WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 16, 2010

สมศักดิ์เจียมฯ:ทักษิณต้องการชนให้ถึงที่สุด ไม่ใช่แค่ยุบสภา แต่ผมว่าต้องหาทางลงไม่ใช่พร้อมชน

ที่มา Thai E-News




ฮีโร่เสื้อแดง-ผู้ชุมนุมเสื้อแดงรีบรุดไปช่วยอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง กับพวกพ้นการจับกุมของหน่วยคอมมานโดที่โรงแรมSC PARK โดยอริสมันต์เผยว่าหนีออกจากห้องพักขณะตำรวจปาระเบิดควันและระเบิดเสียงเข้าใส่ แล้วใช้สายไฟโรยตัวลงมาจากชั้น3(ภาพข่าว:AP)


โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา บอร์ดคนเหมือนกัน
16 เมษายน 2553

*ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:สถานการณ์ในขณะนี้ พิสูจน์ว่า สังคมไทยและการเมืองมีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่สามารถคิดเชิงยุทธวิธีแบบเดิมๆได้อีก ที่สำคัญ การยึดราชประสงค์-ไม่เจรจา เป็นความผิดพลาดใหญ่ พูดตรงๆ ขนาดผมเชียร์เสื้อแดงมาหลายปี ผมยังอธิบายไม่ได้เลยว่า กะอีแค่ เรียกร้องเรื่องยุบสภา ทำไม จึงเจรจา จึงยืดหยุ่นเรื่องเวลาไม่ได้ และทำไม ต้องยึดราชประสงค์อย่างยืดเยื้อ


มีคนตั้งกระทู้ชื่อเรื่องว่า "ไม่เคยมีรัฐบาลไหนอยู่ได้ หากมีการประท้วงแล้วมีผู้เสียชีวิต คำพูด นี้จริงเท็จแค่ไหน ครับ ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย"

อันที่จริง ผมเคยพูดเรื่องนี้ ตั้งแต่สงกรานต์ปีกลายว่า ไม่เสมอไปที่ ถ้ามีการปราบปราม มีคนตาย ฯลฯ แล้ว รัฐบาลจะต้องอยู่ไม่ได้เสมอไป

มันขึ้นอยู่กับ สถานการณ์ทางการเมืองทั่วไป

ดังนั้น วิธีคิดประเภท "มึงแน่จริง มึงปราบ ถ้ามึงปราบ มึงอยู่ไม่ได้แน่" ซึ่งไมใช่สิ่งที่ผมพูดขึ้นมาเอง เวทีเสื้อแดงพูดอยู่ประจำ เป็นวิธีคิดที่ใช้ไม่ได้ อย่างน้อย ใช้ไม่ได้อย่างง่ายๆ

ในที่สุด อภิสิทธิ์ อาจจะ "หลุด" ตำแหน่งนายกฯก็ได้ แต่ก็ไม่ได้พิสจน์ว่า วิธีคิดแบบเดิมแบบนี้ ใช้ได้อย่างง่ายๆ (จริงๆ ต่อให้ อภิสิทธิ์ หลุด มีการยุบสภา ผมก็ยังเห็นว่า "ไม่คุ้ม" การตายของประชาชน 20 คน อยู่นั่นเอง)

ความจริงคือ รัฐบาลขณะนี้ ไมใช่รัฐบาลทีมีลักษณะเป็นรัฐบาลทหารเพียวๆแบบ 14 ตุลา หรือแม้แต่ 17 พฤษภา ซึ่งมี "ฐาน" สนับสนุนแคบๆ

แต่รัฐบาลปัจจุบัน มี "ฐาน" สนับสนุนทางสังคมกว้างกว่านั้น โดยเฉพาะในหมู่ "คนชั้นกลาง"

ยิ่งกว่านั้น สังคมยังมีความซับซ้อนมากขึ้น การมีการใช้กำลังทหาร การ "สลายกาารชุมนุม" "ปราบจลาจล" (ในภาษาทางการ) ไม่ได้แปลว่า จะนำมาซึ่งความล้มของรัฐบาล เสมอไป

ประเด็นสำคัญจึงยังอยู่ที่ การสู้ทางการเมือง และการเอาชนะทางการเมือง หรือแสดงให้เห็นถึงความชอบธรรม ความมีเหตุผลมากกว่า ทางการเมือง ที่แวดล้อมสถานการณ์ที่มีการใช้กำลังนั้น

ในช่วงแรกๆของการชุมนุม เสื้อแดง สามารถ "ชนะทางการเมือง" ในแง่นี้ ด้วยการที่

ก) ข้อเรียกร้องสมเหตุสมผล (ยุบสภา)
และ (ข) การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ


แต่ผมเห็นว่า เสื้อแดง ทำความผิดพลาดทางยุทธวิธี และทางการเมือง ที่ชุมนุมอย่างยืดเยื้อ ที่สำคัญไปยึดราชประสงค์ อย่างไม่มีกำหนด และยังปฏิเสธ ที่จะเจรจา ยืดหยุ่น

ผมว่า นี่คือ "ฐาน" ของการทำให้ เสีย หรือเป็นรอง ทางการเมือง ที่ทำให้ การปราบปราม ไม่สามารถนำมาซึ่งความเห็นอกเห็นใจเสื้อแดง หรือ เกลียดชังรัฐบาล อย่างสำเร็จรูปเหมือนอดีต

ยิ่งกว่านั้น เรื่อง "สันติ อหิงสา" ที่ประกาศในวันแรกๆ ก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้จริง

การไป "บุก" ที่ต่างๆ ตั้งแต่ช่วงวันที่เกือบจะเกิดเรื่องที่ทำเนียบฯ ไปจนถึงการยึด ไทยคม ฯลฯ เหล่านั้น ยากจะยืนยันเรื่อง สันติ อหิงสา ได้เต็มที

จริงๆแล้วการไม่มีอาวุธ ไม่มีมีด ปืน ถือในมือ ไม่ได้แปลว่า สามารถสร้างภาพที่ สันติ อหิงสา ได้แล้ว

ในที่สุด ในระหว่างการปะทะ กรณี M-i-B ( ชายชุดดำในวันที่ 10 เมษายน) เป็นความผิดพลาดทางยุทธวิธีและทางการเมืองที่ใหญ่มาก


ความจริง ในแง่การ "รับมือ" กับทหาร เนื่องจากผมเป็นคนปอดแหก และเห็นว่า ชีวิตคนที่ร่วมชุมนุมสำคัญกว่าข้อเรียกร้อง ถ้าเป็นผม ผมก็จะเสนอว่า แทนที่จะใช้วิธีตะลุมบอน สู้ด้วยธง ด้วยไม้ ฯลฯ ผมเสนอให้ "อารยะขัดขืน" ด้วยการ "ไม่สู้ตอบ พยายามหนี ยอมให้จับ" มากกว่า(แน่นอน ย่อมหมายถึงการ "เสียพื้่นที่ชุมนุม" ด้วย)

