WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 14, 2010

เรียน นักรบนิรนามสี่แยกคอกวัว คุณกำลังทำสงครามที่เป็นธรรมอยู่ จงสู้ต่อไป

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

เหตุการณ์ทหารทั้งกองพันโดนถล่มเละทั้งที่ไปแบบพร้อมรบ เมื่อคืนวันที่ 10เมษายนที่ผ่านมา สร้างความตระหนกตกใจอย่างยิ่งต่อทหารใหญ่หลายคน เนื่องจากสภาพแตกยับเยินแบบนี้ไม่เคยปรากฏในการยกกำลังออกปราบปรามประชาชนมา ก่อนเลย ชัดเจนว่าการเคลียร์พื้นที่โดยกำลังอาวุธในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่อง ง่าย ความสูญเสียอาจจะสูงกว่านี้อีก จึงให้ถอยกลับกรมกองกันเป็นแถบ เพราะทหารใหญ่ ๆ เชื่อว่า เหตุการณ์ต่อ ๆ ไป จะขยายตัวเป็นสงครามกองโจรในเมือง ที่่ลำบากต่อการสู้รบ เพราะไม่ใช่การชุมนุมให้เห็น ๆ ตัวกันอย่างในวันนี้

ยกเว้นแต่หัว หน้าทหารหมาบูรพาสุนัข ประยุทธ จันทรโอชา ที่แทบจะโดนละลายไปทั้งหมด หัวฟัดหัวเหวี่ยงพยายามจะเรียกร้องกำลังเสริมเพื่อกวาดล้างคนเสื้อแดงให้ได้ แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือในขณะนี้ (ต่อไปไม่แน่)

เมื่อศึกษา สถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีความเห็นดังนี้

1.
ฝ่ายเสนาธิการของบูรพา สุนัขประมาท ประเมินประชาชนต่ำไป เพราะคิดว่าคงเหมือนสงกรานต์เลือดปีที่แล้ว ที่พวกบูรพาสุนัขแค่ถลอก ๆ กันเท่านั้น เพราะคนเสื้อแดงไม่มีอาวุธจะสู้

2.
ผู้บังคับบัญชาของ บูรพาสุนัข ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ใด ๆ ได้เลย เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน การโต้กลับด้วยอาวุธทหารราบธรรมดาแบบ M79 เท่านั้น ก็ทำให้ทุกอย่างสับสนวุ่นวายไปหมด การถอยเป็นไปอย่างปราศจากระเบียบวินัย ทิ้งอาวุธยุทโธปกรณ์ยานพาหนะมากมายให้ถูกยึดเป็นสินสงครามเกลื่อนกลาด

3.
ทหาร อื่นในกองทัพเริ่มมองออกกันแล้วว่า ฝ่ายประชาชนไม่ได้ถือตำรวจทหารทั่วไปเป็นศัตรู ศัตรูของประชาชนมีเฉพาะหน่วยที่เป็นสุนัขรับใช้ศักดินาอำมาตย์อย่างสุดจิต สุดใจแบบทหารหมาบูรพาสุนัขและอีกไม่กี่หน่วยในเครือข่ายเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปเป็นศัตรูของประชาชน และไม่จำเป็นต้องเข้าไปสู่สถานการณ์สงครามกลางเมือง ใครอยากรบกับประชาชนเชิญไปทำกันเอง

4.
การปรับกำลังของหน่วยทหาร หมาบูรพาสุนัขจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง แต่คงไม่นานนัก ทางฝ่ายประชาชนควรมียุทธวิธีต้านก่อนมาถึงพื้นที่ อย่าปล่อยให้พวกนี้เคลื่อนไหวอย่างคล่องตัวอีกต่อไป ระหว่างทางจากราบ 11 บางเขน จาก ราบ 21 ชลบุรี หรือ พล ร.2 ปราจีณบุรี ต้องมีการรบกวนหรือตีฉาบฉวยด้วย

ยุทธวิธีทางการทหารนั้น ไม่เกี่ยวกับ นปช.และเสื้อแดง ฝ่ายการเมืองต้องเดินแนวทางสันติอหิงสาต่อไป แต่ใครจะใช้แนวทางการทหารนั้นก็เรื่องของเขา เพราะวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้แล้วว่าการทำ สงครามที่เป็นธรรมนั้นต้องทำ เห็นได้จากความชื่นชมที่แสดงออกเมื่อบูรพาสุนัขโดนถล่มจนสิ้นสภาพครั้งนี้ อยู่เฉยอย่างเดียว ชัยชนะจะมาจากไหน ไม่ใช้ยิงข่มเสียบ้าง พวกมันก็จะกร่างทำเราอยู่ข้างเดียว เหมือนสมัยสงกรานต์เลือดปีที่แล้ว

จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนไทย...จากไพร่เสื้อแดง

ที่มา thaifreenews


บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ผมได้รับจดหมายจากเพื่อนคนหนึ่งที่เขียนถึงสื่อมวลชน จากความอึดอัดและรับไม่ได้กับความอคติของสื่อมวลชนไทยในขณะนี้ ที่เป็น “เชื้อฟืน” และปัญหาอันหนึ่งของความขัดแย้งในสังคมไทยในเวลานี้ สื่อมวลชนไทย นอกจากไม่ทำให้ความขัดแย้งลดลงและสร้างความเข้าใจอันดีให้กับประชาชนแล้ว แต่กลับซ้ำเติมให้ความขัดแย้งที่มีมากอยู่แล้วให้ขยายตัวมากขึ้น

สื่อมวลชนไทยวันนี้ ทำตัวไม่ได้ต่างกับ “สื่อมวลชนรวันดา” ก่อนเหตุการณ์สังหารหมู่ระหว่างเผ่าฮูตูกับเผ่าตุ๊ดชี่ และประเทศไทยได้ก้าวเข้าใกล้จุดนั้นมาแล้ว

หลังจากการสังหารหมู่ของ “ทหารเสือพระราชินี” หรือทหารที่ใช้นามว่า “บูรพาพยัฆ์” ที่แยกคอกวัว และแยกสตรีวิทย์ ในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา ผมอยู่ในบริเวณนั้น ผมเห็นความคลั่งแค้นของประชาชนว่ามันมีมากแค่ไหน รถถัง (สายพานลำเลียงพล) 6 คัน ถูกมวลชนระบายแค้นทำลายเรียบ

อย่าคิดว่าประชาชนไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง “คำสั่งสังหารหมู่ในวันนั้น” อย่าได้มั่นใจเกินไปว่า “โปรประกันดากว่าครึ่งศตวรรษมันยังมีมนตร์ขลัง วันคืนเก่าๆ มันไม่มีเหลือแล้ว

ผมขออนุญาตนำ จดหมายเปิดผนึกมาลงเลยนะครับ

----------------------------------


จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนไทย (ส่วนใหญ่)

หยุดสนับสนุนรัฐบาลโจร (อำมาตย์) รุมโทรมประชาชน (ไพร่) เสียที

โดย..ไพร่เสื้อแดง


มีคำกล่าวไว้ว่า “การปกครองของรัฐบาลประเทศนั้นเป็นเช่นใด สะท้อนได้จาก(เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของ) สื่อในประเทศนั้นๆ” การปิดกั้นช่องทางสื่อสารระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงและสังคมแทบทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทีวีคนเสื้อแดง (People channel) วิทยุชุมชนเกือบ 1000คลื่น และเว็บไซต์กว่า 36 เว็บไซต์ คือความจริงที่เป็นเผด็จการ ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังกระทำอยู่ มิหนำซ้ำ ยังมีสื่อกระแสหลักจำนวนมากช่วยกระหน่ำ ซ้ำเติม ให้ข่าวที่เป็นความจริงเพียงด้านเดียวมอมเมาประชาชนอย่างบ้าคลั่งและไร้อารยะที่สุด มิได้ต่างจากสื่อเผด็จการในเดือนตุลาคม 2516 2519พฤษภาคม 2535 และเมษายน 2552 แต่อย่างใด เผลอๆ อาจมีดีกรีความโหดเหี้ยมมากกว่าด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารต่างๆ ที่มีมากกว่า เพื่อสร้างความชอบธรรมในการสั่งปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างรุนแรงของนายอภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 10เมษายน 2553 ที่ผ่านมา และไม่มีทีท่าจะหยุดกระพือโหมข้อมูลบิดเบือนที่สอดประสานกันอย่างต่อเนื่องระหว่างสื่อของรัฐบาล (ทั้งวิทยุและโทรทัศน์) ฟรีทีวีทุกช่อง (ที่อยู่ภายใต้การควบคุมเบ็ดเสร็จของรัฐบาล)และทีวีและวิทยุชุมชนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

การโหมกระหน่ำโฆษณาชวนเชื่อ ใช้วาทกรรมทางการเมืองบิดเบือนข้อเท็จจริงผ่านสื่อต่างๆ ว่า การตายของเสื้อแดง 17 คน และทหาร 4 นาย(ข้อมูลล่าสุด ขณะเขียนจดหมายฉบับนี้) อาจเป็นการกระทำของมือที่สาม ผู้ก่อการร้าย กลุ่มนายทหารที่ปลดเกษียณแล้วและเป็นเสื้อแดง หรือเสื้อแดงปลอมเป็นทหารไม่ทราบฝ่ายสร้างสถานการณ์ขึ้นมา ฯลฯ ตลอดจนโทษว่าเป็นความผิดของแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.)เพียงฝ่ายเดียว ที่ทำให้มีการตายเกิดขึ้น เป็นต้น ล้วนเป็นความพยายามอย่างโจ่งแจ้งและต่อเนื่องของสื่อกระแสหลัก เพื่อทำให้สังคมหลงประเด็นและข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นผู้จุดชนวนแห่งโศกนาฎกรรม21 ศพ ด้วยการสั่งสลายการชุมชนของคนเสื้อแดงอย่างรุนแรงและทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการกระหน่ำยิงกระสุนยางอย่างไม่ขาดสายบริเวณสี่แยกคอกวัว และถนนข้าวสาร ตลอดจนการปล่อยก๊าซน้ำตาจากเฮลิคอปเตอร์ลงบนเวทีและบริเวณหน้าเวทีปราศรัยตรงสะพานผ่านฟ้าของผู้ชุมนุมเสื้อแดง โดยไม่สนใจผู้ชุมชนที่เป็นคนแก่ ลูกเด็กเล็กแดง ซึ่งนั่งฟังการปราศรัยอยู่บริเวณนั้นอย่างสงบ ทั้งนี้ได้กระทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงเย็น ตามด้วยการใช้อาวุธหนัก เช่น M16 ลั่นกระสุนปืนจริง ในแนววิถีกระสุนตรงเข้าใส่มวลชนเสื้อแดงบริเวณสี่แยกคอกวัวและสี่แยกจปร. อย่างไม่บันยะบันยัง จนประมาณ 4 ทุ่มของวันเดียวกัน ที่ปฏิบัติการอำมหิตของฝ่ายรัฐบาลได้ถอนกำลังออกไป หลังจากมีการยิง M79 จากบุคคลไม่ทราบฝ่ายสวนเข้าไปในแนวทหาร ส่งผลให้แม่ทัพผู้บัญชาการสลายผู้ชุมนุม (พลตรีวลิต โรจนภักดี) ได้รับบาดเจ็บสาหัส และทหารอีก 4 นาย เสียชีวิต ในเวลาต่อมา

