WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 24, 2010

กรุงเทพฯวันนี้-มุมมองนักท่องเที่ยว

ที่มา ข่าวสด


กรุงเทพฯวันนี้-มุมมองนักท่องเที่ยว

คอลัมน์ รายงานพิเศษ




กรุงเทพฯ เมืองติดอันดับน่าเที่ยว

แต่นับจากการขอคืนพื้นที่ผ่านฟ้าฯ จนถึงเหตุยิงเอ็ม 79 คืนวันที่ 22 เม.ย. นอกจากทหาร-พลเรือนที่บาดเจ็บและเสียชีวิต ยังมีชาวต่างชาติตกเป็นเหยื่อความรุนแรงด้วย

1 รายเสียชีวิต เป็นนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น

ส่วนผู้บาดเจ็บ เป็นชาวออสเตรเลีย ถูกยิงด้วยลูกแก้วจากเหตุปะทะกันของเสื้อแดงกับกลุ่มคนรักสีลม

และล่าสุด บาดเจ็บจากเหตุยิงเอ็ม 79 ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง เป็นช่างภาพชาวอินโดฯ กับอาสาสมัครสอนภาษาชาวออสเตรเลีย

ในสายตาของชาวต่างชาติ กรุงเทพฯ ในวันนี้ยังน่าเที่ยวอยู่หรือไม่

นายลีออน จอร์จ อาจารย์สอนภาษาเยอรมัน ที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ย่านสุขุมวิท มากว่า 5 ปี ยืนเก็บภาพบนสะพานลอยใกล้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เพื่อนชาวต่างชาติและภรรยาคนไทยเตือนไม่ให้มาที่ราชประสงค์ แต่ตนเองต้องการพิสูจน์ว่าทุกอย่างปกติดีจึงมาที่นี่เพื่อถ่ายรูปกลับไปให้ดู

เมื่อได้มาพบเห็นคนเสื้อแดงกับตา รู้สึกว่าเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่สันติที่สุดเท่าที่เคยพบ ในประเทศแถบยุโรปหากพูดถึงการปฏิวัติ รัฐประหาร หรือการประท้วงแล้วนั้นหมายถึงฝูงชนที่โกรธแค้น และพร้อมจะตีรันฟันแทงกันจนตายไปข้างหนึ่ง แต่ที่นี่ทุกคนหัวเราะ ยิ้มแย้ม และเต้นรำไปกับบทเพลงที่ผู้นำบนเวทีนำมาคลายเครียด จึงคิดว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

นายลีออน กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบใดๆ จากผู้ชุมนุมที่ยืดเยื้อ เพราะไม่ได้ทำงานอยู่พื้นที่บริเวณนี้ และเมื่อพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ทำให้ทราบว่าทุกคนที่ชุมนุมกันมาเพื่อเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศ แต่ไม่ขอวิจารณ์หรือให้ความเห็นอะไรเพราะการเมืองในประเทศไทยเป็นเรื่องซับซ้อน และไม่มีความรู้ดีพอ

"ผมจะพูดหากนี่เป็นการเมืองในเยอรมนี เพราะชาวเยอรมันทุกคนได้รับการศึกษาพื้นฐานเกี่ยวกับประชาธิปไตย และระบบการเมืองมาเป็นอย่างดี ดังนั้น เราจึงมีความรู้ที่ชัดเจนจนวิจารณ์ได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำ ผู้ชุมนุมทำ หรือผู้อยู่เบื้องหลังทำ มีผลดีผลเสียอย่างไร

ผมหวังว่าคนไทยซึ่งกำลังดำเนินบทบาททางการเมืองขณะนี้ จะมีความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบไทยๆ และเข้าใจว่าตนกำลังทำอะไรอยู่" นายลีออน กล่าว

ส่วนหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่คลาคล่ำไปด้วยคนเสื้อแดงตั้งแต่เด็กเล็กที่สนุกกับการวิ่งเล่น สาวใหญ่ที่เปิดร้านทาเล็บ ผู้สูงวัยที่นั่งพักรวมถึงกลุ่มพระสงฆ์นั่งฟังคำปราศัย อย่างตั้งใจ แถมบางรูปยืนโบกธงไหวๆ

นายเยนิส คูทิลส์ วัย 21 ปี นักศึกษาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในรัสเซีย ที่ร่วมสังเกตการณ์กลุ่มผู้ชุมนุม กล่าวว่า เพิ่งเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ หลังจากไปพักผ่อนสูดบรรยากาศริมชายหาดที่เกาะสมุย นานกว่า 3 สัปดาห์ และวางแผนจะจับรถไปเที่ยวเชียงใหม่ต่อ



นายเยนิส ได้รับคำเตือนอย่างเป็นห่วงและเสียงทัดทานจากเพื่อนนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่บังเอิญพบกันที่เกาะสมุย ว่าไม่ควรมากรุงเทพฯ เพราะเกิดเหตุประท้วงใหญ่โตย่านราชประสงค์จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่เขายืนยัน อยากลองมาสังเกต การณ์ด้วยตัวเอง

และเมื่อนั่งแท็กซี่ผ่านมาแถวนี้ ได้เห็นผู้ชุมนุมรวมตัวกันอย่างสงบและได้เห็นด้วยตาตัวเอง ก็คิดว่า กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้มีทีท่าโกรธแค้น หรือเดือดดาลจนสามารถทำร้ายนักท่องเที่ยวที่ไม่เกี่ยวข้องได้

"ผมคิดว่าสื่อสำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทยยังมีน้อยและไม่หลากหลาย ทำให้ชาวต่างชาติที่ติดค้างอยู่ในไทยไม่รู้ข่าวสารและไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ทัน" นายเยนิสกล่าวหลังจากถูกยิงคำถามว่า ทราบเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมจะเคลื่อนขบวนและชุมนุมใหญ่หรือไม่

นายเยนิส กล่าวว่า รัฐบาลรัสเซียยังประเมินสถานการณ์ในประเทศไทยว่าอยู่ในขั้น "ไม่รุนแรง" แต่ถึงอย่างนั้นตนก็ได้รับโทรศัพท์จากพ่อแม่ที่รัสเซียทุกวัน เพื่อขอร้องให้กลับบ้านให้เร็วที่สุด แต่ตนยังอยากเที่ยวเมืองไทยต่อเพราะคนไทยใจดี ยิ้มง่าย และเป็นคนสบายๆ ไม่คิดมาก นอกจากนี้ ยังประทับใจที่มีหญิงไทยคนหนึ่งพยายามช่วยเหลือที่เกาะสมุยทั้งๆ ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้

