญแรงต้านหนักจากเสื้อแดง และอภิสิทธิ์ได้ส่งกอร์ปศักดิ์ไปเจรจาแกนนำเสื้อแดงเพื่อยุติการปะทะ
21.15 แรมโบ้อีสานไปนำศพคนเสื้อแดง2ศพที่เสียชีวิตออกจากรพ.หัวเฉียวมุ่งหน้าไปที่ผ่านฟ้า ศูนย์เอราวัณเผยมีผู้บาดเจ็บถึงเวลานี้235ราย
22.40 รพ.กลางเผยมีผู้เสียชีวิต 6 ศพ ศูนย์เอราวัณเผยผู้บาดเจ็บ296ราย
22.45 แกนนำนปช.ลั่นไม่เจรจากับรัฐบาล หากไม่ถอนทหารออกไปทั้งหมด
23.00 แกนนำชุมนุมประกาศหากเกิดรัฐประหารจะต่อต้าน
23.25 อภิสิทธิ์แถลงเสียใจกับผู้เสียชีวิต เผยการชุมนุมผิดรธน. รัฐบาลต้องรักษากฎหมาย เพราะถูกตำหนิว่ารัฐบาลอ่อนแอ จึงต้องบังคับใช้กฎหมาย วันนี้จึงขอคืนพื้นที่บางส่วน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยปชช. ให้ใช้กระสุนจริงเฉพาะยิงขึ้นฟ้ากับป้องกันตัวเอง อ้างผู้ชุมนุมมีอาวุธ ส่วนการเสียชีวิตมาจากการยิงM79ทำให้ทหารและพลเรือนเสียชีวิต ต้องชัณสูตรต่อไป
23.35 อภิสิทธิ์ยันจะอยู่ต่อ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ อย่ามาโทษให้เป็นผู้รับผิดชอบกับการตาย ต้องพิสูจน์ความจริงอย่างโปร่งใส
--11 เม.ย.--

00.40 สำนักการแพทย์กทม.เผยมีผู้บาดเจ็บถึงเวลานี้678ราย ตาย 15 เป็นประชาชน 11 ทหาร 4 ศพ
02.00 มีรายงานเสียงปืนบริเวณทางด่วนแจ้งวัฒนะโดยเป็นการยิงรัวและกึ่งรัว
06.00 ชาวไทยในสหรัฐออกแถลงการณ์ให้อภิสิทธิ์รับผิดชอบการตายนอกจากลาออกหรือยุบสภา ต้องถูกดำเนินคดีอาชญากรด้วย
08.30 เวทีชุมนุมราชประสงค์แน่น มุ่งเป้ากดดันเนรเทศอภิสิทธิ์ไปต่างประเทศ
08.40 ทหารทุกหน่วยถอนกำลังจากบริเวณชุมนุม
08.50 แกนนำระบุมีผู้บาดเจ็บ842ราย ตาย15ศพ โดยนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.เพื่อไทยจะนำศพไปรพ.ตำรวจพิสูจน์สาเหตุการตาย


รวมภาพเหตุการณ์ 10 เมษายน









คำบอกเล่าจากผู้อยู่ในเหตุการณ์

คุณดาวุด /11 เม.ย. 53 00:13:14

"เมื่อคืนโพสต์ทีละกระทู้มันตกไว เลยเอามาโพสให้อีกรอบ เชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่คุณครับ 10/04/53 ผมเพิ่งกลับมาจากจุดประทะตอนถึงบ้านตอน 5ทุ่ม30กว่าครับ ท่านอย่าเชื่อสื่อที่รัฐบาลพูดเลยครับเพราะน่านมันจริงแค่20เปอร์เซ็นต์

ผมเข้าชุดปะทะตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตอนทุ่ม30กว่าครับ ก่อนเข้าไปก็มีการแจกน้ำและผ้าปิดจมูก ที่สะพานผ่านฟ้าปลอดภัยครับ แกนนำไม่ได้บังคับนะครับว่า ทุกคนต้องเข้าจุดปะทะทั้งหมด ใครอยากไปก็ไป ใครไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป อยู่ใกล้เวทีปลอดภัยครับเพราะมีคนคอยดูแลและมีทางออกเยอะเห็นท่าไม่ดีก็หนีทันครับ

ตรงจุดปะทะ ผมได้ยินเสียงปืนรัวมาเป็นระยะ จากตรงโรงเรียนสตรีวิทย์ ผมและคนส่วนใหญ่หลบอยู่ตรงข้างหลังรถและบังเกอร์ครับ มีคนตายจริงครับ โดนลูกกระสุนปืนจริง ย้ำเป็นลูกกระสุนปืนจริง พอสิ้นสุดเสียงปืน คนเสื้อแดงก็ลากคนเจ็บออกมา แต่ก็มีบางส่วนเอาออกมาไม่ได้ครับ เพราะทหารจะกรูกันเข้าไปลากคนเจ็บไปกองไว้ตรงฝ่ายทหาร ตอนผมอยู่ผมเห็นคนตายด้วยครับ โดนยิงที่ตรงข้างท้ายทอย ตายคาที่เลยครับ อีกคนโดนยิงที่ตรงข้างซีโครงครับ มีทหารยิงกันเองด้วยครับ ไม่ทราบเพราะอะไรถึงยิงกันเอง

