WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 17, 2010

เปลี่ยนกรุงเทพให้ เป็นสามจังหวัดภาคใต้ : เปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นรวันดา

ที่มา thaifreenews



บทความโดย...ลูกชาวนาไทย


คนเสื้อแดงเขาเรียกร้องแค่ “ยุบสภา” เท่านั้น ยอมไม่ได้ถึงกลับจะก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองเชียวหรือ กลัวเสียงประชาชนขนาดยุบสภาไม่ได้เชียวหรือ ?ถึงกลับต้องฆ่าคนกลางเมือง โชว์ชาวโลกเชียวหรือ ?

นั่นเป็นคำถามต่อภาพรวมทั้งหมด

ใครที่ดูหนังเรื่อง Hotel Rwanda หรือติดตามข่าวการเมืองในสมัยเมื่อเกือบ 20ปีที่แล้ว จะเห็นภาพการฆ่ากันของคนในประเทศเดียวกันระหว่างคนสองเผ่าพันธุ์ คือ เผ่าฮูตูและเผ่าตุ๊ดชี่ ที่ทำให้มีคนตายเกือบล้านคน ซึ่งผลของการฆ่ากันนี้ เกิดจากการสร้างความเกลียดชังกันสะสมมาเป็นเวลานาน อันที่จริงนักชาติพันธุ์วิทยา ได้พิสูจน์ว่า เผ่าตุ๊ดชี่ กับเผ่าฮูตู ไม่ได้มีความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์มากมายนัก แต่มีความแตกต่างกันทางเศรษฐกิจมากกว่า โดยชนเผ่าตุ๊ดชี่ มักเป็นคนชั้นสูง เป็นผู้ปกครองที่มีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจสูง มีการเอารัดเอาเปรียบกันทางสังคม ความอยุติธรรมต่างๆ สะสม เมื่อถึงคราวระเบิด การฆ่ากันแม้แต่คนข้างบ้านที่รู้จักกันมานั้น ก็เกิดขี้นทั่วทั้งสังคม การฆ่าส่วนใหญ่ก็ใช้มีดอีโต้ยาว ที่มีความโหดร้ายมาก ที่จริงเป็นเผ่าฮูตูซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศลุกขึ้นมาฆ่าเผ่าตุ๊ดชี่ ทิ่เป็นคนส่วนน้อยที่กุมเศรษฐกิจของประเทศไว้ (เทียบได้กับคนชั้นสูงในประเทศไทยปัจจุบัน)

สื่อมวลชนต่าง ๆ เช่น วิทยุ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ความเคียดแค้นชิงชังกันขยายตัวไปด้วย เพราะความมีอคติของสื่อ สร้างความแตกแยกร้าวฉานไปทั่ว

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดนั้น โดยไม่เรียนรู้ประสบการณ์จากชาวโลกในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยกันนี้

รัฐบาลที่ "หมดประตูสร้างความชอบธรรม" ของนายอภิสิทธิ์ ได้ใช้สื่อของรัฐทุกชนิด ปิดล้อมทางสื่อกับคนเสื้อแดง ปิดเว็บไซต์ข้อมูลต่างๆ เพื่อเสนอข้อมูลข่าวสารด้านเดียว เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับ "การสังหารหมู่ประชาชน" ของตน ในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 มีความชอบธรรม รัฐบาลอำมาตย์ได้ทำการณรงค์ทางสื่อ โปรประกันดาค่างๆ ฉายคลิปวิดิโอด้านเดียว ให้ความจริงครึ่งเดียว เพื่อสร้างภาพให้ได้ว่า "คนเสื้อแดงที่โดนล้อมปราบ" ในวันที่ 10 เมษายน นั้น "สมควรตายแล้ว" เพราะพวกเขาบังอาจตอบโต้ทหาร ที่ไปฆ่าพวกเขา จนทหารตายไปหลายศพ และบาดเจ็บหลายร้อย ที่จริงพวกเขาควรให้ทหารฆ่าอย่างเดียวเหมือนเมื่อปีที่แล้ว

ทั้งๆ ที่คนเสื้อแดงโดนทหารเหล่านั้นฆ่า และบาดเจ็บเกือบพันคน

การสร้างภาพว่ามี “ผู้ก่อการร้ายในกลุ่มผู้ชุมนุม” เพื่อสร้างความชอบธรรมในใบสั่งฆ่าของอำมาตย์เท่านั้น

ข้อเท็จจริงไม่มีผู้ก่อการร้าย แต่เป็นคนในกองทัพไทยด้วยกัน ที่ทนเห็นความอยุติธรรมไม่ได้ และไม่อาจเห็นชาวบ้านถูกสังหารโหดได้ จึงต้องลุกขึ้นมา “หยุดยั้งกลุ่มหมาบ้า” อย่างผู้นำทหารเสือพระราชินี (บูรพาพยัคฆ์) พล.ต. วลิต โรจนภักดี กับพวก ในการสังหารประชาชน หากไม่มีพวกเขาวันนั้นคงมีคนตายเป็นพัน กว่าทหารพวกนี้จะบุกกวาดไปถึงเวทีที่ผ่านฟ้าได้ ก็คงต้องเดินบนกองศพคนเสื้อแดงนับพันทีเดียว เหมือนกับที่เทียนอันเหมิน ในประเทศจีน ที่มีคนตายเป็นหมื่น

กระสุน M-79 นัดนั้น จึงเป็นกระสุนแห่งคุณธรรมโดยแท้

การสร้างข่าวด้านเดียวนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะโลกยุคนี้ ข่าวสารข้อมูลนั้น ไม่มีใครสามารถผูกขาดเทคโนโลยีสื่อสารที่ ต่อต้านการผูกขาดสื่อได้ คนเสื้อแดงในหมู่บ้าน ที่ผมเห็น ในชนบท ได้ "ปิดโทรทัศน์" งดรับข่าวสารจากฝ่ายรัฐบาลโดยสิ้นเชิงและ "ตีตรา" ข่าวสารรัฐบาลว่าเป็นการ "หลอกลวง" สื่อข่าวเดียวและอคติ

การโปรประกันดา ของรัฐบาลจึงมีผลกับคนเสื้อเหลืองที่เป็นพวกสนับสนุนอำมาตย์อย่างเดียว ทำให้คนเสื้อเหลืองโกรธแค้นคนเสิ้อแดงมากขึ้น และคนเสื้อแดงที่ไม่เชื่อข่าวภาครัฐ ก็โกรธแค้น "อำมาตยาธิปไตย" ตั้งแต่นายถึงบ่าวมากขึ้น

ผลของการโปรประกันดาอย่างหนักของรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างบ้าคลั่งขณะนี้ จึงมีประโยชน์อย่างเดียวคือ ทำให้ประเทศแตกแยกและยากประสานกันได้ และจะมีการฆ่ากันตายแบบรวันดามากขึ้น

ไม่มีทางที่สื่อปัจจุบันนี้ จะสร้าง "ฉันทานุมัติ" ให้สังคมคิดไปทางเดียวกันได้แบบยุคก่อนอีกแล้ว



คนได้เลือกข้างไปหมดแล้ว ไม่มีใครฟังหรือรับสื่อจากฝากตรงข้ามอีกต่อไป สื่อของรัฐบาลอภิสิทธิ์ จึงไม่ส่งผลต่อคนเสื้อแดงแต่อย่างใด

หากมีการ "ล้อมปราบอีกครั้ง" มีฆ่าคนอีกครั้ง ประเทศไทยจะได้จำนวนศพ และคนบาดเจ็บมากขึ้น เสิ้อแดงจะไม่สลายตัวไป แต่กรุงเทพฯ จะกลายเป็น "สามจังหวัดชายแดนภาคใต้" กลายเป็นเขตสงครามกลางเมือง และรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้ยกสนามรบมาไว้ในกรุงเทพมหานครเรียบร้อย

ประเทศไทยจะกลายเป็น รวันดา แห่งที่สองของโลก

อย่าคิดว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" นั้น จะยัง "ศักดิ์สิทธิ์" อยู่

ช่วงกลางสงกรานนี้ ผมได้กลับหมู่บ้านเกิด และตรวจสอบความเห็นของชาวบ้าน ชาวนา พบว่า พวกเขาไปกันไกลแล้ว เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว เขามีคำถามกันแล้วว่า "...อยู่ไปมีประโยชน์อย่างไร" หากล้อมฆ่าพวกเขาอีกครั้ง "สายใยเส้นสุดท้าย" จะขาดผึงลงทันที ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ไม่ใช่พราหมณ์ ที่เมื่อถึงที่สุดแล้ว ชาวบ้านก็จะตาสว่างว่า การกราบไหว้บูชาเทวดานั้น ไม่เป็น "สรณะได้อย่างแท้จริง" ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