ด้าน นายจอร์จ วัย 50 ปี กราฟิกดีไซเนอร์จากฝรั่งเศส ซึ่งบินลัดฟ้าไปมาระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศสมากว่า 5 ปีแล้ว ทั้งยังสนใจการเมืองไทยมากเป็นพิเศษถึงขั้นรวบรวมข่าวสารเก็บเป็นแฟ้มข้อมูลไว้ที่บ้าน

ผู้ชุมนุมที่อยู่ที่นี่มีจุดประสงค์ในการเรียกร้องต่างกัน บางคนต้องการประชาธิปไตย บางคนต้องการอดีตนายกฯ บางคนต้องการกำจัดระบบชนชั้น และบางคนต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่

"นี่เป็นบันไดอีกขั้นที่สังคมไทยต้องก้าวผ่านไปให้ได้ ในประเทศฝรั่งเศสผู้คนต้องเสียเลือดเนื้อมากมายเพื่อแลกกับประชาธิปไตย แต่สำหรับประเทศไทยผมคิดว่าอาจไม่ร้ายแรงขนาดนั้น" นายจอร์จให้ความเห็น พร้อมกล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นว่าทหารออกมาแสดงบทบาทกับผู้ชุมนุมแทนที่จะเป็นตำรวจซึ่งมีหน้าที่โดยตรง

"ผมเห็นว่ามีคนบางกลุ่มพยายามใช้กฎหมาย หรืออิทธิพลบางอย่างโดยอ้างชื่อของพระองค์ในการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งไม่ยุติธรรม ความยุติธรรม คือการใช้อำนาจของกฎหมายจัดการกับกลุ่มคนทุกๆ กลุ่มที่ทำผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายทั้งอดีตและปัจจุบัน

ผมรักคนไทยเพราะเป็นคนมีจินตนาการ รักอิสระ ไม่เคร่งเครียด และทำอาหารเก่งที่สุดในโลก โดยเฉพาะผัดไทย จึงไม่อยากให้ประเทศไทยที่น่ารักเช่นนี้ต้องนองเลือดอย่างน่าสลด" นายจอร์จ กล่าว



"การชุมนุมไม่ค่อยมีผลกระทบกับผมเท่าไหร่ เพราะเมื่อบินมาประเทศไทยจะไปอาศัยอยู่กับภรรยาที่สมุทรปราการทันที บางครั้งอาจไม่สะดวกบ้าง เมื่อต้องการเข้ามาซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ห้างสรรพสินค้าพันธุ์ทิพย์ในกรุงเทพฯ อย่างวันนี้" นายจอร์จ เล่าด้วยท่าทีสบายๆ

ด้าน นางอูลลา สาวร่างท้วมขี้เล่นวัย 52 ปี อาชีพทำธุรกิจขายส่ง กล่าวว่า ตนและครอบครัวเดินทางมาจากสมุย เข้าพักโรงแรมย่านราชประสงค์ รอเวลาขึ้นเครื่องบินกลับประเทศเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุปะทะกันพอดี วันนั้นครอบครัวของเธอกำลังจะออกมาเดินเล่นรอบๆ แต่พนักงานโรงแรมห้ามไว้และบอกว่าเกิดเหตุปะทะจนมีผู้เสียชีวิตข้างนอก ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยและได้พยายามติดตามอ่านข่าวสาร แต่กลับพบว่าไม่ค่อยมีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ก็ยิ่งไม่สบายใจ และเมื่อพยายามเดินทางกลับบ้านเกิดที่รัสเซีย ก็พบว่าเที่ยวบินไปยุโรปทั้งหมดถูกยกเลิกอีก

"ตอนแรกฉันอยู่ที่สมุย ทุกคนบอกฉันว่ามีการประท้วงที่กรุงเทพฯ แต่ฉันไม่กลัวเพราะคิดว่าไม่มีอะไร แต่เมื่อมาเห็นความโกลาหลด้วยตาตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามีผู้เสียชีวิตอยู่ใกล้ๆ ฉันกลัวมากและอยากกลับประเทศ" นางอูลลา กล่าว

ถามต่อว่าแล้วเหตุใดจึงออกมาบริเวณราชประสงค์อีก ทั้งๆ ที่จะมีการชุมนุมใหญ่บริเวณพื้นที่นี้ นางอูลล่า หัวเราะและให้ความเห็นติดตลกว่า

"ทุกคนที่โรงแรมบอกว่าตอนนี้ปลอดภัย และอันที่จริงแม้ฉันจะยังเป็นห่วงอยู่ แต่ถ้าให้ฉันนอนกลิ้งอยู่ในโรงแรมโดยไม่ทำอะไรเลย ฉันขอยอมตายดีกว่า ให้ตาย! นี่เป็นวันหยุดของฉันนะ" อูลล่า กล่าวทิ้งท้าย ก่อนขอตัวเพื่อไปดินเนอร์กับครอบครัวที่ตึกใบหยก ย่านประตูน้ำ

คู่รักชาวฝรั่งเศส นางมาเอโร อัลดา และ นายมาวิลลา แพทริก วัย 36 และ 35 ปี ที่เคยมาประเทศไทยเมื่อ 5 ปีก่อน และติดใจเชียงใหม่จนต้องกลับมาเที่ยวอีกครั้ง หนนี้อยู่เชียงใหม่นานถึง 4 เดือน เพื่อร่วมเทศกาลสงกรานต์ ก่อนลงมาเที่ยวกรุงเทพฯ

"คนไทยใจดี ใจเย็น และน่ารักมาก ทุกคนต้อนรับฉันอย่างอบอุ่นแม้ฉันจะเป็นนักท่องเที่ยว แต่ฉันก็ไม่รู้สึกเป็นคนแปลกหน้าของที่นี่เลย" นางมาเอโร เผยความรู้สึกพร้อมเล่าว่า ขณะที่พักอยู่ในเชียงใหม่ ได้รับข่าวสารมากมายจากชาวบ้าน และรู้ว่าการเมืองของประเทศไทยมีความซับซ้อนมากยากที่คนต่างชาติจะทำความเข้าใจ

"ฉันก็รู้ว่าข่าวสารที่ฉันได้รับจากคนท้องถิ่น ไม่มีความเป็นกลาง ทุกคนต่างพูดไปตามความคิดเห็นของตัวเอง จึงอยากเรียกร้องให้คนไทยระวังการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ชาวต่างชาติ เพราะพวกเราไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเมืองไทยเลย เราอยากได้ข้อเท็จจริงและมีพื้นที่ ที่ให้เราได้คิดด้วยตัวเอง" นางมาเอโร กล่าว