มีทหารกลุ่มหนึ่งยิงปืนใส่คนเสื้อแดง พอเสียงปืนจบก็มีเสียงปืนอีกชุด ยิงนะแต่ไม่ได้ยิ่งใส่เสื้อแดงครับ ยิงเข้าข้างทหารกันเอง แถมมีทหารบางส่วนซุ่มยิงคนเสื้อแดงบนตึกในโรงเรียนสตรีวิทย์และตึกตรงกันข้ามด้วยครับ ผมเพิ่งเคยเห็นการปาระเบิดแก๊สน้ำตาครั้งแรกครับ เขาจะปาขึ้นบนฟ้าแล้วให้ระเบิดข้างบน แก๊สน้ำตาก็จะโรยลงมาข้างล่าง แก๊สน้ำตาเมื่อระเบิดจะเป็นหมอกสีขาวครับ การปะทะครั้งนี้มีคนตายที่ทราบชื่อแน่นอน6คนครับ และ1ในนั้นเป็นนักข่าวต่างประเทศ อีก1คนที่ตายผมเห็นครับตอนหามเข้ามาโดนยิงที่ศรีษะอย่างที่บอกไปและทราบที่อยู่1คน เป็นคนสมุทรปราการ

คนเสื้อแดงนี่แปลกนะครับ ยึดอาวุธทหารได้แต่กลับไม่เอาอาวุธเหล่านั้นไปยิงสู้กับทหาร กลับเอาไปกองไว้ที่เวที และบางส่วนเอาปืนยิงขึ้นฟ้า คนที่ไปรวมชุมนุมตรงจุดปะทะด่ากันเต็มเลยครับ ว่าทำไมเอาอาวุธของพวกมันยิงใส่มันบ้าง ฉะนั้นที่บอกคนเสื้อแดงทำร้ายทหารนั้น จริงแค่ตอนปะทะกันเท่านั้นครับ แต่ตรงที่เอาอาวุธไปยิงทหารจริงๆๆไม่มีครับ

ผมเสียใจและขอไว้อาลัยแก่คนที่ตายด้วยครับ พวกทหารบ้านเราขี้ขลาดตาขาวมากครับ จริงๆๆๆ ที่พูดแบบนี้เพราะเล่นซุ่มยิงบ้าง เล่นโปรยแก๊สน้ำตาจากเครื่องบินบ้าง ไม่ยอมเข้ามาปะทะตรงๆๆครับ ส่วนใหญ่จะมีปะทะกันตรงที่เห็นก็แค่3ครั้งครับ ใครคิดยังไงก็แล้วแต่ครับผมมาเล่าให้ฟังครับ และเสียใจว่านี่คือประเทศไทย คนไทยด้วยกันทำไม ทำไม ถึงทำแบบนี้ ถามผมกลัวไหมครับ กลัวมากๆๆ แต่ก็เจ็บใจมากๆๆๆด้วย กับสิ่งนายกฯทรราชย์ทำ แถมมาแถลงข่าวเหมือนไม่มีอะไร ตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ลองมาดูตรงจุดปะทะด้วยตัวเองซิ น่ากลัวขนาดไหน ดีไม่ดีฉี่แตกด้วยซ้ำไป นี่หรือนายกฯประเทศไทย ที่ปากบอกทำเพื่อคนไทย ทำเพื่อประชาชนชาวไทย ที่ผ่านฟ้าคนเยอะมาก ขนาดเป็นจุดปะทะนะ และยิ่งตรงราชดำริเยอะยิ่งกว่าอีก ถึงขนาดนี้ละผมไม่พูดอะไรละ พวกเราดูกันเอาเองละกัน"

5นักวิชาการมธ.แถลงรัฐฯประกาศพรก.ฉุกเฉิน

ที่มา thaifreenews


รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์

ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้

ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของศาลปกครอง และไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้เป็นคดีรัฐธรรมนูญ

แถลงการณ์กลุ่ม ๕ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล

มที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอบางพลี อำเภอพระประแดง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ อำเภอบางบ่อ และอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ อำเภอธัญบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว อำเภอสามโคก อำเภอลำลูกกา และอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และอำเภอวังน้อย อำเภอบางปะอิน อำเภอบางไทร และอำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ นั้น

เรา กลุ่ม ๕ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้

๑. เสรีภาพการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เป็นเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานในรัฐเสรีประชาธิปไตย

๒. ข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดง คือ ให้นายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๑๕ วัน ข้อเรียกร้องดังกล่าว เป็นข้อเรียกร้องทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในรัฐเสรีประชาธิปไตย การปิดถนนและการยึดพื้นที่สาธารณะบางส่วน เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องให้รัฐบาลเจรจาต่อรองกับผู้ชุมนุม หากการกระทำดังกล่าว มีความผิดตามกฎหมายใด รัฐบาลและเจ้าหน้าที่สามารถบังคับใช้กฎหมายนั้นเพื่อออกมาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกัน ปราบปราม หรือลงโทษผู้กระทำผิดนั้นได้

๓. ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ไม่เพียงต่อผู้ชุมนุมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประชาชนทั่วไปในวงกว้างอีกด้วย การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนเป็นสำคัญ

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง เราเห็นว่า การชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดง ยังอยู่ในกรอบของการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ หากรัฐบาลต้องการให้ผู้ชุมนุมออกจากสถานที่สาธารณะ รัฐบาลสามารถใช้มาตรการอื่นๆได้ โดยไม่จำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนกรณีระเบิดตามสถานที่ต่างๆ ในแต่ละวันนั้น ยังไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง

เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน คำสั่ง และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่า มีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพจำนวนมาก ทั้งในแง่ความเข้มข้นของมาตรการ และในแง่พื้นที่ซึ่งครอบคลุมในหลายจังหวัด