คนเสื้อแดงที่ตายกว่ายี่สิบคน บาดเจ็บร่วมพันคน มีพี่น้องพวกพ้องของเขาที่ไปร่วมด้วยทั่วประเทศ แต่ละคนที่บาดเจ็บหรือตาย ไม่ได้มาจากอากาศธาตุ พวกเขามีที่อยู่ มีตัวตนในสังคมของเขา มีสายใยกับกลุ่มพวกของเขาที่มา การชุมนุมของคนเสื้อแดง มีคนเข้าร่วม สี่ถึงห้าแสนคน ที่ยังไม่ได้มาแต่สนับสนุนอยู่ที่ต่างจังหวัดอีกมากมาย มันจึงเป็นกิจกรรมที่ “ประชาชนมีส่วนร่วม” หรือเข้าร่วมมากที่สุด คนเจ็บคนตาย มีสายสัมพันธ์กับคนเหล่านี้อยู่ พวกเขาเจ็บแค้น ที่พวกพร้องของเขาเจ็บ ตาย โดยคำสั่งของ “คนที่พวกเขาก็รู้” พวกเขาไม่ได้โง่ ไม่ได้เป็นชาวนาโง่ๆ แบบยุคสงครามเย็นปี 1980s อีกแล้ว แต่เป็นชาวบ้านที่ถูกถึงเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ตั้งสามสี่ปี ตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2549 แล้ว พวกเขามีจิตสำนึกทางการเมือง มีเครือข่ายเชื่อมโยงทางการเมืองเรียบร้อยแล้ว การโปรประกันดาใดๆ ของอำมาตย์ ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนใจชาวบ้านเสื้อแดงอีกต่อไปแล้ว

อุดมการณ์จักรๆ วงศ์ๆ ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ในวันนี้ พ.ศ. นี้

การกลับชนบทในช่วงสงกรานต์ โดย “ลาพักรบ” ในสนามรบราชประสงค์ และผ่านฟ้าของผม เพื่อมาเยี่ยมบ้านครั้งนี้ ผมจึงได้มีโอกาสเข้ามาตรวจสอบกระแสในหมู่บ้าน กระแสจากพี่ป้าน้าอา ที่เป็น “ชาวนา” เลือดเดียวกับผม กลับครั้งนี้ ญาติพี่น้องของผมต่างเข้ามา “ประชุมสภาใต้ถุนบ้าน” กันเพื่อวิจารณ์ทางการเมืองกับผมกันอย่างเต็มที่ แค่หมู่บ้านผม ก็มีคนเข้าร่วมในกลุ่มเสื้อแดงหลายสิบคนแล้ว เป็นเสื้อแดงกันทั้งหมู่บ้าน

อันที่จริงหมู่บ้านชนบทไทยยุคนี้ ไม่ได้ “ขาดลอยจากสังคมเมือง” เพราะลูกหลานต่างทำงานในเมือง ทำงานในโรงงาน เป็นพนักงานของบริษัท ราชการ ทหารตำรวจ ทำให้มีปฎิสัมพันธ์กันมากมาย กระแสความคิดที่ไหลเวียนในสังคมชั้นล่าง ที่ไม่ใช่ “สังคมชั้นสูง อำมาตย์” ก็ไหลเวียนอย่างเต็มที่

ตอบได้เลยว่า วันนี้ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” นั้น ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปแล้ว สายสัมพันธ์แทบขาดสะบั้น หรือ “ขาดสะบั้น” ไปแล้วกับ ชาวนาก้าวหน้าในชุมชนที่เป็นพวก “หัวหมอหรือหัวการเมือง”

วันนี้หากรัฐบาลยังโหมโปรประกันดา เพื่อให้การ “สังหารหมู่ประชาชนในวันที่ 10เมษายน” และจะสังหารกันอีกในรอบใหม่ มีความชอบธรรม

รัฐบาลอภิสิทธิ์ กำลังทำให้ “กรุงเทพฯเป็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นรวันดา”

วันนี้ผมรู้ว่าผมหยุดฝ่ายใดไม่ได้ แต่เมื่อประเทศมันเป็นฝีเป็นหนองมานาน ก็ให้ฝีมันแตกเสียเลย ไทยยุคใหม่ จะได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสมบูรณ์เสียที

เมื่ออยากได้สงครามกลางเมือง ก็ให้ได้สมใจคนกรุงเทพฯ และคนชั้นสูงก็แล้วกัน

ถึงอย่างไร วันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่อาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้แล้ว ในทางการเมือง “นายอภิสิทธิ์ได้ตายไปแล้ว” เหลือแต่สภาพผีดิบที่รอวันดับไปเท่านั้น

วันนี้แม้จะถูกฆ่า บาดเจ็บไปร่วมพันคน คนเสื้อแดงก็ไม่ได้เสียขวัญหรือท้อถอย แต่กลับมีพลังใจมุ่งมั่นในการต่อสู้มากกว่าเดิม หลังสงกรานต์ พวกชนบทที่กลับมาพักรบชั่วคราว จะกลับไปอีก เพื่อเสริมทัพที่ราชประสงค์ ให้เข็มแข็งยิ่งขึ้น ผมไม่เห็นแววกลัว หรือท้อถอยในหมู่คนเสื้อแดงในวันนี้

วันนี้ชาวบ้านเขาต้องการเปลี่ยนแปลงและเอาชนะให้ได้ เทวดาหน้าไหน ก็ไม่อาจหยุดการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ หากไม่ชิงปฎิวัติประชาธิปไตยก่อน ชาวบ้านเขาก็จะปฎิวัติประชาชนเอง


นักศึกษาใน-ต่างประเทศทั่วโลกเข้าชื่อตะเพิดมาร์คยุบใน30วัน เลิกหนาป้ายขี้เสื้อแดงก่อการร้าย

ที่มา Thai E-News





เเถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลต้องยุบสภาเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการสลายการชุมนุม
โดย กลุ่มนักเรียนนักศึกษาไทย ในประเทศไทยและต่างประเทศ


เนื่องจากการตัดสินใจของรัฐบาลในการสลายการชุมนุมที่ถูกเรียกอย่างสวยหรูว่า “การขอคืนพื้นที่” เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมานั้น นำมาสู่การเปิดโอกาสให้ความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่ว่ารัฐบาลจะตั้งใจใช้ความรุนแรงหรือไม่ก็ตามแต่ก็ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทั้งในกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่

การโยนความผิดให้กับสิ่งที่เรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย” ทั้งๆ ที่รัฐบาลเองครอบครองทรัพยากรมนุษย์มากมายที่สามารถคิดวางแผนนั้น ไม่ใช่และไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจซึ่งนำมาสู่ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทางเราในฐานะนักเรียน นักศึกษาดังมีรายนามต่อท้ายจดหมายฉบับนี้จึงขอเสนอให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดดังกล่าว

อย่างไรก็ตามการลาออกของนายกรัฐมนตรีนั้นคงมิใช่การแสดงความรับผิดชอบหรือทางออกที่ถูกต้องของปัญหาที่ได้เกิดขึ้น เพราะการลาออกนั้น อย่างมากที่สุดก็จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเพียงเฉพาะแต่ตัวของผู้เป็นนายกฯ เท่านั้น หรือมากไปกว่านั้นก็เพียงแต่การปรับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี แต่ มิได้นำมาซึ่งการแสดงความรับผิดชอบของคณะรัฐบาลโดยรวม หรือมากไปกว่านั้น

ความรับผิดชอบของพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งควรมีส่วนในการ รับผิดชอบต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในการนี้ด้วย เพราะนับตั้งแต่ความรุนแรงดังกล่าวได้เกิดขึ้นนั้นอาจกล่าวได้ว่าความ ชอบธรรมของคณะรัฐบาลทั้งคณะได้หมดสิ้นลง เนื่อง จากคณะรัฐบาลทั้งคณะในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารควรรับผิดชอบร่วมกันต่อการประกา ศพรก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงซึ่งอำนวยให้เกิดการตัดสินใจ ปฏิบัติการสลายการชุมนุมหรือขอคืนพื้นที่ และเปิดโอกาสให้เกิดความรุนแรงและความสูญเสียดังกล่าว

มากไปกว่านั้นหากพิจารณาร่วมไปกับการอ้างเหตุผลในการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีเหตุผลสำคัญ ประการหนึ่งคือที่มาของรัฐบาลชุดนี้มิได้มีที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของประชาชน แต่มาจากการปรับเปลี่ยนขั้วทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นทางออกที่เหมาะสมกว่าจึงเป็นการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เพราะ

ประการแรก เป็นการแสดงความรับผิดชอบของคณะรัฐบาลทั้งคณะต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดดังกล่าว ตลอด จนเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของตนในการปล่อยให้มี การตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและเป็นกลางคือ เป็นอิสระจากอำนาจของรัฐบาลชุดนี้แล้ว

ประการที่สอง เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหาพื้นฐานที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้อ้างเหตุผลในการชุมนุม เพราะ การเลือกตั้งใหม่ย่อมนำมาสู่การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้พิจารณาและไตร่ตรอง ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ตนต้องการอีกครั้งหนึ่ง

ต่อข้อโต้แย้งที่ว่า การเลือกตั้งใหม่อาจนำมาสู่วงจรอุบาทว์ของการจัดตั้งมวลชนเพื่อล้มรัฐบาลต่อไปอย่างไม่สิ้นสุดนั้น พวกเรามีความเห็นว่า

ประการแรก ไม่มีสิ่งใดที่รับประกันว่าพรรคเพื่อไทย หรือพรรคใดๆ จะ เป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป อีกทั้งการยุบสภาจะสามารถปลดเงื่อนไขของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงใน ปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ได้ในทันที

