ที่มา ข่าวสด
วันที่ 22 เม.ย. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมือง
ชี้แจงข้อวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมและกลุ่มบุคคลต่างๆ ต่อกรณีออกมาแถลงระบุว่าได้ติดต่อไปยังราชเลขาธิการพระราชวังเป็นการภายใน เพื่อขอเข้าเฝ้าฯ ขอพระมหากรุณาธิคุณยุติความขัดแย้ง มีใจความดังนี้
ผมขอย้ำว่ามีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีวิต และไม่เห็นประชาธิปไตยในระบอบไหนที่จะดีสำหรับเมืองไทยเกินกว่าระบอบประชา ธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สิ่งที่ผมเสนอขึ้นก่อผลสะเทือนออกไปอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง สะท้อนภาพว่ามีความรู้ผิดหรือมีความไม่รู้ ซึ่งมีผลเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ ประชาชนอย่างร้ายแรง ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา
จึงขอชี้แจงดังต่อไปนี้
1.ตามกฎหมายระหว่างประเทศได้รับรองสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนสำคัญของชาติไทย สถาบันพระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ และทรงเป็นจอมทัพไทย
2.สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงวางรากฐานประเทศด้านความมั่นคงและด้านประชาธิปไตย
3.สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ทรงใช้อำนาจผ่าน 3 ทาง คือทางคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ตามรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2550 มาตรา 3
ซึ่งตามธรรมชาติและข้อเท็จจริง สถาบันใดใช้อำนาจ สถาบันนั้นอยู่ในการเมือง
ดังนั้น เมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่าน 3 ทาง ดังที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แสดงว่าพระมหากษัตริย์อยู่ในการเมือง ไม่ได้อยู่นอกการ เมืองหรือไม่ได้อยู่เหนือการเมือง
การกล่าวว่าสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่นอกการเมือง หรืออยู่เหนือการเมือง หรือไม่เกี่ยวกับการเมืองนั้น
เป็นการกล่าวที่ผิดหลักวิชารัฐศาสตร์ ผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ผิดข้อเท็จจริง และการกล่าวเช่นนั้นเป็นการลิดรอนพระราชอำนาจ ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่รู้ตัว
4.ประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นดีกว่าประเทศที่มีสถาบันอื่นเป็นประมุข
ประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจึงสามารถรักษาเอกราชชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ จากภัยลัทธิล่าอาณานิคม ลัทธิคอมมิวนิสต์และภัยทุกชนิด
ดังนั้น ต้องพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เป็นประมุขของประเทศไทยตลอดไป และต้องทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจอย่างสมบูรณ์ ตามหลักวิชาการเมืองการปกครองที่ถูกต้อง
5.สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในฐานะประมุขแห่งรัฐมีคุณูปการต่อประชาชนอย่างยิ่ง
ยามใดประเทศไทยมีการปกครองในระบอบเผด็จ การ มีฝ่ายใดที่ได้อำนาจและใช้อำนาจจนก่อความเดือดร้อนเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน
ท่านก็ทรงคานและคัดค้านการใช้อำนาจเผด็จการ ลดความรุนแรงเลวร้ายน้อยลง เช่น ทรงยุติวิกฤตชาติ ยุติการฆ่าฟันประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และพฤษภาทมิฬ
6.สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสถาบันแห่งความยุติธรรมทางการเมือง จึงทรงยุติความแตกแยกขัดแย้ง ฆ่าฟันกันทางการเมือง ขณะที่ไม่มีสถาบันใดจะยุติสถานการณ์ได้อีกต่อไปแล้ว
อย่างเช่นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทรงแสดงความเป็นสถาบันที่ทรงความยุติธรรมทางการเมือง ทรงรับสั่งให้ทั้งฝ่ายพล.อ.สุจินดา คราประยูร และฝ่ายพล.ต. จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าฯ พร้อมกัน แล้วทรงตรัสให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันยุติวิกฤตการณ์ จึงสามารถยุติสถาน การณ์วิกฤตลงได้อย่างเบ็ดเสร็จ
7.ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์เคยเรียกร้องรัฐบาลพระราชทาน ตามมาตรา 7 และพระองค์ท่านทรงตรัสว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 7 ไม่ได้บัญญัติไว้ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานรัฐบาลพระราชทาน
การที่ผมขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณฯ พระบารมีปกเกล้าฯ ให้กับประชาชนทั้งประเทศ โดยที่ยังไม่ได้มีพระราชวินิจฉัยใดๆ ทั้งสิ้นว่าเป็นเช่นไร แล้วทำไมจึงออกมาวิจารณ์ผมก่อน
เป็นการละเมิดพระบรมราชวินิจฉัยและพระราชอำนาจหรือไม่
นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เคยเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเมื่อครั้งซาวเสียงผู้ควรดำรงตำแหน่งนายกฯ พร้อมกับ นายสมัคร สุนทรเวช
แต่ต่อมาไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติตามพระราชดำรัส "รู้รักสามัคคี" และต่อมายังได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่าไม่ได้เคยเสนอรัฐบาลแห่งชาติ
ทำให้เห็นว่าท่านไม่มีจุดยืนเพื่อประโยชน์ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ถือเป็นสองมาตรฐานหรือไม่
8.การทรงรับฎีกาจากราษฎร ถือเป็นธรรมเนียมอันมีมายาวนานของพระมหากษัตริย์ไทย และการถวายฎีกาเป็นเสรีภาพของประชาราษฎรตลอดมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงจนถึงปัจจุบัน
เป็นสัมพันธภาพระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และพสกนิกรของพระองค์
