ที่มา Thai E-News
ที่มา ประชาไท
17 เมษายน 2553องค์การนิรโทษกรรมสากล(AMNESTY)ได้รวบรวมรายชื่อเรียกร้องถึงอภิสิทธิ์ให้ยุติความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมโดยทันที และเคารพสิทธิมนุษยชน ขณะที่เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี(ANFREL)เสนอโรดแม็พจัดเลือกตั้งใหม่ที่ชนะทุกฝ่าย เสนอตั้งรัฐบาลรักษาการณ์เป็นเจ้าภาพ 90 วัน เร่งเจรจายุติความขัดแย้งโดยทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ทุกพรรคลงหาเสียงได้ทั่วประเทศโดยปราศจากการคุกคาม ชี้คนทั้งประเทศในการมีส่วนร่วมปรับเปลี่ยนสังคมไทยให้คุ้มค่ากับชีวิตของผู้สูญเสียไป
นิรโทษกรรมสากลรวบรวมชื่อเรียกร้องนายกฯ ยุติรุนแรงต่อผู้ชุมนุมโดยทันที
องค์กรนิรโทษกรรมสากลในสหรัฐอเมริกา ทำจดหมายเปิดผนึกรวมรวมรายชื่อผ่านทางเฟซบุ๊คถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการใช้กำลังอันปราศจากความจำเป็นใดๆ ต่อผู้ชุมนุมโดยทันที และสร้างความมั่นใจว่าการกระทำทั้งหลายของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลในเรื่องของสิทธิมนุษยชน การบังคับใช้กฎหมาย และการใช้กำลัง
รายละเอียดจดหมายเปิดผนึก
ยุติความรุนแรงในประเทศไทย
ถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
เราผู้มีรายชื่อแนบท้ายมีความเห็นว่า...
เราตกใจและเศร้าสลดใจต่อการสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากการทำลายล้างที่เกิดขึ้น ในช่วงระหว่างการปะทะระหว่างกองกำลังความมั่นคงของรัฐไทยกับสมาชิกเสื้อแดงภายใต้ชื่อแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 10 เมษายน
เราตกใจยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากมีการใช้น้ำฉีดใส่ผู้ชุมนุม กระสุนจริง แก๊สน้ำตา และการใช้ความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ ต่อผู้ประท้วงเสื้อแดง ที่เกิดขึ้นทั่วกรุงเทพ หลังจากวันที่มีการปะทะภาวะวิกฤติได้เพิ่มระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ คำถามที่เกิดขึ้นก็คือความเป็นไปได้ว่าทั้งสองฝ่ายอาจใช้อาวุธ ดังนั้นความจำเป็นที่เร่งด่วนคือแนวทางการยุติปัญหาที่ปราศจากความรุนแรง สิ่งนี้เป็นหนทางเดียวที่จะไม่นำไปสู่ความหายนะจากการบาดเจ็บล้มตายของผู้คนในจำนวนมากขึ้น
ประเทศไทยอยู่ทางสองแพร่งที่อันตรายจะเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน ทางหนึ่งคือประเทศไทยก้าวเข้าไปสู่การปราบปราบที่หนักหน่วงขึ้นไปอีก หรืออีกทางหนึ่งคือ ประเทศไทยก้าวไปสู่อนาคตที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ดังนั้นเราขอเรียกร้องให้คุณรีบหาโอกาสที่จะยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นบนท้องถนน และนำไปสู่การจัดให้มีการเจรจาอย่างสันติ
ด้วยความจริงใจ
ผู้มีรายชื่อแนบท้าย (ล่าสุดมีผู้ลงชื่อทั่วโลกกว่า 400 รายชื่อ)
0000
เกี่ยวกับการลงรายชื่อเรียกร้อง:
เมื่อวันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2010 กองกำลังความมั่นคงได้เริ่มใช้กำลังเข้าสลายผู้ประท้วงเสื้อแดงภายใต้แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จากรายงานต่างๆ ระบุว่ากองกำลังความมั่นคงใช้น้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และกระสุนจริงยิงเข้าใส่ผู้ประท้วง ผลก็คือ มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนและมีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคน
ความต้องการของผู้ลงชื่อเรียกร้อง:-ยุติการใช้กำลังอันปราศจากความจำเป็นใดๆ ต่อผู้ชุมนุมโดยทันที
http://apps.facebook.com/causes/petitions/434?m=a4681d42&recruiter_id=6925358&ref=mf
- สร้างความมั่นใจว่า การกระทำทั้งหลายของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลในเรื่องของสิทธิมนุษยชน การบังคับใช้กฎหมาย และการใช้กำลัง
http://www.amnestyusa.org
**********
อันเฟรลเสนอทางออกและแผนการเลือกตั้ง ชี้วิน-วินทุกฝ่าย
เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรีนำเสนอโรดแมพสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าให้พิจารณา โดยระบุว่าเป็นทางออกที่ชนะทุกฝ่าย
17 เม.ย.53 เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (Asian Network for Free Elections or ANFREL) เผยแพร่แถลงการณ์ว่าด้วย ทางออกและแผนการการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมให้กับรัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเท่าเทียมกัน มีรายละเอียดดังนี้
0000แถลงการณ์
Road Map for Peaceful Solution and Win/Win Game
for Thai Government and Red Shirts
17 เมษายน 2553
เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (Asian Network for Free Elections or ANFREL)ทางออกและแผนการการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ให้กับให้กับรัฐบาลและกลุ่มเสื้อแดง
หลายฝ่ายได้เสนอให้เปิดการเจรจารอบที่สามระหว่าง รัฐบาลไทยและผู้แทนคนเสื้อแดง ทางอันเฟรลเชื่อมั่นว่าสังคมไทยมีทางออก โดยสามารถจัดทำแผนการการลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมให้กับรัฐบาลและกลุ่มเสื้อแดงอย่างเท่าเทียมกัน
ซึ่งข้อเสนอดังต่อไปนี้น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย และเดินหน้าเลือกตั้งได้อย่างอิสระเสมอภาคโดยประชาชนไทยต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยโดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ด้วยความเชื่อมั่นที่จะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยที่ปราศจากความรุนแรง
เนื่องด้วยคู่กรณีอาจจะกังวลว่าการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฏรในครั้งต่อไปนี้จะทำให้รัฐบาลได้เปรียบกว่าพรรคการเมืองที่ฝ่ายเสื้อแดงสนับสนุนอยู่ เพราะรัฐบาลอาจจะใช้กลไกของรัฐอำนวยความสะดวกให้ตนได้คะแนนเสียงมากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็เกรงว่าจะลงพื้นที่เลือกตั้งไม่ได้ในทุกจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดต่างๆในภาคเหนือและอีสาน ซึ่งเสื้อแดงเองก็กังวลเช่นกันว่าอาจจะลงไปหาเสียงภาคใต้ไม่ได้ ส่วนประชาชนและผู้สมัครรับการเลือกตั้งและหัวคะแนนก็เกรงกลัวอย่างยิ่งว่าจะเกิดความรุนแรงปะทะกันระหว่างการหาเสียง หรือในวันเลือกตั้ง อันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งที่ฝังลึกเป็นความเกลียดชังอยู่ในขณะนี้
ซึ่งเป็นความกังวลที่จะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากกลัวความรุนแรงจนไม่อยากออกมาใช้สิทธิเช่นกัน และนั่นย่อมจะทำให้ผู้จัดการเลือกตั้งทุกจังหวัดประสบความล้มเหลว เพราะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้จนทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับ หรือต้องมีการเลือกตั้งใหม่มากมายในหลายจังหวัด บรรยากาศการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่านดังนี้เป็นประสบการณ์ที่ประเทศไทยและในหลายประเทศกำลังประสบปัญหานี้มาตลอด
เพื่อไม่ให้เหตุการณ์การสูญเสียในชีวิตและเงินงบประมาณของรัฐ และเพื่อให้เกิดบรรยากาศความสมานฉันท์ ก่อนการยุบสภา จึงเสนอให้ทั้งสองฝ่ายถอยกันคนละก้าวเพื่อเปิดทางให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการเมืองของประเทศไทย โดยยอมให้มีการจัดตั้งกลไกเพื่อให้การเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรมกับพรรคเล็กและฝ่ายค้านเป็นสำคัญ เพราะรัฐบาลย่อมมีความได้เปรียบอยู่แล้ว โดยมีขั้นตอนที่ประเทศต่างๆได้นำมาใช้เป็นกลไกให้เกิดการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วดังนี้
