ที่มา โลกวันนี้
บรรยากาศการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน
ขณะนี้ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าวิตกอย่างมากหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจใช้ความรุนแรง
โดยเฉพาะการฉวยโอกาสของมือที่สามซึ่งต้องการใช้ประโยชน์จากการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดง
ปัญหาขณะนี้จึงอยู่ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งยังแสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่สำนึกในความผิดหรือรับผิดชอบกับการเสียชีวิต
และบาดเจ็บจากการสั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง เหมือนบัวใต้โคลนที่นอกจากไม่มีความละอายต่อบาปแล้วยังเต็มไปด้วย
อวิชชาที่ฝังแน่น จึงไม่แปลกที่นายอภิสิทธิ์จะยืนยันว่าไม่ยุบสภาหรือลาออก อีกทั้งยังพยายามปลุกระดมให้คนไทยเกิดการเลือกข้าง
และเป็นศัตรูเพื่อเข่นฆ่ากันเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดึงกองทัพเข้ามาเป็นแกนหลักในการแก้ปัญหาบ้านเมืองยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียด
และอาจส่งผลต่อความรุนแรงจนนำมาสู่หายนะและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของบ้านเมือง
ดังนั้น การคลี่คลายสถานการณ์ที่จะนำมาสู่การเจรจาอีกครั้งจึงต้องเริ่มต้นที่รัฐบาล
โดยการแสดงความจริงใจด้วยการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงทันที
ขณะเดียวกันต้องยกเลิกการปิดกั้นและตรวจสอบการเสนอข้อมูลข่าวสารสื่อทุกชนิด
รวมทั้งยุติการใช้สื่อของรัฐปลุกระดมและสร้างความเกลียดชังโดยทันทีเช่นกัน
ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ต้องยืนหยัดในคำพูดที่จะไม่ใช้กำลังทหารแก้ปัญหาหรือทำร้ายประชาชน
เพื่อให้การเมืองแก้ปัญหาด้วยการเมือง เพราะเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ควรเป็นครั้งสุดท้ายที่คนไทยจะเข่นฆ่ากันเอง
ไม่ว่ารัฐบาล ทหาร หรือประชาชน จึงต้องมีความอดทน อดกลั้น และมีสติ เพื่อให้มีปัญญาที่จะแก้ปัญหาบ้านเมืองร่วมกัน
เพราะบ้านเมืองไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง
คนไทยทุกคนไม่ว่ายากดีมีจนจึงมีสิทธิที่จะตัดสินใจอนาคตของประเทศชาติ
เพราะรัฐบาลใดในโลก ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเผด็จการหรือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย
หากประชาชนไม่ยอมรับก็ไม่สามารถอยู่ได้ทั้งสิ้น
วันนี้นายอภิสิทธิ์จึงต้องยอมรับความจริงว่าไม่สามารถบริหารประเทศได้ตามปรกติอีกต่อไปแล้ว
จึงอยู่ที่การตัดสินใจว่าจะเสียสละและรับผิดชอบทางการเมืองเพื่อบ้านเมือง
หรือปราบปรามประชาชนและถูกประณามว่าเป็น “ทรราชมือเปื้อนเลือด”
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, April 21, 2010
บัวใต้โคลนตม
สมศักดิ์เจียมฯ:ถ้าสู้ถึงที่สุดแล้วก็ยังได้ไม่คุ้มเสีย ควรปรับใช้ยุทธศาสตร์สู้ยืดเยื้อดีไหม?
ที่มา Thai E-News
โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา บอร์ดคนเหมือนกัน
สิ่งที่เป็น bottomline (ฐานการวินิจฉัย) คือ 2 คำถาม และ 2 คำตอบ ต่อไปนี้
คำถามที่ 1- สิ่งที่อาจจะได้มาในการต่อสู้นี้ มีคุณค่ามากพอกับชีวิตที่เสียไปแล้ว 20(+5)ศพ (ไม่นับบาดเจ็บพิการ) และที่อาจจะสูญเสียอีก หรือไม่?
ขอให้สังเกตว่า ผมใช้คำว่า "สิ่งที่อาจจะได้มา" เพราะ ณ จุดนี้ ยังไม่มีอะไรที่ได้มาอย่างเด่นชัด
แต่ขอให้ลองคิดว่าสิ่งที่อาจจะได้มา จะมีอะไรบ้าง เรียงจากระดับ "ต่ำสุด" ถึง "สูงสุด" ได้ดังนี้(ก) ยุบสภา มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งอย่างเร็วที่สุดตอนนี้ (นับร่นไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป) คือ ประมาณเดือนต้นมิถุนายน
(ข) อภิสิทธิ์ ออกจากตำแหน่งนายกฯ
(ค) เปรม ออกจากตำแหน่งองคมนตรี
(ง) องคมนตรีหมดบทบาทในการแทรกแซงทางการเมือง
(จ) บทบาททหาร ตุลาการ และ กระบวนการ "ตุลาการภิวัฒน์" สิ้นสุด
(ฉ) xxx หมดอำนาจในการแทรกแซงทางการเมือง
(ช) ทักษิณ พ้นคดีต่างๆ กลับเข้าสู่การเมืองโดยปกติอีกครั้ง
หมายเหตุ: ผมละเว้น "ไม่ได้อะไรเลย" ออกไป ซึ่งความจริง ยังเป็นความเป็นไปได้อยู่เช่นกัน
กรณี (ช) ที่ผมเอาไว้หลัง (ค) ถึง (ฉ) ทั้งๆที่ ในแง่ประวัติศาสตร์ เป็นเรื่อง "เล็ก" หรือ "ขั้นต่ำ" กว่า นั้น เพราะในกรณีนี้ คิดในเชิง "เวลา" คือ ถ้าไม่ผ่าน (ค) หรือ (ง) ไปถึง (ฉ) โอกาสที่จะเกิด (ช) เป็นเรื่องยาก
ผมเว้นช่องว่างระหว่าง (ข) กับข้อที่ตามมา เพราะคิดว่า ข้อที่ตามมาจาก (ข) คือ (ค) ลงมา โอกาสเป็นไปได้ ยากยิ่งขึ้นอีกเยอะ เรื่องนี้ มีผลต่อคำตอบที่ผมให้ข้างล่าง (ดูคำอธิบายข้างล่างประกอบ)
คำถามที่ 2 - การสูญเสียในคำถามแรกซึ่งก็เป็นผลมาจากการปะทะทีเกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษา และอาจจะเกิดขึ้นอีก เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้หรือไม่?