การนำเสนอข่าวสารอย่างอคติ ขาดจรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่เกี่ยวกับการชุมนุมและการเคลื่อนไหวของมวลชนไพร่เสื้อแดง ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากความล้มเหลวของความคิดที่เป็นระบบ (The failure of system thinking) การติดอยู่ในกับดักของระบอบจารีต-อนุรักษ์นิยมล้าหลัง ภาพความน่ากลัวของระบอบทักษิณที่ถูกสร้างขึ้นมาหลอกหลอนสังคมไทยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และส่งผลให้สื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่และประชาชนอีกส่วนหนึ่ง (เสื้อเหลือง-ขาว-ชมพู?)กลัวระบอบนี้อย่างไร้สติจนถึงขั้นขี้ขึ้นสมอง หรือการยอมศิโรราบรับใช้อำนาจที่มองไม่เห็น ผ่านวาทะกรรม “เป็นคนดีเลิศ ประเสริฐจริยธรรม คุณธรรมสูงส่ง” เพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทนต่อเจ้าของสื่อ ฯลฯ พฤติกรรมเหล่านี้ ล้วนมีส่วนไม่มากก็น้อยในการสร้างความแตกแยกร้าวลึกของสังคมไทยในปัจจุบัน และการตายของประชาชนและทหารรวม 21 ศพ จากเหตุการณ์สลายการชุมชนเมื่อวันที่ 10เมษายน ที่ผ่านมา หากเปรียบรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นโจรที่ปล้นอำนาจกลางสภา แล้วข่มขืนประชาชน (ไพร่เสื้อแดง) ผู้เป็นเจ้าของอำนาจ สื่อมวลชนเหล่านี้ ก็ไม่ต่างกับสมุนโจร ที่นอกจากจะยืนส่งเสียงเชียร์การรุมโทรมประชาชนที่ไม่มีทางสู้ แล้วยังใช้อาวุธ (ปากกาเปื้อนหมึก คำโฆษณาชวนเชื่อออกทีวี)ทิ่มแทง ซ้ำเติมให้ประชาชนเหล่านี้ตายอย่างไร้ความชอบธรรมในสังคม ทั้งๆ ที่เป็นผู้ถูกกระทำ

ในฐานะประชาชนไพร่เสื้อแดงคนหนึ่ง ที่ถูกกระทำจากรัฐบาลเผด็จการอำมาตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเป็นส่วนหนึ่งของไพร่ที่ได้รับการปฎิบัติที่เป็นสองมาตรฐานในสังคมไทยในปัจจุบัน ขอเรียกร้อง(แต่ไม่อ้อนวอน) สื่อมวลชนไทยที่มีพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น ดังนี้

1. พิจารณาและปรับปรุงบทบาท-หน้าที่การเป็นสื่อมวลชนของคุณ ให้มีความเป็นมืออาชีพ ในการนำเสนอข่าวสารอย่างรอบด้าน มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ มากกว่าที่เป็นอยู่ หากมิเช่นนั้นแล้ว คุณก็ไร้ความชอบธรรมที่จะตำหนิ ติติงสังคม หรือประนามว่าคนอื่นเลว เพราะพฤติกรรมของคุณก็ไม่ต่างกัน หรืออาจจะชั่วช้าต่ำทรามกว่าด้วยซ้ำ เพราะคุณกำลังใช้ปากกาเปื้อนหมึก ทำมาหากินบนหยาดน้ำตาของประชาชนชาวไพร่ด้วยกัน (อย่าลืมว่าพวกคุณก็คือไพร่เช่นเดียวกับเรา) แต่ไม่เคยเหลียวแล หรือรับฟังเสียงของพวกเราผ่านสื่อของพวกคุณเลยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

2. หยุดดูถูกการเคลื่อนไหวของมวลชนไพร่เสื้อแดงและคิดแทนพวกเขาเสียที ว่าทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง (ดร.ทักษิณ ชินวัตร) หรือถูกล้างสมองจนสามารถตายเพื่อแกนนำมวลชน เป็นต้น เพราะความจริงพวกเราทุกคนล้วนถูกล้างสมองภายใต้ระบอบอุปถัมภ์-ศักดินาที่คงอยู่กับประเทศไทยมาช้านาน แต่ก็ไม่เคยปรากฎว่าภายใต้ระบอบที่ว่านี้ มีคนยินดีวิ่งแอ่นอกไปรับลูกกระสุนปืนหรือตายแทนใครด้วยความเต็มใจ นอกจากนี้ ความจริงอันเจ็บปวดอีกด้านหนึ่งที่สื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่รับไม่ได้ ยังตามความคิดของมวลชนไพร่เสื้อแดงไม่ทัน หรือหลอกตัวเองอยู่ ก็คือ ประการแรก ไพร่เสื้อแดงมีจำนวนมหาศาล เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศนี้ มากกว่า 14 ล้านคน ลงทะเบียนและทำบัตรสมาชิก นปช. เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ไพร่เสื้อแดงอีกจำนวนมากยังต่อคิวรอทำบัตรสมาชิก นปช.อยู่ทั่วประเทศ และไพร่เสื้อแดงอีกส่วนหนึ่งที่เป็นคนรุ่นใหม่ หัวก้าวหน้า จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาโท-เอก จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ไม่ต่ำกว่า20% ของคนประเทศนี้ ที่ไม่จำเป็นต้องมีบัตรนปช. แต่ยืนเคียงข้างไพร่สีเสื้อเดียวกัน ประการที่สอง ข้อเรียกร้องของมวลชนไพร่เสื้อแดงที่ย้ำแล้วย้ำอีกในการชุมนุมครั้งนี้ คือการให้รัฐบาลเผด็จการอำมาตย์ของนายอภิสิทธิ์ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนเจ้าของประเทศภายใต้เสื้อทุกสี ได้ใช้หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของเขาเลือกรัฐบาลที่เขาต้องการนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องบนหลักการประชาธิปไตยและมีความชอบธรรมในการเรียกร้อง นอกจากนี้ เป็นที่ชัดเจนว่า สำหรับมวลชนไพร่เสื้อแดงนั้น เราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

3. หยุดสนับสนุนหรือส่งเสริมรัฐบาลเผด็จการอำมาตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการใช้สองมาตรฐานปกครองไพร่ภายใต้เสื้อต่างสี ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ปรากฎให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เช่น สื่อมวลชนส่วนใหญ่แทบจะไม่เคยตำหนิการยึดทำเนียบรัฐบาลกว่า 3 เดือนในปี 2551 และการยึดสนามบินนานาชาติเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ในเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกันของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างจริงจัง ตลอดจนการดำเนินการทางกฎหมายต่อแกนนำพันธมิตรฯ ในการกระทำดังกล่าวที่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งที่เหตุการณ์ผ่านมาปีกว่าแล้ว ขณะที่การชุมนุมบนถนนบริเวณสี่แยกราชประสงค์และถนนราชดำเนิน-บริเวณสะพานผ่านฟ้าของกลุ่มมวลชนไพร่เสื้อแดงในปัจจุบัน กลับถูกสื่อมวลชนส่วนใหญ่ร่วมด้วยช่วยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์โจมตีแทบไม่เว้นแต่ละวัน เป็นต้น

4. หยุดกระพือโหมข่าวที่เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือการสุมเพลิงเติมเชื้อไฟใส่มวลชนไพร่เสื้อแดงให้เป็นผู้ร้ายและจำเลยของสังคมโดยไร้ความเป็นธรรม ขณะที่ผู้ร้ายตัวจริงลอยนวลอยู่บนความชอบธรรมจอมปลอมที่นักวิชาการ องค์กรอิสระ และสื่อไทยส่วนหนึ่งให้การสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ (ออกหน้า ออกตา)

ท้ายสุดนี้ ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นว่า ข้อเรียกร้องทั้ง 4 ข้อข้างต้น ไม่ได้เกินเลย หรือสุดวิสัยของสื่อมวลชนไทยจะกระทำได้ หากขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ ความรู้จักแยกแยะผิดชอบ-ชั่วดี หิริโอตปะ(ความอายและเกรงกลัวต่อการกระทำความชั่ว) และจุดยืนของสื่อมวลชนเองว่าจะเลือกข้างไหน ระหว่าง ข้างที่หนึ่ง “ขอเป็นสื่อมวลชนไพร่ ขี้ข้ารับใช้เผด็จการอำมาตย์ทุกชาติไป” หรือข้างที่สอง “ขอเป็นสื่อมวลชนไพร่ ยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตย เสนอข่าวสารที่ถูกต้อง เป็นจริง และเป็นธรรมต่อไพร่ทุกสีเสื้อ”

----------------------------------


เอเชียเซนทิเนล: หมดเวลาของอภิสิทธิ์แล้ว

ที่มา Thai E-News


Written by Haseenah Koyakutty
MONDAY, 12 APRIL 2010
ที่มา – Asia Sentinel
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

รัฐบาลสูญเสียความชอบธรรมในท่ามกลางห่ากระสุน

ความแตกร้าวที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ฝังรากลึก และค่อยบานปลายขยายลุกลามจนพังทลายในกรุงเทพเมื่อไม่นานมานี้ ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยอีกครั้งเมื่อถึงเวลาที่คนไทยจะร่วมฉลองประเพณีสงกรานต์ ย้ำให้เห็นถึงเรื่องความล้มเหลวจากความพยายามที่จะรอมชอมกัน