ที่สำคัญ คือ จนบัดนี้ เสื้อแดง ไม่มีท่าทีว่า จะยอมเลิกการยึดราชประสงค์ ไม่มีท่าทีว่า ยินดีเจรจา และยืดหยุ่นเรื่องการยุบสภา (ต่อรอง เป็น 3 เดือน 5 เดือน เป็นต้น)

ผมว่านี่คือ "แบ็กกราวน์" ที่ใหญ่มาก ที่ทำให้ ลำพังการใช้กำลังปราบปราม หรือ การถูกปราบปราม ไม่นำมาซึ่ง การชนะหรือแพ้ทางการเมือง

พูดตรงๆ ขนาดผมเชียร์เสื้อแดงมาหลายปี ผมยังอธิบายไม่ได้เลยว่า กะอีแค่ เรียกร้องเรื่องยุบสภา ทำไม จึงเจรจา จึงยืดหยุ่นเรื่องเวลาไม่ได้ และทำไม ต้องยึดราชประสงค์อย่างยืดเยื้อ โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอื่นๆ (ที่ไม่จำเป็นว่าต้องเชียร์รัฐบาล)

ให้ผมบอกแบบตรงมากกว่านี้ก็ได้ จากการคุยกัน "วงใน" "วงนอก" ในหมู่หลายคนที่รู้จัก (เชียร์เสื้่อแดงทั้งนั้นครับ)ความจริง ข้อสรุปที่หลายคนมีตอนนี้คือ จริงๆแล้ว ทักษิณ กับแกนนำเสือ้แดง (อย่างน้อยจตุพร และ ฮาร์ดคอร์) ไม่ได้มีเป้าเรื่องยุบสภาจริงๆหรอกครับ นี่จึงอธิบาย ประเด็นทีผมถามไป และถามมาเป็นเดือนแล้วว่า ถ้าแค่ยุบสภา มันจะอะไรนักหนา กับ 15 วัน หรือ 3 เดือน หรือกระทั่ง 5-6 เดือน

จริงๆคือ พวกเขา (ทักษิณ, นปช.) ต้องการ ชนให้ถึงที่สุดครับคราวนี้ ไมใช่ต้องการเรื่องยุบสภาแบบซีเรียสครับ

ให้ผมสรุปแบบฟันธงสั้นๆ เพียง 1-2 ประโยคเลยนะครับว่า ที่พยายามเสนอในช่วงหลายวันนี้คือสถานการณ์ในขณะนี้ เสื้อแดง ต้อง "หาทางลงครับ" ไมใช่"เตรียมพร้อมจะชน"

พูดในฐานะคนขี้ขลาดตาขาว ปอดแหก ไม่ต้องการเห็นใครตาย บาดเจ็บ พิการ โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่า เป้าหมายแค่นี้ มีทางออกทางอื่น(อย่าว่าแต่ยุบสภาเลย ต่อให้ ชน แล้ว อภิสิทธิ์ เด้งไป ผมก็ยืนยันว่าไม่คุ้มกับการตายที่เกิดขึ้นแล้ว และมีโอกาสเกิดขึ้นอีกครับ)

หลุมพราง อำนาจ จาก ยุค ถนอม กิตติขจร ถึง ยุค "อภิสิทธิ์"

ที่มา ข่าวสด


เสียงเตือนจาก นายบรรหาร ศิลปอาชา ถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ว่า

"ควรจะปรึกษา นายชวน หลีกภัย และ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน"

น่าคิด

น่าคิดว่าแวดวงการหารือของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น่าจำกัดอยู่เพียง หากมิใช่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

หรือไม่ก็ นายศิริโชค โสภา

ยิ่งเมื่อต้องออกจากบ้านไปพำนักยาวอยู่ในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ บางเขน ยิ่งทำให้ตกอยู่ในลักษณะถูกตีกรอบ

กรอบ 1 เป็นบรรดารัฐมนตรีและคนสนิทที่ใกล้ชิด

กรอบ 1 เป็นบรรดาแม่ทัพ นายกอง ในเครื่องแบบ ไม่ว่าจะในที่ประชุมหรือกลับไปพักในบ้านรับรอง

หูตาจึงพลอยถูก "กำกัด" ให้อยู่ใน "พื้นที่" อันจำกัด



ขอให้พิจารณาข้อมูลข่าวสารจาก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ที่ตอบคำถามที่ว่า ศอฉ.ประเมินผู้ชุมนุมเหลือเท่าไหร่

"เมื่อเช้า 08.30 น. มีไม่มาก ผ่านฟ้า 3 พัน ราชประสงค์ 2 พัน"

หากมองจากฐานข้อมูลของศูนย์อำนวยการการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินอันเป็นคู่ขัดแย้งกับ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ก็สามารถเข้าใจได้

เข้าใจได้ว่าจำเป็นต้อง "ดิสเครดิต" อีกฝ่าย

นั่นก็คือ จำเป็นต้องนำเสนอจำนวนประชาชนในที่ชุมนุมในเวลาอันถือว่าแย่ที่สุด คือ เวลาตอนเช้า

แทนที่จะเอาเวลาตอนค่ำหรือตอนดึกซึ่งมากด้วยความคึกคัก

กระนั้น หากเริ่มต้นจากความต้องการ "ดิสเครดิต" ต่ออีกฝ่ายอย่างเจตนาเช่นนี้แล้วโอกาสที่นำไปสู่ความผิดพลาดจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนก็มีความเป็นไปได้สูง

และ "ข้อมูล" ประเภทนี้เองที่แวดล้อม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่



ไม่เพียงแต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะถูกป้อนข้อมูลจากฝ่ายทหารและตำรวจที่ต้องการเอาอกเอาใจว่าสถานการณ์มิได้ย่ำแย่

หากข้อมูลจากคนสนิท ข้อมูลจากประดา "วอลเปเปอร์" ก็แทบไม่แตกต่าง

นั่นก็คือ ข้อมูลประเภท นปช.กำลังขัดแย้งแตกแยก มีปัญหาเรื่องการได้รับเงินที่ไม่เท่าเทียมและไม่สม่ำเสมอ

ข้อมูลประเภทที่ประชาชนเริ่มรู้ข้อเท็จจริงและถอนตัวออกไป

จึงมองข้ามความเป็นเอกภาพ จึงมองข้ามความแข็งแกร่ง จึงมองข้ามความสามารถในการระดมกำลังเข้ามาร่วมอย่างรวดเร็ว

ตรงนี้แหละที่ทำให้การตัดสินใจในวันที่ 10 เมษายน ผิดพลาด

ตรงนี้แหละที่เมื่อไม่สามารถสลายการชุมนุมได้ภายในเวลา 18.00 น.ตามกำหนด ยังดึงดันที่จะเดินหน้าต่อไป แม้ว่าจะค่ำมืดและมากด้วยความสับสนอย่างยิ่ง