ดังนั้น การกล่าวหาต่างๆ และโจมตีผม นอกจากเป็นการลิดรอนพระราชอำนาจและทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ยังทำลายหรือปิดกั้นธรรมเนียมฎีกาอันเก่าแก่ ดีงาม สูงส่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังปิดกั้นเสรีภาพของพสกนิกรในการถวายฎีกาอย่างไม่ได้เจตนาหรือโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ตั้งใจอีกด้วย
การขอพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลขอพระบารมีปกเกล้าฯ ต่อปวงชนชาวไทย มิให้ถูกเข่นฆ่าโดยทหารบางคนในกองทัพ โดยคำสั่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมของรัฐบาลนั้น
มิได้ตีตนไปก่อนไข้ แต่ทหารบางคนโดยคำสั่งของรัฐบาลได้เกิดการเข่นฆ่าประชาชนแล้วนับสิบศพ
ด้วยคำสั่งรัฐบาลที่ผิดนี้จึงเป็นเหตุให้ทหารเสียชีวิต 5-6 ศพ และบาดเจ็บกว่า 800 คน
ซึ่งขัดต่อพระปฐมบรมราชโองการ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ในฐานะพระองค์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐและองค์รัฏฐาธิปัตย์และจอมทัพไทย ที่ทั้งรัฐบาลและทหารจะต้องขึ้นต่อพระองค์
เมื่อมีการบาดเจ็บล้มตายเสียเลือดเนื้อแล้วรัฐบาลยังไม่หยุด ยังจะเดินหน้าเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนต่อไปอีก เพราะใช้มาตรการการปราบปราม ซึ่งเป็นมาตรการที่ผิด
คือแทนที่จะใช้มาตรการทางการเมืองเป็นหลัก พร้อมกับการใช้มาตรการปราบปรามและมาตรการทางกฎหมายเป็นมาตรการประกอบ
แต่รัฐบาลกลับใช้มาตรการกฎหมายและปราบปรามเป็นหลัก ไม่สนใจมาตรการการเมือง โดยสร้างประชาธิปไตยเป็นหลักในการแก้ปัญหาม็อบ อันเป็นปรากฏการณ์ของระบอบเผด็จการรัฐสภา เช่นเดียวกับนโยบาย 66/23 ที่แก้ปัญหาสงครามกลางเมืองสำเร็จในอดีต
เมื่อรัฐบาลสั่งให้ทหารปฏิบัติมาตรการแก้ปัญหาม็อบที่ผิดจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายทั้ง 2 ฝ่าย รัฐบาลกลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่เตรียมจะดำเนินการเข่นฆ่าประชาชนอีก
ผมจึงไม่มีทางเลือก เพราะเห็นว่าไม่มีสถาบันใดอีกแล้วที่จะหยุดยั้งได้นอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันที่ทรงความยุติธรรมทางการเมืองเพียงสถาบันเดียวเท่านั้น และจะต้องยุติยับยั้งให้ทันต่อสถานการณ์ก่อนจะสายเกินการณ์
จึงตัดสินใจขอพระบารมีปกเกล้าฯ ให้แก่ประชาชนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงและไม่มีทางเลือกใดทั้งสิ้น
ใครคือผู้รับผิดชอบและใครกันแน่ที่ไม่รับผิดชอบ ใครผิดใครถูก ลองคิดดูด้วยจิตใจที่เที่ยงธรรมและมีคุณธรรม อย่ายึดแต่หลักนิติรัฐแต่ไม่มีหลักนิติธรรม หรือจงถือหลักธรรมเป็นอำนาจ อย่าถืออำนาจเป็นธรรม
ขอยืนยันว่าผมเป็นหัวหน้าขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ เพื่อต่อสู้เอาชนะขบวนการเผด็จการรัฐสภา เผด็จการรัฐ ประหาร และเผด็จการทุกชนิด
มิใช่หัวหน้าผู้ก่อการร้ายตามที่มีผู้ป้ายสีไว้แต่ประการใดทั้งสิ้น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, April 23, 2010
แถลงการณ์"จิ๋ว"-สถาบันกับการเมือง
นายกฯพร้อมเจรจารอบ 3
ที่มา ไทยรัฐ
"กอร์ปศักดิ์"ยัน "มาร์ค"พร้อมเจรจารอบ 3 เมินข้อเสนอยุบสภาหลังคลอดงบฯ54...
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 22 เม.ย. นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานประสานงานการเจรจากับแกนนำ นปช. กล่าวถึงความคืบหน้าในการเจรจารอบ 3 ว่า ตอนนี้ประเด็นอยู่ที่ว่า ทุกคนกังวลและสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทุกวัน สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำมาตลอด แม้กระทั่งตนเองยังบอกว่าไม่ลดละความพยายามที่จะเจรจา แต่ยังไม่ได้รับสัญญาณตอบมาจาก นปช. ก็ต้องพยายามต่อไป ทั้งนี้การเจรจาคงจะไม่เป็นในลักษณะแบบรอบ 1 และรอบ 2 แต่ต้องเป็นการเจรจาที่ต้องให้ได้ผลอย่างจริงจัง รูปแบบจะเป็นอย่างไรก็ได้ รัฐบาลเปิดหมด แม้จะให้มีคนกลางเข้ามาร่วมด้วย
ผู้สื่อข่าวเมื่อถามว่า รูปแบบการเจรจาจะเป็นทางลับหรือไม่ นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ลับบ้าง เปิดเผยบ้าง การประสานก็ต้องทำไปเรื่อยๆ ทำอะไรได้ก็ทำ อย่างไรก็ตาม ตอนเกิดเหตุ 2 ครั้งที่ผ่านมา ที่ค่อนข้างรุนแรงก็ได้มีโอกาสคุยกัน แต่เหตุการณ์เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา การกระทบกระทั่งกันระหว่างกลุ่ม นปช.กับกลุ่มคนสีลม ไม่ได้คุยกัน เพราะคิดว่าน่าจะดูแลกันได้
เมื่อถามต่อว่า การเจรจาคุยกันหรือไม่ว่านปช.จะปักหลักกันนานแค่ไหน นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้คุยอย่างนั้น เพราะไม่ใช่หน้าที่ ซึ่งหน้าที่ของตนมีเพียงว่าทำอย่างไรให้เขามานั่งโต๊ะ พูดคุยหาทางออก ซึ่งขณะนี้เท่าที่รู้ เขาบอกว่าต้องการให้ยุบสภาทันทีภายใน 15 วัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่เคยปฏิเสธคำขอยุบสภา พร้อมที่จะทำ แต่ต้องอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่ง 15 วันมันทำไม่ได้ แม้กระทั่ง กกต.เองก็คงบอกว่าทำไม่ได้เหมือนกัน มันมีระเบียบและขั้นตอนอยู่ ส่วนข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ ที่ขอร่นระยะเวลาโดยเฉพาะเรื่องงบประมาณนั้น เป็นเรื่องของ ส.ส.-ส.ว. คงไม่มีโอกาสไปบังคับฝ่ายนิติบัญญัติว่าต้องทำแบบไหนอย่างไร มันเป็นกระบวนการของมัน เรื่องเวลาไม่ใช่เรื่องใหญ่ ต้องดูว่าทำอย่างไรให้ประเทศเดินต่อไปได้ โดยไม่มีทะเลาะกันมากกว่า