เราเห็นว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงยังไม่ถือเป็น “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ตามความในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ อันเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ เป็นมาตรการที่เกินความจำเป็น และไม่ได้สัดส่วน

๔. มาตรา ๑๖ ของ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ บัญญัติว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

นั่นหมายความว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของศาลปกครอง และไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้เป็นคดีรัฐธรรมนูญ ส่วนจะอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลยุติธรรมหรือไม่นั้น ยังไม่มีคำพิพากษาบรรทัดฐานยืนยันไว้ ความข้อนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ไม่ได้รับการประกันโดยองค์กรตุลาการเพียงพอ จนอาจทำให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนถูกละเมิดจากการใช้อำนาจโดยมิชอบได้

เราเห็นว่า ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ เป็นไปเพื่อสลายการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง รักษาอำนาจและความมั่นคงของรัฐบาลต่อไป ไม่ใช่รักษาอำนาจและความมั่นคงของรัฐ

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น มีผลเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง เป็นการใช้อำนาจเพื่อทำให้มาตรการที่ปกติแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา ให้กลายเป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมายในทางรูปแบบ และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยแก้ไขวิกฤติความขัดแย้งครั้งนี้ให้บรรเทาเบาบางลงไปได้ แต่กลับเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ตึงเครียดและรุนแรงมากขึ้น

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

เปิดถุงเงิน \"สฤษดิ์ -ถนอม -บิ๊กจ๊อด-บิ๊กบัง\" เรียกพวกเขาว่า คณะมั่งคั่งแห่งชาติ(คมช.) ?

ที่มา thaifreenews






ประชาชาติฯ ตามไปดู เศรษฐีใหม่ ที่ร่ำรวยหลังยึดอำนาจ จากยุค จอมพลผ้าขาวม้าแดง ถึง ยุค บิ๊กบัง ทรัพย์สินและความมั่งคั่ง ท่านได้แต่ใดมา ? พลเอกสนธิ เบาะ ๆ แค่ 90 ล้าน บิ๊กจ๊อดและเมีย เรียบโร้ยระดับ พันล้าน 3 จอมพลกิตติขจร-จารุเสถียร รวมกันพันล้าน สุดยอดต้องยกให้ จอมพลสฤษดิ์ ทะลุ 2,800 ล้าน