แทนที่จะกำชัย จึงกลับเป็นความล้มเหลวและกลายเป็น "นายกฯ มือเปื้อนเลือด"



ไม่ว่า จอมพลถนอม กิตติขจร ไม่ว่า พล.อ.สุจินดา คราประยูร ล้วนอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

เป็นสถานการณ์ของบุคคลที่อยู่บนบัลลังก์แห่งอำนาจ ในอีกด้านทำให้เหินห่างจากข้อมูลและความเป็นจริง และเหินห่างจากทุกข์ของประชาชนซึ่งอยู่ภายใต้การปกครอง

เป็นความผิดพลาดที่ตกทอดจาก 2516 มาถึง 2535 และ 2553 จนได้

"แม่นมสุเทพ"ผิดคิว แดงไล่รมต.ภูมิใจไทย

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ สังคมการเมือง



- พักรบ แต่รัฐบาลกับเสื้อแดงเปิด "คลิป"รายวันสาดกันช่วงสงกรานต์ ซัด ความผิดอีกฝ่ายอยู่เบื้องหลังไอ้โม่งชุดดำหิ้วปืนป่วน 10 เม.ย. ฝ่ายรัฐบาลถามหาคนฆ่าทหารตาย ส่วนเสื้อแดงก็ประจานประชาชนผู้บริสุทธิ์ตายเพราะใคร

ขณะที่นายกฯ มาร์คเก็บตัวเงียบ เชียบ

- พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. อัดหัวโจกเสื้อแดงเป็นชุดๆ ถ้าไม่รู้ว่ามีมือที่สาม ชาติหน้าไม่ควรเกิดเป็นแกนนำ แต่ก่อนหน้านี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศอฉ. เพิ่งแถลงว่าตัวเองพลาดที่ไม่รู้มาก่อนว่ามีคนใช้อาวุธหนักยิงทหารและประชาชนปะปนในม็อบแดง

รู้หรือไม่รู้ คนที่ซวยคือชาวบ้านนั่นแหละ

- ช่วงนี้ "แม่นมสุเทพ" ชักผิดคิวถี่ ปูดข่าวตั้งพรรคอะไหล่รองรับประชาธิปัตย์โดนยุบ เลยโดนสมาชิกรุ่นเดอะอย่าง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง สวนว่าพรรคไม่เคยมีมติ พร้อมยืนยันเสียงแข็งเดินหน้าสู้คดี ร้องศาลปกครองให้ระงับคำสั่งนายทะเบียนพรรคการเมือง

วุ่นทั้งศึกนอกศึกใน

- วิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา รองประธานทีมกฎหมายค่ายประชาธิปัตย์ แพลมว่านายหัว ชวน หลีกภัย ประธานกุนซือใหญ่ จะมาเป็นหัวหน้าทีมสู้คดียุบพรรค เพราะหลังติดต่อทาบทามนายหัวไม่ได้ขัด เพียงแต่รอมติที่ประชุมทีมกฎหมายรับรองในวันที่ 20 เม.ย.นี้ก่อน

รุ่นเดอะลุยเอง ไม่ธรรมดาแน่

- ชัดเจนแจ่มแจ้งว่าสัมพันธ์พรรคร่วมไม่หวานเจี๊ยบ เมื่อ ชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เรียกร้องให้เมมเบอร์ประชาธิปัตย์ช่วยกันต่อวีซ่าให้ หนุ่มมาร์ค-เทพเทือก ด้วยการพลิกมติแก้รัฐธรรมนูญ ขู่กันตรงๆ ว่าตอนนี้พรรคไม่เต็มที่เหมือนเดิมแล้ว

ปชป.จะแก้เกมยังไงต่อ?

- ไปประชุมสุดยอดเกี่ยวกับนิวเคลียร์ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐ เมื่อต้นสัปดาห์ แต่ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กลับโวยประชาคมโลกที่ไม่ช่วยกันจับตัว เสี่ยแม้ว ส่งไทย แถมเอ่ยนามชัดทั้ง รัสเซีย เยอร มัน ดูไบ นิการากัว และมอนเตเนโกร ช่วยเหลือผู้ก่อการร้าย

ระวังโดนย้อนคดียึดสนามบิน

- รมต.ค่ายภูมิใจไทยงานเข้า ศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรฯ โดนสาวกเสื้อแดงบุกเสยคางกลางงานสงกรานต์ถึงถิ่นนครพนม รุ่งขึ้นเป็นคิว พรรณสิริ กุลนาถศิริ รมช.สาธารณสุข น้องสาว สมศักดิ์ เทพสุทิน ถูกเสื้อแดงล้อมกรอบตามทุบรถที่จ.น่าน รอดมาได้หวุดหวิด

"ปู่จิ้น"เสียววาบทันที

- ย้ายมารวมศูนย์ที่ราชประสงค์ วีระ มุสิกพงศ์ ระดมพล 17 เม.ย. บีบรัฐบาลยุบสภา แต่ยังอุบไต๋รูปแบบเคลื่อนขบวน ระหว่างนี้มีกิจกรรมเรียกน้ำย่อยเตรียมฟ้องทั้งโฆษกฯ สรรเสริญ แก้วกำเนิด ปณิธาน วัฒนายากร และทีวีทุกช่องแพร่คลิปข่าวด้านเดียว

เดี๋ยวรัฐบาลฟ้องกลับทีวีแดงมั่ง

ผู้นำ3ศาสนาเสนอทางแก้วิกฤต

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ รายงานพิเศษ



วันที่ 15 เม.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิม พระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถ.แจ้งวัฒนะ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับ ผู้นำ 3 ศาสนา แถลงข่าว "เตือนสติประชาชนชาวไทย ให้ประชาชนทุกศาสนาช่วยกันคลี่คลาย สถานการณ์รุนแรงของบ้านเมืองให้สงบลง" ดังนี้



อมรา พงศาพิชญ์

ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

การเชิญผู้นำทั้ง 3 ศาสนามาแสดงความเห็นต่อสถานการณ์การชุมนุม เพื่อให้ข้อคิด ให้เห็นมุมมองทางศาสนาเพื่อชี้นำประชาชนให้ใช้สติวิเคราะห์สถานการณ์ ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตรึงเครียดเพื่อหาทางออก เชื่อว่าข้อเสนอแนะทั้ง 3 ศาสนา จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งประเทศ



อิมรอน มะลูลีม

ประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้เป็นวิกฤตที่ต้องช่วยกันหาทางออก ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า อำนาจสำคัญในฝ่ายบริหารถือว่าล่มสลาย รัฐบาลต้องเร่ร่อนหาที่ประชุมตามสถานที่ต่างๆ ส่วนอำนาจตุลา การเวลานี้กำลังสั่นคลอน เพราะถูกประชาชนมองในแง่มุมต่างๆ นานา