ส่วนแนวทางการเจรจาจะทำอย่างไรให้เห็นผลการแก้ไขได้มากกว่านี้จนถึงเรื่องการสลายการชุมนุมนั้น นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องการสลายการชุมนุมตนไม่แน่ใจ แต่คิดว่าฝ่ายความมั่นคงไม่ได้พูด เพียงแต่ไม่อยากให้เคลื่อนที่ไปไหน เพราะอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์ ทำความเดือดร้อนมากพอสมควร หากอยากจะอยู่ตรงไหนให้อยู่เฉพาะตรงนั้น ไม่อยากให้ไปที่ไหน เพราะเวลาไปแล้วเกิดอุบัติเหตุง่าย ความหมายคืออาจจะเกิดการกระทบกระทั่งกันง่าย ถ้าอยู่ตรงนั้นการกระทบกระทั่งน้อย และเราก็พยายามบอกว่า อย่าให้คนเข้าไปเติมเพิ่มขึ้น และบอกว่าให้ช่วยๆ กันออกมา โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก ควรจะออกมาให้โดยเร็วที่สุด เพราะตรงนั้นเป็นสิ่งที่เราเป็นห่วง
"ฝ่ายความมั่นคงก็พยายามอยู่ แต่เข้าใจว่ามีหลายช่องทางที่ผู้ชุมนุมสามารถเข้าไปได้ ที่สำคัญอีกเรื่องคืออาวุธ คงต้องหาทางพูดคุยกันว่า จะให้มีคนกลางเป็นตัวแทนเข้าไปตรวจดีหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากที่สุด แต่ไม่ได้หมายความถึงไม้ไผ่เหลาปลายแหลมอย่างที่เห็นกันตามเว็บไซต์ต่างๆ แต่เรากำลังพูดถึงเรื่องอาวุธหนัก อาวุธสงคราม ถ้าไม่มีก็ต้องพิสูจน์กันว่าไม่มีจริงๆ ควรจะให้คนกลางไปเดินตรวจ ถ้าทำได้ก็ดี ซึ่งฝ่ายความมั่นคงกำลังดูแลอยู่" นายกอร์ปศักดิ์กล่าว
ยอดเหยื่อบึมแยกศาลาแดงล่าสุด เจ็บ 87 ตาย 1
ศูนย์เอราวัณ เผย ยอดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากเหตุระเบิด ที่แยกศาลาแดง ล่าสุด อยู่ที่ 87 ราย เสียชีวิต 1 ราย...ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร หรือ ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร
รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บล่าจากเหตุระเบิดบริเวณแยกศาลาแดง ถนนสีลม เมื่อวันที่ 22 เมษายน ล่าสุด เมื่อเวลา 08.30 น. วันนี้ 23 เม.ย.2553
1.โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน รับใหม่ 34 ราย รับไว้รอรักษา 4 ราย รับยากลับบ้าน 23 ราย ย้ายไป รพ.อื่น 7 ราย
2. โรงพยาบาลเลิดสิน รับใหม่ 18 รับย้าย 6 รับไว้รักษา 9 ราย รับยากลับบ้าน 15 ราย
3.โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รับใหม่ 19 ราย รับไว้รักษา 10 ราย รับยากลับบ้าน 8 ราย เสียชีวิต 1 ราย
4.โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า รับย้าย 1 ราย รับไว้รักษา 1 ราย
5.โรงพยาบาล BHN รับใหม่ 4 ราย รับไว้รักษา 1 ราย รับยากลับบ้าน 2 ราย ย้ายไป รพ.อื่น 1 ราย
6.โรงพยาบาลตำรวจ รับใหม่ 1 ราย รับไว้รักษา 1 ราย
7.โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ รับใหม่ 3 ราย รับไว้รักษา 2 ราย รับยากลับบ้าน 1 ราย
8.โรงพยาบาลหัวเฉียว รับย้าย 1 ราย รับไว้รักษา 1 ราย
ส่งผลให้มียอดรวมผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 87 ราย เสียชีวิต 1 ราย คือ น.ส.ธัญญานัน แถบทอง อายุ 50 ปี
หนังเหนียว
ที่มา ไทยรัฐ
ทางด้านของพรรคประชาธิปัตย์โดย คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติอ้างว่าคณะทำงานมีความกังวลเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาทมากกว่าคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท เนื่องจากมาตรา 93 พ.ร.บ. การเมืองกำหนดให้ กกต.ส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน หลังจากมีคำวินิจฉัยซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 26 เม.ย.นี้
แน่นอนว่าต่อจากนี้ไปกระบวนการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จะถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ ถูกเพ่งเล็งว่าเส้นใหญ่ มีไม้ค้ำเลิศล้ำด้วยตัวช่วย ดังนั้น ตัวบุคคลที่เป็นคณะทำงาน ทั้งฝ่ายของพรรคประชาธิปัตย์ อัยการสูงสุด กกต. เลยไปจนถึงศาลรัฐธรรมนูญจะถูกแรงกดดันสารพัด เชื่อว่างานนี้ถ้ายุบก็มีปัญหา ถ้าไม่ยุบยิ่งมีปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะข้อครหาสองมาตรฐานต้องระวังให้มากที่สุด
ยิ่งพรรคประชาธิปัตย์หนังเหนียวอยู่ด้วย เจอข้อหามือเปื้อนเลือด เจอข้อหาโกงเงินสนับสนุนพรรคการเมือง เป็นรัฐบาลอื่นกลับบ้านเก่าไปนานแล้ว ดังนั้น ใครเป็นเพื่อนใครสัมพันธ์กับใคร จะถูกขุดคุ้ยทุกซอกทุกมุม ความพยายามที่จะออกมาชี้ว่า ผลของคดีเงินบริจาคกับการทุจริตการเลือกตั้งเป็นคนละเรื่องกัน และกรรมการบริหารพรรคก็คนละชุดกัน อาจเกิดความคลาดเคลื่อนทางบัญชี ดูทะแม่งชอบกล
ประกอบกับชนวนร้าวในพรรคประชาธิปัตย์ระหว่าง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำสำคัญของพรรค โดยเฉพาะประเด็นแต่งตั้ง ผบ.ตร.มาจนถึงการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ล่าสุดทำเอารองนายกฯสุเทพเดินน้ำตาซึมออกจากที่ประชุมพรรค
น่าจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
พรรคประชาธิปัตย์จะเหมือนเดิมหรือไม่เป็นอีกเรื่อง แต่สภาพของพรรคประชาธิปัตย์หลังจากถูกยุบพรรคจริงๆอะไรจะเกิดขึ้น ลำพังพรรคเพื่อไทยศัตรูคู่อาฆาตก็รับมือไม่ไหวแล้ว ยังมาเจอวิกฤติการเมืองอีกกระทอก
ประการนี้ทำให้รองนายกฯสุเทพมองเรื่องของพันธมิตรทางการเมืองมากกว่าความเป็นไปของพรรคประชาธิปัตย์ แต่แกนนำรุ่นใหญ่จะมองถึงการดำรงอยู่ของความเป็นพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า
นี่ไม่ใช่ความขัดแย้งครั้งแรกในพรรคประชาธิปัตย์ แต่ความขัดแย้งทุกครั้งที่ผ่านมาจะแรงอย่างไรก็ ไม่ถึงกับต้องถูกยุบพรรค หรือจะต้องเปลี่ยนสัญลักษณ์ชื่อแซ่เหมือนในครั้งนี้
ประชาธิปัตย์มีทางเลือกอยู่สองทางคือดิ้นให้หลุด หรือเกิดใหม่ แต่ด้วยวิกฤติที่ถาโถมเข้ามาเป็นระลอกคลื่นโดยฝีมือของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ยามนี้ประชาธิปัตย์ทรงตัวได้ยากลำบาก
เป็นกงเกวียนกำเกวียน.