ทั้งสองฝ่ายต้องยุติความขัดแย้ง เริ่มต้นด้วยการเจรจาเรื่องกลไกการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรมก่อนการยุบสภา และต้องให้เวลาในการจัดกลไกต่างๆเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม
กลไกดังกล่าวอาจจะเป็นการให้มี พรบ.พิเศษ กำหนดให้มีคนกลางขึ้นมาสร้างความเป็นธรรมในการเลือกตั้งและเป็นที่ยอมรับของสังคม ที่เรียกว่า Non Party Care Taker Government หรือรัฐบาลรักษาการณ์ (1) ขึ้นมาคุมอำนาจในทุกกระทรวง เป็นระยะเวลา60 วันก่อนการเลือกตั้ง และ 30 วันหลังการเลือกตั้งเพื่อสร้างสูญญากาศให้ทั้งสองฝ่ายกลับคืนสู่พรรคตนเอง ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลจะตกอยู่ในสภาวะพรรคการเมืองและผู้สมัครรับการเลือกตั้งธรรมดาๆ ทำการหาเสียงเลือกตั้งในระยะเวลา 60 วันนี้เท่านั้น รัฐบาลรักษาการณ์จะไม่มีอำนาจสั่งการให้ผู้ใดทำการเอื้อประโยชน์แก่ตนในการหาเสียงอย่างเด็ดขาด รัฐบาลรักษาการณ์น่าจะมีมากกว่า 10 คนจะคุมเจ้าหน้าที่ในกระทรวงต่างๆ ให้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนตามปกติ เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรือเกรงกลัวผู้แทนจากรัฐบาลรักษาการณ์เพราะไม่ใช่นักการเมือง (ข้อเสนอนี้มาจากการศึกษาการแก้ปัญหาในประเทศบังคลาเทศและใช้ปฏิบัติมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้)
ในเนื้อหาของการเจรจา ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องมีข้อตกลง เป็นสัญญาประชาคมที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่มีการใช้ความรุนแรงในทุกพื้นที่ ไม่มีการหมายหัว หรือคิดลอบทำร้าย โดยผู้แทนทุกภาคส่วนร่วมเป็นสักขีพยาน และเป็นหน้าที่ของพรรค และคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะต้องทำหน้าที่แจกจ่ายข้อตกลงดังกล่าวให้สมาชิกพรรค หัวคะแนน ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้รับรู้อย่างทั่วถึงกัน ใครละเมิดข้อตกลงนี้จะต้องโทษมากเป็นพิเศษกว่าปกติ
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมทั้งบทบาทของสื่อมวลชนจะต้องร่วมมือกันขอความร่วมมือให้หน่วยงานต่างๆ ป่าวประกาศให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงกันเพื่อเปิดโอกาสให้ คนไทยทุกคน ต้อนรับพรรคทุกพรรคที่ลงไปหาเสียงอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่สร้างอุปสรรคใดๆ หรือใช้ความรุนแรงเข้าสกัดการเดินทางลงไปเยี่ยมเยียนประชาชน ห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรงโดยเด็ดขาด หรือกลไกใดๆกีดกันการเดินทางลงพื้นที่อย่างเสรี ทั้งนี้ถือว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นขั้นตอนของการสมานฉันทน์ของคนไทยทั้งชาติในเวลาเดียวกัน
เมื่อเจรจาตกลงทำความเข้าใจกันได้แล้ว ทุกพรรคการเมืองจะต้องให้มีการทดลองลงพื้นที่ใน 76 จังหวัด ได้อย่างอิสระ ด้วยตราพรรค ชื่อพรรค ตัวบุคคล ตัวจริงเสียงจริง รวมทั้งผู้แทนของพรรคคนอื่นๆ เพื่อทดสอบความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมัน ลดความเกลียดชัง ทั้งนี้เพื่อให้สภาวะทางการเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างแท้จริงและเพื่อไม่ให้มีการเสียเลือดเนื้อแม้แต่น้อยนิด
กกต. และ คู่ความขัดแย้งทั้งสองฝ่าย รวมทั้งบทบาทของสื่อมวลชนจำเป็นจะต้องดูแล ตรวจสอบไม่ให้มีการใช้อำนาจอิทธิพล จากกลุ่มการเมืองระดับต่าง ๆ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา หรือข้าราชการ นักธุรกิจ ผู้ทรงอิทธิพลท้องถิ่นอื่นๆ หรือสื่อมวลชนเองให้วางตัวเป็นกลาง ไม่ทำหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทำการข่มขู่ ให้สัญญาผลประโยชน์ก่อนและหลังการเลือกตั้ง ผู้ละเมิดกฏกติกาสัญญา จะต้องได้รับโทษอย่างจริงจังโดยไม่มีการยกเว้นหรือเลือกปฏิบัติอันเนื่องจากความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง
การซื้อเสียงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องจับตามองเป็นพิเศษในทุกการเลือกตั้ง แต่เนื่องจากครั้งนี้จะมีการแข่งขันกันสูงมาก จนถึงกับมีเดิมพันชีวิต และอนาคตทางการเมืองของตนเอง จึงเห็นว่าควรจะลงโทษผู้ละเมิดกฏหมายในความผิดดังกล่าวทั้งผู้ซื้อเสียงและขายเสียง อย่างจริงจัง ไม่ควรปล่อยปละเหมือนดังที่ผ่านมา ด้วยความเห็นใจว่าผู้รับเงินนั้นเป็นคนยากคนจนจึงปล่อยให้รับเงินจนเคยชินและคิดว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
ในขณะที่มีการดำเนินการดังกล่าวนั้น ทุกพรรคและทุกภาคส่วนควรให้มีการประชุม หาทางปฏิรูปสังคม ปรับโครงสร้างเพื่อประชาชนไปพร้อมๆ กัน เพื่อมิให้ประเด็นดังกล่าวถูกลืมเลือนไปในอนาคต และเพื่อเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงใจของนักการเมืองทุกคน และเป็นโอกาสที่ภาคประชาชนได้แสดงออกในประเด็นสำคัญต่างๆ เพราะประเทศเป็นของทุกคน มิใช่เป็นของผู้นำไม่กี่กลุ่ม
เสนอให้มีการจัด ศาลเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง การพิจารณาคดีการเลือกตั้งควรมีความรวดเร็วและเป็นธรรม กกต. จะมีบทบาทหน้าที่เพียงการจัดการการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพแต่สามารถพิจารณาตัดสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งเบื้องต้นได้
อนึ่งขอให้ทุกฝ่ายยอมรับความจริงว่า เราได้สูญเสียเลือดเนื้อชีวิต เสียโอกาสทางเศรษฐกิจ เสียโอกาสในการพัฒนาประชาธิปไตยที่ปราศจากความรุนแรงไปมากแล้ว การให้เวลาเพื่อต่อยอดในสิ่งที่สูญเสียไปนั้นไม่ถือว่าเป็นการซื้อเวลาให้ใครทั้งสิ้น ควรคำนึงว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นการให้เวลาแก่ตนเองอย่างมีนัยสำคัญให้โอกาสประเทศชาติ และให้บทบาทคนทั้งประเทศในการมีส่วนร่วมปรับเปลี่ยนสังคมไทยให้คุ้มค่ากับชีวิตของผู้สูญเสียไป
ทั้ง 8 ข้อนี้ควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างถาวรในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งใดๆ และได้โปรดพิจารณาเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมไทย
สมศรี หาญอนันทสุข
ผู้อำนวยการบริหารของอันเฟรล
----------------------
<1>ศึกษารัฐบาลรักษาการณ์ของประเทศบังคลาเทศเป็นต้นแบบ, CHAPTER IIA (of the Bangladesh Constitution)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, April 18, 2010
องค์กรสากลบีบ AMNESTYให้มาร์คเลิกฆ่า ANFRELชูสูตรเลือกตั้งผ่าทางตันนำไทยสงบ
จะรักกูไปทำไมอีใจร้าย
ที่มา Thai E-News
ที่มา อักษรศาสตร์พิจารณ์ ฉบับที่ 4 ปีที่ 3 กันยายน 2518จะรักกูไปทำไมอีใจร้าย
จะวันตายกูก็ไม่มีใจถึง
ตายโหงเสียดีกว่าถ้ารักมึง
ตายห่าเสียให้อึงถ้ามึงมา
มีอย่างที่ไหนอีใจยักษ์
โคตรเง่ามึงนะหนักโกงนักหนา
ข่มเหงคะเนงร้ายไม่นำพา
ข้าทาสอนิจจาเหมือนวัวควาย
โป้ปดคดโกงประชาชน
เพื่อนบ้านหมองหม่นไปทั้งหลาย
มึงยังเก่งกล้าหน้าไม่อาย
อ้างโคตรมาขายไม่ยั้งคิด
อย่างมากก็จริตมึงดีดดิ้น
ร้อยลิ้นกล่าวหาอภิสิทธิ์
นานทีปีหนก็พ่นพิษ
ป้ายสีชีวิตประชาชน
เห็นญาติมิตรยากจนข้นแค้น
ก็ปราโมทย์โลดแล่นทุกแห่งหน
เห็นคนจนก็ส่อเสียดเกลียดคนจน
ขยะแขยงทุกขุมขนทุกครั้งไป
อนิจจาอีบ้าอีหน้าด้าน
ข้าวปลาอาหารมาจากไหน
ที่มึงยัดมึงแดกแปลกแปลกไป
นั่นนะใครเป็นคนทำคนสำคัญ
มึงนอนแดกดอกเบี้ยอยู่เรี่ยราด
ใครกันเป็นทาสเบี้ยจนเสียขวัญ
ที่เมืองใหญ่โตอยู่ทุกวัน
ก็ใครกันเป็นคนพลีทั้งชีวิต
อีชิบหายอีตายโหงอีลงแดง
อย่ามาแกล้งให้กูเห็นเป็นผิดผิด
กูรักมึงมากเท่าใดในชีวิต
ก็เกลียดมึงเสียสนิทไปเท่านั้น
ชาติหน้าถ้ามีกูอย่ามีมึง
ถึงรักกูก็เกลียดไม่แปรผัน
อีงิ้วรายขายหน้าเกินสามัญ
เดี๋ยวกูฟันเสียให้ตาย......อี..........
