WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, April 13, 2010

ซาบซึ้งราชินี-พระบรมฯพระราชทานน้ำอาบศพทหาร รับสั่งเสียดายปกป้องบ้านเมืองภักดีราชวงศ์

ที่มา Thai E-News



พระมหากรุณาธิคุณ-พระราชินี เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในการวางพวงมาลา และพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ในการนี้มีรับสั่งว่า เสียใจ เสียดาย นายทหารที่ดี นับว่าเป็นการสูญเสียทหารที่ทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง และขอขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกมาเป็นอย่างดี มีความภักดีต่อราชวงศ์




Cry for freedom-กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงนำโลงศพสีแดงมาทำพิธีไว้อาลัย ก่อนจะเคลื่อนขบวนโลงศพไปทั่วกรุงเทพฯเพื่อให้ประชาชนร่วมไว้อาลัยภาพข่าว:AP)




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 เมษายน 2553


ราชินีทรงตรัส"เสียใจ เสียดาย นายทหารที่ดี"

วันนี้ (12 เม.ย.) เวลา 17.45 น.สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มายังศาลา 3 สุวรรณวนิชกิจ วัดเทพศิรินทราวาส ในการวางพวงมาลา และพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสนาธิการ พล.ร.2 รอ.ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา

โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารทุกเหล่าทัพ พร้อมด้วยครอบครัวธุวธรรม เฝ้าฯรอรับเสด็จฯ พร้อมกันนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม 7 วัน และทรงรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด

สำหรับบรรยากาศในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพในวันนี้ ได้มีข้าราชการตำรวจ ทหาร พร้อมด้วยประชาชน เดินทางมาร่วมพิธี ทั้งนี้ เพื่อร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ พ.อ.ร่มเกล้า กันอย่างต่อเนื่อง

โพสต์ทูเดย์ รายงานว่า ทรงมีรับสั่งกับนางนิชา หิรัญบูรณะ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กระทรวงวิทยาศาสตร์ ภรรยา รวมทั้งบิดาและมารดาของพ.อ.ร่มเกล้า ว่า เสียใจ เสียดาย นายทหารที่ดี และที่เสด็จพระราชดำเนินมาเพราะพ.อ.ร่มเกล้า เคยถวายงานในฐานะทหารเสือพระราชินีมาเป็นระยะเวลานาน นับว่าเป็นการสูญเสียทหารที่ทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง และขอขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกมาเป็นอย่างดี มีความภักดีต่อราชวงศ์

จากนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินกลับในเวลา 18.12 น.

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน พวงมาลาหน้าศพพ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และมีพวงมาลาพระราชทานจากพระราชวงศ์ทุกพระองค์

พ.อ.ร่มเกล้าเคยสลายการชุมนุมเสื้อแดงเมษาปีกลาย

เวบไซต์ผู้จัดการรายงานข่าวว่า พ.อ.ร่มเกล้าเคยมีบทบาทสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อช่วงเมษาเลือดปี 2552 โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ และต่อมาต้องเดินสาย นำวิดีโอบันทึกภาพเคลื่อนไหว ที่เป็นทั้งการเคลื่อนกำลังพล การตั้งเป็นแนวกั้น ฉายเพาเวอร์พอยต์ อธิบายการทำงานของทหารถึงการสลายชุมนุม ที่มีการเจรจากับผู้ชุมนุม ทั้งจากทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ของ กทม.รวมถึงชาวบ้านย่านแฟลตดินแดง โดยย้ำว่า การทำงานของทหารเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินทุกประการ ซึ่งการเดินสายอธิบายถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เขาได้รับฉายาจากฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะ นายจักรภพ เพ็ญแข ว่า เป็น “เสธ.เพาเวอร์พอยต์”

กิ่งอ้อ เล่าฮง ผู้สื่อข่าวที่ได้โทรศัพท์กับพ.อ.ร่มเกล้าก่อนเสียชีวืตไม่กี่ชั่วโมงเขียนเล่าเกี่ยวกับปฏิบัติการว่า

กับเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดงช่วงเมษาฯเลือดปีที่แล้ว "พี่เปา"(พ.อ.ร่มเกล้า) ก็มีเรื่องเล่าเช่นกัน

"สลายม็อบตรงสามเหลี่ยมดินแดง ทหารพี่เองไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย การทำงานมันต้องเด็ดขาด เวลารบกันพี่ไม่มีหรอกอยู่ข้างหลัง แล้วให้ลูกน้องออกหน้า" เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจผ่านสายโทรศัพท์หลังจบสิ้นภารกิจในครั้งนั้น

เดือนเมษายนปีนี้ พ.อ.ร่มเกล้า กลับมากรุงเทพฯอีกครั้ง

“ปิดไทยคมวันแรก (สถานีดาวเทียมไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี) พี่นำกำลังไปเอง เสร็จแล้วก็ถอนกลับ คนเสื้อแดงเลยเข้าไปยึดได้อีก” เป็นคำตอบเมื่อถูกถามว่า เกิดอะไรขึ้นที่ไทยคม

"พี่นำกำลังเดินทางสมทบไปไม่ทัน เลยเกิดเหตุการณ์ (บุกยึดสถานีดาวเทียม) ซ้ำอีก ไม่เป็นไร ขอให้ประชาชนอดทนอีกนิด เดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้น" คือคำพูดเปรยๆ เมื่อถูกถามถึงการทำงานที่ไม่เข้าตาของเจ้าหน้าที่ เพราะถูกกลุ่มคนเสื้อแดงเข้ายึดสถานีดาวเทียมไทยคมได้อีกรอบ

แต่ภารกิจของทหารยังไม่จบ และ พ.อ.ร่มเกล้า ก็คุมกำลังออกปฏิบัติการที่สี่แยกคอกวัว...

นายทหารรุ่นน้องซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ถ่ายทอดให้ฟังว่า ขณะที่กำลังทหารผลักดันผู้ชุมนุมเข้าไปยังบริเวณสะพานผ่านฟ้า และเข้าพื้นที่สี่แยกคอกวัว ขณะนั้น พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) พ.อ.ร่มเกล้า และ พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิเดช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 (ร.12 พัน 2) และนายทหารอีกจำนวนหนึ่ง กำลังหารือเรื่องการถอนกำลังกลับ แล้วเสียงระเบิดก็ดังขึ้นตูมสนั่น

"คนอื่นโดนแค่สะเก็ด แต่พี่เปาโดนไปเต็มๆ แล้วก็นิ่งไปเลย นาทีนั้นทุกคนคิดว่าแกเสียแล้ว ก็พยายามช่วยกันปั๊มหัวใจ ให้รถพยาบาลมาส่ง แต่ก็ติดม็อบแดง กว่าจะผ่านไปได้ พี่ไก่ (พ.ท.เกรียงศักดิ์) ก็ถูกยิงที่หัวอาการยังโคม่า"

24.00 น.หลังจากแพทย์และพยาบาลเร่งช่วยกันปั๊มหัวใจ สัญญาณชีพของ พ.อ.ร่มเกล้า เริ่มกลับมาอีกครั้ง แพทย์จึงตัดสินใจนำตัวเข้าห้องผ่าตัดด่วน แต่เนื่องจากแผลที่ถูกระเบิดบริเวณศีรษะค่อนข้างลึกและเสียเลือดมาก เวลา 03.00 น.ของวันที่ 11 เม.ย. กองทัพบกก็ต้องสูญเสียนายทหารผู้มากความสามารถไปอีก 1 คน

พสกนิกรทุกหมู่เหล่าซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณ

ซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณ-เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดการชุมนุมและปะทะกับตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี


พระมหากรุณาธิคุณทื่มีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่านั้นยังความซาบซึ้งแก่เหล่าพสกนิกรเป็นล้นพ้น ทั้งนี้ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองไทยรอบหลายปีมานี้ ครั้งหนึ่งกลุ่มพันธมิตรฯได้เกิดปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้พระราชทานเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์นั้นเบื้องต้น2แสนบาท และต่อมาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดการชุมนุมและปะทะกับตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี


ในโอกาสดังกล่าวนายจินดา ระดับปัญญาชาติวุฒิ บิดาของนางสางอังคณา พร้อมด้วยนางสาวดารณี นางสาววิชชุดา บุตรสาวทั้งสอง เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พลับพลาที่ประทับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ ประมาณ 15 นาที ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ

หลังจากที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯกลับ นายจินดาให้สัมภาษณ์ โดยที่หนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่า นางสาวอังคณาเป็นคนดี เป็นคนเก่ง และขอชื่นชมที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวสู้ต่อไป

"พระองค์ทรงรับสั่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวอังคณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับรู้เรื่องราวโดยตลอด รวมทั้งกรณีพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ช่วยเหลือมาด้วย ซึ่งผมและครอบครัวระดับปัญญาวุฒิรู้สึกภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จในงานพระราชทานเพลิงของลูกสาว ซึ่งผมและครอบครัวจะน้อมนำเอาพระราชดำรัสที่ทรงห่วงใยมาเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป"

ต่อมานายจินดาให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า "พระองค์ตรัสว่า อังคณาเขาทำดีน่ะ รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านตรัสว่า เสียใจไม่น่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เลย"

"สมเด็จพระราชินีทรงถามสารทุกข์สุกดิบของครอบครัว พระองค์ตรัสถามถึงอาการของภรรยาผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมทูลฯตอบไปว่า รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช อยู่ในพระราชินูปถัมภ์ พระองค์ท่านยังทรงกล่าวอีกว่า ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ด้วย"

พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย


“ตี๋ ชิงชัย” วาดพระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยมือซ้าย

พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯต่อพสกนิกรนั้นยังแผ่ไพศาลต่อมาอย่างสืบเนื่อง ในคราววันเฉลิมพระชนมพรรษา12สิงหามหาราชินีเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา เวบไซต์ผู้จัดการASTV รายงานข่าวว่า "พระราชินีตรัสชื่นชม"ตี๋ ชิงชัย"วาดพระสาทิสลักษณ์"เก่งมาก" โดยรายละเอียดข่าวมีว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ ตี๋ ชิงชัย ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมภรรยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่นายชิงชัยวาดด้วยมือซ้าย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า “เก่งมาก”


พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผลงานการวาดด้วยมือซ้ายของนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ เลือด

“ตี๋ ชิงชัย” เป็นหนึ่งในศิลปินนักสู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น “ตี๋ ชิงชัย” ถูกระเบิดแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมือข้างขวาที่เคยใช้วาดรูปขาดกระจุยและกล่องเสียงถูกทำลาย แต่มีตำรวจบางคนและสื่อมวลชนบางฉบับ ได้รายงานว่านายชิงชัยว่ากำระเบิดมาเอง แต่ผู้จัดการASTVระบุว่า ในความเป็นจริงสิ่งที่เขากำอยู่ในมือคือพวงกุญแจหนัง

“ตี๋ ชิงชัย” จึงต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรมด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายตำรวจและสื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริงในข้อหาหมิ่นประมาท จนนายตำรวจคนดังกล่าวและสื่อมวลชนฉบับนั้นยอมขอโทษ และซึ่งด้วยความใจกว้างของ “ตี๋ ชิงชัย” เขาจึงยอมถอนฟ้องในเวลาต่อมา และใช้เวลาไปกับการฝึกฝนการวาดภาพด้วยมือซ้าย ซึ่งในที่สุดก็ได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้การวาดด้วยมือขวาแต่อย่างใด จนได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายผลงานดังกล่าว

สุเมธเผยลูกๆตีกันทำให้พ่อทุกข์

มติชนออนไลน์ รายงานว่า นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา บรรยายพิเศษเรื่อง "พระจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการจัดโครงการศิลปะพัฒนาชีวิต ด้วยอานาปานสติภาวนา" ที่เสถียรธรรมสถาน ซอยวัชรพล ถนนรามอินทรา 55 เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 เมษายน โดยกล่าวตอนหนึ่งถึงกรณีความวุ่นวายทางการเมืองขณะนี้ว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเตือนอยู่ตลอดเวลาว่า อย่าพังบ้าน ซึ่งเวลานี้กำลังจะพังบ้านกันอยู่แล้ว ใครจะชนะช่างหัว แต่บ้านพังแล้ว ถนอมๆ กันหน่อยเถอะ เพราะเรื่องมันก็มีอยู่แค่นี้ เอาธรรมะเข้าจับ อย่าใช้แต่อารมณ์" นายสุเมธกล่าว และว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ตั้งอยู่บนความโกรธ แล้วสุดท้ายคนก็ล้มตายไป ตนเองยังตอบไม่ได้เลยว่า มันจะจบอย่างไร

"ตอนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว แต่มีพ่อแม่คนไหนที่เห็นลูกตีกันแล้วมีความสุข ลูกไม่ดียังพอทนไหว ลูกทรพีพ่อแม่ยังทนได้ แต่ลูกตีกัน ผมว่าพ่อแม่คนไหนก็ทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์ที่สุดของของพ่อแม่คือ เห็นพี่น้องตีกัน ทนไม่ได้หรอก ถ้าถามจิตใจของพระองค์ท่านตอนนี้ ผมว่าพระองค์ทุกข์ที่สุด เพราะฉะนั้นอย่าโกรธกันเลย ถ้าโกรธเมื่อไร ประเทศพังเมื่อนั้น" นายสุเมธกล่าว

วันเดียวกัน กรุงเทพธุรกิจออนไลน์รายงานข่าวเรื่อง 'องคมนตรี'เยี่ยมทหารบอกเสียใจคนไทยสู้กันเอง

องคมนตรีกำธน"เยี่ยมทหารบาดเจ็บ บอกเสียใจคนไทยสู้กันเอง เตือนสตินปช.หยุดทำผิดกม. คนอื่นเดือดร้อน ชี้เรียกร้องยุบสภาได้ แต่อย่าบังคับ

"ที่เราไปบังคับว่าต้องยุบสภาให้ได้ภายในกี่วัน อันนี้คือเป็นม๊อบถ้าเราไปบังคับเมื่อไหร่ ผลของการอยากให้ยุบตามใจเรา มันก็ขยายผลไปสู่การทำให้คนอื่นเกิดความเดือดร้อน ค้าขายไม่ได้ เศรษฐกิจก็ไปไม่ได้ บ้านเมืองเสียหาย จึงอยากขอให้เลิก เพราะเมื่อไม่เลิกก็เกิดปะทะกัน ดังนั้นถ้าเราจะแก้ปัญหาก็ต้องหยุดทำผิดกฎหมายที่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน ส่วนความเห็นที่บอกว่าของใครจะทำให้บ้านเมืองดี หากยังมีอยู่ก็แสดงออกได้ แต่ขอว่าอย่ารุนแรง อย่าคิดว่าต้องเอาให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความรุนแรง ไม่ต้องเอาคนมาเป็น 3 หมื่นคน เพราะคนแค่พัน หรือหมื่นคนก็แสดงออกได้แล้ว ผลที่ออกมาก็จะเป็นไปตามเหตุผล ไม่ได้ใช้อำนาจ ถ้าเอาหลักตรงนี้ไปคิดก็จะหยุดการที่จะต้องสลายม๊อบที่ทำให้เกิดการปะทะ"

ไทยทั่วโลกประณามเอาผิดอาชญากรฆ่าเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News




ประณามทรราช-เมื่อวันจันทร์(12เม.ย.)คนไทยในออสเตรเลียรวมตัวกันประท้วงรัฐบาลและทหารที่สังหารผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ทั้งนี้คนไทยในต่างประเทศพร้อมกันจัดชุมนุมขึ้นในวันนี้ รวมทั้งในอังกฤษและสหรัฐฯ โดยมีข้อเรียกร้องให้ดำเนินคดีอาชญากรต่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะด้วย นอกจากความรับผิดชอบทางการเมือง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 เมษายน 2553

เมื่อวันจันทร์(12เม.ย.)คนไทยในต่างประเทศหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐฯ ได้จัดการชุมนุมประท้วงการรปราบปรามสลายการชุมนุมเมื่อว้นเสาร์ที่10เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีข้อเรียกร้องให้ดำเนินคดีอาชญากรต่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะด้วย นอกจากความรับผิดชอบทางการเมือง

THAI RED AUSTRALIA ต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพไทยและรัฐบาล

ดร.ณฐ ปัจวิทย์ รายงานจากออสเตรเลียว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 กลุ่มคนไทยที่พำนักอาศัยในประเทศออสเตรเลียได้รวมกัน ณ บริเวณ Archibald Fountain ของ Hyde Park, Sydney ด้าน St. James railway station เพื่อร่วมกันประนามและคัดค้านการกระทำของกองทัพและอำมาตย์ ที่ได้ใช้กำลังในการปราบปรามประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยได้ใช้อาวุธสงครามยิงประชาชนเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553

โดยได้แจกจ่ายแถลงการณ์ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยต่อประชาชนชาวออสเตรเลียและนักท่องเที่ยว มีผู้ให้ความสนใจจำนวนมาก ทั้งนี้มีตัวแทนขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนของประเทศออสเตรเลียเข้าร่วมกิจกรรมและร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงแก่ผู้สนใจซึ่งประชาชนที่ได้รับทราบข้อเท็จจริง ต่างร่วมกันประนามความโหดร้ายของรัฐบาลไทยและกองทัพในครั้งนี้

และได้ร่วมกันเดินขบวนไปยัง กงศุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพ หยุดทำร้ายและปราบปรามประชาชน และให้นายอภิสิทธิ์ ลาออก หรือยุบสภาโดยเร็ว พร้อมทั้งให้แสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหายและผู้บาดเจ็บ โดยระหว่างการเคลื่อนขบวนไปยังกงศุล ผู้แทนขององค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศออสเตรเลียได้นำกลุ่มคนไทยที่รักประชาธิปไตยประกาศต่อประชาชนที่ให้ความสนใจตลอดเส้นทางว่า “STOP KILLING PEOPLE AND BRING BACK DEMOCRACY”


โดยการชุมนุนในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐนิวเซาเวลล์ เนื่องจากประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงจึงส่งเสริมให้พวกเราทำการชุมนุมได้อย่างเสรี

แต่เมื่อเดินทางถึงสถานกงสุลไทย พวกเราก็ต้องเสียความรู้สึกเมือถูกปิดกั้นไม่ให้ทางคณะขึ้นไปยื่นหนังสือ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้งขึ้นไปเจรจาจนทำให้พวกเราส่งตัวแทนจำนวน 5 คนขึ้นไปยื่นหนังสือต่อตัวแทนของกงศุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ จนสำเร็จ


โดยผู้แทนของกงศุลรับปากว่าจะนำข้อเรียกร้องเสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าอำนาจมืดตามมาปกคลุมหน่วยงานราชการถึงในต่างประเทศ ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศออสเตรเลีย และ ผู้แทนขององค์กรสิทธิมนุษยชนออสเตรเลียที่เข้าใจถ่องแท้ในเรื่องประชาธิปไตยและให้ความช่วยเหลือแก่พวกเราเป็นอย่างดีจนทำให้ภารกิจในวันนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

คนไทยใน Illinoisประท้วงการสังหารเสื้อแดง

กลุ่มผู้รักและต่อสู้เพื่อ ป.ช.ต. Illinois (เสื้อแดง) ชาวไทยในอิลลินอยส์ และใกล้เคียงในสหรัฐฯ นัดรวมตัวกันที่ Royal Thai Embassy, Downtown Chicago
700 N. Rush Street Chicago, IL 6061