...น่าแปลกที่ นายพล และพลเอก หลายคน ยิ่งพูดเรื่องรักชาติ มากครั้ง และเสียงดัง มากขึ้นเท่าใด
พวกเขา ยิ่งร่ำรวย ยิ่งมั่งคั่ง
และยิ่งถ้า พวกเขาตบโต๊ะ ประกาศลั่นว่า อั้ว รักชาติ นั่นแสดงว่า สินทรัพย์ของ ฯพณฯ ทะลุ พันล้านแล้ว
ในยุคเผด็จการที่ นายพล กับ เจ้าสัว เชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกัน ช่วงกลางทศวรรษ 2490
พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ เป็นกรรมการบริหารบริษัท 26 แห่ง ซึ่งมีทั้ง ธนาคาร บริษัทภาพยนตร์ โรงแรม โรงงานน้ำตาล ธุรกิจนำเข้าส่งออก และธุรกิจเครื่องจักรกล
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั่งเป็นกรรมการบริหาร 22 บริษัท
ปี 2512 จอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นกรรมการบริษัท 44 แห่ง พลเอกกฤษณ์ สีวะรา 50 แห่ง
อธิบดีกรมตำรวจ พลตำรวจเอก ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ถูกเชิญเป็นกรรมการบริษัท 33 แห่ง
หลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤดิ์ มีข้อมูลระบุว่า จอมพลผ้าขะม้าแดงสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองและครอบครัวถึง 2,800 ล้านบาท
นี่คือ ผลตอบแทนความรักชาติ ที่สงวนสิทธิ์เฉพาะ ผู้สวมท็อปบู๊ต เท่านั้น
@ ผู้รักชาติ นักปฎิวัติ และเศรษฐีใหม่
ในวาระครบรอบ 3 ปี แห่งการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกปล้นอำนาจ ออกมาแฉว่า การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน คนไทยไม่ได้อะไรเลย นอกจากได้เศรษฐีใหม่ส่วนใหญ่เป็นยศพลเอกและได้ทหารที่เข้มแข็งมีอาวุธมากขึ้น
แม้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เจาะจงชื่อผู้โค่นอำนาจเขา แต่ถ้าจับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพรรคเพื่อไทยที่ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบความมั่งคั่งของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เครือญาติ ตลอดจนนายทหารร่วมกันยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเข้าใจนัยของอดีตนายกฯทันที
ขณะที่ พล.อ.สนธิซึ่งมีทีท่าว่าจะลงสนามการเมืองได้ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่าพร้อมให้ตรวจสอบ เพราะได้แจ้ง ป.ป.ช.ไปหมดแล้ว
เท่ากับจนถึงขณะนี้ภาระการพิสูจน์ความจริงถูกโยนไปที่ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว
จากกรณีดังกล่าว หากเปิดกรุสมบัติของอดีตผู้นำ คมช.ที่ยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช. ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พบข้อมูลที่น่าสนใจ
เพราะว่านายทหารอาชีพ 1 คน ภรรยา 2 คนไม่ได้ทำธุรกิจ และ บุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน รวม 4 คน มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 90 ล้านบาท (ไม่รวมบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว 4 คน) ถือว่าไม่น้อย เมื่อเทียบกับนายทหารชั้นยศพลอากาศเอก และ พลเรือเอก ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่มีทรัพย์สินแค่ 30 ล้านบาท
ทั้งนี้ วันที่ 5 ต.ค. 2550 ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ พล.อ.สนธิแจ้งว่ามีทรัพย์สิน 38.7 ล้านบาท นางสุกัลยา คู่สมรส คนที่หนึ่ง 14 ล้านบาท นางปิยะดา คู่สมรส คนที่สอง 36.9 ล้านบาท น.ส.ศศินภา บุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 3 แสนบาทเศษ รวม พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา 53.1 ล้านบาท แต่ถ้ารวมนางปิยะด้วยเท่ากับ 90.1 ล้านบาท
วันที่ 6 ก.พ.2551 ตอนพ้นตำแหน่ง ทรัพย์สินของ พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา เพิ่มเป็น 60.1 ล้านบาท
กระทั่งพ้นตำแหน่งครบ 1 ปีวันที่ 5 ก.พ. 2552 ทรัพย์สินของพล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา เพิ่มเป็น 62.2 ล้านบาท น่าสังเกตว่าการยื่นบัญชีฯ 2 ครั้งหลัง พล.อ.สนธิ มิได้แจ้งทรัพย์สินของภรรยาคนที่สอง แต่อย่างใด
หากเปรียบเทียบครั้งแรก กับ ครั้งหลัง ช่วงเวลาเพียงปีเศษ เพิ่มประมาณ 9 ล้านบาท ถือว่าพอสมควร (ถ้าการยื่นบัญชีฯครั้งแรก ไม่คลาดเคลื่อนหรือหลงลืม)
เมื่อเจาะลึกพบว่า พล.อ.สนธิมีเงินลงทุน ได้แก่ หุ้นการบินไทย ,กองทุนเปิดทหารไทยพันธบัตร และ หุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ นสค. รวม 11.2 ล้านบาท ไม่เปลี่ยนแปลง แต่รายการที่เพิ่มขึ้นคือ "ที่ดิน " และ "เงินฝาก"
เงินฝาก ตอนรับตำแหน่ง พล.อ.สนธิแจ้งว่ามี 23.5 ล้านบาท นางสุกัลยา 3.9 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่งพล.อ.สนธิมี 29.3 ล้านบาท นางสุกัลยาลดลงเหลือ 1.3 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สนธิมี 26.6 ล้านบาท นางสุกัลยาเพิ่มเป็น 1.6 ล้านบาท
ส่วนที่ดิน ตอนรับตำแหน่ง พล.อ.สนธิแจ้งว่าไม่มี นางสุกัลยามี 1 แปลง 1.3 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง พล.อ.สนธิ มี 1 แปลง มูลค่า 3.3 ล้านบาท นางสุกัลยา 4 แปลง 5.2 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สนธิมีที่ดิน 6 แปลง 6.3 ล้านบาท ส่วนนางสุกัลยามี 4 แปลง
เบ็ดเสร็จที่ดินของคนทั้งสองเพิ่มขึ้นประมาณ 9 แปลง
@ บิ๊กบัง หรือ จะสู้ บิ๊ก จ๊อด
ขุมทรัพย์ของ "บิ๊กบัง" เท่าที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ถ้าวางเทียบกับ บุรุษเสื้อคับอย่าง พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่โค่นอำนาจ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ถือว่าจิ๊บจ๊อยเป็นอย่างยิ่ง
มีข้อมูลระบุว่า "บิ๊กจ๊อด" ผู้ให้สัมปทาน "ดาวเทียมสื่อสาร"แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ รวยนับพันล้านบาท
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของ พล.อ.สุนทร ชุดนายทองใบ ทองเปาด์ อดีตส.ว.มหาสารคาม ได้ตรวจสอบพบว่า "บิ๊กจ๊อด" มีทรัพย์สินอยู่ในการครอบครองของนางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยา (อีกคน) ของ พล.อ.สุนทร ประมาณ 1,000 ล้านบาท
ภายหลังจาก พล.อ.สุนทรเสียชีวิตเกิดศึกแย่งชิงมรดกระหว่าง นางอัมพาพันธ์ กับ พ.อ.(หญิง) คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ ภรรยาของพล.อ.สุนทร นางอัมพาพันธ์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแห่งกรุงเทพใต้ ขอให้มีคำสั่งเป็นผู้จัดการมรดก โดย พ.อ.(หญิง) คุณหญิงอรชร และบุตรชาย 2 คน ยื่นคัดค้าน พร้อมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางอัมพาพันธ์ กับพวก รวม 12 คน เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรม และเรียกคืนทรัพย์สินประมาณ 3,900 ล้านบาท
คณะกรรมาธิการวิสามัญฯเข้าไปตรวจสอบสินมูลค่า 1,000 ล้านบาท และมีข้อสังเกตว่า ช่วงก่อน-หลัง เป็นประธาน รสช. บัญชีเงินฝากของ พล.อ.สุนทร มีกระแสเงินไหลเวียนเข้า-ออก สูงถึง 122.6 ล้านบาท และ จำนวน 127.3 ล้านบาท ตามลำดับ
นางอัมพาพันธ์ ไม่ได้ประกอบธุรกิจ นอกจากเล่นหุ้นในบางครั้งแต่กลับมีทรัพย์สินในครอบครองมูลค่าถึง 1,000 ล้านบาท และไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าได้ทรัพย์สินมาอย่างไร
ต่อมากรมสรรพากรได้เรียกนางอัมพาพันธ์มาชี้แจงแหล่งที่มาของเงินฝากใน 29 บัญชี ประมาณ 500 ล้านบาท ปรากฏว่านางอัมพาพันธ์ ชี้แจงได้ประมาณ 400 ล้านบาท อีก 100 ล้านบาทชี้แจงไม่ได้ กรมสรรพากรจึงเรียกเก็บเสียภาษี พร้อมชดเชยค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายกำหนด รวม 75 ล้านบาท
@ บิ๊กจ๊อด หรือ จะสู้ 2 จอมพล
อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งของ "บิ๊กจ๊อด" ถ้าเทียบกับ จอมพลสฤดิ์ ธนะรัชต์ กับ จอมพลถนอม กิตติขจร อาจใกล้เคียงกัน
ภายหลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤดิ์ มีข้อมูลระบุว่า จอมพลผ้าขะม้าแดงสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองและครอบครัวถึง 2,800 ล้านบาท
จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเคยเป็นลูกน้องจอมพลสฤษดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในขณะนั้นถึงเหตุผลในการยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2507 จำนวน 604.5 ล้านบาท ว่าอดีตเจ้านายของเขาใช้อำนาจโดยมิชอบกระทำการเบียดบังและยักยอกทรัพย์สินของรัฐ
และให้เหตุผลในการประกาศใช้ มาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ว่าต้องการมาใช้หนี้รัฐ เพราะจอมพลสฤษดิ์นำเงินของรัฐไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเป็นเงินฝากในธนาคารประมาณ 400 ล้านบาท ไม่รวมเงินฝากในต่างประเทศอีกหลายร้อยล้านบาท
ขณะที่จอมพลถนอมซึ่งถูกนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกฯคนที่ 12 ใช้อำนาจตามมาตราเดียวกันยึดทรัพย์พร้อมกับจอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2517 มีมากกว่าพันล้านบาท
ในจำนวนนี้เป็นเงินฝากกว่า 472 ล้านบาท แบ่งเป็นจอมพลถนอม 24 ล้านบาท ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร 98 ล้านบาท พ.อ.ณรงค์ 32 ล้านบาท นางสุภาภรณ์ กิตติขจร 32 ล้านบาท ไม่รวมทรัพย์สินอื่น 700-800 ล้านบาท
เห็นได้ว่าผู้โค่นอำนาจในยุคอดีตแต่ละคนล้วนมั่งคั่ง ขณะที่นายทหาร คมช.ผู้โค่นอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณเมื่อวันที่ 19 กันยายน หลายคนอู้ฟู่
การจัดซื้ออาวุธนับหมื่นล้านบาทถูกวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งเมือง
เพราะรักชาติ กันทีไร ก็ร่ำรวยกันทันตาเห็น !!!