....................
คำตอบของผม สำหรับ คำถามข้อ 1 คือ - ไม่ (ABSOLUTELY NOT)
คำตอบนี้อยู่บนฐานที่ว่า สิ่งที่อาจจะได้มา ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะเกิน (ข) แต่สำหรับผมต่อให้เป็น (ค) ผมก็ยังอาจจะตอบว่า "ไม่" เช่นเดิม ยกเว้นแต่เป็น (ง) ขึ้นไป แต่ถ้าเช่นนั้น อาจจะต้องตั้งกรอบในการถามใหม่
คำตอบของผม สำหรับ คำถามข้อ 2 คือ - ใช่ (ABSOLUTELY)
2 คำตอบ ต่อ 2 คำถามนี้ ไม่จำเป็นต้องออกมาในลักษณะเช่นนี้ หมายถึงว่า ถ้าคำตอบข้อแรกเปลี่ยนไป ไม่จำเป็นว่า คำตอบข้อหลังต้องเปลี่ยนตามด้วย คือ สมมุติว่า คำตอบว่า "ไม่" ในคำถามแรก (สิ่งที่อาจจะได้มา ไม่มีคุณค่าพอสำหรับการสูญเสียที่เกิดแล้วและอาจจะเกิดอีก) เปลี่ยนเป็น "ใช่" (เพราะปรากฏว่าสามารถได้มากกว่า (ข) อาจจะได้ถึงระดับ (จ) เป็นต้น) คำตอบข้อหล้ง ก็ยังอาจจะเป็น "ใช่" อยู่นั่นเอง แต่เรื่องนี้ ต้องพิจารณารูปธรรมอีก ซึ่งจะไม่อภิปรายในที่นี้ (เพราะไม่คิดว่า จะได้มากถึงระดับเกินข้อ ข)
ถ้าวิธีคิดเรื่อง bottomline (ทั้งคำถามและคำตอบ) ที่เสนอนี้ถูกต้อง ก็แสดงว่า การนำ (leadership) ของ นปช. อย่างน้อยที่สุด ต้องกล่าวว่า มีปัญหาอย่างยิ่ง (highly problematic) หรือถ้ายิ่งกว่านั้น คือ ผิด
ปล.2 ประเด็นว่า ความเป็นไปทางการเมืองและสังคม มีลักษณะ dynamic ที่ไม่สามารถเรียบเรียงในลักษณะเรียงลำดับเป็นขั้นๆเป็นตอนๆ ผมตระหนักดีอยู่ว่า มีความจำกัด แต่คิดว่า ไม่ถึงกับทำไม่ได้ เพื่อความชัดเจน
Gramsci's strategic recommendation (ข้อเสนอทางยุทธศาสตร์ของกรัมชี่) กับการต่อสู้ของ นปช
ผมกำลังพยายามเขียนบทความเรื่องหนึ่ง ให้ชื่อทำนองว่า Gramsci's strategic recommendation(ข้อเสนอทางยุทธศาสตร์ของกรัมชี่) โดยจะอภิปรายข้อความทีมีชื่อเสียงเป็นตำนาน (legendary passages) ของกรัมชี่ใน Prison Notebooks ว่าด้วย War of Position กับ War ofManoeuvre
บทความจริงๆต้องการให้เป็นบทความทางทฤษฎีวิชาการ ไม่ใช่เกี่ยวกับการเมืองปัจจุบัน แต่มีนัยยะบางอย่างเกี่ยวกับข้อเสนอทางยุทธศาสตร์ของกรัมชี่ ทีคิดว่า น่าสนใจ และอาจจะชวนให้คิดเกี่ยวกับปัจจุบันได้ ผมจึงนำมาเล่าให้ฟังก่อนอย่างสั้นๆ ดังนี้
สิ่งที่เป็นหัวใจของข้อเสนอทางยุทธศาสตร์ของกรัมชี่ คือ
ในประเทศที่สังคมมีพัฒนาการในระดับที่ค่อนข้างมากแล้ว คือมีความซับซ้อนมากขึ้นในแง่กลไกสังคมทางวัฒนธรรมต่างๆ การต่อสู้กับศัตรูในลักษณะโจมตีแบบรวดเร็ว, ฉับพลัน และซึ่งๆหน้า ชนิด "ม้วนเดียวจบ" (frontal war หรือ war of manoeuvre) ไม่อาจนำมาซึ่งชัยชนะแท้จริงได้ เพราะอำนาจแท้จริงของศัตรู มีฐานที่กว้างขวางซับซ้อนในสังคมมากกว่าเพียงแค่กำลังหรืออำนาจแคบๆเพียงหยิบมือเดียว (มีคนสนับสนุน เห็นชอบด้วยหนาแน่นในสังคม และในกลไกต่างๆ) ซึ่งเราสามารถเอาชนะด้วยการโจมตีแบบ war of manoeuvre แล้วชนะได้
ดังนั้น จึงควรใช้ยุทธศาสตร์แบบยืดเยื้อ "ขุดสนามเพลาะ" (trench warfare หรือ war of position) เอาชนะในแง่ของการเมืองและวัฒนธรรม ยึดเป็น "จุดๆ" หรือ "ที่มั่นๆ" ในแต่ละช่วง (one or several positions at a time) ไม่ใช่ทีเดียว (all at once) แบบ war of manoeuvre (เพราะทำไม่ได้ด้วย คือไม่สามารถเอาชนะด้วย frontal war ทีเดียว)
.................
ข้อเสนอทางยุทธศาสตร์ของกรัมชี่สามารถใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันของ นปช. ได้เพียงใด โปรดพิจารณา .....