กำหนดการณ์ จันทร์ 12 เมษายน 2553
- 11.00 รวมตัวหน้า Thai Embassy
- 11.30 ยื่นจดหมายประท้วง ร.บ. ไทยผ่านท่านฑูตไทย
- 11.45 - 12.30 เดินยกป้ายประท้วง

คนไทยในสหรัฐฯประณามอภิสิทธิ์

ชาวไทยในสหรัฐฯในนามกลุ่ม Red USA / Red News USA / พลังไทยใน USA / ไทยรักประเทศไทย (TLT)ได้ออกแถลงการณ์ร่วม ดังนี้

การเคลื่อนกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงบริเวณบริเวณสี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ศกนี้ อันทำให้มีการเสียชีวิตตามรายงานข่าวเอ.พี. ล่าสุด ๑๕ ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนกว่า๕๐๐ คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักข่าวต่างชาติ ๑ คน และฝ่ายทหารเพียง ๔ คน ด้วยข้ออ้างเพียงว่าเพื่อ “ขอพื้นที่คืน” เป็นหลักฐานแจ้งชัดแล้วว่า

รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนหลัก และคณะทหารภายใต้การนำของพล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นเสาเสริม ได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างอุกอาจ และดึงดันด้านเอาในสายตาชาวโลก จัดเป็นเผด็จการทรราชร้ายแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

เราขอประณามการกระทำของนายอภิสิทธิ์ และพวก ว่านอกจากไม่สมควรอยู่ในตำแหน่ง และอำนาจการบริหารบ้านเมืองอีกในทันทีแล้ว พวกเขายังควรจะต้องถูกนำเข้าสู่การพิจารณาความผิดฐานเป็นอาชญากรต่อไป

พร้อมกันนี้ เราขอสดุดีวีรชนผู้เสียชีวิตจากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม โดยที่มีทหารระดับบังคับการจำนวนหนึ่งถืออาวุธร้ายแรง เช่นปืนกลมือเทวอร์ ทีเออาร์ ๒๑ ทำในอิสรเอล พร้อมกระสุนจริง แต่อ้างว่าเอาไว้ยิงขึ้นฟ้านั้น

ผู้เสียชีวิตทั้งหลายล้วนเป็นผู้ที่ถูกปลิดชีวิตสังเวยต่อการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลักการประชาธิปไตยอย่างเลือดเย็นทั้งสิ้น

เราขอภาวนาให้การสูญเสียโดยไม่บังควรของเหล่าวีรชน กลายเป็นมลทินสะกิดใจผู้สนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งสื่อมวลชน นักวิชาการจำนวนหนึ่ง และกลุ่มเอกชนไฮโซตามเว็บไซ้ท์ต่างๆ ซึ่งออกมาเร่งเร้าให้รัฐบาลปราบปรามคนเสื้อแดงอย่างรุนแรงว่า

นอกจากจะมีส่วนร่วมในความกระหายเลือดอย่างขัดแย้งกับหลักการของทุกศาสนาแล้ว พวกท่านยังเป็นผู้เหนี่ยวรั้งประชาธิปไตยมิให้เบ่งบานไปสู่ช่วงชีวิตของลูกหลานท่านด้วย

เราจึงขอประกาศว่า ณ บัดนี้ว่า ความชอบธรรมต่างๆ อันพึงมีเหลืออยู่ในการกุมอำนาจบริหารบ้านเมืองของนายอภิสิทธิ์ และพวก ได้ถูกทำลายด้วยมือของพวกเขาเองหมดสิ้นแล้ว ยังแต่ผลกรรมเท่านั้นที่จะต้องชดใช้ต่อไป

คนไทยในอังกฤษนัดชุมนุมใหญ่ประท้วงหน้าสถานทูต

คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ รายงานจากอังกฤษว่า คนไทยในอังกฤษ โดยกลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และอ.ใจ อึ้งภากรณ์ กลุ่มแดงสยาม ได้เชิญชวนคนไทยในอังกฤษประท้วงหน้าสถานฑูตไทย ณ กรุงลอนดอน สถานที่ตั้ง29-30 Queen'sGate London SW7 5JBวันที่ 12 เมษายน 2010 เวลา 14.00

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และกลุ่มแดงสยาม ขอประณาม การกระทำ ในวันที่ 10 เมษายน 2010 ของ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ และกองทัพ ที่ใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบสันติวิธี ปราศจากอาวุธ เพื่อทำการเรียกร้องประชาธิปไตยว่า เป็นความรุนแรงที่ไม่สามารถยอมรับได้ พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้รัฐบาล ได้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน และขอเรียกร้องให้หันมาใช้แนวทางสันติในการแก้ปัญหาแทน

สืบเนื่องมาจากการที่มีพี่น้องมวลชนชาวไทยจำนวนมาก มาร่วมกันแสดงเจตนารมย์เพื่อเรียกร้องให้กองทัพไทย และรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ให้ทำการยุบสภาและคืนอำนาจให้กับประชาชน เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิ์ทำการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเร็ว ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา ถึงวันนี้ 10 เมษายน 2553 แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ได้ออกคำสั่งให้กองทัพ ใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามประชาชน โดยใช้อาวุธสงคราม จนถึงขั้นเสียชีวิตทันทีในเหตุการณ์ และได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้ายและป่าเถื่อนไร้ซึ่งมนุษยธรรม ต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติด้วยกัน

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และกลุ่มแดงสยาม จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยที่รักประชาธิปไตยและรักความยุติธรรม ที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เดินทางไปพบกันที่หน้าสถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ในวันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2553 เวลา 14.00 น. เพื่อประณามการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชนอย่างไร้มนุษยธรรมในครั้ง นี้ ของรัฐบาลและกองทัพ
ทั้งนี้รถบัสของเราจะออกเดินทางจาก สถานที่นัดพบ เมือง birmingham ที่หน้า The BRASSHOUSE,Broad St, Birmingham ,B1 2HP เวลา 10.30 น.

แถลงการณ์แดงสยามฉบับที่๓:การแก้ไขวิกฤติการเมืองขณะนี้ต้องกระทำในระดับโครงสร้าง

ที่มา Thai E-News





ไพร่กำพร้า-กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงนำโลงศพสีแดงมาทำพิธีไว้อาลัย ก่อนจะเคลื่อนขบวนโลงศพไปทั่วกรุงเทพฯเพื่อให้ประชาชนร่วมไว้อาลัย (ภาพข่าว:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 เมษายน 2553

แถลงการณ์แดงสยาม ฉบับที่ ๓
เรื่อง จุดยืนของขบวนประชาธิปไตยภายหลังการปราบปรามประชาชน ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓


พวกเราผู้สนับสนุนแนวทางแดงสยามทุกคนขอร่วมแสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้งต่อการเสียชีวิตของมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยทุกท่าน เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า ๑๕ คน ด้วยอาวุธสงครามหลายประเภทที่่ศัตรูของฝ่ายประชาธิปไตยนำมาใช้ ตลอดจนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทางกายและทางใจ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ และขอแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บของทหารหลายนาย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับคำสั่งอันไม่ชอบธรรมให้มาปฏิบัติการในครั้งนี้

แดงสยามชูธงปฏิวัติประชาธิปไตยโดยสันติตลอดมา เราจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดทนอดกลั้นไม่ส่งเสริมความรุนแรงในรูปแบบใดๆ อีกต่อไป และเราขอประณามการใช้อาวุธสงครามและอาวุธใดๆ ในคืนนั้นโดยสิ้นเชิง

เราเห็นว่าการแก้ไขวิกฤติการเมืองขณะนี้ต้องกระทำในระดับโครงสร้างและด้วยการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ ข้อเรียกร้องใดๆ ที่เล็กไปกว่านี้ ย่อมไม่สอดคล้องต่อขนาดของปัญหา และสภาพการณ์ในปัจจุบัน รังแต่จะสร้างเงื่อนไขแห่งความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคตเท่านั้น

แถลงไว้ ณ วันจันทร์ที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓

The Announcement of Dang Sayam (Red Siam) No. 3
“Our Standpoint In The Aftermath of Government’s Suppression of April 10, 2010”


All supporters of the path of Dang Sayam (Red Siam) wish to express our utmost grief and sorrow to the perished lives of people who fought for democracy, no less than 15 of them, and who were hit by heavy artilleries and battlefield weapons used by the enemies of Thailand’s democratization on Saturday, April 10, 2010, and also to the injured, both physically and mentally. We also express our regret to the loss of some military personnels, who were forced to execute some illegitimate orders of operation.

All along, Dang Sayam flies the flag firmly at the peaceful democratic revolution. We thus ask all sides to stop encouraging any trend of violence, whatsoever. We condemn vehemently at the use of heavy weaponry and other kinds.

We are certain that the resolve of Thailand’s political crisis must be done at a structural level and through the drastic change of our political regime. Any lesser demands will not fit the size of the problem and current situation. Such inadequate demands will only enhance future violence.

This is announced on Monday, April 12 of 2010.