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1254482992

หากคิดจะสลายอีก ก็จะได้ยอดคนเจ็บและคนตายเพิ่มคิดขึ้นอีก แต่คนเสื้อแดงจะไม่ถอย

ที่มา thaifreenews


โดย ลูกชาวนาไทย


หากคิดจะสลายอีก ก็จะได้ยอดคนเจ็บและคนตายเพิ่มคิดขึ้นอีก แต่คนเสื้อแดงจะไม่ถอย

ตอนนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังไม่สำนึก กับคาวเลือดและซากศพที่ถมทัพกันอยู่ เมื่อคืนก็ยังต้องเฝ้าระวัง

ที่แยกสตรีวิทย์ รถสายพานลำเลียงพล Type-85 จำนวน 6 คันที่เอามาจอดขวางแยกสตรีวิทย์ และรถจี๊ป Hummvy จำนวน 3 คัน ที่เอทหาร ม.พัน 3 รอ. เอากลับไปไม่ได้ คนเสื้อแดงก็ได้เข้าไปรื้อและทำลายซากรถ รสพ. และฮัมวี่ นี้ จนใช้การไม่ได้แล้วเพื่อทำเป็นสิ่งกีดขวาง ไม่ให้พวก "ม็อบเสื้อเขียว (ทหาร) บุกเข้าไปฆ่าพวกเขาอีก

ผมไม่เคยเห็นการฆ่ากันอย่างบ้าคลั่งอย่างนี้มาก่อน และ "ไพร่" ที่ไม่มีอาวุธ ก็สู้ไม่ถอยทั้งเจ็บทั้งตาย กว่าครึ่งพันเลยทีเดียว ตอนสู้กัน ผมกับ "แม่ปังคุง" อยู่บริเวณนั้นพอดี ต้องวิ่งหลบทั้งกระสุนจริงและกระสุนยางกันชุลมุน คุณ "แม่ปังคุง" นั้น เธอไม่เคยเจอเรื่องหวาดเสียวขนาดนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่อยู่ห่างจาก killing Zone 30-40 เมตร

วันนี้ หากรัฐบาลทรราชย์ ยังคิดสลายคนเสื้อแดงอีก ก็จะมี "คนตายและคนเจ็บ" เพิ่มขึ้นทับถมกันอีก แต่จะไม่มีทางสลายคนเสื้อแดงที่ต่อสู้ด้วยจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตย และเสรีภาพได้

เป็นความบ้าคลั่งฝ่ายเสนาธิการของ "บูรพาพยัคฆ์" โดยแท้ คิดว่าจะใช้วิธี shock and Awe ทำให้คนตกใจกลัวแล้วหนีไปได้อย่างนั้นหรือ