หมัดเหล็ก
'ยุบพรรค'เคลียร์คิว?
ที่มา ไทยรัฐ
โดยสัญญาณตอบรับจากโทรศัพท์มือถือของ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่แหล่งข่าวใกล้ชิดกระซิบนักข่าว ปิดเครื่องแทบจะตลอดเวลา ในอารมณ์ที่ไม่ต้องบอกว่า "โคตรเครียด" กับคิว "วัดใจ" ให้เดินหน้าสลายกองทัพเสื้อแดง
ตามเสียงปลายสายเร้า จะลุยวัดดวง หรือเล่น "ป๊อกเด้ง"
ในขณะที่ข่าววงในให้จับตาเล็งไปที่ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. กับ พล.ท.ดาว์พงศ์ รัตนสุวรรณ รอง เสธ.ทบ. "สองคู่หู" ในฐานะว่าที่ "จ่าฝูงกองทัพบก" และตัวเต็งจ่อ "เสธ.ทบ." ที่พร้อมเล่นบทบู๊
พี่ไม่ต้อง น้องลุยเอง
ตามซิกที่เซียนเชี่ยวสถานการณ์ให้จับตาดอกไม้ อาหาร และน้ำดื่ม ในฉากที่สาวๆและประชาชนย่านสีลมหยิบยื่นให้กับทหารเป็นขวัญและกำลังใจ ได้ตามจำนวนเมื่อไหร่
นั่นแหละจังหวะได้เสีย เคลียร์สมรภูมิแยกราชประสงค์
แต่มาถึงนาทีนี้ก็ไม่ใช่ง่ายๆ ลำพังไม่ใช่แค่เขี้ยวเล็บของม็อบแดงที่จัดแนวรบไว้รอรับยุทธการสลาย ทั้ง พลุ บั้งไฟ "ขีปนาวุธ" พิสัยกลางถึงต่ำ "อาวุธชีวภาพ" อย่างปลาร้า ไปยันไม้ไผ่รวกหลาวปลายแหลม เขี้ยวเล็บของโรบินฮูดอีสาน
ตามฉากสู้ด้วยภูมิปัญหาชาวบ้าน
ซึ่งนั่นก็โยงไปถึงปรากฏการณ์ที่สื่อนอกส่งนักข่าวเข้ามาเกาะติดวิกฤติม็อบแดงมากเป็นประวัติการณ์ ไม่เฉพาะรอยเตอร์ เอพี เอเอฟพี ยังมีหลายประเทศส่งผู้สื่อข่าว ช่างภาพมาทำข่าวเองไม่ต่ำกว่า 15 ประเทศ ทั้งจีน อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมนี โปแลนด์ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกา เนเธอร์แลนด์ ตุรกี สวิตเซอร์แลนด์
สายตาจ้องอยู่ทั่วโลก
ล่าสุด นายฟิลิป โครว์เลย์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา แถลงจากกรุงวอชิงตัน เรียกร้องในนามรัฐบาลสหรัฐฯถึงรัฐบาลไทย ให้แก้ปัญหาวิกฤติการเมืองไทยโดยสันติ เพื่อมิให้วิกฤติการเมืองครั้งนี้ถลำลึกลงไปเรื่อยๆ
รัฐบาลสหรัฐฯไม่เชื่อว่า รูปแบบของความรุนแรงใดๆเพื่อแก้ปัญหา จะสามารถคลี่คลายปัญหาทางการเมืองของไทยลงได้
พี่เบิ้มอย่างสหรัฐฯออกหน้า นานาชาติเกาะติดทุกฝีก้าว
คิวเคลียร์ม็อบแดงด้วยกำลังทหาร ปิดเกมง่าย แต่ผลเสียหายคุมยาก
แต่โดย "การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง" ก็อย่างที่เห็นคนประชาธิปัตย์ซัดปากกันเองเลือดกลบ ท้ายสุดแล้วถึงแม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะรวบรัดขอมติให้อำนาจตัวเองกับ "เทพเทือก" ไปเจรจากับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล
โดย "เหลี่ยมเชิง" ก็ยังไม่ได้หมายความว่า "ยอม" ตามพรรคร่วมรัฐบาลเสียที่ไหน
ประชาธิปัตย์ยัง "สับขาหลอก" คิวแก้รัฐธรรมนูญ
แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอำนาจทาง การเมือง ที่มักจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่นักเลือกตั้งตั้งท่ารื้อรัฐธรรมนูญฉบับ "หน้าแหลมฟันดำ"
ก็มีเหตุให้ "มีอันเป็นไป" ทุกที
ล่าสุด นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นชอบให้นายทะเบียนพรรค การเมืองส่งสำนวนยุบพรรคประชาธิปัตย์เฉพาะประเด็นเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ภายใน 15 วัน
โดยจังหวะ "เล่นเร็ว" ที่จับทางได้ กับรายการเร่งคิวยุบพรรคประชาธิปัตย์ "ตัดทางตรง" ถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้คำตอบสุดท้าย
"ฝ่ายคุมเกม" เคลียร์คิวแล้ว
ตามโปรแกรมที่ล้อกับคดียุบพรรคพลังประชาชน ที่ศาลรัฐธรรมนูญเร่งคิวฟันธงได้ทันในสถานการณ์เข้าด้ายเข้าเข็ม ล้มโต๊ะรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ เด้งจากเก้าอี้โดยอัตโนมัติ
ตัดเกม "ขึงพืด" ที่ม็อบเสื้อเหลืองบุกยึดสนามบิน กดดันไล่รัฐบาล "นอมินี" นายใหญ่
ในอารมณ์เดียวกับที่ม็อบเสื้อแดงยึดเวทีแยกราชประสงค์ ไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์ แล้วก็เป็น กกต.ที่ลัดคิวคดียุบพรรคให้ศาลรัฐธรรมนูญฟันธง
คำตอบสุดท้าย ถ้าโพยออกมาตรงกับคิวของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน
รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ได้โอกาสลาโรง
แต่ที่ต่างอารมณ์ คิวนี้น่าจะเป็นความหวังของนายกฯอภิสิทธิ์ จะได้สิทธิใช้ "บันได" ไต่ลงเนียนๆ โดยไม่เสียเชิง "ยุบสภา" หรือ "ลาออก" เพราะโดนม็อบเสื้อแดงไล่
กั๊กเหลี่ยมสู้จนนาทีสุดท้าย.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ปลอบใจในยามยาก