-----------------------------------

Monday, April 12, 2010

หลักฐานใหม่ ทหารใส่เสื้อแดง โผล่หลังโดนเอ็ม 79

ที่มา thaifreenews


โดย แฟนเดฟ







น่าจะเป็นทหาร ที่เตรียมส่งเข้าไปในที่ชุมนุม

อี้-แทนคุณจากหัวหอกไล่สมัครทำกับข้าวออกทีวีโดนปลด ถึงบทบาทพิธีกร'ซึนเดเระ'ช่องหอยม่วง

ที่มา Thai E-News



พิธีกรซึนเดเระ- พฤติการณ์แบบอี้-แทนคุณมีพฤติกรรมแบบ"ตีสองหน้า"เป็นที่รู้จักกันในวงการวัยรุ่นด้วยศัพท์ว่า"ซึนเดเระ"คือความจริงมีความโหดเหี้ยมดุร้ายในกมลสันดาน แต่ชอบแสดงออกว่าเขาเป็นคนเคร่งศาสนา เขาไม่ได้รู้สึกสลดใจใดๆต่อการปราบปรามเข่นฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย หากแต่เขามองคนเหล่านี้"รู้เท่าไม่ถึงการณ์"


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 เมษายน 2553

*ข่าวเกี่ยวเนื่อง:บันทึกในแผ่นดิน ‘เปลว สีเงิน’ เขียนบทความให้เวลา 4วัน : ชุมนุม ‘แดง’ แยกประชาชนจากกบฏ และ ‘ฆ่า’

วันนี้โทรทัศน์ฟรีทีวีทุกช่องพร้อมกันแพร่ภาพที่ถ่ายทอดจากช่อง11 โดยรัฐบาลได้โฆษณาชวนเชื่อว่ามีผู้ก่อการร้ายแฝงเข้ามากับผู้ชุมนุมเสื้อแดงสังหารทหาร โดยมีนายแทนคุณ จิตต์อิสระ เป็นผู้ดำเนินรายการ แต่ไม่ได้กล่าวถึงว่าจากเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ 10 เมษายนที่ผ่านมามีผู้ประท้วงถูกสังหารมากกว่า 15 ศพ ขณะที่มีทหารตายเพียง 5 ศพ

รู้จัก"อี้ แทนคุณ-จิตต์อิสระ"พิธีกรผู้ดำเนินรายการช่องหอยม่วง ที่ชงแต่ละคำถามให้ร้ายป้ายสีเสื้อแดง และเชียร์รัฐบาลเต็มสูบ แต่ชอบออกตัวว่าเขาเป็นกลางทางการเมือง ความจริงเขาเคยเคลื่อนไหวขับไล่นายสมัคร สุนทรเสวชมาก่อน

อี้-แทนคุณมักประกาศว่าเขาเป็นผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า แต่ในบทบาทของพิธีกรทางช่องหอยม่วง ก็ดูเขาไม่ได้รู้สึกสลดใจใดๆต่อการปราบปรามเข่นฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย หากแต่เขามองคนเหล่านี้มาร่วมประท้วงเพราะ"รู้เท่าไม่ถึงการณ์" และย้ำว่าไม่ได้พูดเพื่อให้คนไทยเกลียดชังคนเสื้อแดงผู้ประท้วงเลย เพราะคนเหล่านี้ถูกหลอกลวงมาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

พฤติการณ์แบบอี้-แทนคุณมีพฤติกรรมแบบ""ตีสองหน้า"เป็นที่รู้จักกันในวงการวัยรุ่นด้วยศัพท์ว่า"ซึนเดเระ"คือความจริงมีความโหดเหี้ยมดุร้ายในกมลสันดาน แต่ชอบแสดงออกว่าเขาเป็นคนเคร่งศาสนา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 หลังจากที่พรรคพลังประชาชนมีมติสนับสนุนให้ “สมัคร สุนทรเวช” กลับเข้ามารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ภายหลังศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานทำกับข้าวออกทีวี ส่งผลให้ 84 องค์กรเครือข่ายต้านคอรัปชั่น ได้ตัดสินใจรวมตัวกันถวายฎีกาไม่เอาสมัครเป็นนายกฯ โดยมี “อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ” ดาราและพิธีกรชื่อดังเป็นหนึ่งในตัวแทนขององค์กรต่างๆ เข้าถวายฎีกาด้วย

ในตอนนั้น ดาราพิธีกรชื่อดังได้เปิดเผยถึงเหตุที่จะต้องถวายฎีกาว่าเป็นเพราะ นายสมัครขาดจริยธรรม ทำความผิดไม่สมควรกลับมาเป็นนายกฯ วอนให้สำนึก ลดละเลิกอยากได้ตำแหน่ง ย้ำชัดอย่าเอาคนโกงกลับมาทำชั่วในสภาอีก

“ผมเป็นตัวแทนในนาม 84 องค์กรเครือข่ายต้านคอรัปชั่นเพื่อช่วยทำให้ปัญหาคลี่คลายและยุติ โดยองค์กรของเรานั้นจะเน้นย้ำป้องกันไม่ให้เกิดการคอรัปชั่น สร้างมาตรฐานคุณธรรมต่อสังคม คนคดโกงไม่ควรได้รับสิทธิพิเศษในการอยู่รอด ไม่งั้นก็จะเป็นต้นแบบไม่ดีกับเยาวชน คนที่ทุจริตประพฤติไม่ดีไม่เหมาะสม กลับมาเป็นผู้นำประเทศอีก บางคนอาจจะไม่กลัวเพราะมีสิทธิมีอำนาจ และพร้อมจะกลับมาทำชั่วในสภาได้อีก”

“โดยส่วนตัวเราไม่ได้มีเรื่องกับใคร ไม่ได้มีอะไรกับคุณสมัคร วันนี้ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใครเราก็จะทำแบบนี้ ต้องทำให้เป็นต้นแบบต่อไป ผมเองทำงานเพื่อภาคประชาสังคมประมาณ 7 - 8 ปีแล้ว และเป็นประธานกลุ่มธรรมะเยาวชน เน้นความพอเพียง เสียสละ ซื่อสัตย์ เราทำงานเยาวชนมาเยอะ ถ้าพูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่งคนเขาจะไม่เชื่อถือ มันไม่ได้สำคัญที่ตัวเรา สำคัญที่ต้นแบบคนที่เป็นตัวอย่าง ถ้าต้นแบบสร้างมาไม่ดีประเทศชาติก็จะพังพินาศ เราสอนให้เขาซื่อสัตย์อย่าโกง แต่ถ้าสิ่งที่สอนกับสิ่งที่ทำขัดแย้งกันสิ้นเชิง แล้วองค์กรเราจะไปสอนเยาวชนได้อย่างไร”

“นักการเมืองยุคนี้เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไปสร้างเด็กรุ่นใหม่ดีกว่า ไม่งั้นเกิดเด็กไปเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี และยึดเอาไปปฏิบัติตามจะทำให้ประเทศชาติพินาศกว่าเดิม”

“นายกไม่ใช่บุคคลธรรมดา เป็นคนสาธารณะ เรามีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องถ้าเห็นว่ามันไม่ถูกไม่ควร ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกลียดใครมาก ชอบใครมาก หรือแค้นใครมาก แต่เป็นการทำหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมบนความถูกต้อง เพื่อที่เขาจะได้ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเราต้องทำให้เป็นมาตรฐานของนักการเมือง ไม่ใช่มีอำนาจก็สามารถซื้อได้ทุกอย่าง”

“เด็กในวันนี้วันหนึ่งก็ต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ซักวันหนึ่งก็ต้องแก่เฒ่า จะได้อยู่อย่างสงบสุข ท่านเองก็สูงอายุขึ้นทุกวัน น่าจะได้อยู่อย่างภาคภูมิใจมีศักดิ์ศรีที่ไม่ทำผิดไม่ละอายว่าเคยทำอะไรลงไป ขอให้มีความละอายในการทำชั่วกลัวบาป คนเราไม่ทำชั่วก็เพราะกลัวบาปกรรม เมื่อกลัวแล้วจะได้ทำบาปน้อยลง ทุกวันนี้มีอำนาจเยอะ แต่อย่าลืมว่าอำนาจนั้นมาจากประชาชน ถ้าสำนึกจริยธรรมไม่มีก็ต้องให้โอกาสเขาปรับตัว ทำดีคนก็ชื่นชมศรัทธา แต่ถ้าทำชั่วก็ต้องเชิญออก”

“ขอยืนยันว่าเราไม่ได้รักใครชอบใคร แต่ที่ต้องออกมาทำตรงนี้เพราะปัญหามันจะไม่มีที่สิ้นสุดไล่ไปก็มาใหม่ ฉะนั้นเราต้องแก้ที่ต้นเหตุ และที่เลือกวันพรุ่งนี้เพราะอาจมีการปะทะกัน ถ้าไม่ทำอะไรมัวแต่หลบอยู่เฉยๆ ดีกว่า เดี๋ยวก็แก้ปัญหาเองได้มันไม่ได้ ต้องช่วยกันอย่าผลักภาระแล้วอยู่เฉยๆ ไม่เจ็บตัวไม่ถูกใครว่า แล้วถ้าเราไม่ทำใครจะทำผลักไปเรื่อยๆ”

“ที่ผ่านมาทางองค์กรได้ติดตามมาสถานการณ์มาตลอด และคิดว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะจบ น่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่ไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็จะเสนอชื่อเข้ามาอีก มันชัดเจนแล้วว่าพึ่งนักการเมืองไม่ได้ พึ่งระบบเดิมๆ ไม่ได้ การเมืองใหม่ที่เราอยากเห็นคือคนไทยมีส่วนร่วมมากที่สุด ใครก็ได้ที่จะทำอะไรเพื่อเรียกร้องให้เกิดความถูกต้องไม่ทุจริตคอรัปชั่นก็ทำเถอะครับ”

“การที่เขาไม่อยากจะสำนึก ก็อยากให้เห็นแก่ส่วนรวมว่า ตำแหน่งบางตำแหน่งไม่เหมาะสมก็ขอให้ละเลิกความอยากนั้นเสีย ถ้าเลิกไม่ได้มันไม่สง่างาม ในเมื่อศาลก็ตัดสินออกมาแล้วว่าคนนี้มีความผิดจริง ถึงแม้จะเป็นความผิดเล็กๆ แต่มีผลต่อภาพลักษณ์”