Saturday, April 17, 2010
"แรมโบ้" คุย คนมามาก เล็งขอตั้งเวทีหน้าแบงก์กรุงเทพ ถ.สีลมอีกแห่ง
ที่มา ไทยรัฐ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ "สุภรณ์" ช้ีผู้ชุมนุม มามากคนล้นราชประสงค์ เตรียมเสนอที่ประชุมตั้งเวทีหน้าธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่ ถ.สีลม อีกเวที เผย เคลื่อนไหวใหญ่ 19 เม.ย.น้ี...
เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2553 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ขึ้นเวทีกล่าวกับผู้ชุมนุมว่า เนื่องจากช่วงนี้มีจำนวนคนที่มาชุมนุมจำนวนมากทำให้พื้นที่ที่ชุมนุมกันในปัจจุบันคับแคบ ดังนั้นจะขอหารือกับที่ประชุมแกนนำ ว่าจะขยายพื้นที่เวทีโดยจะจัดตั้งอีกเวทีหนึ่งที่หน้าธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ที่ถนนสีลม อย่างไรก็ตาม สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงใน 1-2 วันนี้ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวไปไหนเป็นเพียงการจัดทัพเพื่อเตรียมเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งในวันที่ 19 เม.ย. แต่ยังไม่ทราบได้ว่าจะเคลื่อนอย่างไร ต้องมีการหารือกันในที่ประชุมนแกนนำก่อน
ปิดเวบไร้ผลเมื่อคนกระหายความจริง ทะลวงด่านเผด็จการอ่านไทยอีนิวส์10เมษาเลือด170000คลิ้ก
ที่มา Thai E-Newsปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ-แม้สุเทพ เทือกสุบรรณ จะลงนามปิดกั้นไทยอีนิวส์ในวันที่ 8 เม.ย.จะพบว่ายอดผู้อ่านกลับสูงขึ้นตามความกระหายข้อมูลข่าวสาร โดยวันที่ 10 เม.ย.มีผู้เข้าเยี่ยมชม170,000ครั้ง
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 เมษายน 2553
การประกาศปิดกั้นเวบไซต์ของฝ่ายประชาธิปไตยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยอาศัยอำนาจประกาศฉุกเฉินในตอนแรกเมื่อวันที่ 7เมษายน 2553 จำนวน 36 เวบไซต์ไม่ปรากฎว่ามีรายชื่อของไทยอีนิวส์แต่อย่างใด เวบที่มีชื่อเสียงยอดนิยมที่โดนปิดในคราวนี้คือประชาไท
อย่างไรก็ตามในวันต่อมาคือ 8 เมษายน นายสุเทพสั่งปิดอีก 58 เวบไซต์ คราวนี้จึงมาถึงคิวของไทยอีนิวส์ โดยมีรายชื่อในลำดับที่ 21 (ดูรายละเอียด) ในวันดังกล่าวผู้อ่านของเราแจ้งว่าเข้ามาอ่านทางwww.thaienews.blogspot.com ไม่ได้ แต่ยังเข้าอ่านทางhttp://thaienews.blogspot.comได้ตามปกติ
ต่อมาหลังการปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 10 เมษายน ช่องทางhttp://thaienews.blogspot.com เริ่มเข้ายาก และถูกปิดกั้นสนิทในวันที่ 14 เมษายน
อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านของเราดูจะไม่ละความพยายามที่จะเข้ามาอ่านไทยอีนิวส์ดวยความกระหายข้อมูลข่าวสารความจริง โดยข้อมูลจากwww.statcounter.com ที่เป็นเวบนับจำนวนคนที่เข้าเยี่ยมชมเวบไซต์ต่างๆบอกว่า ในวันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่มีการปราบปรามประชาชนนั้น มีผู้เข้าเยี่ยมชมทั้งสิ้น 170,472 ครั้ง
ส่วนวันที่ 14 เมษายน ซึ่งช่องทางเข้าเยี่ยมปกติถูกปิดตาย ยังมียอดผู้เข้าอ่านข่าวทั้งสิ้น 60,481 ครั้ง และล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 16 เมษายน มียอดผู้เข้าอ่านข่าวทั้งสิ้น73,725 ครั้ง
ทั้งนี้เหตุที่ยอดผู้อ่านตั้งแต่วันที่ 14 ลดลงมากหากเทียบกับวันเสาร์ที่ 10 เมษายนนั้น เป็นไปตามความสนใจต่อเหตุการณ์ของประชาชนเป็นสำคัญ
ในระหว่างที่เราถูกปิดกั้นนี้ กองบรรณาธิการไทยอีนิวส์ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ตามปกติ ท่านผู้อ่านสามารถเข้าเยี่ยมชมไทยอีนิวส์ได้ผ่าน 2 ช่องทางเลือกต่อไปนี้
ช่องทางที่ 1 เข้า http://www.google.co.th จากนั้นคลิ้กที่"แปลภาษา" แล้วพิมพ์คำว่า www.thaienews.blogspot.com ลงไป แล้วคลิ้กคำว่า แปล ก็จะสามารถเข้ามาอ่านไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ (แต่ระบบแปลอาจทำให้ผิดเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะหากต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ โปรแกรมภาษาจะแปลเป็นไทยแบบsubนรกเล็กน้อย)
ช่องทางที่ 2 เข้าเยี่ยมชมผ่านพร็อกซี่ หรือโปรแกรมทะลวงบล็อค โดยดูที่แถวขวาสุดของไทยอีนิวส์หน้าแรก ตรงคำว่า"โปรแกรมทะลวงบล็อค" แล้วท่านก็จะอ่านไทยอีนิวส์ได้ โดยไม่เจอsubนรกให้หงุดหงิดใจเหมือนแบบแรก
ส่วนท่านผู้อ่านที่อยู่ในต่างประเทศ หรือใช้ipต่างประเทศยังสามารถเข้าเยี่ยมชมไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ
ไทยอีนิวส์เริ่มเปิดให้บริการข้อมูลข่าวสาร บทความของฝ่ายที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการอำมาตย์มาตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 หรือหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ราว 1 เดือนครึ่ง
เราเริ่มนับยอดจำนวนท่านผู้อ่านเมื่อเดือนเมษายน 2550 หรือ 3 ปีมานี้ ถึงปัจจุบัน มีท่านผู้อ่านเข้าอ่านไทยอีนิวส์แล้วทั้งสิ้นเกือบ 17 ล้านคลิ้ก (ยอดผู้อ่านถึง19.00 วันเสาร์ที่ 17 เมษายน 2553 อยู่ที่ 16,940,303 ครั้ง)
**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ประชาไทสัมภาษณ์เปิดใจ ไทยอีนิวส์คือใคร คิดอย่างไร ทำงานกันอย่างไร เพื่อใคร?
'เทพ โพธิ์งาม' งานเข้า อดิศรประกาศให้แดงบอยคอต
"อดิศร เพียงเกษ" ขึ้นเวทีเสื้อแดงราชประสงค์ ประกาศให้เสื้อแดงบอยคอต "เทพ โพธิ์งาม" หลังขึ้นเวทีเสื้อสีชมพูที่ราบ 11 ด่าคนเสื้อแดง..เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. วันที่ 17 เม.ย. นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ที่เวทีแยกราชประสงค์ โดยนายอดิสร กล่าวว่า วันนี้มีกลุ่มคนอีกลุ่มหนึ่งที่มาต่อต้านการชุมนุมของพวกเสื้อแดง สนับสนุนการทำหน้าที่ของรัฐบาล แต่งตัวใส่เสื้อสีชมพู และเสื้อหลายสี ไปชุมนุมกันที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) รู้ว่ากลุ่มนี้มาจากไหน และ มีคนที่ขึ้นเวทีคือนายสุเทพ โพธิ์งาม หรือ "เทพ โพธิ์งาม" ดารานักแสดงตลกชื่อดัง ขึ้นมาบอกว่ารำคาญคนเสื้อแดง ดังนั้นขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงบอยคอต "เทพ โพธิ์งาม" อย่าไปสนใจ อย่าไปดู อย่าไปสนับสนุนผลงานทั้งหมด.