เอา ฮ. บินวน ทิ้งระเบิดแก๊สน้ำตา รอบแล้วรอบเล่า เป็นชั่วโมง คิดว่าคนจะยอมหนีอย่างนั้นหรือ ผมเดินอยู่ราชดำเนิน เห็นพี่น้องเสื้อแดง ต่างเอาผ้าชุบหน้า โป๊ะหน้าเพื่อสู้กับ แก้สน้ำตา ที่ทิ้งลงมาจาก ฮ. ระลอกแล้วระลอกเล่า

นี่เป็น Killing Zone แห่งความอัปยศ ของความ บ้าอำนาจโดยแท้

อภิสิทธิ์ จะไม่มีที่ยืนบนแผ่นดินนี้อีก

ประชาชน มีขีด "ความอดทนอดกลั้นจำกัด" และไม่แคร์ "ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังมันจะยิ่งใหญ่แค่ไหน"

อย่าคิดว่าไม่มีคนรู้ว่า "ใครมันอยู่เบื้องหลังสั่งฆ่าประชาชน" อย่างไม่รู้จักเลิกราเช่นนี้

เขาด่ากันทั้งถนนราชดำเนิน "จอมสลัด.." นั้น วันนี้ "กลายเป็นมารไปเรียบร้อยแล้ว

ความโกรธแค้นของ "ไพร่" ที่ถูกย่ำยี มันสุดที่จะทนทานแล้ว

คนเหมือนกัน ทำไมต้องยอมให้ฆ่า อยู่ได้

ผมได้ยินข่าวว่า "พล.ต. วลิต โรจนภักดี" ผบ.พล. ราบที่ 2 รอ." บูรพาพยัคฆ์ เมื่อคืนโดน M79 บาดเจ็บสาหัสที่ แยกสตรีวิทย์ (หรือแยกคอกวัวอันใดอันหนึ่ง) มี พันเอก (พิเศษ) ตายคนหนึ่ง

ไม่รู้ข่าวจริงหรือปลอม
ยอดคนตายล่าสุดที่ผมได้ยินคือ 17 ศพ บาดเจ็บ 500 คน

หัวกระจุย 1 ท่าน (คือ นายสวาท)

หากคิดจะบุกสลายอีก ก็จะได้ "ศพ" เพิ่มขึ้นอีก แต่จะสลายไม่ได้เหมือนเดิม

แต่บ้าคลั่งอยากฆ่าคนอีก คนเสื้อแดงเขาก็พร้อมที่จะตาย และสู้ด้วยมือเปล่า และเอาศพทับถม เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย

ขวัญและกำลังใจ พี่น้องเสื้อแดงที่ ผ่านฟ้ายังดีอยู่

เมื่อคืน ผมอยู่ที่นั่นทั้งคืน ผมลาดตระเวนดูตั้งแต่ รร.รัตนโกสินทร์ ถึง แยกมิสกวัน 2 รอบ

พี่น้องเสื้อแดงกว่า 50,000 คน เต็มทั้งถนน ยังไม่มีใครท้อแท้ ไม่มีจุดอ่อน ให้ได้โจมตี

เมื่อคืน ทหารรุกเข้ามาไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว

ซาก รถสายพานลำเลียงพล รสพ.85 และ ฮัมวี่ ยังทิ้งไว้เป็นอนุสาวรีย์ แห่งความอัปยศ เป็นฉากหลังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อยู่ และจะอยู่ไปอีกนาน เพราะการกู้ซากนี้ ต้องใช้อุปกรณ์หนัก ที่ไม่มีเส้นทางเข้า

เหมือน ซาราเจโว ไม่มีผิด

หลับเถิดวีรชนเสื้อแดง ร่างกายของท่าน ชีวิตของท่าน จะเป็นพลังให้พวกเรา เอาประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คืนให้กับ "ชาวไพร่"

เราจะไม่อยู่ใต้เท้าของใคร ให้ได้มาเหยียบย่ำเราอีก

เรารู้ว่า "ใครสั่งฆ่าเรา"

เราจะไม่ยอมรับคนพวกนั้นอีกแล้ว

เราต้องการแค่ "ยุบสภา" เท่านั้น มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรในสังคมประชาธิปไตย ต้องฆ่าพวกเราเชียวหรือ พวกท่านกลัวเลือกตั้งขนาดนี้เชียวหรือ กลัวประชาชนขนาดนี้เชียวหรือ

เราไม่ได้ขออะไรที่นอกเหนือจาก "ประชาธิปไตย" แค่ยุบสภาเท่านั้น ประเทศไหนๆ เขาก็ทำกัน เมื่อความขัดแย้งถึงขีดสุด

หัวใจของพวกท่านทำด้วยอะไร แต่หัวใจของเรา ทำด้วยความต้องการ "เสรีภาพ" ไม่สยบยอมอีกต่อไป

หลักฐานมัดมาร์คไม่พ้นความรับผิดชอบ ไทยต่างแดนจี้แค่ออกไม่พอต้องถูกดำเนินคดีอาชญากร

ที่มา Thai E-News


ลูกกระสุนของใครวิ่งไปฆ่า?-ขณะที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิเสธความรับผิดชอบในการตาย และโยนไปให้มือที่3ยิงM79และขออยู่ในตำแหน่งนายกฯเพื่อพิสูจน์ศพ แต่หลักฐานภาพถ่ายจำนวนมากของสำนักข่าวต่างประเทศชี้ให้เห็นทหารเล็งปืนและลั่นกระสุนใส่ผู้ชุมนุมสำนักข่าวAFP รายงานว่า "ทหารไทยเล็งอาวุธตรงไปยังผู้ประท้วงเสื้อแดง(A Thai army soldier aims his weapon in the direction of red-shirted supporters (in foreground)






ผู้ที่ตายวายชีวามีเจ้าของ..




