WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, April 19, 2010

แม้วยันมาร์ค ยุบสภาเลือกตั้ง ประเทศสงบ

ที่มา ไทยรัฐ

สื่อต่างชาติเผย "ทักษิณ" เดินทางเข้าเกาะฟิจิแล้ว ด้าน รมต.ของฟิจิไม่ยืนยันอ้างถ้าเข้ามาลงทุนก็มีโอกาสได้เป็นพลเมือง ขณะที่สื่อรอยเตอร์รายงานว่าได้สัมภาษณ์ "แม้ว" ขณะแวะบรูไน เจ้าตัวลั่น "มาร์ค"ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่เท่านั้น...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 19 เม.ย. ภายหลังจากที่สื่อต่างประเทศได้รายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เคยติดต่อที่จะเดินทางไปลงทุนที่ประเทศฟิจิ หรือ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ เนื่องจากที่หมู่เกาะฟิจิไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน อีกทั้งหมู่เกาะดังกล่าวยังต้องการการพัฒนาในหลายๆด้านอย่างมาก

รายงานล่าสุด สื่อออนไลน์ชื่อดัง ของนิวซีแลนด์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะเข้าไปอยู่ที่หมู่เกาะฟิจิแล้ว ขณะเดียวกันทางด้านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ได้ออกมาแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้ามาอยู่อย่างพลเมืองคนหนึ่ง คงต้องพิจารณากันนาน แต่ถ้าจะเข้ามาลงทุน ก็มีโอกาสที่จะได้เป็นพลเมืองก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา15.34 น. (ตามเวลาในไทย) สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานถึงคำให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ระหว่างแวะจอดพักเครื่องบินเป็นเวลาสั้นๆที่ บรูไน หลังเดินทางกลับจากประเทศฟิจิของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องยุบสภาโดยทันทีและจัดการเลือกตั้ง เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างทหาร และกลุ่มผู้ประท้วง

"วิกฤติการเมืองต้องแก้ด้วยแนวทางการเมือง และหนทางเดียวที่มีสำหรับนายอภิสิทธิ์ก็คือยุบสภาและจัดเลือกตั้ง" อดีตนายกฯ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้สื่อสารกับกลุ่มคนเสื้อแดงมาเป็นเวลากว่า 2-3 สัปดาห์แล้วไม่ว่าจะ เป็นการโฟนอินหรือวิดิโอลิงก์ เพราะการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ไปไกลเกินกว่าที่จะเป็นแค่กลุ่มผู้สนับสนุนของตนแล้ว เพราะเบื้องต้นที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้ต่อสู้ก็เพราะเห็นว่าตนได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม แต่ขณะนี้ มีคนมากหน้าหลายตาขึ้น กำลังต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและประชาธิปไตย และต้องการให้กลุ่มคนชั้นสูงยุติการแทรกแซงประชาธิปไตย ส่วนการคัดค้านข้อเรียกร้องให้ยุบสภาของนายกฯอภิสิทธิ์ หมายความว่า นายอภิสิทธิ์ตั้งใจสั่งให้ปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงหรือไม่ก็อยากให้มีปฏิวัติ

อดีตนายกฯทักษิณ กล่าวเสริมด้วยว่าการปฏิวัติ ไม่ได้ง่ายเหมือนในอดีตแล้ว และต้องเผชิญการต่อต้านจากผู้คนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังระบุต่อไปว่า ตนมีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็งตามที่คนเจตนาไม่ดีปล่อยข่าวลือแต่อย่างใดและว่ายังไม่มีแผนเดินทางกลับไทยในช่วงนี้ ตราบใดที่ฝ่ายตรงข้าม ยังพยายามตามล่าจับตัวเขา อ้างกำลังมีความสุขดีที่ได้ใช้ชีวิตในต่างแดน หาเงินหาทองกับเพื่อนๆ.

อนุพงษ์ไฟเขียว ติดอาวุธ สกัดแดงบุกสีลม

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้บัญชาการทหารบก ติวเข้มผบ.พัน-ผบ.หน่วย ให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธป้องกันตัวเอง โต้เลือกปฏิบัติอุ้มม็อบพันธมิตรฯ อ้างสังคมไฟเขียวทหารติดอาวุธ สั่งทหารติดอาวุธจริง อ้างป้องกันตัวมิให้เกิดความสูญเสียซ้ำอีก......

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.เวลา 11.30 น. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงผลการประชุม ศอฉ.ช่วงเช้าว่า เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นค งในฐานะผอ.ศอฉ. เป็นประธานในการประชุม หลังจากนั้นได้มีการประชุมในส่วนของเจ้าหน้าที่ทหาร โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในฐานะ ผู้ช่วย ผอ.ศอฉ. เป็นประธาน

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในการประชุมรอบ 2 ที่ประชุมได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจในการปฏิบัติงานแก้เจ้าหน้าที่ทหาร ระดับ ผบ.พัน ผบ.หน่วย เพราะเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ต้องเผชิญกับการกดดันกับผู้ชุมนุมบางส่วน ซึ่ง ศอฉ. ต้องทำความเข้าใจว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่กังวลในการปฏิบัติงานไม่อยากจะใช้มาตรการรุนแรง ดังนั้นจึงได้มีการกำชับ และทำความเข้าใจกันใน 3 ประเด็น คือ 1.การปฏิบัติงานจะใช้หลักมาตรการสากลจากเบาไปหาหนัก 7 ขั้น โดยใช้มาตรการแต่ละขั้นตามความเหมาะสม ที่จะสามารถหยุดยั้งการปฏิบัติของกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะพยายามปฏิบัติผิดกฎหมายให้ได้ 2.จะต้องเป็นการดำเนินการสมควรแก่เหตุ และ 3.ต้องเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะทำร้ายเอาชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ พยายามกดดันเจ้าหน้าที่

ส่วนกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกาศจะเคลื่อนไหว หากรัฐบาลแก้ไขปัญหากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้ภายใน 7 วันนั้น พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า มีคำถามถามกันมาว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อสีต่างๆ ออกมาไม่ผิดหรืออย่างไร ทั้งนี้ในขั้นตอนทาง ศอฉ.ไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่การชุมนุมที่ผิดกฎหมายจะต้องเข้าหลัก 4 ประการ คือ 1.การกีดขวางการจราจรจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ แต่หากจะอำนวยความสะดวกเรื่องการจราจรก็เพียงพอที่จะอะลุ้มอะหล่วย 2.ขัดขวางการปฏิบัติของส่วนต่างๆ ไม่ว่าประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าออกนอกอาคารได้ 3.มีการประทุษร้าย 4.การขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่ ดังนั้น การชุมนุมเสื้อสีต่างๆต้องดูความเหมาะสม ไม่เข้าหลักเกณฑ์ก็อะลุ่มอะหล่วยได้