พท.ยื่นนายกฯ ค้านเหตุ10เมษา เป็นคดีพิเศษ

เพื่อไทยยื่นหนังสือนายกฯ ค้านนำคดีเหตุปะทะ 10 เม.ย. เป็นคดีพิเศษ เตรียมยื่นป.ป.ช.ฟันซ้ำ ปูดมี ส.ส. และ อดีตส.ส. เพื่อไทย 10 กว่าคน ถูกขึ้นบัญชีให้มารายงานตัวต่อ ศอฉ. ยืนกรานไม่มาแน่...
วันที่ 17 เม.ย. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่าน พ.ท.วิบูลย์ ศรีเจริญสุขยิ่ง รองผู้บังคับกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 (รอง ผบ.พัน มทบ.11) เพื่อคัดค้านการนำเหตุปะทะ 10 เม.ย.เป็นคดีพิเศษ นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตน และ ญาติผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) และ กองปราบปรามไว้แล้ว ดังนั้น เจตนาที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ จึงเป็นการใช้กฎหมายเอื้อประโยชน์ทางการเมือง และ เป็นช่องทางปลดตัวเองให้พ้นจากความผิด เพราะ กคพ.หลายคนมีตำแหน่งในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี เช่น นายกรัฐมนตรี ปลัดยุติธรรม ปลัดมหาดไทย อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น นายอภิสิทธิ์ และกคพ.มีเจตนาจงใจใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งจะยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ในสัปดาห์หน้าต่อไป
โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เป็น ผอ.ศอฉ. แทนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีว่า เนื่องจากก่อนหน้านี้พล.อ.อนุพงษ์ เคยแสดงความเห็นว่า ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ทำให้รัฐบาลรู้สึกว่า ถูกกดดัน จึงต้องแก้เกมใหม่ โดยให้ พล.อ.อนุพงษ์ มารับผิดชอบเต็มตัว เป็นการขึ้นขี่หลังเสือ หากไม่สามารถแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลต้องการได้ ก็จะปลด พล.อ.อนุพงษ์ ส่วนการที่ ศอฉ. ออกคำสั่งเรียกบุคคล 51 คน ให้มารายงานตัว เนื่องจาก ให้การสนับสนุนกลุ่มเสื้อแดงนั้น จากการตรวจสอบพบว่า มี ส.ส. อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรี ของพรรคประมาณ 10 กว่าคน ซึ่งบางส่วนยังไม่ได้รับหมายเรียก เนื่องจาก ศอฉ. ส่งหมายเรียกผ่านตำรวจในพื้นที่ แต่เบื้องต้นฝ่ายกฎหมายของพรรคได้หารือกันแล้ว เห็นว่าจะไม่มารายงานตัว และจะให้ทนายความทำหนังสือสอบถามว่า จะให้บุคคลเหล่านี้มารายงานตัวเรื่องอะไร หากจำเป็นจะส่งทนายความมาแทน
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยจะหาทนายความให้ทั้ง 51 คนที่ถูก ศอฉ.ออกหมายเรียกหรือไม่ นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า เฉพาะบุคคลที่ร้องขอมา เช่น เมื่อเช้าวันที่ 17 เม.ย. มี ส.ส.ที่เป็นด็อกเตอร์ จ.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ไปลงชื่อให้ทนายความช่วยทำหนังสือชี้แจงส่งไปให้ศอฉ.แล้ว
หัวใจสีขาว
ที่มา เดลินิวส์
ขออนุญาตเอามาเผยแพร่ต่อ ถึงจะย่อ ๆ แต่ได้ความรู้สึก หัวใจ พองโตเต็ม ๆ
คุณดนัยเขียนเล่าไว้ว่า วันหนึ่งต้องไปงานศพกะทันหัน เลยไม่ได้เตรียมชุดดำไว้ ต้องขับรถกลับมาที่ออฟฟิศเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ตั้งใจว่าจะจอดแป๊บเดียว แล้วก็จะมาเอารถออก
แต่ให้บังเอิญมีคนอื่นมาจอดในที่จอดรถคุณดนัย ทำให้ต้องไปจอดรถในที่คนอื่น กลับลงมา มีรถอื่นมาจอด แถมเข้าเกียร์ เอารถออกไม่ได้ เลยตัดสินใจขึ้นแท็กซี่ไป
ไปงานศพกลับมาดึกพอควร ต้องทิ้งรถไว้ แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ตาก็เบิกกว้าง เพราะล้อรถแบนแต๊ดแต๋ 2 ล้อ แม้จะปลอบตัวเองว่า อย่าโกรธ อย่าโกรธ แต่ความโกรธวิ่งเข้าขั้วหัวใจเลย
พอมีสติ เกิดปัญญา ซึ่งปกติก็ไม่ได้สามารถจะคิดได้ขนาดนั้นหรอก มันเหมือนสว่างวาบ
คุณดนัยทำอย่างนี้ พอถึงออฟฟิศ... ผมก็สั่งเลขาฯให้ไปตรวจสอบว่า เจ้าของรถที่จอดขวางผมเป็นใคร แล้วช่วยจัดดอกไม้ให้หน่อย จะเอาไปให้เขา เลขาฯ ผมสงสัยว่า ทำไมต้องเอาไปให้ เขามากรีดยางรถแท้ ๆ
ไม่ใช่เลขาฯ เท่านั้น พนักงานทั้งออฟฟิศ ก็โกรธแทนหมด
คนที่กรีดยางรถผม เป็น เจ้าของบริษัททัวร์ ใหญ่สุดแห่งหนึ่ง เขาทำอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว แล้วผมก็เอากระเช้าดอกไม้ไปที่ออฟฟิศเขา คนละชั้นกัน ขอพบเขา แต่เขาไม่ออกมาพบ
ผมไม่ได้รับเชิญให้นั่ง และได้รับการยืนยันว่า นายเขาไม่อยู่ พอเห็นว่าคุณฝรั่งคนนั้นไม่มาพบ ผมเลยอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดให้ลูกน้องเขาฟัง บอกตั้งใจเอาดอกไม้มาขอโทษนายเขา !!!
ปรากฏว่า ก่อนเที่ยงวันเดียวกัน เลขาฯกับทีมงาน ก็เฮลั่น เพราะได้รับ ตะกร้าผลไม้ใหญ่มากพร้อมแชมเปญยี่ห้อแพง จากฝรั่งคนนั้น พร้อมจดหมายน้อย บอกทุกครั้งที่ได้กรีดยาง
เพื่อสั่งสอนคนไทยที่ไม่มีวินัย จะรู้สึกสะใจมาก แต่ผมมาแปลกที่เอาดอกไม้ไปขอโทษเขา และยังอธิบายเหตุผลด้วย เมื่อผมไม่โกรธที่โดนกรีดยาง เขารู้สึกไม่ดี และขอโทษผม
เป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่รู้สึกแบบนี้ ฝรั่งคนนั้นว่า
ไม่เท่านั้น ยังขอเป็นลูกค้า แต่ตอนนั้นมีลูกค้าเต็มมือจึงปฏิเสธไป และหลังจากนั้น การกรีดยางรถก็หายไปจากออฟฟิศด้วย
วิธีนี้ดีมากจริง ๆ ใครจะเอาไปใช้บ้างก็ได้ เชื่อว่าคุณดนัย ไม่หวงลิขสิทธิ์หรอก นี่แหละ หักหอกเป็นดอกไม้ ของจริง
หัวใจสีขาวของคุณดนัย ทำให้โลกนี้น่าอยู่จริง ๆ ท่านผู้อ่านเห็นด้วยมั้ย....