ฉันรีบรุดไปโรงพยาบาลกลางในทันที่ที่เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงในตอนเย็นคืนวันเสาร์ ร่างแล้วร่างเล่าที่ถูกลำเลียงมายังโรงพยาบาล บางร่างถูกห่อด้วยธงชาติไทย ผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งกะโหลกเปิด เจ้าหน้าที่แผนกฉุกเฉินถือถุงพลาสติกที่บรรจุสมองที่เละของเหยื่อผู้นั้นวิ่งตามร่างในขณะที่ลำเลียงเข้าห้องฉุกเฉิน

นพ.พิชญา นาควัชระ ผู้อำนวยการ รพ.กลาง กล่าวว่า “ศพแรกมาถึงเมื่อเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม บาดเจ็บอย่างรุนแรงที่ศีรษะ กะโหลกแตกจนสมองไหล คนไข้ได้เสียชีวิตก่อนที่จะมาถึงโรงพยาบาล เมื่อเราทำการตรวจ พบว่าร่างกายมีบาดแผลจากกระสุนหลายที่ ทั้งกระสุนจริง และกระสุนยาง ศพที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงอาจมีสาเหตุมาจากถูกกระแทกจากของแข็ง ด้วยความเร็ว

นพ.พิชญา นาควัชระ กล่าวว่า “ผมคิดว่าจะเจอกระสุนยาง ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ใช้กระสุนจริง”

รัฐบาลไทย และกลุ่มเสื้อแดงซึ่งเป็นตัวแทนของชาวรากหญ้าซึ่งด้อยสิทธิ์แห่งประเทศไทย (และอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่ถูกปล้นอำนาจ) ทั้งสองฝ่ายต่างขาดความจริงใจ และไม่สามารถหยุดยั้งสภาพประเทศที่กำลังเข้าตาจนว่า ควรให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อคืนอำนาจที่ชอบธรรมให้กับประชาชน ขณะนี้ประเทศไทยแทบไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกเสียจากว่าดำเนินการเลือกตั้งนั้น

ทางเลือกอื่นนั้นไม่มีความหมายอันใด: จะมีแต่การนองเลือด การทำรัฐประหารครั้งใหม่ (ประเทศไทยมีมาแล้ว ๑๘ ครั้ง) แม้กำลังในกองทัพกำลังเสียงแตก หรือการที่ทรงออกมาแทรกแซงของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช ผู้ทรงครองราชย์นานที่สุดในโลก แต่พระองค์ทรงมีสุขภาพที่อ่อนแอ และทรงประทับในโรงพยาบาลตั้งแต่เดือนกันยายน

การเลือกตั้งใหม่จะไม่สามารถแก้ปัญหาอันซับซ้อนของประเทศไทย แต่จะเป็นการลดอุณหภูมิของประเทศซึ่งกำลังร้อนระอุจนแทบจะมอดไหม้ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะต้องลาออก ยิ่งออกเร็วเท่าไร จะเป็นการดีสำหรับความวุ่นวายที่เขาได้ก่อขึ้นมา ยิ่งกว่านั้น ในประวัติศาสตร์ของไทยผู้นำคนใหม่ที่จะเข้ามาดูแลสถานการณ์ของบ้านเมืองชั่วคราวนี้เป็นธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมาแต่ก่อน ในเวลาแห่งวิกฤติ จะมีผู้นำปรากฏขึ้นมา และประเทศไทยไม่เคยขาดผู้นำซึ่งมีทั้งความเป็นกลาง ได้รับความเชื่อถือ และมีความเชี่ยวชาญ

ฝ่ายผู้ปกป้องรัฐบาลของอภิสิทธิ์แย้งว่า อภิสิทธิ์ควรได้รับการยกย่องจากการที่ยอมให้เสื้อแดงได้แสดงสิทธิขั้นพื้นฐานในการชุมนุมเพื่อแสดงออก แม้ว่าเมื่อปีที่แล้วกองกำลังในกลุ่มเสื้อแดงพยายามสร้างความวุ่นวายเพื่อลงประชาทัณฑ์เขา ฝ่ายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อภิสิทธิ์จะไม่ใช่กำลังทหารจนกว่าเขาจะไม่มีทางเลือกเพื่อบังคับใช้กฎหมาย และเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยต้องกลายเป็นรัฐที่ล่มสลาย

ฝ่ายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คำถามเรื่องความชอบธรรมของอภิสิทธิ์นั้น – การพาดพิงของเสื้อแดงว่าอภิสิทธิ์ได้รับการแต่งตั้งมาจากกองทัพ – เป็นการพูดเกินจริง ภายใต้ระบบรัฐสภาแห่งประเทศไทย ฝ่ายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เขามีความชอบธรรม เช่นเดียวกับการอ้างชัยชนะจากการเลือกตั้งของประธานาธิบดี จอร์ช บุชในปี ๒๕๔๓ และกฎหมายต้องได้รับการเคารพ (ทำราวกับว่า ประเทศไทยมีกฎเกณฑ์)

ฝ่ายอภิสิทธิ์ให้ข้อสังเกตว่า แม้แต่นายกฯ กอร์ดอน บราวน์ ซึ่งเผชิญกับสถานการณ์บีบคั้นให้ต้องลาออก บราวน์เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ก็ต่อเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม และเป็นสิทธิอันชอบธรรม พวกเขาเสริมว่า อภิสิทธิ์เป็นนักการเมืองอาชีพ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามาในสภาก่อนหน้านี้หลายต่อหลายครั้ง อภิสิทธิ์ขณะนี้มีอายุ ๔๖ ปี เข้ามาเล่นการเมืองตั้งแต่อายุ ๒๗ ปี

แต่อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับเหตุการณ์นองเลือดที่รุนแรงที่สุดในรอบสองทศวรรษ ใครก็ตามที่อาศัยอยู่ที่นี่ในประเทศไทย และรู้ถึงประเทศไทย และชื่อเสียงว่าพร้อมไปด้วยความความมีน้ำใจคงจะบอกคุณได้ว่า ประเทศนี้ได้เปลี่ยนไปนับตั้งแต่ฝ่ายพันธมิตรเสื้อเหลืองได้เข้ายึดสนามบินนานาชาติในปี ๒๕๕๑ ผลักดันให้อภิสิทธิ์เข้ามาสู่อำนาจ ทักษิณผู้ถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งนั้น ก็ไม่ได้เป็นแบบอย่างเช่นเดียวกัน แต่ศักดินาไทยตกที่นั่งที่คอยหลอกตัวเองเกี่ยวกับความเป็นประเทศไทยใหม่ จนมาตาสว่างเมื่อศูนย์การค้าอันเป็นที่นิยมของตัวเองถูกเข้ายึดครองจากคลื่นมหาชนที่ต้องการประกาศสิทธิของตัวเอง และสิทธิในการเลือกตั้งให้ปรากฏเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

ตัวอย่างเช่น สองวันก่อนที่ศาลคดีอาญาจะนัดพิพากษาอันไม่ชอบมาพากลของคดีทักษิณที่กำลังอยู่ในระหว่างการหลบหนี และทรัพย์สินของเขาซึ่งรัฐกำลังทำการอายัดอยู่ สถานีทีวีของรัฐบาลไทยแพร่ภาพอภิสิทธิ์พร้อมด้วยใบหน้าที่แหกยิ้มที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลาทีคนไทยส่วนใหญ่กำลังนั่งใจจรดจ่อที่บ้านด้วยความหวาดกลัวว่าจะเกิดความโกลาหล อภิสิทธิ์วางมาดอย่างอาจหาญต่อหน้ากล้องทีวี

ปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาลอ้างว่า คนไทยหลายคนต้องการเห็นที่ทำงานของนายกฯ ซึ่งพวกเขาไม่เคยมีโอกาสได้เห็นมาก่อน บ่งบอกได้ถึงแนวความคิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่ตัดขาดในเรื่องการรับรู้ ถึงภัยคุกคามในโลกแห่งความจริงของเสื้อแดงที่กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

อภิรักษ์ วรรณสาธพ ที่ปรึกษาอิสระ ซึ่งเคยเป็นพยานในเหตุการณ์จลาจลที่นองเลือดเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ นำโดยนักศึกษา และชนชั้นกลางในกรุง ยืนยันว่าสภาพแวดล้อมทางการเมืองของไทยในขณะนี้นั้นได้พัฒนาขึ้นไปมาก เขากล่าวว่า “มีรากฐานที่ต่างกัน และมวลชนมีวุฒิภาวะมากขึ้น ผู้ประท้วงเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแต่มาจากพื้นที่ชนบท แต่พวกเขายังเป็นคนทำงาน และผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในเมือง” อภิรักษ์ให้ข้อคิดว่า หากเสื้อแดงถูกบังคับให้ลงใต้ดิน สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งขึ้น เขากล่าวหากถูกกดดันจากนานาชาติแล้ว จะทำให้อภิสิทธิ์ลาออกแน่

สุรนันท์ เวชชาชีวะ ญาติของอภิสิทธิ์ ซึ่งทำงานให้กับสมัยรัฐบาลทักษิณ กล่าวว่า การเมืองในประเทศไทยจะไม่เหมือนเก่าอีกต่อไป เป็นอะไรที่เขากล่าวว่า ญาติของเขาพลาดที่จะทำความเข้าใจ นักวิเคราะห์หลายคนถกเถียงในเรื่องการเมืองไทยในวาระก่อนหน้า และภายหลังรัชสมัยปัจจุบัน และประเด็นการสืบสันตติวงศ์ เป็นเสียงที่ดังระงมเป็นครั้งแรกของการดิ้นรนอย่างทรมานของประเทศไทย ซึ่งเป็นที่สุดของรากฐานที่เกิดความขัดแย้งนี้

ที่สำคัญที่สุดคือ อภิสิทธิ์ต้องออก เพราะพรรคประชาธิปัตย์ของเขาที่ทำการคว่ำบาตรการทำประชามติของทักษิณในปี ๒๕๔๙ แผ้วทางให้เกิดการทำรัฐประหาร กฎหมายหมิ่นฯ ที่เหี้ยมเกรียมที่สุดของประเทศได้ถูกอำนาจของอภิสิทธิ์นำมาใช้อย่างเมามัน เพียงเพื่อมอบอำนาจฉุกเฉินอย่างเหลือเฟือในการใช้ดุลพินิจเชิงอำนาจของกองทัพ ผลก็ชัดเจนอย่างที่เห็นๆกันอยู่