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้อาวุธในการป้องกันตัวเอง และวันนี้เชื่อมั่นว่า สังคมยอมรับ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ขอคืนพื้นที่ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ เราแลกชีวิตของพี่น้องทหาร รวมถึงประชาชนที่พลอยได้รับผลกระทบเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เพื่อจะทำให้สังคมเห็นว่า ทหารไม่ประสงค์ใช้ความรุนแรง และพยายามโอนอ่อนผ่อนปรนอยู่ตลอดเวลาจนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต ซึ่งเราพยายามทำทุกอย่างให้สังคมเห็นว่า ถ้าเราดำเนินการโดยไม่มีอาวุธป้องกันตัวเอง เมื่อถึงที่สุดจะเกิดผลเสียหายแบบนี้ ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องอาวุธ ทั้งนี้ผู้บังคับบัญชาพร้อมที่จะรับผิดชอบให้เจ้าหน้าที่ถืออาวุธ ซึ่งกฎหมายมีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้คำนึงเพียงกฎหมายอย่างเดียว จะคำนึงถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า ขอฝากถึงแกนนำนปช.ด้วยว่า กรณีกลุ่มเสื้อแดงระบุมีไอ้โม่งใส่ชุดดำถืออาวุธสงครามหลายชนิด จะนำอาวุธไปคืนต่อกลุ่มเสื้อแดงโดยจะส่งคืนเจ้าหน้าที่นั้น ขณะนี้อาวุธเหล่านั้นยังไม่ได้มีการนำมาคืน จะเก็บเอาไว้เองหรืออย่างไร ส่วนที่นายจตุพร พรหมพันธ์ุ แกนนำ นปช.ออกมาระบุคืนแล้วนั้น อยากถามว่าคืนกับใคร เพราะทางตำรวจแจ้งมายังไม่ได้รับคืน ซึ่งอาวุธที่หายไปรวมทั้งหมด 68 ชิ้น.

จงเลือกคำตอบให้ถูกต้อง:เสื้อแดงประท้วงสันติหุ้นขึ้น100จุดVSทรราชฆ่าประชาชนร่วง100จุด

ที่มา Thai E-News



ดัชนีชี้วัด-รปภ.เดินผ่านกระดานหุ้นของโบรกเกอร์แห่งหนึ่งในสำนักงานที่เซ็นทรัลเวิลด์ ทั้งนี้ในช่วงที่เสื้อแดงชุมนุมโดยสันติหุ้นขึ้น100จุด แต่พอรัฐบาลประกาศฉุกเฉินและปราบประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย หุ้นก็ร่วงลงมากกว่า 100 จุด นี่เป็นสิ่งที่นักธุรกิจผู้ชาญฉลาดควรเลือกให้ถูกต้องว่า..จะเอาอะไรระหว่างประชาธิปไตย กับเผด็จการ? เพราะคำตอบที่ถูกต้องมีอยู่เพียงข้อเดียวเท่านั้น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 เมษายน 2553

"หลังจากเกิดความรุนแรงทางการเมืองขึ้นในประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 21 ศพ และบาดเจ็บหลายร้อยคน มีลูกค้าจำนวนมากสอบถามมายังเรา ว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป รวมทั้งการลงทุนในตลาดหุ้นไทย?

นักวิเคราะห์หุ้นของเราได้แต่ตอบสั้นๆว่า"เรายังไม่รู้" และเรายังกังขาว่า ใครหละจะไปรู้"บทวิเคราะห์ของกองทุนอะเบอร์ดีน ที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวในตลาดหุ้นไทยมามากกว่า 20 ปีเกริ่นในรายงานล่าสุดของบริษัท(ดูรายละเอียด)


เสื้อแดงชุมนุมหุ้นขึ้น100จุด VSทรราชปราบประชาชนลง100จุด

ตลาดหุ้นไทยขึ้นสูงสุดที่ 820 จุดเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา แต่พอค่ำวันนั้นรัฐบาลประกาศฉุกเฉิน ตลาดหุ้นไทยก็ร่วงนรกลงต่อเนื่อง เปิดทำการวันจันทร์ที่ 19 เมษายน หลังเทศกาลสงกรานต์ ดัชนีราคาหุ้นร่วงลงมาที่ 714 จุดในภาคเช้า หรือลงมาแล้ว 105 จุด อย่างไรก็ตามในกลางภาคบ่ายดัชนีโงหัวขึ้นไปเขต 735 จุด หลังจากพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ แถลงข่าวว่า เขาได้ติดต่อราชเลขาธิการเพื่อขอเข้าเฝ้าฯเพื่อขอให้ในหลวงทรงดับวิกฤตการเมือง อย่างไรก็ตามไม่สามารถฝ่าด่าน 735 จุดได้ โดนเทขายลงช่วงท้ายตลาด

ดัชนีหุ้นวันจันทร์ 19 เมษายน ลงมาปิดที่ 726.29 จุด เทียบจากวันศุกร์ก่อนลดลง -9.87 จุด (-1.34%) มูลค่าการซื้อขาย 27,650 ล้านบาท

บบทเรียนที่ว่าประชาธิปไตยให้ผลดีอย่างไรต่อเศรษฐกิจ และเผด็จการพ่นพิษต่อเศรษฐกิจขนาดไหน ดูจะมีคำตอบจากตลาดหุ้นในช่วงที่เกิดการชุมนุมของคนเสื้อแดง และการลงมือปราบปรามประชาชนของทรราชหุ่นเชิด

ทั้งนี้ในช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาเริ่มจากวันที่ 12 มีนาคม ตอนนั้นดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่720จุดจากนั้นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติแห่ซื้อ 30 วันทำการติดต่อกัน มูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านบาท และก่อนที่จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 7 เมษายน 2553 ขึ้นไปที่ 820จุด หรือขึ้นมาร่วม 100 จุด เพราะนักลงทุนเห็นว่าการชุมนุมยังเป็นไปโดยสันติ