“ท่านก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ผมไม่ได้ก้าวร้าวอะไร แต่มันเป็นการทำงานที่ใหญ่หลายองค์กร ผมเป็นประชาสัมพันธ์อบรมเด็กเยาวชน ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ใหญ่อบรมบ่มสอน พวกเราสำนึกมาตลอดว่า ถ้าเราไม่ร่วมเด็กเยาวชนทำเฉย พอชาติพังก็รับแต่ซากปรักหักพัง ถูกโกงกินจนหมดแล้วจะไปเรียกร้องอะไร ตอนนี้ประชาธิปไตยก้าวหน้าไปมาก เราต้องลุกออกมาแสดงออกสิ่งที่ถูกต้อง ไม่เอาคนโกงไม่เอาคนทุจริต”

แม้ว่าการเลือก “สมัคร” กลับมาอีกครั้งจะเป็นไปได้ตามหลักกฏหมาย แต่มันผิดหลักจริยธรรม

“จริยธรรมสำคัญกว่านะ กฏหมายมีช่องโหว่โดนแบบนี้กลับมาได้อีก การที่ศาลตัดสินแบบนี้คือการลงโทษที่สุดแล้วสำหรับผู้นำประเทศ ไม่ควรจะกลับมาอีก ควรจะคิดได้เองเลยไม่ได้มีการเขียนบทลงโทษ แบบนี้ถือว่ารุนแรงแล้วควรที่จะรู้ตัวเองแล้ว บางตำแหน่งให้คนอื่นทำดีกว่าเหอะ ถ้ามีมลทินแล้วให้คนอื่นทำ ถ้าเอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้งอย่างเดียวก็ออกไปเถอะ”

เผยการเมืองมาถึงทางตัน ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลยังเลือกสมัครเป็นนายกฯ ประชาชนจะหมดศรัทธา

“ถ้าพรรคร่วมยังจะเลือกเขาเป็นนายกฯ ก็คงจะแล้วแต่จิตสำนึกนะครับ มันถึงทางตันแล้ว วันที่ 25 ที่จะถึงนี้ก็จะมีการตัดสินคดีเกิดขึ้นอีก คำตอบก็มีอยู่แล้ว ความศรัทธาของพรรคต่างๆ ก็จะก็ลดลงไปด้วย ประชาชนกับพรรคการเมืองต้องพึ่งพาอาศัยกัน นักการเมืองไม่มีอุดมการณ์ประชาชนก็ไม่ศรัทธา เมื่อไม่ศรัทธาก็จะไม่ได้รับความเชื่อถือ คิดว่าอนาคตอันใกล้คนไทยคงได้เห็นนิสัยจริงๆ ของนักการเมืองแต่ละคนแต่ละพวก ว่าควรค่าที่เชื่อใจหรือไม่”

“การที่นักการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์ศาลก็เหมือนกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เราควรจะเคารพศาลคนที่ไม่เคารพศาลไม่เคารพกฏหมายก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ ก็ไม่รู้วาเบื้องหลังมีใคร มีกฏหมายเตือนไว้อย่าละเมิดอำนาจศาล ถ้าละเมิดก็จะแย่ด้วยตัวเราเอง”

“วันนี้ประเทศชาติมันแย่แล้ว เราออกมาทำตรงนี้ไม่ได้คิดว่าโหนกระแส ไม่ได้รอจังหวะ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง พรุ่งนี้คาดการณ์ว่าจะเกิดการแตกหักปะทะกัน ถ้าการกระทำบางอย่างช่วยลดความเปลี่ยนแปลงตึงเครียดก็ต้องทำ ถ้าการกระทำด้วยวิธีใดๆ สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์รุนแรงได้ถือเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่มาก”

“ฉะนั้นเราต้องหาวิธีทางที่ทำให้เขาเชื่อ ซึ่งการถวายฎีกาน่าจะเป็นทางรอดทางเดียวในสังคมปัจจุบันที่กำลังหาที่พึ่ง”

โดยในวันดังกล่าวในเวลา 13.00 น. มีการนัดรวมตัว 84 องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นที่บริเวณวัดพระแก้ว เพื่อทำพิธีสวดมนต์ และจะเดินทางไปถวายฎีกาที่สำนักราชเลขาธิการเวลา 13.30 น.

นักกิจกรรม องค์กรกรรมกร-ชาวนาเร่งมาร์คออก พร้อมดำเนินคดีทรราชฆาตกรฆ่าประชาชน

ที่มา Thai E-News




ยังเกาะเก้าอี้ต่อ-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงข่าวด้วยสีหน้าหมองเศร้าโดยอ้างว่ามีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวในม็อบเสื้อแดงสังหารทหารที่ไป"ขอพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุม" ขณะที่คนเสื้อแดงแห่โลงศพผู้ประท้วงที่เสียชีวิตรอบกรุงเทพฯชูป้ายว่าอภิสิทธิ์เป็นทรราชผู้ทรยศชาติ(ภาพข่าว:รอยเตอร์)


แถลงการณ์
ทรราชย์อภิสิทธิ เวชชาชีวะต้องออกไป
ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน


สืบเนื่องมาจากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หุ่นเชิดของระบอบอำมาตย์ ได้ประกาศพระราชบัญญัติภาวะฉุกเฉิน และนำไปสู่การล้อมปราบประชาชนคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นับเป็นโศกนาฎกรรมทางการเมืองไทยและเกิดอาชญกรแห่งรัฐอีกครั้งหนึ่ง ที่ชนชั้นปกครองสั่งฆ่าประชาชน ผู้มีสองมืออันว่างเปล่า เพื่อเรียกร้องเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาคและเพื่อประชาธิปไตย

เราในนามองค์กร ที่มีรายชื่อข้างล่าง มีข้อเรียกร้องและความคิดเห็นดังนี้

1. เราขอเรียกร้องให้สังคมร่วมกันกดดันให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องยุบสภา ลาออกทันที และต้องถูกลงโทษตามกฎหมายในฐานะทรราชย์และฆาตรกรสั่งฆ่าประชาชน

2. เรามีความคิดเห็นว่า นักวิชาการ 303 คน ที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ นั้น ล้วนแต่เป็นนักวิชาการสนับสนุน ระบอบอำมาตย์มาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนและหลังการรัฐประหาร 19 กันยาย 2549 จึงขอประณามความคิดของนักวิชาการเหล่านี้ ที่มีทัศนะที่คับแคบล้าหลัง คลั่งชาติ นิยมเผด็จการ ขณะที่ทั่วโลกล้วนแต่มุ่งสู่เส้นประชาธิปไตย ที่เชื่อกันว่า มนุษย์มีความเท่ากันในการเลือกผู้บริหารผู้ปกครองประเทศ

3.เราขอเรียกร้องให้สังคมร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์ไม่สนับสนุนสื่อมวลชนบางส่วนบางองค์กรที่ทำหน้าที่รับใช้ระบอบอำมาตย์ โดยการบิดเบือนข้อเท็จจริง ใส่ร้ายป้ายสี สร้างข่าวเท็จ ไม่มีความกลาง ไม่มีความเที่ยงธรรม และไร้ซึ่งจริยธรรมของสื่อสารมวลชนที่ควรจะเป็น

4.เราขอเรียกร้องให้ เครือข่ายต่างๆที่อ้างว่า เป็น “ภาคประชาชน” “ภาคประชาสังคม” ทั้งหลาย ซึ่งหลายส่วนหลายองค์กรเคลื่อนไหวสนับสนุนระบอบอำมาตย์มาโดยตลอด ต้องยุติการบิดเบือนข้อเรียกร้องให้ยุบสภาของคนเสื้อแดง โดยการฉวยโอกาสเสนอให้ปฏิรูปประเทศไทย เพราะการปฏิรูปประเทศไทยนั้น ต้องให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศมีส่วนร่วมมิใช่นำการปฏิรูปประเทศไทย โดยระบอบอำมาตย์อย่างที่ครองอำนาจอยู่ และการปฏิรูปประเทศไทยต้องเริ่มต้นด้วยการยุบสภาเท่านั้น เพื่อนำสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ตลอดทั้งสร้างนโยบายต่างๆของประเทศให้มีความเป็นธรรม มีความเสมอภาค

5. กองทัพซึ่งเป็นสมบัติของประชาชน ต้องไม่ทำร้ายหรือปราบปรามประชาชนผู้ชุมนุม โดยเด็ดขาด ต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงกระบวนทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง และพึงตระหนักว่า การยึดอำนาจรัฐประหารจะต้องถูกลงโทษประหารชีวิตโดยไม่มีการนิรโทษกรรมอีกต่อไป ทหารผู้ใต้บังคับบัญชามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมหรือที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบบประชาธิปไตยของประชาชน

ลงนามโดย

1.เครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ปัญหาที่ดินภาคอีสาน (คอป.อ.)
2. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์น้ำเซิน (คอซ.)
3. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำปาว (คอป.)
4. เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภูค้อ-ภูกระแต จังหวัดเลย
5. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)
6. แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.)
7. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี
8. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
9. กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา จังหวัดกาฬสินธุ์
10. เครือข่ายอนุรักษ์ภูผาเหล็ก จังหวัดอุดรธานี
11. กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จังหวัดสกลนคร
12. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยภูมิ
13. กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น
14. กลุ่มเยาวชนมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น
15. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จังหวัดชัยภูมิ
16. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จังหวัดนครพนม
17. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จังหวัดยโสธร
18. สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
19. กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.)
20. ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง
21. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จังหวัดพิษณุโลก
22. เครือข่ายส่งเสริมสิทธิการจัดการทรัพยากรภาคเหนือตอนล่าง (คสปล.)
23. สหพันธ์เยาวชนคลองเตย (สยค.)
24. เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย
25. เครือข่ายชุมชนเมืองบ่อนไก่ กทม.
26. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
27. เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขลาโคก จังหวัดร้อยเอ็ด
28. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
29. เครือข่ายแรงงานเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ
30.กลุ่มประกายไฟ
31.องค์กรเลี้ยวซ้าย
32.กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย

ทหารยิงปืนกลไรเฟิลสังหารเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News





หลักฐานมัดคอมาร์ค-แกนนำเสื้อแดงได้นำคลิปหลักฐานของสำนักข่าวฝรั่งเศสแสดงให้เห็นทหารไทยได้ยิงปืนกลไรเฟิลออโตเมติกของพวกเขาตรงเข้าใส่ผู้ประท้วง ซึ่งผู้สื่อข่าวที่เห็นด้วยตาของตัวเองรายงานว่า "คลิปข่าวเจาะลึกของเราได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ตรงกันข้ามกับการประกาศจากรัฐบาลไทยที่ว่า ทหารไทยยิงแต่ลูกจริง"ขึ้นฟ้า"


โดย Mehdi Chebil
ที่มา เว็บไซต์ France 24
คลิปวีดีโอโดย Cyril PAYEN / Rebecca BOWRING John LIN, Regis DESCONLOIS
แปลไทย ไทยอีนิวส์
11 เมษายน 2553

คลิปเจาะลึกของสำนักข่าว "France 24" เผยความจริงตรงกันข้ามกับการประกาศของทางการไทยว่าทหารเพียงแต่ยิงลูกจริงขึ้นฟ้าในการปะทะกันกับผู้ชุมนุมประท้วงคืนวันเสาร์ที่ทำให้คนตายอย่างน้อย 21 ราย


ทีมข่าวสำนักข่าวฝรั่งเศส24 ได้รายงายข่าวจากพื้นที่ที่มีการต่อสู้หนักหน่วงที่สุดในคืนวันเสาร์เมื่อกองทัพไทยได้สั่งการให้มีการล้อมปราบกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงที่ต่อต้านรัฐบาล

คลิปข่าวเจาะลึกของเราได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ตรงกันข้ามกับการประกาศจากรัฐบาลไทยที่ว่า ทหารไทยยิงแต่ลูกจริง"ขึ้นฟ้า" มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย และบาดเจ็บกว่า 800 คนในความรุนแรงที่เกิดขึ้นดังกล่าว

ในคลิปนาทีที่ 1.25 ในวีดีโอจาก FRANCE 24 ข้างต้น, ทหารไทยได้แสดงอย่างชัดเจนว่าได้ยิงปืนกลไรเฟิลออโตเมติกของพวกเขาตรงเข้าใส่ผู้ประท้วง

"เราไปยังโรงพยาบาลหลายแห่งเมื่อเช้าวันอาทิตย์ และพบว่าเหยื่อหลายรายถูกลูกกระสุนไปที่หัว (…) มันเป็นเรื่องทำใจให้ยากที่จะเชื่อคำประกาศของเจ้าหน้าที่ที่อ้างว่าพวกเขายิงแต่กระสุนยางและยิงกระสุนจริงไปในอากาศ" นาย Cyril Payen นักข่าวของ FRANCE 24 ในกรุงเทพฯกล่าว เขาอยู่ในสถานที่เกิดเหตุขณะที่การปะทะกันเกิดขึ้นเมื่อคืนวันเสาร์

จากคำให้การของทีมของเรา การปะทะเริ่มเกิดขึ้นจากการระเบิดของลูกระเบิด โดยต้นเหตุยังไม่ทราบว่ามาจากไหน

"ระเบิดดังกล่าวได้สังหารทหาร 7 นาย และทำให้นายพันคนหนึ่งบาดเจ็บที่ศีรษะ" นาย Payen นักข่าว FRANCE 24 เผย

ในขณะที่เหยื่อเคราะห์ร้ายจากการระเบิดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล กองทัพได้ยิงกลับไปที่ฝูงชน และส่งผลให้กรุงเทพฯเข้าสู่ความวุ่นวาย

การปะทะเลือดเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากมีการประท้วงของประชาชนเสื้อแดงจำนวนมาก ซึ่งเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งและยุบสภา โดยเห็นว่านายอภิสิทธิ์ ซึ่งก้าวเข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2008 ไร้ความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง

หมายเหตุ: ท่านสามารถดูคลิปอื่นๆได้ที่http://thaienews.blogspot.com/2010/04/10.html

‘สมบัติผู้ดี’ กับ ‘ตรีดาว อภัยวงศ์’

ที่มา vattavan


‘สมบัติผู้ดี’ กับ ‘ตรีดาว อภัยวงศ์’

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มื่อต้นเดือนนี้ ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอหยุดทำการ และปิดมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน 2553 เป็นต้นไป จนถึงวันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน 2553 และไปเปิดทำการตามปกติเอาในวันจันทร์ ที่ 5 เมษายน 2553 ผู้คนที่ได้ยินประกาศแล้ว ยังคิดว่า

content/picdata/217/data/A2.jpg

ทางมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เห็นนิสิตจุฬาฯจะต้องไป “เช็งเม้ง” กันจำนวนมาก เลยใจดีหยุดให้ แต่ในที่สุดก็ได้ความว่า เหตุผลที่ปิดทำการนั้น
แท้ที่จริงแล้ว ทางจุฬาฯกลัวผลกระทบทางการเมือง ในห้วงระยะเวลาที่ผู้คนในชาติจำนวนมหาศาล กำลังชุมนุมกัน เพื่อซ่อมแซมประชาธิปไตย ที่ชำรุดทรุดโทรมของสยามประเทศ
สาเหตุจะเป็นไปเป็นมาอย่างไรนั้น ผมจะค่อยๆลำดับให้ฟังดังต่อไปนี้

นิสิตของจุฬาฯนั้น เคยมีประวัติเป็น ‘ผู้นำทางปัญญา’ ให้กับผู้คนของประเทศนี้ ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องการบ้านการเมือง โดยเฉพาะการริเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ และมีความสำคัญมาก นั่นคือ
ริเริ่มจัดการเดินขบวน เพื่อต่อต้านคัดค้านผลการเลือกตั้ง เมื่อปี พ.ศ.2500 ครั้งพรรคเสรีมนังคศิลาฝ่ายรัฐบาล แข่งกับประชาธิปัตย์ แต่มีการกล่าวหาว่า
ทางฝ่ายรัฐบาล โกงการเลือกตั้ง!
การเดินในครั้งนั้น เป็นการก้าวย่างสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยได้ตั้งขบวนออกเดินจากจุฬาฯ ตอนสายๆ มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่รัฐสภา ฝ่ายรัฐบาลก็ส่งทหารมาตั้งด่านสกัดกั้นที่สะพานมัฆวานฯ แต่ขบวนก็ฝ่าฟันไปได้ โดยไม่มีการปะทะกัน
เมื่อถึงรัฐสภา ฝูงชนที่มีกำลังอารมณ์พลุ่งพล่าน ได้พังประตูสภาเข้าไป (ฟังคุ้นๆไหมครับ?)และขอพบนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านจอมพล ป. คนปีไก่ นายกฯในขณะนั้นได้ลงมาพบ แต่ปรากฏว่าเจรจากันไม่รู้เรื่อง
ประชาชนจึงเรียกร้อง ขอให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้ขึ้นพูด ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ขัดข้อง ได้ขึ้นปราศรัยตามคำเรียกร้อง และรับจะแก้ไขปัญหา ฝูงชนพอใจ การสลายตัวจึงเกิดขึ้น
จอมพล ส.จึงได้คิวพระเอกไปเต็มๆ!
นี่เป็นบทบาทของนิสิตจุฬาที่เด่นมาก เพราะหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่เคยมีการเดินขบวนครั้งใหญ่มาก่อน แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงครั้งเดียว ที่จุฬาฯเป็นแกนนำ ทั้งนี้ก็เพราะว่า
หลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ฯ ได้ปฏิวัติยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ เมื่อปี พ.ศ.2502 ก็ได้ส่งจอมพล ประภาส จารุเสถียร นายทหารที่ร่วม
ก่อการ ไปเป็นอธิการบดีของจุฬาฯ จากนั้นบทบาททางการเมือง ของมหาวิทยาลัยสามย่าน ก็ค่อยๆซาลง นิสิตสงบเสงี่ยมเรียบร้อยมากขึ้น ไม่หวือหวาเหมือนเก่า เลยเสียการนำทางการเมือง ให้กับทางกลุ่มนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไป

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
การเคลื่อนไหวทางการเมืองในจุฬาลงกรณ์นั้น ตามตัวอย่างที่ผมยกมาโดยย่อ ก็เพื่อแสดงว่า นิสิตจุฬาฯนั้นเป็นผู้ดำรงความคิดริเริ่มและมีแนวทางการเมืองของตนเองอย่างชัดเจน การแทรกแซงของอาจารย์ แทบจะไม่มีปรากฏให้เห็น
การเคลื่อนไหวของนิสิตจุฬา ในระยะหลังๆ มักไปรวมกับกลุ่มนักศึกษาอื่นๆที่มหาวิทยาลัยท่าพระจันทร์ แต่ก็ยังพอมีนิสิตตัวเด่นๆของจุฬา มาโดดดังยุคต้าน ‘ถนอม-ประภาส’เธอชื่อ
จิระนันท์ พิตรปรีชา!
หลังจากนั้น นิสิตหัวก้าวหน้าทางการเมือง ของสถาบัน
สามย่านแห่งนี้ ดูเหมือนจะโรยราเหมือนต้นจามจุรียามราโรย ซึ่งทอดเวลาเนิ่นนานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว ยังหาหนุ่มสาวจากจุฬาฯขึ้นมาแทนที่ ‘คุณป้า-จิระนันท์’ เธอไม่ได้

ส่วนการเคลื่อนไหวของอาจารย์จุฬาฯทั่วๆไป ก็ไม่ต่างจากสถานศึกษาของรัฐอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการดำเนินการส่วนตัวแบบ ‘ทางใครทางมัน’ และจะไปเคลื่อนไหวนอกจุฬาฯ หรืออย่างมากพวกอาจารย์ที่ไปร่วมกิจกรรมทางการเมือง ก็เอามหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งนี้ไว้ เป็นที่ ‘อิงหลัง’คล้ายๆเป็นเพียง ‘เซฟเฮ้าส์’ ของตัวเองเท่านั้น
การที่มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของชาติอย่างจุฬาฯ ต้องประกาศปิดตัวเองลงในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการกระทำของนิสิต หากแต่เป็นการเคลื่อนไหวส่วนตัวของพวกอาจารย์ และเป็นเรื่องเฉพาะตัวด้วย
รายงานข่าว เขาบอกว่า...