สื่ออังกฤษไม่โดนอำมาตย์หลอกเหมือนคนกรุงฯ ตีตราอภิสิทธิ์-เทือก "โพรพาแกนด้า"

ที่มา Thai E-News


ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 เมษายน 2553

ข่าวจากสำนักข่าวบีบีซีอังกฤษเมื่อวานนี้ชี้ให้เห็นรอกแตกแยกที่เกิดขึ้นในกองทัพ โดยขึ้นต้นประโยคแรกว่า "เมื่อนายอภิสิทธิ์ต้องการที่จะออกทีวีให้คนดูเห็นว่ารัฐบาลยังปึ๊กและอยู่ในการควบคุม แต่เนื้อหาที่สื่อออกมาจริงๆมันจะตรงกันข้าม"

บีบีซีเน้นเปรี้ยงไปที่่คำให้สัมภาษณ์ของพล.อ.อนุพงศ์ ที่บอกให้แก้ปัญหาด้วยวิถีทางการเมืองคือให้ยุบสภาเป็นทางออก ในขณะที่บอกว่านายอภิสิทธิ์พยายามจะแสดงให้เห็นความมีเสถียรภาพของรัฐบาลแถมยัดเยียดไอเดียให้คนดูว่ามีผู้ก่อการร้ายอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง

"แผนห่วย" บีบีซีอ้างคำพูดของนายพลท่านหนึ่งจากกองทัพไทยที่ให้สัมภาษณ์คุณวาสนา นาน่วม "การสลายการชุมนุมครั้งนี้ แผนที่ใช้ทั้งห่วย ผิดเวลา เอาทหารที่อ่อนล้ามาชนกับผู้ประท้วง"

บีบีซีหยิบคำพูดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณที่ปฏิเสธว่าทหารไม่มีอาวุธร้ายแรง พร้อมกับต่อท้ายคำพูดดังกล่าวว่า "สิ่งนี้ขัดแย้งกับรายงานจากนักข่าวบีบีซีที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เขาเหล่านั้นเห็นทหารถือปืนและยิงปืนร้ายแรง"

ตีตราการกระทำของรัฐบาล "โพรพาแกนด้า"

บีบีซีกัดนิ่มๆต่อด้วยการใช้คำว่า "เบื้องหลังสงครามโพรพาแกนด้า (ที่ทั้งแสดงผ่านอภิสิทธิ์และสุเทพ) ยังมีประเด็นใหญ่กว่าคือจุดยืนที่กองทัพกำลังพยายามค้นหา"

ข่าวชิ้นนี้ยังแสดงให้เห็นว่าบีบีซีได้ทำการบ้านมาอย่างดี และสามารถเข้าใจเหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่ในประเทศไทยและเหตุกาณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการอ้างคำพูดปิดท้ายข่าวจากนาย Anthony Davis นักวิเคราะห์ท่านหนึ่งว่า "เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา มันชัดเจนที่ว่า มีกลุ่มคนภายในกองทัพได้ให้ข้อมูลกับฝ่ายต่อต้านทั้งข้อมูลทางเทคนิค การทหารชั้นยอดและเครื่องมือ"


Dozens of Thai soldiers were hurt in Saturday's clashes in Bangkok

BBC: Are cracks emerging in Thailand's military?

By Vaudine England
BBC News, Bangkok
Monday, 12 April 2010 15:20 UK

When a prime minister needs to hold a special TV broadcast to assure watchers that his government is united and in control, it is often the opposite message that is conveyed.

Far from celebrating Songkran, the Thai New Year, Thailand's top generals and politicians are locked in dissension - trying to explain the failure and high cost of Saturday's crackdown on the red-shirted opposition, and trying to work out what should happen next.

The relatively dove-like commander-in-chief of the armed forces, Gen Anupong Paojinda, seemed in no doubt.

"The best solution of this is to dissolve the House. I don't want to intervene in politics but I guess the end will be a House dissolution.

"Political problems must be solved by political means. House dissolution is a solution but that must be done after a clear time-frame is set."

Prime Minister Abhisit Vejjajiva, by contrast, insisted his government, the army, the police and his coalition partners were united and doing "good co-operative work".

He said his government was investigating the causes of the killings on Saturday night - the latest toll is 21 dead and almost 900 people injured.

He also put forward the idea that among the peaceful demonstrations was a hard core of "terrorists" who had to be distinguished from the "innocents".

'Badly planned'

That idea - of a mysterious "third hand" - usually accuses a wayward major general of provoking violence through unexplained grenade tossings or shootings.

Reports suggest the military did not expect the red-shirts to be armed
Certainly various military figures - and soldiers interviewed as they recovered in hospital - say they were unprepared for an armed force among the protesters.

The military analyst, Wassana Nanuam, writing in the Bangkok Post, quoted unnamed colonels as saying the crackdown had been badly planned, badly timed and put tired soldiers at the mercy of protesters.

Deputy Prime Minister Suthep Thaugsuban said he had issued orders for soldiers to be equipped only with shields, batons and tear gas.

"They were unarmed, so some of them were killed," he said.

This conflicts with reports from a BBC correspondent on the scene who saw soldiers carrying and shooting high velocity guns.

Behind the propaganda war lies the larger issue of the military's distress about where it now finds itself.

"There are some divisions in the armed forces," said Prof Surachart Bumrungsuk, a military and politics expert at Bangkok's Chulalongkorn University.

"Some units don't want to be involved in such a crackdown, others wanted it to be more assertive.

"It is no secret that General Prayuth Chan-ocha would have liked a harder crackdown," he said.
Gen Prayuth is the deputy armed forces commander and supposedly in line to take the top army job after Gen Anupong's retirement in September.

That transition could be derailed if a military-friendly government is no longer in place to oversee it.

"Gen Anupong has kept a relatively low profile since the 2006 coup and steered clear of the crackdown by his subordinates against the pro-reds governments in 2008," notes Prof Thitinan Pongsudhirak, a visiting scholar at Stanford University's Centre on Democracy, Development and the Rule of Law.

"Saturday night made it clear that there are elements within the military providing the opposition with tactical information"

Anthony Davis,
Janes Defence Weekly

"In April 2009 during the reds' uprising, he was nominally in charge but Gen Prayuth appeared effectively in command of dispersing the red protesters.

"Gen Anupong's conciliatory words this time are thus unsurprising. He understandably wants a soft landing after his mandatory retirement on 30 September," he said.

By contrast, Gen Prayuth and the "tiger soldiers", otherwise known as the "eastern tigers" - the 2nd, 12th and the 21st infantry divisions - are seen as more hardline.

"Dissension in the army stems from resentment against these privileged soldiers whose career mobility is more promising. It would be unsurprising if other army units would oppose Gen Prayuth's hard-line approach," believes Prof Thitinan.

There is also a new concern within the military, not of division at the top but of a divorce between the top brass and the ordinary soldiers.

"The fear on Friday was that they might lose control of the rank and file. That was new, and very, very frightening [and contributed to] the stupid, chaotic blood-letting on Saturday," says political analyst Chris Baker.

Limited options

Where this leaves Mr Abhisit remains the question as Thailand heads into Songkran, normally a week of water-throwing street parties.

Many analysts believe he is running out of options.

"If he persists in his smug defiance, more violence and mayhem can be expected," said Prof Thitinan.

"His best bet is to set up an expeditious election timetable and bow out, perhaps followed by a sojourn abroad for rehabilitation."

Certainly the deep divisions in Thai society - the military included - are not going away.

"Saturday night made it clear that there are elements within the military providing the opposition with tactical information and that on the other side of the divide there are elements with good military training and equipment," says Anthony Davis, an analyst with Janes Defence Weekly.

ข้อมูลสนามเพิ่มเติมจากคนในเหตุการณ์ 10 เม.ย.

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 เมษายน 2553

เหตุการเสียชีวิตนายวสันต์ ภู่ทอง ถูกยิงที่หัวจนกะโหลกแตก โดย สิงห์สนามหลวง

"เกริ่นนำ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ถนนดินสอ (แยกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย) ภายหลังจากที่มีแก๊สน้ำตาตกใส่ลงไปในรูรถหุ้มเกราะจนทหารต้องเผ่นหนีลงมา(ดูภาพที่1) ตามกระทู้ "Clip นาทีปะทะกัน" ที่ผมตั้ง และผมได้บรรยายรายละเอียดคลิปไว้ในความคิดเห็นล่างๆกระทู้นั้น หลังจากนั้นไม่นานจะมีการยิงปืนดังขึ้น ทั้งๆที่คนเสื้อแดงกำลังเปิดเพลงเต้นกัน และมีเสียงยิงปืนเป็นระยะ ก่อนที่จะมีเสียงระเบิดเกิดขึ้น และทำให้ทหารเริ่มวิ่งหนี (ดูภาพที่ 2) ในภาพนี้เราจะเห็น Hiro Muramoto เดินสวนทางออกไปเพื่อไปอยู่ในแนวผู้ชุมนุม และโดนลูกหลงมาจากการยิงทางฝั่งทหารด้วย

ภาพที่ 1 - แก๊สน้ำตาตกลงไปในรูรถหุ้มเกราะคันกลางทำให้ทหารเผ่นลงจากรถ


ภาพที่ 2 - มีเหตุการณ์ระเบิดทำให้ทหารวงแตกวิ่งถอยเข้ามา แต่เราจะได้เห็น Hiro Muramoto เดินสวนออกไปทางฝั่งกลุ่มเสื้อแดง

ภาพที่ 3 - จะพบว่ามีทหารใส่เสื้อแดง (แดงเทียม) อยู่ในกลุ่มทหารที่ได้รับบาดเจ็บ


หลังจากที่ทหารได้ล่าถอยออกมา ก็มีการพยาบาลคนบาดเจ็บ จะพบว่ามีทหารใส่เสื้อแดง (แดงเทียม) อยู่ในกลุ่มทหารที่บาดเจ็บ (ดูภาพที่ 3) เหตุการณ์ต่อเนื่องทั้งหมดนี้ให้ดูได้จากคลิปฉบับเต็มAVSEQ01 และจากคลิปตามลิงก์ด้านล่างนี้ที่ผมตัดมาจากคลิป AVSEQ01
Red Shirt v Army April 10 2010 Part7 (Who kill him?)