แต่พอค่ำวันที่7เม.ย.รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พอตลาดหุ้นเปิดทำการมาวันรุ่งขึ้นตลาดหุ้นก็ร่วงลงตลอดทั้งวัน โดยในวันที่8เมษายนปิดลบไปเกือบ30จุด โดยร่วงตั้งแต่เปิดทำการ หลุดด่าน800ลงไปต่ำสุดแถว 780จุดช่วงกลางภาคบ่าย หรือร่วงลงจากวันก่อน 32 จุดหรือ-3.9% เนื่องจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศวิตกว่ารัฐบาลจะสลายการชุมนุมเสื้อแดง

นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิออกมา1,402ล้านบาท เป็นการขายสุทธิหนแรกในรอบ 31 วันทำการ หลังจากหน้านี้ได้ซื้อสุทธิมาอย่างต่อเนื่อง

พอวันที่ 9 เมษายน เมื่อกลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนพลไปเฉพาะสถานีดาวเทียมไทยคม ปทุมธานี ยึดดาวเทียมไทยคมคืนได้ ทำให้นักเล่นหุ้นคลายความวิตก หันมาช้อนซื้อหุ้น ส่งผลให้ดัชนีดีดขึ้นมาบวก

พอวันเสาร์ที่10เมษายน เกิดเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนเสียชีวิตนับ 20 ศพ พอวันจันทร์ที่12ก็ร่วงยาวต่อเนื่อง มาจนเปิดทำการหลังหยุดยาวสงกรานต์ เมื่อเปิดทำการในวันที่ 19 เมษายน 2553 ดัชนีตลาดหุ้นร่วงลงไปที่ 714 จุด หรือนับจากวันที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 7 เมษายนเป็นต้นมา หุ้นร่วงลงติดลบแล้ว106จุด

เห็นกันชัดๆไปเลยว่า ตลาดหุ้นชอบประชาธิปไตยหรือฝักใฝ่เผด็จการ เพราะตอนเสื้อแดงชุมนุมไม่มีเรื่องอะไรขึ้น100จุด พอเผด็จการปราบประชาชนลงเกิน 100 จุด

เวบไซต์ชั้นนำวงการหุ้น www.eFinanceThai.com รายงานการสัมภาษณ์นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ดัชนีฯที่ปรับตัวลดลงแรง เพราะนักลงทุนเกิดความกังวลว่าจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น หลังรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

'ภาพมันเปลี่ยนหลังรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดความรุนแรง อาจสะท้อนถึงความยุ่งเหยิง นักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้น นางภัทธีรากล่าว

โบรกเกอร์ต่างชาติขวัญหนีย้ายเงินทุนไปตลาดหุ้นอื่น

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ ซึ่งเป็นโบรกเกอร์สัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทยรายงานบทวิเคราะห์ หลังเหตุปราบปรามประชาชนว่า

1) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มถูกปรับลดประมาณการณ์ (Downward 10FGDP) จากผลกระทบของเหตุการณ์ชุมนุม โดยล่าสุด Nomura ปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ โดยมีโอกาส60% ที่จะเติบโต 3.3% จากเดิม 3.8% และโอกาส 15% ที่จะลดลงเหลือเพียง1.5% ส่วน สศค.คาดลดลง -0.5% ถึง -1.8% จากประมาณการเดิม 4.5%

ในทำนองเดียวกัน ไทยยังคงมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกทบทวนเรตติ้งลงจากสถาบันจัดอันดับชั้นนำอีกครั้ง หากสถานะการณ์การเมืองรุนแรงมาก พิจารณาจาก แนวโน้ม Negative Outlook ต่อประเทศไทย เช่น S&P เมื่อวันที่ 13 เมย. S&P ได้ประกาศคงอันดับเครดิตตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศของไทยที่ BBB+ ส่วนตราสารหนี้สกุลเงินบาท คงอันดับเครดิตที่ A- และคง outlook Negative หรือ Moodys (13 เมย.) ยังคงอันดับเครดิตประเทศไทยที่ Baa1 แต่ระบุในรายงานล่าสุดว่ามี heightened degree of uncertainty เพิ่มขึ้น และคง Outlook ที่ Negative

2) สถานะการณ์การเมืองในประเทศยังคงกดดันตลาดหุ้นไทยให้ Underperform ตลาดหุ้นภูมิภาค หลังกลุ่มเสื้อแดงประกาศอาจเพิ่มการชุมนุมที่สีลม อังคารนี้ และกลุ่มพันธมิตรฯอาจออกมาชุมนุมครั้งแรกสัปดาห์หน้า

Nomura ได้แนะนำขายล็อคกำไรตลาดหุ้นไทย และย้ายการลงทุนไปยัง ตลาดหุ้นมาเลเซีย ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น และสิงคโปร์ ซึ่งได้ประโยชน์จากการส่งออกฟิ้นตัวตามการค้าโลกที่ดึขึ้น ทดแทน และไม่แนะนำ Buy on dips ในช่วงนี้ แม้ว่าตลาดหุ้นไทย ที่อิงจากประวัติศาสตร์ในอดีต ส่วนใหญ่จะ Overshoot ในช่วงแรกก็ตาม เนื่องจากระดับความเสี่ยงที่ปรับสูงขึ้น และให้จับตาทิศทางเงินบาทเทียบสกุลดอลล์สหรัฐฯ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ (วัดความเสี่ยงและทิศทาง) ต่อตลาดหุ้นไทยนับจากนี้เป็นต้นไป ดังนั้น การซื้อคืนคาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเมื่อดัชนีฯถดถอยแล้ว

ในปีนี้ โดยทางเทคนิค SET Index จะมีแนวรับสำคัญที่บริเวณ 730 จุด 716 จุด และ 666 จุด ส่วน SET 50 Index จะมีแนวรับสำคัญที่ 512 จุด 504 จุดและ 468 จุดตามลำดับ

"จากประสบการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นไทยของเรามากกว่า 20 ปี เวลาที่เกิดวิกฤตการณ์หนักหนาเช่นนี้ มักเป็นโอกาสดีสำหรับการซื้อเพื่อถือลงทุนระยะยาว"บทวิเคราะห์ของกองทุนอะเบอร์ดีนระบุในตอนท้าย

บทเดิม..คนเดิม จาก 6 ตุลา 2519 - เมษา 2553

ที่มา Thai E-News



ในวันที่ 6 ตุลา จำลองได้ใส่หมวกใส่แว่นดำนำพวกเข้าไปล้อมธรรมศาสตร์ จนนำไปสู่การสังหารหมู่นักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่พยายามปิดบังบาปกรรมนั้นไว้ไม่ให้ใครรู้ เหมือนนาซีที่สังหารเหยื่อ แล้วหลบหนีไปซ่อน