สถาบันหลักทั้ง 3 สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นที่พึ่งของเราทุกคน สังคมไหนถ้าขาดความยุติธรรม ความสามัคคีจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน และไม่ว่าฝ่ายไหนต้องเคารพกฎหมาย ต้องทำให้กฎหมาย ศักดิ์สิทธิ์ แต่ต้องปราศจากจุดหมายปลายทาง ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมที่ตุลาการต้องพิสูจน์ให้เห็น และทุกคนต้องยึดผลประโยชน์ชาติ

ในยุคที่มีการแข่งขันผลประโยชน์ของประเทศชาติต้องมาก่อน เช่น นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เชิญอดีตรมว.คลัง ของฝ่ายค้านมาทำหน้าที่ที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจการเงิน แสดงให้เห็นว่าการเมืองไม่ได้ยึดติดรูปแบบ มองในแง่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ผู้นำต้องมีสติและสงวนจุดต่าง และมีจุดร่วม ผู้นำต้องมีคุณสมบัติอดทน

หลักศาสนาอิสลาม จะต้องตอบโต้ความชั่วร้ายด้วยความดี อย่าเอาไฟดับไฟ ต้องเอาน้ำดับไฟ เชื่อว่าสถาบันศาสนาจะช่วยแก้วิกฤตได้ เราต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง ต้องยกเลิกมือตบตีนตบอย่างเด็ดขาด

และควรแก้กฎหมายการชุมนุมตามมาตรา 63 ให้เป็นแบบรัฐธรรมนูญของอังกฤษ ที่ต้องแจ้งว่าการชุมนุมจะมาชุมนุมเรื่องอะไร มีขอบเขตแค่ไหน ไม่ใช่ไร้เหตุผลแล้วนำไปสู่ความรุนแรง

ส่วนมาตรา 237 ที่ให้ยุบพรรคที่ผมเห็นว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย อย่าให้ความผิดของคนคนเดียวกลายเป็นผิดทั้งหมด เป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติ

- สถานการณ์ขณะนี้ถึงเวลาพิจารณารัฐบาลแห่งชาติหรือยัง

สิ่งไหนที่เป็นเรื่องดีต้องยอมรับ มองหาในสิ่งที่ดีแล้วนำมาใช้กับประเทศชาติ ส่วนตัวเห็นว่าจำเป็นแล้วที่ต้องมีรัฐบาลแห่งชาติ เพราะเวลานี้หมดทางเลือกแล้ว ฟังดูแล้วบางคนอาจเห็นว่าไม่เข้าท่า แต่ยืนยันว่าไม่มีทางไหนที่ดีกว่านี้แล้ว

ถ้าทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม มีส่วนตัดสินใจ มีความรับผิดชอบแล้วจะโทษใครไม่ได้ ประเทศไทยยังมีคนดีและคนเป็นกลางมีอีกเยอะ จึงอยากให้ทุกคนมาร่วมกันเสียสละ

แม้หลายคนคิดว่าการตั้งรัฐบาลแห่งชาติเป็นไปไม่ได้ แต่ผมยังเชื่อมั่นว่ายังทำได้ ถ้าท่านทั้งหลายเสียสละกันบ้าง ลดราวาศอกกันบ้าง ให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจัง ก็ทำได้

- เมื่อถามว่าการแก้ปัญหาต้องกลับมาสู่หลักนิติรัฐ คือให้ผู้ชุมนุมและคนที่อยู่ต่างประเทศ ยอมรับการดำเนินคดีหรือไม่

หากพูดในภาพรวมทุกคนต้องปฏิบัติตามกติกาให้ชาติบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ แต่กฎกติกานั้นต้องมีความยุติ ธรรมชัดเจน 100% ผมคิดว่ากฎกติกาบ้านเราที่มีอยู่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง มองประโยชน์ของชาติเป็นหลัก กฎหมายมีทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ กฎหมายกำหนดขึ้นโดยมนุษย์ไม่ใช้พระเจ้า ดังนั้นโอกาสที่ผิดพลาดมีอยู่ตลอด

รัฐบาลก็ต้องยอมเพื่อชัยชนะในวันข้างหน้า อยากเตือนสติทั้งสองฝ่ายวันเวลาทำให้ความคิดของคนเปลี่ยนไปได้ ตอนนี้อาจต้องกลืนเลือดตัวเอง แต่ผมอยากเสนอให้ผู้มีอำนาจต้องทำก่อน



มุขนายกเกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช

ประมุขอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

อยากเชิญชวนให้มาร่วมกันแสวงหาทางออก โดยเริ่มจากตัวเราก่อนในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง จึงขอให้ทุกคนมีเวลานอก ใช้ช่วงเวลา 18.00 น. ของทุกวันอธิษฐานแผ่เมตตาจิตร่วมใจในเวลาเดียวกัน เชื่อว่าการอธิษฐานภาวนาของคนไทยทุกคนจะทำให้สถานการณ์ของประ เทศไทยดีขึ้น คนจะมีสติมากขึ้น

การสูญเสียที่ผ่านมาไม่ควรนำกลับมาอ้างกันอีกแล้ว และไม่ควรหมดหวังที่จะหันหน้ากันมาพูดคุยเพื่อเจรจาหาทางออก ทุกฝ่ายต้องหยุดและหันมาทบทวนอีกครั้งเพื่อประเทศไทย หยุดเคลื่อนไหวใช้ความรุนแรงหันมาสู่การเจรจา โดยท่าทีที่ประนีประนอม

การเจรจาด้วยสันติวิธีเท่านั้นจะเป็นการแก้ปัญหา เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะสามารถหาทางออกได้ด้วยการเจรจาครั้งที่ 3 ถ้าฝ่ายใดปฏิเสธการเจรจาไม่ยอมหยุด สังคมก็จะเห็นเองว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย การให้อภัยกันจะเป็นหนทางสู่การแก้ไขปัญหา

ข้อเสนอเรื่องนโยบายแห่งชาติเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ทำได้อยากให้สื่อกระจายข่าววันนี้ไปถึงประชาชนให้มาก เพื่อให้เข้าใจสิ่งดีที่เรากำลังทำกัน



พระธรรมโกศาจารย์

(ประยูร ธัมมจิตโต)

อธิการบดีมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์เผชิญหน้ากัน มีผู้ถือนำรัฐฝ่ายหนึ่งและผู้ชุมนุมอีกฝ่ายหนึ่ง และที่น่าวิตกกังวลคือมีผู้สนับสนุนของทั้งสองฝ่ายกระจายไปทั่ว ถ้าเราไม่ตั้งสติแล้วทำลายพร้อมกันประเทศชาติก็ย่อยยับอับจน ชัยชนะที่ได้มาบนซากปรักหักพังของแผ่นดินจะมีประโยชน์อะไร ดั่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยตรัสมาแล้วครั้งหนึ่ง