ขอให้นำไปเทียบเสียงสเตปการยิงกับคลิปที่เสื้อแดงถูกยิงล้มลงแล้วหัวเปิดสมองไหลออกมา จะพบว่า

1. เสียงสเตปจังหวะปืนตรงกัน 7 นัด
2. ทิศทางการเดินมาด้านซ้ายมือของจอภาพ (จากกลาง) โดยที่ยังถือธงอยู่
3. ควบคู่ไปกับมีทหารนายหนึ่งวิ่งออกมาตรงกลางยิงปืนเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม (7 นัด)
4. ภายหลังเสียงปืนสิ้นสุดลง เสื้อแดงก็ล้มลงโดยมีทิศทางการล้มหัวไปด้านขวาของภาพ
5. ได้ยินเสียงทหารพูด "พอแล้วๆ" กับ clip เต็ม ไม่แน่ใจว่าใช่คำว่า "ยิงมันเลย" (เสียงออกเหน่อๆ)
6. ทหารเมื่อยิงเสร็จก็ทำการถอยออกมา






จากภาพรอยกระสุนเข้า เมื่อนำมาเทียบกับคลิป จะพบว่าทิศทางดังกล่าวมาจากฝั่งทหาร


เหตุการณ์เล่าโดยคุณสิงห์สนามหลวง

http://www.youtube.com/watch?v=czeGy8E-01s

ขอเล่าเหตุการณ์ที่มาของการยิงครั้งนี้นะครับ ตั้งแต่เย็นทหารก็ใช้ปจว.กระจายเสียงให้พี่น้องกลับบ้าน ไล่มาจนราวเกือบสองทุ่ม ไอ้ผมก็คิดอยู่ในใจว่า ไหนมาร์คมันบอกจะยึดพื้นที่ผ่านฟ้าคืนภายใน 6 โมงเย็น พอเลย 6 โมงเย็น ทุ่มกว่าๆ ผมก็คิดว่าทหารน่าจะใส่เกียร์ว่าง สักพักรถปจว.ของทหารก็กระจายเสียงขอให้สลายการชุมนุมเดี๋ยวนี้ ทหารจะใช้กำลังสลายแล้ว ประกาศสัก 3 ครั้ง เสียงปืนก็ดังอย่างที่เห็นล่ะครับ

ตอนเกิดเหตุการณ์ผมยืนอยู่หน้ารถ หุ้มเกราะตรงแนวทหารพอดี ด้านหลังเป็นรถกระบะของพี่น้องเสื้อแดงที่เอามาขวางรถหุ้มเกราะ ผมไปไหนไม่ได้ ในขณะที่แนวหลังเริ่มเผ่น ผมตัดสินใจนอนราบกับฝากระโปรงแล้วถ่ายรูปทหารยิงปืนต่อ (กลัวมอบกับพื้นแล้วรถหุ้มเกราะมองไม่เห็น มันจะเหยียบผมแบนเอา ผมเลยต้องตัดสินใจนอนราบกับพื้นที่สูงๆ คือหน้ากระโปรงเอาไว้ก่อน)

พอมีระเบิดควัน หรือแก๊สน้ำตามาตกข้างรถตามคลิปที่ชมเท่านั้นล่ะครับ ผมก็ต้องเผ่นล่ะ เพราะฤทธิ์มันทำให้ระคายเคืองและแสบสุดๆ พอถอยตั้งหลักได้ ทหารเริ่มกรูออกมาเพื่อขยายพื้นที่ แต่พี่่น้องเสื้อแดงก็รวมตัวติด หลังจากเผ่นหนีเมื่อมีการยิงปืนในเที่ยวแรก จนทหารต้องถอยขบวนกลับไปอยู่ที่แนวเดิม

ปะทะกันตอนรถแกนนำเพิ่งมาถึง (เพิ่งเปิดเพลงเพื่อดิ้นกันยังไม่ทันได้ทำอะไร)

ในการปะทะกันครั้งแรก ไม่มีแกนนำจากเวทีใหญ่มาปราศรัยควบคุม ได้แต่อาศัยการ์ดเท่านั้น บวกกับตัวผมเองที่เนียนเป็นนักข่าว คอยห้ามปรามไม่ให้พี่น้องยั่วยุทหาร หรือขว้างปาสิ่งของ และคอยบอกพวกทหารอย่ายิงปืน ตอนเย็นสถานการณ์ก็โอเคครับ มีการแจกน้ำให้ทหารกิน แจกบุหรี่แบ่งกันสูบ แต่ตอนที่ทหารเริ่มสลายการชุมนุม ก็เริ่มตึงเครียด แกนนำเวทีใหญ่ก็ไม่โผล่สักคน ให้ผู้ชุมนุมเสี่ยงตายกันตามลำพัง

แต่พอรถแกนนำ ชื่อไวพจน์หรือเปล่าไม่แน่ใจ เพิ่งมาถึงและเปิดเพลงให้ผู้ชุมนุมเต้นผ่อนคลายกัน เพลงยังไม่ทันจบ ทหารก็เริ่มยิงปืนเพื่อสลาย แต่ครั้งนี้พี่น้องเสื้อแดงไม่กลัวตายครับ กลับวิ่งเข้าใส่รถหุ้มเกราะและแนวทหาร ทหารระดมยิงเป็นระยะๆ มีสมารท์บอมบ์ดังมากตกใกล้เคียงบริเวณที่ผมยืนอยู่ สลับกับเสียงปืน M16 บนรถหุ้มเกราะที่ยิงมาไม่ขาด

สักพักผมเห็นแก๊สน้ำตาที่ถูกยิงมาจาก ฝั่งทหารตกเข้าใส่รถหุ้มเกราะตรงรูพอดี เท่านั้นล่ะทหารรถหุ้มเกราะคันกลางก็เผ่นออกจากรถทันที คงตกใจไม่รู้ว่าเป็นระเบิดอะไร ส่วนรถหุ้มเกราะซ้ายมือ (มีจอดเรียงหน้า 3 คัน) เมื่อเห็นคันแรกเผ่น ทหารก็เริ่มเผ่นตาย เหลือทหารอีกนายควักปืนสั้นออกมาจ่อขู่ผู้ชุมนุมไม่ให้เข้าใกล้ พร้อมยิงขึ้นฟ้าขู่เป็นระยะ สุดท้ายต้องยอมจำนน (เพราะเผ่นหนีไม่ทัน)

สำหรับทหารอีกหนึ่งนายที่อยู่ในรถหุ้มเกราะคันกลางที่ถูกฝั่งตัวเองยิงแก๊สน้ำตาตกเข้าไป น่าจะทำอะไรไม่ถูก ผสมกับสำลักแก๊สน้ำตา ภายหลังคนเสื้อแดงเข้าไปช่วยออกมา และมีการ์ดคอยกันไม่ให้ถูกทำร้าย

ปะทะกันเป็นระยะ มีเสียงปืนดังไม่ขาดสาย

คลิปนี้ ผู้ชุมนุมยึดพื้นที่แนวทหารได้ (บริเวณรถหุ้มเกราะ) ช่วงหลังทหารเริ่มทำการยิงตอบโต้อีกครั้ง ครั้งนี้เองที่มีผู้เสียชีวิตสองสามรายแรกที่ถูกแบกออกมา (ถูกยิงหัวแบะ)

คนเจ็บถูกแบกออกมาเป็นระยะ

ระหว่างนี้เองที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตถูกแบกออกมา โดยที่ทหารยังยิงอยู่เป็นระยะๆ สักพักแบตผมก็หมด อยู่ดีๆ มีคนที่ยืนข้างๆ ผม บอกผมว่า "พี่ผมถูกยิง" พร้อมกับเปิดเสื้อให้ผมดูเห็นรอยกระสุนและเลือดไหลออกมา การ์ดจึงรีบนำตัวไปส่งโรงพยาบาล ยังไม่ทันหันหน้ากลับ วัยรุ่นเสื้อดำที่อยู่ถัดไปก็ล้มฟุบลงอย่างรวดเร็ว ข้างๆ มีผู้หญิงยืนอยู่ก็ตกใจร้องให้คนช่วย เมื่อมีคนเปิดดูบาดแผลก็พบว่าถูกยิง และพาตัวนำส่งโรงพยาบาล ทั้งสองคนที่ถูกยิง ยืนอยู่หลังรถหุ้มเกราะ

ถ้าจะถูกยิงน่าจะถูกยิงมาจากดาดฟ้าตึกที่มีทหารซุ่มอยู่และคอยยิงลงมาเรื่อยๆ ผมจึงรู้ว่าที่ตรงนั้นไม่ปลอดภัยแล้ว ผมจึงถอยมาหลบหลังรถกระบะที่อยู่ด้านหลังอนุสาวรีย์ (อนุสาวรีย์มีร่องรอยกระสุน m16 หลายจุดเหมือนกัน) แกนนำแม้จะประกาศว่า มีการเจรจาหยุดยิง แต่ทหาร ณ จุดที่เกิดเหตุไม่เชื่อ ยังยิงเป็นระยะๆ อีกสักพัก เสียงปืนถึงจะสงบ จากนั้นบนเวทีก็มีการชี้แจงเรื่องเจรจาหยุดยิง และอื่นๆ อีกมากมาย ที่บ้านก็โทรศัพท์มารายงานยืนว่ามีการเจรจาหยุดยิงจริง ไก่อู พ.อ.สรรเสริญ เป็นคนพูดจริง

เมื่อผมได้ยินเช่นนั้นและ เหตุการณ์สงบลงจริง เสียงปืนหยุด ผมจึงคิดว่าคืนนี้ทหารคงไม่ทำอะไรแล้ว เท่านั้นล่ะครับ ระหว่างทางที่จะเดินกลับบ้านไปเรียก taxi เห็นคนยืนเข้าแถวรับอาหารอยู่ ผมก็ไม่รอช้ารีบไปยืนต่อแถวรับอาหารมารับประทานทันที เมื่อทานเสร็จก็ไปต่อแถวเอามากินอีกจาน ถึงค่อยเดินออกมาเรียก taxi



กรณีการล้อมจับทหารที่ซุ่มยิงประชาชนจากบนตึก





อภิสิทธิ์ คือ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อความสูญเสีย กรณีสลายการชุมนุม !!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ที่มา เวบไซต์ มติชน
13 เมษายน 2553

ขณะที่รอยเลือดของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทุกฝ่ายยังไม่จางไป นายกรัฐมนตรีรีบอธิบายว่า ผู้ชุมนุมผิดกฎหมาย ส่วนท่านก็เพียงทำตามหน้าที่ในการต่อสู้เพื่อผิวจราจร นักวิชาการบางกลุ่มเสนอว่า ประชาชนมีอาวุธ นายกจึงสั่งสลายการชุมนุมได้ สื่อมวลชนบางประเภทไปไกลขนาดว่า ประชาชนคือฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบที่เกิดการเสียชีวิตขึ้นมา