ดาวประกายพรึก
เพื่อไทยแจงสื่อนอกนองเลือด 10 เม.ย.รบ.ต้องรับผิดชอบ
ที่มา มติชน ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ว่า ศูนย์ช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยประชาชน (ศชปป.) นำโดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.และนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ ร่วมแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรณีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา รวมไปถึงการเผยแพร่คลิปวีดีโอจำนวน 5 คลิป ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยมีสื่อมวลชนต่างประเทศเข้ารับฟังกว่า 10 คน
นายปลอดประสพ กล่าวว่า ข้อแรกในเรื่องที่ว่าใครเป็นคนสั่งให้มีการสลายม็อบ ในวันที่ 10 เมษายน เวลาประมาณ 16.00 น. ตนได้รับโทรศัพท์จากนักการเมืองระดับสูงว่านายทหารผู้มีอำนาจในการสั่งการต้องการหารือถึงสถานการณ์ทางการเมือง เพื่อหยุดยั้งสถานการณ์รุนแรงที่จะเกิดขึ้น โดยนายทหารบอกว่าจำเป็นที่จะต้องยึดพื้นที่คืนเพราะเป็นคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่การประชุมในช่วงเช้า ขณะนั้นทหารกับผู้ชุมนุมได้ปะทะกันที่แยกมิกสกวัน ทหารบอกว่าได้รับคำสั่งต้องปฏิบัติแต่ไม่ต้องการเดินหน้าต่อไป เขาอยากทำความตกลงว่าขอให้ใช้สะพานมัฆวานเป็นเส้นแบ่งกั้น ในที่สุดก็ตกลงกันโดยทหารอยู่ทิศเหนือประชาชนอยู่ทิศใต้ของสะพานและไม่มีการใช้กำลังต่อไป ถึงตอนนี้พิสูจน์ว่านายอภิสิทธิ์สั่งการ แต่ทหารไม่อยากปฏิบัติตามจึงเห็นการปฏิบัติแค่ครึ่งๆ กลางๆ เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลยก็ถูกจะสอบวินัยและมีโทษรุนแรง
นายปลอดประสพ กล่าวอีกว่า ในการประชุมที่สำคัญกว่านี้ตนก็ได้รับการตนได้รับติดต่อเข้ามาอีก ซึ่งตนเดินทางไปสะพานผ่านฟ้าฯในเวลา 19.00 น. เมื่อไปถึงเห็นคนเสื้อแดงจำนวนเป็นหมื่นคน คิดว่าไม่น่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นแล้วเพราะคนมาจำนวนมาก และไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ว่าในขณะนั้นมีเฮลิคอปเตอร์บินเข้ามาและเริ่มโปรยแก๊สน้ำตาช่วงแรกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากนั้นเฮลิคอปเตอร์ก็บินมาปล่อยแก๊สน้ำตาที่เวทีปราศรัย โดยในขณะนั้นมีโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าประสงค์ที่จะยุติการปฏิบัติการ ทางฝ่ายทหารบอกว่าจะขอหยุดปฏิบัติการโดยถอยไปคนละ 500 เมตร ตนก็ถามกลับไปว่ามาเริ่มต้นทำไมตอนกลางคืนซึ่งมันอันตราย เขาก็พูดเหมือนในช่วงบ่ายว่านายกรัฐมนตรีบอกว่าต้องยึดพื้นที่ทั้งหมดให้ได้ภายในวันนี้
นายปลอดประสพ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้อยู่ในจุดที่มีการยิงปะทะกันจริงๆ ก็ไม่ทราบปัญหา แต่ตอบกลับไปว่าจะแพ้แล้วหรืออย่างไรจึงขอเลิก เขาตอบมาว่าตนไม่รู้หรือว่ามีการยิงระเบิดเข้าไป 2 ลูก และทำให้ทหารของเขาบาดเจ็บ ก็ตอบว่าไม่รู้เพราะไม่คิดว่าเสื้อแดงจะมีระเบิด ถ้าไม่อยากจะปฏิบัติตามที่นายกรัฐมนตรีสั่ง ตนจะติดต่อกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ปราศรัยอยู่บนเวทีให้ประกาศให้ ระหว่างนั้นนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.มาถึงเวทีพอดี ก็บอกปลายสายไปว่าทางโน้นจำเป็นต้องแต่งตั้งผู้มีอำนาจมาเจรจาการแยกทัพ จะพูดกันแค่นนี้ไม่ได้ และภายใน 5 นาทีทางโน้นก็ตอบมาว่าจะให้ นายกอร์ปศักดิ์ สภาสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เจรจากับนายจาตุรนต์ และนายกอร์ปศักดิ์ก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าตกลงให้แยกกำลังออกจากกัน
นายปลอดประสพ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการพิสูจน์ว่าการตัดสินใจในการสลายการชุมนุมในเวลากลางคืน เป็นการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองคือรัฐบาล ดังนั้น ความผิดพลาดทั้งหมดจึงเป็นความผิดพลาดของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ สำหรับทหารแม้ว่าจะต้องรับผิดบ้างแต่เป็นการทำตามคำสั่ง และเห็นว่าเป็นการทำหน้าที่เพียงครึ่งเดียวและก็หยุดดังที่ปรากฏทั้งในช่วงบ่ายและค่ำ อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาแล้วรัฐบาลก็ได้ปั้นภาษาขึ้นมาใหม่คือคำว่าผู้ก่อการร้าย โดยภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา มีการยิงระเบิดเอ็ม 79 ทุกคืน แม้แต่ห้อง ผบ.ทบ.ก็ถูกยิง 2 ครั้งรัฐบาลไม่เคยบอกว่าใครยิง และไม่เคยบอกว่าผู้ก่อการร้ายยิง หรือมีผู้ก่อการร้ายอยู่ใน กทม.แต่หลังจากคืนวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลจึงประกาศว่ามีผู้ก่อการร้ายใน กทม.และยิงทหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
"อยากให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศอย่าได้ไปเชื่อคำพูดเหลวไหล เลอะเทอะ ของกวีเฮงซวยพวกนี้ เขาต้องอ้างผู้ก่อการร้ายเพราะกลัวความรับผิดชอบว่าต่อไปนี้ผู้ก่อการร้ายเป็นคนยิงทหาร และประชาชน แต่วันนี้ผู้ก่อการร้ายสาบสูญไปแล้วเพราะไม่มีตัวตน และหายไปพร้อมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี" นายปลอดประสพ กล่าว
นายปลอดประสพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าพื้นที่ราชประสงค์อันตราย มีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวอยู่พร้อมที่ยิงทหารและประชาชน และให้ประชาชนบอกญาติพี่น้องว่าอย่ามาร่วม แต่ปรากฏว่ายิ่งรัฐบาลประกาศคนก็ยิ่งมาเพิ่มขึ้น เพราะว่าทุกคนต้องการที่จะเขียนประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในครั้งนี้ เขารู้สึกเสียโอกาสที่ไม่ได้ร่วมต่อสู้ในวันที่ 10 เมษายน จึงรอโอกาสให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกโดยไม่กลัว และถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกก็ขอเชิญผู้สื่อข่าวต่างประเทศไปดูได้ คนเสื้อแดงจะสู้มากกว่าเดิมอีกมันจะได้จบๆ กันเสียที วันนี้มีชาวต่างจังหวัดเข้ามาจำนวนมากเพราะว่าหมดสงกรานต์แล้ว จึงอาจจะขยายพื้นที่การประท้วงให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่ว กทม.มันจะได้หมดเรื่องหมดราว ที่พูดตนไม่ได้ขู่แต่มันเกิดขึ้นจริง นอกจากนั้น ในการชุมนุมครั้งนี้มีทหารตำรวจเข้ามาในฐานะประชาชนธรรมดาอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ปะทะคนพวกนี้เขาก็ต้องช่วยเหลือพวกพ้องเพราะถูกฝึกมาอย่างนั้น แต่คนพวกนี้กลางวันอยู่กับรัฐบาล ในย่ามมีเสื้อสีแดงส่วนกลางคืนอยู่กับเรา และกินแตงโมด้วย ทั้งนี้ สำหรับคนที่โทรศัพท์มาพูดกับตน ถ้าได้เป็นรัฐบาลแล้วตนจะบอก คนที่รู้เรื่องนี้ดีก็มีนายกอร์ปศักดิ์ นายจาตุรนต์ และตน ซึ่งก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
185 นักเรียนนักศึกษาออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา-จัดเลือกตั้งใหม่
ที่มา มติชน จดหมายเปิดผนึกถึง รัฐบาล แกนนำนปช. ผู้ร่วมชุมนุม และคนกรุงเทพฯ เพื่อสร้างความเข้าใจและเสนอ "ทางออก" ของสังคมจากสภาวะความขัดแย้งทางการเมือง และความรุนแรงในปัจจุบัน โดย 185 นักเรียนนักศึกษาไทย ในประเทศและต่างประเทศ ในแง่นี้เราไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงประการหนึ่งได้ว่ารัฐบาลได้เข้ามามีส่วนในการสร้างความแตกแยกของทรรศนะของผู้คนในสังคมตรงจุดนี้ด้วย เช่นการเลือกใช้ภาพเหตุการณ์ต่างๆในการนำเสนอความจริงชุดหนึ่ง การสร้างคำนิยามของ "ผู้ก่อการร้าย" ขึ้นมาในกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งได้ก่อให้เกิดกระแสความเกลียดชังให้กับผู้คนจำนวนหนึ่งในกรุงเทพฯที่ได้มีความเกลียดชัง หรือรำคาญใจกับผู้ชุมนุมอยู่เป็นทุนเดิมเนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมในพื้นที่ต่างๆในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณสี่แยกราชประสงค์ แต่ในขณะเดียวกันนั้นผลในทางกลับกันคือการสร้างความโกรธแค้นและเกลียดชังที่กลุ่มผู้ร่วมชุมนุมซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ในวันดังกล่าวมีต่อรัฐบาลให้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเป็นทวีคูณ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมาซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำการบุกจู่โจมจับแกนนำนปช.