ด้านนายมาวิลลา สามีกล่าวเสริมว่า พวกเราอยากมาเห็นการชุมนุมที่คนเชียงใหม่กล่าวถึงด้วยตา จึงเดินทางและพบว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้มีท่าทีอันตรายอย่างที่บางฝ่ายบอก

"ผมเห็นว่าทุกคนยิ้มแย้มจนไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นการประท้วง บางคนลุกขึ้นเต้นรำ บางคนก็ใช้บริการนวดคลายเครียด ผมคิดว่าผมคงไม่รีบเผ่นกลับประเทศเพียงเพราะเหตุการณ์ประท้วงเท่านี้หรอก" นายมาวิลลา กล่าวหนักแน่น

ครั้นถามว่าอยากฝากอะไรถึงผู้ชุมนุม รัฐบาล และการเคลื่อนขบวนที่จะเกิดขึ้น นางมาเอโร ส่ายหน้า พร้อมกล่าวว่า "ไม่มีอะไรจะพูด เพราะฉันเป็นคนฝรั่งเศส แต่ฉันมั่นใจว่าคนไทยจะสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างแน่นอน ฉันไม่แนะนำให้ใครทำอะไรเพราะฉันเคารพในการตัดสินใจของทุกฝ่าย

และไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ฉันเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศไทยแล้ว"

นายเบนจามิน โรวส์ อายุ 26 ปี ชาวออสเตรเลีย อาสาสมัครสอนภาษาโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในประเทศพม่า ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ยิงเอ็ม 79 ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง เมื่อคืนวันที่ 22 เม.ย. สดๆ ร้อน

นายเบนจามิน กล่าวว่า ที่มาเมืองไทยเพราะต้องมาติดต่อเรื่องหนังสือเดินทาง ที่สถานทูตพม่าประจำประเทศไทย เพิ่งมาถึงที่สนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 22 เม.ย. และถึงสถานทูตพม่าตอนบ่ายโมง

หลังทำธุรเสร็จก็เดินเล่นมาตามถนนสีลมและมาถึงบริเวณสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง กำลังเดินซื้ออาหาร แต่ก็ได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้นก่อน 2 ครั้ง แต่ไม่ได้คิดอะไร เพราะไม่รู้ว่าเมืองไทยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เอะใจอยู่บ้างเพราะเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารเดินถืออาวุธปืนเพ่นพ่าน คิดว่าน่าจะมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นแล้ว

กระทั่งมีเสียงระเบิดขึ้นเป็นลูกที่ 3 มีสะเก็ดระเบิดกระเด็นมาถูกที่หน้าอกและด้านหลังมีเลือดไหลอาบ รู้สึกเจ็บบริเวณดังกล่าวและล้มฟุบลงกับพื้นก่อนจะมีรถพยาบาลมารับตัวส่งโรงพยาบาล และให้การช่วยเหลือรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี

กระนั้น นายเบนจามิน ยืนยันว่าเขาจะกลับมาเมืองไทยอีกแน่นอน

"ครั้งนี้ไม่ใช่เป็นครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน เพราะส่วนที่เกิดเหตุเป็นแค่ส่วนเดียวของประเทศ ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็จะไม่เกิดปัญหา ผมยืนผิดที่ ผิดเวลา จึงได้เกิดเหตุขึ้น"

นายเบนจามิน กล่าวว่า เมืองไทยก็ยังเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวอยู่ จุดที่มีการชุมนุมกันก็เป็นเพียงบางจุดของกรุงเทพฯ เท่านั้น นอกจากพื้นที่กรุงเทพฯ แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าเราระวังก็ไม่เกิดปัญหา

ถึงอย่างไรเมืองไทยก็ยังเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวอยู่

สงครามกลางเมือง

ที่มา เดลินิวส์


ฝ่าเปลวแดด

หรือว่าเมืองไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ สงครามกลางเมือง จริง ๆ คนเสื้อแดง ใช้ไม้ไผ่กับยางรถยนต์ ตั้งป้อมค่ายอยู่ฝั่งสวนลุม ตรงข้ามดุสิตธานี

อีกฝั่ง ทหาร ตำรวจ นับพันคนพร้อมอาวุธครบมือ ขึงรั้วลวดหนามกลาง ถนนสีลม ใช้สแลนสีดำปิดช่องว่างบนสะพานลอยพรางตัว สภาพไม่ต่างจากสนามรบ

ตกกลางคืน คนเสื้อแดง กับ กลุ่มเสื้อหลากสี พร้อมปะทะกันทุกเมื่อ คนเมืองหลวง ไล่คนเสื้อแดงว่า ออกไป ไอ้คนขายชาติ คนเสื้อแดง ด่ากลับบ้าง ขี้ข้าเผด็จการ

ตำรวจทำงานอย่างหนัก แต่ยากมากกับความตึงเครียดที่ขึ้นถึง ขีดสุด จะนองเลือดเมื่อไหร่ก็ได้

ในหลายจังหวัดก็ไม่ต่าง ขณะที่รัฐบาลยังเดินหน้าใช้สื่อและ ช่องหอยม่วง ปลุกระดมให้ต่อต้านเสื้อแดงเต็มกำลัง เน้นย้ำว่า มีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวอยู่ และต้องจัดการอย่างเฉียบขาด

เห็นใจคนสีลมที่โกรธ แต่หากได้รับข้อมูลรอบด้าน ก็คงเข้าใจว่า เค้าไม่ได้ทำเพื่อคน ๆ เดียว แต่เรียกร้องเพราะต้องการประชาธิปไตย (ยุบสภา คืนอำนาจประชาชน) ที่คนเมืองอาจไม่เชื่อว่า จริง

แต่หากรับเงินมา คงอยู่ไม่ได้นานขนาดนี้ เพราะนี่กว่า 40 วันแล้ว

มาถึงวันนี้ อาจมีการสลายม็อบไปแล้ว หรือ วันนี้ยัง พรุ่งนี้ ก็คงหนีไม่พ้น มีข่าว พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ถูกกดดันหนักมาก ขนาดต้องปิดโทรศัพท์หนีเป็นพัก ๆ

แต่หนียังไงก็หนีไม่ออก ที่สุด ต้องสลายม็อบ และคงต้องสูญเสียอีกมาก

ขอนำคำพูดท่าน ส.ว.ดิเรก ถึงฝั่ง อดีตประธานคกก.ศึกษาการแก้ไขรธน.มาลงอีกครั้ง เพื่อเตือนใจ