กล่าวอย่างรวบรัดแล้ว คำอธิบายของนายกและผู้สนับสนุน วางอยู่บนตรรกะสองข้อ

ข้อแรกคือ การชุมนุมเป็นเรื่องผิดรัฐธรรมนูญ และ
ข้อสอง นายกมีสิทธิสลายการชุมนุมด้วยวิธีรุนแรง นั่นคือใช้กระสุนจริง ใช้ระเบิดควัน ใช้แก๊สน้ำตา ใช้รถถัง ใช้รถหุ้มเกราะ ฯลฯ

พูดให้สั้นก็คือ สมควรแล้วที่ประชาชนมือเปล่าและเจ้าหน้าที่ จะบาดเจ็บล้มตาย ประชาชนควรเจ็บควรตายเพราะผิดกฎหมาย ส่วนทหารควรเจ็บควรตายเพื่อสนองนโยบายนายกรัฐมนตรี

เรื่องที่ต้องวินิจฉัยคือ การชุมนุมของประชาชนครั้งนี้ ผิดรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่

คำตอบคือ ไม่ผิด รัฐธรรมนูญมีหลักใหญ่คือ คุ้มครองการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ส่วนหลักรองคือ คุ้มครองการชุมนุมที่ไม่ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น

การชุมนุมที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์เข้าเงื่อนไขนี้ เพราะมีการรวมตัวของประชาชนมหาศาลอย่างสันติ ความรุนแรงที่มีบ้าง คือความรุนแรงทางสำนวนโวหาร ซึ่งต่อให้ใครจะชอบหรือไม่ชอบ นั่นไม่ใช่เหตุให้อ้างได้ว่า การชุมนุมทำลายทรัพย์สินหรือชีวิต และยิ่งไม่ใช่เหตุให้นายกมีอำนาจสลายการชุมนุม

เแน่นอนว่า การชุมนุมด้วยวิธีนี้มีผู้ไม่พอใจ และผู้ชุมนุมก็ต้องยอมรับความเสี่ยงจากการเลือกวิธีสู้แบบนี้ แต่นั่นเป็นคนละประเด็นว่าประชาชนไม่มีสิทธิในการชุมนุม รัฐธรรมนูญยอมรับว่า ประชาชนมีสิทธิชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ และผ่านฟ้ากับราชประสงค์ ก็คือพื้นที่สาธารณะจริง

ตราบใดที่ไม่มีกฎหมายห้ามชุมนุมในบริเวณผ่านฟ้าหรือราชประสงค์ ตราบนั้นประชาชนก็มีสิทธิตามกฎหมาย ในการชุมนุมในบริเวณนั้นอย่างสมบูรณ์

นายกอ้างว่า การชุมนุมละเมิดกฎหมายและทำให้มีผู้เดือดร้อน แต่กฎหมายที่การชุมนุมละเมิด คือกฎหมายระดับ พรบ.การจราจร กฎหมายการใช้เสียง กฎหมายความสะอาด ฯลฯ ซึ่งมีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญทั้งนั้น ซ้ำโทษจากการกระทำผิดนี้ ก็คือการปรับ ไม่ใช่การปราบหรือสลายการชุมนุมจนล้มตาย

การชุมนุมไม่ควรทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แต่ต้องประเมินความเดือดร้อนตามข้อเท็จจริงรายกรณี เช่น การชุมนุมเป็นอุปสรรคต่อการทำงานจริงหรือไม่ เข้าพื้นที่ราชประสงค์ไม่ได้จริงหรือ ส่งเสียงรบกวนบริเวณใกล้เคียงขนาดไหน ฯลฯ ผู้ชุมนุมต้องชดเชยความเสียหายนี้

แต่นายกไม่มีสิทธิฉวยความเดือดร้อนนี้ เป็นข้ออ้างสลายการชุมนุม

อย่าลืมว่า ประเทศเราไม่มีกฎหมายให้รัฐบาลใช้กองทัพติดอาวุธสลายผู้ขัดขวางทางจราจร หรือใช้เสียงดัง

นอกจากพิจารณาเรื่องนี้ในแง่กฎหมาย เรื่องที่ต้องพิจารณาด้วยก็คือ ผู้ชุมนุมเป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะไม่ต่างจากประชาชนคนอื่น เขามีสิทธิใช้ถนนเท่าผู้ใช้รถและอภิมหาเศรษฐีที่ผูกขาดถนนนี้มาตลอดชีวิต ให้ผู้ชุมนุมใช้สิทธินี้บ้างจะเป็นไรไป ความลำบากในการขับรถ ไม่พึงเป็นเหตุให้ใช้กำลังสลายประชาชน

เมื่อรัฐธรรมนูญคุ้มครองการชุมนุมของประชาชนอย่างครบถ้วน นายกรัฐมนตรีจึงผิดตั้งแต่ประกาศ พรบ. ความมั่นคง และผิดมากขึ้น ที่ประกาศ พรก. ฉุกเฉิน

ผิดแง่กฎหมาย เพราะใช้อำนาจนายกโดยละเมิดรัฐธรรมนูญ

ผิดแง่การเมือง เพราะใช้กฎหมายสำหรับจัดการศัตรูของชาติ มาจัดการผู้เรียกร้องยุบสภา แต่นายกก็เลือกทางนี้ เพื่อแลกกับเครื่องมือทางกฎหมายในการจัดการผู้ชุมนุม

ถ้าพูดลงรายละเอียดให้มากขึ้น นายกฯ กระทำผิดในการสลายการชุมนุมอย่างน้อยอีก 3 ข้อ

ข้อแรก เมื่อประชาชนเริ่มรวมตัวชุมนุมที่แยกผ่านฟ้า นายกฯ ให้สัมภาษณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ชุมนุมที่นั่นไม่ได้ แต่เมื่อย้ายการชุมนุมไปราชประสงค์ นายกฯ กลับคำใหม่ว่า การชุมนุมผ่านฟ้า เป็นการชุมนุมที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง คำวินิจฉัยที่กลับไปมาแบบนี้ ไม่มีเหตุให้เชื่อได้เลยว่า เป็นคำวินิจฉัยที่ยึดหลักอะไรจริง

ต้องถามด้วยซ้ำว่า นายกฯ มีสิทธิอะไรในการวินิจฉัยว่า การชุมนุมไหน ขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ? นายกอ้างอำนาจนี้ตามอำเภอใจไม่ได้ และถ้ายังไม่มีการวินิจฉัยปัญหานี้ให้เป็นที่ยุติ ก็ต้องคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญไปก่อน หาไม่ก็จะกลายเป็นการวินิจฉัยเพื่อละเมิดสิทธิเปะปะตามอำเภอใจ

ต่อให้เชื่อว่า นายกมีสิทธิวินิจฉัยเรี่องนี้ คำถามคือ ทำไมสั่งสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้า ซึ่งเคยบอกเองว่าทำได้ ฤาสิทธิตามรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เปลี่ยนตามใจนายกฯ? หรือแท้จริงแล้ว ไม่เชื่อว่าผู้ชุมนุมมีสิทธิตั้งแต่ต้น จึงไม่เคยเคารพหลักนี้ แต่พูดเพื่อกล่าวโทษผู้ชุมนุมเป็นประเด็นข่าวไปวัน ๆ

ข้อสอง นายกฯ อ้างว่า ต้องสลายผ่านฟ้า เพื่อทวงพื้นผิวจราจร แต่การจราจรในกรุงเทพฯ เวลานี้ เป็นปัญหาตรงไหน? ทุกคนรู้ว่ากรุงเทพฯ ยามสงกรานต์ จะกลายสภาพเป็นมหานครใกล้ร้างไปอีกเกือบหนึ่งอาทิตย์ จึงไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่ต้องเร่งรีบสลายการชุมนุม โดยอ้างเหตุอย่างที่กระทำไป

ถ้านายกฯ หมกมุ่นเรื่องยึดพื้นที่ให้น้อยลง ท่านสามารถชะลอการสั่งสลายการชุมนุมได้ ใช้เวลาระหว่างนั้น ทำการเจรจาภายในไปพลาง ไม่ใช่ทำตัวเป็นยามเฝ้าถนนแบบเอาเป็นเอาตาย จนทำคนตายไปจริงๆ

นายกต้องตอบให้ได้ว่า ทำไมสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้า ท่านควรคิดให้รอบด้านว่า ผู้ชุมนุมไม่เพียงมีสิทธิใช้ถนนในฐานะสิทธิในการชุมนุม หากพวกเขายังมีสิทธิใช้ถนนเหมือนประชาชนทั่วไป

นอกจากจะผิดที่สั่งสลาย นายกยังผิดมากขึ้น ที่ให้ปฏิบัติกิจนี้ยามวิกาล รัฐบาลประชาธิปไตยไม่ทำแบบนี้ การสลายยามวิกาลเสี่ยงต่อการปะทะระหว่างทหารกับประชาชน เสี่ยงเกิดเหตุวุ่นวาย สร้างโอกาสที่ทหารจะฆ่าคนโดยไม่ต้องรับผิดชอบ และที่สำคัญ คือไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ชุมนุม ที่จะเดินทางกลับในเวลากลางคืน

การเสียชีวิตจำนวนมากที่สุด เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสั่งสลายการชุมนุมแบบนี้เอง

ข้อสาม นายกฯ พูดนับครั้งไม่ถ้วนว่า จะดำเนินมาตรการสลายการชุมนุม จากเบาไปหาหนัก แต่หลักฐานทั้งหมดปรากฏชัดว่า ท่านสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้า ด้วยมาตรการจากหนักไปหนักที่สุด ไม่มีคำเตือน ไม่มีการฉีดน้ำ การสลายเริ่มต้นด้วยแก๊สน้ำตา ระเบิดควัน จากนั้นเป็นการตีพื้นที่ด้วยอาวุธสงคราม

ลำพังไม่รักษาคำพูดเรื่องนี้ยังพอทำเนา แต่ที่ไม่อาจเข้าใจได้เลย คือการอนุญาตให้นายทหารระดับสัญญาบัตร พกอาวุธสังหารและใช้กระสุนจริงสลายการชุมนุม

ท่านนายกฯ จะมองผู้ชุมนุมอย่างไรก็ว่าไป แต่อาวุธที่ทหารยิงใส่ประชาชน คืออาวุธที่ท่านให้ทหารพกพา คำถามคือ

ท่านให้เขาขนอาวุธสงครามไปสลายการชุมนุมได้อย่างไร?
ทำไมไม่สั่งหยุดเมื่อเกิดการปะทะ?