ที่มา ไทยรัฐ
เป็นข่าวเกี่ยวกับ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ที่ห้าแยกลาดพร้าว นี่แหละครับ
คงจะจำกันได้ว่า ศูนย์การค้าแห่งนี้ออกประกาศที่จะปิดตัวเองเพื่อการซ่อมและปรับปรุง ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน เป็นต้นไป
ก่อนปิดมีการลดราคา มีการขายเลหลังกันอย่างขนานใหญ่ จนผู้คนแห่แหนไปซื้อข้าวของจนรถติดขัดแน่นเอี้ยด ตั้งแต่บ่ายๆไปจนถึง 2 ทุ่ม 3 ทุ่ม
แต่จากข่าวย่อยชิ้นที่ว่านี้ ทำให้ทราบว่า บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารศูนย์การค้าแห่งนี้ตัดสินใจยืดเวลาปิดออกไปอีกระยะหนึ่งจนถึงวันที่ 6 พฤษภาคม
ด้วยเหตุผลสั้นๆว่า เนื่องจากมีลูกค้ามาใช้บริการจำนวนมาก ทางคณะผู้บริหารฯจึงเห็นควรให้เลื่อนออกไป จนถึงวันดังกล่าว
ท่านผู้อ่านที่ยังไม่ทราบก็ขอได้โปรดทราบด้วยนะครับ เผื่อจะแวะไปอุดหนุน หรือไปตากแอร์แก้ร้อนก็เชิญได้เลย
ผมขอเรียนไว้ ณ ที่นี่ว่าผมไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับผู้บริหารของ ห้างเซ็นทรัลเป็นการส่วนตัว นอกเสียจากเป็นคนไทยด้วยกัน
ตลอดเวลาที่ห้างเซ็นทรัลเจริญเติบโต ตั้งแต่เป็นห้างคูหาเดียว หน้าไปรษณีย์ กลางบางรัก จนมาเป็นห้างเซ็นทรัลที่วังบูรพา ห้างเซ็นทรัล สีลม ชิดลม และ ฯลฯ นั้น ผมได้พบได้เห็น และได้เขียนแสดงความชื่นชมผ่านคอลัมน์นี้หลายครั้ง
เพราะความเจริญเติบโตของเซ็นทรัลย่อมหมายถึงการจ้างงานโดยตรงของห้าง และการสร้างงานที่เกี่ยวข้องจากบริษัทห้างร้านอื่นๆ ในพลาซ่าเดียวกันอีกนับหมื่นๆคน
ไม่เพียงแต่ห้างเซ็นทรัลเท่านั้น ห้างอื่นๆ เช่น เดอะมอลล์ สยามดิสคัฟเวอรี่ สยามเซ็นเตอร์ รวมทั้งสยามพารากอน ที่ถือกำเนิดมาล่าสุด ผมก็ จะเขียนในเชิงให้กำลังใจอยู่เสมอ
เพราะเมื่อรวมพลังเข้าด้วยกันแล้ว ห้างต่างๆเหล่านี้น่าจะช่วยจ้างงาน ในทุกระดับได้นับแสนคน
มองในแง่ "ความดีงาม" ที่ห้างสรรพสินค้าเหล่านี้ทำไว้ให้แก่ประเทศไทย ก็คือ การเป็นแหล่งจ้างงานที่ใหญ่ที่สุดอีกแหล่งหนึ่ง เคียงบ่าเคียงไหล่กับโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลาย
ในส่วนเสียก็อาจจะมีเพราะห้างสรรพสินค้าอาจจะเป็นแหล่งเที่ยวเตร่ ของเยาวชน เป็นแหล่งเพาะบ่มความฟุ่มเฟือย ความฟุ้งเฟ้อ ฯลฯ
แต่เมื่อหักกลบกันแล้วผมคิดว่า ส่วนดีน่าจะมีมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองจากแนวทางการพัฒนาประเทศที่เราประสงค์จะเป็นศูนย์กลางด้านการค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในโอกาสต่อไป
ดังนั้น เมื่อห้างสรรพสินค้าส่วนหนึ่งประสบเคราะห์กรรมทางการเมือง ทำให้ต้องปิดห้าง ทำให้การค้าขายในบริเวณราชประสงค์ต้องหยุดชะงัก เกิดภาวะขาดทุนอย่างใหญ่หลวง จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ และควรจะมีวิธีการช่วยเหลือตามสมควรต่อไปเท่าที่จะทำได้
เผอิญหลายๆห้างยังมีสาขา หรือมีเครือข่ายอยู่ตามจุดต่างๆของ กทม. ซึ่งอยู่ห่างไกลจากการเมือง จึงพอจะเก็บเกี่ยวรายได้มาชดเชยได้บ้าง
เพราะสาขารอบนอกเหล่านี้ขายดีขึ้น เนื่องจากผู้คนไม่สามารถเข้าไปในใจกลางเมืองได้ ก็แวะไปตามห้างรอบๆเมืองแทน
เราจึงได้ข่าวว่า ห้าง เอ็มโพเรียม สุขุมวิท, เดอะมอลล์ บางกะปิ, เดอะ มอลล์ งามวงศ์วาน และ เซ็นทรัล ลาดพร้าว มีคนไปอุดหนุนมากกว่าปกติ
ซึ่งความจริงก็ยังไม่คุ้มกันหรอกกับความสูญเสียที่ราชประสงค์ แต่ อย่างน้อยก็ยังมีอะไรคืนกลับมาบ้าง พอเป็นกำลังใจให้ค้าขายกันต่อไป
ผมจึงเข้าใจและเห็นใจที่ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าวจะเปิดต่ออีกระยะ หนึ่ง และขออนุญาตนำบอกกล่าวให้ทราบทั่วกันในวันนี้
นอกจากห้างใหญ่ๆหรือบริษัทใหญ่ในละแวกราชประสงค์จะเจอเข้าให้อย่างจั๋งหนับแล้ว รายงานข่าวจากกระทรวงแรงงานบอกว่า มีสถานประ-กอบการกว่า 3 พันแห่งในบริเวณเดียวกันที่เจอผลกระทบ ซึ่งมีผลไปถึงลูกจ้างอีกประมาณ 6 หมื่นกว่าคน
รวมความแล้วก็เดือดร้อนไปทั้งนายห้าง และลูกจ้าง และพ่อค้าย่อย แม่ค้าย่อย อย่างทั่วหน้ากันในละแวกนั้น
รีบๆตกลงกันเสียทีเถอะครับ ด้วยการถอยหลังคนละก้าว เหตุการณ์เผชิญ หน้ายกนี้จะได้จบลงไป โดยไม่มีการเสียเลือด เสียเนื้อ เสียชีวิต เพิ่มเติมอีก
เสร็จแล้วไปสู้กันต่อในยกหน้า จะสู้กันอีกกี่ยกก็ไม่ว่า ขอให้สู้ด้วย กติกาในระบอบประชาธิปไตยอย่าละเมิดกฎหมาย อย่าละเมิดรัฐธรรมนูญ และอย่าใช้วิธีรุนแรงก็แล้วกัน.