“...ถ้าใช้กำลังปราบ ถามว่าจะปราบทั้งประเทศหมดหรือ หากมีเสียงปืนดังขึ้น แม้ทหารอาจชนะในตอนนี้ แต่ปัญหาไม่จบ อาจเจอการก่อความรุนแรงทุกจังหวัด แล้วผู้คนจะอยู่กันอย่างไร ทำให้ยิ่งเป็นปัญหาระยะยาว ผมเกรงว่าจะกลายเป็น 3 จังหวัดภาคใต้ไปทั่วประเทศ”

เป็นความเห็นที่ตรงประเด็น และมีคุณค่า ไม่อยากให้ปล่อยผ่านไปเฉย ๆ

สถานการณ์ที่ใต้ ล่าสุด 2 คนร้ายขี่มอเตอร์ไซค์ ขว้างระเบิดเข้าไปในโรงพัก ที่ตำรวจกำลังเคารพธงชาติช่วง 8 โมงเช้าอย่างอุกอาจ กลางเมืองปัตตานี ตายทันที 1 สาหัสอีก 1 และบาดเจ็บกว่า 50 คน

จากนั้นไม่นาน ห่างโรงพักนิดเดียว มี คาร์บอมบ์ เกิดขึ้น ร้านค้า บ้านเรือน รถยนต์ ถูกระเบิดพังยับนับสิบคัน เจ็บกว่า 10 คน เดชะบุญไม่มีคนตาย

นี่คือไฟใต้ ที่ลุกโชนมานาน และ ไม่มีทีท่าจะดับ

ยังไม่นับการยิงจรวดอาร์พีจี ถล่มคลังเก็บน้ำมันที่ปทุมธานี ดีที่ไม่เป็นทะเลเพลิง ยังไม่รู้ใครทำ เกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ แต่นี่แหละ การก่อ วินาศกรรม ที่น่าห่วง

ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพราะ “มันคนเดียว” หรือ หรือเพราะ ประชาชน ตื่นแล้ว แต่ผู้กุมอำนาจในปัจจุบัน รวมทั้งรัฐบาล ยังไม่ยอมตื่น ไม่ เช่นนั้น นายกฯ มาร์ค คงไม่สั่งสลายม็อบรอบ 2 หรอก

ธนูได้แล่นออกจากคันศรไปแล้ว แทนที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น กลับมุ่งไปที่การปราบปราม ช่วยกันคิดซักนิด ก่อนจะ สายเถอะ.

ดาวประกายพรึก

ยุติได้แล้ว

ที่มา ไทยรัฐ

คงเห็นกันแล้วว่า...สถานการณ์บ้าน เมืองขณะนี้รุนแรง วุ่นวาย น่ากลัว และอันตรายเพียงใด??!!

เหตุการณ์คนร้ายยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงและหน้าโรงแรมดุสิตธานีถึง 5 ลูกซ้อน เมื่อค่ำวันที่ 22 เมษายน

จ่อใกล้สงครามกลางเมืองเข้าไปทุกที!!

ประชาชนสองกลุ่มเผชิญหน้ากันแค่วิ่งข้ามถนนถึง...ท่ามกลางกองกำลังทหารติดอาวุธและกำลังตำรวจนับพันนายตรึงอยู่ หนาแน่น

สิ้นเสียงระเบิดทำให้มีผู้บาดเจ็บไม่ ต่ำกว่า 50 ราย เสียชีวิตเป็นเหยื่ออำนาจบ้าคลั่ง 1 ราย

จากนี้ไปวิกฤติการเผชิญหน้าจะจบลงอย่างไร? ไม่อาจคาดเดาได้...ม็อบชนม็อบที่วิตกกันก่อนหน้านี้ได้เริ่มความรุนแรงแล้ว

ในส่วนการแก้ปัญหาของรัฐบาล จะเดินหน้าอย่างไร คงต้องดูกันในสองสามวันนี้

แต่ในวิกฤติสื่อทีวีที่ถูกหางเลขจนโงหัวไม่ขึ้นนั้น ก็ต้องถอยกลับมามองดูตัวเองให้สะเด็ดน้ำบ้างแล้ว

เพราะที่ผ่านมา ถือว่าสื่อทีวีมีส่วนทำให้ ความรุนแรงระอุมากขึ้น บิดเบือนและกดดันให้สถานการณ์บานปลายมากขึ้น

ก่อนหน้านั้น 16 องค์กรภาคประชาชน เดินสายไปตามฟรีทีวี ยกเว้นช่อง 11 เพื่อขอ ให้ทุกสถานีช่วยกันแก้ไขวิกฤติบ้านเมือง

อย่าได้เสนอข่าวฝ่ายกุมอำนาจด้านเดียว หรืออย่าเสนอข่าวยั่วยุ จนทำให้สถานการณ์ก้าวไกลถึงขั้นนองเลือดอีก!!

อยากให้ผู้บริหารสถานีเข้าใจให้ลึกซึ้งต่อสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ ยิ่งรับปากกับตัวแทน 16 องค์กรภาคประชาชนไว้แล้ว ยิ่งต้องช่วยกันอย่างเต็มที่

ไม่ใช่เข้าข้างรัฐบาล หรือเข้าข้างม็อบ เสื้อแดง แต่ควรช่วยกันนำเสนอแนวทางอย่างเป็นกลางและกอบกู้วิกฤติบ้านเมืองให้เบาบางลงจนนำไปสู่การเจรจาอย่างสันติ

ใคร-กลุ่มใดที่เข้ามาหาผลประโยชน์กับทีวี แล้วใช้เครือข่ายฟรีทีวียุแยงให้สถานการณ์ เลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ควรจะยุติบทบาทได้แล้ว

จะแพ้ยับเยินกันทุกฝ่าย!!