ประการที่สอง ถึงแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยจะได้รับเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล แต่จากบทเรียนที่เกิดขึ้นนั้น การชุมนุมใดๆ เพื่อเรียกร้องให้เกิดการยุบสภาหรือการลาออกของผู้นำรัฐบาลนั้น ย่อมมิอาจสำเร็จได้หากรัฐบาลชุดนั้นๆ ไม่สร้างเงื่อนไขสำคัญ ให้กลุ่มใดๆ นำมาใช้เป็นข้ออ้างในการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้คนขนาดใหญ่

ประการที่สาม ที่สุดแล้วการชุมนุมของกลุ่มใดๆไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือ กลุ่มอื่นๆนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นมิใช่สิ่งที่เป็นปัญหาเพราะการชุมนุม โดยสงบของกลุ่มใดๆนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ตามกรอบของระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่ต้องพึงระวังจึงมิใช่การชุมนุมหากเป็นการไม่เปิดโอกาสให้ความรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นได้อีก

มากไปกว่านั้นเราอาจต้องยอมรับว่าเกือบทุกกรณีในอดีตของรัฐไทยที่ผ่านมาสิ่งที่จะสามารถล้มรัฐบาลได้นั้นมิใช่การชุมนุมโดยตัวของมันเอง นั่นคือการชุมนุมทางการเมืองขนาดใหญ่อาจเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นแต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอต่อการล้มรัฐบาล แต่ เป็นเพราะอำนาจนอกระบบที่แทรกแซงเข้ามาผ่านเงื่อนไขของความรุนแรงที่เกิดขึ้น หรือถูกอ้างว่าจะเกิดชึ้นในบริบทของการชุมนุมต่างหากที่เข้ามาล้มรัฐบาล

ดังนั้นก่อนที่ความรุนแรงระลอกต่อไปจะเกิดขึ้นหรือการแทรกแซงใดๆจะเกิดขึ้น และเพื่อธำรงไว้ซึ่งสิทธิของประชาชนทุกคน การยุบสภาภายใน 30 วันจึงเป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะนักเรียน นักศึกษาดังมีรายนามดังต่อไปนี้เห็นว่าเป็นทางออกที่รีบด่วนอย่างยิ่งของสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน

นักศึกษาผู้ลงนามในแถลงการณ์

1. นายชยุตม์ ชำนาญเศรษฐ นักศึกษาปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. นายศักดิ์สิทธิ์ สีลาเขต นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. นายนนทวุฒิ ราชกาวี นักศึกษาปริญญาโท คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4. นายศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร นักศึกษาปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5. นายฉัตรชัย ทองสุขนอก คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
6. นางสาวสุนิสา บัวละออ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
7. นายเกื้อ เจริญราษฎร์ นักศึกษาปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
8. นายภวริษฐ์ ฉันทประยูร คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9. น.ส. อจินไตย เฮงรวมญาติ นักศึกษาปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10. นายวยากร พึ่งเงิน นักศึกษาปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
11. นายสมพล ชคัตประกาศ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
12. น.ส.วิชญา พรหมสวัสดิ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
13. นายรักนิรันดร์ ชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14. นายธัชพงศ์ ศรีสุวรรณ นักศึกษาปริญญาโท Membrane Structure,
Anhalt University of Applied Sciences, Germany.
15. น.ส.ธัญญธร สายปัญญา น.ศ.ปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
16. นายตฤณ ไอยรา School of International Development, University of East Anglia.
17. น.ส.แวววิศาข์ ณ สงขลา คณะ มัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร
18. นางสาวอัชฌา ถิรนุทธิ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
19. นางสาวสิรยา ชุมนุมพร นักศึกษาปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
20. อาจินต์ ทองอยู่คง สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ธรรมศาสตร์
21. นางสาวนววิธ จิตต์วรไกร นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
22. อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
23. นายฮัสสัน ดูมาลี นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม
24. การ์ตูน บุญมิ่ง นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
25. ภารุต เพ็ญพายัพ นักศึกษาป. โท คณะประวัติศาสตร์ Birkbeck College
26. ณภัค เสรีรักษ์ น.ศ.ปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
27. นายวัฒนา ลาลิน นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
28. กิตติพงษ์ เรือนทิพย์ นักศึกษาป.โท School of International Development, University of East Anglia, UK
29. อธิศนันท์ ซันกูล ปริญญาตรี คณะวิจิตรศิลป์ มหาวัทยาลัยเชียงใหม่
30. วันชัย สินประจักษ์กุล มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
31. ทพ.ธีรวัฒน์ ทัศนภิรมย์ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
32. วันเฉลิม โภคกุลกานนท์ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
33. นายดิศพล ศิริรัตนบวร นักศึกษาชั้นปีที่สาม คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
34. กฤษณะ มณฑาทิพย์ School of Political Science and International Studies
University of Queensland
35. นางสาวกอปรทิพย์ อัจฉริยโสภณ นิสิตปริญญาเอก คณะสิ่งแวดล้อม, การพัฒนา และความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
36. วิป วิญญรัตน์ นักศึกษาป.โท Department of History, Birkbeck College, University of London
37. บุญครอง พรพนาทรัพย์ School of Law, Indiana University
38. ทัชชนก นิลพันธุ์ LL.M. Indiana University, School of Law
39. บัญชา ทุนถาวร School of the Art Institute of Chicago, Visual Communication Design
40. วรรณพร เตชะไกศิยวณิช S.J.D. Indiana University, Maurer School of Law
41. นายธนากร ธีรวัฒน์วรกุล นักศึกษาปริญญาโท LLM. Dundee University, Scotland.
42. กนกพร ขจรศิลป์ LL.M. University of California, Los Angeles, School of Law
43. รุ่งทิพย์ จันทร์ธนะกุล นักศึกษาป.เอก คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
44. รพีพัฒน์ พัฒนา ศศ.ม ภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
45. ริสา สายศร BBA. Assumption University
46. นาถรพี วงศ์แสงจันทร์ International Development Department, School of Government and Policy, University of Birmingham
47. ตะวัน มานะกุล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
48. นายเทอญ ฐิติเนื่อง Department of Accounting and Finance, University of Strathclyde, Glasgow.
49. ธนพงศ์ จิตต์สง่า น.ศ. ปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
50. นายภัทร บุปผาวัลย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
51. นายเมธี ชุมพลไพศาล ปริญญาตรี เภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
52. กรัณย์ กาญจนรินทร์ นักศึกษาสถาบันภาษา Institut d'Etudes Françaises pour Etudiants Etrangers Université Paul Cézanne Aix-Marseille3
53. ณิชนันท์ ตัญธนาวิทย์ ป.โท สถาบันภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย ม.มหิดล
54. นางสาวสุลักษณ์ หลำอุบล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย
55. ชญานิน เตียงพิทยากร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
56. วิรุจ ภูริชานนท์ คณะ สถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
57. ศิริภัทร์ ทองสุขนอก คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
58. วีระวรรณ แสนคำราง คณะสหเวชศาสตร์ ม.บูรพา
59. วิชญาภรณ์ ศศิสกุลพร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
60. บดินทร์ รัตน์ จันทน์ขาว คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
61. ทิวาพร ใจก้อน ป.โท ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
62. น.ส.วริศรา ตั้งค้าวานิช ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
63. นางสาว ภัชชารีญา ชัยได้สุข สาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ โรงเรียน พายัพเทคโนโลยีและบริหารธุรกิจ
64. นาย อภิรัตน์ สุนันทา กลุ่มคนทำเพลง(MC) สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ โรงเรียนพายัพเทคโนโลยีและบริหารธุรกิจ
65. นางสาว วันใหม่ หมื่นฤทธิ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะมนุษศาสตร์ (สื่อสารมวลชน) ,คณะนิติศาสตร์
66. ชานนทร์ เตชะสุนทรวัฒน์ เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
67. นาย วิศรุต บุนนาค ปริญญาตรี ภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่
68. นรินทร์ จิตต์ปราณีชัย เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
69. นายสว่าง มีแสง นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
70. นางสาวปทุมรัตน์ ปานรัตน์ มหาวิทยาลัย Asia Pacific International University คณะ Biology
71. นายอดิราช ท้วมละมูล โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา
72. นายสุทธิพงศ์ อาวะภาค คณะนิติศาสตร์ ม. สงขลานครินทร์
73. น.ส.อันธิกา ทรงเผ่า คณะพลศึกษา เอกนันทนาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปี 2
74. นายอภิรัตน์ ปานรัตน์ โรงเรียนเทพศิรินทร์ พุแค
75. วชรพรรณ สิทธิโกศล นักศึกษาปริญญาโท(MBA)รามคำแหง
76. นายวรพรต พัชตระชัย คณะBBA มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
77. ตรัย ลาพินี นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
78. น.ส.เมลิน ชูธรรมสถิตย์ Economics, University of Waterloo, Canada
79. นาย ฮัมเดร์ ยุนุ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
80. อรุษา ชัยชนะ สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
81. สมเกียรติ มูลทา BBA, ABAC
82. นางสาวรุ่งนภา ธรรมชาติ บริหาร, หัวเฉียวฯ
83. สิริมา บุตรสุทธิวงศ์ ป.โท ประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
84. ชัชชล อัจนากิตติ นักศึกษาปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
85. นายณัฐพล สวัสดี ศิลปกรรมศาตร์ ม.กรุงเทพ
86. นายธัชนนท์ ลักษณพรพงษ์ ปริญญาโท วารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
87. น.ส.วราภรณ์ สิทธิศักดิ์ธนกุล Communication Arts, Bangkok University International College
88. ธิติพงษ์ ก่อสกุล นักศึกษาป.โท ชนบทศึกษาและพัฒนา ม.ธรรมศาสตร์
89. รัฐนันท์ กิจนิธิไพศาล คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา (สำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา เดิม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
90. นายไพโรจน์ ศรีเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
91. นายสรไกร คำแก่น รัฐประศาสนศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิต
92. นายนิวัตชัย ขยายแย้ม ศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
93. ธีรวัฒน์ คงเที่ยง ศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
94. ศศิธร ศรีเพชรางกูร คณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
95. น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
96. พรเทพ โลมรัตนา การจัดการสารสนเทศ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา
97. พนิดา เรืองสว่าง บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
98. กนกวรรณ ไตรยวงค์ เภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว
99. วิชญา ศิระศุภฤกษ์ชัย ป.โท คณะพาณิชย์และการบัญชี ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสต
100. อธิคม จีระไพโรจน์กุล ป. โท คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
101. นายชนาธิป โพธิ์แก้ว คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพ เชียงใหม่
102. โชติช่วง มีป้อม ป.โท พิพิธภัณฑ์ศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
103. นายณัฐ พัฒนศิริ School of Music มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
104. จารุณี ธรรมยู นิสิตปริญญาโท ภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
105. นายอานันท์ สุขุมภาณุเมศร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
106. ภัทรกร บุญเสรฐ วิทยาลัยดุสิตธานี สาขาการจัดการโรงแรม
107. สุพรรษา มิ่งขวัญ คณะศิลปกรรม สาขา คอมพิวเตอร์อาร์ต ม.รังสิต
108. นายนรุตม์ เจริญศรี นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
109. นางสาวจิตรชนก คงจรัสพัฒน์ ป.ตรี คณะเทคโนโลยีการสื่อสารมวลชน
มหาวิทยาลัย รามคำแหง
110. นฤมล กล้าทุกวัน นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
111. นส ณัฐสุดา แก่นน้อย คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
112. นาย อดิศร กรอบกระจก คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
113. นาย ธนวัฒน์ ไพรวิจิตร โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย
114. นางสาวเบญจรัตน์ อักษรเลิศสวัสดิ์ วิทยาลัยการบริหารและจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
115. นางสาวปรางใส องพิสิฐ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
116. นางสาวนิตต์ณิชา โชติกเสถียร คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์
117. นางสาว สลิสา ยุกตะนันทน์ นักศึกษาปริญญาโท Social and Political Thought, University of Warwick, UK.
118. ไชยรัตน์ ชินบุตร รัฐศาสตร์ การปกครอง รามคำแหง
119. นางสาว ธนาภรณ์ ชุมพลไพศาล นักศึกษา วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัย มหิดล
120. นายอธิวัฒน์ กิจวนิชย์ภาสุ นักศึกษาปริญญาโทภาคภาษาอังกฤษ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
121. นายณัฏฐ์ หงษ์ดิลกกุล นักศึกษาปริญญาโท-เอก คณะเศรษฐศาสตร์, Simon Fraser University
122. นายวรุตม์ วรดิถี Economics, Swedish University of Agricultural Sciences
123. ขวัญอรุณ โอภานนท์ ปริญญาโท รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
124. ภาณุ ชินผา นักศึกษาปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
125. สุทธิอัตถ บุญชื่น MBA, California state University polytechnic Pomona
126. ภาสวร ตั้งชัยพิทักษ์ บริหารธุรกิจ รามคำแหง
127. นางสาวชนัญชิดา อนันตวิเชียร ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
128. นางสาว โมไนย โรจนภิมุข เครื่องสายสากล มัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนมัธยมสังคีตวิทยา กรุงเทพมหานคร
129. หทัยญา บุญสะอาด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
130. น.ส.อริสรา ฤทธิยา เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยเทคนิคบูรพา ปราจีนบุรี
131. นายวีรภัทร คันธะ นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
132. นางสาวสรัญญา ธีรวุฒิ คณะครุศาสตร์ ภาควิชาภาษาอังกฤษ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา
133. นายสยาม ธีรวุฒิ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
134. ไพลิน ปิ่นสำอางค์ ศศ.บ.(ปรัชญา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
135. น.ส.ไอลดา ลิบลับ ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์
136. น.ส. ประทุมรัตน์ นางแย้ม นักศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชา ปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
137. สุธิดา ชลชลาธาร นักศึกษาปริญญาโท Faculty of Education, Early Childhood Studies Department, Roehampton University
138. นางสาวศิริภรณ์ พุฒทาจู ปี4 ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
139. นายคเณศ จิวระโมไนย์กุล วิศวกรรมศาสตร์ ปี4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ
140. กฤดิกร เผดิมเกื้อกูลพงศ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
141. สุรชิต วรรณพัฒน์ ปี3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
142. น.ส.ฐิตินันท์ บุญรอด ปี5 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
143. นายพงศกร พ่วงน่วม ปี3 บริหารธุรกิจ รามคำแหง
144. สิทธิโชค พริ้งประยงค์ ปี5 คณะดุริยางคศิลป์ สาขาธุรกิจดนตรี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
145. นายมารุต ตั้งวัฒนาชุลีพร, Ph.D. student in Institute of Medical Microbiology, Goettingen University, Germany.
146. น.ส.วีรวัลย์ ทิพย์ธวัชวงศา ปี 2 คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
147. น.ส. อักษราภัค ชัยปะละ นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
148. วิษณุ อาณารัตน์ ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
149. นส. อิสรีย์ เพชรบัวศักดิ์ ปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
150. รัชชานนท์ โชติพุฒศิลป์ เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
151. พัชร์ศร ทองสลวย คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
152. เพรียวพันธ์ เกริกพิทยา คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
153. โยธิน โบราณวรรณ คณะดุริยางค์ศาตร์ ศิลปากร
154. ธรรมนูญ จำคำ, Asia Pacific Management, Ristumeikan Asia Pacific University
155. วิทย์ ประสมปลื้ม นักศึกษาปริญญาโท Master of Public Administration, Arizona State University
156. วิมลวรรณ ลิ่วชวโรจน์ , ศิลปศาสตร์ ,มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
157. รูปพิมพ์ สุขพานิช Travel Industry Management, Mahidol University International College
158. สันติ ปินทุกาศ นักศึกษาปริญญาโท คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
159. พรทิวา ขนอม นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
160. นายชัชพงษ์ โลหะบาล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
161. จิตติคุณ เลี่ยวจำนงค์ ป.ตรี คณะวิทยาศาตร์,คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลรีราชมงคล พระนคร[พระนครเหนือ]
162. นางสาวชลธิชา ศรีทอง โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ศิลป์-คำนวณ ม.6
163. นางสาวปวริศา คุณาวรนนท์ คณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ
164. นายจิระวิน ตานีพันธ์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
165. ชาคร รุ่งเรืองไพฑูรย์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ธรรมศาสตร์
166. นาย อัคริศ ต้องทรัพย์อนันต์ น.ศ.ป.ตรีปี4 วิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร , ป.ตรี ปี2 รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
167. นายปฏิภาณ นิลศิริ นิสิตภาคบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (บัณฑิตปี 52 คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์)
168. นาย กษิดิ์เดช ซาฮิบ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
169. นาย มณเฑียร เลขาลาวัณย์ ครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
170. นายณัฐพันธุ์ บุญเลิศ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้า คุณทหารลาดกระบัง
171. นาย ภาคภูมิ พลานุวัฒน์ เทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
172. ภนิธา โตปฐมวงศ์ เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
173. น.ส. ธีรินทร์ ศรีประเสริฐ Mahidol University International College [MUIC]

ยกสุดท้าย นายกฯอภิสิทธิ์

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ รายงานพิเศษ



เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

เป็นความผิดพลาดในระดับยุทธ ศาสตร์ในระดับเดินหมากผิดตาเดียว แพ้ทั้งกระดาน

หมากตาเดียวนั้นคือ ปฏิบัติการขอพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหาร

กลายเป็นเงื่อนไขให้ปัญหาต่างๆ ที่ปะทุคุกรุ่นมาก่อนแล้ว ระเบิดออกอย่างรุนแรงบนถนนราชดำเนิน ต่อหน้าต่อตาคนทั้งประเทศ

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. ที่ระดมคนเสื้อแดงเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 12-14 มีนา คม และทดสอบความอดทนอดกลั้นของรัฐบาลหลายครั้งหลายหน

แม้จะมีความโน้มเอียงในการใช้ "การทหาร" แก้ปัญหาการเมือง เนื่องจากรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากกองทัพในยุคของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อย่างเต็มที่

แต่กระแสสังคมก็กดดันจนนายอภิสิทธิ์ ยอมเดินเข้าโต๊ะเจรจากับนปช.ก่อนจะลงเอยด้วยความล้มเหลว

สถานการณ์พัฒนาไปอีกขั้น โดย ผู้ชุมนุมขยายเวทีไปยังสี่แยกราชประสงค์ ทำให้ธุรกิจ เศรษฐกิจบริเวณนั้นเป็นอัมพาตอย่างสิ้นเชิง