ไม่ว่าเราจะชนะเขาแพ้ หรือคนอื่นชนะเราแพ้ ซึ่งทั้งสองแบบนี้นำไปสู่ความเครียดแค้นชิงชัง ไม่ว่าฝ่ายไหนชนะก็จะผูกเวรกัน จองเวรกันไม่รู้จบ แม้ว่าจะมาให้ตั้งโต๊ะเจรจาก็ไปกันไม่ได้ และจะมาพูดว่าไม่พอใจ ใครทำใครก่อน ไม่ได้นึกถึงปัจจุบันว่ามันวิกฤตขึ้นแล้ว

ที่อาตมาอยากพูดและเป็นสิ่งที่พึ่งปรารถนา คือ ธรรมาธิปไตย หมายถึง ต่างฝ่ายต่างอะลุ้มอล่วย ถอยกันคนละก้าว การให้เขาชนะบ้าง เราชนะบ้าง มันก็ต้องยอมกันบ้าง

บางทียอมแพ้ศึกเพื่อชนะสงคราม ยอมแพ้แนวรบย่อยๆ แต่ส่วนรวมเหลือรอดไว้ ประเทศชาติอยู่รอด สถาบันอยู่รอด อาตมาว่าทั้งสองฝ่ายต้องมาตั้งสติเพื่อไม่ให้ไปสู่อาณาธิปไตย รักษาชาติบ้านเมืองเอาไว้ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าต่างฝ่ายต่างได้ ต่างฝ่ายต่างชนะ

ในสถานการณ์นี้มันถึงขั้นเสียหายถึงแก่ชีวิตและทรัพย์สินแล้วมันเข้าไปในวงจรของการจองเวร อาฆาต พยาบาท ทั้ง 3 ศาสนาอยากขอให้ตัดวงจรตรงนี้ด้วยการให้อภัยกัน เยียวยาบาดแผลที่อยู่ในจิตใจของกันและกัน อย่าเยาะเย้ยกัน ที่สำคัญคือแผ่เมตตา มองกันในแง่ดี

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพกล่าวไว้ว่า ประ เทศไทยมีคุณธรรมที่รักษาความเป็นไทยอยู่ 3 ประการ คือ 1.ความรักอิสระ เสรี 2.อวิหิงสา คือ ความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งที่แตกต่างกัน และ 3.การประสานประโยชน์ ซึ่งคนไทยถนัดมาก ใครมีดีตรงไหนก็เอามาร่วมกัน มาช่วยกันทำ

คนไทยควรมาตั้งสติและแผ่เมตตา เพื่อไม่ให้เกิดความโกรธเกลียด ควรแผ่ความรักไปทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทางพุทธศาสนาจึงใช้คำว่า "สัพเพ สัพตา"

- รัฐบาลเผยแพร่คลิปที่มีการทำร้ายกันตลอด 24 ช.ม. เป็นการยั่วยุหรือไม่

เราก็รู้อยู่ว่ามีผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่าย เมื่อเราเห็นภัยการเผชิญหน้าแล้วบ้านเมืองมันย่อยยับ ควรตั้งสติและหาทางออกด้วยการเจรจาหรือมีวิธีอื่นๆ ทำก็ได้ซึ่งมีวิธีการทูต ล็อบบี้ก็ได้ และควรสร้างกระแสพลังเงียบให้เป็นทางเดียวกันแล้วมันก็จะถึงจุดที่ยุติลงได้

การไปสู่เป้าหมายให้สังคมไปรอด มีคำว่า "อุเบกขา" คือความไม่ลำเอียง และความเป็นกลางวางเฉย ซึ่งมี 2 แบบ คือ เฉย เพราะโง่ ทางพุทธเรียกว่า อัญญานุเบกขา เด็กคลานอยู่บนบ้านกำลังจะตก พระกำลังจะจำวัดเห็นแล้วไม่ช่วยยังนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไร ทางศาสนาไม่สอนอย่างนั้น

แต่ช่วยอย่างไร ช่วยไปซ้ำเติมก็เหมือนกับไม่ถูกต้อง ต้องช่วยด้วยปัญญาเตือนสติกัน พุทธศาสนาจึงมีคำว่า ญาณุเบกขา มีสติไม่ไปซ้ำเติมสถานการณ์ การที่แต่ละฝ่ายมาช่วยไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตามอาจมาช่วยเตือนสติสังคม หรือจะมาช่วยคนละไม้ละมือเป็นหน้าที่ของเรา

ต้องเป็นสื่อน้ำเย็น

ที่มา ไทยรัฐ



โดย แจ๋วริมจอ



เสียดายเหลือเกินที่ช่องข่าว TNN 24 ชั่วโมง ของเคเบิลทรูวิชั่น ไม่ได้เป็นช่องฟรีทีวี ไม่เช่นนั้น ชาวบ้านคงได้เสพข่าวที่หลากหลาย ไม่ได้ถูกมัดมือชกเหมือนช่องฟรีทีวีทั้งหลาย

ครับ, ในสถานการณ์คับขัน บ้านเมืองเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ใกล้จะเกิดสงครามกลางเมืองหลังเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารกับกลุ่มเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา

คนไทยที่อยู่ตรงกลาง ไม่เลือกข้าง และต้องการเห็นบ้านเมืองกลับสู่ความสงบ ต้องการข่าวที่ถูกต้องเป็นธรรมมานำเสนอ

ไม่ใช่การเสนอข่าวด้านเดียวที่ฟรีทีวียัดเยียดให้ในขณะนี้!!

TNN ไม่ได้สมบูรณ์แบบขนาดนั้น แต่ "ไม่ได้ยั่วยุ" หรือทำให้สังคมแตกแยกเหมือนสื่ออื่นที่ "จงใจกระทำ" ให้มันเกิดขึ้น

เมื่อผู้มีอำนาจไม่ยอมรับความจริงว่า สื่อกระแสหลักต้องมีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเช่นกัน ข้อเท็จจริงก็ยิ่งจะผิดเพี้ยนและถูกบิดเบือนได้ง่าย

หรือแม้แต่หลังเหตุการณ์นองเลือดจนมีผู้สูญเสียล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมากแล้วก็ตาม...สื่อฟรีทีวีก็ยังไม่ยุติที่จะคลี่คลายสถานการณ์ให้มันเย็นลง

ยังมีการนำภาพข่าว หรือคลิปวีดิโอที่เป็นประโยชน์แก่ผู้กุมอำนาจรัฐมาทิ่มแทงอีกฝ่ายอยู่อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ข่าว TNN กลับมีความรับผิดชอบมากกว่า...มีการนำเสนอมุมมองของทั้งสองฝ่ายเท่าๆกัน ไม่ตกเป็นเครื่องมือ หรือกระบอกเสียงให้ฝ่ายใด

สำคัญมากคือ "ประเด็น" ที่นำเสนอ...มุ่งตรงไปที่สองฝ่ายควรจะหันหน้าเข้าหากันมากกว่า

มันอาจช่วยไม่ได้หมด แต่ก็เหมือนเป็นสื่อน้ำเย็น คลี่คลายให้ทุกฝ่ายหยุดพักตั้งสติ กลับมาคิดทบทวนเพื่อแก้วิกฤติปัญหาทุกอย่างให้สะเด็ดน้ำ

หากทุกสื่อมีความจริงใจ กระทำด้วยความหวังดีต่อชาติบ้านเมืองจริงๆ ไม่ฉกฉวยเลาะตะเข็บบาดแผลครั้งนี้ ความสูญเสียชีวิตคนไทยด้วยกันก็จะไม่เกิดขึ้นอีก

ยิ่งสื่อถูกกดทับไม่ให้เสนอข้อเท็จจริงมากเท่าไหร่ มันก็เหมือนน้ำเดือดปุดๆรอหม้อต้มระเบิด

สถานการณ์บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ใกล้ แค่เอื้อม!!