โดย ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
19 เมษายน2553

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-ผู้ก่อการร้ายพธม.ลอยนวล509วัน ยังมีหน้าขีดเส้นทรราชมาร์คปราบเสื้อแดงใน7วันไม่งั้นจะลุยเอง
-ปฏิรูปประเทศไทย(ให้ล้าหลัง) โดยพันธมิตรฯและเครือข่ายอำมาตย์

ไร้เงาหัวโจกผู้ก่อการร้าย-ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรจัดชุมนุมและแถลงข่าว โดยไร้เงาหัวโจกผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินคนสำคัญคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยจี้ให้รัฐบาลหุ่นเชิดปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยภายใน 7 วัน หากไม่เด็ดขาดขู่จะใช้กฎเถื่อนเข้าปราบปรามเอง


ณ ที่ประชุมแกนนำกลุ่มพันธมิตรทั่วประเทศภายในมหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อว้นอาทิตย์ที่ 18 เมษายน เสียงพลตรีจำลองประกาศดังลั่นว่า ถ้ารัฐบาลไม่จัดการกลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมอยู่ ภายใน 7 วันกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภายใต้การนำของเขาจะจัดการเอง เพื่อเป็นการปกป้องสถาบัน

ภาพที่เห็นคือแกนนำพันธมิตรนับร้อยนั่งประชุมกันอยู่ มีแกนนำนั่งอยู่บนเวที สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมีคนใส่เสื้อสีเหลืองไม่ถึงห้าคน มีคนใส่เสื้อสีชมพูมากกว่า แต่คนที่ใส่เสื้อธรรมดามีมากที่สุด ดูเหมือนพวกเขากำลังแปลงกายอีกครั้ง

แต่ไม่ว่าจะแปลงกายเป็นอะไร ประชาชนก็ยังจดจำพฤติกรรมในอดีตของผู้นำคนนี้ได้ดี คำกล่าวว่าจะจัดการพวกเสื้อแดงภายในเจ็ดวัน ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ผ่านไปสามสิบกว่าปีแล้ว อดีตนายทหารคนนี้จะหวนกลับมาใช้แผนอำมหิตอีกครั้งหนึ่งหรือ ?

เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 พลตรีจำลองเป็นผู้หนึ่งที่ได้นำฝูงชนที่ถูกปลุกระดมจากกลุ่มขวาจัดโดยใช้สื่อต่าง ๆของรัฐ และหนังสือพิมพ์บางฉบับ มีการจัดตั้งอย่างเป็นขบวนการ เช่นกลุ่มนวพล กระทิงแดง ฯลฯ จนนำไปสู่การสังหารหมู่นักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มีการยิงด้วยอาวุธสงคราม ซึ่งมีทั้งปืนกลธรรมดาและปืนสำหรับยิงรถถัง มีนักศึกษาถูกแขวนคอ ถูกตอกอก ถูกเผาทั้งเป็น ข้อกล่าวหาที่เด็กพวกนั้นได้รับก็คือ เป็นญวน เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นผู้ทำลายสถาบันฯ

หลังเหตุการณ์สังหารโหดถูกทั่วโลกรุมประณาม การพิสูจน์ในศาลก็ทำท่าว่าจะลุกลามไปเปิดโปงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ในที่สุดก็ต้องมีการนิรโทษกรรม เพื่อให้ผู้ก่อกรรมนี้พ้นผิดไป

ในครั้งนั้นไม่มีใครรู้ว่า พลตรีจำลองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้อย่างไร เขาพยายามปิดบังบาปกรรมนั้นไว้ไม่ให้ใครรู้ เหมือนนาซีที่สังหารเหยื่อ แล้วหลบหนีไปซ่อน เปลี่ยนชื่อแซ่ หลายปีที่เขาหลบซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากแห่งศีลธรรม

แต่ด้วยความที่เขาฝักใฝ่ในอำนาจ ในที่สุดก็ไม่อาจอดทนได้ ต้องกลับเข้ามาสู่แวดวงการเมือง ด้วยภาพพจน์ที่ดี ตั้งพรรคพลังธรรมขึ้นมา ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม และในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง ในท่ามกลางกระแสสูงของพรรคพลังธรรม เขาฝันว่าครั้งนี้เขาอาจได้เป็นนายกรัฐมนตรี เหลืออีกเพียงสามวันจะมีการเลือกตั้ง ลูกพรรคคนหนึ่งซึ่งปราศรัยอยู่บนเวที ก็ได้เผลอพูดถึงวีรกรรมของพลตรีจำลองอย่างภูมิใจว่า

ในวันที่ 6 ตุลา ท่านได้ใส่หมวกใส่แว่นดำนำพวกเขาเข้าไปล้อมธรรมศาสตร์


เพียงวันเดียวที่ข่าวออกไป คะแนนก็ตกฮวบ ความฝันที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหายวับไปกับตา พรรคที่ดีใจที่สุดในครั้งนั้นน่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ และเหตุการณ์นี้ได้ทำให้มีนักการเมืองหนุ่มหลุดรอดเข้ามาในสภาได้หนึ่งคน คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

วันนี้เขากลับมาอีกแล้ว ภายใต้หัวโขนของผู้นำพันธมิตร ฯแม้จะถอดเสื้อเหลืองออก ปลุกระดมคนหลากหลายมาเข้าร่วมแต่ก็มีคนรู้ทัน เพราะแผนที่ใช้ก็คงเป็นแผนเดิม เหมือนเมื่อครั้ง 6 ตุลา ข้อหาทำลายสถาบัน ฯเหมือนเดิม เปลี่ยนจากคอมมิวนิสต์เป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผู้สนับสนุนทักษิณ พยายามนำมวลชนอีกกลุ่มหนึ่งเข้าไปปะทะเพื่อให้ทหารออกมาปราบ

เพราะเรื่องเหมือนเดิม คนแสดงมีทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ แต่คราวนี้ไม่แน่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เพราะวันนี้พวกเสื้อแดงไม่ใช่หมูสนามเหมือนเด็กเล็ก ๆในธรรมศาสตร์แค่สามสี่พันคน ต้องติดตามดูว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร

คนเสื้อแดงได้รับของขวัญชิ้นแรกไปแล้วจากอภิสิทธิ์ สุเทพ และนายทหารที่นิยมความรุนแรงบางกลุ่ม พวกเขาได้รับของขวัญจากเบาไปหาหนัก คือกระบอง ลูกซองยิงกระสุนยาง แก๊สน้ำตา เอ็ม 16 ปืนซุ่มยิง รถสายพานหุ้มเกราะ แถมโรยหน้าด้วยเฮลิคอปเตอร์ยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ จากเบาไปหาหนัก เพียงแต่ให้เร็วไปหน่อย ตั้งแต่บ่ายถึงค่ำแจกครบทุกขนาน บาดเจ็บเป็นพัน ตายเกินยี่สิบ

ขนาดนี้กลุ่มพันธมิตร ฯยังไม่พอใจ บอกว่าจะขอจัดการเองภายในเจ็ดวัน

พวกเสื้อแดงระวังตัวให้ดี เตรียมใจให้ดี พวกเขาให้เวลาคุณเจ็ดวันเท่านั้น อภิสิทธิ์ สุเทพแค่สั่งให้ทหารบางกลุ่มยิงคุณ แต่ถ้าเป็นจำลองคุณอาจถูกเผาทั้งเป็นก็ได้ และต้องระวังว่าคนที่มาตอกอกคุณอาจเป็นเพื่อนคุณที่รอดตายไปเมื่อ 6 ตุลา 2519

อย่าประมาทไปว่าพวกพันธมิตรเป็นพวกขี้แย โดนแก๊สน้ำตาไม่กี่ลูกก็วิ่งไปฟ้องแม่ พวกเขายังมีกลุ่มคนพิเศษที่แต่งชุดดำ ๆมาบุกยึดทำเนียบได้เหมือนกัน ถ้าเขาไม่แน่จริงเขาไม่ยึดทำเนียบ ไม่ยึดสนามบินและประท้วงต่อต้านอำนาจรัฐเดิมได้ตั้งหลายเดือนหรอก

ที่ผ่านมาพวกคนเสื้อแดงได้ทำผิดพลาดด้วยการนั่งดูเฉย ๆ พวกเขาสนับสนุนการรัฐประหารคุณก็เฉย เขาทำการประท้วงนับครั้งไม่ถ้วนในรอบหลายปีคุณก็เฉย ความรู้สึกของพวกคุณช้ามาก เหมือนตอนฮิตเลอร์ตั้งพรรคนาซี ไม่มีใครต่อต้าน พวกเขาอ้างอุดมการณ์รักชาติจนคนคลั่งชาติอย่างพวกเขาเติบโตขึ้นมาจนทำลายยาก ผลสุดท้ายไม่เพียงเป็นปัญหาของชาติ ยังกลายเป็นปัญหาของภูมิภาคและของโลกอีกด้วย

มองไปที่แกนนำพันธมิตรวันนี้ ดูคล้ายคนที่มีอุดมการณ์ทั้งสิ้นแต่พวกเขาเข้าใจโลกปัจจุบันดีพอหรือไม่ พอเดาได้ว่าพวกเขามีเงินเดือนเลี้ยงชีวิต มีฐานะทางสังคมอยู่ในขั้นดี แต่พวกเขาไม่รู้จักคำว่า “ขาดทุน”เพราะไม่เคยเป็นผู้ลงทุน และไม่ใช่เป็นผู้ใช้แรงงานชั้นล่าง พวกเขาไม่เคยค้าขาย ไม่เคยทำการผลิตแบบอุตสาหกรรมและการเกษตร ที่จะเป็นปัญหาใหญ่ทางทัศนะคติที่จะมีผลต่อการพัฒนาประเทศ

พวกเขารู้แต่เรื่องอำนาจและการเมืองเท่านั้น

ดังนั้นการตั้งพรรคการเมืองใหม่ของพวกเขา คงไม่มีโอกาสตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาประเทศให้เป็นแบบสมัยใหม่ดังนานาอารยะประเทศได้ แม้แต่แนวคิดทางประชาธิปไตย พวกเขาก็ยังไม่ให้สิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่าเทียมกันเลย มีการเสนอระบบ 70 : 30 ในระบบประชาธิปไตย แม้โอกาสที่พวกเขาจะขึ้นมาบริหารประเทศมีไม่สูงนัก แต่โอกาสที่จะทำให้เกิดความเสียหาย เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศมีสูงมาก

เพียงมองย้อนหลังไปไม่กี่ปีก็จะรู้ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก็เริ่มต้นจากคนกลุ่มนี้นี่แหละ พวกเขาเริ่มเดินสู่ท้องถนนคะยั้นคะยอให้ทหารปฏิวัติครั้งแล้วครั้งเล่า สนับสนุนสิ่งที่เป็นสองมาตรฐานและสามารถพูดได้ว่า

เสื้อเหลืองทำให้เกิดเสื้อแดง
ทีวีจอเหลืองทำให้เกิดทีวีจอแดง


แต่ถ้าคุณไปถามเขาเรื่องนี้เขาจะตอบว่า สิ่งที่เขาทำถูกต้องเป็นสิทธิของเขา การยึดทำเนียบหรือยึดสนามบินเป็นเรื่องจำเป็น และเขาก็จะชี้นิ้วไปที่กลุ่มเสื้อแดงว่า การไปยึดถนนเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต้องจัดการให้เด็ดขาด

ดังนั้นวันนี้พลตรีจำลองได้เปิดเผยโฉมหน้าของเขาออกมาอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งแล้ว คนเก่าแผนเก่า เพียงแต่อยากจะเตือนว่ากลุ่มคนเสื้อแดงวันนี้ไม่ใช่เด็กละอ่อนสมัย 6 ตุลา เสียงโหวตให้พรรคไทยรักไทยนับล้าน ๆ เดิมเป็นเสียงโหวตธรรมดา แต่มีคนได้ป้อนปุ๋ยแห่งความอยุติธรรมหลังการรัฐประหาร ครั้งแล้วครั้งเล่า เพาะสร้างให้พวกเขาเติบโตแข็งแกร่งขึ้น เก็บงำความแค้นไว้ในใจ