บทเรียน จากอดีต อดีต เดือนตุลาคม 2516 พฤษภาคม 2535
ที่มา ข่าวสด
การคลี่คลายปัญหาวิกฤตชาติบ้านเมืองของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
เป็นเรื่อง "มิบังควร" เป็นเรื่อง "ดึงฟ้าให้ต่ำ"
แล้วเราจะมีความเห็นอย่างไรต่อการเคลื่อนไหวเพื่อ "ถวายคืนพระราชอำนาจ" เพื่อนำไปสู่ "การพระราชทานนายกรัฐมนตรี" ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2547 ต่อเนื่องถึงเดือนกันยายน 2548 และคึกคักเป็นอย่างมากในเดือนมกราคม 2549
กระทั่ง มีการเสนอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตชาติบ้านเมือง
คงจำกันได้ว่า ปัญญาชน นักวิชาการจำนวนมากต่างออกมาเคลื่อน ไหวเรื่องมาตรา 7
แม้กระทั่งองค์กรอิสระอย่าง สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาทนายความ ก็ร่วมออกแถลงการณ์แสดงความเห็นด้วยในเรื่องนี้
คงจำกันได้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เห็นด้วยกับแนวทางในเรื่องมาตรา 7
ขอถาม นายถาวร เสนเนียม ขอถาม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ หากกรณีของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นเรื่องมิบังควร เป็นเรื่องดึงฟ้าให้ต่ำ
แล้วจะประเมินกรณีมาตรา 7 ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าเป็นอะไร
ผู้คนที่ออกมาประณามหยามหมิ่นข้อเสนอของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คงจะลืมรายละเอียดของสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516 ไปแล้ว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีกระแสรับสั่งกับประชาชนทางโทรทัศน์ว่า
วันนี้เป็นวันมหาวิปโยคในประวัติศาสตร์ของประชาชนชาวไทยตลอดระยะเวลา 7-8 วันที่ผ่านมาได้มีการเรียกร้องและเจรจากัน จนกระทั่งนักศึกษาและรัฐบาลทำความตกลงกันได้
แต่แล้วการขว้างระเบิดขวดและยิงแก๊สน้ำตาทำให้เกิดการปะทะกันและมีคนได้รับบาดเจ็บหลายคน
ความรุนแรงได้ทวีขึ้นทั่วพระนครถึงขั้นจลาจลและยังไม่สิ้นสุด มีคนไทยด้วยกันต้องเสียชีวิตนับร้อย
ขอให้ทุกฝ่ายพึงระงับเหตุแห่งความรุนแรงด้วยการตั้งสติยับยั้งเพื่อให้ชาติบ้านเมืองคืนสู่สภาพปกติเร็วที่สุด
อนึ่ง เพื่อขจัดเหตุร้ายนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ลาออกจาก ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อค่ำวันนี้ ข้าพเจ้าจึงแต่งตั้งให้ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
ขอให้ทุกคนทุกฝ่ายร่วมกันสนับสนุนเพื่อคณะรัฐบาลใหม่สามารถบริหารงานแผ่นดินได้โดยมีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม และแก้ไขสถานการณ์ให้คืนสู่สภาพเรียบร้อยได้โดยเร็ว ยังความสุขความเจริญรุ่งเรืองให้บังเกิดแก่ประเทศและประชาชาวไทยโดยทั่วกัน
เป็นกระแสรับสั่งในตอนดึกของคืนวันที่ 14 ตุลาคม 2516
ไม่เพียงแต่สถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516 เท่านั้น หากแม้กระทั่งสถานการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ก็น่าศึกษา
นั่นเป็นเรื่องระหว่าง 1 พล.อ. กับ 1 พล.ต.
ภายหลังสถานการณ์นองเลือดเกิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเรียก พล.อ.สุจินดา คราประยูร กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าฯ
จากนั้น สถานการณ์อันเป็นปัญหาและความขัดแย้งก็ยุติลง
จากนั้น รัฐสภาก็นำชื่อ นายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงทรงพระปรมาภิไธย แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐ มนตรี
นั่นเป็นบทเรียนจากเมื่อปี 2516 และจากเมื่อปี 2535
เกียร์ว่าง
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
เป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน เมื่อรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำในเหตุการณ์ 10 เม.ย. สั่งทหารเข้าปะทะม็อบในยามวิกาล ทำให้มือที่สามเข้าแทรก จุดชนวนจนชาวบ้านล้มตายไปกว่า 20 ชีวิต ทำเอาสถานะของนายกฯอภิสิทธิ์ค่อนข้างร่อแร่
จึงนำมาสู่การตั้งข้อสังเกตที่ว่า ข้าราชการทุกส่วนใส่เกียร์ว่าง
โดยเฉพาะหน่วยงานหลักคือทหารและตำรวจ
แต่ข้อกล่าวหาเกียร์ว่าง ต้องแยกแยะ
ไม่ใช่เอาข้อหานี้มากดดันทหารและตำรวจ เพื่อให้ไล่ทุบตีม็อบอย่างบ้าคลั่ง
นั่นจะทำให้เลือดนองแผ่นดิน เป็นการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่เพียงแต่คิดและเชื่อต่างจากรัฐ
ทหารและตำรวจ ส่วนหนึ่งคงเกียร์ว่างจริง เมื่อเห็นรัฐบาลเปื้อนเลือดแล้ว คงไปได้ไม่ไกลแน่ ก็รีบตีตัวออกห่าง!?
แต่ทหาร-ตำรวจอีกส่วน ยังทำงานจริงจัง เพียงแต่ไม่ถวายตัวรับใช้รัฐบาลอย่างไร้เหตุผล
ยังทำงานอย่างเข้มแข็ง ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐผู้รับใช้ประชาชน ไม่ใช่ผู้รับใช้นักการเมือง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เป็นบุคคลหนึ่ง ซึ่งกองเชียร์นายกฯ โจมตีว่าเกียร์ว่าง
คงเพราะพล.อ.อนุพงษ์ พูดว่าปัญหาการเมืองต้องแก้ที่การเมือง เห็นควรต้องยุบสภา
เท่านั้นแหละ เลยไม่พอใจ!
ตั้งสติทบทวนความรู้สึกนึกคิดกันหน่อย ระหว่างรักนายกฯ กับการทำให้บ้านเมืองตกอยู่ภายใต้การใช้อำนาจรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อำนาจกองทัพเพื่อปกปักรัฐบาล ถึงขั้นมีทหาร รถหุ้มเกราะ รถถัง อยู่บนท้องถนนทั่วเมือง
หมดสิ้นบรรยากาศเสรีภาพ ประชาธิปไตย
คุ้มค่าหรือไม่
แทนที่จะดีใจ เมื่อผู้นำกองทัพยังเข้าใจหลักประชาธิปไตย
เข้าใจมากกว่าบางกลุ่มบางองค์กรทางการเมืองเสียอีก!