ก่อนการปะทะในวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลได้สั่งปิดสถานีโทรทัศน์พีทีวีของชาวเสื้อแดง และเว็บไซต์ของเสื้อแดงอีกกว่า 30 เว็บ

เพื่อตัดเครือข่ายการประสานงานและแจ้งข่าวสารของเสื้อแดง

และกลายเป็นชนวนปะทะ ระหว่างคนเสื้อแดงกับทหารที่รักษาการสถานีบริการภาคพื้นดินของไทยคมที่อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ในวันที่ 9 เมษายน

ทหารยอมล่าถอย หลังจากใช้น้ำฉีด ใช้แก๊ส น้ำตาแล้วไม่ได้ผล

เช้ารุ่งขึ้น 10 เมษายน จึงเกิดเหตุการณ์คนเสื้อแดงบุกกองทัพภาค 1

ตามมาด้วยปฏิบัติการขอพื้นที่ถนนราชดำเนิน และสะพานผ่านฟ้าคืน ในช่วงเที่ยงของวันที่ 10 เมษายน

ผลของคำสั่งขอพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุม ทำให้ มีกองกำลังทหาร อาวุธครบมือ พร้อมรถเกราะ รถสายพานลำเลียง เดินทางเข้าไปที่บริเวณใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ผู้ชุมนุมที่บางตาในตอนแรก เสริมกำลังเข้ามาอย่างรวดเร็ว กลายเป็นการเผชิญหน้าในเวลาย่ำค่ำที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

เป็นเงื่อนไขที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับความรุนแรง

อุณหภูมิของความเกลียดชังที่บ่มไว้อย่างเป็นระบบ และความขัดแย้งต่างๆ ที่สั่งสมมาจากยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และความเคียดแค้นจากเดือนเมษายน 2552 ฯลฯ ได้จังหวะระเบิดออกอย่างฉับพลัน

มีกลุ่มฉวยโอกาสออกมาใช้อาวุธสงครามยิงใส่ ทหาร จนสูญเสียนายทหารระดับพันเอก ผู้บังคับ บัญชาระดับพลตรีบาดเจ็บ และกำลังพลเสียชีวิต อีกหลายนาย

รถหุ้มเกราะ รถสายพานลำเลียง รถฮัมวี อาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากถูกทำลายและถูกยึด

เป็นอีกครั้งที่กองทัพไทยโดนฉีกหน้าเสียหายยับเยิน

โดยมีกระแสข่าวระบุว่า เบื้องหลัง เกิดความขัด แย้งและการชิงอำนาจในกองทัพ ที่แตกออกเป็นสายอำนาจปัจจุบันและสายอำนาจเก่า

ส่วนฝ่ายประชาชนเสื้อแดง เอาชีวิตมาสังเวยถนนราชดำเนินอีกร่วม 20 คน เป็นการเสียชีวิตปริศนา เพราะฝ่ายทหารยืนยันว่าไม่ได้ใช้กระสุนจริงยิงใส่ประชาชน

ขณะที่เสื้อแดงระบุว่า ฝ่ายทหารใช้สไนเปอร์ หรือพลแม่นปืนซุ่มบนตึกสูง ยิงเด็ดหัวทีละคน

จนบัดนี้ ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ชีวิตเหล่านี้เป็นผลงานของใครกันแน่

สภาพมิคสัญญีที่เกิดใจกลางกรุงเทพฯ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติมาชุมนุมกัน คือถนนข้าวสาร และย่านสนามหลวง ทำให้ภาพเหตุ การณ์ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก

แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้

กลุ่มผู้ชุมนุมยุบเวทีผ่านฟ้า ย้ายไปรวมเป็นเวทีเดียวที่ราชประสงค์ ขยายพื้นที่ชุมนุมไปในถนนธุรกิจรอบๆ และเตรียมเคลื่อนไหวใหญ่อีกระลอก

ยิ่งสร้างผลกระทบและแรงกดดันต่อนายอภิสิทธิ์และรัฐบาล

แต่รัฐบาลยังเดินหน้าต่อ นอก จากยืนยันไม่ยุบสภา ไม่ลาออกแล้ว ยังผลักดันให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมและผู้สนับ สนุน

โดยจะเรียกนักธุรกิจ นักการเมือง ที่สนับสนุนการชุมนุมเข้าราบ 11

และยังส่งตำรวจไปจับกุมแกนนำเสื้อแดงที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค ในเช้าวันที่ 16 เมษายน แต่คว้าน้ำเหลว

ผลจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน แม้รัฐบาลจะพยายามเดินหน้า

แต่เป็นการเดินหน้าที่อ่อนเปลี้ย และมีแนวโน้มว่าอาจจะไม่ได้รับ ความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่

เนื่องจากเป็นการใช้มาตรการแข็งกร้าวแบบการทหาร เข้าจัด การกับความขัดแย้งทางการเมือง

ผลจากวันที่ 10 เมษายน ทำ ให้สถานะของนายอภิสิทธิ์เปลี่ยนแปลง อย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

ประการหนึ่ง กองทัพ โดยพล.อ. อนุพงษ์ ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า ปัญหาการเมืองจะต้องยุติด้วยการ เมือง และอาจจะต้องมีการยุบสภา

ซึ่งเท่ากับบีบให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภา ขณะที่ข่าวเบื้องลึกระบุว่า ฝ่ายทหารจะไม่รับนโยบายขอพื้นที่คืนอีกต่อไป

ประการหนึ่ง พรรคร่วมรัฐบาลได้เปลี่ยนท่าที ยุติการสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ โดยจะใช้การเจรจาภายใน บีบให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปลี่ยนตัวนายกฯ ลดการเผชิญหน้ากับเสื้อแดง

และยังมีปัจจัยสำคัญเข้ามาเกี่ยวข้องคือการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติเห็นควรยุบพรรคประชาธิปัตย์ จากความผิดในเรื่องเงินบริจาค 258 ล้านบาทและเงินอุดหนุนพรรคการ เมือง 29 ล้านบาท รอการตัดสินของศาลรัฐ ธรรมนูญต่อไป

เท่ากับลดอำนาจต่อรองของพรรคประชาธิปัตย์ลงไปอีก

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ในสภาพโดดเดี่ยวเคว้งคว้าง

รอเวลา"ร่วง"!?

เสื้อแดงนิ่งแกนนำมอบตัว15 พ.ค. จวกตั้ง ผบ.ทบ.แทน "สุเทพ" เดินเกมใต้ดิน

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_77296
แกนนำแดงหลบหลังเวที หวั่นโดนจับ ผู้ชุมนุมกระจัดกระจายหลังฝนกระหนำ่ "ณัฐวุฒิ" เผยวันนี้ไม่เคลื่อนพล จับ "กี้ร์"กับพวก เป็นการเอาชนะทางการเมือง ระบุ 24 แกนนำมอบตัว 15 พ.ค. ชี้ ตั้ง "บิ๊กป๊อก"แทนสุเทพ เป็นการเดินเกมใต้ดิน...

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2553 แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชขาติ (นปช.) ร่วมกันแถลงแนวทางความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า วันนี้ (17 เม.ย.) ยังไม่มีความเคลื่อนไปที่ใด แต่วันพรุ่งนี้ (18 เม.ย.) ไม่แน่อาจจะมีการประชุมขอมติกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่บุกจับแแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค เมื่อวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม เป็นการเอาชนะทางการเมืองเท่านั้น ไม่ใช่การรักษากฎหมายอย่างที่ระบุ ตั้งคำถามถึงกรณี นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีความผิดข้อหาก่อการร้ายสากล ทำไมไม่มีการจับกุมตัว ส่วนกรณีกลุ่มคนเสื้อชมพูที่มีการชุมนุมกันเกิน 5 คนที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ อย่างไรก็ตาม แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่โดนออกหมายจับ 24 คนนั้น จะไปมอบตัวสู้คดีในวันที่ 25 พ.ค.ซึ่งหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่

ส่วนกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้อำนวนการศูนย์แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน แทนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง นั้นเป็นการดึง พล.อ.อนุพงษ์ เข้าสู่เกมรัฐบาล ซึ่งหาก พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ปฏิบัติการ ก็จะปลด พล.อ.อนุพงษ์ ได้ นอกจากนี้นายสุเทพ ก็ไม่ได้ลดบทบาท ทั้งนี้เป็นการที่ให้นายสุเทพ เดินเกมใต้ดิน ตาม 16 ตุลาโมเดลได้สะดวกขึิ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์มีการปฏิวัติรัฐประหารกลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่ยุติการชุมนุม จะเดินหน้าต่อสู้ต่อไป

สำหรับบรรยากาศการชุมนุมที่เวทีราชประสงค์นั้นกลุ่มคนผู้ชุมนุมได้มีการหลบไปนั่งตามซุ้มต้นไม้ ป้ายรถเมล์ หน้าห้างสรรพสินค้า เนื่องจากตลอดทั้งที่คืนผ่านมากระทั่งถึงช่วงเช้าวันที่ 17 เม.ย.มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เมื่อคืนที่ผ่านมาแกนนำส่วนใหญ่ได้นอนหลับพักผ่อนบริเวณหลงเวที เนื่องจากเกรงว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลจะบุกล้อมจับกุมตัว เช่นเดียวกับการดำเนินการล้อมจับนายอริสมันต์ กับพวกที่โรงแรมเอส ซี ปาร์ค เมื่อวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่่านมา

เสื้อแดงทำบุญ ครบ7วัน ผู้เสียชีวิต10เมษา

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_77276

เสื้อแดง นิมนต์พระสงฆ์ทำบุญอุทิศส่วนกุศลครบ 7 วัน ของผู้เสียชีวิตเหตุปะทะ 10 เม.ย. ขณะบรรยากาศการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การ์ด นปช.-จนท.รักษาความปลอดภัยเข้ม...