ที่โรงแรม SC Park นั้น ยิ่งทำให้สถานการณ์ที่เป็นอยู่เลวร้ายลงไปอีกโดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้ยิ่งกระพือความโกรธแค้นของผู้ชุมนุมที่มีต่อรัฐบาล และภาพรวมของสถานการณ์ที่เป็นอยู่ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งได้ถูกควบคุมตัวไว้โดยกลุ่มผู้ชุมนุม จนกระทั่งนำมาสู่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันดังกล่าว ที่ได้มีการแต่งตั้งมอบหมายให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้ารับผิดชอบในเขตพื้นที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้นั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นสัญญาณบางอย่างที่อาจเป็นเค้าลางของความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ และยิ่งส่งผลให้สถานการณ์ที่ความขัดแย้งและเกลียดชังได้ลามไปสู่ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่าง ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ กับผู้ชุมนุม ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีกและรังแต่จะทำให้ปัญหาต่างๆฝังรากลึกมากยิ่งขึ้นและยากแก่การแก้ไข ในการนี้ทางเราในฐานะที่เป็นการรวมกลุ่มของนักเรียน นักศึกษา ทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองและปฏิเสธความรุนแรงที่เกิดขึ้นและอาจเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอันใกล้ จึงขอเสนอทางออกให้กับสังคมดังต่อไปนี้ ประการแรก เป็นการแสดงความรับผิดชอบของคณะรัฐบาลทั้งคณะต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดดังกล่าว ตลอดจนเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของตนในการปล่อยให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง คือเป็นอิสระจากอำนาจของรัฐบาลชุดนี้แล้ว ประการที่สอง เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหาพื้นฐานที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้อ้างเหตุผลในการชุมนุม เพราะการเลือกตั้งใหม่ย่อมนำมาสู่การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้พิจารณาและไตร่ตรองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ตนต้องการอีกครั้งหนึ่ง การยุบสภาจึงเป็นทางเลือกที่รัฐบาลควรกระทำมากกว่าการสลายการชุมนุม ทั้งนี้เพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งในระยะเวลาอันใกล้ ประการแรก ไม่มีสิ่งใดที่รับประกันว่าพรรคเพื่อไทย หรือพรรคใดๆ จะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป อีกทั้งการยุบสภาจะสามารถปลดเงื่อนไขของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ได้ในทันที ประการที่สอง ถึงแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยจะได้รับเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล แต่จากบทเรียนที่เกิดขึ้นนั้น การชุมนุมใดๆ เพื่อเรียกร้องให้เกิดการยุบสภาหรือการลาออกของผู้นำรัฐบาลนั้น ย่อมมิอาจสำเร็จได้หากรัฐบาลชุดนั้นๆ ไม่สร้างเงื่อนไขสำคัญ ให้กลุ่มใดๆ นำมาใช้เป็นข้ออ้างในการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้คนขนาดใหญ่ ประการที่สาม ที่สุดแล้วการชุมนุมของกลุ่มใดๆไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือกลุ่มอื่นๆนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นมิใช่สิ่งที่เป็นปัญหาเพราะการชุมนุมโดยสงบของกลุ่มใดๆนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ตามกรอบของระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่ต้องพึงระวังจึงมิใช่การชุมนุมหากเป็นการไม่เปิดโอกาสให้ความรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นได้อีก มากไปกว่านั้นเราอาจต้องยอมรับว่าเกือบทุกกรณีในอดีตของรัฐไทยที่ผ่านมาสิ่งที่จะสามารถล้มรัฐบาลได้นั้นมิใช่การชุมนุมโดยตัวของมันเอง การชุมนุมทางการเมืองขนาดใหญ่อาจเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นแต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอต่อการล้มรัฐบาล แต่เป็นเพราะอำนาจนอกระบบที่แทรกแซงเข้ามาผ่านเงื่อนไขของความรุนแรงที่เกิดขึ้นหรือถูกอ้างว่าจะเกิดขึ้นในบริบทของการชุมนุม ดังนั้นก่อนที่ความรุนแรงระลอกต่อไปจะเกิดขึ้นหรือการแทรกแซงใดๆจะเกิดขึ้น และเพื่อธำรงไว้ซึ่งสิทธิของประชาชนทุกคน ยุติความขัดแย้ง และระงับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น อันจะส่งผลเสียให้กับประเทศมากไปกว่านี้ การประกาศยุบสภาโดยเร็วที่สุด หรืออย่างมากที่สุดภายใน 30 วันจึงเป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะนักเรียน นักศึกษาดังมีรายนามดังต่อไปนี้เห็นว่าเป็นทางออกที่รีบด่วนอย่างยิ่งของสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน
โดยสืบเนื่องจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ที่รัฐบาลตัดสินใจสลายการชุมนุมหรือ "ขอคืนพื้นที่" บริเวณถนนราชดำเนิน จนกระทั่งเปิดโอกาสให้ความรุนแรงได้เกิดขึ้น และก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของผู้คน และผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกาณณ์ดังกล่าวจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนั้นประกอบไปด้วยทั้ง เจ้าหน้าที่ซึ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในการสลายการชุมนุม และผู้ร่วมชุมนุม กระแสสังคมที่เกิดขึ้นทั้งในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเข้าสลายการชุมนุมและภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปอย่างหลากหลาย ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนการสลายการชุมนุม และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงนั้นความแตกแยกของกระแสสังคมนั้นอาจเป็นผลจากการรับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อที่มีจุดยืนแตกต่างกัน และเลือกที่จะเสนอแง่มุมของสิ่งที่เกิดขึ้นจากแง่มุมที่แตกต่างกันตามไปด้วย
1. เนื่องจากเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าชนวนของความรุนแรงที่ได้เกิดขึ้นและอาจเกิดขึ้นซ้ำในระยะเวลาอันใกล้นั้น ในแง่หนึ่งมีที่มาจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของรัฐบาล ในการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง และการตัดสินใจสลายการชุมนุม อันนำมาซึ่งเหตุการณ์ปะทะและความสูญเสียที่เกิดขึ้น อีกทั้งภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นสื่อของรัฐได้นำเสนอข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังและยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในระหว่างประชาชนด้วยกัน อีกทั้งภายใต้การดำเนินการของกระทรวง ICT รัฐบาลยังทำการปิดกั้นช่องทางการรับทราบข้อมูลทางเลือกของประชาชนอีกด้วย รัฐบาลจึงควรแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตน อย่างไรก็ตามการลาออกของนายกรัฐมนตรีนั้นคงมิใช่วิธีการแสดงความรับผิดชอบหรือทางออกที่ถูกต้องของปัญหาที่ได้เกิดขึ้น เพราะการลาออกนั้น อย่างมากที่สุดก็จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเพียงเฉพาะแต่ตัวของผู้เป็นนายกฯเท่านั้น หรือมากไปกว่านั้นก็เพียงแต่การปรับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี แต่มิได้นำมาซึ่งการแสดงความรับผิดชอบของคณะรัฐบาลโดยรวม หรือมากไปกว่านั้นความรับผิดชอบของพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งควรมีส่วนในการรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในการนี้ด้วยในฐานะของฝ่ายบริหาร มากไปกว่านั้นหากพิจารณาร่วมไปกับการอ้างเหตุผลในการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีเหตุผลสำคัญ ประการหนึ่งคือที่มาของรัฐบาลชุดนี้มิได้มีที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของประชาชน แต่มาจากการปรับเปลี่ยนขั้วทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลดังนั้นทางออกที่เหมาะสมกว่าจึงเป็นการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เพราะ
2. หากรัฐบาลได้ประกาศยุบสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้วทางแกนนำ นปช. ควรประกาศยุติการชุมนุมและงดเว้นการกล่าวปราศรัยที่จะมีผลในการสร้างความเกลียดชังให้เพิ่มมากขึ้นในระหว่างผู้ชุมนุม กับผู้คนบางส่วนในกรุงเทพฯและรัฐบาล และไม่มีการชุมนุมหรือการเคลื่อนไหวใดๆขึ้นอีกในระหว่างที่รัฐบาลทำการรักษาการในตำแหน่งอยู่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งใหม่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และผู้ร่วมชุมนุมควรเดินทางกลับภูมิลำเนาของตนและยุติพฤติกรรมที่อาจยั่วยุให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้
3. คนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นกลาง ตลอดจนกลุ่มต่างๆไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีอะไรก็ตามที่ออกมาชุมนุมตามจุดต่างๆของกรุงเทพฯ ในลักษณะที่อาจเป็นการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงขึ้นควรยุติการกระทำของตนเช่นเดียวกัน ซึ่งในสถานะของปุถุชนแล้ว ทางเราในฐานะของลูกหลานชนชั้นกลาง และส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯเช่นเดียวกัน ย่อมเข้าใจได้ว่าการกระทำของผู้มาร่วมกลุ่มเหล่านั้นมีที่มาจากความรู้สึกเดือดร้อน และเป็นการกระทำเพื่อตอบโต้การชุมนุมของผู้ชุมนุมเสื้อแดง แต่หากต้องการให้สถานการณ์ทั้งหมดคลี่คลายลงนั้นย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนกรุงเทพฯ และชนชั้นกลาง จำต้องยุติพฤติกรรมในการชุมนุมดังกล่าว ในที่นี้ย่อมรวมถึงพฤติกรรมการยั่วยุที่รังแต่จะก่อให้เกิดกระแสความเกลียดชังในหมู่ประชาชนด้วยกันเช่นที่ปรากฎในสื่ออินเตอร์เน็ต เช่น Facebook เป็นต้น ในขณะที่ผู้นำของกลุ่มเสื้อสีต่างๆที่ออกมาในระหว่างนี้นั้นหากมีความรักให้กับประเทศชาติ ก็ควรที่จะหยุดพฤติกรรมที่รังแต่จะส่งผลให้เกิดความแตกแยกของตนไว้ด้วยเช่นกัน
4. ต่อข้อโต้แย้งที่ว่า การเลือกตั้งใหม่อาจนำมาสู่วงจรอุบาทว์ของการจัดตั้งมวลชนเพื่อล้มรัฐบาลต่อไปอย่างไม่สิ้นสุดนั้น พวกเรามีความเห็นว่า