หันไปมองด้านตำรวจ ซึ่งถูกข้อหาเกียร์ว่างเช่นเดียวกัน
เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะนายกฯ ทำให้เดี้ยงคามือตัวเอง เมื่อไม่สามารถตั้งผบ.ตร.ได้ แล้วจะให้รักษาการผบ.ตร.ไปบัญชาการตำรวจในยามหน้าสิ่วหน้าขวานนี้ได้อย่างไร
ขวัญกำลังใจตำรวจหมดสิ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว เพราะรัฐบาลนี้ตัดทั้งงบฯเบี้ยเลี้ยง ตัดทั้งงบฯน้ำมันสำหรับสายตรวจทุกโรงพัก
แต่ครั้นจะไปว่าพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ใส่เกียร์ว่าง คงไม่ถูกต้องนัก
จริงๆ คือไม่มีเกียร์เลย!
ช่างกล้า
ที่มา ข่าวสด
"หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก" หลังเห็นความเคลื่อนไหวของแกนนำพันธมิตรฯ ที่ออกมายื่นข้อเรียกร้อง
สำคัญสุดคือขีดเส้นให้รัฐบาลสลายการชุมนุมภายใน 7 วัน!?
หากเป็นกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเสื้อสีชมพู หลากสี หรือนักธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากม็อบเสื้อแดง ยังพอรับฟังได้
แต่พอเป็น "เสื้อเหลือง" ออกมายื่นข้อเสนอนี้ก็ให้มึนงง
จะไม่งงได้อย่างไร ในเมื่อพฤติกรรมของเสื้อแดงยามนี้ แทบไม่ต่างจากเสื้อเหลืองในอดีต
ที่ไม่เหมือนเพียงสถานที่การชุมนุม เพราะเสื้อเหลืองยึดทำเนียบฯ และสนามบินเป็นสถานที่ชุมนุม
ส่วนเสื้อแดงยึดแยกราชประสงค์
พูดถึงความเสียหายในเชิงธุรกิจและการท่องเที่ยว ถึงนาทีนี้อาจจะบอกว่าใกล้เคียงกัน
แต่ถ้ามองชื่อเสียง(หรือเสีย) ของประเทศ เสื้อเหลืองยังนำอยู่หลายขุม
เพราะการเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบินสุวรรณ ภูมิ เป็นเรื่องอื้ออึงไปทั้งโลก
หรือความเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ก็แทบจะเดินตามชนิดก้าวต่อก้าวกับเสื้อเหลือง ที่พยายามให้เกิดการปะทะระหว่างผู้ชุมนุม กับรัฐบาล
มิเช่นนั้นเสื้อเหลืองที่ชุมนุมอยู่สะพานมัฆวานฯ ก็ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนพลเข้ายึดทำเนียบฯ
ว่ากันว่าห้วงนั้นแกนนำเสื้อเหลืองก็ไม่คาดว่าจะเข้าทำเนียบฯ ได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เพราะคิดว่าอย่างไรเสียตำรวจคงต้องป้องกันสุดฤทธิ์ จนเกิดการปะทะและความสูญเสีย
หลังจากเข้าไปแล้วก็ชุมนุมอยู่พักใหญ่ โดยรัฐบาลไม่สามารถทำอะไรได้ แม้จะออกหมายจับแกนนำ หรือฟ้องขับไล่ก็ไม่เป็นผล
ระยะเวลาทอดนานออกไป รัฐบาลไม่ยอมทำอะไร ม็อบที่เริ่มเหี่ยวลงเรื่อยๆ จึงเคลื่อนไหวอีกครั้งจนเกิดเหตุวันที่ 7 ตุลาคม
จะว่าไปแล้วเหตุการณ์ 7 ตุลา เมื่อเทียบกับ 10 เมษา ที่ผ่านมา มีความแตกต่างอันเป็นนัยสำคัญ
7 ตุลา ม็อบเหลืองเป็นฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวไม่ว่าจะเป็นการล้อมรัฐสภา หรือพยายามบุกเข้าไปในกองบัญชาการ ตำรวจนครบาล จนเกิดเหตุขึ้น
แต่เหตุการณ์ 10 เมษา ทหารได้รับคำสั่งให้สลายการชุมนุมของเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าฯ
จนเกิดความสูญเสียและเกิดข้อหา "ก่อการร้าย" ให้กับ ผู้ชุมนุม และ "กลุ่มที่มองไม่เห็น"
หลังเหตุการณ์ 7 ตุลา จะว่าไปก็คล้ายกับตอนนี้ที่รัฐบาลพยายามทำนิ่ง จนม็อบเหลืองทนไม่ไหวบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง
กระทั่งพรรคพลังประชาชน(ในขณะนั้น) โดนยุบ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกฯ
ม็อบเหลืองจึงมีทางให้ลง ตัดสินใจยุติการชุมนุม
โดยมีคดีความต่างๆ ติดตัวมากมาย แต่จนทุกวันนี้ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า
จึงเป็นเรื่องที่ "ช่างกล้า" อย่างยิ่ง ที่แกนนำม็อบเหลือง ที่เคยใช้วิธีการเดียวกันเพื่อล้มรัฐบาล
ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลใช้กำลังสลายการชุมนุมของม็อบแดง ที่เดินตามรอยกันมาติดๆ
คนเสื้อแดง-ชีวิตที่"ราชประสงค์"
ที่มา ข่าวสด
ม็อบเสื้อแดงย้ายจากเวทีผ่านฟ้าฯ มาปักหลักที่ราชประสงค์ ย่านธุรกิจสำคัญใจกลางเมืองหลวง
1.นาวิน บุญเสรฐ
2.นิสิต สินธุไพร
เรื่องกิน เรื่องอยู่ น้ำไฟ ห้องน้ำ และสาธารณูป โภคต่างๆ ของคนเสื้อแดงจะเป็นอย่างไร
เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้
นาวิน บุญเสรฐ
แกนนำนปช. ภาคเหนือ
พี่น้องจากภาคเหนือ มีทั้งหมด 17 จังหวัด ไล่ตั้งแต่นคร สวรรค์ขึ้นไป รวมทั้งจังหวัดอุทัย ธานีด้วย จะพักอยู่บริเวณ ถ.พระรามี่ 1
สภาพความเป็นอยู่ คิดว่าที่สะพานผ่านฟ้าฯ ดีกว่า เพราะมีร่มไม้และเต็นท์ที่พัก ซึ่งจะระบุชัดเจนว่ามีพี่น้องอยู่จุดไหนบ้าง แต่ในเรื่องการดูแลพื้นที่ ที่ราชประสงค์จะดูแลง่ายกว่า เนื่องจากที่ผ่านฟ้าฯ เป็นพื้นที่โล่ง พื้นที่ชุมนุมบางส่วนยาวไปถึงรัฐสภา ทำให้แกนนำไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง
เรื่องอาหาร หากครัวไหนพร้อมก็จะไปเบิกนำมาแบ่งกันกิน มีจุดเบิก มีอุปกรณ์ต่างๆ ครบ ตามสัดส่วนว่ามีกี่คน
ห้องน้ำก็ใช้รถสุขาเคลื่อนที่ของกทม. แต่ต้องบอกว่ามันยังไม่เพียงพอ ปัญหาที่พบคือพี่น้องบางส่วนไม่มีที่นอน ทำให้ต้องไปนอนอยู่ตามเต็นท์ของภาคต่างๆ
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องขยะ เมื่อมีคนมามากก็จะมีปริมาณขยะล้น บางจุดค้างไว้ 2-3 วันก็ยังไม่ได้เก็บ ทำให้ส่งกลิ่นเหม็น ต้องประสานไปยังกทม. ให้รีบมาเก็บ
แต่พี่น้องภาคเหนือมีความอดทนมาก เพราะอากาศที่กรุงเทพฯ ร้อน และบางส่วนอยู่กันมาตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.