ยิ่งกว่านั้นคือ ท่านอนุญาตให้พกพาอาวุธก่อนที่การปะทะจะเกิดขึ้นจริง จะอ้างการปะทะในภายหลังเป็นเหตุในการสั่งใช้อาวุธได้อย่างไร?

นายกอ้างว่า ประชาชนมีอาวุธ แต่กองทัพสลายประชาชนด้วยอาวุธสงครามที่รุนแรงกว่า ประชาชนใช้ลูกโป่งก่อกวนเฮลิคอปเตอร์ ใช้ด้ามธงปกป้องตัวเองจากทหาร ใช้ปิ๊คอัพขวางรถหุ้มเกราะ ขณะที่กองทัพใช้ปืนกล รถถัง เอ็ม 60 รถหุ้มเกราะ แก๊สน้ำตา ระเบิดควัน ฯลฯ ส่วนอาวุธที่คร่าชีวิตทหารนั้น ไม่ปรากฏว่าเป็นของใคร

ถ้าสรุปให้ชัดไม่ได้ ก็อย่าปัดให้เป็นของประชาชน

คำสั่งสลายกรณีนี้ ผิดเกินกว่าเหตุ ไม่ทำตามขั้นตอนอารยะ และเป็นเหตุของการปะทะ จนมีผู้บาดเจ็บล้มตาย ประชาชนผู้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญไม่ควรตาย เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ควรตายจากคำสั่งให้ปะทะกับประชาชน

ถ้าไม่มีคำสั่งสลายการชุมนุม ก็จะไม่มีการปะทะ ถ้าไม่มีการปะทะ ก็จะไม่มีการบาดเจ็บล้มตาย

นายกคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อความสูญเสียนี้ ไม่ใช่ประชาชนผู้ชุมนุม ไม่ใช่ทหารผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง แต่คือท่านผู้เริ่มต้นออกคำสั่งสลายการชุมนุม

คำขอโทษอย่างเดียวไม่พอ ชีวิตคนที่บาดเจ็บล้มตาย และความสูญเสียด้านอื่น มีค่ากว่าคำพูดสั้นๆ ของนายกรัฐมนตรี

การตัดสินใจผิดกรณีนี้ เป็นความรับผิดชอบของท่าน สัตตบุรุษพึงแสดงความรับผิดชอบด้วยการกระทำ

อย่ารอให้ถึงวันที่แม้กระทั่งการลาออกก็ยังไม่เพียงพอ

Tuesday, April 13, 2010

เรื่องเล่าจาก 10 เมษาเลือด / มือยิง M-79 “วีรบุรุษนิรนาม” ไม่มีเขา คนตายเป็นร้อย

ที่มา thaifreenews


บทความโดย...ลูกชาวนาไทย



ภาพความจริง คลิปเหตุการณ์ต่างๆ ก็เริ่มทยอยกันออกมา เพื่อบอกข้อเท็จจริงของ “วันสังหารประชาชน” เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน2553 ที่แยกคอกวัว และซอยโรงเรียนสตริวิทยา จนมีอนุสาวรีย์แห่งความอัปยศ โดยทหารทิ้งรถสายพานลำเลียงพล Type-85 จำนวน6คน รถจี๊บฮัมวี่ 3 คัน และรถบรรทุกเครื่องกระจายเสียงอีกหนึ่งคัน ไว้ที่ซอยโรงเรียนสตรีวิทย์ ข้างอนุสาวรีประชาธิปไตย ยานยนต์เหล่านี้เป็นของ กองพันทหารม้าที่ 3 ร.อ. มีชื่อสังกัดติดไว้อย่างชัดเจน เป็นอนุสาวรีย์ เศษเหล็กที่มีฉากหลังเป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ประชาชนมือเปล่า คนเสื้อแดง ได้หยุดทหารพร้อมรถถังไว้ที่นี่ ห่างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพียง 20 เมตร ด้วยเลือดและชีวิตของประชาชนจำนวนมาก

วันนั้น หากไม่มีคนยิงระเบิด M 79 เข้าใส่กลางกลุ่มทหาร ลงกลางแถวทหารที่กำลังยิงประชาชนตรงๆ ดูจากภาพคลิปที่คนเอามาลง จะเห็นว่าทหารกำลังดาหน้าเข้ารุกไล่ยิงประชาชอย่างเมามัน อย่างฮึกเหิม เสียงปืนดังระงมไปหมด อยู่ๆ ก็มี ระเบิด M-79 เข้ามาช่วยประชาชนได้ทันเวลาพอดี

http://www.youtube.com/watch?v=NnLf0GgYTu4&feature=player_embedded

ทหารก็วิ่งหันหลังกลับกันหางจุกตูด มีเสียงร้องโอดโอย และมีเสียงตระโกนให้ช่วยผู้พันด้วย (คาดว่าเป็น พ.ท.เกรียงศักดิ์ โพธินันทเดช หัวหน้าฆาตรกรเมื่อสงกรานต์เลือด)

หากไม่มีระเบิดลูกนั้น แถวทหารที่ดาหน้ายิงใส่ประชาชนจำนวนมาก คงถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่คนคงล้มตายระเนระนาด เพราะทหารยิงไม่เลี้ยง

คนยิงเอ็ม 79 ลูกนั้น "คือวีระบุรุษที่แท้จริง" แม้พวกเขาจะปิดทองหลังพระ ไม่มีใครรู้จัก เป็น" วีบุรุษนิรนาม" ผมก็ต้องขอขอบคุณ และ “กราบแทบเท้ามา ณ ที่นี้ด้วย”

หากไม่มีระเบิดลูกนั้น ผมอาจตายไปด้วย เพราะผมกลับเพื่อนร่วมงานไทยฟรีนิวส์ คือ แม่ปังคุง ก็เดินอยู่ข้างๆ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลานั้น ต้องวิ่งหลบลูกปืนกันอย่างอกสั่นขวัญแขวน หากไม่มีระเบิดลูกนั้น ก็ยังคิดไม่ออกเลยว่า คนจะตายแค่ไหน เพราะมีคนจำนวนมากที่บริเวณนั้น พวกเขาก็คงสู้ และโดนยิงตายไปเรื่อยๆ เป็นจุดที่โชกเลือดมากที่สุด หากไม่มีการ “หยุด” ทหารกลุ่มนี้ก่อน

ระเบิดลูกนั้นคือ จุดเปลี่ยนของสงคราม "สังหารหมู่ประชาชน" โดยแท้ ไม่มีระเบิดลูกนั้น ชีวิตคนจำนวนมากคงสังเวยความบ้าคลั่ง ของทหารเสือราชีนี กองพลทหารราบยานเกราะที่2 รอ. จากปราจีนบุรี ที่มี พล.ต. วลิต โรจนภักดี นำขบวนสังหารด้วยตนเอง ระเบิดลูกนี้ ลงกลางกลุ่มของพวกเขาพอดี เลยต้องชดใช้กรรม ตาย ขาขาด และสมองพิการ

จากภาพคลิป ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า หลังระเบิดลูกนั้น "บรรดาฆาตรกรเสื้อเขียว" ก็แตกทัพ วิ่งกลับกันหางจุกตูด

มีคนที่อยู่ในเหตุการณ์เขาเขียนเล่าเหตุการณ์ในมุมมองของเขาได้อย่างละเอียดและเห็นภาพ ผมของเอามาลงไว้ เป็นบันทึกให้พวกเราได้อ่านกันนะครับ

-----------------




ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดที่แยกคอกวัว ถ้าโกหกขอให้ชาติหน้าเกิดเป็นแมวน้ำ

ผม อยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ รวมทั้งเพื่อนๆในนี้อีกหลายคนที่ไปแล้วเอารูปมาโพส แต่พยายามอธิบายอย่างเต็มความสามารถแล้ว เรื่องราวก็เหมือนจะบิดเบือนไปกันใหญ่ สื่อทีวีกระแสหลักยิ่งหนัก ทหารบนอาคารของกองสลากและโรงเรียนสตรีวิทย์ที่ยิงคนเสื้อแดงตายไปหลายคนแล้ว ถูกคนเสื้อแดงจับได้ จนนำตัวไปควบคุมที่หลังเวทีพร้อมอาวุทธ ข่าวช่อง 11บอกว่าทหารกลุ่มนี้ขึ้นไปสังเกตการณ์เฉยๆแถหน้าด้านๆช่อง 11 นี้ควายจริงๆ

ผมขออธิบายเหตุการณ์คร่าวๆ พร้อมเวลาที่ประมาณเอานะครับ เพราะจังหวะที่ชุลมุนวุ่นวายผมไม่มีเวลาละสายตามามองดูเวลามากนัก

เวลา ใกล้ 17.30-18.00 ทหารได้เคลื่อนพลมาที่แยกคอกวัว บนเส้นทางถนนตะนาว เจอกับกลุ่มคนเสื้อแดงและมีฮ.บินวนอยู่หลายรอบมากๆบินหาอะไรกูตกใจนะ ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้มืดยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรง ไม่มีใครตั้งตัวทหารได้ยิงแก๊สน้ำตาลงมาจากฮ.เป็นจำนวนมากใครไม่ไปไม่รู้ หรอกแก๊สน้ำตาโยนมาจากที่สูงมากคนเยอะขนาดนั้นถ้าโดนหัวเละครับเพราะหนักมาก เหมือนกันคนวิ่งฮือหนีแก๊สทุกทิศทุกทาง

18.00 – 19.00

ชั่วโมง แรกทหารได้รุก และ ยิงแก๊สน้ำตาและโยนมาจากฮ.ออกมาอย่างต่อเนื่อง คนเสื้อแดงก็รักษาที่มั่นอย่างสุดกำลัง ใครโดนแก๊สน้ำตาก็ออกมาก่อน คนชุดใหม่ก็เข้าไปไม่มีใครกลัวคนเสื้อแดงตอบโต้ด้วยขวดน้ำ ไม้ และ ก้อนหิน บางครั้งทหารก็โยนตอบโต้มาเหมือนกันทหาร เกือบจะหลุดเข้ามาในบริเวณแยกคอกวัวได้หลายครั้ง แต่เนื่องจากกระแสลมที่พัดกลับไปในทางทหาร ทำให้แก๊สน้ำตาฟุ้งกลับไปทางทหารตลอดสงสัยกรรมตามทัน ทำให้ทหารไม่สามารถยึดพื้นที่บริเวณแยกคอกวัวได้เต็มที่