"ซูม"
กดดันกันเอง
ที่มา ไทยรัฐ
ยิ่งวันนี้ รัฐบาลมีดาบอาญาสิทธิ์คือ "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" อยู่ในมือ
ทำให้ "อภิสิทธิ์-สุเทพ" มีอำนาจเบ็ดเสร็จสั่งใช้กำลังทหารสองแสนคน ตำรวจอีกสองแสนนายได้อย่างสะดวกโยธิน
แถมมีอำนาจพิเศษสั่งขังประชาชน โดยไม่ต้องขอหมายศาลได้ 30 วัน
และอื่นๆที่ "แม่ลูกจันทร์" ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ
แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ไม่สามารถสั่ง ส.ส.ลูกพรรคประชาธิปัตย์ 172 คน ให้ลงมติสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สนองความต้องการของพรรคร่วมรัฐบาล
นี่ คือจุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ ที่แตกต่างจากพรรคอื่นชัดเจน
"สุ เทพ" เปิดอกพูดตรงๆว่า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่พร้อมยุบสภาฯ เพราะถ้าเลือกตั้งใหม่ก็แพ้พรรคเพื่อไทย จึงจำเป็นต้องพึ่งพรรคร่วมฯให้ช่วยประคองรัฐบาล
เมื่อพรรคร่วมฯ ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็น เราก็ควรแสดงนํ้าใจลงมติสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เพราะถ้าเราไม่ มีนํ้าใจให้คนอื่น คนอื่นจะมีนํ้าใจให้เราได้อย่างไร??
เหตุผลของ "สุเทพ" ก็มีนํ้าหนักน่าฟัง
เพียงแต่เหตุผลของ "ชวน หลีกภัย" กับ "บัญญัติ บรรทัดฐาน" หักล้างเหตุผลของ "สุเทพ" อย่างสิ้นเชิง
สองผู้ อาวุโสเห็นว่าปัญหายุบพรรคเร่งด่วนกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าจะแก้รัฐ-ธรรมนูญต้องทำให้เป็นระบบ มีระยะเวลา มีคณะกรรมการดูแลอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้มีข้อครหาว่าแก้เพื่อประโยชน์ตัวเอง
ข้อสำคัญ พรรคประชาธิปัตย์เคยลงมติไม่เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะให้กลับไปลงมติสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญจะเสียหลักการ
สรุปสั้นๆ ชัดๆ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ปฏิเสธแก้รัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่จะต้องรีบร้อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็น ตามที่พรรคร่วมฯกดดัน
ควรรอให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นปกติ เสียก่อน แล้วค่อยพิจารณากันใหม่ก็ยังไม่สายเกินเพล
โดยพรรคมีมติให้ "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อประสานความเข้าใจ
"แม่ ลูกจันทร์" ฟันธงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังต้องค้างเติ่ง เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงมติสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ
ก็อยู่ที่ พรรคร่วมรัฐบาลจะทำอย่างไร ต่อไป??
คำตอบคือ พรรคร่วมรัฐบาลก็คงไม่ ถอนตัวออกจากรัฐบาล
เพราะพรรคร่วมฯก็ไม่พร้อมยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่เหมือนกัน
ฉะนั้น ก็ต้องอยู่กันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะยุบสภาฯ
"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่ควรมุ่งจะเอาประโยชน์ตัวเองมากเกินไป
เพราะ จะเข้าข่ายค้ากำไรเกินควร??
ตอนย้ายขั้วมาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งรัฐบาลก็ได้แบ่งโควตารัฐมนตรีกระทรวงใหญ่ๆกันสบายอุรา
พอเกิด วิกฤติม็อบเสื้อแดงเรียกร้องให้ ยุบสภาฯ แทนที่พรรคร่วมฯจะเดือดเนื้อร้อนใจ กลับเอากรณีม็อบเสื้อแดงเป็นเงื่อนไขกดดัน ให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ความจริง "แม่ลูกจันทร์" เห็นด้วยให้เปลี่ยนกติกาเลือกตั้งจากระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ กลับไปใช้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียว
เพราะระบบเขตเดียวเบอร์เดียวจะ ทำให้พรรคขนาดกลางขนาดเล็กมีโอกาสได้ ส.ส.มากกว่าเดิม
แต่ "แม่ลูกจันทร์" ไม่เห็นด้วยที่พรรคร่วมฯฉวยโอกาสตอนที่รัฐบาลมีปัญหามากดดันพรรค ประชาธิปัตย์ต้องแก้รัฐธรรมนูญทันที
มีแต่ประโยชน์ตัวเองทั้งนั้น ประโยชน์ชาวบ้านไม่ได้เคยห่วงใย.
"แม่ลูกจันทร์"
บึ้มM79 BTSสีลมม็อบหนุนรัฐบาลระนาว เทือกโยนขี้เสื้อแดงทำ นปช.โต้ทันควันชี้จุดชนวนรัฐประหาร
เหยื่อ-เกิดเหตุยิงระเบิดM79ใส่รถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง สีลม 5 ลูก เบื้องต้นมีผู้ตาย 3 ราย เจ็บราว 75 ราย ดูจากธงที่สตรีผู้บาดเจ็บรายนี้ถืออยู่ เป็นไปได้ว่าอาจเป็นกลุ่มผู้ประท้วงที่ต่อต้านกลุ่มเสื้อแดง(ภาพ:รอยเตอร์)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 เมษายน 2553
สุเทพโยนเสื้อแดงก่อเหตุบึ้มM79-เสื้อแดงชี้ก่อเหตุเองเพื่อทำรัฐประหาร
หลังเกิดเหตุถล่มM79จนมีผู้ตาย 1 ราย และเจ็บเบื้องต้นราว 80 คน เมื่อช่วงเวลา20-21.00น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และผู้อำนวยการ ศอฉ.อ้างว่า มีการยิงมาจากฝ่ายเสื้อแดง ที่มีผู้ก่อการร้ายแฝงอยู่
ช่วงเช้าวันนี้ราว07.00 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดงกล่าวปราศรัยบนเวทีตอบโต้ว่ามีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลเป็นผู้จัดฉากเหตุการณ์ระเบิดเมื่อคืน และจะแถลงต่อสื่อมวลชนให้ทราบข้อเท็จจริง
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.กล่าวปราศรัยว่า เสียงระเบิดเป็นเครื่องมือต่ออายุรัฐบาลมือเปื้อนเลือด เรื่องนี้มีข้อสังเกตว่านายอภิสิทธิ์พูดออกมาเหมือนรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ เช่น บอกว่า ผู้ก่อการร้ายเปลี่ยนจากชุดดำเป็นชุดขาวมาก่อเหตุ คล้ายกับก่อนประกาศฉุกเฉินเมื่อ7เม.ย.ที่ผ่านมา ก็อ้างว่าเพราะจะมีการก่อการร้าย ต่อมาก็มีเหตุตามนายอภิทธิ์พูด