วันนี้พวกเขาแค่ถือธงแดง ส่งตัวแทนจำนวนไม่มากนักเข้ามาในเมืองหลวง ข้อเรียกร้องให้ยุบสภาที่จริงเป็นข้อเสนอที่เล็กน้อยมาก ในท่ามกลางอากาศร้อน พวกเขาถือขวดน้ำเข้ามาพร้อมกับธงแดงตอนที่ต่อสู้กับรถหุ้มเกราะและปืน เขาก็ใช้ขวดน้ำเป็นอาวุธขว้างเข้าใส่ ไม่รู้ว่าตอนจบของการเรียกร้องครั้งนี้จะเป็นอย่างไร เป็นไปได้ที่เขาจะคว้าได้เพียงขวดน้ำ แล้วต้องกลับบ้านไปพร้อมกับขวดที่บรรจุน้ำเหลว ๆกลับไปเขตชนบทอีกครั้ง

สิ่งที่ติดตัวกลับไปคือบาดแผล สิ่งที่ฝังอยู่ในใจคือความเจ็บช้ำ แต่สิ่งที่ยกระดับขึ้นมาคือความรับรู้และประสบการณ์ ใคร ๆก็บอกแล้วว่า นี่ไม่ใช่การต่อสู้ครั้งสุดท้าย นี่ไม่ใช่การต่อสู้ม้วนเดียวจบ ในครั้งหน้าเขาต้องคิดว่า จะสู้แบบไหนดี

เขาจะใส่เสื้อสีแดงให้เห็นชัด ๆอีกมั้ย ?

เขาจะใช้หลักอหิงสาเหมือนเดิมหรือเปล่า ?

ใช้มือเปล่าแล้วจะแพ้หรือชนะ ? คิดว่าการต่อสู้จะยังมีอีกหลายยก


สำหรับเดือนเมษานี้ อีกไม่นานก็จะครบเจ็ดวันตามที่พันธมิตรลั่นปากไว้ รีบใช้วิธีเด็ดขาดจัดการไปเลย แล้วจะได้ดูหนังบู๊เรื่องยาว 10 เมษาที่ผ่านมาเป็นแค่หนังตัวอย่าง หนังเรื่องนี้ยังมีหลายภาคหลายตอน

อาจจะเห็นผลแพ้ชนะกันในระหว่าง 3-7 ปี.

การ์ตูน เซีย 19/04/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูน เซีย

รวมภาพ กองกำลังป้องกันบาร์อะโกโก้

ที่มา thaifreenews

เหมือนขอทานเลย อนาถ









อ๊ายๆๆๆๆๆ ผัวหนูเองค่า มาเฝ้าที่ทำงาน

หัวใจเผด็จการ

ที่มา โลกวันนี้


โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

ผ่านมา 1 สัปดาห์ยังไม่มีคำ “ขอโทษ” ในการสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน แม้แต่คำเดียวจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทั้งที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

นายอภิสิทธิ์ไม่เพียงไม่แสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำรัฐบาลและผู้สั่งให้สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง แต่กลับประกาศชัดเจนว่าจะสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่รวมตัวอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์แห่งเดียว โดยพยายามใช้สื่อของรัฐนำภาพและเหตุการณ์มากล่าวหา
และปลุกระดมให้ประชาชนเชื่อว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากผู้ก่อการร้าย
ซึ่งเชื่อมโยงกับแกนนำเสื้อแดงบางคน โดยเฉพาะนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

ขณะที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก็นำคลิปมาแถลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านสื่อกระแสหลักว่าทหารไม่ได้ทำร้ายประชาชน แต่เป็นการกระทำของผู้ก่อการร้าย พร้อมให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนกรณีนี้ แทนที่จะให้ตั้งคณะกรรมการอิสระที่เป็นกลางสอบสวนข้อเท็จจริง
และยืนยันว่า ศอฉ. จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งขณะนี้กำลังเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูกำลังพลและฟื้นฟูอาวุธยุทโธปกรณ์

ท่าทีของ ศอฉ. และนายอภิสิทธิ์จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่ากำลังพยายามบิดเบือน
และปลุกระดมเพื่อปราบปรามประชาชนเหมือนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
ขณะที่เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551ที่มีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่ปิดล้อมรัฐสภาและมีผู้เสียชีวิตเพียง 2 ราย นายอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ในขณะนั้นเรียกร้องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี รับผิดชอบทันทีด้วยการยุบสภา
เพื่อรักษาความถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

แต่พฤติกรรมของนายอภิสิทธิ์วันนี้ถูกมองว่าเป็นผู้นำที่ไม่มีหัวใจของความเป็นผู้นำ เพราะผู้นำต้องมีความรับผิดชอบต่อแผ่นดินและต่อปัญหาทั้งปวงที่เกิดขึ้น แต่กลับมุ่งมั่นที่จะใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือปราบปรามประชาชน โดยอ้างความชอบธรรมตามกฎหมายที่มีอำนาจในการสลายการชุมนุมตามหลักสากล ซึ่งที่ผ่านมาทำให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รัฐบาลและกองทัพอาจมีความผิดในฐานะอาชญากรสงครามที่ต้องรับโทษตามกฎหมาย

วันนี้นายอภิสิทธิ์ไม่สามารถปฏิเสธว่าเป็น “ผู้นำมือเปื้อนเลือด” หากยังสั่งให้มีการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงอีกก็คงหนีไม่พ้นมิคสัญญี
ที่อาจทำให้เกิดความสูญเสียและหายนะอย่างมหาศาล ซึ่งวันนั้นนายอภิสิทธิ์คงไม่ต่างอะไรกับผู้นำเผด็จการหรือทรราชในอดีตนั่นเอง

ทุ่งสังหารราชประสงค์

ที่มา โลกวันนี้


โดย ลอย ลมบน

การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ดูเหมือนว่าฝ่ายที่คุมเกม
และยกระดับกดดันเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆคือฝ่ายรัฐบาล ที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ไม่ว่าใครจะเสนอทางออกอย่างไร เรียกร้องให้ใช้สันติวิธีอย่างไร ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะหน้ามืดตามัวมุ่งแต่จะใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นคนเสื้อแดง
ที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูอย่างไม่ลดละ สังเกตได้จากถ้อยแถลงของโฆษก ศอฉ. ที่ฮึ่มฮั่มทุกวัน
ทำนองว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ต้องยอมสูญเสียบ้าง เพื่อให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความปรกติสุข

ท่าทีเช่นนี้เองที่ทำให้ไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่จะเกิดสงครามกลางเมืองหรือสงครามประชาชนครั้งใหญ่ได้อีกต่อไป ส่วนจะเกิดขึ้นเมื่อไรนั้นฝ่ายรัฐบาลกำลังรอเงื่อนไขเวลาเหมาะสมที่จะเข้าสลายการชุมนุมอีกครั้ง