บรรยากาศการชุมนุมของของคนเสื้อแดง ที่ราชประสงค์ ตลอดคืนที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และแกนนำมีการประกาศว่าจะมอบตัว 15 พ.ค. นี้ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ขณะที่การ์ด นปช. มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และ ตำรวจยังเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ เมื่อช่วงเช้า วันนี้ (17 เม.ย. ) ที่เวทีปราศรัยได้นิมนต์พระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมณ เพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้กับผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ปะทะ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.​ ซึ่งครบ 7 วันของการเสียชีวิตของคนเสื้อแดง อย่างไรก็ตาม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า เวลา 10.00 น​.จะมีการแถลงท่าทีอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

คนในรูปจากคลิปที่ทางฝ่ายรัฐบาลเอามาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ของตัวเอง ก็คือตัวผมเอง..

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

จากคุณ : ดาท เวเดอร์

คนในรูปจากคลิปที่ทางฝ่ายรัฐบาลเอามาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ของตัวเอง โดยออกอากาศทางช่องสามและช่องเก้าซ้ำไปมานี้ เป็นตัวผมเอง ผมคิดอยู่นานหลังจากหลบไปตั้งสติทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแล้ว วันนี้ผมตัดสินใจที่จะพูดแล้วครับ

สิ่งที่เข้าตัดมาออกนั้นมันเป็นเพียงแค่ท่อนเดียวจากเหตุการณทั้งหมด โดยเขาพยายามจะถามว่าเสื้อแดงเป็นคนยิงเอ็ม 79 ใช่มั้ย ผมก็บอกว่าผมไม่รู้และไม่สามารถยื่นยันได้ว่าเป็นเสื้อแดงหรือไม่ เพราะเขาใส่ลายพรางทหารด้านในแล้วใส่เจ็คเก็ดดำคลุมทับไม่ แต่ยิ่งมาจากฝั่งเสื่อแดงแน่ๆ
แต่สิ่งที่เขาตัดมาออก ก็อย่างที่ได้ยินและได้เห็นกันแหละครับ....เหตุการณ์ทั้งหมดก็ประมาณเพื่อนท่านนี้เล่าใว
้http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9116510/P9116510.html

เสื้อแดงรุกเข้าลึกไปในซอยคอกวัวจนถึงสามแยกด้วยสิ่งของเท่าที่หยิบฉวบได้ ระดมข้างปาใส่พวกทหาร ทั้งๆที่โดนระดมยิงตลอดเวลา ใครล้มก็มีคนใหม่เข้ามาเติม พวกเราตั้งแนวกำบังที่ตรงสามแยกพอดี จากตรงนี้เราโดนทหารระดมยิงใส่จากทั้งสองด้านคือด้านหน้าและด้านซ้าย นานมาก อาจจะ20หรือ30นาที ถอยก็ไม่ออก รุกก็ไม่ได้ติดแหงกอยู่ตรงนั้น

ผมอยู่แถวสองด้านขวามองจากปากซอยเข้าไปด้านใน หมอบหลบลูกกระสุนอยู่ตรงหัวดับเพลิงสีแดง ไม่มีจังหว่ะถอยออก เพราะกลัวโดนยิง นาทีนั้นผมรู้แล้วว่าทหารใช้ลูกจริง เพราะก่อนที่จะหมอบนักข่าวหญิงชาวต่างประเทศแกตามถ่ายภาพประกบหลังผมตลอด และได้สะกิดผมให้ดูรูที่ประตูเหล็ก หลายนัดเป็นแถวยาวระดับหัวแต่เว้นตรงที่ผมและนักข่าวยืนอยู่พอดี เป็นรูที่เกิดจากกระสุนปืนที่ทหารยิงมาจากแยกทางด้านซ้ายมือ ในซอยแยกคอกวัว

พอเสียงเอ็ม79ดังขึ้น ทหารล้มลงสองคน การยิงชะงักลงชั่วขณะ ผมฉวยจังหว่ะนี้ถอยออกพร้อมเพื่อนที่ไม่รู้จักกันอีกสองคน ทั้งสองโดนยิงเข้าด้านหลัง คนหนึ่งหมดสตินิ่งอยู่ตรงนั้น อีกคนโดนเข้าที่แก้มก้น เขาตะโกนเรียกผมบอกพี่ช่วยผมด้วย ผมเอื่อมมือไปลากเข้าเข้ามา แล้วหิ้วแขนเข้าออกจากซอย ลากออกมาได้สี่ห้าเก้าก็มีคนมารับคนเจ็บต่อออกไป ตอนนั้นเองที่ผมเห็นว่า มีชายชุดลายพรางแล้วสวมแจ็คเก็ตดำทับ เห็นคนนี้คนเดียวใช้ปืน อีกคนหายไปไหนไม่รู้แล้ว ตอนนั้นเข้าใจว่าเป็นเอ็ม16 ยิ่งใส่พวกทหาร ...
นับแต่วินาทีนี้ เสื้อแดงก็มีโอกาสถอยออกมาจนเกือบหมด แต่ก็ยังมาโดนทหารที่ซุ่มยิงอยู่บนตึกกองสลาก ที่เห็นก็สามคนที่โดนยิงจนสมองกระจุยหนึ่งคน....
พอเหตุการณ์สงบ ผมเข้าไปสำรวจดู ได้พูดคุยกับเพื่อนรวมเหตุการณ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
พอผมพูดมาถึงตรงเอ็ม 79 นักข่าวก็โผล่มาจากไหนไม่รู้แล้วถ่ายใว้ประมาณสองนาที แต่เขาตัดเอาแต่ที่เห็นในคลิปแล้วเอามาใช้เป็นประโยชน์กับตัวเองโดยออกอากาศซ้ำไปมาครับ...

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าชายชุดดำเขาจะเป็นใครก็ตาม ผมขอกราบขอบพระคุณที่วันนั้น คุนระดมยิ่งต้านพวกทหาร ให้พวกเราที่เหลือได้มีเวลาถอยออกจากแดนมรณะนั้นมาได้ ขอกราบขอบคุณด้วยใจจริงไม่ว่าคุณจะเป็นใคร...



ผมตัดสินใจพูดไปแล้ว เพราะคิดว่า มันเป็นความจริง ผมก็ไม่รู้ว่าชีวิตผมจะเป็นยังงัยหลังจากนี้ คิดแค่ว่า ผมอาจจะเป็นคนที่ตายไปแล้วตั้งแต่คืนวันที่ 10เมษายน

คือถ้าผมไม่ออกมาพูดก็รู้สึกผิด ไม่คิดว่ามันจะเป็นผลเสียของฝ่ายไหนทั้งสิน เพราะผมเปิดช่องใว้ให้ทางผู้มีอำนาจเขาตรวจสอบดูเอาเองว่าคนยิงเป็นใคร...ผมไม่ได้บอกว่าเอ็ม79นั้น ทหารเป็นคนยิงหรือเสื้อแดงเป็นคนยิ่ง เพราะผมไม่รู้จริงๆ..และผมจะไม่พยายามสรุปเอาเองจากสิ่งที่เห็นว่าจะเป็นอย่างไร แค่เล่าเรื่องที่มันเกิดอยู่รอบๆตัวผมให้คนอื่นเขาได้รับรู้เท่านั้นเอง

ส่วนทางฝ่ายไหนเขาคิดจะเก็บผมด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ผมคงทำอะไรไม่ได้หรอกครับ เพราะผมมันแค่ประชาชนคนธรรมดาคนนึงเท่านั้นเอง

แค่มาเล่าเรื่องจริง จากสิ่งที่ตาเห็น ไม่ได้พาดพิงหรือกล่าวหาว่าใครยิงใคร อย่างที่เล่าให้ฟังทุกตัวอักษรแหละครับ แล้วถ้าต้องมาตามล้างกันคงสุดแล้วแต่สวรรค์เขาจะกำหนดมาว่าผมอยู่ได้แค่ไหน แค่ไหนก็แค่นั้นครับ...

แต่ขอแสดงจุดยืนของตัวเองว่า ผมคืออีกคนหนึ่งที่อยากได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงใว้ให้ลูกหลานรุ่นต่อๆไปในวันข้างหน้าเท่านั้นเอง....

ขอขอบคุณทุก คคห.ที่แสดงความเป็นห่วง แต่ผมปลงแล้วครับกับประเทศนี้ มันจะเป็นยังงัย ผมคงฝืนมันไม่ได้สุดแล้วแต่เวรกรรมของประเทศครับ...


จากคุณ : thitipan

"นับแต่วินาทีนี้ เสื้อแดงก็มีโอกาสถอยออกมาจนเกือบหมด แต่ก็ยังมาโดนทหารที่ซุ่มยิงอยู่บนตึกกองสลาก ที่เห็นก็สามคนที่โดนยิงจนสมองกระจุยหนึ่งคน...."