1.นายชยุตม์ ชำนาญเศรษฐ นักศึกษาปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2.นายศักดิ์สิทธิ์ สีลาเขต นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 3.นายนนทวุฒิ ราชกาวี นักศึกษาปริญญาโท คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 4.นายศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร นักศึกษาปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 5.นายฉัตรชัย ทองสุขนอก คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, 6.นางสาวสุนิสา บัวละออ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 7.นายเกื้อ เจริญราษฎร์ นักศึกษาปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 8.นายภวริษฐ์ ฉันทประยูร คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 9.น.ส. อจินไตย เฮงรวมญาติ นักศึกษาปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 10.นายวยากร พึ่งเงิน นักศึกษาปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
11.นายสมพล ชคัตประกาศ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 12.น.ส.วิชญา พรหมสวัสดิ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 13.นายรักนิรันดร์ ชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 14.นายธัชพงศ์ ศรีสุวรรณ นักศึกษาปริญญาโท Membrane Structure, Anhalt University of Applied Sciences, Germany., 15.น.ส.ธัญญธร สายปัญญา น.ศ.ปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 16.นายตฤณ ไอยรา School of International Development, University of East Anglia., 17.น.ส.แวววิศาข์ ณ สงขลา คณะ มัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร, 18.นางสาวอัชฌา ถิรนุทธิ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 19.นางสาวสิรยา ชุมนุมพร นักศึกษาปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 20.อาจินต์ ทองอยู่คง สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ธรรมศาสตร์
21.นางสาวนววิธ จิตต์วรไกร นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 22.อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 23.นายฮัสสัน ดูมาลี นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 24.การ์ตูน บุญมิ่ง นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 25.ภารุต เพ็ญพายัพ นักศึกษาป. โท คณะประวัติศาสตร์ Birkbeck College, 26.ณภัค เสรีรักษ์ น.ศ.ปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 27.นายวัฒนา ลาลิน นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 28.กิตติพงษ์ เรือนทิพย์ นักศึกษาป.โท School of International Development, University of East Anglia, UK, 29.อธิศนันท์ ซันกูล ปริญญาตรี คณะวิจิตรศิลป์ มหาวัทยาลัยเชียงใหม่, 30.วันชัย สินประจักษ์กุล มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
31.ทพ.ธีรวัฒน์ ทัศนภิรมย์ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 32.วันเฉลิม โภคกุลกานนท์ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 33.นายดิศพล ศิริรัตนบวร นักศึกษาชั้นปีที่สาม คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 34.กฤษณะ มณฑาทิพย์ School of Political Science and International Studies University of Queensland, 35.นางสาวกอปรทิพย์ อัจฉริยโสภณ นิสิตปริญญาเอก คณะสิ่งแวดล้อม, การพัฒนา และความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 36.วิป วิญญรัตน์ นักศึกษาป.โท Department of History, Birkbeck College, University of London, 37.บุญครอง พรพนาทรัพย์ School of Law, Indiana University, 38.ทัชชนก นิลพันธุ์ LL.M. Indiana University, School of Law, 39.บัญชา ทุนถาวร School of the Art Institute of Chicago, Visual Communication Design, 40.วรรณพร เตชะไกศิยวณิช S.J.D. Indiana University, Maurer School of Law
41.นายธนากร ธีรวัฒน์วรกุล นักศึกษาปริญญาโท LLM. Dundee University, Scotland., 42.กนกพร ขจรศิลป์ LL.M. University of California, Los Angeles, School of Law, 43.รุ่งทิพย์ จันทร์ธนะกุล นักศึกษาป.เอก คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, 44.รพีพัฒน์ พัฒนา ศศ.ม ภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 45.ริสา สายศร BBA. Assumption University, 46.นาถรพี วงศ์แสงจันทร์ International Development Department, School of Government and Policy, University of Birmingham, 47.ตะวัน มานะกุล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 48.นายเทอญ ฐิติเนื่อง Department of Accounting and Finance, University of Strathclyde, Glasgow., 49.ธนพงศ์ จิตต์สง่า น.ศ. ปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 50.นายภัทร บุปผาวัลย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
51.นายเมธี ชุมพลไพศาล ปริญญาตรี เภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 52.กรัณย์ กาญจนรินทร์ นักศึกษาสถาบันภาษา Institut d′Etudes Françaises pour Etudiants Etrangers Université Paul Cézanne Aix-Marseille3, 53.ณิชนันท์ ตัญธนาวิทย์ ป.โท สถาบันภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย ม.มหิดล, 54.นางสาวสุลักษณ์ หลำอุบล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย, 55.ชญานิน เตียงพิทยากร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 56.วิรุจ ภูริชานนท์ คณะ สถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 57.ศิริภัทร์ ทองสุขนอก คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, 58.วีระวรรณ แสนคำราง คณะสหเวชศาสตร์ ม.บูรพา, 59.วิชญาภรณ์ ศศิสกุลพร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 60.บดินทร์รัตน์ จันทน์ขาว คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
61.ทิวาพร ใจก้อน ป.โท ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 62.น.ส.วริศรา ตั้งค้าวานิช ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 63.นางสาว ภัชชารีญา ชัยได้สุข สาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ โรงเรียน พายัพเทคโนโลยีและบริหารธุรกิจ, 64.นายอภิรัตน์ สุนันทา สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ โรงเรียนพายัพเทคโนโลยีและบริหารธุรกิจ, 65.นางสาววันใหม่ หมื่นฤทธิ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะมนุษศาสตร์ (สื่อสารมวลชน) ,คณะนิติศาสตร์, 66.ชานนทร์ เตชะสุนทรวัฒน์ เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 67.นายวิศรุต บุนนาค ปริญญาตรี ภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่, 68.นรินทร์ จิตต์ปราณีชัย เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 69.นายสว่าง มีแสง นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 70.นางสาวปทุมรัตน์ ปานรัตน์ มหาวิทยาลัย Asia Pacific International University คณะ Biology
71.นายอดิราช ท้วมละมูล โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา, 72.นายสุทธิพงศ์ อาวะภาค คณะนิติศาสตร์ ม. สงขลานครินทร์, 73.น.ส.อันธิกา ทรงเผ่า คณะพลศึกษา เอกนันทนาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปี 2, 74.นายอภิรัตน์ ปานรัตน์ โรงเรียนเทพศิรินทร์ พุแค, 75.วชรพรรณ สิทธิโกศล นักศึกษาปริญญาโท(MBA)รามคำแหง, 76.นายวรพรต พัชตระชัย คณะBBA มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, 77.ตรัย ลาพินี นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 78.น.ส.เมลิน ชูธรรมสถิตย์ Economics, University of Waterloo, Canada, 79.นายฮัมเดร์ ยุนุ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 80.อรุษา ชัยชนะ สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
81.สมเกียรติ มูลทา BBA, ABAC, 82.นางสาวรุ่งนภา ธรรมชาติ บริหาร, หัวเฉียวฯ, 83.สิริมา บุตรสุทธิวงศ์ ป.โท ประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 84.ชัชชล อัจนากิตติ นักศึกษาปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 85.นายณัฐพล สวัสดี ศิลปกรรมศาสตร์ ม.กรุงเทพ, 86.นายธัชนนท์ ลักษณพรพงษ์ ปริญญาโท วารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 87.น.ส.วราภรณ์ สิทธิศักดิ์ธนกุล Communication Arts, Bangkok University International College, 88.ธิติพงษ์ ก่อสกุล นักศึกษาป.โท ชนบทศึกษาและพัฒนา ม.ธรรมศาสตร์, 89.รัฐนันท์ กิจนิธิไพศาล คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา (สำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา เดิม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 90.นายไพโรจน์ ศรีเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
91.นายสรไกร คำแก่น รัฐประศาสนศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิต, 92.นายนิวัตชัย ขยายแย้ม ศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, 93.ธีรวัฒน์ คงเที่ยง ศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, 94.ศศิธร ศรีเพชรางกูร คณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, 95.น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 96.พรเทพ โลมรัตนา การจัดการสารสนเทศ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา, 97.พนิดา เรืองสว่าง บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 98.กนกวรรณ ไตรยวงค์ เภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว, 99.วิชญา ศิระศุภฤกษ์ชัย ป.โท คณะพาณิชย์และการบัญชี ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 100.อธิคม จีระไพโรจน์กุล ป. โท คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