ระหว่างที่รอเวลาก็ดำเนินการทำลายความชอบธรรมของคนเสื้อแดง
เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนเอาไว้เป็นเกราะคุ้มหัวเวลาที่เกิดความสูญเสียขึ้น

การก่อเกิดของกลุ่มคนเสื้อหลากสีที่เชียร์รัฐบาลให้ปราบปรามฝ่ายตรงข้าม คัดค้านการยุบสภา หากใครที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารมาเลย
ก็อาจจะคิดว่าประชาชนส่วนนี้เป็นกลุ่มพลังบริสุทธิ์
ที่ออกมาเป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะสื่อทั่วไป
ที่เสนอข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อหลากสีไม่ได้พูดถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของกลุ่มคนเหล่านี้

กลุ่มคนเสื้อหลากสีที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนรัฐบาล คัดค้านการยุบสภา
และให้ปราบปรามฝ่ายตรงข้าม คือ
กลุ่มคนที่แปลงร่างมาจากคนเสื้อเหลืองที่ให้การสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ และมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูอยู่ก่อนแล้ว

การขับเคลื่อนของกลุ่มคนเสื้อหลากสีจึงมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ไม่ใช่พลังบริสุทธิ์ ในขณะที่รัฐบาลก็รู้ดีแต่ก็ยังปล่อยให้คนกลุ่มนี้จัดชุมนุมสนับสนุนตัวเองได้ทุกวันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทั้งที่กรุงเทพฯอยู่ในช่วงประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินที่มีข้อห้ามจัดชุมนุมเกินกว่า 5 คน

ศอฉ. แถลงทุกวันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย แต่กลุ่มคนเสื้อหลากสีสามารถชุมนุมได้โดยไม่ผิดกฎหมาย และรัฐบาลก็ไม่เคยคิดจะเอาผิด ทำให้ความสองมาตรฐานเด่นชัดมากขึ้น

ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังเดินตามแผน 19 กันยายนโมเดล ที่สร้างภาพให้เกิดการแตกแยกระหว่างประชาชนเพื่อใช้กำลังเข้าจัดการอะไรบางอย่าง เพราะคนกลุ่มนี้เริ่มบีบคั้นมากขึ้นเรื่อยๆ กับการประกาศว่า
จะจัดการกับคนเสื้อแดงเองหากกองทัพไม่ยอมทำอะไร

แว่วมาว่ามีเงินจากที่ไหนสักแหล่งไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท
จ่ายให้เป็นค่าน้ำร้อนน้ำชา
ค่าเสียเวลาจัดคนมาเชียร์รัฐบาล จริงเท็จอย่างไรอยากให้คนที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง

แต่ยังโชคดีอยู่บ้างที่คนในกองทัพบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง แม้จะมีบางคนที่กระหายเลือดและกระหายอำนาจอยากจะจัดการขั้นแตกหักเต็มแก่
แต่ก็ยังทำอะไรได้ไม่ถนัดมือ

อยากให้จับตาดูการประชุมระหว่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กับผู้บังคับหน่วย

ระดับนายพล นายพัน ในวันที่ 19 ก.ย. นี้ให้ดี น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์เลยก็ว่าได้

แว่วมาอีกเหมือนกันว่า พล.อ.อนุพงษ์นั้นมีแนวคิดอย่างหนึ่ง หากดำเนินการไปตามแนวคิดที่ว่านั้นก็สุ่มเสี่ยงที่จะกระเด็นตกเก้าอี้ หรือถูกกันออกไปแล้วให้ใครบางคนที่กระหายเลือดมากกว่าเข้ามาแทน

ถ้าเป็นไปตามนี้แยกราชประสงค์อาจกลายเป็นทุ่งสังหาร จะทำให้เกิดการจลาจลนองเลือดครั้งใหญ่

ทุกอย่างจะต้องจบลงภายในเดือนเมษายนนี้แน่นอน เฮ้อ...อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

เอาเด็กมาเป็นนายกฯ เมื่อทำผิดก็ขี้ฟ้อง และแก้ตัวพัลวัล

ที่มา thaifreenews


โดย ลูกชาวนาไทย


ต้องทำใจนะครับว่าตอนนี้เรากำลังสู้กับเด็กที่ยังไม่มี maturity อย่างเพียงพอ เขายังคิดว่าเขาไม่จบมหาวิทยาลัย ลักษณะของเด็กคือ เมื่อทำผิดหรือ เกิดความผิดพลาด จะพยายามแก้ตัว หรือแย้งกันฟ้องก่อน การเข้าสลายม็อบ วันที่ 10 เมษายน นั้น หากนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ใหญ่และมีวุฒิภาวะเพียงพอ เขาจะแถลงการณ์ขอโทษ และขอรับผิดชอบรวมทั้งหาทางแก้ไข แต่นายอภิสิทธิ์ ทำในสิ่งตรงกันข้าม คือ แก้ตัว โยนความผิดให้คนอื่น (เช่นอ้างว่ามีผู้ก่อการร้าย) เป็นต้น ลักษณะนี้คือเด็กโดยแท้
อีกอย่าง ด้วยความเป็นเด็ก ของนายอภิสิทธิ์ จึงตกเป็นเครื่องมือ ผู้ใหญ่บางคนโดยง่าย เพราะคิดว่าตัวเองมีผู้ใหญ่หนุนหลังจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องกลัวใคร ไม่ต้องเกรงอะไร โดยหารู้ตัวไม่ว่า ตัวเองโดนหลอกใช้ เพราะคนสั่งไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ แค่คนที่รับผิดชอบคือ นายอภิสิทธิ์ เนื่องจากวุฒิภาวะไม่เพียงพอ เลยไม่เข้าใจโลก

หากเป็น นายชวน หลีกภัย หรือนายกฯอื่นๆ ที่มีวุฒิภาวะ สถานการณ์จะต่างกันออกไป เพราะแม้จะมีคน “แอบสั่งราชการ” นายกรัฐมนตรีที่อาวุโสทางด้านความคิด ก็ต้องคิดรอบด้าน ไม่อาจทำตามคำสั่งได้ทั้งหมด อย่างมากก็รับคำอือๆ ออๆ เมื่อ “ผู้ใหญ่ที่แอบสั่งราชาการถาม” เขาก็อาจตอบว่า ทำไม่ได้ครับ เพราะสถานการณ์ไม่อำนวย เป็นต้น