สำหรับการดูแลรักษาความปลอดภัยในช่วงกลางคืน ผมจะเดินตรวจตราบ้าง หากใครมีปัญหาก็ให้โทรศัพท์หาผมได้โดยตรง ถ้ามีข่าวสารจากแกนนำ ก็ใช้วิธีส่งเอสเอ็มเอส เข้าถึงพี่น้องได้
นิสิต สินธุไพร
แกนนำนปช. ภาคอีสาน
เรื่องความเป็นอยู่ในที่ชุมนุมพี่น้องจากภาคอีสานจะมีปัญหาน้อยมาก เพราะมีความเป็นอยู่เรียบง่ายอยู่แล้ว เราชุมนุมมา 40 วัน พี่น้องเข้าใจปัญหาและเริ่มปรับตัวได้ อีกทั้งบริ เวณพื้นที่ชุมนุมที่ราชประสงค์ มีพื้นที่ร่มมากกว่าที่สะพานผ่านฟ้าฯ ทำให้พี่น้องสะดวกสบายขึ้น
3.ก่อแก้ว พิกุลทอง
4.สุภรณ์ อัตถาวงศ์
5.ดารณี กฤตบุญญาลัย
พวกเรามีทั้งหมด 125 กลุ่ม บางจังหวัดมี 4-5 กลุ่ม เข้ามารวมตัวกันก็พึ่งพากัน ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณถนนราชดำริ ยาวไปจนถึงบริเวณสวน ลุมฯ มีการกางเต็นท์พักนอนกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ พี่น้องที่ตามมาภายหลังอาจไปสร้างที่พักอยู่กับพี่น้องภาคอื่นๆ ก็ได้
เรื่องอาหารการกินก็ไม่ยากเช่นกัน ที่เตรียมมาก็มีข้าวเหนียว ปลาร้า บางทีก็ไปเบิกอาหารจากส่วนกลางมาเติมได้ แต่ก็มีบางส่วนไม่กินอาหารส่วนกลาง
ส่วนห้องน้ำ มีการตั้งเป็นระเบียบมากขึ้น เพราะส่วนกลางมาบริการให้ จัดว่าดีมาก สะดวกกว่าที่ผ่านฟ้าฯ ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่งมากกว่า ที่ผ่านมา ทางกทม. จัดรถสุขาเคลื่อนที่มาบริการ ช่วยได้มากทีเดียว
ทุกเย็นจะมีการสำรวจพี่น้องว่ามีอยู่จำนวนเท่าไหร่ หรือใครมีปัญหาก็มาคุยกัน แต่สถานการณ์ที่ตึงเครียดจึงสั่งให้ทุกคนเตรียมความพร้อมไว้ ช่วงกลางคืนจะมีคนนอนเฝ้ายาม
ส่วนใครที่ต้องการจะกลับบ้านเราก็ไม่ห้าม แต่จะมีคนอื่นๆ หมุนเวียนกันเข้ามาอีก
ก่อแก้ว พิกุลทอง
แกนนำนปช.
ผมนอนหลังเวที ที่หลับที่นอน ก็ใช้เตียงผ้าใบสามท่อน กางนอนตอนกลางคืน ลำบากบ้างนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย คนเรามีโอ กาสสบายก็สบาย ลำบากก็ต้องลำบาก ปัญหานิดหน่อยก็เรื่องพวกเสียงดัง คือตอนดึกไปแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นดนตรีผ่อนคลาย เสียงก็ดังบ้างธรรมดา นอนได้สักหน่อยก็ต้องตื่นแล้ว ส่วนอาหารการกินก็สบายๆ เราคนกินง่ายอยู่แล้ว แต่ถ้าเบื่อมากๆ บางครั้งก็กินแมคโดนัลด์บ้างเหมือนกัน
เรื่องห้องน้ำห้องท่าไม่มีปัญหานัก เพราะเราเร่งแก้ไขตลอดหากมีใครมาแจ้ง ตอนนี้ก็ถือว่าดีพอสมควร เมื่อวันก่อนเพิ่งทำห้องน้ำด้านหลังเวทีไว้ให้พวกแกนนำ ก็พอจะได้อาบบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้เช็ดตัวเอา เสื้อผ้าก็ให้คนที่บ้านเอามาให้ วันไหนไม่ไหวจริงๆ ก็ออกไปอาบน้ำตามเกสต์เฮาส์ หรือโรงแรมข้างนอก แต่ไปไหนไกลไม่ได้ เพราะตำรวจเองก็จ้องจะจับอยู่ อยู่นานก็ไม่ได้ เดี๋ยวเขาแจ้งไปกันแล้วมาล้อมมากันจะวุ่นวาย
ปัญหาใหญ่ที่สุดของผมคือคิดถึงลูกและภรรยา ลูกผมเองก็เพิ่ง 8 เดือน พอเขาออกหมายจับก็กลับบ้านไปเยี่ยมไม่ได้ บางทีก็ต้องให้ภรรยาพาลูกมาหา แต่เราก็ไม่อยากให้มาอยู่นาน เพราะแถวนี้เสียงมันดัง เด็กแค่ 8 เดือนมันไม่สมควร
จริงๆ แล้วผมว่าพวกเขาก็ทำเกินไปนะ ข้อหากีดขวางการจราจรก็เอามาออกหมายจับ ไล่ล่ากันจนเกินเลย ชีวิตก็เปลี่ยนไป
แต่ก็ไม่เป็นไร เมื่อตัดสินใจต่อสู้แล้วก็ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด
สุภรณ์ อัตถาวงศ์
แกนนำนปช.