"แจ๋วริมจอ"

'ลอยชาย'ยิ่งตายเพิ่ม

ที่มา ไทยรัฐ

"นรกส่งมาเกิด"

โดยพฤติกรรมที่พิจารณาแล้วมีคำเหมาะสมแค่คำเดียว ประณามไอ้โม่งกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่ยิงระเบิดเอ็ม 79 ถึง 5 ลูกซ้อน ถล่มสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง และกลุ่มผู้ชุมนุมหลากสีที่แยกสีลม มุ่งเป้าสังหารฝูงชน ทำให้มีประชาชนตาดำๆบาดเจ็บ ล้มตาย เป็นจำนวนมาก

"เลวไม่เลือกสี"

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้เหมาเอาตามที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงผ่านโทรทัศน์ รวมการเฉพาะกิจฯหลังเกิดเหตุตูมแรกผ่านไป 3 ชั่วโมง

รวบรัดสรุปทันที จากการตรวจของเจ้าหน้าที่ชัดเจนแล้วว่า ทิศทางที่ยิงระเบิดเอ็ม 79 มาจากหลังบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6

คือด้านที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมกันอยู่

และก็ไม่ได้ปักใจเชื่อตามที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวปราศรัยบนเวทีม็อบเสื้อแดงตอบโต้ "เทพเทือก" ที่ออกมาระบุว่า การยิงระเบิดเอ็ม 79 บริเวณถนนสีลม มีการยิงมาจากบริเวณด้านหลังพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 นั้น เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากวิถีกระสุนต้องมีระยะถึง 400 เมตร และการที่ระเบิดดังกล่าวไปตกที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง ไม่ได้ยิงมาจากที่ชุมนุม นปช.

โยนกลับฝ่ายถืออำนาจ สร้างสถานการณ์ก่อนลุยม็อบเสื้อแดง

ต่างฝ่ายต่าง "ชิ่ง" ไม่รับสมอ้างผลงานชั่วๆของ "สัตว์นรก"

ที่แน่ๆโดยผลปฏิบัติการที่ยังมองไม่ออกว่า "เข้าทางใคร"

ไล่เรียงกันตั้งแต่นาทีก่อนเกิดเหตุ ช่วงหัวค่ำเวลาประมาณ 1 ทุ่มเศษ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เก็บตัวเงียบตลอดวัน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์นักข่าว ปูดปมร้อนใหม่ "ผู้ก่อการร้ายชุดขาว" ที่เข้ามาแทน

คนชุดดำ ต้องระวังการเคลื่อนไหวในพื้นที่แยกราชประสงค์

พูดไม่ทันขาดคำ ตูมแรกบึมสนั่นที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง

ถือว่า "อภิสิทธิ์" โดนตบหน้าอย่างแรง

ไล่เลี่ยๆกัน เวลา 19.30 น. ศาลแพ่งมีคำสั่งตามที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ห้ามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. สั่งสลายการชุมนุม

แต่หากรัฐจะสลายการชุมนุม จะต้องใช้ดุลพินิจตามความเหมาะสม ตามหลักสากล ด้วยวิธีการจากเบาไปหาหนัก ศาลจึงมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวกรณีดังกล่าวจนกว่าจะมีคำพิพากษาอื่นเปลี่ยนแปลง

ในอารมณ์ที่นายจตุพรรีบขึ้นเวทีแถลง "คำสั่งของศาลแพ่ง"

เรียกเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจจากคนเสื้อแดง ร้องรำทำเพลงกันสนุกสนานครึกครื้น ผ่อนคลายอารมณ์ตึงเครียด ที่ต้องอดตาหลับขับตานอน จากที่ถูกแกนนำกระตุ้นให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ระวังการเข้าสลายของทหาร

ผ่อนคลายได้ไม่กี่อึดใจ แต่พอสิ้นเสียงระเบิดเอ็ม 79 ถล่มใส่คนหลากสี ม็อบแดงที่โดนบล็อกอยู่ในที่ตั้ง ก็ต้องลนลานกับสถานการณ์ถูกปิดประตูตีแมวต่อไป

ในเมื่อสถานการณ์มันจ่อเข้า "ฉากสุดท้าย"

จังหวะเปิดให้ฝ่ายถืออำนาจใช้สรรพกำลังในการลุยเข้าควบคุมสถานการณ์ ไม่ให้เลือดเดือดไปกว่านี้ ก็เป็นอะไรที่ต้องลุ้นเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย มวลชนคนเสื้อแดงรอนาทีโดนสลาย

"ยันต์" ของศาลแพ่ง อุ่นใจไม่ได้

สรุปว่า หูตาแหกไปตามๆกัน กับปฏิบัติการของไอ้โม่งนรกส่งมาเกิด ใช้ชีวิตของประชาชนตาดำๆ เป็นเหยื่อ "เกมต่อรองอำนาจ"

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ก่อนอื่นเลย โดยความรับผิดชอบของผู้นำประเทศไทยที่ชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ที่เน้นหลบซุ่มอยู่เฉยๆ

ปล่อยให้คนตาย คนเจ็บ เพิ่มตัวเลขขึ้นทุกวัน

ไม่ใช่แค่เสียงทะลุกลางปล้องของฝ่ายตรงข้ามอย่างนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ที่ยุให้ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง อย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหา

เอาปืนจี้เงียบ ให้ "อภิสิทธิ์" ออกจากเก้าอี้

ล่าสุด นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ส.ส.นครราชสีมา พรรครวมชาติพัฒนา คนในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ก็ออกมาแถลงไล่ซึ่งๆหน้า

"ตอนนี้นายกฯไปไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ลาออกก็ต้องเจรจายุบสภา ให้ไว เพราะนายกฯมีอำนาจตัดสินใจจึงต้องทำให้เร็วสุดภายในวันสองวันนี้ก่อนที่เหตุจะยิ่งไปกันใหญ่"

"คุณชายสะอาด" หมดเวลาแล้ว กับบท "ลอยชาย".

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

การ์ตูน เซีย 24/04/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 24/04/53

โลกนี้คือกระเทย

ที่มา บางกอกทูเดย์



นับจากนี้ต่อไป..ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น..ทั้ง “คนเสื้อแดง” และ “รัฐบาล” จะ ชนะ แพ้ หรือ เสมอ..ต้องถือว่าเป็น “ผลกำไร” ที่วิเศษสุดๆเพราะที่ “เชิดฉิ่ง” กันมานาน..ได้สร้างความสนใจให้ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน!!โดยเฉพาะ “คนรากหญ้า” ที่ไม่ประสีประสาเรื่อง “การเมือง” และ “ประชาธิปไตย”บัดนี้ได้ซึมซับเข้าไปในเส้นเลือดหมดทั้งตัวแล้วนี่ไงถึงได้บอกว่ามันคือ “ผลกำไร” อันมหาศาล!!ไม่จำเป็นจะต้อง มี “หน่วยงาน” ที่ไปให้ความรู้เรื่อง ประชาธิปไตย เพราะ คน