19.45

คนเสื้อ แดงได้เปรียบเรื่องทางลม ทำให้ทหารใช้แก๊สน้ำตาไม่เป็นผลเท่าไหร่นัก จึงทำให้คนเสื้อแดงสามารถรุกคืบจนสามารถสร้างด่านกีดขวางหน้าถนนข้าวสารได้ ทหารเริ่มยิงแก๊สน้ำตาจากฮ.ลงมาบริเวณหน้าเวทีคนที่ไปชุมนุมวันนั่นคงจำได้ ว่าชลมุนแค่ไหนตอนคุณจาตุรงค์ ฉายแฉงพูดบนเวที

20.00

เริ่ม พบคนถูกยิงที่แยกคอกวัว มีคนถูกหามออกมาเรื่อยๆ บางคนเสียชีวิตทันที บางคนไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาย เจ็บหนักก็เยอะ ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่ากระสุนมาจากไหนจริงๆ คนเสื้อแดงเริ่มโกรธไม่พอใจมากๆจับอะไรก็ได้ตอนนั่นกรูเข้าใส่ทหารแต่พวกเรา มีแค่มือเปล่า ก้อนอิฐ ไม้ ถังดับเพลิงเอาไปฉีดให้เป็นควันสกัดการมองเห็นของพวกทหาร

20.30

มีคนพบทหารแอบยิงคน เสื้อแดงอยู่บนตึกของกองสลากบนหัวของคนเสื้อแดงนั่นเอง แปลว่าทหารเขาเตรียมการไว้แล้ว ว่าจะล่อคนเสื้อแดงมาที่แยกนี้และให้ทหารข้างบนคอยเก็บแกนนำ คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งจึงได้แบ่งกำลังไปล้อมตึกเพื่อจับคนที่ฆ่าประชาชนให้ ได้ตอนนี้ชุลมุนจริงเสียงปืนมีทุกทิศทุกทางมีเสียงคล้ายระเบิดดังหลายครั้ง คนเสื้อแดงล้มทั้งยืนหลายคน ตามแนวอากาศมีเสียงปืนดังฟิววววไม่รู้จะอธิบายยังงัยตอนนั่นผมเริ่มหมอบและ วิ่งมาแนวหลังตรงอนุสวรีย์เพราะประทะกันรุนแรงจริงๆ

20.45

ตอนนี้สถานการณ์เริ่มไม่ดีแล้ว มีเสียงปืนที่ไม่ใช่ลูกแบล์ง ผมมั่นใจว่าเป็นลูกจริง ( ตอนผมเป็นทหารเกณฑ์ ผมได้ไปประจำอยู่ที่สนามฝึกยิงปืน ผมได้ยินเสียงปืนแทบทุกวัน ผมแยกออกว่าเสียงไหนลูกจริง เสียงไหนลูกแบล์ง ) มีระเบิดไม่ทราบว่าจากฝ่ายไหนลงมาเป็นระยะบึ้มๆๆ แต่คนเสื้อแดงก็สู้ไม่ถอย ปาขวด และ ก้อนหินกลับไปเป็นระยะ แบบไม่กลัวตายยอมรับน้ำใจจริงๆบางคนสู้ด้วยน้ำตา ผู้หญิงคนแก่เด็กวิ่งใส่ลูกปืนแบบไม่กลัว แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าไหร่

21.00

ช่วง นี้สถานการณ์เลวร้ายมาก ทหารเหมือนเหมือนตั้งเป้าว่าจะต้องยึดพื้นที่คืนให้ได้ เสียงปืน ระเบิด ดังอย่างกึกก้อง มีคนโดนยิงออกมาเรื่อยๆ ตอนนั้นคิดว่าเราคงต้องเสียพื้นที่ตรงนี้เป็นแน่ จนมีชายคนนึงที่เราคิดว่าเขาคือ ทหารแตงโมคอยยิงสกัดทหารบนตึกไม่ให้ทำร้ายคนเสื้อแดงได้ขอบคุณจริงๆแสดงว่ามีคนมาช่วย เราแล้วและมีเพื่อนๆจากราชประสงมาอีกหลายคันรถขบวนมอร์ไซด์มาเพียบกำลังใจ เริ่มดีขึ้นเราเริ่มรุกต่อ

21.05

ขณะที่คนเสื้อแดงกำลังหลบกระสุน และ วัตถุระเบิดอยู่บริเวณหน้าตึกกองสลาก มีชายนิรนาม 2 คนแต่งชุดดำถือปืน AK47 เข้ามาต่อกรกับทหารเราไม่รู้ว่าชาย 2 คนนี้เป็นใครเราถามกันเองว่าเขาเป็นใครแต่ก็ไม่มีใครรู้ มีแต่คนบอกว่าเขาคือ ทหารแตงโม
สิ่งที่ผมเห็นคือเขาดูไม่มีความกลัว ทั้งๆที่มากันแค่ 2 คน ดูมีความนิ่งมากกว่าทหารทั่วไป ยุทวิธีเหมือนหน่วยรบพิเศษตอนนั้นสิ่งที่ผมคิดคือไม่อยากให้มีความรุนแรง แต่ใครใช้ความรุนแรงก่อนละ..!?ก็ทหารไม่ใช่หรือผมไม่รู้ว่าชาย 2 คนนั้นเป็นใคร เพราะเขาปิดหน้าสิ่งที่เขาทำว่ากันตามกฎหมายมันผิดแน่ๆ แต่ที่ยอมรับก็คือเขาช่วยคนเสื้อแดงไว้ขอบคุณครับจากใจจริงผมร้องให้เห็นคนคนหนึ่งสมองไหล โดนหามออกมา

21.30

ทุกอย่างจบลง ทหารทั้งหมดได้ถอยกลับไปหมดแล้ว ชายนิรนามชุดดำทั้งหมดได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเรา ได้สำรวจพื้นที่ ช่วยกันเก็บหลักฐาน เฉพาะที่แยกคอกวัวที่เดียว เราเก็บปลอกกระสุนกันได้เป็นลังใหญ่ เฉพาะกระสุนจริง M16 ก็เก็บได้เป็นถ้วยใหญ่ๆแล้วเรากันพื้นที่ตรงบริเวณที่คนเสื้อแดงถูกยิงจนบาด เจ็บ และ เสียชีวิต มีการไว้อาลัยให้กับผู้ล่วงลับคน เสื้อแดงได้เข้าไปบันทึกหลักฐานด้วยกล้องถ่ายรูป พบรอยกระสุนจริงเป็นจำนวนมากที่ทะลุตัวถังรถ เสาไฟ กำแพง ป้าย ประตู ซึ่งรอยกระสุนเหล่านั้นล้านมีวิถีพุ่งมาจากฝั่งทหาร พวกเราพยายามเก็บภาพถ่ายไว้ได้ให้มากที่สุดนักข่าวต่างประเทศได้เข้าไปทำ ข่าวอย่างต่อเนื่อง

22.00

มีการปล่อยโคมลอย เพื่อระลึกถึงคนเสื้อแดงที่จากไปบน เวทีได้โชว์หลักฐานอาวุธสงครามจำนวนมาก ที่คนเสื้อแดงยึดมาจากทหารได้(แต่มีสำนักข่าวบางแห่ง บอกว่านี่คืออาวุธที่คนเสื้อแดงเตรียมตัวเอาไว้ทำร้ายทหาร)ระหว่าง ที่พิธีกรได้แถลงการณ์ประนามรัฐบาลบนเวที ได้มีข่าวจากผู้หญิงเสื้อแดงคนหนึ่งที่แฟนของเธอถูกยิงเข้าที่ชายโครงต้องนำ ส่งโรงพยาบาลโดยด่วน โดยหน่วยแพทย์ได้นำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลวชิระ แต่ปรากฎว่าไม่ทันการณ์ชายคนนั้นได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล แล้วในขณะที่กำลังแต่งศพได้มีกลุ่มทหารเข้ามาแย่งศพแฟนของเธอไปต่อหน้า แกนนำจึงประกาศให้กลุ่มมอเตอร์ไซค์ออกตามหาศพคนเสื้อแดงทันทีผมเหนื่อยมาก จึงนั่งพักอยู่บริเวณแยกคอกวัวที่เกิดเหตุนั้นเอง นั่งดูความเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากระบอบเผด็จการ

22.30

มี เสียงฮืฮาดังขึ้น เพราะกลุ่มการ์ด นปช ได้สามารถนำตัวทหารทั้งหมด 4 นายที่ได้ดักยิงคนเสื้อแดงอยู่บนตึกกองสลากลงมาได้แล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงฮือจะเข้าไปทำำร้ายด้วยความโกรธแค้น จนการ์ด นปช ต้องรีบกัน และ นำตัวไปที่เวทีผ่านฟ้าให้เร็วที่สุด
ยังมีการเจอหลักฐานใหม่อยู่เรื่อยๆ ทั้งกระสุนจริง อาวุธสงครามอื่นๆ จับตัวทหารที่ซุ่มยิงคนเสื้อแดงได้เพิ่ม

23.00

ผมรีบเดินทางกลับ เพราะต้องการกลับมาโพสรูปพร้อมเรื่องราวอย่างตรงความจริงที่สุดระหว่าง ทางผมได้แวะกินข้าว และ ซื้อของ มีคนเห็นผมผูกผ้าพันคอสีแดง และ เข้ามาถามถึงเหตุการณ์ พอผมเล่าถึงการปฏิบัติการของทหาร เขาก็สอบถามกันใหญ่ เพราะเขาบอกว่ามันไม่เหมือนกับที่ข่าวช่องหลักออกเท่าไหร่ (ผมก็ทำใจไว้แล้วล่ะ)นี่เป็นความจริงจากความทรงจำของผม ณ สี่แยกคอกวัวเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 ถ้าผมโกหกขอให้มีอันเป็นไปใน 3วัน 7 วัน

ผม ไม่มีเจตนาอะไรในการตั้งกระทู้นี้มากไปกว่า ต้องการบอกความจริงที่ผมเห็น จากตาของคนคนหนึ่ง ที่เสียงมันอาจไม่ดังเท่าสื่อกระแสหลักทั้งหลาย แต่อย่างน้อยในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมได้ทำดีที่สุดแล้ว

เมื่อฟ้าทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

---------------------------