ผมอยู่กับพี่น้องตลอดเวลา นอนก็นอนในม็อบ กินก็กินในม็อบ ไม่มีปัญหาอะไร ออกไปข้างนอกบ้างแต่พอถูกหมายจับก็ออกไปไหนไม่ได้ แต่วันเกิดเหตุที่ผมอยู่เอสซีปาร์ค เพราะไปเปลี่ยนสูท ตอนนี้ก็นอนเก้าอี้นวมด้านหลังเวที อยู่กับเจ๋ง ดอกจิก ทุกวัน หลับสบายดี
เรื่องผมเผ้า หลังจากนำพี่น้องโกนหัวประท้วงแล้วพอมันยาวก็ได้ช่างอาสาของนปช. ตัดให้ ตัดกันหลังเวที
เรื่องอาหารการกินยิ่งไม่มีปัญหา การจัด การของเรามีระบบโรงครัวกลาง มีวัตถุดิบอาหารสารพัด โรงครัวย่อยแต่ละที่ไปเอาวัตถุดิบมาทำอาหาร แล้วก็มีคนกทม.เอาอาหารมาให้ ไม่หวาดไม่ไหว อร่อยๆ ทั้งนั้น
นอกจากนายกฯ จะใจดำไม่ยอมยุบสภา ไม่รับผิดชอบกับพี่น้องและทหารที่เสียชีวิตแล้ว ยังทำให้พวกผมอ้วนขึ้นอีก กางเกงก็แทบไม่มีใส่อยู่แล้ว เพราะอาหารการกินมีมาก
ส่วนห้องน้ำห้องท่า ตอนย้ายมาที่ราชประสงค์ขลุกขลักนิดหน่อยเพราะครั้งแรกไม่ได้ตั้งใจมาอยู่ยาว กะว่ามาแล้วก็จะกลับไปผ่านฟ้าฯ แต่เมื่ออยู่ยาว วันสองวันแรกมีปัญหามาก ห้องน้ำห้องท่าไม่พอ ที่อาบน้ำไม่พอ
แต่ต่อมาเมื่อทำห้องน้ำห้องท่าให้พร้อมมากขึ้น ก็ดีขึ้นเยอะ รถสุขาก็ใช้ได้ อาบน้ำก็อาบที่เดียวกับพี่น้องนี่แหละ รอให้มืดๆ คนน้อยๆ หน่อยก็เข้าไปอาบ หรือถ้าไม่มีเวลา ไม่พร้อมจริงๆ ก็ซักแห้ง เอาผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดเนื้อเช็ดตัว
พูดกันจริงๆ ผมอาบน้ำ 3 วันครั้ง ที่เหลือก็เช็ดตัวเอา จนจะเป็นกลากเป็นเกลื้อนไปหมดแล้ว หากพี่น้องกทม.มาเยี่ยม อาหารหรืออย่างอื่นไม่ต้องเอามา เอาพวกซีม่าโลชั่นมาให้ดีกว่า ผมว่าคงได้ใช้
เสื้อผ้าเครื่องใช้เราผู้ชายก็ง่ายๆ เสื้อก็ซื้อที่วางขายตัวละร้อย บางครั้งก็ให้ใส่ฟรี กางเกงยีนส์ก็ใส่กันเป็นเดือน กางเกงในกลับแล้วกลับอีก แต่ไม่เป็นไร พี่น้องเราอยู่ได้เราก็อยู่ได้ และจะอยู่ด้วยกันจนกว่าจะได้รับชัยชนะ
ดารณี กฤตบุญญาลัย
แกนนำนปช.
พี่ต่อสู้เรื่องนี้มา 4 ปีแล้ว เริ่มจากคนดูธรรมดาจนมาขึ้นเวที ตอนแรกที่ชุมนุมกันที่ผ่านฟ้าฯ ก็ไปๆ มาๆ อยู่ดึกแล้วก็กลับบ้านไปนอนบ้าง แต่วันที่มาที่ราชดำริวันแรก พี่ก็มาอยู่กับเขาทั้งคืน นอนอยู่บนรถตู้
ตื่นเช้ามา 7 โมงก็ล้างหน้าแปรงฟันอยู่ข้างถนนหน้าโรงแรมเอราวัณ ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกดี พอถูกออกหมายจับทีนี้ก็ไม่กล้าไปไหน ตอนนี้ก็นอนอยู่ใต้เวที มีเก้าอี้ผ้าใบตัวหนึ่ง เวลานอนก็เอาเก้าอี้พลาสติกมาวางขา นอนหลับสบายดีเหมือนกัน ไม่มียุง หลับแค่วันละ 3-4 ชั่วโมงก็พอแล้ว
ห้องน้ำ ห้องสุขาก็ใช้ได้ เพราะมีรถห้องน้ำอยู่หลังเวที ก็พอได้อาศัยแต่งหน้าให้สวยได้ตามอัตภาพ ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อประชาชนที่เขามาอยู่ได้ เราก็อยู่ได้ ไม่เรื่องมาก
ที่เราไม่เรื่องมากเพราะเราอยากมีความสุข เมื่อมีความสุขก็สบายใจ และพร้อมจะสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องเสื้อแดงต่อไป
'อภิวันท์' หนุนบิ๊กจิ๋วขอพึ่งพระบารมีในหลวง
ที่มา ไทยรัฐ
"อภิวันท์" เมินเสียงด่าดึงฟ้าต่ำ หนุน "บิ๊กจิ๋ว" เดินหน้าประสานขอพึ่งพระบารมีพ่อหลวง ซัด "มาร์ค-สุเทพ" ฆาตกรอำมหิตสั่งฆ่าปชช.มือเปล่า เรียกร้องหาความรับผิดชอบกรณี 25 ศพ ไม่หวั่นถูกยุบพรรคเพื่อไทย...