รากหญ้าได้ใช้ “จิตวิญญาณ” และ “ร่างกาย” เข้าไปสัมผัสด้วยตนเองและหากมีการเลือกตั้งครั้งหน้า..นักการเมืองประเภท“ขยะ” จะไม่มีโอกาสเหยียบเข้าสภาค่อนข้างแน่นอนนี่คือ..การตื่นตัวครั้งยิ่งใหญ่ของคนในประเทศยิ่งกว่ารื้อบ้านสร้างใหม่ซะอีก!! “ในดีมีเสีย-ในเสียมีดี” ทุกสรรพสิ่งล้วนมีทั้ง “คุณ” และ “โทษ” ในตัวมันเอง ที่งง-งง อยู่ก็เกี่ยวกับ กระเทยพุงพลุ้ย ที่ออกมาพล่ามว่า “1 เสียงมีความรู้.. กับ 1 เสียงมีความรู้น้อย..ไม่ควรมีค่าเท่ากัน”??อีดอกกระทุ่มแบนยัง

พูดต่อไปว่า “เพราะเสียงมีความรู้น้อยส่วนมากเป็นคนรากหญ้าซึ่งมีจำนวนมากกว่า” ใช้ปากหรือตูดพูดวะเนี่ย!!ความคิด“อัปรีย์” อย่างนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในสมองของกระเทย ระดับด็อกเตอร์เป็นครูบาอาจารย์มาได้ยังไงในเมื่อปฐมบทของประชาธิปไตย ก็ยังยกขาไม่ขึ้นทำให้คิดถึง เจียง ไคเชก เมื่อครั้งที่อพยพไปตั้งรัฐบาลจีนคณะชาติที่เกาะไต้หวัน “เจียง” เลือกจะนำ “ชาวจีน” ที่จะไปร่วมกัน “สร้างเมืองใหม่” ด้วยการคัดเอาเฉพาะบรรดาพวกสมประกอบและมี

คุณภาพ!!เน้นเลย.. ไม่ให้นำกระเทยขึ้นเรือไปด้วยเพราะไม่มีประโยชน์ในการสร้างชาติ!!จากนั้นจวบมาบัดนี้ “ไต้หวัน” มีแต่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วเพราะทั้งเกาะหา มี “กระเทย” มานวยนาดเหนี่ยวรั้งความเจริญโชคดีของ “อีคอหมูย่าง” ที่ยังสะดิ้ง “สะหยอยดอง” อยู่ได้ในประเทศนี้ถ้าหลุดไปอยู่ที่ “ไต้หวัน” ป่านนี้โดนถีบตกทะเลไปนานแล้ว!!


ฐปนีย์ เอียดศรีไชย

ถามว่า...อะไรคือ “ความจริง” ในช่วงที่บ้านเมืองเข้าสู่ “มิคสัญญีกลียุค”คำตอบ คือ ความจริงมีเพียงหนึ่ง...ในขณะที่ “เรื่องตอหลกตอแหล” มีเป็นสิบเป็นร้อยเรื่อง“ฐปนีย์ เอียดศรีไชย” ผู้สื่อข่าวรายการ “ข่าว 3 มิติ” ได้โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์เกี่ยวกับเหตุการณ์ตำรวจไล่ตามจับกลุ่มคน “ปาระเบิดขวด”ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง...ภายหลังกลุ่มผู้ไม่หวังดียิงระเบิด M79 บริเวณสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง เมื่อคืนวันก่อนที่ผ่านมาเธอย้ำว่า...เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการ

ตามตัวคนร้ายที่ยิง M79 แต่เป็นการตามตัวคนร้าย “ปาระเบิดขวด” ที่เข้ามาสร้างสถานการณ์รุนแรงให้ยิ่งย่ำแย่ลงไป“คุณฐปนีย์” เล่าเรื่องในช่วงที่เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่หลังเวลา 5 ทุ่ม...โดยสถานการณ์บริเวณแยกสีลมเริ่ม “กลับเข้าสู่ภาวะปรกติ” แต่ไม่วายเกิดเหตุการณ์ “ตำรวจไล่จับผู้ร้าย” ซึ่งมีกลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คนที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลัง “แนวทหาร”แต่ทว่ากลับถูกทหาร “เอาปืนจ่อหัว” บอกไม่ต้อง! เท่าที่ “คุณฐปนีย์” ได้สอบถามกับ “ตำรวจ” ทำให้รู้

ว่า...กลุ่มคนที่ก่อเหตุไม่ใช่คนสีลมหรือคนเสื้อหลากสี...แต่เป็นกลุ่มคนที่ถูก “จัดตั้ง” โดยใครบางคนซึ่งตำรวจที่ถูกเอาปืนจ่อหัวเป็นถึง “รองผู้กำกับ” และ “ผู้บังคับหมู่”เธอย้ำอีกครั้งว่า...นี่เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัว!เหตุการณ์ในสนามข่าว...เพื่อรายงานสถานการณ์ “ความเป็นจริง” ใครทำอะไร...ที่ไหน...อย่างไรคงทำให้ประชาชนคนไทยได้รู้ว่า...ยังมี “ลับ ลวง พราง” โดยมือที่มองไม่เห็นคอย “ชักใยสั่งการ” เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมือง

แล้วสุดท้าย “โยนบาป” ไปไว้ที่ฝั่งตรงข้ามถึงตรงนี้ท่านจะเชื่อ “ฐปนีย์ เอียดศรีไชย” ทีมข่าวช่อง 3 หรือจะเชื่อใคร...ผมเป็นเพียง “สื่อสารมวลชน” ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารแก่พวกท่านวิจารณญาณ คือ การคิดอย่างมีเหตุและมีผล “ตอนนี้สีลมนิ่งแล้ว...แต่เรื่องที่เกิดขึ้นก็ต้องตัดสินกันเองนะคะในการรับข่าวสารอย่างรอบด้าน...ดิฉันไม่ใช่นักข่าวมีสี...แค่ต้องการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวที่ควรทำ” คุณฐปนีย์...กล่าวทิ้งท้ายในทวิตเตอร์!


ปฏิวัติรัฐประหาร

ที่มา บางกอกทูเดย์



ชาติ บ้านเมือง และ ประเทศไทย สำคัญกว่าและเหนือกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น...ถ้ายังไม่รู้จักคำว่า “เสียสละ” เลือดต้องนองแผ่นดิน...

-/-...บางกอกทูเดย์ หนังสือพิมพ์แท็ปลอยด์รายวัน “ทันคิด ทันคน ทันข่าว” ฉบับนี้ วันเสาร์ที่ 24-วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2553...