สาเหตุที่จุฬาฯต้องประกาศปิดเรียน เพราะมีอาจารย์ 1 นาย กับอีก 1 นาง ดันสะแหลนโผล่ออกมา ชักชวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ท่ามกลางความแปลกใจของนิสิต และเพื่อนอาจารย์เอง
อาจารย์สองคนของมหาวิทยาลัย นั้นคือนายจรัส สุวรรณมาลา และนางตรีดาว (สุขุม) อภัยวงศ์ ที่มีประวัติชัดเจนว่า เป็นฝ่ายพันธมิตร (ผู้คนชอบเรียกว่า ‘พันธมาร’)
นายจรัส สุวรรณมาลา เคยขึ้นเวที่กลุ่มพันธมาร ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลายครั้งใน ปี 2548 จนเจ้าตัวถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ถึงความไม่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในนักวิชาการเสื้อเหลือง ที่กลุ่มพันธมารระบุว่า เป็นเครือข่ายนักวิชาการของกลุ่มคนเสื้อเหลือง
ในที่สุด นายจรัส ทนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่ไหว ต้องลาออกจากคณบดีคณะรัฐศาสตร์
ต่อมา หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 นายจรัสได้รับการปูนบำเหน็จจาก ‘ไอ้บัง กบฏ’ ให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
เท่านั้นไม่พอ ยังได้ทุนจากรัฐบาลยุทธ ยายเที่ยง เป็นจำนวน 46 ล้าน มาทำการวิจัย แต่กลับส่งกลิ่นฟุ้ง เพราะโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก (ซึ่งผมจะเอารายละเอียด มาฟาดกันให้จั๋งหนับอีกที)
ส่วนนางตรีดาวฯ คู่หูคู่ฮานั้น เป็นหนึ่งในคณาจารย์คณะอักษรศาสตร์ ที่เคยเข้าชื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออก และได้ขึ้นเวทีปราศรัยขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการชุมนุมที่หน้าห้างสยามพารากอนในวันที่ 29 มีนาคม ด้วย จัดได้ว่าอาจารย์ทั้งคู่นี้
เป็นพวก “เสื้อเหลือง” เต็มพิกัด!

มาคราวนี้ อาจารย์เสื้อเหลืองทั้งสอง ได้ประกาศเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าแปลกใจ คือ ชักชวนให้ผู้คนสวม “เสื้อชมพู” มาชุมนุมกันในมหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือ การสนับสนุนรัฐบาล ต่อต้านการชุมนุมของกลุ่ม นปก.
การเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาย-หญิงคู่นี้ มีผลนำไปสู่การปิดมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ ซึ่งคงจะไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าหากอาจารย์ทั้งสอง ไม่มีตราประทับ หรือถูก ‘สักหน้าผาก’ ว่าเป็นฝ่ายพันธมาร และไม่ใช้มหาวิทยาลัยเป็นที่ชุมนุม
ทางจุฬาฯคงไม่ประกาศ ปิดฉุกละหุกอย่างนั้น!
การกระทำของอาจารย์ทั้งสองนั้น คงทำไปโดยพลการ ไม่ได้ปรึกษาหารือกับฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยก่อน จึงเป็นการนำจุฬาลงกรณ์ ลงไปคลุกฝุ่นการเมือง เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนโดยแท้ ทั้งๆที่รู้ดีแก่ใจว่า
สภาพภายในของจุฬา ปัจจุบันก็ไม่ต่างจากนอกรั้วมหาวิทยาลัย คือแบ่งกันเป็นฝักเป็นฝ่ายเรียบร้อยแล้ว โดยมีคนทั้งเห็นด้วยกับรัฐบาล และฝ่ายที่มีความเห็นตรงข้าม
หรือเป็นปฏิปักษ์ด้วยซ้ำ!
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ ที่อาจารย์ผู้ใหญ่อย่างท่านอธิการบดี จะมีการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เพื่อระงับผลร้ายที่อาจเกิดขึ้น ด้วยการประกาศปิดมหาวิทยาลัย ชาวบ้านเขาก็พากันสรรเสริญว่า
ท่านอธิการนั้น….ทำถูกต้องแล้ว!

มื่อวันอาทิตย์ต้นเดือน เม.ย. ตอนเช้าตรู่ ผมได้ฟังรายการวิทยุ 96.5 มีนายจิระ หงส์ลดารมย์ อาจารย์เก่า ม.ธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการร่วมกับสตรีอีกนางหนึ่ง เป็นรายการเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งก็ไม่ได้ให้ข้อคิดที่พิศโดกพิสดารอะไร การแสดงความเห็นก็เป็นเรื่องเป็นเรื่องพื้นๆ ไม่มีจุดเด่นที่พอจะนำมาพูดถึง
แต่ที่สำคัญ และไม่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรมนุษย์ ก็คือ
นายจิระฯ ดันทะลึ่งใช้ถ้อยคำรุนแรง วิพากษ์วิจารณ์การกระทำอธิการบดีจุฬาลงกรณ์ ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
ถ้าจำไม่ผิดอีตาจิระฯนั้น ถึงกับใช้คำ “ประณาม” กับการประกาศหยุดการเรียนของอธิการบดีจุฬาฯในครั้งนี้
อยากจะบอกว่า นายจิระนั้น ไม่ได้วิเศษวิเสโส ถึงขั้นไปออกอาการกร่างอย่างนั้น เพราะแค่ประวัติอย่างนายจิระฯนั้น คงไม่ทางเทียบกับ ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ภิรมย์ กมลรัตนกุลอธิการบดีของจุฬาฯได้ เพราะการที่อีตาจิระฯคนนี้ ดันไปมีข่าว
อื้ออึงในทางลบแก่ตัวเองนั้น
ผู้คนเขาก็ยัง...ไม่ลืม!

ดังนั้น การที่นายจิระฯฉกฉวยโอกาส ใช้คลื่นวิทยุ อ.ส.ม.ท. Fm 96.5 ที่ทางสถานีอุตส่าห์ใช้ชื่อเรียกขานว่า‘คลื่นความคิด’ มาใช้เป็นช่องทางโจมตีต่ออธิการบดีจุฬาฯโดยตรง และไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของรายการเลย เป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์ขององค์กรสื่อสารแห่งนี้ และอาจทำให้คลื่นดีๆของ อ.ส.ม.ท. อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์
จนกระทั่งกลาย ‘คลื่นสิ้นคิด’ เป็นไปในที่สุดก็เป็นได้!

การที่นายจิระฯออกมามาพูด ในทำนองปกป้องการกระทำของสองอาจารย์ ที่กระทำการอันไม่สมควร เพราะอาจนำสถาบันเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงอย่างจุฬาฯ ไปโดนย่ำยีทางการเมืองได้ นั้น
ถ้าหากมองลึกเข้าไป ถึงเบื้องหลังของการวิพากษ์วิจารณ์ออกสื่อวิทยุของอีตาจิระฯ เราก็จะพบว่า
นางตรีดาว อภัยวงศ์ หนึ่งในผู้ที่เคลื่อนไหว เพิ่งแต่งงานกับลูกติดภริยาใหม่ของนายจิระฯซึ่งเป็นลูกชายของ นายปราโมทย์ สุขุม นักการเมืองผู้เป็น ‘สุภาพบุรุษ’ ซึ่งล่วงลับไปแล้ว
ใช่แต่แค่นั้น นางตรีดาวฯก็ยังเป็น ‘วิทยากร’ ในหลักสูตรของนายจิระฯ ที่ไปรับฝึกอบรมให้องค์กรต่างๆด้วย
คราวนี้ถึง ‘บางอ้อ’ กันหรือยังล่ะครับ!?