ส่วนเวทีเสื้อแดงเมื่อคืนนี้ นายนิสิต สินธุไพร กล่าวปราศรัยบนเวที กล่าวอ้างว่า เรื่องนี้น่าจะมาจากการก่อเหตุเองของฝ่ายรัฐบาล หรือผู้สนับสนุนรัฐบาล เพื่อเป็นข้ออ้างนำไปสู่การก่อรัฐประหารยึดอำนาจ เพราะเสื้อแดงไม่ทำแน่ เนื่องจากเพิ่งมีข่าวดีจากการที่ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองไม่ให้รัฐบาลสลายการชุมนุม จะไปก่อเหตุทำไม
นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช.อีกรายระบุว่า จากหลักฐานไม่มีเหตุเชื่อว่าวิถีการยิงจะไปจากผู้ชุมนุม พร้อมได้นำคลิปวิดิโอหลักฐานเปิดให้ผู้ชุมนุมได้รับชม
ก่อนหน้านี้เวบASTVผู้จัดการระบุว่าวิถีกระสุนน่าจะยิงมาจากระเบียงชั้น 5 โรงพยาบาลจุฬาฯ
รายงานข่าวแจ้งว่า มีพยานเห็นไฟเปิดปิดอยู่บริเวณชั้น 5 โรงพยาบาลจุฬาฯ และสักครู่ก็มีคนกระโดดออกจากหน้าต่างมายืนริมระเบียง จากนั้นก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นลูกสุดท้าย โดยเกิดระเบิดขึ้นบริเวณหน้าธนาคารกรุงศรีอยุธยา สีลม โดยเอ็ม 79 ได้แฉลบต้นไม้ก่อนจะลงมาที่ด้านหน้าธนาคาร
นายไพบูลย์ นิติตะวัน กลุ่มสว.40 ออกTPBSระบุเสื้อแดงก่อการร้ายเป็นคนทำแน่ ฉะนั้นคนไทยยอมไม่ได้ ไม่ต้องหาหลักฐาน ต้องปราบปรามเด็ดขาด
Thailand Mirror ลงพื้นที่สัมภาษณ์คนในเหตุการณ์หลังสิ้นเสียงระเบิด
ภาพจากหัตถา/Thaifreenews
หลังบึ้ม!"คนสีลม-เสื้อแดง" เผชิญหน้ายิงหนังสติ๊ก-ปาขวดแก้วใส่กันดุเดือด ตร.ยังคุมไม่อยู่
เมื่อเวลาราว20.00 น. เกิดเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นติดๆ กันหลายครั้งที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง และธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสีลม เกิดขึ้นจากการยิงเอ็ม 79 ถล่ม 5 ลูก ทำให้มีผู้บาดเจ็บรวม 75 คน ในจำนวนนี้สาหัส 10 คน และเสียชีวิต 3 ราย มีรายงานว่าระเบิดตกลงมาบริเวณที่กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านคนเสื้อแดงชุมนุมอยู่ ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ประท้วงต่อต้านคนเสื้อแดง
ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 22.50 น. วันที่ 22 เมษายน หลังจากที่มีการยิงเอ็ม 79 ถล่มสถานีรถไฟฟ้าบีที่เอส 5 ลูก จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 75 ราย ในจำนวนนี้สาหัส 75 ราย ได้เกิดเหตุตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อกลุ่มคนรักสีลมเริ่มรวมตัวกันมาชุมนุมกันอีกครั้งหนึ่งและข้ามไปที่เกาะกลางถนนนพระราม 4 เผชิญหน้ากับกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งอยู่อีกฟากถนน จากนั้นการขว้างปาขวดแก้ว ลูกเหล็ก และยิงหนังสติ๊กเข้าใส่กันอย่างดุเดือด ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารต้องพยายามเข้าแยกออกจากกัน แต่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณืได้ ทั้งนี้ มีเสียงดังคล้ายประทัด และพลุดังขึ้นเป็นระยะ ๆ
ประณามการก่อการร้ายและเรียกร้องการสืบสวนสอบเพื่อรักษาความสงบ
หลังจากการชุมนุมเรียกร้องของคนเสื้อแดงทางการเมืองที่นำโดย แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ดำเนินสืบเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน โดยที่ในช่วงแรกมีลักษณะสงบ สันติ และอยู่ในกรอบของกฎหมาย อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามหลักสิทธิมนุษยชนอันนานาอารยะประเทศ ทั้งที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ และ/หรือ องค์การนานาชาติอื่นใดที่มุ่งพิทักษ์/ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ความพยายามจากบางฝ่าย ทั้งนี้อาจรวมถึงปฏิบัติการบางระดับของรัฐที่มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงจัดการปมปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง จนแม้ขบวนการที่มีลักษณะจัดตั้ง หลายขบวนการ เริ่มแสดงออกถึงท่าทีที่มีลักษณะก้าวร้าว ข่มขู่ แม้จนกระทั่งกดดันยื่นคำขาดต่อ ทางการ ในอันที่จะจำกัดสิทธิการเคลื่อน ไหวตามระบอบประชาธิปไตยของ ขบวนประชาชนเสื้อแดง
ความพยายามลอบใช้ปฏิบัติการทาง ด้านก่อการร้ายเหล่านั้น มุ่งที่จะสร้างภาวะหวาดผวาต่อประชาชน บริสุทธิ์ ผู้รักสงบ และผู้รักความเป็นธรรมโดยทั่วไป ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครเอง และในต่างจังหวัดที่เป็นศูนย์ กลางระดับภูมิภาค
กระทั่งช่วงหัวค่ำของวันที่ 22 เมษายน 2553 มีการใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ที่มีศักยภาพในการทำลายล้างชีวิตในระดับสูง ยิงเข้าใส่สถานีรถไฟฟ้า และพื้นที่ชุมนุมบริเวณถนนสีลม อันสถานที่สา็ธารณะ และเป็นที่สัญจรของผู้คนที่ใช้ชีวิตตามปกติในเขตดังกล่าว ยังผลให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บทั้งสาหัสและไม่สาหัสเป็นจำนวนมาก และทั้งหมดนั้นเป็นพลเรือน
ในนามของนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์อิสระ และประชาชน ขอประณามพฤติกรรมดังกล่าว ไม่ว่าจะเกิดจากน้ำมือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลฝ่ายใด
ทั้งขอเรียกร้องให้หน่วยงาน และ/หรือองค์กรใดๆ เข้ามาตรวจสอบ/สอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดโดยเร็ว ทั้งอาศัยสถานะในการรักษาความสงบ เร่งดำเนินการยับยั้งเหตุการณ์ ที่อาจบานปลายต่อไป ทั้งในระยะใกล้ และนับจากนี้ไป
ด้วยภราดรภาพ
รุ่งโรจน์ วรรณศูทร(วัฒนา สุขวัจน์)
นฤเทพ กาละดี
อติเทพ ไชยสิทธิ์
ธรัญญา สัตตบุศย์ แสงกนกกุล
รายาสุรี โทณะวนิก
คมลักษณ์ ไชยยะ
มีนา บำรุงใจ
สุทธิพงศ์ อาวะภาค
วิลาวัลย์ แก้วเรือง
เอกรัตน์ วงศ์คง
แก้วตา เกิดดีลาภ
สุจีรา เพ็งยา
อุษากร เหมือนประยูร
ศศิลดา แก้ววรรณรัตน์
ฯลฯ
อัญชะลีสื่อลิ้ม:อัญเชิญสมเด็จทักษิณขึ้นครองราช!!!