แบบเรียนบทล่า!

ที่มา ไทยรัฐ



โดย กิเลน ประลองเชิง

หลังเกิดเหตุร้ายๆ วิธีคิดแบบไทย มักอยู่ในบทเพลง บทหนึ่ง ที่ ม.ร.ว.ถนัดศรี ร้อง ทำไมหนอ ฟ้าจึงงามยามพายุผ่านพ้น

แต่เรื่องร้ายที่เพิ่งจบไปในบ้านเมืองเรา...ยังไม่เป็นเช่นนั้น

ทหารเพิ่งรับมอบซากรถถัง รถบรรทุก แถมด้วยชิ้นส่วนอาวุธ จากชุมนุมเสื้อแดงผ่านฟ้า กกต.ก็ช่วยลดแรงกดดันของบ้านเมือง ด้วยการตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์

งานนี้ฝ่ายที่เผลอคิดว่าชนะ ก็ดีใจ ฝ่ายพยายามคิดว่ายังไม่แพ้ ก็แอบเสียใจ แต่ในสายตาคนที่ไม่มีใจให้ฝ่ายใด ทักให้ได้คิดว่า สงครามยังไม่จบ ยังไม่นับศพทหารกันหรอก

แม้แม่ทัพจะหลุดปากบอกว่า การเมืองต้องแก้กันด้วยการเมือง พรรคร่วมรัฐบาลก็ขานรับ ด้วยปฏิกิริยาที่ทำให้เห็นว่า ดุลอำนาจการเมืองน่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

อย่าลืมปฏิบัติการลับลวงพราง...เคยใช้โค่นทักษิณได้ผลมาแล้ว คราวนี้เจอแผนย้อนศร ลับลวงพรางจากเสื้อแดง ลากเข้าไปสัประยุทธ์ข้างเดียวในสมรภูมิ

จะแน่ใจได้อย่างไรว่า แผนลับลวงพราง จะยังไม่ใช้กันต่อ

และหากสงครามมีต่อไป รบกันแถวแนวพรมแดน ยังป่นปี้ยับเยินทั้งชีวิตคน และอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดนี้ ถ้าเกิดมีการปะทะหักหาญกันในเขตทัพหลวง จะป่นปี้ขนาดไหน

แต่ที่ป่นปี้ ไม่มีวี่แววจะโงหัวฟื้นคืน ก็คือบ้านเมือง

และหากมันจะฉิบหายขายตัวกันถึงขั้นนั้นจริงๆ ก็คงเป็นประเด็นให้เถียงกันไม่จบว่า

ใคร ฝ่ายไหน...เป็นตัวการ

ถึงวันนี้ เรื่องร้ายๆในแนวรบผ่านฟ้า ก็พร้อมใจกันโยนไปให้ "มือที่สาม" เป็นที่เรียบร้อย

แต่เรื่องจริงที่อยู่ในใจ มันไม่ใช่มือที่สาม หรือมือใคร เนื้อตัวหน้าตา ก็เห็นกันอยู่ ปกปิดมิดเม้นกันเสียก็เปล่า?

ปัญหาอยู่ที่ว่า จะเอากันจริงหรือไม่? หรือแค่ยกเป็นประเด็นพูดรักษาหน้ากันไปวันๆหนึ่ง

ก็ตามเคย หลังเหตุร้าย สายวิชาการมักพูดถึงบทเรียน ซึ่งผมอยากใช้เป็นคำว่า แบบเรียน มากกว่า เราได้แบบเรียนใหม่ ได้ความรู้ลึกรู้กว้าง ไปจากเดิมมากน้อย

แบบเรียนเมษาฯปีนี้ มีส่วนไหนแตกต่างกว่าแบบเรียนเมษาฯปีที่แล้ว และสองแบบเรียนเดือนเมษาฯสองปีที่ผ่านมา เหมือนหรือแตกต่างจากแบบเรียนยึดทำเนียบไปถึงยึดสนามบินสุวรรณภูมิของสีเหลือง

คนมีสีหนึ่งก็คงประเมินบทเรียนไปแบบหนึ่ง แต่คนที่ไม่มีสี...ประเมินตรงกัน สองฝ่าย สร้างความคับข้องใจให้ชาวบ้าน ทำร้ายบ้านเมือง เกินเลยไม่มีที่ติ พอๆกัน

ทุกสีทุกฝ่าย ต่างก็มีคำอธิบาย ให้ฟังดีมีเหตุผลให้ฝ่ายตัวเอง

แต่ถ้ามาถามผม ผมก็ตอบว่า เหตุร้ายๆที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในบ้านเมือง เกิดจากเรื่องเดียว คือการปฏิเสธกติกาประชาธิปไตย จากฝ่ายนักการเมืองที่อยากได้อำนาจ แต่ไม่อยากเลือกตั้ง

นับแต่กรีกเริ่มแบบเรียนประชาธิปไตยให้โลกใช้กัน นับเป็นเวลากว่าสองพันปี มีการทบทวนแล้วก็ทบทวนอีก ก็เห็นตรงกัน ประชาธิปไตยไม่ใช่กติกาการเมืองที่ดีที่สุด

แต่เป็นกติกาที่เลวน้อยที่สุด

บ้านไหนเมืองไหน ที่เริ่มไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย บ้านนั้นเมืองนั้น ก็มักมีการรบราฆ่าฟันกันเรื่อยไป ความสงบสุขที่เคยมี ก็ไม่มี

ฆ่ากันถึงวันนี้แล้ว จะยังตะแบงหนีการเลือกตั้งกันต่อไป ก็ตามใจ.