เมื่อเวลา 09.00 น. 21 เม.ย. พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาฯว่า ขอเรียกร้องไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความั่นคง ซึ่งท่านได้ประพฤติตนเป็นเหมือนฆาตรกรอำมหิต สั่งฆ่าประชาชนมือเปล่าด้วยอาวุธสงครามและใช้อาวุธจริง ท่านจะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ใช้สื่อมวลชนของรัฐ โดยเฉพาะสื่อทีวี บิดเบือนใส่ความผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ส่วนข้อมูลที่แกนนำนปช.ออกมาเปิดเผยว่า ศอฉ.มีการสั่งสลายการชุมุนม โดยสามารถยอมรับความสูญเสียได้ถึง 500 รายนั้นก็เป็นเรื่องจริง เพราะมีนายทหารบางท่านที่ร่วมประชุมเป็นผู้บอก ส่วนที่ศอฉ.ออกมาระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีการระดมอาวุธทั้งไม้เหลาแหลม น้ำกรดต่างๆ นั้น น้ำกรดคงไม่มี และอาวุธชนิดอื่นก็ไม่มี และไม่มีผู้ก่อการร้ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่ไม้เหลาแหลมคิดว่าในเมื่อคนที่ถูกอาวุธสงครามใช้กระสุนจริง และใช้ในลักษณะลอบยิง เขาก็ต้องมีสิทธิ์ในการป้องกันตัวของเขาเอง เพื่อเป็นการบอกว่าคุณอย่าบุกรุกเข้ามา แต่ตราบใดที่มวลชนเสื้อแดง ไม่ออกไปนอกขอบเขตตัวเอง สังคมก็รับได้
นอกจากนี้ พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนอยากจะขอร้องบ้านเมืองของเรา จะแก้ปัญหาได้สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่เสนอข่าวอย่างรอบด้าน ด้วยความเป็นกลาง ถ้าเป็นอยู่อย่างในปัจจุบัน ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาได้เลย
ผู้สื่อข่าวถามถึงการที่ส.ว.บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย อาจมีความผิดตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า เรื่องรายละเอียดตนไม่ทราบ แต่เป็นเรื่องของคนที่ทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองมาค่อนข้างมาก และพิสูจน์ชัดเจนว่ารักชาติรักสถาบัน ท่านมีความห่วงใยชาติบ้านเมืองของเรา ตนเองก็เหมือนกัน มองว่าหากมีการปราบปราบเราก็จะเลี่ยงไม่พ้นสงครามประชาชน ซึ่งผอ.สำนักสันติวิธีฯ เคยพูดไว้ว่า เกรงจะเกิดสงครามประชาชนในทุกจังหวัด ก็จะทำให้บ้านเมืองเสียหายมาก เพราะฉะนั้นทางแก้ที่ดีที่สุดก็คือการเจรจากัน
ตนพยายามพูดมาหลายครั้งว่า การแก้ปัญหาของบ้านเมือง เราต้องใช้หลักการ 4 ข้อคือ 1. หลักข้อเท็จจริง ต้องยอมรับว่า 4 ปีที่ผ่านมาปัญหาคือการแย่งชิงทางการเมืองระหว่างคนสองกลุ่ม คือเผด็จการกับประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคไทยรักไทย 2. หลักความยุติธรรม การดำเนินการด้านยุติธรรมทั้งหลายต้องเป็นมาตรฐานเดียว 3. หลักการของความมีเมตตาธรรม อะไรที่ให้อภัยกันได้ก็ต้องให้อภัยกัน ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อสีอะไรก็ตาม และ 4. หลักของความพอดี
เมื่อถามว่า ทางพรรคสนับสนุนแนวทางที่พล.อ.ชวลิตเสนอหรือไม่ พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ท่านก็ขอมติของพรรคแต่ก็ไม่ใช่ที่ประชุมส.ส.ของพรรคทั้งหมด แต่เป็นที่ประชุมผู้ใหญ่ของพรรค เมื่อถามว่า พล.อ.ชวลิต ถูกวิจารณ์มากว่ากระทำการไม่บังควร พรรคจะปกป้องท่านอย่างไร พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า เราจะต้องรับฟังคนที่วิจารณ์ ก็เป็นคนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างในระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ดีงาม เมื่อถามว่า เท่าที่พูดคุยกัน พล.อ.ชวลิต ยังคงจะเดินหน้าประสานงานกับสำนักพระราชวังตามที่พูดไว้ต่อไปหรือไม่ พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ตนขอไม่เล่ารายละเอียด เพราะเป็นเรื่องที่ดำเนินการไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ห่วงหรือไม่ที่การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยเป็นรอบที่ 3 พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ขณะนี้สมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนไม่ได้กลัวเรื่องการยุบพรรค เพราะเราถูกยุบมาแล้ว 2 ครั้ง ส่วนเรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะไม่ยื่น เพราะไม่ได้ร่วมประชุมด้วย คงไม่ใช่เพราะประเมินว่าเกมนอกสภาจะปิดเกมรัฐบาลได้ แต่เพราะยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างในพรรคอยู่หลายคน เช่น นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ก็บอกว่าน่าจะยื่น แต่ต้องดูเวลาด้วย
เมื่อถามว่า การเจรจาจะเริ่มต้นได้อย่างไร ในเมื่อการเจรจา 2 ครั้งก็ล้มเหลวมาตลอด พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ตนเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าผู้มีอำนาจจะต้องเห็นใจผู้ไม่มีอำนาจ ผู้ปกครองจะต้องเห็นใจผู้ที่ถูกปกครอง เป็นหลักการบริหารทั่วไป ผู้ที่มีอำนาจจะต้องมีสำนึกความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง นายอภิสิทธิ์เป็นคนพูดเองว่า ไม่ว่าจะเป็นคนๆ เดียวหรือแสนคนจะต้องรับฟัง ขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 25 ศพ ความรับผิดชอบของนายกฯอภิสิทธิ์อยู่ตรงไหน ท่านกลับมาบอกว่ามีผู้ก่อการร้ายซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ส่วนคนชุดดำตนวิเคราะห์ไปแล้วว่า คือคนที่เป็นทหาร ที่เขาเห็นความไม่เป็นธรรม และไม่สบายใจอย่างยิ่งที่เห็นเพื่อนหรือผู้บังคับบัญชาของเขาไปใช้อาวุธสงคราม ใช้ปืนยิงพี่น้องประชาชนมือเปล่าๆ จึงทำทุกวิถีทางเพื่อระงับไม่ให้ทหารซ้ำเติมประชาชนมากยิ่งขึ้น
ปชป.เสียงอ่อยเรื่องแก้รธน.