-/-... “แม้ว่าท่านอาจโชคดี ไม่มีใครสามารถเอาผิดท่านได้ตามกฎหมาย ท่านก็ไม่มีทางรอดพ้นไปจากกฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นสัจธรรมอันแท้จริงที่จะต้องส่งผลมาถึงตัวท่านและลูกหลานอย่างแน่นอน ทั้งหมด คือ ถ้อยความอันควรสำนึกและรับผิดชอบของผู้มีอำนาจและผู้เคยมีอำนาจที่ควรฟัง จดจำและนำไปคิดของท่านองคมนตรี ธานินทร์ กรัยวิเชียร...

-/-...ใครก็ตามที่รู้ตัวว่าได้ล่วงละเมิดพระราชอำนาจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกมาพูดวิจารณ์เรื่องการขอเข้าเฝ้าฯ ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องนำกลับไปทบทวนใหม่ว่า ควร หรือ ไม่ควร...

-/-... “พระองค์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ และองค์รัฎฐาธิปัตย์และจอมทัพไทยที่ทั้งรัฐบาลและทหารจะต้องขึ้นกับพระองค์...ไม่มีสถาบันใดอีกแล้วที่จะสามารถหยุดยั้งได้ นอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์” คือเหตุผลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่กลับมาเป็นการย้อนคำถามคนที่ออกมาล่วงพระราชอำนาจว่า การขอมาตรา 7 กับการขอเข้าเฝ้าฯ นั้นต่างกันตรงไหน หรือว่าต่างกันตรงที่ใครพูด?...

-/-...เพราะประเทศไทย ยังเวียนว่ายตายเกิดซ้ำซากอยู่ตรงสูตร 3, 2, 1 จึงยังหาทางออกให้ประชาชนไม่ได้ เพราะคิดว่าสงครามการเมืองต้องแก้ด้วยอำนาจจึงเป็นเรื่องน่าอนาถใจอย่างยิ่ง ความสงบสันติ สามัคคีถึงยังไม่มีวันจะกลับคืนมาได้ เพราะหนึ่ง...ยังไม่มีการเจรจาหาทางออก...สองยังไม่มีคนกล้าสลายม็อบหนใหม่ และสาม...ยังไม่มีใครกล้าออกมาปฏิวัติรัฐประหาร...

-/-...บุคคลที่ต้องกลายมาเป็นคนรับเผือกร้อนมาถือไว้ในมือคนใหม่คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พูดจาออกชัดเจนไม่อ้อมค้อมว่า “อย่าให้ผมบอกว่า สลาย-ไม่สลายเลย...ผมจะทำทุกอย่างตามสถานการณ์และผลที่ได้มาจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ถ้ารักษากฎหมายไว้ได้ ไม่มีคนบาดเจ็บและตายและเป็นที่ยอมรับว่าทำตามกฎหมายและสมควรแก่เหตุ มันเหมาะสมที่จะทำ ตอนไหน อย่างไร ผมก็คงทำ เว้นแต่เขาจะออกไปก่อน ก็ไม่ต้องทำ”...ความอย่างนี้ มด คันไฟ คงไม่ต้องแปลไทยเป็นไทยนะครับ...

-/-...แต่หากว่าหลังจากนี้ไป พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จะถูกย้ายหรือถูกปฏิวัติรัฐประหารก่อนเกษียณ ก็น่าเสียดาย เพราะหมายความว่า เราจะเสียทหารที่ไม่มีอุดมการณ์ของเผด็จการและการใช้อำนาจใช้ความรุนแรงและกำลังไป...

-/-...ได้ยินข่าวเล่ามาว่า “11 วัน” หลังเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 (ที่ถ้าหากวันนั้นไม่รีบถอยออกก่อน ความเสียหายตายบาดเจ็บจะมากมายกว่านี้หลายเท่า) มาถึงคืนวันที่ 21 เมษายน 2553 ที่มีข่าวลือฮือฮาที่ไม่สามารถปิดเป็นความลับได้ ออกมาว่า...จะมีการเข้าสลายม็อบที่ราชประสงค์ พร้อมทั้งคนทั้งอุปกรณ์ทั้งอาวุธ...สถานการณ์คืนนั้นจึงตึงเครียดที่สุดและเครียดสุดของประเทศไทย...

-/-...แต่ภายหลังพอถึงรุ่งสางวันที่ 22 เมษายน 2553 ข่าวลือไม่กลายเป็นข่าวจริง...ไม่ใช่เพราะข่าวลือนั้นเลื่อนลอยและไม่จริง...แต่ข่าวลือไม่เป็นข่าวจริงเพราะ คนที่ต้องปฏิบัติการหยุดตัวเอง เพราะไม่อยาก-ไม่กล้าเพิ่มคนไทยคนตายขึ้นมาอีก...ไม่ใช่เพราะ “คนสั่ง” สั่งให้หยุด!...

-/-...มด คันไฟ จึงอยากฝากความนี้ไว้ให้คิดกับ ผู้มีอำนาจสั่งการอย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ว่า อำนาจที่ได้มา ยิ่งใหญ่ที่สุดก็จริง แต่ต้องบริหารจัดการเป็น ต้องใช้เป็น...เพราะต้องระวังให้ดีที่อนาคตของตัวเองและลูกหลานด้วย


บริหารด้วยปืน

ที่มา บางกอกทูเดย์



ถ้าเครื่องมือในการบริหารประเทศของรัฐบาลใดคือกองทัพ....ผลงานของประเทศและรัฐบาลนั้น ก็คือ...การจับกุมคุมขัง..การเข่นฆ่าสังหาร ประเทศใดมีรัฐบาลที่ใช้ปากกระบอกปืนเป็นกลไกการปกครอง....ประเทศนั้นก็เป็นเผด็จการไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งไม่มีปากกระบอกปืนของรัฐบาลใด..จะไม่ได้รับการต่อต้านจากประชาชน..เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการจากทุกๆ รัฐบาล..คือการกินดีอยู่ดี...ไม่ใช่การกดขี่บังคับประวัติศาสตร์โลก..บอกกับทุกๆ ชีวิตในโลกว่า...ในที่สุดแล้วอนุสาวรีย์ของผู้กดขี่จะต้องถูกทำลายลงไม่ว่าในวันใดวันหนึ่ง..สตาลิน..เลนิน..แคทเธอลิน เดอะเกรท..เหมาเจ๋อตุง จิ๋นซีฮ่องเต้ ชาร์