ยิ่งอันตราย

ที่มา ไทยรัฐ



โดย แม่ลูกจันทร์

ยอดผู้เสียชีวิตจาก "มิคสัญญี 10 เมษายน" เพิ่มอีก 2 ราย รวมเป็น 23 ราย

แยกเป็นผู้ชุมนุมเสื้อแดงตาย 17 คน (เป็นผู้หญิง 1 คน) ทหารตาย 5 คน และช่างภาพรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น 1 คน

ล่าสุด ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ในห้องไอซียู 14 ราย

และยังมีผู้บาดเจ็บที่ยังรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก 195 ราย

ยังไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อ 23 ชีวิตที่สูญเสียไป และ 842 ชีวิตที่บาดเจ็บจากเหตุสลายการชุมนุม

ทั้งความรับผิดชอบทางกฎหมาย และความรับผิดชอบทางการเมือง

"แม่ลูกจันทร์" สังหรณ์ใจว่า "มิค-สัญญีรอบ 2" กำลังใกล้เข้ามา

เพราะตั้งแต่เกิดเหตุปะทะกันครั้งแรก รังสีอำมหิตยังไม่เบาลงเลย แต่ยิ่งเข้มข้นเพิ่มขึ้นๆ ทุกวันๆ

ถ้านับตั้งแต่วันที่กลุ่มเสื้อแดงเริ่มเปิดเวทีชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าฯ (14 มีนาคม) เพื่อกดดันให้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาฯ

มาจนถึงวันนี้ (16 เม.ย.) ก็เป็นเวลา 1 เดือนกับ 2 วัน

ถ้านับตั้งแต่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงใน กทม. และ 6 จังหวัดปริมณฑล (12 มี.ค.) ก็ลากยาวมาแล้วหนึ่งเดือนกับ 4 วัน

ถ้านับตั้งแต่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินร้ายแรง (7 เม.ย.) ถึงวันนี้ก็ผ่านไปแล้ว 10 วัน

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะตัดสินใจอย่างไรภายใต้แรงกดดันมหา-ศาลที่พุ่งใส่รัฐบาลจากทุกทิศทุกทาง??

วันนี้ พรุ่งนี้ น่าจะมีความคืบหน้าให้เห็นเป็นรูปธรรม

แต่ที่เป็นรูปธรรมไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานซืน คือแกนนำกลุ่มเสื้อแดงตัดสินใจทิ้งฐานที่มั่นเชิงสะพานผ่านฟ้าฯ เคลื่อนย้ายไปรวมทัพใหญ่ที่สี่แยกราชประสงค์เป็นฐานที่มั่นเดียว

ใช้พื้นที่สี่แยกราชประสงค์ สะดือกรุงเทพฯเป็นป้อมค่ายต่อสู้ยืดเยื้อกับรัฐบาล

"แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่าการที่แกนนำ นปช.ตัดสินใจทิ้งที่มั่นสะพานผ่านฟ้าฯไปปักหลักที่สี่แยกราชประสงค์ มีเหตุผล 7 ประการ

1, มีข่าวคอนเฟิร์มว่ารัฐบาลเตรียมใช้ กำลังสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำอีกครั้งหลังสงกรานต์

2, ชัยภูมิฐานที่มั่นเชิงสะพานผ่าน-ฟ้าฯยากแก่การป้องกัน เพราะสามารถใช้กำลังบุกเข้าสลายการชุมนุมได้ถึง 9 เส้นทาง

3, การแยกเวทีเสื้อแดงเป็น 2 เวที ไม่สะดวกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ การส่งกำลังบำรุง และการประสานงาน

4, ชัยภูมิที่สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งมีศูนย์การค้าและโรงแรมล้อมทุกด้าน เป็นอุปสรรคที่รัฐบาลจะใช้กำลังสลายการชุมนุม

5, แกนนำเสื้อแดง ที่เป็นเป้าหมายตามล่าจับกุมจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากเป็นรั้วคอยป้องกัน

6, การยึดสี่แยกราชประสงค์แบบยืดเยื้อ จะเพิ่มแรงกดดันรัฐบาลมากกว่าการชุมนุมที่ผ่านฟ้าหลายเท่าตัว

7, การชุมนุมยืดเยื้อที่สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ จะทำให้กลุ่มนักธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพิ่มแรงกดดันไปที่รัฐบาล

นี่คือ 7 ปัจจัย ที่ทำให้แกนนำ นปช. ย้ายเวทีผ่านฟ้าไปรวมกับเวทีราชประสงค์ ให้เป็นป้อมค่ายเดียว

แต่การยึดสี่แยกราชประสงค์ชุมนุมยืดเยื้อก็เป็น "ดาบสองคม"

เพราะจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมากมาย

เท่ากับย่านศูนย์กลางธุรกิจของประเทศถูกเสื้อแดงจับเป็นตัวประกัน

ก็เป็นโอกาสที่รัฐบาลอ้างเป็นเหตุสั่งสลายการชุมนุม

ศัพท์ใหม่เรียกว่า "ขอพื้นที่คืน"

เมื่อทั้ง 2 ฝ่าย ไม่มีใครยอมใคร ไม่มี ใครฟังใคร ไม่มีใครกลัวใคร เหตุการณ์ปะทะ นองเลือดเมื่อ 6 วันก่อน ก็เห็นอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร

ฉะนั้น ถ้าจะมีการสลายการชุมนุม รอบใหม่ก็ต้องตายกันเป็นเบือ

ไม่ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ บ้านเมืองก็พังพินาศยับเยิน

หยุดบ้ากันได้แล้ว มีสติกันบ้างเถอะโยม.

‘วงศ์เทวัญ’รอจังหวะ

ที่มา ไทยรัฐ

นับเป็นข่าวดีที่แทรกขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศเลวร้าย

ล่าสุดแพทย์หญิงวารุณี จินารัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยความคืบหน้าการรักษาผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกส่งตัวเข้า รพ.ราชวิถี เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ผู้ป่วยทุกรายอาการดีขึ้น

โดยเฉพาะรายนางสุวรรณี พุฒล่า อายุ 55 ปี ถูกยิงเข้าที่หน้าอกทะลุหัวใจ มีโลหะรูปร่างคล้ายหัวดินสอแหลม ฝังอยู่บริเวณผนังหัวใจด้านล่างขวา มีเลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจ ขณะนำส่งโรงพยาบาลผู้ป่วยมีอาการสาหัส เสียเลือดมาก วัดชีพจรเกือบไม่ได้

แต่ด้วยการระดมทีมแพทย์ทำการผ่าตัดช่วยชีวิตจนขณะนี้ผู้ป่วยพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังต้องอยู่ในห้องไอซียู โดยผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเอง ทานอาหารได้เอง

ต้องถือว่า เป็นผู้ป่วยที่รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์

"ความสูญเสีย" ที่เรียกคืนมาได้

แต่กับข่าวแว่วๆ ฝ่ายถืออำนาจกำลังตั้งท่าจะลุยสลายกองทัพแดงกันรอบใหม่

ขุนทหารใหญ่แค้นที่ลูกน้องโดน "ล่อเป้า" จ้องเอาคืน

และโดยจังหวะได้กลิ่นก่อน มติแกนนำคนเสื้อแดงชิงประกาศสลายเวทีสะพานผ่านฟ้าฯ รวบกำลังผู้ชุมนุมให้เหลือแค่เวทีแยกราชประสงค์เวทีเดียว