ที่มา Thai E-Newsอิทธิฤทธิ์Black propaganda- (บน)สำนักข่าวต่างประเทศเสนอภาพข่าวกลุ่มพรางชมพูที่แปลงร่างเป็นม็อบเสื้อหลากสีชูธงพระปรมาภิไธย พร้อมกับภาพตัดต่อทักษิณเป็นคนป่วยหนักใกล้ตาย อีกภาพตัดต่อเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นรูปแบบที่นักโฆษณาชวนเชื่อเครือสนธิลิ้มถนัด (ล่าง)ม็อบนี้มักนำพระบรมฉายาลักษณ์มาทำเป็นหมวกใส่ชุมนุมเสมอ ซึ่งพวกนี้ทำไปในนามผูกขาดความจงรักภักดี แต่หากเป็นฝ่ายอื่นทำจะโดนข้อหา"จาบจ้วง"ทันที(ภาพ:AP)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 เมษายน 2553
บทความของอัญชะลี ไพรีรักษ์ หัวข้อเรื่อง อัญเชิญสมเด็จทักษิณขึ้นครองราช!!! ในเวบสื่อกระบอกเสียงสนธิลิ้ม อาจเป็นตัวสะท้อนวิธีคิดวิธีให้ร้ายป้ายสีของนักโฆษณาชวนเชื่อชนิดพลิกขาวเป็นดำ(Black propaganda)แห่งค่ายASTVผู้จัดการได้เป็นอย่างดี
และก็สะท้อนถึงบรรดาผู้เสพสื่อนี้ คนเสื้อเหลืองที่มาพรางชมพู และอ้างเป็นเสื้อหลากสีในวันนี้ได้อย่างดียิ่ง..
กล่าวคือคนพวกนี้มักจะอ้างให้ร้ายป้ายสีทักษิณ หรือฝ่ายเสื้อแดงแบบลอยๆ ไม่มีที่ไปที่มา แล้วก็นำไปขยายผล หากเป็นพวกที่ไปเล่นตามอินเตอร์เน็ต หรือเฟสบุ๊คก็มักนำรูปตัดต่อไปตัดต่อเอง ชงเอง และรับมุกกันเอง ตอนนี้ขยายไปยังม็อบของพวกพรางชมพูด้วย
อัญชะลีเขียนในตอนท้ายบทความของเธอว่า "..แท็กซี่สีแดง ที่ปากซอย วิภาวดี 16 โชคชัยร่วมมิตร แจกเอกสารทุกวันๆ ละมากๆ ใจความบาดใจจนเจ็บว่าขอให้พี่น้องเสื้อแดงทั่วประเทศ รวมตัวกันเพื่อร่วมมือแสดงจุดยืนบีบรัฐบาลยุบสภา และอันเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จทักษิณ ที่เราเคารพและบูชามาอยู่คู่ไทยและอยู่ในใจปวงชนชาวไทยทุกคน ช่วยกันเพื่อให้สมเด็จทักษิณได้เสด็จกลับสู่ประเทศไทย เพื่อขึ้นครองราชสืบต่อไป ปกครองประเทศ และคนไทยให้อยู่เย็นเป็นสุข
เอาละเหวย ลิเกคนบ้าที่ท้ายตลาดสด มันกลับมาอีกแล้วโว้ย แต่คราวนี้มาแรง เห็นจะไม่ใช่มีดไม้มารบชิงบ้านชิงเมืองชิงราชบัลลังก์นะสิ....เมษาปีนี้ทำไมมันร้อนอย่างนี้นะ "
แต่อัญชะลีก็ไม่ได้บอกว่าแท็กซี่สีแดงที่ว่าแจกเอกสารแบบนี้ทุกๆวัน วันละมากๆนั้น ชื่อ นามสกุลอะไร เลขทะเบียนรถอะไร ในเมื่อแจกเอกสารที่ว่าทุกวัน วันละมากๆทำไมไม่มีพสกนิกรผู้จงรักภักดีไปแจ้งความดำเนินคดีกับแท็กซี่คนนี้ชงเองกินเอง-ป้ายแบบนี้ที่พวกผู้จัดการASTVใช้คำนี้ล้างสมองผู้เสพสื่อจนติดหู แล้วก็นำไปแปะแถวที่ชุมนุมสีลม แน่นอนว่ากลายเป็นข่าวพาดหัวในนสพ.ASTVผู้จัดการในวันรุ่งขึ้น และวนเวียนทางASTVตลอด24ชั่วโมง
คนเหล่านี้ใช้หลักโฆษณาชวนเชื่อแบบง่ายๆ หยิบฉวยข่าวลอยๆขึ้นมาแล้วขยายผล ผลิตซ้ำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อไร้หลักฐานใดๆ ก็ใช้รูปตัดต่อ หรือทำสติ๊กเกอร์ไปแปะเองแบบสติ๊กเกอร์"ประธานาธิบดีทักษิณแห่งรัฐไทยใหม่" จากนั้นก็ขยายผลวนเวียน และทำให้ชนชั้นกลางผู้ฉาบฉวยได้เสพแบบสำเร็จรูป และกลายเป็นพวกซาบซึ้งน้ำตาไหลพราก พร้อมจะออกมาเข่นฆ่าเสื้อแดง หรือป้ายหัวเป็นผู้ก่อการร้ายที่ต้องเจอฆ่าด้วยกฎอัยการศึกอาการระยะสุดท้ายของผู้เสพสื่อลิ้ม-สำนักข่าวต่างประเทศนำเสนอภาพข่าวสตรีผู้นี้ถือพระบรมฉายาลักษณ์ไปร่วมชุมนุมกับม็อบพรางชมพู โดยถูกฝังหัวมาว่าพวกเสื้อแดงจะล้มล้างสถาบัน เป็นผู้ก่อการร้าย และจะสถาปนารัฐไทยใหม่
การโฆษณาชวนเชื่อและblack propagandaเจริญขึ้นทุกๆวัน นั่นก็เป็นเครื่องสะท้อนถึงความฉาบฉวย และขลาดเขลาของชนชั้นกลางผู้เสพสื่อขยะแบบที่อัญชะลีและพวกกระบอกเสียงสนธิลิ้ม แสยะยิ้มในผลงานกระหายเลือดของพวกมัน.