***********************************

พอจะอ้างอิงข้อมูลคำบอกเล่าของ จขกท. ได้มั๊ย

คลิปทหารซุ่มยิง แต่อันนี้บน ร.ร.สตรีวิท : http://www.youtube.com/watch?v=z8X1rRxHjtE

ข้อมูลเพิ่มเติม :http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9124507/P9124507.html

**

คลิปทหารต้องสงสัยที่น่าจะเป็นพวกซุ่มยิง : http://www.youtube.com/watch?v=IA3uhhWucyk

ข้อมูลเพิ่มเติม :http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9131130/P9131130.html



http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9135695/P9135695.html

ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน

ที่มา thaifreenews


โดย prainn


วันที่ 16 เมษายน 2553

ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน

ความผิดของคนๆเดียวถูกโยนให้เป็นความผิดของมวลมหาประชาชนที่ออกมาเรียกร้องหาความยุติธรรมให้กับประชาชนทั้งประเทศ อีกทั้งข้อเรียกร้องนั้นเป็นข้อเรียกร้องที่อยู่ในระดับต่ำสุดของการเรียกร้องทางการเมือง นั่นคือการคืนอำนาจให้ประชาชนด้วยการยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

นับเป็นเวรกรรมของพลเมืองในประเทศนี้ที่ไม่มีโอกาสแม้กระทั่งการจัดการกับอำนาจของตนเองได้ตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย ด้วยเพราะอำนาจอธิปไตยของราษฎรนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลยในประเทศนี้ตั้งแต่มีระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่หลังการ
อภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา

ฝ่ายอำนาจรัฐใช้วิธีบริหารจัดการกับผู้ชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยมาตรการที่เข้มข้นขึ้นโดยตลอดตั้งแต่การประกาศพระราชบัญญัติความมั่นคงในราชอาณาจักรจนถึงประกาศพระราชกำหนดฉุกเฉิน และไม่แน่ว่าอาจจะประกาศใช้กฏอัยการศึกอีกไม่นานข้างหน้านี้ ด้วยปรากฎจากแถลงการณ์ของ
รองนายกฯเทพเทือก ดันดารา ที่บ่งบอกถึงการใช้มาตรการณ์เด็ดขาด

หากฝ่ายอำนาจรัฐมุ่งหวังที่จะเอาชนะประชาชนด้วยการใช้กำลังอาวุธปราบปรามประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องตามสิทธิรัฐธรรมนูญ โดยไม่ยอมแม้จะถอยเพียงก้าวเดียวแล้วล่ะก็แน่นอนว่าความสูญเสียอันใหญ่หลวงคงหลีกหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน

ย่อมเป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าการเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงนั้น เริ่มต้นขึ้นจากการเรียกร้องโดยผ่านตัวแทนด้วยการยื่นหนังสือให้กับผู้บริหารที่มีความรับผิดชอบแต่ละกระทรวงต่างๆจนถึงการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรง ติดตามมาด้วยการเคลื่อนไหวในระดับเล็กๆด้วยการจัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจร

ทุกการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาไม่ได้รับการตอบรับจากอำนาจรัฐและรัฐมิได้ให้ความใส่ใจในปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ปฏิบัติอย่างไร้มาตรฐานระหว่างคนกลุ่มหนึ่งกับคนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งสังคมเกิดการตั้งคำถามขึ้นต่างๆนานา แต่ก็จะถูกกลบด้วยสื่อจากอำนาจรัฐที่คอยประชาสัมพันธ์บิดเบือนข้อมูลต่างๆ

ข้อสำคัญ คือ คนส่วนใหญ่ของประเทศเริ่มเข้าใจถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ด้วยสาเหตุของการนำเสนอข้อมูลเพียงฝ่ายเดียวจากอำนาจรัฐ และอำนาจรัฐเองพยายามที่จะใช้มิติทางกฎหมายมาจัดการกับเรื่องราวที่เป็นมิติทางการเมือง ซึ่งความเป็นจริงแล้วทั้งสองมิตินี้มันเป็น[มิติคู่ขนานที่ไม่สามารถจะบรรจบกันได้ในการแก้ปัญหาครั้งนี้

รวมถึงกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาบางท่านอย่าง
นายคำนูณ สิทธิสมาน ที่พยายามเน้นถึงปัญาหาครั้งนี้ไปสู่ปัญหาใหม่ที่เป็นการกล่าวหาโดยการกล่าวอ้างเนปาลโมเดลมาเป็นปมประเด็นปัญหาขัดแย้งที่ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ครั้งนี้รุนแรงยิ่งขึ้น คำถาม คือ นายคำนูณ สิทธิสมาน กำลังคิดอะไรอยู่และต้องการประโยชน์อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนี้



นายคำนูณ สิทธิสมาน และเครือข่าย ASTV ได้พยายามเน้นเรื่องนี้มาโดยตลอดอย่างผิดสังเกตุตลอดกว่าสามปีที่ผ่านมา มีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะยัดเยียดข้อกล่าวหาว่ามวลชนคนเสื้อแดงไม่จงรักภักดีต่อสถาบันคิดจะล้มล้างสถาบัน ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในการชุมนุมเรียกร้องเพียงต้องการสิทธิและความเป็นธรรมให้สังคม

เหล่านักวิชาการหอคอยงาช้างรวมถึงนักธุรกิจเพียงไม่กี่ตระกูลที่กลัวสูญเสียผลประโยชน์ที่เคยได้รับมาหลายชั่วอายุขัยของคนในตระกูล ซึ่งอาจต้องสูญเสียประโยชน์ที่เคยได้รับนั้นจากการเปลี่ยนแปลงสังคมครั้งนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงต้องออกมาสนับสนุนกับกลุ่มคนที่สามารถปกป้องผลประโยชน์ให้กับพวกเขาได้

คนเหล่านี้คงลืมคิดไปว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ถูกพวกเขากดขี่ขูดรีดมาหลายชั่วอายุนั้น มีปริมาณมากกว่ากลุ่มคนเพียงไม่กี่ตระกูลที่ครอบครองทรัพยากรของประเทศนี้อยู่ และหากพวกเขายังเห็นแก่ตัวเห็นแก่ประโยชนส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่แล้วล่ะก็
คงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าได้ยาก และคงจบไม่ง่ายอย่างที่คิด

อำนาจรัฐที่ไม่มีอำนาจจริงในการตัดสินใจของการแก้ปัญหาครั้งนี้คงไม่ใช่ตัวหมากสำคัญที่กำลังเดินบนหมากกระดานนี้ ดังนั้น ผู้มีอำนาจจริงที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้หากยังมีทิฐิมานะที่เต็มไปด้วยโมหะจริต โทสะจริต และตัณหาจริตที่ครอบงำจิตใจอันต่ำทรามมาโดยตลอดควรพึงสังวรถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ว่า อาจทำให้อำนาจนั้นปลาสนาการหายไปโดยสิ้นเชิง

หากจิตใจที่เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทไม่ลดทอนบรรเทาลงคิดเพียงแต่จะปราบปรามเพื่อให้ล้มหายตายจากกันไปเพียงเพื่อคงอำนาจของตัวเองไว้ คงต้องหันกลับไปมองดูประวัติศาสตร์โลกว่าไม่เคยมีครั้งใดหรือประเทศใดที่สามารถเอาชนะอำนาจของประชาชนได้ หากประชาชนพร้อมใจกันลุกขึ้นปกป้องสิทธิและอำนาจของเขาเอง

ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของประเทศนี้หวังที่จะเห็นประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างภราดรภาพ มีสิทธิและเสรีภาพในการดำรงชีวิตที่ไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นไพร่ทั้งที่ไพร่นั้นหมดไปจากประเทศไทยนานแล้ว เพียงแต่
พวกท่านเองที่ปฏิบัติต่อพลเมืองในประเทศเดียวกันให้พวกเขารู้สึกว่าเขาเป็นไพร่จากพฤติกรรมที่พวกท่านสร้างขึ้นเอง

!หยุด! และ !คิด! ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ใช้วัน เวลา นั้นอีก!!!!