เปิดยุทธศาสตร์วัดใจ พื้นที่แยกราชประสงค์ จุดสำคัญทางธุรกิจที่ล้อมรอบไปด้วยห้างสรรพสินค้า โรงแรมหรู สถานีรถไฟฟ้า ประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ได้

ถ้ามีการสลายผู้ชุมนุมแล้วโดนต่อต้าน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในจังหวะที่ต่างฝ่ายต่างเปิดเกมชิงกระแสมวลชน ล่าสุดกับประเด็น "จัดฉาก" โดยข้อมูลใหม่จากข่าวสายตำรวจ

ไม่ใช่แค่คิวของ "ไอ้โม่งชุดดำ" ที่แฝงตัว "ล่อเป้า" ทีมบูรพาพยัคฆ์ ถูกยกให้เป็น "ผู้ก่อการร้าย" ในฉากที่ฝ่ายคุมอำนาจรัฐโหมโรงไล่ล่า

แต่เบื้องหลังฉากว่ากันว่า ฝ่ายตำรวจเองยังเอะใจ กับคิวที่ทหารสั่งเคลียร์พื้นที่ให้ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนถอนกำลังก่อนนาทีปะทะ ขณะที่กล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุ ถูกมือดีคลุมด้วยถุงดำไม่ให้จับภาพได้

จนแต่ละฝ่ายต้องปล่อยคลิปวีดิโอออกมาสู้กันในสงครามไซเบอร์

ช่วงชิงกระแสความชอบธรรม

ที่แน่ๆกับฉากที่ทหารระดมกำลัง ถืออาวุธปืนเอ็ม 16 พร้อมซองกระสุนจริง เคลื่อนรถสายพานหุ้มเกราะลำเลียงพล รถบรรทุกทหารจีเอ็มซี ราวกับจะออกรบ

เครื่องหมายคำถาม จบแค่สลายม็อบ หรือมีช็อตต่อไป

และรู้ข้อมูลลึกๆอะไร "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ถึงต้องรีบสั่งถอนกำลังถอยกลับเข้าที่ตั้ง

สะท้อนอาการ "คุมเกมกันไม่อยู่" ในหมู่ฝ่ายถืออำนาจ

ตามข่าววงในศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แตกออกเป็น 3 ก๊ก

กลุ่มแรกอยู่ในอารมณ์ของคนขาลง "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กับน้องรักคือ "บิ๊กป๊อก" ที่เน้นฟังกระแสสังคม ตีกรรเชียงไม่เล่นเกมเสี่ยง

แต่บังเอิญเสียงไม่ค่อยดังซะแล้ว

ก๊กที่สองอยู่ในอารมณ์หันรีหันขวาง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง

เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็หกล้ม

มีแค่ "หัวโขน" แต่คุมเกมอำนาจไม่ได้

ก๊กที่สามอยู่ในอารมณ์ของคนกำลังแรง "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก จ่าฝูงทีมบูรพาพยัคฆ์

ที่ยังท่องคาถา "ทุกอย่างต้องจบ"

ตามจังหวะที่เดินไปสู่จุดปะทะ

ไม่ใช่แค่กองทัพแดงที่ยังแรงไม่ตก

โดยไฟต์บังคับที่ทีม "บูรพาพยัคฆ์" ต้องชนกับทีม "วงศ์เทวัญ" กลุ่มทหารที่โดนล็อกไม่ได้ขึ้นจ่าฝูงกองทัพบกมาตลอด 10 ปี

ตามฉากสงครามต่อต้านปฏิวัติ โดยกองกำลังขุนศึกระดับผู้บัญชาการกองพัน ที่ต้องการลากกองทัพกลับเข้าที่ตั้ง เลิกยุ่งการเมือง

พร้อมกับโละคิวจองเก้าอี้ ผบ.ทบ.

ทีมข่าวการเมือง

การ์ตูน เซีย 16/04/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 16/04/53

ปิดตำนานติดกับดัก

ที่มา ไทยรัฐ


โดย หมัดเหล็ก

กรณี พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเงินบริจาคจาก บริษัท ทีพีไอโพลีน ผ่านทางบริษัทเมซไซอะ บิสิเนสแอนด์ ครีเอชั่น เป็นจำนวนเงิน 258 ล้านบาท โดยทำสัญญาสื่อว่าจ้างทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในลักษณะเป็นนิติกรรมอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงการรายงานรับเงินบริจาคตามกฎหมายกำหนด เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 66 (2) และ (3) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 และมาตรา 94 (4) และ (5) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2550

ทั้งนี้ คณะกรรมการ กกต.ได้มีการประชุมวาระพิเศษเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองมีมติเสียงส่วนใหญ่ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งอัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตามมาตรา 95 ของกฎหมายพรรคการเมืองต่อไป

อีกกรณี พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ใช้จ่ายเงินที่ได้รับจาก กองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง จากสำนักงาน กกต. เข้าข่ายความผิดมาตรา 62 และ 65 พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 และมาตรา 82 และ 93 พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 ที่ประชุม กกต.เสียงเป็นเอกฉันท์เห็นว่าเข้าข่ายความผิด ให้นำมติแจ้งต่ออัยการสูงสุดส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์ตามมาตรา 95 ทั้งนี้ เมื่ออัยการสูงสุดได้รับเรื่องแล้วจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ในกรณีที่อัยการสูงสุดไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก็ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองสามารถ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้โดยตรง เมื่อดูจากขั้นตอนต่างๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการส่งเรื่อง สอบพยานเพิ่มเติม เขียนคำวินิจฉัย ไปจนถึงมีคำวินิจฉัย กว่าจะมีการพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ คงจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน

ทั้งนี้ บทลงโทษการยุบพรรคจะมีผลต่อกรรมการบริหารและผู้บริหารในยุคที่มีการกระทำความผิด เป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 49 คนในปี 2548 ซึ่งในขณะนั้น มี นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรองหัวหน้าพรรค รายชื่อบุคคลสำคัญที่เป็น รมต.อยู่ในขณะนี้ด้วยมีทั้งนายไพฑูรย์ แก้วทอง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นายอลงกรณ์ พลบุตร นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

ยกเว้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายชวน หลีกภัยที่ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้วก็มี อาทิ ดร.มานะ มหาสุวีระชัย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ นายอรรคพล สรสุชาติ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นต้น หรือที่เสียชีวิตไปแล้วก็มีเช่นกัน

ประชาธิปัตย์ถือว่าเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย รอดปากเหยี่ยวปากกามาหลายระลอกจนถูกมองว่าเส้นใหญ่ 64 ปีของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมา สร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองไว้มากมาย มีทั้งโบดำโบแดง ด้วยกฎแห่งกรรมวันนี้ก็เวียนมาถึงพรรคเก่าแก่จนได้.