ขอพูดอย่างตรงไปตรงมา ว่า
การที่หนูตรีดาวฯนั้นเกิดมาในตระกูลเก่าแก่ มีฐานะพอสมควร ได้รับการศึกษามากกว่าลูกสาวชาวบ้าน ก็นับว่าโชคดีแล้ว แถมยังได้ไปเป็นลูกสะใภ้ตระกูล “ผู้ดี-มีเงิน” แต่น่าชมที่ตัวเธอกลับไม่หยิบโหย่ง และไม่ใช่เป็นประเภท...
ฉันเกิดมาสบายแล้ว เลยไม่สนใจบ้านเมือง!
นอกจากนั้น ยังชอบที่หนูตรีดาวรู้จัก “Fight for the right!” และเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ ที่มีทั้งความรู้และอุดมการณ์
แต่เสียดายที่หนูตรีดาว (และนายจรัส สุวรรณเวลา อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์)ออกมาเรียกร้องครั้งนี้ ดันทำในรูปของกลุ่ม “เสื้อสีชมพู” ซึ่งหนูตรีดาวฯยืนยัน ว่า
เป็นภาคประชาชน ที่ไม่ต้องการแบ่งฝ่ายเลือกสีทางการเมือง ต้องการเพียงจะแสดงพลังความรักชาติ ความสามัคคี และไม่ต้องการให้คนกรุงเทพฯ...ต้องตกเป็นตัวประกัน!
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็ทราบกันทั้งในจุฬาฯและทั่วๆไปว่า หนูตรีดาว(และนายจรัสฯ) เป็นพวกสีเหลือง และเป็นเหลืองแท้ๆ ที่ขึ้นเวที ปราศรัยเพื่อพันธมารมาแล้วทั้งคู่!
ตรงนี้...น่าเสียดาย

หนูตรีดาวรู้หรือเปล่าว่า
ความองอาจ กล้าหาญ เป็นสมบัติที่สำคัญยิ่งของผู้ดี!
การ “พูดสิ่งใดย่อมเป็นที่เชื่อถือได้” ก็เป็นสมบัติของผู้ดี!!
การที่หนูตรีดาวต้อง “ปลอมตัว” เป็นสีชมพู แล้วออกมาบอกว่าตนไม่แบ่งฝ่าย ไม่เลือกสี ไม่เลือกข้าง จึงกลายเป็นว่า
หนูตรีดาวขาด ‘สมบัติผู้ดี’ ไปหลายข้อ คือ...
-ไม่องอาจ
-ไม่กล้าหาญ
-สิ่งที่พูดเชื่อถือไม่ได้
-ใช้ถ้อยคำมุสา

ประการหลังนี่ ผู้ดีจะใช้คำอย่างนิ่มนวลว่า “พูดปด” ไม่ใช่ “โกหก” หรือ“ตอแหล” อย่างที่ไพร่เขาใช้กัน
คราวนี้ ขอให้หนูตรีดาว ลองนึกภาพตามผมนะ
...สมมุติว่านายควง อภัยวงศ์ ออกมาต่อสู้ทางการเมือง แต่แทนที่จะใส่เสื้อของพรรคประชาธิปัตย์ กลับปลอมตัวไปสวมเสื้อพรรคมนังคศิลาของจอมพล ป....
อย่างนี้...คุณควงจะทำไหม?

content/picdata/217/data/1].2.jpg

หากผู้ดีอย่างหนูตรีดาว จะออกมาสู้กับไพร่สีแดงตรงๆ โดยบอกว่าตัวเองเป็น‘เสื้อเหลือง’และไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพวกเสื้อแดง ที่ออกมาชุมนุมเพื่อซ่อมแซมประชาธิปไตยกันมากมายมหาศาล เพราะเห็นว่าปล่อยไว้จะเป็นโทษแก่ประเทศไทย อย่างนั้น-อย่างนี้
น่าจะถูกต้องกว่าไหม?
อธิบายด้วย ‘เมตตา’ (อีกคุณสมบัติหนึ่งของผู้ดี) เพื่อให้คนที่เขาไม่มีกำเนิดและโอกาสที่ดีอย่างหนู ได้เข้าใจ เผื่อเขาจะหันกลับมาร่วมอุดมการณ์กับหนู เขาอาจจะช่วยหนู fight for the right หรือ
ต่อสู้เพื่อความถูกต้องด้วยซ้ำ!
หากพวกเขาโง่เง่าและเข้าใจช้า หนูตรีดาวก็ควรมีความอดทน ไม่ย่อท้อ(คุณสมบัติของผู้ดี อีกนั่นแหละ) เพราะการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ต่ำต้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็นด้านใดๆ รวมทั้งด้านให้การศึกษา ก็ล้วนเป็นหน้าที่ของชนชั้นสูง(noblesse oblige)
แต่ทั้งนี้ หนูตรีดาวเองก็จะต้องแน่ใจว่า การ fight for the right หรือต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้องของหนู นั้น...เป็นของแท้!
สิ่งที่หนูตรีดาวเคยคิด หรือกำลังคิดว่า “ถูกต้อง” นั้น อาจจะผิดก็ได้
ลองพิจารณาดูใหม่ ก็ได้นะหนูนะ!!

หากเห็นว่าผิดก็จงอย่าดึงดัน เพราะอีกข้อหนึ่งของสมบัติผู้ดี คือ...ไม่เป็นผู้ดึงดันในสิ่งที่ผิด
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ผู้ดีต้อง
“ตั้งอยู่ใน...ความเที่ยงตรง”
หนูตรีดาวต้องจำไว้ ผู้ดีควรเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ไพร่ ทำตัวให้เขานับถือ อย่าทำอะไรให้เขาว่าได้

ผู้ดีน่ะ ‘ผิวบาง’ โดนนิดโดนหน่อย...ก็แสบซิบๆ!

หนูว่าอย่างนั้นไหมจ๊ะ!!?

................

ท้ายบท
ระหว่างการชุมนุมเพื่อซ่อมแซมประชาธิปไตย อาจทำให้แฟนๆอาจพลาดข้อเขียนตอนที่แล้วไป จึงอยากให้เข้าอ่านบทความชื่อ
ตอแหล’ บรรลัย เลยนะ...นายอภิแสบฯ แชมป์โล(ซ)ก!!!
ที่อยากให้อ่านก็เพราะว่า
หากมีใครเขาถามว่า “ไอ้รัฐบาลนี้มันโลซกแค่ไหน?” จะได้ตอบกันได้ถูกต้อง...อ่านต่อใน...
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=216

แถลงการณ์ พตท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

W_Whisky

ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งถึงการเสียชีวิต ของพี่น้องชาวไทยร่วมชาติ
ที่ต้องมาเสียชีวิต จากการเรียกร้องประชาธิปไตย อย่างสันติ อหิงสา
และพี่น้องทหาร ที่ชีวิตต้องมาจบลง
ทั้งๆที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี สามารถหลีกเลี่ยงความสูญเสียนี้ได้ตั้ง นานแล้ว โดยการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะนั่นคือข้อเรียกร้องข้อเดียวของพี่น้องผู้มาชุมนุมในขณะนี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบทั้ง ทางการเมือง และกฎหมายอาญาไปได้ว่า การสลายการชุมนุมเกิดจากคำสั่งของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนอกจากเหตุผลในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่มีอยู่ และเป็นการประกาศที่มิชอบด้วยกฎหมายแล้ว การสั่งการและใช้อำนาจตามกฎหมาย
ยังเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ลุแก่อำนาจ และ เป็นการใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชน
ซึ่งนายกรัฐมนตรียังไม่รู้สำนึก และปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างไร้คุณธรรม

คงเป็นการยากที่จะเรียกร้องความรับผิดชอบใดๆจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แต่ผมขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าตำรวจหรือทหารว่าอย่าทำร้ายพี่น้องคนไทยด้วยกันเลย พวกเขาเป็นผู้เรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรม เพื่อคนไทยทุกคน ตามแนวทางสันติ อหิงสาเท่านั้น และขอให้คนไทยตระหนักว่า การยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ที่จะทำให้คนไทยทุกคนทุกสี มีความสุข และประเทศเดินหน้าต่อไปได้

พตท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
11 เมษายน 2553

http://redsiam.org/forum/index.php?topic=98.0

พล.ต.วลิต โรจนภักดี ทหารเสือพระราชินี ผู้โดนกวางขวิดขาขาด

ที่มา thaifreenews


โดย ลูกชาวนาไทย


เมื่อสงกรานค์ปีที่แล้ว พล.ต. วลิต โรจนภักดี ผบ.กองพลทหารราบยานเกราะที่ 2 เป็นผู้นำกองกำลังพยัคฆ์บูรพา เข้ามาฆ่าคนเสื้อแดงที่ดินแดง ตายไปหลายศพ แต่ไม่อาจหาศพเจอ เพราะมีการทำลายหลักฐาน

พล.ต. วลิต ก็เหมือนพยัคฆ์ร้าย ที่ล่ากวางที่ไร้เขี้ยวเล็บอย่างสนุกสนาน เพราะกวางไม่มีเขี้ยวเล็บที่จะสามารถต่อสู้กับเสือได้ ก็เหมือนกับคนเสื้อแดง มีแต่มือเปล่า ไม่มีอาวุธอะไรที่จะสามารถต่อสู้กับทหารเสือพระราชีนีที่มีอาวุธครบมือ มีรถถัง ยานเกราะ พร้อมรบสมบูรณ์ได้

แต่คืนวันที่ 10 เมษายน 2553 พล.ต. วลิต ก็โดนกวางน้อย ที่ต่อสู้อย่างกล้าหาญ สุดท้าย ก็สามารถขวิดนายพรานตายไปหลายศพได้ ทั้ง พ.อ. ร่มเกล้า ที่ตายไปแล้ว ส่วน พ.ท.เกรียงศักดิ์ โพธินันทเดช ที่เป็น ผบ.หน่วยสังหารประชาชปีที่แล้ว ปีนี้ก็มาอีก ตอนนี้ก็ได้ข่าวว่า อาการหนัก

พล.ต.วลิต ขาขาด กลายเป็น "เสือพิการ" ไป เสือที่พิการ ก็หมดควมหมาย หมดอนาคต จากการที่เป็นทายาทต่อลำดับ รุ่นพี่เพื่อเป็น ผบ.ทบ. ก็กลายเป็น "ทหารแก่พิการขาขาด เพราะนำกำลังเข้าสังหารประชาชน" ให้ได้รับความอัปยศไปชั่วชีวิต

เขาคงไม่ได้เป็น แคนดิเดท ตำแหน่งใหญ่ใดๆ อีกแล้ว

กรรมตามทันพวก บูรพาพยัคฆ์เร็วเกินคาด หน่วยบัญชาการระดับสูง โดนทำลายแบบเจ็บแสบที่สุด