แห่งอิหร่าน..ฯลฯ และแม้แต่หลังสุด..วีรบุรุษอย่าง นายพลฟรังโก..แห่งสเปญ..ก็กำลังถูกรัฐสภาสเปญ ออกกฎหมายให้ทำลายสัญลักษณ์ทุกอย่างของท่านผู้นี้...30 กว่าปีมาแล้ว...ประธานาธิบดี เฟอร์ดินัล มาร์คอส..ให้ยศนายพลกับให้เงินจำนวนมหาศาลให้กับนายทหารฟิลิปปินส์ของเขา...โลกในครั้งนั้นเรียกเขาว่า ประธานาธิบดีตลอดกาล..ประชาชนชื่นชอบเขาประดุจเทพเจ้า..และเผื่อแผ่ไปถึง อีเมลด้า ผู้ภริยาว่าเป็น..ผีเสื้อเหล็กแห่งกรุงมนิลา..เพราะกระสุนนัดเดียว

แท้ๆ ที่ลั่นใส่ศรีษะ อาควิโน.. แค่ศพเดียวแท้ๆ...ฟิลิปปินส์กลายเป็นแผ่นดินต้องห้ามของมาร์คอสกับภริยา..แผ่นดินฟิลิปปินส์รังเกียจแม้แต่กระดูกของเขา...กองทัพของมาร์คอส..ปฏิเสธการสังหารประชาชน..ที่เดินดาหน้าเข้ามาที่ มาลากันยัง...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ....พณะหัวเจ้าท่านนายกรัฐมนตรี..เก่งภาษาเล่าเรียนมาอย่างดิบดีเช่นท่าน..ท่านไม่ต้องหาทางออกให้กับประเทศ..ประเทศอยู่มาแล้วอยู่มาได้ 700 ปี..ประเทศยังอยู่ได้ไปถึงหนึ่งพันปี...ที่ต้องห่วงคือ..หา

ทางออกให้กับตัวท่าน ภริยาและลูก..ประชาชนคงจะส่งเสริมตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่าน..ด้วยกองศพทับถมของพวกเขาไม่มากมายไปกว่านี้..กองทัพก็คงจะฆ่าประชาชนให้กับท่านอีกไม่นานเท่าไหร่..ABRAHAM MASLOW กล่าวว่า WHEN THE ONLY TOOL YOU OWN IS A HAMMER EVERY PROBLEM BEGINS TO RESEMBLE A NALLถ้าเครื่องมือเดียวที่คุณมีคือปืน..ทุกปัญหาจะเริ่มกันที่ศพ

‘สีลม’2553

ที่มา บางกอกทูเดย์



ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา คงเป็นภาพที่คนไทยทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นในสภาพบ้านเมืองที่กำลังวุ่นวายในขณะนี้ อีกทั้งไม่คาดคิดว่า เหตุระเบิดเอ็ม 79 จะนำมาซึ่งการสูญเสียครั้งใหญ่ มีผู้บาดเจ็บ 80 กว่าราย เสียชีวิต 1 รายเหตุการณ์ครั้งนี้...เกิดขึ้นบนความเห็นที่ขัดแย้งทางการเมือง ระหว่าง 2 กลุ่ม คือกลุ่มคนรักสีลม ที่เห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ทำมาหากินในย่านสีลม รวมทั้งการรวมตัวกันเพื่อป้องกันไม่ให้คน

เสื้อแดงยกพลบุกสีลม ตามที่แกนนำคนเสื้อแดงเคยประกาศไว้ขณะที่ฝ่ายคนเสื้อแดงที่สร้างป้อมค่ายป้องกันเหตุปะทะ มองว่าการออกมาท้าตีท้าต่อยของคนรักสีลมเป็นการยั่วยุให้เสื้อแดงออกมาใช้กำลังปะทะกัน ก่อนเกิดเหตุคนร้ายยิงเอ็ม 79 ถล่มสีลม เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างคนไทยด้วยกันเอง แต่อยู่คนละสีเท่านั้น แม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะมีการขว้างปา ขวด ก้อนหินเข้าใส่กัน แต่ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ไม่นานถนนสีลมอาจจะนองเลือดแล้วในค่ำคืนวันที่ 22 เม.

ย. เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น...เมื่อคนร้ายยิงเอ็ม 79 เข้าใส่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง 3 ลูก ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติได้รับบาดเจ็บด้วย ในเวลาใกล้เคียงกัน...คนร้ายยิงเอ็ม 79 ตกหน้าโรงแรมดุสิตธานี และหน้าธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคนซึ่งเป็นคนทำงานที่กำลังจะเดินทางกลับบ้านได้รับบาดเจ็บ ความโกลาหล เกิดขึ้นทันที! หลายคนช่วยนำตัวผู้บาดเจ็บไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล หลายคนรีบวิ่งหนีเพื่อหา

ทางกลับบ้านจนไม่เหลือบรรยกาศถนนสีลม ที่เคยเป็นถนนแห่งการจับจ่ายของคนไทยและชาวต่างชาติ แต่ “สีลม” ในพ.ศ. นี้ไม่ต่างจากสมรภูมิรบ ตำรวจ ทหาร เสริมกำลังเข้าพื้นที่ เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่ง แต่สถานการณ์กลับไม่ได้คลี่คลาย เพราะทั้ง 2 ฝ่าย เริ่มอยู่ในอาการโกรธแค้น โดยเฉพาะฝั่งคนสีลม ที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พร้อมระดม ขวด หนังสติ๊ก ยิงเข้าใส่กลุ่มคนเสื้อแดงในฝั่งตรงข้าม ทำให้ตำรวจทหารได้เจอลูกหลงบาดเจ็บหลายคน ทันทีที่เหตุ

ระเบิดเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีพร้อมผบ. เหล่าทัพ และผู้เกี่ยวข้องเรียกประชุมศอฉ. ทันที เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐ แม้จะมีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ไม่สามารถระงับยับยั้งเหตุร้ายที่เกิดขึ้นได้ขณะที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ออกมาชี้แจงผ่านทีวีพูล โดยยืนยันว่า...วิถีกระสุนเอ็ม 79 มาจากฝั่งคนเสื้อแดง พร้อมขอให้ทั้งสองฝ่ายถอยห่าง 400 เมตร เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่ แต่การแถลงของนายสุ

เทพ กลับสร้างความไม่พอใจให้กลุ่มคนเสื้อแดง ที่เหมือนเป็นการโยนความผิดให้คนเสื้อแดง ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานมายืนยัน งานนี้นายสุเทพจึง “ผิดคิว” ที่ออกมาโยนความผิดให้คนเสื้อแดง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นแล้วว่า “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ที่รัฐบาลมีไว้ในมือไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ กลายเป็นกฎหมายที่เอาไว้ขู่ม็อบเท่านั้น!