พระอินทร์

//////////////////////////////////////////////////////

เครดิตไทย

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ คอลัมน์ที่13



ภาพลักษณ์ประเทศไทยเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุรุนแรงทางการเมืองในค่ำวันที่ 10 เม.ย. หลังจากลากยาวมากว่า 1 เดือนแล้ว

ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

การจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ประเมินจาก

ฐานะและความสามารถของรัฐบาลในแง่ของดุลการชำระเงินของประเทศ ความมีเสถียรภาพทางการเมือง ผลตอบแทนตราสารหนี้หรือพันธบัตรรัฐบาล การรักษาวินัยทางการคลังซึ่งวัดจากหนี้สาธารณะ ฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศเทียบกับหนี้ต่างประเทศ ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศด้านการค้า การส่งออก โครงสร้างในภาคการเงิน สภาพคล่องต่างประเทศ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เป็นต้น

ตัวชี้วัดข้างต้นเป็นเครื่องมือในการวัดความเสี่ยงของเศรษฐกิจแต่ละประเทศ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของต่างชาติ

โดยพิจารณาได้จากอันดับความน่าเชื่อถือจะแสดงเป็นสัญลักษณ์ตัวอักษรที่มีความหมายต่างๆ ดังนี้

AAA อันดับเครดิตสูงที่สุด มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

AA อันดับเครดิตรองลงมา และถือว่ามีความเสี่ยงต่ำมากที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

A ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ

BBB ถือว่ามีความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ในระดับปานกลาง

BB มีความเสี่ยงในระดับสูง

B มีความเสี่ยงในระดับสูงมาก

C มีความเสี่ยงในระดับสูงที่สุด

D อยู่ในสถานะของการผิดนัดชำระหนี้

ตอนนี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือในโลกที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด ได้แก่ สแตนด์ดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือเอสแอนด์พี, มูดีส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิส และฟิตช์ เรตติงส์ ให้น้ำหนักความเสี่ยงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยโดยพุ่งเป้าไปที่ปัญหาการเมืองเป็นหลัก

นายคิม เอง ตัน นักวิเคราะห์ของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เอสแอนด์พี ระบุว่า การประท้วงที่รุนแรงในกรุงเทพฯ เป็นสัญญาณไม่ดีนักสำหรับอันดับความน่าเชื่อถือของไทย

โดยไทยถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้สกุลเงินบาทของไทยจาก A ลงสู่ A- ตั้งแต่เดือนเม.ย.ปีที่แล้ว แต่มีแนวโน้มเชิงลบเช่นเดียวกับอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศของไทยคงไว้ที่ BBB+

ขณะที่ ฟิตช์ เรตติงส์ ที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศของไทยไว้ที่ BBB และจัดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้สกุลเงินบาทไว้ที่ A-

โดยมีแนวโน้มมีเสถียรภาพ ก็จ้องจะลดเครดิตลง

นายวินเซนต์ โฮ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายอันดับเครดิตประเทศในเอเชีย สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิตช์ เรตติงส์ ให้เหตุผลว่า

ขณะนี้มีความกังวลว่ากระแสเงินทุนไหลเข้าจะมีเข้ามาอีกหรือไม่หลังเกิดเหตุปะทะกัน ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ฐานะการคลังของไทยย่ำแย่ลงนับตั้งแต่เศรษฐกิจโลกเริ่มถดถอย

ช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้ มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส อีกหนึ่งในบริษัทประเมินใหญ่จะเข้ามาเก็บข้อมูลของไทย เพื่อทบทวนอันดับเครดิตของประเทศประจำปี

หากมูดีส์ปรับลดเครดิตความน่าเชื่อถือของไทยจะมีผลกระทบค่อนข้างมากทั้งในแง่การลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศทั่วโลก

ส่งผลให้ต้นทุนการกู้เงินของรัฐและเอกชนสูงขึ้น

ลาออก-ยุบสภา

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

คาดเชือก คาถาพัน




รอยแผลจากวันที่ 10 เมษายนคงจะติดตัวและหัวใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อไปอีกนาน

แต่ทั้งหมดนี้ ยังขึ้นกับว่า นายอภิสิทธิ์ จะตัดสินใจอย่างไรกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนี้

ตอนขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่สวยงามนัก

มาถึงตอน "ลง" ถ้าไม่สวย ไม่สง่างามอีก ก็น่าเสียดาย

เหตุการณ์ 10 เมษายน จะพิสดารซับซ้อนอย่างไรเป็นเรื่องของราชการประจำต้องไปสอบสวน

แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นของนายกรัฐมนตรีแบบเต็มๆ

ตลอดเวลา 1 เดือนเศษที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ออกทีวี แสดงตัวเป็นผู้ดูแลสถานการณ์

ถ้าเหตุการณ์สงบเรียบร้อย ก็รับเครดิตไป แต่เมื่อไม่เรียบร้อย เกิดการล้มตายอย่างที่เห็น

ทางเลือกเหลือไม่มากนัก คือ ลาออก กับยุบสภา

ถ้าลาออก พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องสรรหานายกฯ คนใหม่ จัดแจงเรื่องราวต่างๆ แล้วยุบสภา

หรืออีกทาง นายกฯ อภิสิทธิ์เป็นผู้ยุบสภาเอง

กรณีหลังคงมีความยุ่งเหยิงตามมาอีกมาก

ถึงได้บอกว่า สถานการณ์ต่อไปนี้ ส่วนหนึ่งอยู่ที่การตัดสินใจของนายกฯ อภิสิทธิ์

มองในแง่ตัวคน ก็น่าเสียดาย ที่คนหนุ่มอนาคตไกลอย่างนายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องมาเจอเรื่องร้ายแรงแบบนี้

อาจถึงขั้นหมดอนาคตทางการเมืองได้ง่ายๆ

แต่ผลทั้งหลายย่อมมาแต่เหตุ มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้สถานการณ์เดินมาถึงจุดที่ย้อนกลับไม่ได้อย่างในขณะนี้

การตัดสินใจของนายกฯ อภิสิทธิ์หลายเรื่องในอดีตดูจะมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการตั้งผบ.ตร.ที่ยืดเยื้อมาจนบัดนี้ การเจรจากับเสื้อแดงแล้วไปนั่งทุ่มเถียงออกทีวี มาจนถึงการสลายม็อบในครั้งนี้

อดีตนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา ถึงกับออกปากบอกว่า นายกฯ คนนี้แปลก ไม่คุยกับใคร นอกจากกลุ่มวอลเปเปอร์ไม่กี่คน

ตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ คอขาดบาดตายกันอยู่ในวงเล็กๆ แคบๆ

แต่ที่จริง ยังมีอีกกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของนายกฯ อภิสิทธิ์

คือกลุ่มคนชั้นสูงที่มีความคิดตกขอบ ดูเหมือนยิ่งใหญ่ แต่บทบาทและอำนาจกำลังถดถอย

นายกฯ อภิสิทธิ์อายุน้อย ต้นทุนทางสังคมสูง อาจจะเป็น "ความหวัง" ของกลุ่มนี้ที่จะใช้เป็นตัวแทนรักษาอำนาจของตนเอง

เลยกอดคอกัน "ตกโลก" ไปด้วยกัน

เวลาในอำนาจที่เหลือไม่กี่วัน นายกฯ ลองฟังเสียงที่ไม่เคยฟังดูบ้าง

แล้วจะรู้ว่า "ทางสว่าง" มีจริง

ใครฆ่าทหาร

ที่มา ข่าวสด



คอลัมน์ เหล็กใน




ครบรอบ 7 วันเหตุการณ์ 10 เมษาเลือด

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 23 คน

แต่ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ

จากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้สั่งการสูงสุดทางการเมือง

จากคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบร่วมกันในการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อันนำมาสู่การใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมจนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน

จากพรรคการเมือง"หุ้นส่วนอำนาจ"ของรัฐบาล

ตลอดจนบรรดาผู้นำกองทัพซึ่งเปรียบเสมือนเสาค้ำยันรัฐบาล ทั้งยังมีส่วนสำคัญในฐานะ"เครื่องมือ"ของรัฐบาลในปฏิบัติการสลายการชุมนุม

ใครคิดจะชิ่งหนีตอนนี้คงไม่ทัน

การฉวยโอกาสผสมโรงเรียกร้องให้รัฐบาล"ยุบสภา"หลังเกิดเหตุ

ก็ไม่ช่วยให้ภาพของตนเองดูดีขึ้นเท่าไหร่

โดยเฉพาะผู้นำกองทัพที่เอาชีวิตทหารผู้ใต้บังคับบัญชาไปแลกกับการปกป้องรัฐบาล

หันปากปืนเข้าหาประชาชน

การให้โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ซึ่งเป็นคนเดียวกับโฆษกกองทัพบกออกมาเล่าความข้างเดียวผ่านสื่อในมือ

ทิ้งน้ำหนักลงในเรื่องทหารเป็นฝ่ายสูญเสียจากการถูกโจมตีโดยกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นใคร อยู่ฝ่ายใด หรือเป็นมือที่สาม สี่ ห้า ฯลฯ

มีคลิปภาพและเสียงออกมาเสร็จสรรพ

ถามว่าแล้วยังไง?

ศพทหารช่วยให้นายกฯ รัฐบาลและกองทัพมีความชอบธรรมมากขึ้นหรืออย่างไร

ในเมื่อรัฐบาลรู้อยู่แล้วจากเหตุระเบิดป่วนเมืองรายวันที่ผ่านมา ว่ากลุ่ม "มือที่สาม" ซึ่งจ้องฉวยโอกาสขยายสถานการณ์ความรุนแรงนั้น มีตัวตนอยู่จริง

และกลุ่มที่รัฐบาลไม่รู้ชัดว่าเป็นใครและยังจับกุมไม่ได้นี้เอง

ได้แฝงตัวเข้ามาก่อเหตุฆ่าทหารและประชาชนกลางเมือง

เมื่อเป็นเช่นนี้หากมีใครสักคนกล่าวหารัฐบาลส่งทหารออกไปเป็นเหยื่อ

ก็คงไปว่ากล่าวเขาไม่ได้

อย่าว่าแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่าการไม่เอาจริงเอาจังกับปัญหา "มือที่สาม" เพราะต้องการใช้เป็นเครื่องมือทำลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง

สุดท้ายจนถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีใครสรุปได้ชัดเจนจริงๆ ว่ามือที่สามดังกล่าว

ยื่นยาวออกมาจากฝ่ายใดกันแน่