นายอภิสิทธิ์ กลับตรงกันข้าม โดยหลอกใช้ สุดท้าย บาปเคราะห์ทั้งหมด ก็ตกอยุ่กับอภิสิทธิ์ทั้งหมด
โง่เอง
เราสังเกตุได้ว่า “อำนาจบริหาร” ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ตอนนี้อยู่กับ กลุ่มคนที่ยังไม่มี “วุฒิภาวะ” ทั้งสิ้น เช่น อภิสิทธิ์ ปณิธาน เทพไท สาทิตย์ เป็นต้น คนที่มีอาวุโสในพรรค กระโดดหลบหมด ไม่ว่าไตรรงค์ หรือใครๆ

ผมว่า “สถานการณ์ร้อนๆ” แบบนี้ พวกผู้ใหญ่ เขาปล่อยให้เด็กๆ รับเคราะห์ไปแทน

จุดเปลี่ยนหรือจุดหายนะ?

ที่มา โลกวันนี้


โดย สุรชัย ปากช่อง

“วันนี้ในทางการเมืองความชอบธรรมหมดไปแล้ว เราเรียกร้องความรับผิดชอบจากนายกฯ จะลาออก หรือถ้ากลัวว่าลาออกแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะมีอำนาจ ท่านจะยุบสภาก็ได้ แต่ท่านไม่ควรเพิกเฉย เพราะถ้าไม่ทำอะไรก็เท่ากับทำร้ายบ้านเมือง และกำลังทำร้ายระบบการเมือง เพราะระบบการเมืองในวิถีระบอบประชาธิปไตย
ไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชนถูกทำร้ายจากภาครัฐ
แต่รัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ

และจนกว่าเราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ พรรคไม่สามารถเข้าร่วม ผมจึงได้ทำหนังสือปฏิเสธการเข้าร่วมเจรจาเพื่อตั้งคณะทำงานยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่ารัฐบาลไม่ได้แสดงออกถึงความจริงใจในการแก้ปัญหา ซึ่งพรรคจะติดตามสถานการณ์ต่อไป และจะทำทุกวิถีทางที่ทำได้ เพื่อรักษาความยุติธรรม และให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่เป็นเหยื่อในครั้งนี้”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงกับผู้สื่อข่าวหลังการสลายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บกว่า 400 คน
เรียกร้องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมขณะนั้น แสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภา ไม่ใช่ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง

แต่การสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 23 คน และบาดเจ็บ 852 คน นายอภิสิทธิ์กลับอ้างว่าเป็นมือของ “ผู้ก่อการร้าย” ไม่ใช่ทหาร ทั้งที่มาจากการสั่งสลายการชุมนุมของรัฐบาล

ดังนั้น วันนี้จึงมีหลายฝ่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศนำคำพูด
และการประกาศจุดยืนทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ที่ผ่านมา
เพื่อสะท้อนให้เห็นว่ามีสำนึกความเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตย
หรือเป็นแค่นักการเมืองที่โกหกปลิ้นปล้อน
และยึดผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องมากกว่าบ้านเมืองและประชาชน

อย่างที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาในทันที เพราะผู้นำต้องมีสำนึกความรับผิดชอบต่อแผ่นดินและต่อปัญหาทั้งปวงที่เกิดขึ้น

“ไม่ใช่มองว่าฉันเป็นรัฐบาล เขาเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เพราะอย่างนี้จะแก้ไม่ได้ ผมเสียใจที่พยายามพูดมานานให้คนคนนี้มีความสำนึกในเรื่องนี้ เพราะหัวใจเป็นเรื่องสำคัญมาก คนจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แต่ไม่ให้เกียรติกับคนที่เป็นคู่กรณี ไม่ตระหนักในความรู้สึกหรือปัญหาของเขา ไม่มีทางแก้ได้ เราแก้กันมามากแล้ว แก้กันมาตลอดชีวิตแล้ว วันนี้มันเกิดความอับอายมาก ผมไม่เคยเห็นเพื่อนฝูงในกลุ่มอาเซียนมีความรู้สึกต่อประเทศไทยหรือผู้นำของไทยเหมือนครั้งนี้เลย น่าเสียใจมาก”

เมื่อครั้งเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พล.อ.ชวลิตที่มีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรับผิดชอบในเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งในทันทีที่มีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บ

ที่สำคัญนายอภิสิทธิ์ยังพยายามโยนความผิดไปที่ “ผู้ก่อการร้าย” และประกาศที่จะสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงอีกครั้งเมื่อระยะเวลา กำลังทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ทุกอย่างมีความพร้อม ซึ่งแสดงว่าทั้งนายอภิสิทธิ์ กองทัพ และผู้มีอำนาจ ไม่ได้รู้สึกสำนึกและรับผิดชอบกับการเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนและทหารเลย

นายอภิสิทธิ์ยังหมกมุ่นแต่จะแก้ปัญหาทางการเมืองมากกว่าปัญหาของประชาชน เป็นนักการเมืองที่เชื่อในอำนาจ “นิติรัฐ” มากกว่าประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

จึงไม่แปลกที่นายอภิสิทธิ์จะเห็นดีเห็นชอบกับการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และอ้างความชอบธรรมตามกฎหมายที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยเพิกเฉยกับการเรียกร้องให้ยุบสภาและแสดงความรับผิดชอบใดๆ นอกจากการกล่าวหาว่าเป็นเพราะผู้ก่อการร้ายและการชุมนุมของคนเสื้อแดง

แต่นายอภิสิทธิ์กลับลืมคำพูดตัวเองที่เคยประณามรัฐบาลนายสมชายว่า รัฐบาลจะบริหารประเทศให้ดีขึ้นได้อย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 แล้วและไม่มีการแสดงความรับผิดชอบ แทนที่จะรักษาความถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลที่มาจากประชาชน เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้กับประชาชนต้องแสดงความรับผิดชอบก่อน

จึงมีการตั้งคำถามว่า “ยุบสภา” ใครคือผู้เสียหาย?

คำตอบคือ ยุบสภามีแต่นักการเมืองที่ “เสียหาย” ประชาชนมีแต่ “ได้” เพราะได้อำนาจของตนเองกลับคืน อำนาจที่จะตัดสินใจอนาคตของตัวเองและบ้านเมือง ไม่ใช่เป็นอำนาจของนักการเมืองคนใดหรือกลุ่มใด