101.นายชนาธิป โพธิ์แก้ว คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพ เชียงใหม่, 102.โชติช่วง มีป้อม ป.โท พิพิธภัณฑ์ศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล, 103.นายณัฐ พัฒนศิริ School of Music มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, 104.จารุณี ธรรมยู นิสิตปริญญาโท ภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 105.นายอานันท์ สุขุมภาณุเมศร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 106.ภัทรกร บุญเสรฐ วิทยาลัยดุสิตธานี สาขาการจัดการโรงแรม, 107.สุพรรษา มิ่งขวัญ คณะศิลปกรรม สาขาคอมพิวเตอร์อาร์ต ม.รังสิต, 108.นายนรุตม์ เจริญศรี นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 109.นางสาวจิตรชนก คงจรัสพัฒน์ ป.ตรี คณะเทคโนโลยีการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 110.นฤมล กล้าทุกวัน นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
111.นส.ณัฐสุดา แก่นน้อย คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 112.นาย อดิศร กรอบกระจก คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 113.นาย ธนวัฒน์ ไพรวิจิตร โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย, 114.นางสาวเบญจรัตน์ อักษรเลิศสวัสดิ์ วิทยาลัยการบริหารและจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, 115.นางสาวปรางใส องพิสิฐ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 116.นางสาวนิตต์ณิชา โชติกเสถียร คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 117.นางสาวสลิสา ยุกตะนันทน์ นักศึกษาปริญญาโท Social and Political Thought, University of Warwick, UK., 118.ไชยรัตน์ ชินบุตร รัฐศาสตร์ การปกครอง รามคำแหง, 119.นางสาว ธนาภรณ์ ชุมพลไพศาล นักศึกษา วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล, 120.นายอธิวัฒน์ กิจวนิชย์ภาสุ นักศึกษาปริญญาโทภาคภาษาอังกฤษ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
121.นายณัฏฐ์ หงษ์ดิลกกุล นักศึกษาปริญญาโท-เอก คณะเศรษฐศาสตร์, Simon Fraser University, 122.นายวรุตม์ วรดิถี Economics, Swedish University of Agricultural Sciences, 123.ขวัญอรุณ โอภานนท์ ปริญญาโท รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 124.ภาณุ ชินผา นักศึกษาปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, 125.สุทธิอัตถ บุญชื่น MBA, California state University polytechnic Pomona, 126.ภาสวร ตั้งชัยพิทักษ์ บริหารธุรกิจ รามคำแหง, 127.นางสาวชนัญชิดา อนันตวิเชียร ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา, 128.นางสาวโมไนย โรจนภิมุข เครื่องสายสากล มัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนมัธยมสังคีตวิทยา กรุงเทพมหานคร, 129.หทัยญา บุญสะอาด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, 130.น.ส.อริสรา ฤทธิยา เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยเทคนิคบูรพา ปราจีนบุรี
131.นายวีรภัทร คันธะ นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 132.นางสาวสรัญญา ธีรวุฒิ คณะครุศาสตร์ ภาควิชาภาษาอังกฤษ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา, 133.นายสยาม ธีรวุฒิ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 134.ไพลิน ปิ่นสำอางค์ ศศ.บ.(ปรัชญา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 135.น.ส.ไอลดา ลิบลับ ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 136.น.ส. ประทุมรัตน์ นางแย้ม นักศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 137.สุธิดา ชลชลาธาร นักศึกษาปริญญาโท Faculty of Education, Early Childhood Studies Department, Roehampton University, 138.นางสาวศิริภรณ์ พุฒทาจู ปี4 ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 139.นายคเณศ จิวระโมไนย์กุล วิศวกรรมศาสตร์ ปี4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 140.กฤดิกร เผดิมเกื้อกูลพงศ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
141.สุรชิต วรรณพัฒน์ ปี3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 142.น.ส.ฐิตินันท์ บุญรอด ปี5 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 143.นายพงศกร พ่วงน่วม ปี3 บริหารธุรกิจ รามคำแหง, 144.สิทธิโชค พริ้งประยงค์ ปี5 คณะดุริยางคศิลป์ สาขาธุรกิจดนตรี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, 145.นายมารุต ตั้งวัฒนาชุลีพร, Ph.D. student in Institute of Medical Microbiology, Goettingen University, Germany., 146.น.ส.วีรวัลย์ ทิพย์ธวัชวงศา ปี 2 คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 147.น.ส. อักษราภัค ชัยปะละ นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 148.วิษณุ อาณารัตน์ ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 149.นส. อิสรีย์ เพชรบัวศักดิ์ ปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 150.รัชชานนท์ โชติพุฒศิลป์ เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
151.พัชร์ศร ทองสลวย คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 152.เพรียวพันธ์ เกริกพิทยา คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 153.โยธิน โบราณวรรณ คณะดุริยางค์ศาสตร์ ศิลปากร, 154.ธรรมนูญ จำคำ, Asia Pacific Management, Ristumeikan Asia Pacific University, 155.วิทย์ ประสมปลื้ม นักศึกษาปริญญาโท Master of Public Administration, Arizona State University, 156.วิมลวรรณ ลิ่วชวโรจน์ ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, 157.รูปพิมพ์ สุขพานิช Travel Industry Management, Mahidol University International College, 158.สันติ ปินทุกาศ นักศึกษาปริญญาโท คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 159.พรทิวา ขนอม นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 160.นายชัชพงษ์ โลหะบาล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
161.จิตติคุณ เลี่ยวจำนงค์ ป.ตรี คณะวิทยาศาตร์,คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พระนคร [พระนครเหนือ], 162.นางสาวชลธิชา ศรีทอง โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ศิลป์-คำนวณ ม.6, 163.นางสาวปวริศา คุณาวรนนท์ คณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ, 164.นายจิระวิน ตานีพันธ์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 165.ชาคร รุ่งเรืองไพฑูรย์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ธรรมศาสตร์, 166.นายอัคริศ ต้องทรัพย์อนันต์ น.ศ.ป.ตรีปี4 วิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร , ป.ตรี ปี2 รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 167.นายปฏิภาณ นิลศิริ นิสิตภาคบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (บัณฑิตปี 52 คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์), 168.นายกษิดิ์เดช ซาฮิบ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 169.นายมณเฑียร เลขาลาวัณย์ ครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, 170.นายณัฐพันธุ์ บุญเลิศ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
171.นายภาคภูมิ พลานุวัฒน์ เทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, 172.ภนิธา โตปฐมวงศ์ เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 173.น.ส. ธีรินทร์ ศรีประเสริฐ Mahidol University International College [MUIC], 174.สิริพล ธารีรัชต์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, 175.น.ส.ธัญลักษณ์ นิลศิริ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 176.ทรงกลด ขาวแจ้ง สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 177.ปรินทร์ ทองวรานันท์ School of Music ABAC, 178.นายพงศ์นเรศ อินทปัญญา นักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 179.ธนาวุธ ศรีสุข นักศึกษาปริญญาโทสาขาวิชา Bioinformatics มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีบางมด, 180.สมยศ สืบจากดี นักศึกษาปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
181.ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักศึกษาปริญญาโท Department of Political Science, University College London, 182.นายกิตติกร นาคทอง นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 183.นายฑภิพร สุพร คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 184.นางสาวอักษร สุดเสนาะ โรงเรียนหอวัง, 185.นายธนิสสร มณีรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