ที่มา ไทยรัฐ
ปชป.เสียงอ่อย พร้อมยอมพรรคร่วมรัฐบาล ปรับท่าทีแก้รัฐธรรมนูญ อ้างจุดยืนเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามีเหตุจำเป็น ชี้ถ้าเห็นแก่ตัวก็อยู่ร่วมกันไม่ได้...
21 เม.ย. นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน และส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ระหว่างการประชุมพรรคเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ว่า ก็ซีเรียสนิดนึง เพราะเราต้องเห็นใจพันธมิตรของเรา แต่ก็ต้องช่วยกันแก้ปัญหาภาพรวมด้วย สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็จบลงด้วยดี โดยมอบให้นายกฯและนายสุเทพไปหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวนายสุเทพถึงกับน้ำตาคลอระหว่างการประชุมพรรค นายไพฑูรย์ตอบว่า ก็ธรรมดา เรื่องมันซีเรียส โดยจุดยืนทุกเรื่อง ถ้ามีเหตุการณ์จำเป็นก็เปลี่ยนแปลงได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ ต้องมีอุปสรรคกันบ้าง ถ้าเราเป็นพันธมิตรกันก็ต้องมาดูว่าใครเดือดร้อนอย่างไร ก็มาผ่อนปรนกัน ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างเห็นแก่ตัว ถ้าเห็นแก่ตัวก็อยู่ร่วมกันไม่ได้
เมื่อถามว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันไม่แก้รัฐธรรมนูญ จะทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลลำบากหรือไม่ นายไพฑูรย์ตอบว่า ขณะนี้เราต้องสู้กับกลุ่มเสื้อแดง ดังนั้นพันธมิตรก็ต้องสู้กับเราด้วย พอร่วมกันสู้ เราก็ต้องฟังปัญหาของเขาด้วย ไม่ใช่ไม่ฟังเลย แล้วจะไปร่วมกันสู้ได้อย่างไร ถ้าพันธมิตรไม่ร่วมกับเราด้วย เราก็อยู่ไม่ได้ เป็นรัฐบาลไม่ได้ เพราะเสียงไม่พอ
ณัฐวุฒิปัดข่าวแดงสะสมอาวุธในราชประสงค์
ที่มา ไทยรัฐ
ณัฐวุฒิ ปฎิเสธข่าวสะสมอาวุธในพื้นที่ราชประสงค์ หลังศอฉ.ออกมากล่าวหา ยันชุมนุมแบบสันติวิธี ท้าให้รัฐบาลโชว์หลักฐานชี้แจงประชาชน...
เมื่อเวลา 10.30 น. 21 เม.ย. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. กล่าวว่า แกนนำกลุ่มนปช.ขอปฎิเสธข่าวที่รัฐบาล โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. ออกมาระบุว่า กลุ่มนปช.ได้สะสมอาวุธจำนวนมากในบริเวณพื้นที่การชุมนุมแยกราชประสงค์ จึงจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่เตรียมอาวุธไว้เพื่อรับมือกับกลุ่มคนเสื้อแดงเช่นกัน จึงขอปฎิเสธว่าไม่มีความเป็นจริงตามที่ทางศอฉ.ออกมาระบุก่อนหน้านี้ ซึ่งเหตุผลทั้งหมดเป็นเพียงข้ออ้างที่รัฐบาลพยายามสร้างความชอบธรรมในการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเพียงเท่านั้น ดังนั้นจึงขอเรียกร้องไปยังทางศอฉ.ว่า ถ้าเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงสะสมอาวุธตามที่กล่าวหาจริงนั้น ก็ควรนำหลักฐานออกมาแสดงให้ชัดเจนด้วย
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในครั้งนี้ ยังยืนยันว่า นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ยังยืนยันมติเดิมคือ สันติวิธี อหิงสา ปราศจากอาวุธ จะไม่ยอมใช้อาวุธมาทำร้ายประชาชนคนไทยด้วยกันเด็ดขาด ส่วนกรณีนำไม้ไผ่มาหลาวให้แหลมนั้นเป็นเพียงนำมาเพื่อทำเป็นแนวรั้วกั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเข้ามาสลายการชุมนุม กลุ่มนปช.มีแหที่จะใช้ล้อมจับผู้ที่จะเข้ามาทำร้ายผู้ชุมนุม เป็นอาวุธเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ทั้งนี้จึงขอให้รัฐบาลหยุดใส่ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง และหยุดสร้างสถานการณ์ว่าจะมีการสลายการชุมนุม เพื่อให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว
"เพราะเชื่อว่าตำรวจไม่ต้องการเผชิญหน้าและทำร้ายประชาชน และยืนยันว่าจะปักหลักชุมนุมอย่างต่อเนื่องจนกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจยุบสภาคืนอำนาจประชาธิปไตยให้ประชาชน ส่วนในวันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงยังไม่มีกำหนดการเคลื่อนไหวไปที่จุดใด อย่างไรก็ตาม ทางแกนนำขอประเมินสถานการณ์แบบชั่วโมงต่อชั่วโมงก่อน" นายณัฐวุฒิ กล่าว
ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิ ยังได้นำครอบครัวของผู้เสียชีวิต ที่เป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ก่อการร้ายในการถูกยิงจนสมองกระจาย เมื่อเหตุการณ์สลายการชุมนุม 10 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยทางครอบครัวเรียกร้องให้นายกฯรับผิดชอบกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมทั้งให้นายกฯตัดสินใจยุบสภา เพราะเชื่อว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในเวลานี้