คุณฆ่าไทยเลือดไทยต้องไหลนอง ศึกต้องยืดเยื้อนี้เพื่อใคร..?

นายกฯอภิสิทธิ์ชี้แจงทางทีวีพูล สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ต่อต้านเขามากขึ้น(ภาพ:ประชาไทบอร์ด)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 เมษายน 2553

ชาวไทยในต่างประเทศได้ออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว และเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับผิดชอบต่อการปะทะ จนมีผู้ประท้วงเสียชีวิต 11 ราย และทหารอีก 4 ศพ โดยนอกจากรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการยุบสภาหรือลาออกแล้ว ยังต้องสมควรถูกดำเนินคดีฐานเป็นอาชญากรด้วย ทั้งได้เตือนบรรดาผู้สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ทั้งพันธมิตร นักวิชาการ สื่อว่าต้องสำนึกบาปและขอโทษต่อการสังหาร

ขณะที่นักวิชาการและผู้ใช้แรงงานได้เคลื่อนไหวให้นายอภิสิทธิ์รับผิดชอบลาออกทันที ทั้งได้เตือนทหารให้กลับกรมกอง ห้ามฉวยโอกาสยึดอำนาจรัฐประหาร

คนไทยในอังกฤษนัดชุมนุมใหญ่ประท้วงหน้าสถานทูต

คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ รายงานจากอังกฤษว่า คนไทยในอังกฤษ โดยกลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และอ.ใจ อึ้งภากรณ์ กลุ่มแดงสยาม ได้เชิญชวนคนไทยในอังกฤษประท้วงหน้าสถานฑูตไทย ณ กรุงลอนดอน สถานที่ตั้ง29-30 Queen'sGate London SW7 5JBวันที่ 12 เมษายน 2010 เวลา 14.00

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และกลุ่มแดงสยาม ขอประณาม การกระทำ ในวันที่ 10 เมษายน 2010 ของ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ และกองทัพ ที่ใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบสันติวิธี ปราศจากอาวุธ เพื่อทำการเรียกร้องประชาธิปไตยว่า เป็นความรุนแรงที่ไม่สามารถยอมรับได้ พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้รัฐบาล ได้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน และขอเรียกร้องให้หันมาใช้แนวทางสันติในการแก้ปัญหาแทน

สืบเนื่องมาจากการที่มีพี่น้องมวลชนชาวไทยจำนวนมาก มาร่วมกันแสดงเจตนารมย์เพื่อเรียกร้องให้กองทัพไทย และรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ให้ทำการยุบสภาและคืนอำนาจให้กับประชาชน เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิ์ทำการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเร็ว ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา ถึงวันนี้ 10 เมษายน 2553 แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ได้ออกคำสั่งให้กองทัพ ใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามประชาชน โดยใช้อาวุธสงคราม จนถึงขั้นเสียชีวิตทันทีในเหตุการณ์ และได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้ายและป่าเถื่อนไร้ซึ่งมนุษยธรรม ต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติด้วยกัน

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และกลุ่มแดงสยาม จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยที่รักประชาธิปไตยและรักความยุติธรรม ที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เดินทางไปพบกันที่หน้าสถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ในวันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2553 เวลา 14.00 น. เพื่อประณามการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชนอย่างไร้มนุษยธรรมในครั้ง นี้ ของรัฐบาลและกองทัพ
ทั้งนี้รถบัสของเราจะออกเดินทางจาก สถานที่นัดพบ เมือง birmingham ที่หน้า The BRASSHOUSE,Broad St, Birmingham ,B1 2HP เวลา 10.30 น.

คนไทยในสหรัฐฯประณามอภิสิทธิ์

ชาวไทยในสหรัฐฯในนามกลุ่ม Red USA / Red News USA / พลังไทยใน USA / ไทยรักประเทศไทย (TLT)ได้ออกแถลงการณ์ร่วม ดังนี้

การเคลื่อนกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงบริเวณบริเวณสี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ศกนี้ อันทำให้มีการเสียชีวิตตามรายงานข่าวเอ.พี. ล่าสุด ๑๕ ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนกว่า๕๐๐ คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักข่าวต่างชาติ ๑ คน และฝ่ายทหารเพียง ๔ คน ด้วยข้ออ้างเพียงว่าเพื่อ “ขอพื้นที่คืน” เป็นหลักฐานแจ้งชัดแล้วว่า

รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนหลัก และคณะทหารภายใต้การนำของพล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นเสาเสริม ได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างอุกอาจ และดึงดันด้านเอาในสายตาชาวโลก จัดเป็นเผด็จการทรราชร้ายแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

เราขอประณามการกระทำของนายอภิสิทธิ์ และพวก ว่านอกจากไม่สมควรอยู่ในตำแหน่ง และอำนาจการบริหารบ้านเมืองอีกในทันทีแล้ว พวกเขายังควรจะต้องถูกนำเข้าสู่การพิจารณาความผิดฐานเป็นอาชญากรต่อไป

พร้อมกันนี้ เราขอสดุดีวีรชนผู้เสียชีวิตจากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม โดยที่มีทหารระดับบังคับการจำนวนหนึ่งถืออาวุธร้ายแรง เช่นปืนกลมือเทวอร์ ทีเออาร์ ๒๑ ทำในอิสรเอล พร้อมกระสุนจริง แต่อ้างว่าเอาไว้ยิงขึ้นฟ้านั้น

ผู้เสียชีวิตทั้งหลายล้วนเป็นผู้ที่ถูกปลิดชีวิตสังเวยต่อการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลักการประชาธิปไตยอย่างเลือดเย็นทั้งสิ้น

เราขอภาวนาให้การสูญเสียโดยไม่บังควรของเหล่าวีรชน กลายเป็นมลทินสะกิดใจผู้สนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งสื่อมวลชน นักวิชาการจำนวนหนึ่ง และกลุ่มเอกชนไฮโซตามเว็บไซ้ท์ต่างๆ ซึ่งออกมาเร่งเร้าให้รัฐบาลปราบปรามคนเสื้อแดงอย่างรุนแรงว่า

นอกจากจะมีส่วนร่วมในความกระหายเลือดอย่างขัดแย้งกับหลักการของทุกศาสนาแล้ว พวกท่านยังเป็นผู้เหนี่ยวรั้งประชาธิปไตยมิให้เบ่งบานไปสู่ช่วงชีวิตของลูกหลานท่านด้วย

เราจึงขอประกาศว่า ณ บัดนี้ว่า ความชอบธรรมต่างๆ อันพึงมีเหลืออยู่ในการกุมอำนาจบริหารบ้านเมืองของนายอภิสิทธิ์ และพวก ได้ถูกทำลายด้วยมือของพวกเขาเองหมดสิ้นแล้ว ยังแต่ผลกรรมเท่านั้นที่จะต้องชดใช้ต่อไป

นักวิชาการให้อภิสิทธิ์เลิกด้านจี้ลาออก

นายบุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ นักวิชาการ คณะอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่งแถลงการณ์ว่า ผมและผู้ที่ลงรายนามต่อไปนี้ขอเสนอให้ "อภิสิทธิ์ต้องลาออก! ใครสั่งฆ่าประชาชนต้องถูกนำมารับโทษ! นักวิชาการที่ออกมาสนับสนุนการใช้พรก.ฉุกเฉินต้องแสดงความรับผิดชอบ!"

บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร
โกวิท แก้วสุวรรณ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ชาญณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
พิพัฒน์ สุยะ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เชษฐา พวงหัตถ์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
สุชาติ เศรษฐมาลินี มหาวิทยาลัยพายัพ
ศุภชัย ศุภผล นิสิตปริญญาโท ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เพิ่มศักดิ์ จะเรียมพันธ์ นิสิตปริญญาโท ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เพิ่มพล กันเทพา นิสิตปริญญาโท ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภิภัทรภรณ์ ทองศรี ประชาชน


ผู้ใช้แรงงานจี้ให้อภิสิทธิ์ลาออกทันที เตือนทหารกลับกรมกองอย่าฉวยโอกาสรัฐประหาร

นายบุญยืน สุขใหม่ ผู้ประสานงานกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก (THE EASTREN RELAYTION LABOUR GROUP )ออกแถลงการณ์ ดังนี้

เรื่อง ขอให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยการลาออกทันที

เรียน เพื่อนพี่น้องผู้ใช้แรงงาน, ประชาชนและสื่อมวลชนที่รักทุกท่าน


กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ ๒๗๒/๑๔๒ หมู่ ๖ ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นองค์กรที่เป็นการรวมกลุ่มกันของสหภาพแรงงานในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของลูกจ้าง และเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารรวมถึงให้การศึกษาด้านการบริหารงานขององค์กรของผู้ใช้แรงงาน เพื่อช่วยเหลือเพื่อนพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนและสังคม และส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ด้วยสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ได้เกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงกับฝ่ายทหาร และความพยายามในการสลายการชุมนุมดังกล่าวของรัฐบาล จนทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน ทั้งผู้ร่วมชุมนุมและเจ้าหน้าที่ทหาร กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก ขอให้รัฐบาลในฐานะผู้มีหน้าที่ๆ จะต้องปกป้องความปลอดภัยและชีวิตของประชาชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติเพื่อหาทางยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น ดังนี้

๑. ขอให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยการลาออกทันที และทั้งสองฝ่ายต้องยุติซึ่งพฤติกรรมในการยั่วยุเพื่อเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงได้อีกต่อไป

๒. เราขอคัดค้านการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง อย่างเด็ดขาด และให้ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรูปแบบอื่นใด

๓. ไม่เห็นด้วยกับการฉวยโอกาสในการทำรัฐประหาร หรือยึดอำนาจรัฐโดยฝ่ายทหาร เพราะหากมีการกระทำเช่นนั้นเสมือนกับการทำให้กระบวนการด้านต่างๆในระบอบประชาธิปไตยก้าวถอยหลัง และให้ทหารทั้งหมดถอยกลับสู่ที่ตั้ง

๔. สนับสนุนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในการปฏิบัติหน้าที่ โดยการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนก็ต้องให้ข่าวสารอย่างถูกต้องตรงไป ตรงมา ไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและไม่ส่อให้เห็นถึงการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง

๕. ส่งเสริมการใช้หลักการประชาธิปไตยแก้ไขปัญหาในทุกด้าน เช่น หากจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องยืนอยู่บนหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย คือ นายกรัฐมนตรีมาดำรงตำแหน่งใหม่ หรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องมาจากการเลือกตั้งจากประชาชน